|
บทที่ 1 มนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไปออสเตรเลีย
- 1-
ตั้งใจ จะเล่าถึงความรู้สึกของตัวเองหลังจากหายตัวไปออสเตรเลีย เป็นเวลากว่าครึ่งเดือน ช่วงชีวิตนั้นเหมือนกับถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัว แม้เจ้ามนุษย์ต่างดาวจะไม่ได้เอาเครื่องอะไร สวมหัวแล้วดูดความทรงจำ เอาตัวเราไปขัง แล้วก็นั่งมอง ดูว่าเจ้าตัวสองขา สองแขน มันจะทำยังไง หูมันจะกระดิกไหม แล้วมันจะร้องไห้หรือเปล่า นั่งมองวันไว้เพื่อวันข้างหน้าจะได้มาบุกโลกได้อย่างสบาย
...มันไม่ได้ทำอย่างนั้นหรอก.....
แต่มันกลับเอาเราไปใส่ไว้อีกโลกหนึ่ง เอาตัวละครอีกหลายตัว เอาสภาพแวดล้อมแปลกๆ ให้เราได้พบเจอ แต่ละวัน เจออะไรที่ไม่เหมือนกัน แถมที่ขัง ที่นอนก็แตกต่างกันไปในแต่คืนอีกด้วย ใจเคยเขียนเรื่องราวของการท่องเที่ยวในแต่ละวัน ในมุมมองของการท่องเที่ยวแบบที่เขาทำกัน เช้าตื่นมาทำอะไร นั่งรถไปไหน (แต่ไม่ได้บอกว่าระหว่างทางหลับหรือไม่) กลางวันกินอะไร เย็นกินอะไร เช้าตื่นมาทำอะไร สายไปไหน บ่ายทำอะไร กลางคืนทำอะไร วนกันแบบนี้ 15 วันในอีก space หนึ่ง ซึ่งผูกพันเป็นภาระตามสัญญา 1 หน้ากระดาษ ว่าไปแล้วต้องเขียนเพื่อเป็นการตอบแทนกับการท่องเที่ยวฟรี เพิ่งมาคิดได้ก็เมื่อวันก่อนว่า ไม่ได้เขียนอะไรแบบที่อยากจะเขียนในหน้า space ของตัวเองเลย หลายคนเอ่ยปากถามว่าไปแล้วเป็นอย่างไรบ้าง สนุกไหม และทำไมไม่เขียนลงใน space นี้เสียที ใช้เวลาตั้งสติอยู่นาน นั่นเป็นเพราะว่าช่วงนี้เขียนอะไรไม่ค่อยจะออก เขียนออกก็ไม่ได้ยาว อย่างที่คิด นิ้วไม่ยอมกระดิก สมองไม่ยอมทำงาน คิดตามแต่ไม่ยอมพิมพ์ ผีอยากเขียน ไม่เข้าสิงตัว ...ปวดหัวกับอารมณ์แบบนี้มาก อยากจะอกหัก เพราะว่าคงเขียนอะไรพร่ำเพรื่อได้ยิ่งกว่านี้ เชื่อสิ อกหักแล้วจะอยากเขียนขึ้นมาทันที ใครอยากรู้อารมณ์นี้เป็นอย่างไร ลองดูก็ได้
..อันนี้คอนเฟิร์ม....
จะเริ่มจากตรงนี้ก่อนแล้วกันนะ เริ่มจากที่......ใจมานั่งอยู่ตรงที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้ว ....มานั่งตรงนี้แล้ว.... นั่งเปิดหน้าพาสปอร์ตของตัวเองไปมา นับแล้วนับอีก มันก็ไม่ได้เพิ่มจากเดิมหรอก ประเทศที่เคยเดินทางไปมาแล้วเนี่ย การเดินทางแบบไม่ฟรีมีอยู่ 4-5 หนในนั้น อีกกว่า 20 หนในนั้นเป็นการเดินทางแบบฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย นอกเหนือจากค่าช้อปปิ้ง 
หากการเดินทางครั้งนี้จะแตกต่างกับครั้งก่อนหน้า ก็คงจะเป็นเพราะว่า เป็นประเทศที่ยังไม่เคยไป เป็นการเดินทางที่มีระยะของวันมากที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา ยกเว้นเดินทางกลับบ้านเพราะลาออกจากงานก็เท่านั้นแหละ นอกจากนี้ยังเป็นการเดินทางเพราะได้รางวัลประกวดมา นี่เป็นหนแรกที่เคยไปประกวดอะไรมาแล้วได้รางวัล รู้เลยว่าแม่ทำไมเห่อกันจัง เพราะว่าพี่ของฉันมันเที่ยวไปประกวด ไปแข่ง ไปสอบได้รางวัลจนชิน แต่ฉันไม่เคย.... และที่สำคัญไปกว่านั้น ฉันเดินทางไปกับทีมงานที่ฉันไม่เคยได้รู้จัก หรือสนิทสนมหรือเคยพบเจอกันหลายครั้งมาก่อนนี่จึงเป็นการเดินทางแบบยาวนานกับใครไม่รู้ และตูก็ไปตั้ง 15 วันอีกต่างหาก ....
|
การเดินทางหนนี้เป็นครั้งแรกที่เดินทางด้วยสายการบินแควนตัส สายการบินแห่งชาติของออสเตรเลีย ทั้งๆ ที่เป้าหมายของการท่องเที่ยวแรกคือเมลเบิร์น แต่เราก็ต้องบินไปลงซิดนีย์เสียก่อน และต่อเครื่องไปยังเมลเบิร์น เพราะแควนตัสไม่มีเครื่องบินตรงไปยังเมลเบิร์น หลังจากเอากระเป๋าเดินทางเข้าเคาน์เตอร์เช็คอินเป็นที่เรียบร้อยใจก็นั่งคอย เวลาขึ้นเครื่อง โดยมีสารถีใจดีมานั่งรอเวลาด้วยกัน เมื่อเวลาเครื่องใกล้ออก ก็ต้องถึงเวลาบอกลากัน และนัดหมายกันว่า
"เรามาพบกันที่สนามบินแห่งนี้อีกครั้งนับไปจากนี้อีก 15 วันนะ"
ใครที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้งก็ต้องธรรมเนียมว่าเช็คอินแล้ว ก็ต้องเดินเข้าประตู เพื่อไปต่อคิวเพื่อผ่าน Immigration หรือเข้าช่องพิธีการตรวจคนออกนอกเมืองเสียก่อน
ก่อนนั้นก็ต้องกรอกเอกสารสำหรับการเดินทางออกนอกเมือง ในเอกสารใบเล็กๆ สีฟ้าจะแนบเอกสารสำหรับขาเข้าเอาไว้ด้วย ยื่นพาสปอร์ตและเอกสารที่กรอกชื่อที่อยู่และไฟร์ทขาบินไปให้กับ เจ้าหน้าที่ เขาจะทำการเย็บด้วยลวดเย็บหรือ "แม็ค" นั่นแหละ กับพาสปอร์ต ปั๊มตราบนหน้าพาสปอร์ตว่าเราออกนอกเมืองได้ และเอกสารนั้นจะติดเอาไว้จนกว่าจะกลับเข้าประเทศไทยอีกครั้ง
วันนี้ใจเช็คอินโดยบอกพนักงานว่า check through นะคะ หากเป็นการเดินทางแบบที่ต้อง ต่อเครื่อง เปลี่ยนเครื่อง ลงที่หนึ่งก่อนแล้วต่อเครื่องไปยังอีกเป้าหมายหนึ่ง เราก็สามารถทำการเช็คอินแบบ through ได้ พนักงานจะทำการระบุว่าเราเดินทางไปที่แรกก่อนแล้วจะไปอีกที่หนึ่งต่อ หากเป็นสายการบินที่ขยันหน่อย เขาจะขนกระเป๋าเราไปใส่ไว้อีกเครื่องหนึ่งต่อให้เลย เราจะได้ใบขึ้นเครื่องหรือ broading pass สองอัน คือขาไปจากเมืองไทย และเครื่องที่สองพร้อมกันเลยในหนเดียว โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเอากระเป๋าจากสายพาน แล้วไปเช็คอินอีกรอบเพื่อเอา broading pass แต่สำหรับแควนตัสหนนี้ แม้จะทำการเช็ค check through แล้วก็ตาม เราก็ต้องไปเอากระเป๋า เพื่อไปเช็คอินหน้าเครื่องอีกรอบ เพียงแต่ว่าได้ broading pass มาแล้วทั้งสองไฟร์ทเท่านั้นเอง หนก่อนเคยบินจากบอสตันมานิวยอร์กแล้วต่อมาเมืองไทย กระเป๋ามาถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพเพราะการ check through ค่ะ หนนี้เลยเอาบ้างเช็คอินบอกว่าจะไปซิดนีย์แล้วต่อจากซิดนีย์ไปเมลเบิร์นต่อ
เรื่องเล่าหน้าเคาน์เตอร์ตรวจคนออกนอกเมืองนี่มีหลายครั้ง สำหรับแถวต่อที่บอกว่า "คนไทย" ใจเคยไปยืนต่อ แต่เขาว่าคนไทยต่อแถวไหนก็ได้ หากแถวคนต่างประเทศมันไม่ยาวนะ หนหนึ่งเคยเดินทางไปฮ่องกงคนเดียว ยื่นเอกสารที่กรอกแล้วพร้อมพาสปอร์ตให้กับพนักงาน พนักงานผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงนั้น มองหน้าแล้วก็บอกว่าให้มองกล้อง บนเคาน์เตอร์จะมีกล้องเว็บแคมขนาดเล็กเอาไว้ถ่ายภาพหน้าตรงของคนต่อแถว เอาไว้เป็นหลักฐานว่าคนนี้กับพาสปอร์ตอันนี้ หน้าตาแบบนี้ อะไรประมาณนั้น หลังจากถ่ายภาพเสร็จ เขาก็ถามใจว่า
"เป็นคนไทยเหรอครับ" ใจก็สงสัยถามมาได้อย่างไร ก็ในเมื่อถือพาสปอร์ตไทยอยู่ หน้าตาก็ดูไทยแท้ขนาดนี้ เขาบอกว่า "พอไปฮ่องกง ผมเลยนึกว่าเป็นคนฮ่องกง จีน หรือเกาหลีอะไรประมาณนี้ครับ" ไม่รู้จะเสียใจ หรือดีใจดี เสียใจที่เขาไม่มองเราเป็นคนไทย แต่ควรจะดีใจที่หน้าเหมือนคนเกาหลี ... ดีไหมเนี่ย??
|
เดินออกจาก Immigration ต้องลงบันไดเลื่อนลงมาชั้นล่าง ใครไปสุวรรณภูมิขาออกไปต่างประเทศจะต้องลงมาชั้นล่างกันหมด ที่ชั้นล่างจะมีส่วนของการช็อปปิ้งของปลอดภาษี เพื่อนหลายคนมักฝากให้ดูราคาเครื่องสำอางและน้ำหอม หลายคนหอบหิ้วของพวกนี้ไปต่างประเทศหลายวัน และกลับมาเมืองไทยอีกครั้งพร้อมกับของพวกนี้ นั่นเป็นเพราะว่าของมันถูกกว่าที่ประเทศอื่น และขากลับมาก็จะไม่เจอฝั่งนี้แล้ว ขาเข้ากับขาออกมีของขายไม่เท่ากันนั่นเอง ใจเดินผ่านหน้าร้านทั้งหมดไปแบบไม่แยแสไม่ใช่เพราะว่าเบื่อของพวกนี้หรือไม่มีเวลา แต่เป็นเพราะว่าเงินในกระเป๋าไม่มากพอ เงินสดสองหมื่นของใจแลกเป็นเงินดอลลาร์ออสเตรเลียได้เพียง 660 เท่านั้น บัตรเครดิตก็เก็บเอาไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด ดังนั้นต้องประหยัดกันตั้งแต่เริ่มเดินทางจะดีมาก วันนี้ gate สำหรับขึ้นเครื่องต้องเดินไกลมาก เกือบหนึ่งกิโลล่ะมั้ง...บางประเทศมักจะติดประกาศเอาไว้ว่า gate ของคุณไกลแค่ไหน อีกกี่นาทีจะถึง gate ของคุณ เอาไว้เตือนความจำว่าอย่าช็อปปิ้งเพลินเพราะคุณต้องเดินไกล ประเทศไทย หากใจทำไม่ผิด ใจไม่เห็น นอกจากตัวเลข gate ว่าถึงหรือยังเท่านั้นเอง ก่อนถึง gate ต้องเอากระเป๋าผ่านเครื่องสแกนอีกรอบ กระเป๋าสำหรับขึ้นเครื่องจะถูกตรวจด้วยเครื่องสแกนที่นี่ ที่หน้า gate ยังมีพนักงานตรวจรื้อกระเป๋าอีกครั้ง วันนี้พนักงานถามใจว่า
"ไม่พกเหล้าเกิน 100 มิลลิลิตรขึ้นเครื่องมั๊งครับ ดูหน้าไม่เหมือนคนเมา"
ใจมองหน้าเขากลับ ไม่ค่อยเข้าใจถึงความคิดริเริ่มในการตั้งคำถามแต่ก็พยายามจะเข้าใจว่าเขากำลังแซว เลยไม่ทำอะไรนอกจากการตอบกลับไปว่า "ไม่มีค่ะ"
ปกติแล้วเวลาผ่านพวกเครื่องสแกนด้านในก่อนถึง gate พนักงานคนไทยมักพูดภาษาอังกฤษกับใจเสมอ เขามักบอกว่า ให้ยกแขนเป็นภาษาอังกฤษ บอกให้รอก็เป็นภาษาอังกฤษ ใจมักจะไม่โต้ตอบ เพราะมักจะถูกปฏิบัติในอีกรูปแบบหนึ่ง ต่างกับคนไทย หลังๆ เลยทำหน้าเนียนเกาหลีไป เขาก็พูดภาษาอังกฤษใส่ แนะนำให้ลองทำดู แต่หน้าไทย หรือหน้าอีสานกรุณาอย่าทำเพราะมันไม่เนียน.....
ตอนนี้มานั่งรอขึ้นเครื่องแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือการยกหูไปหาพี่สาว แม่ และเพื่อนอีกหลายคน บอกถึงการเดินทางว่ามันอีกไม่กี่นาทีนับจากนี้ และหากสะดวกที่จะติดต่อมาจะรีบทำในทันที เอาล่ะ วินาทีของการเดินทางในรูปแบบใหม่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีครั้งหน้านี้แล้ว ใจชอบอารมณ์แบบนี้ อารมณ์ที่เอากระเป๋าใส่ใต้ท้องเครื่องแล้ว และกำลังนั่งรอเครื่องออก มันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตกำลังจะออกเดินทางไปในที่ที่ไม่เคยเจอและยังไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างไร มันเป็นอะไรที่บอกเล่าเป็นตัวหนังสือไม่ได้ แม้หนังสือจะเป็นสื่อที่บอกเล่าความรู้สึกได้...ใครๆ ก็ว่าแบบนั้น...แต่บางครั้งมันก็บอกไม่หมด ยกเว้นว่าจะลงมือทำเอง.... ใจกำลังจะลากกระเป๋าขึ้นเครื่องบินไปออสซี่แล้ว จะเจออะไรบ้างที่นั่น บนเครื่องบินไปซิดนีย์และเมลเบิร์นจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ให้โอกาสกระพริบตา ไปฉี่ ไปนอน ไปทำงาน ไปคุยกับแฟนก่อนได้ เพราะตอนหน้าจะมาเมื่อไรก็ไม่รู้เหมือนกัน
.....แล้วเจอกันตามมีตามเกิด....
|