Namkhang さんのプロフィールที่ว่างของใจ フォトブログリストその他 ツール ヘルプ
    2008/04/15

    มนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไปออสเตรเลีย

    aussie1

    บทที่ 1 มนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไปออสเตรเลีย

               

    -
    1-

         ตั้งใจ จะเล่าถึงความรู้สึกของตัวเองหลังจากหายตัวไปออสเตรเลีย เป็นเวลากว่าครึ่งเดือน ช่วงชีวิตนั้นเหมือนกับถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัว แม้เจ้ามนุษย์ต่างดาวจะไม่ได้เอาเครื่องอะไร
    สวมหัวแล้วดูดความทรงจำ เอาตัวเราไปขัง แล้วก็นั่งมอง ดูว่าเจ้าตัวสองขา สองแขน มันจะทำยังไง หูมันจะกระดิกไหม แล้วมันจะร้องไห้หรือเปล่า
    นั่งมองวันไว้เพื่อวันข้างหน้าจะได้มาบุกโลกได้อย่างสบาย

    ...มันไม่ได้ทำอย่างนั้นหรอก.....

         แต่มันกลับเอาเราไปใส่ไว้อีกโลกหนึ่ง
    เอาตัวละครอีกหลายตัว เอาสภาพแวดล้อมแปลกๆ ให้เราได้พบเจอ แต่ละวัน เจออะไรที่ไม่เหมือนกัน แถมที่ขัง ที่นอนก็แตกต่างกันไปในแต่คืนอีกด้วย ใจเคยเขียนเรื่องราวของการท่องเที่ยวในแต่ละวัน
    ในมุมมองของการท่องเที่ยวแบบที่เขาทำกัน
    เช้าตื่นมาทำอะไร นั่งรถไปไหน (แต่ไม่ได้บอกว่าระหว่างทางหลับหรือไม่) กลางวันกินอะไร
    เย็นกินอะไร เช้าตื่นมาทำอะไร สายไปไหน
    บ่ายทำอะไร กลางคืนทำอะไร วนกันแบบนี้ 15 วันในอีก space หนึ่ง ซึ่งผูกพันเป็นภาระตามสัญญา
    1 หน้ากระดาษ ว่าไปแล้วต้องเขียนเพื่อเป็นการตอบแทนกับการท่องเที่ยวฟรี
         เพิ่งมาคิดได้ก็เมื่อวันก่อนว่า ไม่ได้เขียนอะไรแบบที่อยากจะเขียนในหน้า space ของตัวเองเลย
    หลายคนเอ่ยปากถามว่าไปแล้วเป็นอย่างไรบ้าง สนุกไหม และทำไมไม่เขียนลงใน space นี้เสียที
    ใช้เวลาตั้งสติอยู่นาน นั่นเป็นเพราะว่าช่วงนี้เขียนอะไรไม่ค่อยจะออก เขียนออกก็ไม่ได้ยาว
    อย่างที่คิด นิ้วไม่ยอมกระดิก สมองไม่ยอมทำงาน คิดตามแต่ไม่ยอมพิมพ์ ผีอยากเขียน
    ไม่เข้าสิงตัว ...ปวดหัวกับอารมณ์แบบนี้มาก
    อยากจะอกหัก เพราะว่าคงเขียนอะไรพร่ำเพรื่อได้ยิ่งกว่านี้ เชื่อสิ อกหักแล้วจะอยากเขียนขึ้นมาทันที
    ใครอยากรู้อารมณ์นี้เป็นอย่างไร ลองดูก็ได้

    ..อันนี้คอนเฟิร์ม....

          จะเริ่มจากตรงนี้ก่อนแล้วกันนะ เริ่มจากที่......ใจมานั่งอยู่ตรงที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้ว
    ....มานั่งตรงนี้แล้ว....
         นั่งเปิดหน้าพาสปอร์ตของตัวเองไปมา นับแล้วนับอีก มันก็ไม่ได้เพิ่มจากเดิมหรอก ประเทศที่เคยเดินทางไปมาแล้วเนี่ย การเดินทางแบบไม่ฟรีมีอยู่ 4-5 หนในนั้น อีกกว่า 20 หนในนั้นเป็นการเดินทางแบบฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย นอกเหนือจากค่าช้อปปิ้ง
        aus1

         หากการเดินทางครั้งนี้จะแตกต่างกับครั้งก่อนหน้า ก็คงจะเป็นเพราะว่า เป็นประเทศที่ยังไม่เคยไป เป็นการเดินทางที่มีระยะของวันมากที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา ยกเว้นเดินทางกลับบ้านเพราะลาออกจากงานก็เท่านั้นแหละ นอกจากนี้ยังเป็นการเดินทางเพราะได้รางวัลประกวดมา นี่เป็นหนแรกที่เคยไปประกวดอะไรมาแล้วได้รางวัล รู้เลยว่าแม่ทำไมเห่อกันจัง เพราะว่าพี่ของฉันมันเที่ยวไปประกวด
    ไปแข่ง ไปสอบได้รางวัลจนชิน แต่ฉันไม่เคย....
    และที่สำคัญไปกว่านั้น ฉันเดินทางไปกับทีมงานที่ฉันไม่เคยได้รู้จัก หรือสนิทสนมหรือเคยพบเจอกันหลายครั้งมาก่อนนี่จึงเป็นการเดินทางแบบยาวนานกับใครไม่รู้ และตูก็ไปตั้ง 15 วันอีกต่างหาก ....

    aus3      
        

     

     

        การเดินทางหนนี้เป็นครั้งแรกที่เดินทางด้วยสายการบินแควนตัส สายการบินแห่งชาติของออสเตรเลีย ทั้งๆ ที่เป้าหมายของการท่องเที่ยวแรกคือเมลเบิร์น แต่เราก็ต้องบินไปลงซิดนีย์เสียก่อน และต่อเครื่องไปยังเมลเบิร์น เพราะแควนตัสไม่มีเครื่องบินตรงไปยังเมลเบิร์น หลังจากเอากระเป๋าเดินทางเข้าเคาน์เตอร์เช็คอินเป็นที่เรียบร้อยใจก็นั่งคอย
    เวลาขึ้นเครื่อง โดยมีสารถีใจดีมานั่งรอเวลาด้วยกัน
    เมื่อเวลาเครื่องใกล้ออก ก็ต้องถึงเวลาบอกลากัน และนัดหมายกันว่า

    "เรามาพบกันที่สนามบินแห่งนี้อีกครั้งนับไปจากนี้อีก 15 วันนะ"

         ใครที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้งก็ต้องธรรมเนียมว่าเช็คอินแล้ว ก็ต้องเดินเข้าประตู
    เพื่อไปต่อคิวเพื่อผ่าน Immigration หรือเข้าช่องพิธีการตรวจคนออกนอกเมืองเสียก่อน

         ก่อนนั้นก็ต้องกรอกเอกสารสำหรับการเดินทางออกนอกเมือง ในเอกสารใบเล็กๆ สีฟ้าจะแนบเอกสารสำหรับขาเข้าเอาไว้ด้วย ยื่นพาสปอร์ตและเอกสารที่กรอกชื่อที่อยู่และไฟร์ทขาบินไปให้กับ
    เจ้าหน้าที่ เขาจะทำการเย็บด้วยลวดเย็บหรือ "แม็ค" นั่นแหละ กับพาสปอร์ต ปั๊มตราบนหน้าพาสปอร์ตว่าเราออกนอกเมืองได้ และเอกสารนั้นจะติดเอาไว้จนกว่าจะกลับเข้าประเทศไทยอีกครั้ง

        aus2   

         วันนี้ใจเช็คอินโดยบอกพนักงานว่า check through นะคะ หากเป็นการเดินทางแบบที่ต้อง
    ต่อเครื่อง เปลี่ยนเครื่อง ลงที่หนึ่งก่อนแล้วต่อเครื่องไปยังอีกเป้าหมายหนึ่ง เราก็สามารถทำการเช็คอินแบบ through ได้ พนักงานจะทำการระบุว่าเราเดินทางไปที่แรกก่อนแล้วจะไปอีกที่หนึ่งต่อ
    หากเป็นสายการบินที่ขยันหน่อย เขาจะขนกระเป๋าเราไปใส่ไว้อีกเครื่องหนึ่งต่อให้เลย เราจะได้ใบขึ้นเครื่องหรือ broading pass สองอัน คือขาไปจากเมืองไทย และเครื่องที่สองพร้อมกันเลยในหนเดียว โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเอากระเป๋าจากสายพาน แล้วไปเช็คอินอีกรอบเพื่อเอา broading pass
         แต่สำหรับแควนตัสหนนี้ แม้จะทำการเช็ค check through  แล้วก็ตาม เราก็ต้องไปเอากระเป๋า เพื่อไปเช็คอินหน้าเครื่องอีกรอบ เพียงแต่ว่าได้ broading pass มาแล้วทั้งสองไฟร์ทเท่านั้นเอง หนก่อนเคยบินจากบอสตันมานิวยอร์กแล้วต่อมาเมืองไทย กระเป๋ามาถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพเพราะการ check through ค่ะ หนนี้เลยเอาบ้างเช็คอินบอกว่าจะไปซิดนีย์แล้วต่อจากซิดนีย์ไปเมลเบิร์นต่อ

       aus5

         เรื่องเล่าหน้าเคาน์เตอร์ตรวจคนออกนอกเมืองนี่มีหลายครั้ง สำหรับแถวต่อที่บอกว่า "คนไทย" ใจเคยไปยืนต่อ แต่เขาว่าคนไทยต่อแถวไหนก็ได้ หากแถวคนต่างประเทศมันไม่ยาวนะ หนหนึ่งเคยเดินทางไปฮ่องกงคนเดียว ยื่นเอกสารที่กรอกแล้วพร้อมพาสปอร์ตให้กับพนักงาน พนักงานผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงนั้น มองหน้าแล้วก็บอกว่าให้มองกล้อง บนเคาน์เตอร์จะมีกล้องเว็บแคมขนาดเล็กเอาไว้ถ่ายภาพหน้าตรงของคนต่อแถว เอาไว้เป็นหลักฐานว่าคนนี้กับพาสปอร์ตอันนี้ หน้าตาแบบนี้ อะไรประมาณนั้น หลังจากถ่ายภาพเสร็จ เขาก็ถามใจว่า

    "เป็นคนไทยเหรอครับ"
    ใจก็สงสัยถามมาได้อย่างไร ก็ในเมื่อถือพาสปอร์ตไทยอยู่ หน้าตาก็ดูไทยแท้ขนาดนี้
    เขาบอกว่า
    "พอไปฮ่องกง ผมเลยนึกว่าเป็นคนฮ่องกง จีน หรือเกาหลีอะไรประมาณนี้ครับ"
    ไม่รู้จะเสียใจ หรือดีใจดี เสียใจที่เขาไม่มองเราเป็นคนไทย แต่ควรจะดีใจที่หน้าเหมือนคนเกาหลี ...
    ดีไหมเนี่ย??

        เดินออกจาก Immigration ต้องลงบันไดเลื่อนลงมาชั้นล่าง ใครไปสุวรรณภูมิขาออกไปต่างประเทศจะต้องลงมาชั้นล่างกันหมด ที่ชั้นล่างจะมีส่วนของการช็อปปิ้งของปลอดภาษี เพื่อนหลายคนมักฝากให้ดูราคาเครื่องสำอางและน้ำหอม หลายคนหอบหิ้วของพวกนี้ไปต่างประเทศหลายวัน และกลับมาเมืองไทยอีกครั้งพร้อมกับของพวกนี้ นั่นเป็นเพราะว่าของมันถูกกว่าที่ประเทศอื่น และขากลับมาก็จะไม่เจอฝั่งนี้แล้ว ขาเข้ากับขาออกมีของขายไม่เท่ากันนั่นเอง
         ใจเดินผ่านหน้าร้านทั้งหมดไปแบบไม่แยแสไม่ใช่เพราะว่าเบื่อของพวกนี้หรือไม่มีเวลา แต่เป็นเพราะว่าเงินในกระเป๋าไม่มากพอ เงินสดสองหมื่นของใจแลกเป็นเงินดอลลาร์ออสเตรเลียได้เพียง 660 เท่านั้น บัตรเครดิตก็เก็บเอาไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด ดังนั้นต้องประหยัดกันตั้งแต่เริ่มเดินทางจะดีมาก
         วันนี้ gate สำหรับขึ้นเครื่องต้องเดินไกลมาก เกือบหนึ่งกิโลล่ะมั้ง...บางประเทศมักจะติดประกาศเอาไว้ว่า gate ของคุณไกลแค่ไหน อีกกี่นาทีจะถึง gate ของคุณ เอาไว้เตือนความจำว่าอย่าช็อปปิ้งเพลินเพราะคุณต้องเดินไกล ประเทศไทย หากใจทำไม่ผิด ใจไม่เห็น นอกจากตัวเลข gate ว่าถึงหรือยังเท่านั้นเอง ก่อนถึง gate ต้องเอากระเป๋าผ่านเครื่องสแกนอีกรอบ กระเป๋าสำหรับขึ้นเครื่องจะถูกตรวจด้วยเครื่องสแกนที่นี่ ที่หน้า gate ยังมีพนักงานตรวจรื้อกระเป๋าอีกครั้ง วันนี้พนักงานถามใจว่า

    "ไม่พกเหล้าเกิน 100 มิลลิลิตรขึ้นเครื่องมั๊งครับ ดูหน้าไม่เหมือนคนเมา"

         ใจมองหน้าเขากลับ ไม่ค่อยเข้าใจถึงความคิดริเริ่มในการตั้งคำถามแต่ก็พยายามจะเข้าใจว่าเขากำลังแซว เลยไม่ทำอะไรนอกจากการตอบกลับไปว่า
     
    "ไม่มีค่ะ"

         ปกติแล้วเวลาผ่านพวกเครื่องสแกนด้านในก่อนถึง gate พนักงานคนไทยมักพูดภาษาอังกฤษกับใจเสมอ เขามักบอกว่า
    ให้ยกแขนเป็นภาษาอังกฤษ บอกให้รอก็เป็นภาษาอังกฤษ ใจมักจะไม่โต้ตอบ เพราะมักจะถูกปฏิบัติในอีกรูปแบบหนึ่ง
    ต่างกับคนไทย หลังๆ เลยทำหน้าเนียนเกาหลีไป เขาก็พูดภาษาอังกฤษใส่
    แนะนำให้ลองทำดู แต่หน้าไทย หรือหน้าอีสานกรุณาอย่าทำเพราะมันไม่เนียน.....

       aus4  
         ตอนนี้มานั่งรอขึ้นเครื่องแล้ว
    สิ่งที่ต้องทำคือการยกหูไปหาพี่สาว แม่ และเพื่อนอีกหลายคน บอกถึงการเดินทางว่ามันอีกไม่กี่นาทีนับจากนี้ และหากสะดวกที่จะติดต่อมาจะรีบทำในทันที เอาล่ะ วินาทีของการเดินทางในรูปแบบใหม่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีครั้งหน้านี้แล้ว ใจชอบอารมณ์แบบนี้ อารมณ์ที่เอากระเป๋าใส่ใต้ท้องเครื่องแล้ว และกำลังนั่งรอเครื่องออก มันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตกำลังจะออกเดินทางไปในที่ที่ไม่เคยเจอและยังไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างไร มันเป็นอะไรที่บอกเล่าเป็นตัวหนังสือไม่ได้ แม้หนังสือจะเป็นสื่อที่บอกเล่าความรู้สึกได้...ใครๆ ก็ว่าแบบนั้น...แต่บางครั้งมันก็บอกไม่หมด ยกเว้นว่าจะลงมือทำเอง....
         ใจกำลังจะลากกระเป๋าขึ้นเครื่องบินไปออสซี่แล้ว จะเจออะไรบ้างที่นั่น
    บนเครื่องบินไปซิดนีย์และเมลเบิร์นจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ให้โอกาสกระพริบตา ไปฉี่
    ไปนอน ไปทำงาน ไปคุยกับแฟนก่อนได้ เพราะตอนหน้าจะมาเมื่อไรก็ไม่รู้เหมือนกัน

       





        .....แล้วเจอกันตามมีตามเกิด....

    コメント (4 件)

    しばらくお待ちください。
    入力されたコメントは長すぎます。短くしてください。
    何も入力されていません。もう一度やり直してください。
    現在、コメントを追加できません。後でもう一度やり直してください。
    コメントと書くには、保護者 (ほごしゃ) の方の許可 (きょか) をもらってください。許可をリクエストする
    保護者 (ほごしゃ) の方が、あなたがコメントを書けないようにしています。
    現在、コメントを削除できません。後でもう一度やり直してください。
    1 日に投稿できるコメントの最大数を超えました。24 時間経過してから、もう一度やり直してください。
    あなたが他のユーザーに対して迷惑行為を行っている可能性があると確認されたため、お使いのアカウントによるコメントの投稿を無効にしています。誤って無効にされたと思われる場合は、Windows Live のサポートにお問い合わせください。
    コメントを投稿する前に、以下のセキュリティ チェックを完了してください。
    セキュリティ チェックに入力する文字は、画像に表示されている文字または音声で流れた文字と一致していなければいけません。

    コメントを投稿するには、お使いの Windows Live ID でサインインしてください (Hotmail、Messenger、または Xbox LIVE を既に使用している場合は、そのアカウントが Windows Live ID です)。サインイン


    Windows Live ID をお持ちでない場合は、アカウントを新規登録してください。

    Sirisomboo​n Adisornさんの投稿:
    อ่านจนจบจนได้ เขียนแบบนี้เอาไปรวมเล่มดีมั้ยนี่
    4 月 16 日
    Sirisomboo​n Adisornさんの投稿:
    โห ใจคอ
    4 月 16 日
    Charochine​eさんの投稿:
    แบบนี้ ค่อยเหมือนกับที่เคยอ่านหน่อย
    เพราะอีกสเปซที่เขียน มันไม่ใช่ตัวตนเท่าที่ควร
    4 月 15 日
    S Jaydaysさんの投稿:
    อ่านๆๆๆๆ จะคอยติดตามว่าพูดถึงมนุษย์ต่างดาวเพศผู้บ้างไหม อิอิอิ

    ...มนุษย์ต่างดาวหน้าอิสาน
    4 月 15 日

    トラックバック

    この記事のトラックバックの URL は次のとおりです。
    http://nujai.spaces.live.com/blog/cns!9613CAD0346BBBDF!6934.trak
    この記事を参照しているブログ
    • なし