วิ่งขึ้นมานั่งในรถตู้ โชคดีที่มีคนนั่งจับจองเก้าอี้ก่อนเราเพียงไม่กี่คน มีฝรั่งสาวสามคน ญี่ปุ่นชายหนึ่ง
และป้าแก่ชาวฝรั่งเศสหนึ่ง เก้าอี้เหลืออีกสัก 6 ที่ได้ ส่วนไกด์นั่งขนาบสาวฝรั่งหนึ่งในนั้น กับคนขับรถ...
กำหนดการณ์ของการทัวร์แบบเช้าไปเย็นกลับ ก็คือ รถตู้จะวิ่งไปรับทุกคนที่ซื้อทัวร์ถึงที่พัก
แล้วก็มุ่งหน้าไปสู่ฮาลองเบย์ ลงเรือ กินข้าว เข้าถ้ำ แล้วก็นั่งรถกลับมาถึงฮานอยในช่วงค่ำๆ
หลายคนเคยแนะนำว่า หากไปกันหลายคนหรือไปกันเป็นคู่ จะไปขึ้นรถตู้ก่อนถึงบริษัททัวร์
เพราะจะได้ไม่ต้องแยกที่นั่ง ในกรณีที่มีรถวนไปรับคนอื่นๆ ในกรุ๊ปทัวร์ก่อนเรา
แต่ครั้นจะให้ทำแบบนั้น ใจก็มานั่งคิดว่า มันลำบากจนเกินไป ต้องตื่นตีอะไรเพื่อมุ่งหน้าไปขึ้นรถตู้...
นั่งรถตู้มาได้สักพัก เรามานั่งรอคนร่วมกรุ๊ปอีกนาน...อนุมานได้ว่าเพิ่งจะตื่น
วันนั้นกว่ารถจะรับคนได้ครบล้อก็หมุนตั้ง 9 โมงเช้า
พอคนครบ ไกด์หนุ่มชาวเวียดนามหน้าตาพอรับได้ ก็หันมาพูดต้อนรับคนร่วมทัวร์ทุกคน
บอกกำหนดการณ์ว่าจะทำอะไรในวันนี้บ้าง และก็บอกว่า เดี๋ยวเราจะนั่งไปกันนานถึง 3 ชม.
ดังนั้นขอให้ทุกคนหลับตาพักผ่อนได้ แต่สักพักเราจะแวะที่ขายของ เข้าห้องน้ำก่อน 15 นาที
ถึงที่หมายที่จะต้องแวะ ก็จะบอกให้ทุกคนตื่นเอง....

เขาว่ากันว่ามันเป็นธรรมเนียมสำหรับการซื้อทัวร์ไปฮาลองเบย์
ที่ทุกคนจะต้องทุกพามาแวะในที่ที่ซื้อของฝากแห่งนี้ก่อน...
มองคร่าวๆ ที่ที่ตรงนี้อยู่ในซอยเข้ามานิดหน่อย เหมือนโกดังเก่า เปลี่ยนสภาพเป็นที่ขายของฝีมือชาวเวียดนาม
เดินดูราคาของ ไม่อยากแม้แต่จะแตะต้อง มีห้องน้ำแยกชายหญิงให้เข้า
ฝรั่งและคนไทย ลงจากรถได้ ไม่เข้าห้องน้ำก็มายืนออกันอยู่หน้าโกดังที่ว่า รอเวลาให้รถหมุนไปที่ฮาลองเบย์กันอีกเป็นชั่วโมง
ตอนแรกคิดจะก้าวเท้าออกไปหาผลไม้กินข้างนอก ซึ่งเห็นว่ามีวางขายอยู่
สายตาก็พลันเห็นข้อความภาษาอังกฤษ ที่แปลแล้วได้ความหมายว่า
"หากก้าวเท้าออกไปจากสถานที่แห่งนี้แล้ว เราไม่รับผิดชอบในความปลอดภัยของคุณ"
ดูดิ๊...แล้วใครมันจะกล้าออกไปอีก อยากเห็นหน้านัก 555
ทัวร์ฮาลองเบย์ก็คงเหมือนๆ กับที่ใครเขาเล่าเอาไว้ในหลาย ๆ หน
ไปถึงเขาก็บอกให้รอก่อน คนมันเยอะ จำเพื่อนร่วมกรุ๊ปไว้ให้ดี
คนร่วมกรุ๊ปบางทีไปถึงก็ถูกแยกออกไปให้ขึ้นเรืออีกลำ เพราะเขาซื้อแพ็กเก็จแบบนอนค้างคืนบนเรือ
กี่วันก็ว่ากันไป ดังนั้นอย่าอุตริไปเดินตามเขา เราต้องรอตรงไหนก็ฟังไกด์ให้รู้เรื่อง
การไปเที่ยวต่างประเทศโดยไม่ได้ซื้อทัวร์ ไปเอง กลับเอง เลือกเที่ยวเอง
สิ่งจำเป็นคือต้องฟังภาษาอังกฤษให้ได้ และสื่อสารให้เป็น..ไม่เก่ง แต่ให้เอาตัวรอดก็ยังดี
ดังนั้นหากใครบอกว่าไปแบบไม่รู้เรื่องภาษาอังกฤษเลย ก็อาจจะได้ แต่คงไม่สะดวกเท่าที่ควร
พวกเราที่ซื้อทัวร์แบบไปเช้าเย็นกลับ ยืนรออยู่สักพัก
ไกด์บอกว่าไปซื้อตั๋วลงเรือให้ เมื่อเขากลับมาก็พาเราทุกคนลงเรือ
สภาพการจอดเรือที่นี่คือซ้อนกันไปซ้อนกันมา มีเรือหลายร้อยลำจอดออกันอยู่ที่ท่าเรืออ่าวฮาลอง
การที่จะไปถึงเรือของเราได้...ทุกคนก็ต้องปีน เราลงเรือลำแรกสุด ปีนขอบเรือ เพื่อลงไปยังเรืออีกลำที่จอดติดกัน
เดินผ่านไปด้านหลัง ปีนขึ้นด้านหลังเพื่อไปเรือด้านหลังสุด ซึ่งคือเรือของเรา
ทุกคนสามารถจับจองที่นั่งได้ตามใจชอบ
ใครอยากจะนั่งสองคนก็ได้ แต่ต้องทำใจว่า ในตอนพักเที่ยงจะกินข้าว
ไกด์จะบอกว่าให้มานั่งรวมกลุ่มกันให้ได้ 5-6 คน เพราะจะได้เสิร์ฟอาหารพร้อมกันเป็นชุดๆ
เรือแล่นออกจากฝั่งแล้ว ลมหนาวพัดมากระทบตัว พอให้เย็นจับขั้วหัวใจ
ฮาลองเบย์ หนึ่งในอ่าวตังเกี๋ย เป็นสีเขียว แบบที่ใครเขาเรียกว่าเขียวมรกต ดูแล้วสดชื่นสายตาดีแท้
น้ำทะเลสีเขียวสุดลูกหูลูกตา เหมือนมีตะปูตอกอยู่กลางแผ่นน้ำนั้นเป็นพักๆ
จริงๆ แล้วเป็นเหมือนกับภูเขา พื้นดินที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ ประมาณเขาตะปูที่พังงาบ้านเรา
เขาเรียกตะปูเหล่านี้ว่าเป็นเกาะ จำไม่ได้ว่าไกด์บอกว่าที่นี่มีเกาะทั้งหมดเท่าไร แต่เกินหลักหมื่น...
ไกด์คนเดิมกับที่พาเรามาแนะนำตัวอีกหน เพราะสมาชิกหน้าใหม่หลายคนมาจากรถคันอื่นๆ
หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เรากินลมชมวิว จนกว่าจะถึงเวลาทานอาหารกลางวัน

ดูเหมือนจะวนเวียนแบบนี้ทุกลำเรือที่ซื้อแพ็กเก็จมาล่องที่อ่าวฮาลอง
เมื่อแล่นมาสักพัก เรือจะเทียบท่าติดกับแพเลี้ยงปลาของชาวประมงที่ฮั้วกันไว้ตั้งแต่แรก
เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวลงไปเลือกปลา ปลาหมึก กุ้ง กั้ง หอย และอาหารทะเลอื่นๆ แบบสดๆ
และสั่งให้เขาทำอาหารให้เรา โดยคิดค่าบริการตามจริง
เพิ่มเติมจากชุดอาหารที่เขาจัดสำรับเอาไว้ให้อยู่แล้วในแพ็กเก็จ
ใจลงไปดู เพิ่งจะเห็นปลาหมึกมันว่ายน้ำเป็นๆ ก็หนนี้ ตื่นเต้นดี
มีหมาน้อยเวียดนามนอนอยู่บนเรือด้วย แต่ตัวนี้สั่งทำกับข้าวไม่ได้ ..ยังโตไม่เต็มที่
อาหารมื้อกลางวันในแพ็กเก็จวันนี้ประกอบไปด้วย ไข่เจียวม้วน หรือเอาไข่ไปเจียว ม้วนแล้วหั่น
ผัดผักกาดกวางตุ้งไม่ใส่เนื้อสัตว์ประเภทใดเลย ปอเปี๊ยะใส้ผักและวุ้นเส้น
และอะไรอีกสักอย่างสองอย่างนี่แหละ จำไม่ได้ค่อยจะได้
จำได้แต่ว่ามันจืดมากเสียจนต้องคิดขอบคุณน้ำพริกนรกที่พกติดตัวไปด้วย 1 กระปุก
สาวมาเลย์ และป้าฝรั่งเศสที่เดินทางท่องเที่ยวเพียงลำพัง เห็นเราควักกระปุกน้ำพริกออกมาถึงกับอึ้ง
ถามว่า เผ็ดไหม เราบอกว่าไม่เผ็ด เชื้อเชิญให้เขาลอง แต่เห็นทำหน้าไม่พิสมัย
มื้อนั้นเราเลยได้กินน้ำพริกของเราได้อย่างเต็มที่ โฮะโฮะ ไม่แบ่งใคร
เมื่อจอดแวะทานอาหารเสร็จแล้ว เรือก็แล่นออกไปอีกเรื่อยๆ จนไปถึงจุดที่จะถ่ายลูกเรือลองเรืออีกลำ
เพื่อแล่นเข้าไปชมความงามภายในถ้ำลอดที่อยู่ใกล้ๆ กัน
เพียงแต่มีเงื่อนไขว่า คนที่จะไปต้องเสียค่าบริการเพิ่มอีกคนละ 2 ดอลลาร์
ใจขอบาย เพราะอารมณ์ลอดถ้ำตอนนั้นไม่มีเอาเสียเลย นั่งมองน้ำทะเลเขียวๆ ก็เพียงพอแระ
เรารอทีมที่เขาไปลอดถ้ำกลับมาสักพัก เรือก็ถึงเวลาหันหัวเรือกลับ
ตอนแรกนึกว่าจะสิ้นสุดการเดินเรือเพียงแค่นี้ แต่หาใช่ไม่
เรือแล่นมาแวะจอดที่ถ้ำหินงอกหินย้อยที่อยู่ไม่ไกลนัก
ทุกคนต้องลงจากเรือ เดินบันไดขึ้นเขาเข้าไปในถ้ำ
บันไดหินอย่างดี ถ้ำก็สะอาด ทำให้นึกถึงถ้ำในเมืองไทย
ทำไมไม่ทำให้มันดีแบบนี้มั่งนะ ดูสิอากาศเย็นๆ แบบนี้มาเดินลอดถ้ำ โรแมนติกจะตาย
ออกจากถ้ำ เรือก็ถึงเวลากลับมาจอดที่ท่าเรือจริง ๆ
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือ การนั่งรถกลับ .... อีก 3 ชั่วโมง
ใกล้มืดแล้ว ใจนั่งลุ้นว่าจะไปถึงฮานอยทัน 2 ทุ่มไหมนะ
เพราะ 4 ทุ่มคืนนี้มีนัดขึ้นรถไฟตู้นอนเพื่อไปต่อที่เมืองซาปา เมืองทางเหนือของเวียดนาม
เรื่องหลังจากนี้ เอาไว้มาต่อที่ตอน 5 ละกันนะ ตื่นเต้นทีเดียว ... เหอเหอ ...
ตอน 5 นี่แหละ เป็นจุดพลิกผันของเรื่อง
ทำให้ใจต้องมองภาพของการเดินทางในเวียดนามเปลี่ยนไปนิดหน่อย
โดยเฉพาะข้อตกลงเรื่องเวลา หากไม่สื่อสารให้ดี อาจจะพลาดทริปไปที่อื่น ๆ ก็เป็นได้