หลังจากแท็กซี่มาจอดที่ถนนหั่งก็อต ใจก็ลากกระเป๋าข้ามฝั่งมายัง Prince Hotel
ที่ใครๆ เขาเคยบอกเอาไว้ในเว็บไซต์ว่าดูแลคนไทยดี
ที่สำคัญราคาก็ไม่แพงจนเกินไป พอยอมรับได้ จ่ายไหว ไม่เกิน 18 ดอลลาร์สหรัฐ ..เขาว่างั้น
ใจได้ชั้นบนสุดของตึก เขาว่าชั้น 5 แต่จริง ๆมันเป็นชั้น 6 ฝั่งตรงกันข้ามห้องเป็นห้องพักของพนักงานโรงแรม...
สนนราคาที่ 15 ดอลลาร์ต่อคืน รวมอาหารเช้า เตียง ตู้ ที่นอน หมอน ไม่มีมุ้ง มีเครื่องทำน้ำอุ่น ไม่มีน้ำฟรี
มีน้ำให้แต่คิดที่ 80,000 ดองต่อขวดขนาด 6 บาทที่บ้านเรา
ตอนใจไปประมาณ 16,000 ดองคิดเป็น 1 ดอลลาร์ คิดกลับกันอีกทีก็ได้ 1 ดอลลาร์เท่ากับ 33 บาทโดยประมาณ
ความยากลำบากมันอยู่ตรงนี้แหละ ตรงที่จะซื้ออะไรที คิดกลับกันหลายตลบ
จากเงินดอง เป็นเงินดอล จากเงินดอลเป็นเงินบาท ปวดหัวแต๊ๆ ... แต่ก็จำเป็น
แนะนำให้พ่อแม่สมัยนี้สอนเด็กๆ เรื่องการคิดเงินหรืออัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม
ก่อนที่จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วไปท่องเที่ยวหลายวันที่เวียดนาม
อย่าให้เหมือนเด็กขายน้ำเมื่อวันก่อน ใจซื้อเป๊บซี่ใส่น้ำแข็งหนึ่งถุงราคา 11 บาท
ให้แบงค์ 100 บาทไป เด็กผู้หญิงคงสักวัยม. ต้น ผมสีดำหวีเรียบแปร้ ใส่กางเกงขาเดฟ
ที่เล็บทาสีดำแล้วมีลายเพ้นท์ตัวตุ๊กกะตุ่นทุกนิ้ว คิ้วเข้ม ตาแดงรอบดวงด้วยสีอะไรไม่ทราบ
เธอคิดแล้วคิดอีก ... สุดท้ายก็ทอนเงินให้ใจ 84 บาท ใจก็งง ทำไมซื้อ 11 ให้ร้อยทอน 84
บวกลบคูณหารให้ตายยังไงก็ต้องทอน 89 บาท พอใจทำหน้างง ยื่นงอนทอนกลับ
เธอก็ทำหน้างงด้วย ยืนนับนิ้วนานมาก จนใจต้องบอกว่ามันต้องทอนเท่าไร
เธอทำหน้าเขิลๆ ใจประเมินเบื้องต้นว่า คงตกเลข หรือไม่ก็ไม่ตั้งใจเรียนเลข
ใจไม่เก่งเลขก็จริง แต่แค่ทอนค่าน้ำเท่านี้ยังพอคิดได้อยู่บ้าง แหม้.... ปวดหัวใจคนแก่จริงๆ
กลับมาที่เวียดนามต่อละกันนะ ... อย่าไปสนใจเลย เด็กคนเมื่อกี้ ตอนนี้คงนอนหลับไปแล้วล่ะ
ก่อนขึ้นไปด้านบนชั้น 6 ใจถือโอกาสคุยกับพนักงานหญิงที่นั่นถึงแผนการณ์ของแต่ละวันว่าเป็นอย่างไรบ้าง
เธอเสนอให้ซื้อทัวร์จากเธอทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทัวร์ไปอ่าวฮาลอง หรือ ฮาลองเบย์แบบเช้าไปเย็นกลับ
หรือทัวร์ไปทางเหนือของเวียดนามที่เรียกกันว่า ซาปา ห่างไปอีกเกือบ 300 กิโลเมตร เป็นเวลา 3 คืน 2 วัน
เมื่อเจรจาตกลงเรื่องราคาและแพ็กเก็จของทัวร์ที่อยากจะได้ และก็พบว่าราคาไม่เหลือบ่ากว่าแรง
และไม่แพงจนเกินไปเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ที่เคยหาซื้อได้ในเวียดนาม เพราะการซื้อทัวร์แบบนี้เป็นเรื่องปกติ
หลายคนบอกว่ามาที่นี่การซื้อทัวร์จากเคาน์เตอร์โรงแรม ใครๆ ก็ทำกัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าทุกโรงแรม
จะมีแพ็กเก็จเสริมจากการแค่ให้บริการห้องพัก เป็นการฝากกระเป๋าและให้บริการทัวร์ทั่วเวียดนามด้วยในเวลาเดียวกัน
ใจซื้อทัวร์ไปฮาลองเบย์ได้ด้วยราคา 18 เหรียญ รวมด้วยรถตู้รับส่งจากโรงแรมถึงที่ฮาลองเบย์แบบไปกลับ
ค่าเข้าอ่าว ค่าอาหารกลางวันบนเรือ ไกด์ภาษาอังกฤษตั้งแต่บนรถยันบนเรือ ค่าเข้าชมถ้ำหินงอกหินย้อยกลางอ่าวฮาลอง
โดยเวลาของการเดินทางรวมทั้งสิ้น 6 ชม. ขาไป 3 และ ขากลับ 3 ชม. นั่งกันก้นบาน...หลับกันนานกว่าจะถึง
แนะนำให้เอาสายวัดไปด้วย จะได้รู้ว่าก้นบานจริงๆ ... นั่งกันไกลกว่าจะได้ไปอยู่บนเรือชมอ่าวนี่นะ
สำหรับใครหลายคนที่มีเวลามากพอ เคยได้ยินเขาบอกเล่าต่อๆ กันมาว่า ซื้อทัวร์แบบไปค้างคืนบนเรือก็ดีไม่น้อย
เพราะไม่เพียงแต่ได้รับทัศนียภาพของน้ำสีเขียวของอ่าวแบบเต็มๆ แล้ว ก็จะได้ภาพที่งามๆ ติดมือมาด้วยนั่นเอง
อันนี้ไม่คอนเฟิร์ม ยังไม่เคยลิ้มรสเหมือนกัน ไว้วันหลังไปแบบนอนค้างคืนเป็นอย่างไรจะกลับมาเล่าให้ฟัง
ส่วนทัวร์ไปซาปา เมืองซึ่งอยู่ทางเหนือของเวียดนามนั้น สนนราคาแพงเอาการ อยู่ที่ 65 ดอลลาร์ต่อหัว
รวมด้วยค่ารถไฟแบบตู้นอนที่เขาเรียกกว่า soft sleeper หรือ SP รถไฟตู้นอนแบบที่ห้องหนึ่งนอนกันสี่คน
มีแอร์คอนดิชั่น บางทีมีออปชั่นเสริมอย่างอื่น เช่นเสริมชา และกาแฟ แนะนำให้ถามก่อนว่าฟรีไหม...
หากไม่ฟรีก็เสียเงิน หากฟรีก็รีบๆ เอามากินแก้หนาวได้เลย
กรณีของการซื้อทัวร์ที่เกี่ยวข้องกับรถไฟตู้นอนนั้นอันนี้เขาแนะนำให้ย้ำชัดว่าต้องเป็นแบบไปและกลับ
สำทับเข้าไปอีกว่าต้องเป็นแบบ Soft sleeper ของแท้ ไม่เช่นนั้นจะได้เตียงแบบ 6 คนอยู่ในห้องเดียวกัน
แถมยังเสียราคาเท่ากับห้อง 4 คนอีกด้วย ไม่เพียงแต่ซวย แต่ยังเสียเงินมากกว่าคนอื่นเขาอีก..ช้ำทีเดียว
บางที่หลอกผู้บริโภคไม่ระบุขากลับ ยัดตั๋วใส่มือเฉพาะขาไป พอจะกลับเลยได้เรื่อง กลายเป็นว่าต้องเสียเงินค่าตั๋วขากลับ
ตั๋วสำหรับคนอยากกลับจะแพงหูฉี่ ตอนไปถึงเราพบว่ามีผู้โดยสารสองชีวิตที่เรากำลังจะไปพักโรงแรมเดียวกันกับเขา
ตัดสินใจยังไม่กลับ นั่งรถคันเดียวกลับจากสถานีรถไฟไปที่ซาปาอีกหน
เพราะเงินค่าซื้อตั๋วกลับวันเดียวกันนั้น เท่ากับที่เขาจะนอนพักที่ซาปาได้อีกคืน
เขาเลยเลือกกลับวันอื่นเพราะคิดแล้วได้พักอีกวันยังถูกกว่าซื้อตั๋วกลับแบบเร่งด่วน
หลายคนบอกว่า บางทีก็จนใจเพราะต้องกลับมาฮานอยเพื่อขึ้นเครื่องกลับ ดังนั้นต้องเสียค่าตั๋วขากลับมาฮานอยอย่างเดียว
บางทีก็หมดไปหลายสิบดอลลาร์เลยทีเดียว เที่ยวแบบนี้ต้องระวัง อ่านคำแนะนำเอาไว้ด้วยก็ดี
สำคัญสุด อันนี้พบด้วยตัวเอง เราพบว่า การให้เขาระบุเวลาบนตั๋วขากลับนั้นเป็นเรื่องสำคัญ
แม้เราจะไม่ได้ตั๋วขากลับเหมือนใครเขา (อันนี้ไม่แน่ใจว่าคนอื่นเขาเป็นไหม)
ทางโรงแรมให้แต่ตั๋วขาไป บอกว่าขากลับให้ไปรับตั๋วจากสำนักงานที่เมือง Lao Cai ซึ่งเป็นปลายทางของรถไฟ
ก่อนต่อรถบัสไปอีก 1 ชม.เต็มเพื่อขึ้นเขาไปยังเมืองซาปาที่ว่า
สุดท้าย ก็ต้องมานั่งลุ้นเองว่า ตั๋วขากลับจะได้เป็นเวลากี่โมง ...อันนี้ยังไม่เล่ารอเล่าตอนขากลับจากซาปา
สุดรันทดจริง ๆ เพราะต้องมาวิ่งกันขาลาก เพียงเพราะว่าได้ตั๋วก่อนขึ้นรถไฟแค่ 11 นาที
ดังนั้นขอแค่เพียงย้ำบอกว่าอยากจะได้เวลากลับเป็นเวลาใดไปตั้งแต่ต้น กำหนดเอาไว้ชัดเจนกันพลาดก็จะเป็นการดี
นอกเหนือจากนี้การจัดลำดับทริปของแต่ละวันต้องเผื่อเวลากันพลาดเอาไว้สักเล็กน้อย
ต้องกันเอาไว้ว่าเวลาจะไม่พอ อาจจะตกรถไฟ หรือไปไม่ทันทริปที่ต้องการ... อาจจะเสียอารมณ์ บูดกันเป็นทิวแถวได้
เมื่อซื้อทัวร์ครบหมดแล้ว หนนี้ก็ถึงเวลาที่จะไปเดินเที่ยวในตัวเมืองฮานอยกันเสียที
เล่ามาเสียยืดยาว ได้แค่นี้แหละ แยกตอนละกันนะ กันงง ไอข้างบนเนี่ย ถือว่าเป็นการซื้อเวลา
ของดีน่ะมันต้องรอ เยิ่นเย้อไปบ้าง ตามใจคนเขียนละกันนะ ...
ปล. หลายคนอ่านแล้วคงท้อ ตูไม่อยากไปเที่ยวแล้วเวียดนาม
แต่ว่าไปเหอะ โดนหลอกบ้างก็ดี ดีกว่าไม่โดนหลอก คนเราต้องโง่ก่อนจะฉลาดเสมอแหละน่า
เพียงแค่ว่าฉลาดให้เร็ว และอย่าโง่นาน ก็เป็นพอ...โฮะโฮะ