Namkhang さんのプロフィールที่ว่างของใจ フォトブログリストその他 ![]() | ヘルプ |
|
|
2007/07/18 ที่มาของปก Fortune 500
2007/06/16 Time Capsule : ฝังไว้ในผืนดิน
2007/04/19 วาดรูปปลากันม้ะ??
2007/04/10 Blue Day
ทุกคนก็มีวันเศร้าๆ ด้วยกันทั้งนั้น
Everybody has blue days. วันที่คณรู้สึกห่อเหี่ยว ุ ... เดียวดาย...
These are miserable days when you feel lousy, Lonely วันที่คุณรู้สึกตัวเล็กกระจ้อย ไม่มีใครเห็นความสำคัญ
Days when you feel small and insinificant. อะไร ๆ มันดูไกลเกินเอือมไปหมด
When everything seems just out of reach. วันแย่ๆ ที่คุณรู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่ในห้วงมหาสมุทรแห่งความเศร้า
On blue days you feel like you are floating in an ocean of sadness. พร้อมที่จะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ ไม่รู้ทำไม
You are about to burst into tears at any moment and you don’t even know why. บางทีอาจเป็นเพราะการงานเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม
Maybe work is a pain in the butt. รู้สึกกดดันที่ต้องสวมบทบาทแทนคนอื่นอยู่ร่ำไป You are under major pressure to fill some one else’s shoes. เจ้านายคอยแต่จับจ้อง
Your boss is picking on you, ทุกคนในออฟฟิศกำาลังบีบให้คณเป็นบ้า ...... ุ and everyone in the office is driving you crazy. เหตุผลใดๆ ก็ตาม คุณปักใจเชือแล้วว่าพระผูเป็นเจ้าต้องไม่ชอบหน้าคุณแน่ๆ
Whatever the reason, you’re convinced that someone up there doesn’t like you. แล้วจะทำายังไงดีล่ะทีเนี้ย?
Oh what to do, what to dooo? ถ้าคุณเป็นอย่างชาวบ้านเขา คุณก็จะหนีไปหาที่กำาบัง คิดว่าเดียวทุกอย่างก็ดีขึ้นเองแหละ Well, if you’re like most people, you’ll hide behide a flimsy belief that everything will sort itself out. ก็จะใช้ชวตที่เหลือเมียงๆ มองๆ รอให้ทุกอย่างมันผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
Then you’ll spend the rest of your life looking over your shoulder,Waiting for everything to go wrong all over again. ใครจะรู้ อาจมีสิ่งดีๆ รอคุณอยู่ที่มุมไหนสักมุมหนึ่ง
Who knows what fantastic things are in store just around the corner? ไม่แน่ สุดท้ายคุณอาจจะมีชีวตที่สมบูรณ์พูนสุขก็ได้นะ
Hey, you might end up fabulously rich. ทำยังไงถึงจะมีความสุข เหมือนได้แช่ในอ่างที่มีฟองสบู่อุ่นๆ อย่างนั้นได้ล่ะ
So how can you find that blissful “just sliding into a hot bubble bath” kind of feeling? ก่อนอื่น คุณต้องหยุดวิ่งหนี ถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาแล้ว
First, stop slinking away from all those nagging issues. It’s time to face the music. เอาล่ะ ! จากนั้นก็ปล่อยตัวตามสบายและหายใจลึกๆ Now, just relax. Take some deep breaths. ยอมรับความจริงว่า ต้องปล่อยวางเรื่องหนักอกไปซะบ้าง
Accept the fact that you’ll have to let go of some emotional baggage. มีกฬาสนุกๆ ให้เล่นอีกเยอะแยะ
There are games to play, โยคะก็ดีนะ
and yoga,
หรือจะร้องคาราโอเกะ and karaoke, หรือไม่ก็ออกไปเดินเล่นพักผ่อนสมอง
or go for a walk to clear your head. บางทีคุณอาจเป็นคนผิดก็ได้ ไม่ยากหรอกที่จะพูดว่า “ขอโทษนะ” (ยังไม่สายเกินไปที่จะพูดคำานี้)
Maybe you’re actually the one at fault. If that’s the case, be big enough to say you’re sorry (it’s never too late to do this) ากคนอื่นเป็นฝ่ายผิด ก็จงลุกขึ้นและบอกไปเลยว่า “ทำาอย่างนี้ไม่ถ ฉันจะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว!” ลองใช้ไม้แข็งบ้างก็ดี If someone else is doing the wrong thing, stand up tall and say, “That’s not right and I won’t stand for it!” It’s okay to be forceful. จงภูมิใจในตัวเอง Be proud of who you are, จงใช้ชวิตเหมือนทุกวันเป็นวันสุดท้าย เพราะวันหนึ่งมันต้องมาถึงแน่ๆ ี Live every day as if it were your last, because one day it will be. ลองเสี่ยงดูสักตั้ง Take big risks. อย่ามัวแต่จดๆ จ้องๆ เดินหน้าลุยไปเลย
Never hang back. Get out there and go for it.
ความจริงชีวิตก็แค่นี้ จะกลุ้มอะไรนัก After all, isn’t that what life is all about? อืมม!! ฉันก็ว่างั้นแหละ I think so too. ขอบคุณอั๋นที่ส่งมาให้พี่ และนี่... http://www.slideshare.net/kerolover/blue-day ไปแอบแฮพที่เค้าถอดคำพูดออกมาจากสไลด์ หรืออยากดูสไลด์ก็ไปที่นี่ มีคนเอาไปแปะไว้ 2007/02/18 เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน
บ่ายแก่ๆ อาการมึนกาแฟเย็นที่ซื้อมาจากร้านอาบังเริ่มออกฤทธิ์ สายตาเหลือบไปมองชั้นหนังสือเล็กๆ หน้าห้องน้ำ "เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน" เป็นหนังสือที่ได้ยินสรรพนามว่า "ดี" มานานพอควร หลังจากเก็บเอาไว้บนชั้นมาตั้งนาน กระดาษพับครึ่งของหน้าปกที่เรามองเห็นตัวหนังสือจากปกในของหนังสือ ที่คำนำผู้เขียน ที่ที่ซึ่งใจจะอ่านทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นหนังสือประเภทไหน "ทุกคนต่างมีความน่าสงสารอยู่ในทางใดทางหนึ่ง ที่คำนิยมที่เขียนโดยดนัย จันทร์เจ้าฉายมีประโยคถูกใจใจว่า "ตัวผมเองก็พูดกับคนรอบข้างอยู่เสมอว่า ชีวิตนี้สั้นเหลือเกิน "เคยถามตัวเองบ้างหรือเปล่าครับ ว่าเรามีเวลาเหลือจริงๆ อยู่อีกเท่าไร! ที่หน้าแรกของหนังสือ ประโยคขึ้นต้นของหนังสือทำเอาแทบอึ้ง.... "บางคนใช้เวลากว่าครึ่งชีวิต ที่หน้า 114 ก่อนจบเล่ม ใจพลิกไปอ่านก่อนเนื้อใน มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า เมื่อศรัทธาและปัญญาเห็นแจ้งในเรื่องกรรมวิบาก ต่อไปหากน้อยใจวาสนา ถ้าดูอย่างผิวเผิน เหมือนใครบางคนในโลกกำลังช่วยเหลือผู้อื่นอยู่อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย สิ่งที่เรากำลังเป็นอยู่สะท้อนฐานกรรมที่เคยทำมา
2007/02/09 An interview on CNBC with Warren Buffet"เก่ง" เพื่อนร่วมคอร์สภาษาอังกฤษสั้น ๆที่ ศศินทร์ เป็นอีกคนหนึ่งที่ขยันส่งอีเมล์ดีๆ มาให้ใจเสมอ
พอๆ กับพี่ร่วมชั้นอีกหลายๆ คนที่ก็มักมีอีเมล์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลเพิ่มรอยหยักของสมองส่งมาให้ด้วยเช่นกัน
เช้าวันนี้หลังจากตื่นนอน เปิดคอมฯ เปิดเพลงฟัง ใจก็เปิด gmail ตามระเบียบ ข้อความ "1 - 50 of 3272" ระบุจำนวนอีเมล์ที่อยู่ถัง inbox ของใจได้ดี
ขณะที่ " (1684)" ก็บอกจำนวนข้อความที่ยังไม่ได้อ่านด้วยเช่นกัน
แต่ละวันๆ ข่าวสารประชาสัมพันธ์ที่ส่งมาจากพีอาร์มันล้นเสียจน...อ่านแทบไม่ทัน ส่วนข้อความอ่านเล่น เมล์ forward จากเพื่อนฝูง ก็มักจะจำเป็นต้องใช้เวลามากๆ ในบางวันในการเปิดอ่านอย่างตั้งใจ
เพียงแต่วันนี้....เมล์ของเก่งที่อยู่เป็นเมล์ที่สามจากบนสุด ได้รับเกียรติจากการเปิดเป็นเมล์แรก และเมล์เดียวในเช้าวันนี้
เพียงเพราะมันมีหัวข้อว่า "An interview on CNBC with Warren Buffet"
ใจยังไม่ได้ค้นว่ามีการ copy ข้อความมาจากแหล่งไหน
แต่ก็ต้องขออนุญาตทั้งเก่งที่ส่งข้อความมา และเจ้าของบทความที่เขียนเอาไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม
เพื่อที่จะเอามาแปะไว้ที่หน้า blog ของใจบ้าง ต่อไปนี้เป็นบทสัมภาษณ์ของ Warren Buffet ที่มีต่อสถานีโทรทัศน์ CNBC ทุกวันนี้เขายังอาศัยในบ้านขนาด 3 ห้องนอนที่ตั้งอยู่ใจกลาง Omaha เขาตั้งกฎให้กับ CEO ของเขาเอาไว้เพียง 2 ข้อ ใช้เวลาแปลให้นิดหน่อย แต่เชื่อบางคนก็คงไม่อยากจะอ่านปะกิตเอง An interview on CNBC with Warren Buffet There was a one hour interview on CNBC with Warren Buffet, Here are some very interesting aspects of his life:
2) He bought a small farm at age 14 3) He still lives in the same small 3 bedroom house in 4) He drives his own car everywhere 5) He never travels by private jet, 6) His company, Berkshire Hathaway, owns 63 companies. He never holds meetings or calls them on a regular basis.
7) He has given his CEO's only two rules. 8) He does not socialize with the high society crowd. 9) Bill Gates, the world's richest man met him for the 10) Warren Buffet does not carry a cell phone, 11) His advice to young people:
Stay away from credit cards and invest in yourself. 2006/11/24 "Who Done It"
2006/11/18 มุขของแม่
2006/11/17 Photo mind แค่ภาพถ่าย ที่ตะกอนความคิดยังลอยตัว
เห็นนั่งเฝ้าหน้าจอคอมฯ อยู่ตั้งหลายสัปดาห์ ภาพภาพเดียว.....บรรยายคำพูดได้นับล้าน
อยากให้คุณคลิกทีภาพ...ซึมซับความหมายที่ได้.. ทีนี่นะ.... http://photomind.wordpress.com/ ได้ข่าวว่ายังเพิ่มภาพไม่เสร็จ ดีบ้าง...เลวบ้าง
2006/11/16 once in the life time moment ...อย่างน้อยมันก็เคยเป็นกาลครั้งหนึ่งในชีวิตระหว่างที่นั่งปั่นบทความคอลัมน์ที่ต้องรับผิดชอบเดือนนี้
จุดตันทางความคิดในช่วงกลางวันที่เงียบเหงา ก็ทำเอาใจต้องเปิดพลิกหน้าหนังสือของตนเองในช่วงเดือนที่ผ่านมา เปิดเพื่อหาไอเดีย และแนวการเขียน จากผู้พี่ที่มีฝีมือยิ่งกว่า พลิกไปพลิกมา...ไปพบกับคำที่ว่า...once in the life time moment รุ่นพี่กองบรรณาธิการที่ฝีมือแก่กล้า จั่วหัวเอาไว้ในบทความของเขาหลังจากที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าราชวงศ์ญี่ปุ่น ในค่ำคืนของงานแสดงดนตรี Jazz ที่โตเกียว เพียงแค่คำเดียวเท่านั้น มันก็สามารถทำให้คนอย่างใจ ไม่ได้อ่านเพียงแนวงานเขียนของเขาอีกต่อไป แต่กำลังเก็บรายละเอียดของความทรงจำไปพร้อมๆ กับเขาคนนั้นด้วย มันช่วยไม่ได้จริงๆ ที่เราจะแอบคิดขึ้นมาในบันดล ว่าอย่างน้อย...ในหนึ่งชีวิตของคนเรา... ก็จะมีสิ่งที่เราจะจดจำมันเอาไว้ และยกให้มันเป็น once in the life time moment หรือกาลครั้งหนึ่งมันก็เคยเกิดขึ้นกับชีวิตของฉัน.... ขึ้นอยู่กับว่าเราจะให้อะไรเป็นกาลครั้งหนึ่งที่สำคัญที่สุด ลดหลั่นขั้นลำดับของความสำคัญมันลงไป ตราบเท่าที่หัวใจและหัวสมองจะให้มันอยู่ตรงอันดับนั้นๆ ใจเชื่ออยู่เสมอมา...ว่าทุกๆ วันเราล้วนแต่มีเรื่องราว ที่สามารถยกเข้ากรอบคำว่า "กาลครั้งหนึ่ง" ได้ทั้งนั้น และเรามักต้องพึ่งรอยหยักของสมองทุกครั้ง หากต้องการคิดถึงเรื่องราวเหล่านั้น กาลครั้งหนึ่ง ฉันเคยไปที่นั่น เคยไปที่นี่ เคยนั่งที่นั่น นั่งที่นี่ เคยมีเขา เคยไม่มีเขา และไม่เคยแม้แต่จะมีเขา ล้วนแล้วแต่เอามาเหมารวมเป็นกาลครั้งหนึ่งแทบทั้งนั้น บางครั้งสมองก็ทำหน้าที่จำกัดของมัน ความทรงจำทุกบนหน้ากระดาษไดอารี่ หรือทุกพื้นที่ของเว็บไซต์ให้บริการจดความทรงจำ ก็ทำหน้าที่ให้กาลครั้งหนึ่งของเราไม่สูญหายไป และจดจำภาพของมันได้ทุกครั้ง เมื่อได้ย้อนกลับมาอ่านอีกครั้ง เพื่อนคนหนึ่งถามใจว่า...ไม่เสียดายไดอารี่ที่ลบไปบ้างหรือ?... ใจไม่ถือหรอก เพราะบางทีมันก็เพียงเป็นเพียงสิ่งแสดงตัวตนเท่านั้น เพราะแม้ข้อความบนพื้นที่แห่งนี้จะหายไปบ้าง เพราะใจอยากจะลบให้มันไม่ปรากฎ แต่เชื่อไหมว่า.....พื้นที่ในรอยหยักสมองของใจ.... มันยังถูกจับจองพื้นที่เอาไว้ให้เรื่องราวกาลครั้งหนึ่งเอาไว้เช่นเคย เรื่องไหนสำคัญเท่าไร...ก็อยู่ที่หัวใจของใจนี่แหละ...ใจจัดลำดับมันเอาไว้ในใจ โดยที่ใครบางคนก็อาจจะไม่รู้ว่า...... บางทีเขาและเธอ คนหนึ่งคนคนใดอาจจะเป็นเจ้าของเรื่องราวกาลหนึ่ง ที่สำคัญที่สุดในชีวิตของใจไปโดยที่ไม่ทันจะรู้ตัว.... กาลครั้งหนึ่งในชีวิตที่สำคัญที่สุดของคุณคือเรื่องอะไร? แล้วกาลครั้งหนึ่งในชีวิตของคุณที่หล่นหายไปนั้นมีเรื่องอะไรบ้าง? ว่างว่างก็นั่งค้นหามันดูบ้างนะ.... เพราะอย่างน้อยมันก็เคยเป็นกาลครั้งหนึ่งในชีวิตของเรายังไงล่ะ 2006/11/15 หารูปใส่ตัวใจรู้ว่ามีคนอยากใส่รูปตรงกลาง blog ของตัวเองบ้าง
แบบที่ใจทำอยู่....และแม้จะอุตส่าห์ไปค้นหาวิธีทำ แต่บางทีมันก็งง ก๊ง และพาลไม่ทำมันไปเสียซะยังงั้น วันนี้ใจว่าง......แม้งานจะเต็มมือ... (แปลได้ว่า หัวใจของใจว่าง แต่งานยังเยอะเหมือนเดิม) แต่ใจก็ขอสละเวลาเอาสาระมาฝากเพื่อน ๆ กันบ้าง ถือว่าเป็นของขวัญส่งท้ายก่อนวันหวยออกหนึ่งวันละกัน เอาฟะ...ไปซะมันน้ำขุ่นๆ นี่แหละ...แหะแหะ มันไม่มีเทศกาลอะไรนี่หว่า .... (อ้ะหรือเป็นของขวัญวันเกิดเอ๋กับม่วยมันดีนะ คุ้มค่านะเนี่ย 55)
1>>> หาที่พึ่งฝากรูปก่อน
วิธีการแรกของการเอารูปมาใส่ blog ตามวิธีการของใจ วิธีการของคนอื่นเป็นไงไม่รู้นะ แต่ใจใช้แบบนี้อ่ะ... คือใจเอารูปของตัวเองไปฝากไว้ที่เวบไซต์รับฝากจำนองรูปของตัวเองไว้ก่อนอ่ะ แบบว่าฝากไว้หน่อย เพราะโดยปกติแล้วใน blog เอาใส่ได้แต่มันจะมองเห็นเป็นรูปเล็กกระจึ๋งนึงใช่ป่ะล่ะ?? หลังจากใจย่อไซต์ภาพ ตัดแต่ง ตัดต่อเรียบร้อย (อันนี้ใจใช้ photoshop ส่วนคนอื่นอาจจะใช้ ACDSee ก็ได้นะ) ใจก็จะเอาไปฝากไว้ที่นี่เลย www.flickr.com มันเป็นเว็บไซต์ฝากรูปฟรีไม่จำกัดขนาดและพื้นที่ฝากไว้ได้ไม่อั้น
ก่อนใช้งานก็สมัครก่อน หรือ logon ได้ทันทีหากคุณมี account หรืออีเมล์ ของ yahoo นะ ...แต่เดี๋ยว !!! ยังไม่หมดหากคุณฝากรูปตอนนี้คุณจะได้ link ของภาพนั้นด้วยฟรี ๆ... โอว้ จอห์น...ทำได้ไม่ยากเพียงแต่คุณคลิกขวาที่ภาพหลังจาก upload เข้าระบบแล้วกด properties ที่ภาพที่ฝากเอาไว้ ก็จะเจอ link ของภาพ... มันเขียนเอาไว้ว่า Address : (URL) นั่นไง ก๊อปปี้มาไว้ก่อน ใส่ notepad หรือ word ก็ได้ เก็บเอาไว้ก่อนนะ
2 >>>> แปะรูปกันนะ
พอได้ link มาแล้วตะกี้ ทีนี้ก็เอามาแปะใน blog กันโลดดดด ระหว่างที่เรากำลังเขียน blog เราอยากเอารูปสวยๆ น่ารักๆ อย่างรูปของใจมาใส่ (ยอมหน่อยดิ หยวนๆ) เราก็ทำได้ง่ายๆ ที่หน้าใส่ข้อความมันจะเหมือน word ใช่ป้ะ...ขวามือบนของ tool bar เครื่องมือมันจะมีคำว่า HTML อยู่ เราก็กดคลิกมันโลดด เปลี่ยนโหมดของการเขียน blog มาเป็น HTML ก่อน ...หลังจากนั้นก็ก๊อบปี้เอาโค้ดนี้ไปเลย <img src=" ก๊อบปี้เอา link ที่ได้ตะกี้มาใส่ตรงนี้">
เพราะฉะนั้นมันจะได้หน้าตาโค้ดแบบนี้ <img src=" เสร็จแล้วก็ทำการกด HTML คืน มันก็จะขึ้นรูปที่เราไปฝากในเวบไซต์ก่อนหน้านี้ขึ้นมาทันที โอว้...จอห์น...เราก็จัดกลาง จัดซ้ายหรือขวาได้ตามใจชอบเหมือนเขียน blog เลยอ่ะ
แค่นี้เราก็ได้รูปสวยๆ มาใส่ blog ของเราแระ ..เสร็จแล้วครับท่าน ใครงง ก็จงงงต่อไป 555 อ้ะๆ ไม่เข้าใจก็ถามได้ เราช่วยกัน .... ข้อสำคัญกรุณาย่อไซต์ภาพก่อนค่ะเห็นใจคนใช้โมเด็มกันมั่งนะ
ภาพใหญ่ เน็ตช้า บ้าทั้งคนทำ บ้าทั้งคนรออ่ะ
ด้วยความปรารถนาดีจาก...ใจคนจริงใจจ้า....
ปล.มันจะมีพวกแบบว่าเอาโค้ดมาใส่แล้วดันเปลี่ยน HTML ก่อนแล้วมานั่งบ่นว่ามันไม่ขึ้น
เพราะฉะนั้นกรุณาอย่าลืมเปลี่ยนก่อนนะ ...แล้วอย่ามาบ่น 2006/09/19 จาก Steve Jobs ถึงใจ และจากใจถึงใครบางคน...
เห็นดาวของพี่บวก พี่ที่ออฟฟิศมันแวบๆ เลยฉันแอบเข้าไปอ่าน space ของท่านพี่เป็นเวลานานหลายนาที เลยได้ทราบข่าวเรื่องทีวีเจ๊ง, กรรมการในหมู่บ้านโกงเงินลูกบ้าน, หนังสือพิมพ์ของเครือเราปิดตัวลง และอื่นๆ อีกมากมายก่ายกอง และมาสะดุดตาตรงที่ link ดาวน์โหลดไฟล์สุนทรพจน์ของ Steve Jobs ผู้ก่อตั้งบริษัท Apple ที่โด่งดังไปทั่วโลก ด้วยตัวสินค้าสีขาว ดาวรุ่งพุ่งแรงทุกขณะ และใจก็ไม่รอช้า ตอนนี้ก็ใช้เวลากับการดาวน์โหลดไฟล์ที่ว่ามานั่งดูด้วยที่บ้าน
ก่อนหน้านี้พี่บวกเคยให้อ่านบทสุนทรพจน์ซึ่งถอดความเอามาลงในหนังสือหลายเล่มมาบ้างแล้ว และต่อมาก็ได้อ่านเวอร์ชั่นภาษาไทยที่หนังสือ Positioning เพื่อบ้านหยิบจาก Fortune เอามาแปลลงให้อ่าน และก็มีคนเอามา forward ส่งตามอีเมล์กันหลายเดือน
บอกตรงๆ ...มันเตือนสติฉันได้มากมาย แค่ 3 เรื่องของ Steve Jobs ที่บอกกล่าวกับคนที่กำลังจบจากมหาวิทยาลัย เป็นเครื่องเตือนใจให้เราได้เห็นความเป็นจริงที่ว่า เราเพียงแต่เชื่อมันและศรัทธา หาสิ่งที่รักให้เจอ จงหิวโหยและโง่เขลาอยู่เสมอ ใช้ชีวิตเธอให้เหมือนกับเป็นวันสุดท้าย เรื่องพื้นฐานแค่นี้ เป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้คนธรรมดา โดนละทิ้งจากผู้เป็นแม่แท้จริง ประสบความสำเร็จ ขึ้นหิ้งเป็นผู้ก่อตั้ง Apple ได้มาแล้วอย่างที่ Steve Jobs กำลังเป็นอยู่...
อย่ารอช้า...ใครจะส่งให้อ่านกันมากแล้ว วันนี้ฉันก็เป็นอีกแรงที่อยากเอาถ้อยแถลงนั้นมาฝากกันอีกหนึ่งครั้ง...ไปอ่านกัน....ยาวหน่อยนะ ใจแปะเวอร์ชั่นอังกฤษเอาไว้ ตามด้วย เวอร์ชั่นไทย...ขออภัยกำลังมองหาวิธีให้ blog มันตัดเข้าไปอ่านหน้าในได้ ใช้เวลาสักนิด หากได้วิธีแก้ไขเมื่อไร คงไม่เหนื่อยลากเส้นยาวๆ ลงไปอ่าน...
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
This is the text of the Commencement address by Steve Jobs, CEO of Apple Computer and of Pixar Animation Studios, delivered on June 12, 2005.
โอวาทที่ Steve Jobs ผู้สร้าง Macintosh แสดงในวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัย Stanford เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ไม่เพียงสร้างความประทับใจให้แก่บัณฑิตจบใหม่ในวันนั้น แต่ยังรวมไปถึงโลกคอมพิวเตอร์ที่ Silicon Valley และยังคงได้รับการชื่นชมและกล่าวขวัญไปทั่วโลกจนถึงวันนี้
สุนทรพจน์วันนั้น Jobs เพียงแต่เล่าถึงบทเรียนในชีวิตของเขา 3 บท แต่เป็น 3 บทที่ทำให้เขาซึ่งแม้แต่แม่ที่แท้จริงก็ไม่ต้องการ กลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลก
บทเรียนบทแรกของ Jobs ซึ่งเขาเรียกมันว่า “การลากเส้นต่อจุด” เริ่มต้นด้วยการเล่าว่า ตัวเขาเองไม่เคยเรียนจบมหาวิทยาลัย เพราะได้ลาออกหลังจากเรียนในมหาวิทยาลัย Reed College ไปได้เพียง 6 เดือน ส่วนเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยนั้น Jobs กล่าวว่า มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เขายังไม่เกิด
แม่ที่แท้จริงของเขา ซึ่งเป็นนักศึกษาสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน ไม่ต้องการเลี้ยงดูเขา และตัดสินใจยกเขาให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่นตั้งแต่เขายังไม่ลืมตาดูโลก แต่เธอมีเงื่อนไขว่า พ่อแม่บุญธรรมของลูกของเธอจะต้องเรียนจบมหาวิทยาลัย Jobs เกือบจะได้เป็นลูกบุญธรรมของนักกฎหมายที่จบมหาวิทยาลัยและมีฐานะ ถ้าเพียงแต่พวกเขาจะไม่เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายว่า พวกเขาไม่ต้องการเด็กผู้ชาย
กว่า Jobs จะได้พ่อแม่บุญธรรม ซึ่งต่อมาเป็นผู้เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ ก็อีกหลายเดือนหลังจากเขาเกิด เนื่องจากแม่ที่แท้จริงของเขาเกิดจับได้ว่า ว่าที่พ่อแม่บุญธรรมของ Jobs ได้ปิดบังระดับการศึกษาที่แท้จริงซึ่งไม่ได้จบมหาวิทยาลัย และพ่อบุญธรรมของ Jobs ไม่ได้เรียนมัธยมด้วยซ้ำ แต่ต่อมาเธอก็ได้ยอมเซ็นยก Jobs ให้แก่พ่อแม่บุญธรรม เมื่อพวกเขารับปากว่าจะส่งเสียให้ Jobs ได้เรียนมหาวิทยาลัย
17 ปีต่อมา Jobs ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสมตามความต้องการของแม่ที่แท้จริง ผู้ไม่เคยเลี้ยงดูเขาแต่กลับต้องการกำหนดชะตาชีวิตของลูกที่ตนไม่เคยเลี้ยงดู เพียง 6 เดือนในมหาวิทยาลัย Jobs ใช้เงินเก็บที่พ่อแม่บุญธรรมซึ่งเป็นเพียงชนชั้นแรงงานได้สะสมมาตลอดชีวิต หมดไปกับค่าเล่าเรียนที่แสนแพง Jobs ตัดสินใจลาออก เพราะเขามองไม่เห็นคุณค่าของการเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่สามารถช่วยให้เขาคิดได้ว่า เขาต้องการจะทำอะไรในชีวิต
แม้ว่าตอนนี้เมื่อมองกลับไปเขาจะรู้สึกว่า การตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา เพราะการลาออกทำให้เขาไม่ต้องฝืนเข้าเรียนในวิชาปกติที่บังคับเรียนซึ่งเขาไม่เคยชอบหรือสนใจ แต่สามารถเข้าเรียนในวิชาที่เขาเห็นว่าน่าสนใจได้
แต่เขาก็ยอมรับว่า นั่นเป็นชีวิตที่ยากลำบาก เมื่อเขาไม่ได้เป็นนักศึกษาจึงไม่มีห้องพักในหอพัก และต้องนอนกับพื้นในห้องของเพื่อน ต้องเก็บขวดโค้กที่ทิ้งแล้วไปแลกเงินมัดจำขวดเพียงขวดละ 5 เซ็นต์ เพื่อนำเงินนั้นไปซื้ออาหาร และต้องเดินไกล 7 ไมล์ทุกคืนวันอาทิตย์ เพื่อไปกินอาหารดีๆ สัปดาห์ละหนึ่งมื้อที่วัด Hare Krishna
อย่างไรก็ตาม เขาชอบที่หลังจากลาออก เขาสามารถที่จะไปเข้าเรียนวิชาใดก็ได้ที่สนใจ และวิชาทั้งหลายที่เขาได้เรียนในช่วงนั้น ซึ่งเขาใช้เวลาทั้งหมด 18 เดือน โดยเลือกเรียนตามแต่ความสนใจและสัญชาตญาณของเขาจะพาไป ได้กลายมาเป็นความรู้ที่หาค่ามิได้ให้แก่ชีวิตของเขาในเวลาต่อมา และหนึ่งในนั้นคือ วิชา ศิลปะการประดิษฐ์และออกแบบตัวอักษร (calligraphy)
Jobs ยอมรับว่า ในตอนนั้นเขาเองก็ยังมองไม่ออกเช่นกันว่า จะนำความรู้ที่ได้จากวิชานี้ไปใช้ประโยชน์อะไรได้ในอนาคตของเขา แต่ 10 ปีหลังจากนั้น เมื่อเขากับเพื่อนช่วยกันออกแบบเครื่องคอมพิวเตอร์ Macintosh เครื่องแรก วิชานี้ได้กลับมาเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างไม่เคยนึกฝันมาก่อน และทำให้ Mac กลายเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรก ที่มีการออกแบบตัวอักษรและการจัดช่องไฟที่สวยงาม
ถ้าหากเขาไม่ลาออกจากมหาวิทยาลัย เขาก็คงจะไม่เคยเข้าไปนั่งเรียนวิชานี้ และ Mac ก็คงไม่อาจจะมีตัวอักษรแบบต่างๆ ที่หลากหลาย หรือ font ที่มีการเรียงพิมพ์ที่ได้สัดส่วนสวยงาม รวมทั้งเครื่องพีซี ซึ่งใช้ Windows ที่ลอกแบบไปจาก Mac อีกต่อหนึ่งก็เช่นกัน คงจะไม่มีตัวอักษรสวยๆ ใช้อย่างที่มีอยู่ในตอนนี้
อย่างไรก็ตาม Jobs บอกว่า ในเวลาที่เขาตัดสินใจลาออกนั้น เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสามารถ “ลากเส้นต่อจุด” หรือหยั่งรู้อนาคตได้ว่า วิชาออกแบบและประดิษฐ์ตัวอักษร (คอลิกราฟฟี่) จะกลายเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ในการออกแบบ Mac เขาเพียงสามารถจะลากเส้นต่อจุดระหว่างวิชาลิปิศิลป์กับการคิดค้นเครื่อง Mac ได้อย่างชัดเจน ก็ต่อเมื่อมองย้อนกลับไปข้างหลังเท่านั้น
ในเมื่อไม่มีใครที่จะลากเส้นต่อจุดไปในอนาคตได้ ดังนั้นคำแนะนำของ Jobs ก็คือ คุณจะต้อง “ไว้ใจและเชื่อมั่น” ว่า จุดทั้งหลายที่คุณได้ผ่านมาในชีวิตคุณ มันจะหาทางลากเส้นต่อเข้าด้วยกันเองในอนาคต ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา โชคชะตา ชีวิต หรือกฎแห่งกรรม ขอเพียงแต่คุณต้องมีศรัทธาในสิ่งนั้นอย่างแน่วแน่
บทเรียนชีวิตบทที่สองที่ Jobs เล่าต่อไปคือ ความรักและการสูญเสีย Jobs อายุเพียง 20 ปี เมื่อเขาเริ่มก่อตั้ง Apple กับเพื่อนที่โรงรถของพ่อ เพียง 10 ปีให้หลัง Apple เติบโตจากคนเพียง 2 คนกลายเป็นบริษัทใหญ่โตที่มีมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์และพนักงานมากกว่า 4,000 คน
แต่หลังจากที่เขาเพิ่งเปิดตัว Macintosh ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดของเขา ได้เพียงปีเดียว Jobs ก็ถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งเองกับมือ เมื่ออายุเพียงแค่ 30 ปี หลังจากเขาทะเลาะถึงขั้นแตกหักกับนักบริหารมืออาชีพ ที่เขาเองเป็นผู้ว่าจ้างให้มาบริหาร Apple และกรรมการบริษัทกลับเข้าข้างผู้บริหารคนนั้น
ข่าวการถูกไล่ออกของเขาเป็นข่าวที่ใหญ่มาก และเช่นเดียวกัน มันเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตของเขา Jobs กล่าวว่า เขาได้สูญเสียสิ่งที่เขาได้ทำมาตลอดชีวิตไปในพริบตา และเขารู้สึกเหมือนตัวเองพังทลาย เขาไม่รู้จะทำอะไรอยู่หลายเดือน และถึงกับคิดจะหนีออกจากวงการคอมพิวเตอร์ไปชั่วชีวิต
แต่ความรู้สึกอย่างหนึ่งกลับค่อยๆ สว่างขึ้นข้างในตัวเขา และเขาก็พบว่า เขายังคงรักในสิ่งที่เขาทำมาแล้ว ความล้มเหลวที่ Apple มิอาจเปลี่ยนแปลงความรักที่เขามีต่อสิ่งที่ได้ทำมาแล้วแม้เพียงน้อยนิด เขาจึงตัดสินใจที่จะเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งต่อมาเขาพบว่า การถูกอัปเปหิจาก Apple กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของเขา เพราะความหนักอึ้งของการประสบความสำเร็จได้ถูกแทนที่ด้วยความเบาสบายของการเป็นมือใหม่อีกครั้ง และช่วยปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระ จนสามารถเข้าสู่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดในชีวิตของเขา
ช่วง 5 ปีหลังจากนั้น Jobs ได้เริ่มตั้งบริษัทใหม่ชื่อ NeXT และ Pixar และพบรักกับ Laurence ซึ่งต่อมาเป็นภรรยาของเขา Pixar ได้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนจากคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องแรกของโลกนั่นคือ Toy Story และขณะนี้เป็นสตูดิโอผลิตการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก
ส่วน Apple กลับมาซื้อ NeXT ซึ่งทำให้ Jobs ได้กลับคืนสู่ Apple อีกครั้ง และเทคโนโลยีที่เขาได้คิดค้นขึ้นที่ NeXT ได้กลายมาเป็นหัวใจของยุคฟื้นฟูของ Apple
Jobs กล่าวว่า ความล้มเหลวเป็นยาขมแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนไข้ เมื่อชีวิตเล่นตลกกับคุณ จงอย่าสูญเสียความเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณรัก Jobs เชื่อว่า สิ่งเดียวที่ทำให้เขาลุกขึ้นได้ในครั้งนั้น คือเขารักในสิ่งที่เขาทำ ดังนั้นคุณจะต้องหาสิ่งที่คุณรักให้เจอ เพราะวิธีเดียวที่จะทำให้คุณเกิดความพึงพอใจอย่างแท้จริง คือการได้ทำในสิ่งที่คุณเชื่อว่ามันยอดเยี่ยม และวิธีเดียวที่คุณจะทำให้คุณสามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้ก็คือ คุณจะต้องรักในสิ่งที่คุณทำ และถ้าหากคุณยังหามันไม่พบ อย่าหยุดหาจนกว่าจะพบ และคุณจะรู้ได้เองเมื่อคุณได้ค้นพบสิ่งที่คุณรักแล้ว
ส่วนบทเรียนชีวิตบทสุดท้ายในโอวาทของเขาคือ ความตาย เมื่ออายุ 17 ปี Jobs ประทับใจในข้อความหนึ่งที่เขาได้อ่านมา ซึ่งเสนอแนวคิดให้คนมีชีวิตอยู่โดยคิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต และตลอด 33 ปีที่ผ่านมา Jobs จะถามตัวเองในกระจกทุกเช้าว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิตของเขา เขาจะยังคงต้องการทำสิ่งที่เขากำลังจะทำในวันนี้หรือไม่ ถ้าหากคำตอบเป็น “ไม่” ติดๆ กันหลายวัน เขาก็รู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องเปลี่ยนแปลง
Jobs กล่าวว่า วิธีคิดว่าคนเราอาจจะตายวันตายพรุ่ง เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดเท่าที่เขาเคยรู้จักมา ซึ่งได้ช่วยให้เขาสามารถตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ ในชีวิตได้ เพราะเมื่อความตายมาอยู่ตรงหน้า แทบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังของคนอื่น ชื่อเสียงเกียรติยศ ความกลัวที่จะต้องอับอายขายหน้าหรือล้มเหลว จะหมดความหมายไปสิ้น เหลือไว้ก็แต่เพียงสิ่งที่มีคุณค่าความหมายและความสำคัญที่แท้จริงเท่านั้น
วิธีคิดเช่นนี้ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะช่วยให้คุณไม่ตกลงไปในกับดักความคิดที่ว่า คุณมีอะไรที่จะต้องสูญเสีย เพราะความจริงแล้ว เราทุกคนล้วนมีแต่ตัวเปล่าๆ ด้วยกันทั้งนั้น
เมื่อปีที่แล้ว เขาได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนชนิดที่รักษาไม่ได้ และจะตายภายในเวลาไม่เกิน 3-6 เดือน แพทย์ถึงกับบอกให้เขากลับไปสั่งเสียครอบครัวซึ่งเท่ากับเตรียมตัวตาย
แต่แล้วในเย็นวันเดียวกัน เมื่อแพทย์ได้ใช้กล้องสอดเข้าไปตัดชิ้นเนื้อที่ตับอ่อนของเขาออกมาตรวจอย่างละเอียด ก็กลับพบว่า มะเร็งตับอ่อนที่เขาเป็นนั้นแม้จะเป็นชนิดที่พบได้ยากก็จริง แต่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัด และเขาก็ได้รับการผ่าตัดและหายดีแล้ว
นั่นเป็นการเข้าใกล้ความตายมากที่สุดเท่าที่ Jobs เคยเผชิญมา และทำให้ขณะนี้เขายิ่งสามารถพูดได้เต็มปาก เสียยิ่งกว่าเมื่อตอนที่เขาเพียงแต่ใช้ความตายมาเตือนตัวเองเป็นมรณานุสติว่า ไม่มีใครที่อยากตาย แม้แต่คนที่อยากขึ้นสวรรค์ก็ยังไม่อยากตายก่อนเพื่อจะไปสวรรค์ แต่ก็ไม่มีใครหลีกหนีความตายพ้น และเขาคิดว่า มันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น Jobs เห็นว่า ความตายคือประดิษฐกรรมที่ดีที่สุดของ “ชีวิต” ความตายคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ความตายกวาดล้างสิ่งเก่าๆ ให้หมดไปเพื่อเปิดทางให้แก่สิ่งใหม่ๆ
ดังนั้น Jobs บอกว่า เวลาของคุณจึงมีจำกัด และอย่ายอมเสียเวลามีชีวิตอยู่ในชีวิตของคนอื่น จงอย่ามีชีวิตอยู่ด้วยผลจากความคิดของคนอื่น และอย่ายอมให้เสียงของคนอื่นๆ มากลบเสียงที่อยู่ภายในตัวของคุณ และที่สำคัญที่สุดคือ คุณจะต้องมีความกล้าที่จะก้าวไปตามที่หัวใจคุณปรารถนาและสัญชาตญาณของคุณจะพาไป เพราะหัวใจและสัญชาตญาณของคุณรู้ดีว่า คุณต้องการจะเป็นอะไร
Jobs ปิดท้ายสุนทรพจน์ของเขา ด้วยการหยิบยกวลีที่อยู่ใต้ภาพบนปกหลังของวารสารฉบับสุดท้ายของวารสารเล่มหนึ่งที่เลิกผลิตไปตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเขาเปรียบวารสารดังกล่าวเป็น Google บนแผ่นกระดาษ และเป็นประดุจคัมภีร์ของคนรุ่นเขา วารสารดังกล่าวมีชื่อว่า The Whole Earth Catalog จัดทำโดย Stewart Brand ส่วนวลีนั้นคือ “จงหิวโหย จงโง่เขลาอยู่เสมอ” ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาหวังจะเป็นเช่นนั้นเสมอมา
Fortune ฉบับเดือนกันยายน 2548 แปลและเรียบเรียงโดย เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ . I am honored to be with you today at your commencement from one of the finest universities in the world. I never graduated from college. Truth be told, this is the closest I've ever gotten to a college graduation. Today I want to tell you three stories from my life. That's it. No big deal. Just three stories. The first story is about connecting the dots.
I dropped out of Reed College after the first 6 months, but then stayed around as a drop-in for another 18 months or so before I really quit. So why did I drop out?
It started before I was born. My biological mother was a young, unwed college graduate student, and she decided to put me up for adoption. She felt very strongly that I should be adopted by college graduates, so everything was all set for me to be adopted at birth by a lawyer and his wife. Except that when I popped out they decided at the last minute that they really wanted a girl. So my parents, who were on a waiting list, got a call in the middle of the night asking: "We have an unexpected baby boy; do you want him?" They said: "Of course." My biological mother later found out that my mother had never graduated from college and that my father had never graduated from high school. She refused to sign the final adoption papers. She only relented a few months later when my parents promised that I would someday go to college.
And 17 years later I did go to college. But I naively chose a college that was almost as expensive as Stanford, and all of my working-class parents' savings were being spent on my college tuition. After six months, I couldn't see the value in it. I had no idea what I wanted to do with my life and no idea how college was going to help me figure it out. And here I was spending all of the money my parents had saved their entire life. So I decided to drop out and trust that it would all work out OK. It was pretty scary at the time, but looking back it was one of the best decisions I ever made. The minute I dropped out I could stop taking the required classes that didn't interest me, and begin dropping in on the ones that looked interesting.
It wasn't all romantic. I didn't have a dorm room, so I slept on the floor in friends' rooms, I returned coke bottles for the 5¢ deposits to buy food with, and I would walk the 7 miles across town every Sunday night to get one good meal a week at the Hare Krishna temple. I loved it. And much of what I stumbled into by following my curiosity and intuition turned out to be priceless later on. Let me give you one example:
Reed College at that time offered perhaps the best calligraphy instruction in the country. Throughout the campus every poster, every label on every drawer, was beautifully hand calligraphed. Because I had dropped out and didn't have to take the normal classes, I decided to take a calligraphy class to learn how to do this. I learned about serif and san serif typefaces, about varying the amount of space between different letter combinations, about what makes great typography great. It was beautiful, historical, artistically subtle in a way that science can't capture, and I found it fascinating.
None of this had even a hope of any practical application in my life. But ten years later, when we were designing the first Macintosh computer, it all came back to me. And we designed it all into the Mac. It was the first computer with beautiful typography. If I had never dropped in on that single course in college, the Mac would have never had multiple typefaces or proportionally spaced fonts. And since Windows just copied the Mac, its likely that no personal computer would have them. If I had never dropped out, I would have never dropped in on this calligraphy class, and personal computers might not have the wonderful typography that they do. Of course it was impossible to connect the dots looking forward when I was in college. But it was very, very clear looking backwards ten years later.
Again, you can't connect the dots looking forward; you can only connect them looking backwards. So you have to trust that the dots will somehow connect in your future. You have to trust in something - your gut, destiny, life, karma, whatever. This approach has never let me down, and it has made all the difference in my life.
My second story is about love and loss.
I was lucky Ð I found what I loved to do early in life. Woz and I started Apple in my parents garage when I was 20. We worked hard, and in 10 years Apple had grown from just the two of us in a garage into a $2 billion company with over 4000 employees. We had just released our finest creation - the Macintosh - a year earlier, and I had just turned 30. And then I got fired. How can you get fired from a company you started? Well, as Apple grew we hired someone who I thought was very talented to run the company with me, and for the first year or so things went well. But then our visions of the future began to diverge and eventually we had a falling out. When we did, our Board of Directors sided with him. So at 30 I was out. And very publicly out. What had been the focus of my entire adult life was gone, and it was devastating.
I really didn't know what to do for a few months. I felt that I had let the previous generation of entrepreneurs down - that I had dropped the baton as it was being passed to me. I met with David Packard and Bob Noyce and tried to apologize for screwing up so badly. I was a very public failure, and I even thought about running away from the valley. But something slowly began to dawn on me Ð I still loved what I did. The turn of events at Apple had not changed that one bit. I had been rejected, but I was still in love. And so I decided to start over.
I didn't see it then, but it turned out that getting fired from Apple was the best thing that could have ever happened to me. The heaviness of being successful was replaced by the lightness of being a beginner again, less sure about everything. It freed me to enter one of the most creative periods of my life.
During the next five years, I started a company named NeXT, another company named Pixar, and fell in love with an amazing woman who would become my wife. Pixar went on to create the worlds first computer animated feature film, Toy Story, and is now the most successful animation studio in the world. In a remarkable turn of events, Apple bought NeXT, I retuned to Apple, and the technology we developed at NeXT is at the heart of Apple's current renaissance. And Laurene and I have a wonderful family together.
I'm pretty sure none of this would have happened if I hadn't been fired from Apple. It was awful tasting medicine, but I guess the patient needed it. Sometimes life hits you in the head with a brick. Don't lose faith. I'm convinced that the only thing that kept me going was that I loved what I did. You've got to find what you love. And that is as true for your work as it is for your lovers. Your work is going to fill a large part of your life, and the only way to be truly satisfied is to do what you believe is great work. And the only way to do great work is to love what you do. If you haven't found it yet, keep looking. Don't settle. As with all matters of the heart, you'll know when you find it. And, like any great relationship, it just gets better and better as the years roll on. So keep looking until you find it. Don't settle.
My third story is about death.
When I was 17, I read a quote that went something like: "If you live each day as if it was your last, someday you'll most certainly be right." It made an impression on me, and since then, for the past 33 years, I have looked in the mirror every morning and asked myself: "If today were the last day of my life, would I want to do what I am about to do today?" And whenever the answer has been "No" for too many days in a row, I know I need to change something.
Remembering that I'll be dead soon is the most important tool I've ever encountered to help me make the big choices in life. Because almost everything Ð all external expectations, all pride, all fear of embarrassment or failure - these things just fall away in the face of death, leaving only what is truly important. Remembering that you are going to die is the best way I know to avoid the trap of thinking you have something to lose. You are already naked. There is no reason not to follow your heart.
About a year ago I was diagnosed with cancer. I had a scan at 7:30 in the morning, and it clearly showed a tumor on my pancreas. I didn't even know what a pancreas was. The doctors told me this was almost certainly a type of cancer that is incurable, and that I should expect to live no longer than three to six months. My doctor advised me to go home and get my affairs in order, which is doctor's code for prepare to die. It means to try to tell your kids everything you thought you'd have the next 10 years to tell them in just a few months. It means to make sure everything is buttoned up so that it will be as easy as possible for your family. It means to say your goodbyes.
I lived with that diagnosis all day. Later that evening I had a biopsy, where they stuck an endoscope down my throat, through my stomach and into my intestines, put a needle into my pancreas and got a few cells from the tumor. I was sedated, but my wife, who was there, told me that when they viewed the cells under a microscope the doctors started crying because it turned out to be a very rare form of pancreatic cancer that is curable with surgery. I had the surgery and I'm fine now.
This was the closest I've been to facing death, and I hope its the closest I get for a few more decades. Having lived through it, I can now say this to you with a bit more certainty than when death was a useful but purely intellectual concept:
No one wants to die. Even people who want to go to heaven don't want to die to get there. And yet death is the destination we all share. No one has ever escaped it. And that is as it should be, because Death is very likely the single best invention of Life. It is Life's change agent. It clears out the old to make way for the new. Right now the new is you, but someday not too long from now, you will gradually become the old and be cleared away. Sorry to be so dramatic, but it is quite true.
Your time is limited, so don't waste it living someone else's life. Don't be trapped by dogma - which is living with the results of other people's thinking. Don't let the noise of other's opinions drown out your own inner voice. And most important, have the courage to follow your heart and intuition. They somehow already know what you truly want to become. Everything else is secondary.
When I was young, there was an amazing publication called The Whole Earth Catalog, which was one of the bibles of my generation. It was created by a fellow named Stewart Brand not far from here in Menlo Park, and he brought it to life with his poetic touch. This was in the late 1960's, before personal computers and desktop publishing, so it was all made with typewriters, scissors, and polaroid cameras. It was sort of like Google in paperback form, 35 years before Google came along: it was idealistic, and overflowing with neat tools and great notions.
Stewart and his team put out several issues of The Whole Earth Catalog, and then when it had run its course, they put out a final issue. It was the mid-1970s, and I was your age. On the back cover of their final issue was a photograph of an early morning country road, the kind you might find yourself hitchhiking on if you were so adventurous. Beneath it were the words: "Stay Hungry. Stay Foolish." It was their farewell message as they signed off. Stay Hungry. Stay
Foolish. And I have always wished that for myself. And now, as you graduate to begin anew, I wish that for you.
Stay Hungry. Stay Foolish.
Thank you all very much.
2006/08/08 ทำไมซัมซุงถึงมีแต่สีดำนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่กลับมาเขียนเรื่องที่ออกจะมีสาระ (แน) สร้างรอยหยักให้กับสมองคนอ่านได้ไม่น้อย ไม่ใช่อะไรหรอก เพียงแต่เพิ่งจะรู้สึกตัวว่า เราทำบ้าอะไรอยู่ (ฟะ) ตั้งเกือบ 8-9 เดือน แถมบ้าชนิดที่ว่า ยังจำไม่ได้ด้วยว่า เอาเวลาเกือบทั้งปีของตัวเองที่แสนจะมีค่าไปจมอยู่กับอะไรมากมายก่ายกอง เมื่อวานเพิ่งไปงานแถลงข่าวที่อาร์เอสโปรโมชั่น มันเป็นหนที่นับครั้งได้ในรอบ....3 เดือน....ล่ะมั้ง....ออกจะขัดๆ เขินๆ เพราะว่ามันไม่ได้ทำอะไรแบบนี้มาเสียนาน ทั้งๆ ที่มีงานดีๆ หลายครั้ง แต่ก็มักติดสัมภาษณ์แบบทางการที่ติดต่อไปเพื่อใช้ลงเป็นบทความยาวเหยียด ที่รับผิดชอบแบบทำติดๆ กันถึง 3-4 เดือน และยังติดภารกิจด้านจิตใจไม่สามารถออกงานได้ เลยพาลทำให้เสียโอกาสอะไรดีๆ ไปหลายอย่างที่ผ่านมา
น้าหมงรุ่นพี่นักข่าวคนนึง ที่แก่กว่าฉันจนสามารถเรียกว่าลุงได้ละมั้ง แต่ใครๆก็เรียกกันว่าน้า เลยเรียกน้าตามไปด้วย ทักฉันเมื่อมีโอกาสได้พบหน้ากันเมื่อวานนี้ว่า...เอ้ยยย แก หายไปไหนมาฟะ ไม่เห็นหน้าเห็นตาเลย ซูบเชียว ชั้นนึกว่าแกลาออกไปแล้วเสียอีก ....น้องนักข่าวผู้หญิงอีกคน ยกมือไหว้ ...อ้าวว พี่ หายไปไหนมาเนี่ย ไม่เจอนานมาก ลาพักร้อนหรือป่าวเนี่ย.....
แค่เนี๊ยะ...แค่เนี๊ยะจริงๆ แต่มันช่วยได้เยอะ มันเป็นชนวนให้ฉุดคิดว่า ชั้นไปทำบ้าอะไรมาได้ตั้งนาน ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่มีประโยชน์อะไรเลย พยายามหาอะไรทำตั้งเยอะแยะ ทั้งอ่านหนังสือ รับจ๊อบ พบเพื่อน ดูหนังมากมายที่มีฉายในโรง แต่กลับโงหัวไม่โผล่พ้นโคลมตมสักที เห็นทีปล่อยไว้ยังงี้ไม่ได้แล้ว
ว่าแล้ววันนี้เลยตั้งหน้าตั้งตาแก้ไขปัญหาอะไรหลายๆ อย่าง เคลียร์งาน เคลียร์ของในห้อง และออกงานในตอนเช้า เข้าออฟฟิศมานั่งปั่นงานให้เพื่อนตอนบ่าย นี่ก็ปาไปเกือบ ทุ่มนึงแล้วล่ะ คาดว่าจะไปหาอะไรกินก่อน แล้วค่อยกลับไปพักที่บ้าน ก่อนไปทำงานอีกวันรุ่งขึ้น ...มันช่วยให้รู้สึกว่า ตัวเองมีคุณค่ามากมาย...รู้สึกดีจังเลยแฮะ
มาถึงเรื่องสาระกันดีกว่า .....
คุณรู้ไหม?? นับตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป อาร์เอสจะซีดีเพลงแบบใหม่ออกมาขาย...แบบเดิมที่เป็ฯ 10 เพลงต่อหนึ่งซีดีจะถูกแปรสภาพมาเป็น แผ่นละ 4-5 เพลงที่เรียกกันว่า EP
EP แบบนี้ช่วยลด cost ในการผลิตให้กับอาร์เอสฯ เช่นเดียวกันกับผู้บริโภคได้ซื้อซีดีที่มีเพลงถูกใจในราคาแค่ 80-90 บ้านต่อหนึ่งแผ่นทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เราก็ซื้อแผ่นบางแผ่น เพียงเพราะอยากฟังเพลงไม่กี่เพลงในนั้น คงน้อยนักที่จะเพราะทั้งหมด 10 เพลง และนั่นก็เป็นโชคของคนซื้อ คนฟังไปในที่สุด
ทั้งปีในปีหน้า อาร์เอสจะมีอัลบั้มที่มี 10 เพลงทั้งหมดเพียงแค่ 10 อัลบั้มเท่านั้น....มันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เราๆ คนฟังเพลงก็คงแอบแปลกใจได้ไม่น้อย ก็ต้องคอยชมกันต่อไป
และคุณรู้ไหม?? ทำไมซัมซุงถึงขยันทำโทรศัพท์เป็นสีดำออกมาวางตลาดกันซะเกลื่อน?? คือจริงๆ อ่ะ แอบสงสัยมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้ไถ่ถามผู้รู้สักที บางทีมีโอกาสก็ดันลืมซะยังงั้น
วันนี้ก็ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วแหละ ยังไงตูก็ต้องถามให้ได้ นั่งคิดไปตั้งแต่รถไฟฟ้าใต้ดิน ต่อบีทีเอสลงราชดำริ สถานที่จัดงาน คำถามก็ไม่ได้หล่นหายกลางทางแต่อย่างใด
เพิ่งได้คำตอบจากเค้าว่า ...เพราะว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของมือถือที่ขายดีในตลาดเป็นมือถือสีดำนะ โอว้...เพิ่งรู้ นั่นหมายถึงว่า โทรศัพท์มือถือ 100 เครื่องเนี่ย มีคนซื้อสีดำ 80 เครื่องเลยเหรอ? มิน่า ถึงเอาแต่สีดำมาขายมันขายดีนี่เอง....
อ้ะๆ แถมๆ เค้าว่า 45 เปอร์เซ็นต์ของ cost ในการผลิตมือถือเนี่ย...ตกไปอยู่ที่ราคา chip ที่ใช้ในมือถือนะ...ที่เหลืออะเป็นค่าอย่างอื่น เกือบครึ่งคือค่า chip ตะหาก ค่าตัวแพงไม่แพงอยู่ที่ chip นี่เองเนอะ
ชักวิชาการไปละ นี่ฟังๆ มาไม่ได้เอามาเขียนข่าวหรอก แค่ลง gadget ที่เหลือเป็นไอเดีย และเป็นความรู้ส่วนตัวเอาไว้ต่อยอด โฮะโฮะ |
|
|