Namkhang 的个人资料ที่ว่างของใจ 照片日志列表更多 工具 帮助

日志


2008/9/13

ค้างคาวแม่ไก่




bat3 
                     ค้างคาวแม่ไก่

นั่งเปิดดูรูปใน  external hardisk ของตัวเอง
หวังว่าจะลบรูปเก่าๆ ที่ถ่ายเอาไว้แล้วไม่ได้ใช้งานออกไปบ้าง
เพราะเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีแถบสีแดงเตือนว่าพื้นที่ฮาร์ดดิสก์เต็มเสียแล้ว
ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ back up เข้าไปอยู่ในแผ่นดีวีดีบ้าง ลบบ้างบางรูปที่ไม่จำเป็น

คลิกไปคลิกมาก็ได้เห็นรูปเก่าๆ ที่ไม่ได้เปิดดูเสียนาน
โดยเฉพาะรูปที่ถ่ายจากกล้องดิจิตอลตัวแรกๆ ที่มีโอกาสได้ใช้
หนึ่งในนั้นเป็นรูปที่ไปเที่ยวฉะเชิงเทรา
ถ่ายด้วยกล้องคาสิโอ ขนาด 2 ล้านพิกเซล ราคาเหยียบ 3 หมื่นบาท
เวลานั้นไฮโซมาก...แต่ตอนนี้ ในมือถือยังมีกล้อง 5 ล้านพิกเซลเข้าไปแล้วล่ะน้อออ

เคยพกกล้องตัวนี้ไปดู "ค้างคาวแม่ไก่" ที่วัดโพธิ์ ต.บางคล้า อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา
นึกถึงค้างคาวตัวนี้ทีไร ก็ให้ขนลุกทุกที
ดูดีๆ ก็จินตนาการไปถึงแดรกคูล่าเสียไม่ได้

bat4 bat5
                                   ตัวหนัก ห้อยหัว กลัวหล่นตุ๊บจริงๆ ....


ว่ากันว่า ค้างคาวแม่ไก่ (Flying foxes) เป็นค้างคาวชนิดที่มีลำตัวใหญ่ที่สุดในโลก
น้ำหนักตัวเริ่มต้นที่ 100 กรัมยัน 1 กิโลกรัม....
เคยอ่านพบว่า เคยมีนักวิจัยศึกษาเกี่ยวกับค้างคาวแม่ไก่แล้วก็พบว่า
สมองของค้างคาวแม่ไก่ไม่ได้เหมือนกับค้างคาวปกติธรรมดาทั่วไป
แต่กลับมีสมองที่สามารถเรียนรู้และมีระบบสังคมของการจัดลำดับชั้นเหมือนกับลิง
ค้างคาวแม่ไก่นั้นรู้ว่าตัวเองมีพี่และน้อง และจับกลุ่มตามอาวุโส
แม้จะออกทีละตัว แต่บางตัวก็อายุยืน บางตัวอยู่นานถึง 20 ปี เลยทีเดียว

หน้าตาของค้างคาวแม่ไก่ออกแนวสุนัขจิ้งจอก
จมูกและใบหูเล็ก แต่ตากลับโตสีน้ำตาลแกมแดง
ปีกเป็นพังผืดบางๆ สีดำเชื่อมติดระหว่างนิ้วทั้งหมด
เห็นตัวโตเป็นกิโลแบบนี้...เขาบินได้....ใจว่าเหมือนหนูมีปีก....
เวลาค้างคาวแม่ไก่กางปีกออก แล้วเอาไม้บรรทัดมาวัด
เริ่มจากปีกซ้ายวัดยาวไปถึงปีกขวายาวถึง 3 ฟุต

bat6
              เลือดจะลงหัวไหมนะ???


ส่วนอาหารการกินของค้างคาวแม่ไก่ หาใช่ของคาว
แต่เป็นผลและใบอ่อนของต้นโพธิ์ ต้นไทร มะม่วง มะขาม นุ่น และฝรั่ง
เขาว่าค้างคาวแม่ไก่จะงับอาหารเข้าปาก กินแต่น้ำผลไม้ที่ได้
แล้วก็คายกากที่เหลือทิ้งออกมาซะอย่างนั้น

เปิดดูรูป folder ที่ไปเที่ยววัดโพธิ์ที่บางคล้าทีไร
ไม่เพียงแต่คิดถึงความทรงจำเก่าๆ แต่ยังขนลุกเพราะเห็นหน้าค้างคาวแม่ไก่ทุกที.....



bat2  bat7
อันนี้ไม่เกี่ยว แต่ไปฉะเชิงเทราก็แวะที่วัดหลวงพ่อโสธร จะเห็นว่าผู้คนมากมาย
หลายคนเอาไข่ต้มมาด้วย....ไปนานๆ เข้าถึงรู้ว่าเขาเอามาแก้บน....



ปล. อยากไปดูค้างคาวแม่ไก่บ้างก็ไปที่ฉะเชิงเทรา

ขับจากตัวเมืองฉะเชิงเทราไป 23 กิโลเมตร โดยไปตามทางหลวงหมายเลข 304 (สายฉะเชิงเทรา-กบินทร์บุรี)
ประมาณ 17 กิโลเมตร แยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 3121 เข้าตัวอำเภอบางคล้าไปประมาณ 6 กิโลเมตร
ผ่านศาลเจ้าตากสินมหาราชแล้วเลี้ยวซ้ายประมาณ 500 เมตร

2008/7/6

โรงภาษีร้อยชักสาม



 
customhouse

วันนี้ใจไปที่ "โรงภาษีร้อยชักสาม" มา
หลังจากที่นั่งเรือผ่านไปทำงานที่นั่นยาวนานติดต่อกันหลายปี
แต่ก็ไม่มีโอกาสแวะเวียนเข้าไปดูของจริงถึงที่กันสักครั้ง...

โรงภาษีร้อยชักสาม หรือ โรงภาษีเก่า (custom house) หรือ อาคารศุลกสถาน
ตั้งอยู่ที่ ถนนเจริญกรุง 36 เขตบางรัก
ที่ดินแปลงนี้เป็นเขตราชพัสดุซึ่งติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา
แต่เดิมในสมัยรัชกาลที่ 5
ตึกนี้ทรงคุณค่าในฐานะของการเป็นโรงเก็บภาษี
ซึ่งรัชกาลที่ 5 ได้ทรงให้ย้ายโรงภาษีเก่าจากปากคลองผดุงกรุงเกษมให้มาอยู่ที่ตึกทรงคลาสสิกนี้

102

สถาปนิกชาวอิตาเลียนชื่อ โยคิม กราซี (Joachim Crassi) 
เป็นผู้ออกแบบตึกเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว
เมื่อครั้งเขาเข้ามารับราชการในราชสำนักสยาม รัชสมัยของรัชกาลที่ 5

โดยในเวลาต่อมา เจ้าพระยาภาสกรวงศ์(พร บุนนาค)
ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากรคนแรกของไทย
จะได้บัญญัติคำว่า "ศุลกากร" ขึ้นมาใช้
และให้ชื่ออาคารเหล่านี้เสียใหม่ว่า "ศุลกากรสถาน"
แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะยังติดปากเรียกอาคารสถานที่แห่งนี้ว่า
"โรงภาษี"

แม้กระทั่งกรมศุลกากรจะเกิดขึ้นและมีที่ทำการใหม่ในบริเวณท่าเรือแล้วก็ตาม

บอกตรงๆ เมื่อไปยืนมองภาพของอาคารทั้งหมด
ในพื้นที่เดียวกัน
ใจยังมองไม่เห็นภาพของความอลังการว่าตึกทั้งหมดเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างไร
จนกระทั่งได้กลับมาอ่านข้อมูลอีกครั้ง
ก็พบว่า อาคารที่ทำการของโรงภาษีเก่านี้มี 3  อาคาร
ทั้งหมดหันหน้าไปทางทิศตะวันตึกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
หลังคาทรงปั้นหยา มุงด้วยกระเบื้องจีนทรงกระบอกแบบไม้ไผ่ผ่าซีกและกระเบื้องกาบกล้วย
ทุกตึกเชื่อมเข้าด้วยกันด้วยทางเดินไม้

ตึกกลาง ซึ่งมีจำนวนชั้นมากกว่าใครเพื่อนคือสามชั้น
ขณะที่ตึกซ้ายขวามีสองชั้นมีโถงใหญ่ด้านล่าง
ตรงกลางของโถงคือบันไดหลักของตัวอาคาร
มองลอดขึ้นไปจะเห็นและนับจำนวนชั้น
ของอาคารได้ชัดเจน
 

ที่ตรงนี้ปัจจุบันยังเป็นอาคารที่พักของ
เจ้าหน้าที่สถานีตำรวจดับเพลิงบางรัก
จานรับสัญญาณดาวเทียมสีสันสดใส
ซึ่งติดอยู่กับตัวอาคารเก่า
แม้จะดูขัดตาผู้มาเยือน
แต่นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า
ตึกเก่ายังคงมีผู้อาศัยอยู่

ว่ากันว่าที่ตรงนี้เคยมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์
อีกหลายอย่าง
โดยเฉพาะงานสมโภชครั้งรัชกาลที่ 5
เสด็จนิวัติพระนครจากการประพาสยุโรปครั้งแรก






ระหว่างที่เดินวนไปรอบๆ บริเวณเพื่อถ่ายภาพนั้น
ใจสังเกตเห็นคนงานชายหลายคน
กำลังออกแรงแบกของไปมาใต้อาคารหลังกลาง
ในวินาทีแรก ใจนึกถึงการเข้ามาปรับปรุงสถานที่
เพราะเคยอ่านข่าวและรับทราบมาว่า
ที่นี่ทรุดโทรม เพราะขาดการดูแลมานาน
และน้ำก็ท่วมฐานรากของอาคาร
ผิวนอกของตัวตึกหลุดลอกออกมาอย่างเห็นได้ชัด


ใจเดินเข้าไปถามชายผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้ๆ
เขาบอกว่าคนงานเหล่านั้นเข้ามาเตรียมอุปกรณ์ประกอบฉาก
สำหรับถ่ายทำโฆษณายาสระผมยี่ห้อหนึ่ง
ซึ่งจะเกิดขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า

แต่สำหรับการย้ายออกจากที่นี่ของข้าราชการทั้งหมดแล้ว
เขาบอกแต่เพียงว่า

"ก็ยังไม่เห็นว่าอะไรนะ ยังอยู่กันดี...
เห็นว่ายังเป็นคดีความกันอยู่"
  



ใจกลับไปอ่านบทความของรุ่นพี่นักข่าว
ที่เคยทำงานร่วมกัน
ก่อนหน้านั้นเขาเคยเขียนถึงอาคารหลังนี้ว่า
กำลังจะถูกปรับปรุงเป็น
"โครงการโรงแรม อามันรีสอร์ท กรุงเทพ "
ซึ่งเป็นความร่วมมือของกิจการร่วมค้า
บริษัทเนเชอรัลพาร์คจำกัด(มหาชน)
รวมถึงบริษัทอามันรีสอร์ท เชอร์วิสเซต ลิมิเต็ด และบริษัทซิลเวอร์ลิ้งค์โฮลดิ้งลิมิเต็ด
ซึ่งได้รับเลือกและชนะประมูลจากกรมธนารักษ์ เข้ามาพัฒนาโครงการปรับปรุงพื้นที่
อันทรงคุณค่า
ซึ่งใจก็เห็นว่าป้ายขึ้นแล้วที่ด้านหน้า
ของทางเข้าอาคารหลังทั้งหมด
แต่ป้ายก็ดูเก่าเสียจนมองไม่เห็นว่า
อาคารเหล่านี้จะถูกปรับปรุง
และทำให้ใหม่ขึ้นเมื่อใด



ใจยังหาข้อความหรือบทความอ่านไม่ได้ว่า
สรุปแล้วคดีความที่ว่าหมายถึงอะไร
และสุดท้ายแล้วโรงภาษีเก่านี้จะถูกปรับปรุงหรือไม่
คนที่นี่จะต้องย้ายออกไหม...

ไม่เป็นไร เอาไว้ไปหาคำตอบต่อ
วันนี้อ่านไปแค่นี้ก่อน
คำถามมักมีคำตอบเสมอ

ช้าหรือเร็ว....ก็มีคำตอบ....

2008/6/25

ภาพของ Yann Arthus-Bertrand




yann11
 
ภาพส่วนหนึ่งที่จัดแสดงในนิทรรศการ Earth From Above: An Aerial Portrait of Our Planet.
Towards a Sustainable Development นำมาจากเว็บไซต์ http://www.yannarthusbertrand.org



ตั้งแต่เมื่อปี 2542 ปีแรกที่เริ่มทำงานประจำหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย
ใจมีโอกาสได้ใช้กล้องดิจิตอลของสำนักงานที่สั่งซื้อมาให้ใช้ถ่ายภาพงานสัมมนา
หรือแม้แต่เวลาออกไปทำงานนอกสถานที่

กล้องไม่ถึงสองล้านพิกเซลราคาเกินครึ่งแสน
ถูกใจจับจองเอาไว้กับตัว เอาออกไปทดลองถ่ายภาพเล่นอยู่เสมอ
ตอนนั้นยอมรับว่าตื่นเต้นกับเทคโนโลยีใหม่เอี่ยมนี้
เคยแต่ต้องใช้กล้องฟิล์มที่ใครๆ ก็ว่ามันปัญญาอ่อน (ไม่รู้ทำไมไปว่ามัน)
และต้องรอให้ฟิล์มหมดม้วน ถึงจะเอาไปล้างและมานั่งดูภาพ
แต่ตอนนี้กล้องราคาแพง เห็นภาพผ่านหน้าจอได้เลย
ไม่ชอบรูปใหม่ก็ลบแล้วถ่ายซ่อม

เพียงแต่ข้อจำกัดของกล้องยุคนั้นก็เห็นจะเป็น
การที่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการใช้แบตเตอรี่แบบ AA สี่ก้อน
แถมยังกินแบตเตอรี่เสียจนน่าเบื่อหน่าย
ต้องพกแบตเตอรี่ซึ่งแพงหูฉี่ติดตัวไปด้วยเสมอ
แถมหน่วยความจำก็ให้เราสามารถเก็บภาพได้ไม่กี่ MB
อย่าว่าแต่ GB เลย เอาให้ผ่านขั้นของ MB ไปเสียก่อนเถอะ

ก่อนมีโอกาสได้ใช้กล้องดิจิตอลของคาสิโอ
กล้องสองล้านพิกเซล ราคาตั้งสามหมื่นกว่าบาท
และกล้องโซนี่ F717 กล้องฉลาดของโซนี่ราคาเกือบสี่หมื่นบาท
และมาโผล่ที่กล้องตัวเล็กอย่าง Fuji Z2
จนกระทั่งตอนนี้มี G9 อยู่ในกระเป๋าด้วย

ถ่ายภาพแบบเด็กๆ ฝีมืออ่อนๆ ตามประสาคนธรรมดามาตั้งหลายปี
จนป่านนี้ก็ยังถ่ายรูปไม่ดีขึ้นเลยแม้แต่นิด
แต่ก็ยังไม่เลิกนั่งดูรูปของคนอื่นอยู่แทบทุกวัน
เขาว่าการนั่งดูภาพบ่อยๆ จะช่วยให้เขาเคยชินกับมุมมองอื่นๆ บ้าง
แต่ทั้งภาพของตัวเองและภาพทั้งหมดที่เคยนั่งดูมา
ไม่เคยมีอิทธิพลกับจิตใจของใจได้มากเท่ากับคนๆ นี้เลย......

เมื่อเดือนที่แล้ว มีคนเอาข่าวมาบอกว่า
จะมีนิทรรศการแสดงภาพถ่ายงามๆ ที่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์และให้ใจรอ
หลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน พี่โอ ก็ไปถ่ายภาพงานแถลงข่าวนิทรรศการที่ว่านี่มา
และก็ส่ง link ของเว็บไซต์ช่างภาพคนดังกล่าวมาให้ใจดู
จริง ๆใจแอบไปดูมาก่อนที่พี่โอส่งมาก่อนหน้านั้นไม่กี่วันเอง

http://www.yannarthusbertrand.com/ และ http://www.yannarthusbertrand.org/

คือชื่อเว็บไซต์ที่ว่า ทั้งหมดเป็นผลงานภาพของ
Yann Arthus-Bertrand (ญานน์ อารฺตุส-แบรฺทรองด์)
ซึ่งกำลังมีผลงานนำเสนอในงานแสดงนิทรรศการลานน้ำพุ
ด้านหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน จนถึง 9 กันยายนนี้
รวมทั้งสิ้น 99 วันเต็ม

yann1

ใจตั้งท่าจะไปหลายวัน จนกระทั่งเมื่อวันก่อน
ทั้งๆ ที่เจ็บขาแต่ก็ยังอุตส่าห์ไปเดินวนอยู่แถวๆ นั้นนานเกิน 1 ชั่วโมง
หากไม่ติดเจ็บขาเพราะยืนลงน้ำหนักที่เท้านาน ก็คิดว่าน่าจะอยู่ได้นานกว่านี้
แต่ไม่เป็นไร เอาไว้ไปอีกรอบก็ยังได้

ผลงานของ Yann Arthus-Bertrand ซึ่งนำมาจัดแสดงในเมืองไทยใช้ชื่อว่า
The Earth From Above:สาสน์สำรวจสภาวะโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
(Earth From Above: An Aerial Portrait of Our Planet. Towards
a Sustainable Development)

ว่ากันว่า "Earth from Above"  เป็นปรากฎการณ์ทางวัฒนธรรมระดับโลก
มีคนเคยชมผลงานนี้มาแล้วมากกว่า 120 ล้านคน จาก 110 เมืองทั่วโลก
เคยจัดแสดงครั้งแรกตามแนวรั้วของสวน Luxembourg กรุงปารีส เมื่อปี 2543
และไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่  "Earth from Above"   นั้นวนมาจัดแสดงให้ชม
บอกตรงๆ ว่า ก็มีของดีมาวางอยู่ตรงหน้า
มีเหตุผลอะไรที่คนรักการดูภาพจะไม่ตรงดิ่งไปดูงานนิทรรศการนี้??

theme ของนิทรรศการภาพถ่ายนี้ค่อนข้างชัดเจน
ช่างภาพชาวฝรั่งเศสรายนี้ถ่ายภาพจากมุมสูงหรือถ่ายภาพทางอากาศ
เพื่อต้องการการส่งสารว่าโลกต้องการการพัฒนาอย่างยั่งยืน
หาใช่แต่เพียงใช้แล้วทิ้งไป ปล่อยปละละเลย
ดังนั้นภาพจึงไม่เพียงแต่ออกมาจากมุมบน
ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนคนดูอยู่ในมุมสูงแล้วมองสู่เบื้องล่างเท่านั้น

yann5


yann7


yann10

แต่ยังเป็นภาพที่อยู่ใจข่ายของการสำรวจภาวะของโลกในหลายๆ ประเทศ
ภาพที่ถ่ายจากทางอากาศ ทั้งเฮลิคอปเตอร์ หรือแม้แต่บอลลูน
บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกว่ากำลังไปในทิศทางใด

ใจเริ่มเดินจากภาพแรก วนมาดูด้านหลังอีกฝั่งหนึ่ง
กลับไปดูภาพที่แถวใหม่ วนกลับมาดูด้านหลัง
ทำอย่างนั้น โดยใช้เวลามองภาพนานกว่าที่เคยเป็น
ยืนอ่านข้อมูลที่ประกอบภาพด้วยความทึ่ง
ไม่เพียงแต่เขาต้องถ่ายภาพให้สื่อความหมาย
แต่เขายังต้องทำการบ้านกับสถานที่ที่เขาถ่ายภาพมานั้นค่อนข้างมาก
ข้อมูลที่บอกว่าภาพนั้นคือที่ไหน และกำลังเป็นอย่างไร เปลี่ยนแปลงอย่างไร
ทำให้เห็นได้ว่า โลกของเรากำลังประสบปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง
เห็นแล้วก็สะท้อนจิตใจตัวเอง.....มันต้องแบบนี้สิ....

yann9

มีไม่น้อยที่ช่างภาพหันเหอาชีพมาเป็นนักข่าวในตัว
นั่นเพราะความเชี่ยวชาญในการถ่ายภาพ การเดินทางและประสบการณ์ที่จำเพาะเจาะจงเหนือชั้นกว่าใคร
Yann Arthus-Bertrand ก็เป็นแบบนั้น

เคยอ่านข้อมูลของเขาจากเอกสารหลายแหล่ง
เขาว่าภาพถ่ายทางอากาศของเขาเป็นผลแห่งความพากเพียรของการออกสำรวจตั้งแต่ปี 2533
ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นความหลากหลายทางธรรมชาติและสีสันแห่งชีวิตเท่านั้น
แต่ยังบ่งบอกถึงรอยประทับของมนุษย์และการล่วงละเมิดต่อสิ่งแวดล้อม
รูปทั้งหมดถ่ายจากความสูงระหว่าง 30-3,000 เมตร
ใช้ชั่วโมงบินรวมทั้งหมด 4,000 ชั่วโมง

yann8

มาถึงตอนนี้ก็อดไม่ได้ที่จะบอกว่า
อยากให้ไปดูภาพกัน
ภาพใหญ่เต็มตา มีมากมายถึง 120 ภาพ แต่กลับเดินชมแบบไม่รู้สึกเบื่อเลย
จะเบื่อก็ตรงเสียงของคนพากย์ที่มักจะมาเป็นคู่ๆ
ไม่ดูกันเงียบๆ แต่ยังวิจารณ์เผื่อแผ่คนข้างๆ เท่านั้นเอง (แอบบ่น)
ติดๆ กันมีแผนที่โลกขนาดยักษ์เอาไว้ให้คนที่ชมนิทรรศการ
ถอดรองเท้าและเดินขึ้นไปเหยียบย่ำแผนที่
มองสู่เบื้องล่างของแผนที่ใหญ่ๆ นั้น เพื่อให้เห็นว่าภาพถ่ายแต่ละที่นั้นมาจากมุมไหนของโลก
(บอกตรงๆ บางประเทศใจยังไม่รู้จักเลยว่าอยู่ตรงไหนของโลก....)

สวยจริง ๆ นะ เกิดมาไม่ได้เท่าเขา
ไปดูเขาถ่ายภาพงามๆ ก็ยังดี

หรืออยากชมแกลอรี่ภาพของช่างภาพนักอนุรักษ์ผู้นี้ก่อนไปดูของจริงที่
http://www.yannarthusbertrand.org/v2/yab_us.htm
ดูไปก่อนพลางๆ ก็ได้นะ

ว่าแล้วก็ขอคลิกไปนั่งดูอีกหน่อยละกัน....มันเป็นแรงบันดาลใจดีแต๊ๆ

yann4

ปล.ภาพบางภาพในเว็บไม่มีจัดแสดงในเมืองไทยก็มีเด้อออ
และมีภาพหลายภาพที่ถ่ายจากเมืองไทยด้วย...สวยแต๊ๆ

2008/4/29

ตลาดบนรางรถไฟ




4

เห็นออกทีวีอยู่บ่อยครั้ง
สำหรับตลาดที่สถานีรถไฟแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม
และแม้จะไปตลาดน้ำอัมพวา ซึ่งอยู่ในจังหวัดเดียวกันตั้งหลายหน
แต่กลับไม่เคยได้แวะเวียนไปชมสักครั้ง
จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อน....ก็ตัดสินใจไปเยี่ยมชมตลาดที่ว่านี้เป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนแม้ว

IMG_7257 

เคยอ่านมาจากหลายแหล่ง เขาเรียกตลาดที่นี่ว่า "ตลาดร่มหุบ"
ขณะที่บางคนเรียกสลับกันว่าเป็น "ตลาดหุบร่ม"
แม้จะความหมายเดียวกัน แต่ต่างกรรมต่างวาระ แต่ว่าคนก็เลือกใช้ไม่เหมือนกัน
บอกตรงๆ ยังหาไม่เจอว่ามันเรียกอะไรกันแน่
เอาเป็นว่าตอนนี้ใครสะดวกใจจะเรียกอันไหนก็เรียกันไปก่อน

5

ขับวนไปวนมาสองรอบ ทั้งหลงและหาที่จอดไม่ได้
สุดท้ายก็ได้ที่จอดรถของเทศบาล 5 บาทตลอดกาล
เดินข้ามฝั่งถนน ลัดเลาะเข้าตลาดสด ทะลุไปยังอีกฝั่งหนึ่ง
แวะถามคนขายของแถวนั้นว่าตลาดขายของบนรางรถไฟอยู่ตรงไหน
เขาชี้มือบอกให้ตรงไป....

6

เดินมาก็เจอกับสภาพของรางรถไฟ
ที่เวลานี้ถูกพ่อค้าแม่ขายจับจองพื้นที่บางส่วนวางของขาย
บางคนก็เอากระสอบปูพื้นแล้วเอาของวางขาย
บางคนก็มืออาชีพยิ่งกว่านั้น
ทำร้านขายบนรางเลื่อน
เหตุที่ต้องเป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า
เวลารถไฟมาก็แค่เลื่อนร้านหรือชั้นวางของหลบออกไปข้างๆ
ร่มพลาสติกที่กางอยู่ก็ถูกแม่ค้ายกพิงเอาไว้ชั่วคราว
จนกว่ารถไฟจะเคลื่อนตัวเข้าสู่สถานีแม่กลองที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร
สภาพของตลาดบางรางก็จะกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง
เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนเมื่อหลายนาทีก่อนหน้า
เป็นที่มาของ "ตลาดร่มหุบ" อะไรที่ว่านั่น

2

พิธีกรรายการท่องเที่ยวหลายคนเคยไปถามแม่ค้าว่า
"หากให้ย้ายไปที่อื่นจะทำไหม"
เขาตอบโดยไม่ลังเลว่า "ไม่ไป"
นั่นเป็นเพราะการขายแบบนี้แม้จะลำบากอยู่บ้าง
แต่เขาก็มองว่ากลับเป็นจุดขายที่ดีเยี่ยม ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วทุกสารทิศมาชม
และใครต่อใครก็ไม่ได้กลับไปตัวเปล่า ต่างซื้อของจากตลาดบนรางรถไฟแบบนี้กลับไปด้วย
ดังนั้นต่อให้เสี่ยงบ้างนิดหน่อย ก็คุ้มกับสิ่งทีได้กลับคืนมา ...ว่ากันแบบนั้น..

IMG_7252

เมื่อวานออกจะโชคดี
ทั้งๆ ที่รถไฟที่จะวิ่งจากกทม. ผ่านสถานีแม่กลองเพียงวันละ 8 เที่ยว
รวมขาไป 4 ขากลับ 4
แต่เราไปถึงที่นั่นเพียงไม่กี่นาที
ก็มีรถไฟผ่านมาพอดิบพอดี ทั้งๆที่ก็ไม่ได้รู้มาก่อนว่ารถไฟจะมาตอนไหน

3

เสียงหวูดของรถไฟดังก้อง เสียงสัญญาณเตือนว่ารถไฟจะมาก็ดังก้อง
และเสียงเตือนบอกแม่ค้าว่ารถไฟกำลังผ่านตลาดก็ดังก้องแปลกๆ ไม่เคยได้ยิน
เราเลือกยืนหลบข้างๆ รางรถไฟเพื่อรอถ่ายภาพ

 1

โอ้แม่เจ้า..รถไฟผ่านหน้าผ่านตาไปแบบห่างกันไม่ถึงวา
บางรายเก็บของ เก็บร่มเข้าไป
แต่บางคนสงสัยจะเคยทดลองวางของบางอย่างเอาไว้แล้วหลายหน
เราจึงเห็นภาพของแม่ค้าบางคนทิ้งกระจาดของเอาไว้
ทิ้งปูทะเลมัดเชือกฟาง และอาหารทะเลในตะกร้าไว้ที่รางเช่มเดิม
เพียงแต่ว่าเป็นจุดที่วาง รถไฟผ่านไปโดยไม่ทับของ
ปูอยู่ข้างล่างรถไฟ คงเสียวไส้น่าดู...ทำไมทิ้งตูไว้แบบนี้...

อยากไปเที่ยวก็มุ่งหน้าไปที่สมุทรสงครามกันได้
ก่อนไปเช็คตารางรถไฟก่อนที่ http://www.railway.co.th/timetable/N_BMK.html
ถึงตัวเมืองสมุทรสงครามไม่ต้องไปไหนไกล
ถามหาตลาดร่มหุบหรือที่ขายของบนรางรถไฟ ใครๆ ก็รู้จัก

2008/1/17

เหตุเกิดที่บางพลี...



 

เมื่อวานไปไกลถึงบางพลี...เพื่อดูโรงงานถ้วยกระดาษที่ใหญ่ที่สุดของไทย
ถ้วยกระดาษ..แบบไหนเหรอ แบบที่ใส่น้ำโค้ก เป๊บซี่
ใส่กาแฟ ใส่ไอศครีม ใส่น้ำหวาน ใส่ข้าวโพดคั่ว และอีกสารพัดจะใส่นั่นแหละ
ที่นี่เขาผลิตกันวันละ 1 ล้านถ้วย 1 ปีหยุดงานกันแค่ 13 วัน นั่งคูณตัวเลขกันเข้าไป

สงสารคนอยู่แถวๆ บางพลีจริงๆ  ถนนหลักกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง
ไม่รู้ว่าจะใช้เวลากี่ปีถึงจะเสร็จสักที พี่เจี๊ยบเล่าว่าถนนพระรามสองใช้เวลาเป็นสิบๆ  ปีกว่าจะสร้างเสร็จ
ถามคนทำงานที่บริษัทถ้วยกระดาษเขาบอกว่า หัวแดงมาทำงานกันทุกวัน ไม่รู้เมื่อไรจะเสร็จกันซะที
ชาวบ้านเขาลุ้นกันเต็มที่...อยากให้หัวไม่แดงข้ามปี แม้จะไม่ทำสีผมกันก็ตาม

เคยดูสารคดีต่างประเทศเขาว่าประเทศจีนสร้างถนนยาวหลายสิบกิโลเมตร โดยใช้เวลาไม่กี่วัน
ทั้งเงินหนา คนงานก็เร่งงานเต็มที่เพื่อให้เส้นทางเปิดใช้
และที่สำคัญข้าราชการคนไหนคอรัปชั่น โทษประหารสถานเดียว...หึหึ

กลับมาที่บางพลีกันอีกหน...โทษประหารที่จีนปล่อยเขาไป บ้านเราคงไม่มี แบบจีนเขา...

ที่บางพลี รถจะเด้งๆ ตลอดทาง บางทีก็เจอก้อนหินเหมือนหล่นมาจากไหล่เขาอยู่กลางถนนก้อนเบ้อเร่อ
รถบางคนก็เล่นวิบาก ไต่จากทางเบี่ยงไปขึ้นทางคู่ขนานติดกัน ซึ่งต่างระดับกันเกือบครึ่งเอวของใจ
ฝุ่นคลุ้งทั่วอาณาบริเวณ รถก็เหยียบเบรก เหยียบเบรก สลับกันไปตลอดระยะทางหลายกิโลเมตร

แผนที่เจ้ากรรมที่เรา print มาจากเว็บไซต์ก็ทำเอาปวดหัว
แผนที่เก่า เขาไม่ยอมเปลี่ยนตึกรามบ้านช่องตามยุคสมัย ทำให้เราทั้งหมดหลงทางกันอยู่นานร่วมชั่วโมง
ใจยกหูหาเอมที่ขับฟีโน่จากมหาชัยไปถึงบางพลีว่าอยู่ที่ไหนแล้ว
เอมบอกว่า

"น้ำค้างเราอยากได้ MTX มากเลย"

ฟังเสียงเอมไม่ค่อยชัด วางสายก็เอามานั่งคิด MTX MTX
ตอนแรกนึกว่าเอมพูดผิด อยากได้ GPS เพราะหลงทาง อยากได้ GPS มาพิกัดตำแหน่ง
มานั่งคิดอีกที MTX นี่หว่า มอเตอร์ไซด์วิบาก สงสัยเอามาแทนฟีโน่
เพราะเจอทางทรหดแบบนี้เข้านั่นเอง ...ทำเอาขำตั้งนานกว่าจะตั้งสติได้

เมื่อวานก่อนจะถ่ายภาพผู้บริหารลงหนังสือ
ใจก็เป็นนางแบบให้ช่างภาพของเราเสียก่อน

กลับมาดูอีกที หน้าตาใจเมื่อวานเหมือนหมีแพนด้าเพิ่งจะตื่นนอนเอามากๆ
ไม่บอกไม่ถูกนึกว่า import มาจากประเทศจีนโดยตรง

 

ดูรูปที่สอง...ตูถือถังป๊อบคอร์นแบบกระดาษที่เขาผลิตแล้วส่งออกไปดูไบ จีนและออสเตรเลีย
คว่ำถังอีกต่างหาก ... ไม่มีบอกกันมั่งเลยเลย..นางแบบไม่สวยล่ะสิ
จะถืออะไร ทำท่าแบบไหน มันก็ไม่มีใครใยดี...ฮิ้ววววววววววววว

อย่าให้ตูเกิดมาสวยนะเฟ้ยยยย ....ถ่ายรูปทีจะทำปากยู่ยี่ให้ดู

 

2007/9/27

ตลาดนัดกลางกรุง

 

เพิ่งจะรู้ว่าใจกลางเมืองเช่นนี้มีตลาดนัด...
นี่เป็นความคิดแวบแรกเมื่อได้เห็นตลาดนัดปากซอยพหลโยธิน 24
เพิ่งจะเคยเห็นว่ามีตลาดนัดอยู่ต้นซอยนี้
อาจจะเป็นเพราะว่าเอาแต่เดินฝั่งตรงกันข้ามซึ่งเป็นศุภาลัยปาร์ค เลยตึกช้างมานิดหน่อย
เลยไม่เคยได้สนใจว่า จะมีอะไรอยู่ที่อีกฝั่งถนนหนึ่ง...

เมื่อเห็นตลาดนัดก็เพิ่งจะรู้สึกว่า ....นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้เดินตลาดนัดเช่นนี้
ต่อให้ไม่มีแอร์ แต่ว่าตลาดแบบนี้แหละ มักมีมันของกินอร่อยปาก
และไม่ลำบากเงินในกระเป๋ามากนัก

สมัยก่อนกว่าจะได้เห็นตลาดนัดแถวบ้าน
ก็ต้องรอจนถึงวันศุกร์ของสัปดาห์
และหากไม่มีธุระปะปังจะซื้อของชิ้นใหญ่จริงจัง
ก็มักไม่มีโอกาสจะได้ไปเดินมันหรอกตลาดนัดในอำเภอเนี่ย
อย่างมากก็แค่เดินตลาดสดที่อยู่ตรงข้ามบ้านที่เปิดขายในตอนเย็น
หรือไปตลาดเช้าแบบที่ภาคเหนือเขาทำกันก็เท่านั้นแหละ

ตลาดนัดประจำอำเภอ อยู่มาตั้งแต่ใจเกิด
จนถึงทุกวันนี้ มันก็ยังอยู่ที่เดิม ใช้วันศุกร์เหมือนเดิม
และผู้คนก็ยังนิยมจะไปจับจ่ายใช้สอยข้าวของกันเหมือนเก่า

โดยเฉพาะสาวลาว หนุ่มลาว
หากไปเชียงของ..จะเห็นว่ามีคนลาวข้ามฝั่งมาซื้อของที่ตลาดนัดฝั่งไทยกันเยอะแยะ
แม้แต่ชาวเขา ม้ง เย้า...ก็เดินกันให้เพียบ
ส่วนใหญ่ขนสับปะรด หัวมัน ใบตอง และกล้วยมาขายให้คนข้างล่าง
บ่อยครั้ง ใจก็แวะซื้อกลับมาบ้านเสมอ

กลับมาที่ตลาดนัดปากซอยพหลโยธินอีกหน
เดินเข้าไปในตลาดนัด..จะเจออะไร...หากไม่ใช่ของกิน..จะถามทำไมเนอะ
เดินวนหนึ่งรอบ สองรอบ สามรอบ .... มาดูอีกหนก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมงเดินวน
ทั้งๆ ที่ตลาดนั้นหนึ่งรอบความยาวไม่เกิน 100 เมตรแน่นอน

เห็นเขาขายผัก ขายปลา ขายกบ ขายหมูทอด ลูกชิ้น
วุ้นกระทิ (คนขายหน้าตาดี เป็นเด็กหนุ่ม..อิอิ)
กับข้าว ข้าวสาร ข้าวสวย ไส้กรอกอีสาน ส้มตำ พิซซ่าทำมือ
ขายกุ้ง ขายหอมสารพัดชนิด เฉาก๊วย
กางเกงในผู้หญิง กางเกงในผู้ชาย รองแตะเด็ก ผู้ใหญ่ และวัยรุ่น
เห็นของทุกอย่าง 10 บาท มีเสื้อผ้ามือสอง เสื้อผ้ามือหนึ่ง
ข้างเหนียวนึ่ง ปลาทูทอด น้ำพริกกะปิ พวงมาลัย ไข่ไก่
และอีกมากมายก่ายกอง ให้จำมาบอกทั้งตลาดก็กระไรอยู่

เดินแวะไปโน่นไปนี่ กินน้ำตาลสดหมดไปสองถุง
สุดท้ายใจก็ตัดสินใจซื้อพริกหนุ่ม และอาหารเหนือกลับมากิน
ไม่รวมขนมปังปี๊บที่หนีบติดมาสามถุง.... ก่อนซื้อก็ชิมไปเรียบร้อย
 
บอกกับพี่เจี๊ยบว่า อยากย้ายมาอยู่แถวนี้
ของกินเยอะดี เดินแล้วคงมีความสุขแทบทุกวัน
พี่เจี๊ยบบอกว่า แหม...เอาเข้าจริงๆ  มีตลาดแบบนี้อยู่ใกล้
ก็คงเบื่อแล้วหาเรื่องไปกินอาหารอย่างอื่นๆ ไกลๆ บ้านอยู่ดี
ก็ท่าจะจริง.... เอาเข้าจริงๆ ไปเป็นหน เป็นครั้งคราวก็ดูเหมือนจะดีกว่า
เอาเป็นว่า....ไว้อาทิตย์หน้าไปอีกนะ.... เอิ้ก....


 

2007/9/2

A380 Asia World Tour 2007





ตื่นตั้งแต่เช้า เพราะมีนัดต้องไปขึ้นเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Airbus A380 ที่บิน World Tour มาเยือนเมืองไทย
ก่อนที่จะส่งเครื่องบินลำแรกให้กับ Singapore Airline
เพื่อใช้บินในเชิงพาณิชย์ในเดือนหน้า และส่งให้กับการบินไทยในอีกสามปีข้างหน้า

A380 Asia World Tour 2007 ของแอร์บัสเริ่มที่เมืองไทย ก่อนไปฮานอย ฮ่องกง และบินกลับฝรั่งเศส
งานนี้มีแขกผู้มีเกียรติ รวมถึงสื่อมวลชนและพนักงานแฮร์โฮสเตสการบินไทยร่วมทริปเพียง 200 คน
ปล่อยให้ที่นั่งโดยสารว่างไปอีก 300 กว่าที่นั่ง เพราะที่นั่งมีมากถึง 519 ที่นั่ง

เครื่องบินลำใหญ่จอดอยู่หน้าโรงเก็บเครื่องบินการบินไทยฝั่งริมสุดของสนามบินสุวรรณภูมิ
ส่วนหัวยื่นออกมา ส่วนหางกลางลำตัวยังเหลืออยู่ในโรงเก็บหรือ hangar อยู่บ้าง
เมื่อทุกคนนั่งที่เรียบร้อย กัปตันชาวฝรั่งเศสที่แอร์บัสขนมาเองด้วยก็บอกให้รัดเข็มขัดนั่งอยู่กับที่
รถของการบินไทยก็ดันเครื่องบินให้กลับตัวเพื่อจะให้เคลื่อนตัวไปตามแท็กซี่เวย์

ตอนแรกใจแอบดีใจอยู่นิด ๆได้ที่นั่งตรงปีก 15 A พอดิบพอดี
ตรงปีกนี่แหละ เวลาถ่ายรูปจะได้ทั้งปีกและวิวติดมาด้วย สวยดี
แต่ขอบอก...ปีกสองฝั่งของเครื่องบินทั้งยาวและกว้าง ปิดบังสายตาทุกอย่างข้างหน้าหมด....เห็นแต่ปีก
ปลายปีกของตัวเครื่องเป็นสีม่วง ใจก็เลยเก็บภาพตาม
เครื่องบินหัวตัวมาแล้วทางขวา แต่ว่าใจคิดว่าปีกมันเหมือนจะไม่พ้นโรงจอดแน่ๆ
นั่นปะไรได้ยินเสียงคนข้างล่างร้องดังลั่น....ปลายปีก เหมือนปลายปีกไก่ที่เรียกว่า Winglet ครูดเข้ากับโรงเก็บซะแล้ว
ตัวปีกงอไปนิด...เครื่องบินเลยต้องหยุดนิ่ง กัปตันและผู้บริหารแอร์บัสประกาศว่า
เกิดอุบัติการณ์ หรือ normal incident นิดหน่อยกับ Winglet

"เราจะขนคนทั้งหมดกลับไปที่เลาจน์ของ first class การบินไทยอีกครั้ง
นั่งรถออกไป แล้วก็รอให้ถอด Winglet ออกทั้งสองข้าง
แล้วค่อยบินต่อตอนบ่ายโมง จากกำหนดเดิม 9.30 น." เขาว่าแบบนั้น

เมื่อมาถึงเลาจน์ ผู้บริหารทั้งหมดก็ออกแถลงข่าวว่า โอกาสของอุบัติการณ์แบบนี้มีสิทธิ์เกิดได้
Winglet มีไว้แค่ต้านทานลม ช่วยให้อากาศยานประหยัดน้ำมันไปได้อีก โดยไม่กระทบต่อระบบการบิน
เมื่อถอด Winglet ออกแล้ว เราก็บินได้เหมือนเดิม กำหนดล่าช้ากว่านิดนึงเท่านั้นเอง

เราทุกคนกลับมานั่งเครื่องบินลำใหญ่ที่จุคนได้มากถึง 500 กว่าคน
ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องบินลำที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีประวัติศาสตร์การบินเกิดขึ้นในโลกนี้

เครื่องบิน take off ได้ดีและเร็วกว่า ในช่วงระยะรันเวย์ที่สั้นกว่าเมื่อเทียบกับโบอิ้ง747 แอร์บัสบอก
A380 มีพื้นที่มากกว่า 747 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ห้องโดยสารและที่นั่งกว้างกว่าและมากกว่า
ระดับเสียงในห้องโดยสารนั้นเงียบกว่า และช่วงของเสียงรบกวนสำหรับคนภายนอกแถบนั้นยังแคบกว่า
แถมช่องเก็บสัมภาระยังกว้างกว่า (อันนี้กว้างจริงๆ เห็นแระ ว่าออกแบบใหม่)
กินน้ำมันน้อยกว่าถึง 17 เปอร์เซ็นต์ บินได้ไกลกว่า สำคัญกว่าอื่นใด คือต้นทุนการบินน้อยกว่านั่นเอง

การร่อนลงจอดที่สนามบินเชียงใหม่ เป็นการพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า
ต่อให้เครื่องจะลำใหญ่แค่ไหน แต่ก็ได้ทดสอบมาแล้วว่า สนามบินเล็กอย่างเชียงใหม่ก็รองรับน้ำหนักได้เช่นกัน
ดังนั้นเมื่อล้อแตะถึงพื้น ทุกคนในเครื่องบินก็ปรบมือกันเกรียว
ใจเองก็แอบลุ้นอยู่ในใจ ก็ปลายปีกมันหายไปทั้งสองข้าง...ยังบินได้แฮะ

เห็นขบวนต้อนรับแต่ไกล คนเยอะแยะมากมาย รอบๆ สนามบิน ผู้คนก็ยืนติดรั้วมารอดูเครื่องบินกันเพียบ
เข้าใจว่ามีข่าวออกทีวี เรื่องการบินของเครื่องบินลำนี้แ ละเรื่องอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้น
ทำให้ใครๆ ก็รู้ว่า เครื่องบินลำใหญ่จะร่อนลงจอดที่สนามบินเชียงใหม่ตอนกี่โมง

พวกเราทุกคนมาถึงเชียงใหม่ตอนบ่ายสามนิดๆ
เป็นหนแรกที่มีรถมารับถึงด้านในตัวสนามบิน ไม่ต้องผ่านพิธีการอะไรให้วุ่นวาย
แบบว่าขึ้นรถวีไอพีแล้วออกมานอกสนามบินได้เลย ปล่อยให้ผู้คนอีกหลายร้อย
ถ่ายรูปคู่กับเครื่องบินลำยักษ์อยู่อย่างนั้น ขณะที่พวกเราก็ไปยังสถานที่ของสโมสรวิทยุการบิน
กินข้าวกลางวันประมาณหนึ่งชั่วโมง รวมกับการให้ความรู้เกี่ยวกับตัวเครื่องบินกับสื่อมวลชน
ก่อนกลับขึ้นเครื่องตอนห้าโมงครึ่ง หกโมงเริ่มบิน และเครื่องบินแตะถึงพื้นก็ทุ่มครึ่งเข้าไปแล้ว

เมื่อเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์ของสนามบินสุวรรณภูมิอีกครั้ง เสียงปรบมือก็ดังอีกหน
ทุกคนเดินลงจากตัวเครื่องพร้อมประสบการณ์การบินที่กว่าจะได้เจออีกครั้งก็อีกสามปีข้างหน้า
แต่ต่อให้การบินไทยได้เครื่องบินลำยักษ์นี่มาแล้ว ก็ใช่ว่าจะมีโอกาสได้นั่ง...
เพราะเครื่องจุคนได้มาก บินได้ไกล ก็มักใช้ไปกับไฟร์ทที่มีระยะทางไกล
เช่น นิวยอร์ก โยฮันเนสเบิร์ก ซิดนีย์ ลอสเองเจลิส แวนคูเวอร์
ริโอเดอจาเนโร หรือที่ที่ต้องบินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกกันเป็นต้น
สื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติเลยถ่ายภาพคู่แอร์บัส A380 กันอย่างจุใจเลยงานนี้....

 ปล. ทุกคนได้ใบประกาศมาด้วยล่ะ ว่าได้บินกับ Airbus A380 แล้ว เหอๆ

2007/8/11

เมืองจตุคาม







เครื่องบิน ออกจากบ้านแต่เช้าตรู่
ด้วยแท็กซี่เรดิโอ ที่จองเอาไว้ตั้งแต่คืนก่อนหน้า
ใช้เวลาไม่กี่นาที พนักงานขับรถก็พาใจไปโผล่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
ไม่รู้ว่านี่เป็นการเดินทางครั้งที่เท่าไร เพราะไม่เคยนั่งนับมันสักที
ที่สำคัญชักขี้เกียจจำ ขี้เกียจจดแล้วว่าเดินทางไกลมามากมายขนาดไหน
ยังไงเสีย มันก็กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว เปลืองเวลาแม้วหากจะมานั่งนับ

ดูที่นาฬิกาเพิ่งจะตีห้าครึ่ง แต่สนามบินสุวรรณภูมิก็ยังคึกคัก
แถวยาวหน้าเคาน์เตอร์ชวนให้แปลกใจ ใครๆ ก็บินได้อย่างที่เขาว่า

ใจยกหูหาพีอาร์ของสายการบินไทยแอร์เอเชีย
ที่เป็นผู้นำใจบินไปจังหวัดนครศรีธรรมราชในเช้าวันทำงานเช่นนี้
หลังวางสาย ก็เดินไปหาร้านมินิมาร์ทขนาดย่อมชั้นล่าง
ก่อนมองหายาสีฟันหลอดเล็กติดกระเป๋าเดินทางไปด้วย

ด้วยคณะของสื่อมวลชนที่มากกว่าปกติ
เวลาของการเดินทางที่กระชั้นชิดกับเวลานัดหมายพบปะ
ทำให้ไม่มีโอกาสได้โหลดกระเป๋าสัมภาระไว้ใต้ท้องเครื่อง
งานนี้เลยต้องแบกกระเป๋าติดขึ้นไปไว้บนเครื่อง
และเหมือนจะเป็นเช่นนี้ทั้งขาไปและขากลับ

ไทยแอร์เอเชียเพิ่งจะเปิดเส้นทางบินใหม่ไปนครศรีธรรมราชเมื่อต้นเดือน
หลังจากทะยอยเปิดเส้นทางบินใหม่ ๆ ไปแล้วหลายที่
พร้อมกับเปิดตัวเครื่องบินลำใหม่เพื่อรองรับเส้นทางที่เพิ่มขึ้นด้วย

ทริปไปนครศรีธรรมราชหนนี้
มีไทยแอร์เอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
ทำให้การเดินทางไม่ได้ลงเอยแต่ลงเครื่อง เข้าที่พัก และนอนหลับ
แต่อัดแน่นไปด้วยการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายอย่างของที่นี่

เมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว
ใจเคยนั่งรถไฟชั้นหนึ่งไปพร้อมกับพี่ๆ ที่ทำงานจากสวทช.
ใช้เวลากว่า 16 ชั่วโมง ก็ไปโผล่ที่นครศรีธรรมราช
หนนั้นเดินทางเข้าหมู่บ้านคีรีวงเพื่อดูการทำงานในระดับเอสเอ็มอี
หนนี้เลยเป็นหนที่สองที่มีโอกาสได้มาเหยียบผืนดินของนครศรีธรรมราช

นครศรีธรรมราชเป็นเมืองใหญ่
เมื่อมีโอกาสได้นั่งรถชมเมือง ถึงได้รู้จากไกด์ว่าเป็นเมืองที่เคยปกครองตัวเองมาก่อน
หลังจากตกเป็นของชวา ภายหลังเลยเข้ามาเป็นของสยามประเทศ
ลักษณะภายในตัวเมือง ให้อารมณ์เหมือนกับไปอยุธยา
มีเมืองชั้นนอก มีกำแพง มีวัดเก่า และมีเมืองชั้นใน นอกจากนั้นยังเคยมีวัง

ขนาดเมืองใหญ่กว่าที่คิด
ผู้คนพลุกพล่านกว่าที่คาดหมายไว้
ต่างกับเชียงรายบ้านของใจชัดเจน ขับรถวนไม่กี่รอบก็ทะลุถึงกันหมด
นอกจากนี้ทั้งเมืองของนครศรีธรรมราชยังละลานตาไปด้วย...จตุคามรามเทพ....

ภาพของ ป้ายพลาสติก แผ่นโบว์ชัวร์
รถติดเครื่องขยายเสียง ที่มีแผ่นป้ายภาพแปะบนไม้อัดแปะอยู่ที่ตัวถังรถ
ร้านค้าที่เปิดรับให้เช่าจตุคาม หรือศูนย์ประสานงานการจัดทำจตุคามรุ่นใดรุ่นหนึ่ง
มากมายดาษดื่นบนพื้นที่ของเมืองชั้นในของนครศรีธรรมราช
และบางตาลงไปอีกนิดหน่อยในอำเภอรอบนอก

เสียงการทำพิธีบวงสรวงบริเวณลานวัดมหาธาตุดังสลับกับเสียงประกาศของกองอำนวยการ
ชายหญิงสวมใส่เสื้อผ้าขาว ทั้งกางเกง กระโปรงและเสื้อมีให้เห็นไปทั่ว
ที่คอมีวัตถุมงคลที่ใคร ๆเขาก็เรียกว่า "จตุคามรามเทพ" สวมใส่อยู่
แม่ค้า พ่อขายจับจองพื้นที่รอบๆ วัดวางโต๊ะ เก้าอี้ กลายเป็นแผงชั่วคราว
เพื่อเปิดให้เช่าองค์พ่อจตุคามรามเทพ......

ใจจำไม่ได้ว่ารุ่นไหนเป็นรุ่นไหน รู้แต่ว่าละลานตาไปหมด
มีจตุคามราคาไม่กี่สิบบาท สามองค์ร้อย ไปจนถึงหลักหมื่นบาท
คนขายเรียกลูกค้าเข้าร้าน เพื่อรับชมสินค้าของตนที่วางอยู่บนแผง

สามี ภรรยาคู่หนึ่งรับเข้ากรอบจตุคาม ราคาย่อมเยา
กรอบวงกลมขนาดเท่าเหรียญบาท ห้าบาท สิบบาท และใหญ่กว่านั้น
ถูกประดับตกแต่งด้วยสีทอง อุปกรณ์ที่คล้ายคลึงกับอัญมณีมีค่าวางเต็มตะกร้า
ใครอยากได้แบบไหน ลงมือค้น ลงมือเลือก เขาและเธอจะเป็นผู้ทำหน้าที่ต่อไป

ใจเดินข้ามฝั่งถนนจากวัดมหาธาตุไปยังวัดตรงกันข้าม
มันเงียบเหงากว่าอย่างเห็นได้ชัด
พื้นที่วัดกลายเป็นที่จอดรถ แตกต่างกับวัดมหาธาตุในเวลานั้น
มีแผงให้เช่าจตุคาม ที่วางสลับกับแผงขายข้าวแกงและน้ำดื่มไม่ถึงสิบแผง
ผู้คนฝั่งโน้นเป็นพัน ฝั่งนี้เพียงไม่กี่สิบคน.....ใจเห็นเช่นนั้น....

มีโอกาสได้เข้าไปคุยกับเจ้าของร้านรับพิมพ์โปสเตอร์ภาพขนาดยักษ์
สำหรับวัดที่ทำจตุคามรุ่นเด่นรุ่นที่ต้องการ
เขาบอกว่าเพิ่งจะลงเครื่องพิมพ์หน้ากว้างรุ่นใหม่กว่า 8 แสนบาทเมื่อต้นเดือน
หลังจากรุ่นเก่าที่วางอยู่ติดๆ กันมันเริ่มทำงานหนัก ไม่รองรับกับความต้องการ
กับทั้งลูกค้า และสำหรับตัวเขาเอง
เขาเพิ่งวางเงินไปครึ่งหนึ่ง และจะผ่อนจ่ายอีกหนึ่งงวดในเร็ววันนี้
หลังจากที่วางเครื่องพิมพ์ตัวใหม่เข้าไปในร้าน
งานก็ทำได้มากขึ้น มีออร์เดอร์เข้ามา เขาก็ทำส่งให้ได้ทัน
แม้จะไม่มากเท่ากับเมื่อสองสามเดือนก่อน

เขายอมรับว่ากระแสของจตุคามไม่ดังเท่ากับเมื่อสองเดือนที่แล้ว
มีการสั่งงานเข้ามาไม่หนาตา แต่ว่าก็ยังพอมีให้เห็นอยู่บ้าง
ลูกค้ายังเดินเข้ามาในร้านทุกวันเพื่อสั่งงานแต่ว่าจำนวนลดน้อยลง
ต่างกับเดือนที่แล้ว เขาและคนงานผู้ชายหลายคนแทบไม่ได้กิน ไม่ได้นอน
เวลานอนคือเวลาพิมพ์โปสเตอร์จตุคามเพื่อให้ทันกับความต้องการของวัด
น้ำขึ้นให้รีบตัก คงอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน

ใจหยิบโบว์ชัวร์แนะนำจตุคามรุ่นหนึ่งจากร้านลุงหน้าตาใจดี
ที่อยู่ติดกับร้านขายขนมจีนชื่อดังที่สุดในนครศรีธรรมราช
ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารมื้อกลางวันในวันที่สองของการเดินทาง
หลังเขาแนะนำว่า รุ่นนี้ดี รุ่นนี้ดัง ....ในระดับหนึ่ง ...

ใจแอบคุยกับคุณลุงถึงจำนวนของการจัดทำจตุคาม
บวกกับรายได้ที่จะได้จากการเปิดให้จองจตุคามทั้งหมด
โดยใช้จตุคามรุ่นที่ระบุอยู่ในโบว์ชัวร์เป็นต้นแบบในการคิดคำนวณ

เริ่มต้นจากจำนวนของการจัดทำที่จะมากน้อยตามจำนวนการสั่งจอง
วัดที่เป็นเจ้าของจตุคามรุ่นนั้นจะระบุจำนวนของการสั่งจองเอาไว้ก่อน
หนึ่งรุ่นจตุคามประกอบไปด้วยจตุคามรุ่นย่อยที่อยู่ภายใต้อีกกว่าสิบรุ่นย่อย
ใจเอามือจิ้มนับๆ พบว่าในโบว์ชัวร์บอกว่าจตุคามวัดนี้มีรุ่นย่อยทั้งสิ้น 25 รุ่นย่อย
รุ่นย่อยแยกย่อยเนื้อหาสาระตามขนาดของจตุคาม เล็ก ใหญ่
เนื้อมวลสารที่ประกอบกันเป็นจตุคามก็แตกต่างกัน เช่น ว่านสารพัดชนิด เนื้อปูนที่มีส่วนสำคัญในการสร้างวัด
ผงไม้ตะเคียน อิฐ กระเบื้องวัดสำคัญ กาฝาก รัก ยอ ยม ตำลึง บอระเพ็ด แร่สัมฤทธิ์
ไม้สารพัดแบบ ดอกไม้บูชาสารพัดจะเคยใช้.... เป็นต้น....ย้ำ...เป็นต้น...

คณะที่ราคาในการเปิดจอง หรือ บูชานั้นก็แตกต่างไปตามการจัดลำดับความสำคัญ
มากมายตั้งแต่ไม่กี่สิบบาทไปถึงหลักหมื่นหากเป็นจตุคามทองคำหนักหลายบาท

คิดง่ายๆ หากว่า จตุคามหนึ่งรุ่นผลิต 25 รุ่นย่อย
หนึ่งรุ่นย่อยเฉลี่ยราคาในการจองอยู่ที่ 200 บาท
และจำนวนในการผลิตรุ่นย่อยเพื่อการสั่งจองอยู่ที่ 3000 องค์
... สมมตินะ... มันก็เท่ากับ 25x3000x200 = 15,000,000 บาท
แต่ที่ใจเห็นบางรุ่น ผลิตเกิน 20 รุ่นย่อย
ราคาเฉลี่ยอาจจะมากกว่านี้....และจำนวนในการสั่งจองอาจจะมากกว่านี้....
ไม่คิดถึงว่าต้นทุนในการผลิตโปสเตอร์ปิดทั่วเมือง โบว์ชัวร์แนะนำรุ่นเท่าไร
จ้างรถขยายเสียงเท่าไร ค่าบวงสรวง ค่าวัตถุดิบเท่าไร
 ...และไม่อยากคิดถึงว่าเงินจะเหลือเท่าไร...ถือว่าเป็นความรู้เพิ่มเติมที่ได้มา

ถือว่าได้ไปเห็นกับตาตัวเองว่า เมืองแห่งจตุคามที่นั่นเป็นอย่างไร...
แถมได้จตุคามรุ่นพิเศษติดมือกลับบ้านมาอีก 2 องค์
หยิบไปฝากพี่ปุ๊กที่ออฟฟิศหนึ่งองค์ คนรับถึงกับงง...กับของฝากที่ได้
อีกองค์เป็นรุ่นกดพิมพ์....มีแต่คนอยากได้...เห็นว่าอย่างนั้น
คือเขาเพิ่งจะกดพิมพ์นำฤกษ์ ยังไม่ได้เปิดให้จอง
พวกเราก็ได้มาครอง...ว่างั้น.....

ตอนแรกจะเอามาฝากพี่เจี๊ยบ แต่ลืมไปเป็นคริสเตียน
จนถึงตอนนี้ก็ยังเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว
แอบหวังว่า วันหนึ่งข้างหน้า ราคาจะพุ่งสูง
คราวนี้มีจตุคามรามเทพแล้วจะได้รวยอย่างที่เขาว่า
"มีกูไว้ไม่จน" ขุนพันธ์ ราชเดช ผู้ปลุกเสกจตุคามเมื่อปี 30 ว่าเอาไว้
ใจก็อยากจะรวยกับเขาบ้างนะ....เหอเหอ ....


2007/3/19

จากหัวหิน ถึงน้ำปั่น และน้ำคั้น

 

เมื่ออาทิตย์ก่อนกระโดดติดรถพี่เจี๊ยบไปหัวหิน
เลิกประชุมเครียดๆ เสร็จก็ขอติดพี่แกไปด้วย
พี่เจี๊ยบเอาไปปล่อยตรงซอยลงหาดกลางใจเมืองหัวหิน
ก่อนละไปทำธุระปะปังกับเพื่อนฝูงต่อและบอกจะมารับกลับบ้านตอนดึก

นานหลายสัปดาห์แล้ว...เป็นเดือนๆ ที่ไม่มีโอกาสได้เห็นทะเล
มันสดชื่นอย่างเห็นได้ชัด ...แม้จะอยู่ในทะเลได้แวบเดียวก็ต้องกลับกทม.ก็เหอะ

ที่หัวหิน นอกจากจะเห็นทะเลอย่างที่ต้องการ
ที่นี่
ยังขึ้นชื่อเรื่องหิน....และหอย....
ทำไมหัวหินต้องเป็นถิ่นมีหอยติดหินด้วยไม่เข้าใจ??
ใจก็ไปยืนดูที่หาด ก็เห็นหอยติดหินเพียบจริงๆ แฮะ
แต่ที่ไหนๆ ก็เป็นแบบนี้หมดนี่หว่า......

ใจยังเห็นคนนั่งจีบกัน ฝรั่งนอนอาบแดด...ทั้งๆ ที่มันก็บ่ายแก่ๆแล้ว
เห็นคนขี่ม้า...ทำไมต้องมาขี่ม้าตรงชายหาดก็ยังสงสัย
เห็นป้าขายไข่ปิ้ง ปลาหมึกย่าง และก็น้ำมะพร้าว
เห็นคนเล่นเตะบอลชายหาด...พลาดเตะลงน้ำก็หลายหน
และเริ่มเห็นว่าตัวเองเมื่อยเต็มที...เลยเดินหนีจากชายหาดขึ้นฝั่งเสียที

ใจเดินเรื่อยมาจนมาถึงตลาดหัวหิน
มันก็ค่ำเต็มที ท้องก็ร้องเพราะอาการหิวเต็มที่
เดินไปเรื่อย ๆ ดูว่ามีอะไรให้กินบ้าง...
ผัดไทย หอยทอด และหมูสเต๊ะ ตรงกลางซอยน่ากินไม่เบา
แวะเข้าไปนั่งที่ว่างๆ คนเดียว...
สั่งหอยทอด หมูสเต๊ะและน้ำมะพร้าวปั่น
สักพักมีฝรั่งสองคน ชายหญิงมานั่งข้างๆ
เพราะว่าไม่รู้จะสั่งยังไง เห็นสั่งเป็นแต่ผัดไทย
พออยากจะกินหมูสเต๊ะบ้าง เลยหันมาถามใจว่า "อันนี้เรียกว่าอะไร"
แม้จะบอกว่า "สเต๊ะ" แต่เขาก็ออกเสียงได้แค่ "สเตะ"

นั่งกินไป ฝรั่งก็ชวนคุยไป
เวลานี้ใจถูกเบียดมานั่งโต๊ะเดียวกันกับฝรั่งเป็นที่เรียบร้อย
นั่งเบียดกันจนฝรั่งชายเกือบกระเด็นออกไปนอกโต๊ะ
เพราะพรรคพวกกระทาชายนักศึกษาหลายชีวิต
ไม่มีที่นั่ง พวกเราเลยต้องเสียสละอย่างแรง
แบ่งที่นั่งให้พวกเขาเหล่านั้นอย่างปฏิเสธไม่ได้

เด็กผู้ชายคนหนึ่งในก๊วน
ถามพนักงานร้านน้ำปั่นว่า "พี่มีแคนตาลูปป้ะ?"
พอได้รับคำตอบว่ามีผลไม้ปั่นอย่างที่ต้องการ
ท่านกลับสั่งว่า "เอาแครอทปั่นใส่โอวัลตินด้วย"
พนักงานถามกลับ "มันกินได้เหรอพี่?"
"กินได้สิน้องเอามาเลย เคยกินแล้ว"
ใจเกือบสำรอกหอยทอดออกมากอง แหวะ....แครอทปั่นใส่โอวัลติน
คิดได้ยังไงเนี่ย......

พอๆ กับฝรั่งที่สั่งน้ำผลไม้คั้นหน้าออฟฟิศ
ร้านน้ำผลไม้คั้นต่างจากน้ำผลไม้ปั่นก็ตรงที่
เอาแต่น้ำ เนื้อถูกกรองและถูกทิ้งไว้ดูต่างหน้า
ผิดตำราที่ใครเขาว่า กินกากเยอะๆ ช่วยให้ท้องระบายดี
แต่วิธีนี้เค้าก็ว่ามันดีของมันในตัวอ่ะ..งงๆ เหมือนกัน

กลับมาที่ฝรั่งคนนี้ต่อ....
เธอสั่งน้ำบีทรูทคั้น ใส่สับปะรด และก็ปนด้วยแครอท
ขอโทษ....แค่ลำพังสามอย่างนี่ก็จะไม่ไหวแระ
เธอบอกว่าใส่ว่านหางจรเข้เข้าด้วย
โอว้..จอห์น...นึกภาพไม่ออกว่ามันจะออกมาเหนียวหนืด
ฝืดคอ ฝาดลิ้น เปรี้ยวคอ ขนาดไหนน้อออออ

 

 

2007/1/7

ใจไปมาแล้ว...พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง


 











แม้จะขับรถผ่าน หรือนั่งรถผ่านพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทยมานานหลายปี แต่ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่จะมีโอกาสแวบเข้าข้างทางเพื่อไป เยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวเลยสักหน ทำให้จนถึงหลายวันก่อนหน้านี้ ใจก็ไม่สามารถตอบคนอื่นๆ ที่ถามว่า "เคยไปพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาหรือยัง?" ได้อย่างเต็มปากเต็มคำมากนัก

จนกระทั่ง....ตอนนี้....ใจสามารถยิ้มและตอบได้อย่างภูมิใจได้แล้วว่า "ใจไปมาแล้ว.....พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งเนี่ย" เพราะได้ฤกษ์งามยามดี หาที่เที่ยวไม่ได้ เลยไปลงเอยที่ตรงนี้แหละ....แหะแหะ ไอเอ๋มันบอกว่า เจ้ไปมาสุดโลก แต่เพิ่งจะเคยไปพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งเนี่ยนะ...ก็ทำไมอ่ะ คนมันไม่เคยไปอ่ะ คงพอๆ กับคนจีนไม่เคยเห็นหมีแพนด้า หรือว่าคนเชียงใหม่ไม่ได้ไปงานพืชสวนโลกนั่นแหละน่าาาา

ลงจากสะพานพระราม 8 ตรงดิ่งไปทางนครปฐม เลยทางแยกเข้าวัดไร่ขิงหรือทางแยกไปโรงเรียนนายร้อยสามพรานไปอีกพักใหญ่ๆ หรือ บริเวณ กม. 31 ถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า – นครชัยศรี) จะเจอป้ายบอกทางด้านขวามือตัวไม่ใหญ่ชี้บอกทางว่า "พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย" คนขับต้องเตรียมชิดขวาเพื่อรอกลับรถไปอีกฝั่งหนึ่งนั้นเอาไว้

เรียบซ้ายมือหลังจากกลับรถแล้วไม่นานนัก ก็จะเจอทางเข้า เลี้ยวเข้าไปจอดได้เลย ที่ทางของลานจอดรถอยู่ด้านหน้ากว้างขวางพอสมควร .....



จอดรถเสร็จแล้ว เดินไปด้านหน้าของตัวตึกเก่าๆ มองไม่ถนัดตาหรือว่ามองผ่านๆ อาจจะนึกว่าเป็นอาคารเรียนตั้งตระหง่านเอาไว้....ที่นี่เป็นที่ขายตั๋วเข้าชมหุ่นขี้ผึ้งที่ว่า...สนนราคาผู้ใหญ่คนไทยราคา 50 บาท เด็ก 10 บาท นักเรียนในเครื่องแบบ 20 บาท และชาวต่างชาติเสียแพงกว่าที่ 200 บาทต่อคน

ยื่นบัตรให้กับพนักงานที่ยืนรอด้านหน้าอาคาร ก็เริ่มเดินดูหุ่นขี้ผึ้งกันได้เลย....เส้นทางบังคับให้อยู่ชั้นหนึ่งก่อน วนออกมาที่เดิมและขึ้นไปชั้นสอง วนรอบๆ และก็ลงมาชั้นหนึ่ง...ถือเป็นการสิ้นสุดการทัวร์ตึกหุ่นขี้ผึ้งทั้งหมด

ด้านในมีอะไรบ้าง??? เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจของคนที่ไม่เคยไปพิพิธภัณฑ์แห่งนี้สักหนในทันที ....ห้องแรกเป็นห้องรับ แขก ...ขอเรียกยังงั้นได้ม้ะ ก็เหมือนมีพนักงานนั่งเฝ้าด้านหน้า คอยจดบันทึกรายชื่อคนเข้ามาเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์ยังไงยังงั้น



   มีคนบอกว่า....หุ่นขี้ผึ้งมักทำให้ขนลุก เห็นแล้วต้องนึกย้อนไปถึงละครดังช่องเจ็ด (รึป่าว?) เรื่องแค้นฝังหุ่น....(รึป่าว...อีกที??) แล้วอดกลัวไมได้ คล้าย ๆ กับว่าหุ่นที่เห็นเป็นสิ่งมีชีวิต กลางวันทำงานทำหน้าที่ของตนเองไป แต่กลางคืนเลิกทำหน้าที่ยืนยิ่ง กลายเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้นมาซะยังงั้น....พูดแล้วชวนขนหัวลุกเนอะ

แต่หุ่นขี้ผึ้งก็ยังเป็นเพียงหุ่นขี้ผึ้งอยู่ดี ต่อให้ปั้นให้เหมือนจริงสักแค่ไหน....เขาเหล่านั้นก็ยังยืนนิ่งหรือนั่งนิ่งตามอิริยาบทที่คนปั้นได้ออกแบบเอาไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม .... อาจจะมีเพิ่มเติมที่ บทบาทของหุ่นขี้ผึ้ง พึงขลังหรือสร้างความรู้สึกสมจริงได้ดีกว่ารูปภาพ และเป็นที่น่าชื่นชมหรือเคารพตามบทบาทที่แท้ในชีวิตจริงของเจ้าของหุ่นปั้นนั้นๆ นั่นเอง....


ที่พูดเช่นนี้ ไม่ใช่กระไรเลย เพียงแต่จะทำให้ใครหลายคนรู้สึกอินไปกับใจด้วย...เพราะห้องแรกที่จัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งยังไม่ได้บิวท์อารมณ์อินไปกับหุ่นปั้นเหมือนจริงให้กับคนชมสักเท่าไรนัก....แต่ห้องที่สองนี่สิ....ยิ่งทวีความรุนแรงในห้วงแห่งอารมณ์ของการเข้าชมหุ่นปั้นด้วยวัสดุขี้ผึ้งให้เพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว



ห้องที่สองของพิพิธภัณฑ์เป็นห้องที่เขาจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งอริยสงฆ์ มีรูปปั้นขี้ผึ้งของสงฆ์ที่ชื่อดังของไทยหลายรูปด้วยกัน ทั้ง หลวงปู่ชา สุภัทโภ วัดหนองป่าพง จ. อุบลราชธานี และหลวงปู่อีกหลายรูปด้วยกัน.....

แสงไฟสีเหลืองอ่อนๆ ที่ส่องลอดออกมาจากดวงไฟกลมเล็ก ส่องเข้าตรงกลางของรูปปั้นช่างเหมือนกับตั้งใจให้ตัดกับความมืดรอบด้านของห้องจัดแสดง ยิ่งบวกกับความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่อาคารแห่งนี้ปรับให้พอเหมาะกับการรักษาสภาพของหุ่นปั้นด้วยขี้ผึ้ง ทำให้เวลานี้คนเข้าเยี่ยมหลายคนถึงกับต้องยืนนิ่งเงียบเฝ้าดูหุ่นปั่นที่อยู่ตรงหน้า

มันช่างเหมาะเจาะกันยิ่งนัก...ทั้งแสงไฟ รูปปั้น และความเย็น...คงเหลือแต่กลิ่นล่ะมั้ง ... หากจุดธูปให้เข้ากับบรรยากาศ ใจว่าใจจะรู้สึกเย็นยะเยือกไปยิ่งกว่านี้อีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียวแหละ แหะแหะ....

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ยังจัดแสดงหุ่นปั้นอีกหลายแบบเอาไว้ด้านในตัวอาคาร ทั้ง ชุดบูรพมหากษัตริย์ไทย หุ่นปั้นครูเพลงที่สำคัญหลายท่าน คนดัง ๆ ระดับโลก อาทิ นายกรัฐมนตรีเชอร์ชิลของอังกฤษ ,มหาตมคานธี แห่งอินเดีย และประธานาธิบดีลินคอร์น แห่งสหรัฐอเมริกา มุมจัดแสดงการละเล่นแบบไทยๆ ตัวแสดงในเรื่อง พระอภัยมณี และปิดท้ายด้วยห้องจัดแสดงเกี่ยวกับการเลิกทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 ขณะที่แต่ละห้องมักขั้นด้วยหุ่นปั้นที่กำลังอยู่ในอิริยาบทสารพัดแบบ ทั้งเล่นหมากรุก
นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ นั่งอ่านหนังสือ หรือแม้แต่นั่งหลับอ้าปาก.....




ยังไม่จบเท่านั้นสิ.....ที่หน้าทางออก....มีหุ่นปั้นสามตัวนั่งอยู่บนเก้าอี้...ทีแรกก็นึกว่ามีแม่ ย่า และหลานนั่งอยู่ที่นั่น หันไปดูดีๆ ....นี่มันหุ่นขี้ผึ้งนี่หว่า ปั้นได้เหมือนอะไรเช่นนนี้.... ผมเป็นผม ตาเป็นตา มือเป็นมือ ริ้วรอยบนใบหน้ายังไม่เว้น....ใครไม่เคยเห็น ไม่เคยได้รู้ว่าหุ่นปั้นด้วยขี้ผึ้งเป็นอย่างไร แวะไปดูสักทีสิ ขับรถไปไม่ไกล เสียค่าเข้าก็ไม่เท่าไรนี่เนอะ ....ใจอ่ะ ไปมาแล้วนะ.... พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทยเนี่ย .... (^0^)

 

ปล. ข้อมูลสังเขปเก็บเอามาฝาก

  • พิพิธภัณฑ์ฯ เปิดบริการทุกวันไม่เว้นวันหยุด (จันทร์-ศุกร์ เปิดตั้งแต่เวลา 09.00-17.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดเวลา 08.30-18.00 น.)
  • อัตราค่าเข้าชม คนไทย 50 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างประเทศ 200 บาท

2006/12/15

หัวหิน...



เพิ่งกลับมาถึงห้องตอนสี่โมงกว่าๆ
หลังจากที่หนีไปนอนอินกับสีฟ้าของฟ้าและน้ำทะเลที่หัวหิน
ก่อนไปใจนั่งคิดในใจว่า..ทำไมหัวหินต้องเป็นถิ่นมีหอย?
แล้วทำไมฝรั่งต้องนั่งคอยให้หอยติดหินด้วยนะ...ไม่เข้าใจอ่ะ?
แต่ช่างมันเหอะ...คิดไปก็ดูเหมือนจะปวดหัวมากไปแฮะ

ที่พักสวยงามมากมาย.....
ไปถึงมีเวลาพักหายใจก่อนสองสามชั่วโมง
ก่อนที่จะเริ่มทำงานกันจนถึงเย็นย่ำ
ใจไม่ปล่อยให้เวลาที่มีค่าหลุดมือไปได้
เลยไปหอบเอาผ้าขนหนูมาปูที่นอนข้างสระ
เอา iPod เสียบหูแล้วก็นอนหลับไป...ซะงั้น
ตื่นมาอีกทีตาปูด..มีคนแซวว่าไปนอนมาชัวร์ป๊าบ
ดูหน้า ดูตาก็รู้ทันที...555
 
หัวหินหนนี้ใช้เวลาในการเดินทางไม่นานนัก
เรียกได้ว่าเป็นการเดินทางที่ใช้เวลาสั้นที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ทำไมน่ะเหรอ?...ก็เพราะมีคุณตำรวจช่วยนำไปตลอดทาง
ดูหน้าขบวนหนึ่งคัน ตามหลังอีกหนึ่งคัน
กวักรถให้เข้าซ้าย เข้าขวาตลอดทาง...
ทำให้เราไปถึงที่หมาย ทั้งขาไปและขากลับอย่างปลอดภัย
แถมใช้เวลาได้แบบว่า...น่าใจหายอีกต่างหาก

ทะเลหัวหินไม่สวยอย่างที่คิดหรอก
และใครๆ หลายคนก็ดูเหมือนจะรู้ดี
บางทีสระน้ำข้างทะเลของที่พักสียังฟ้าและงามกว่าด้วยซ้ำไป
แต่มันก็ยังดีที่ได้ไปเห็นน้ำทะเล...กว้างๆ
เห็นที่พักสวยๆ ...ช่วยให้ใจเย็นลงได้อีกเยอะเลย

หัวหินเลยกลายเป็นสถานที่พักผ่อน
ที่ช่วยชดเชยให้ใจได้สบายใจขึ้น
กลับมาวันนี้ก็ขอนอนพักอีกหนึ่งคืน
พรุ่งนี้ตื่นมาก็จะเริ่มปั่นงานที่คั่งค้าง
และไม่ได้พักยาวไปจนถึงอาทิตย์หน้า
ค่อยว่ากันอีกทีช่วงปิดเทศกาลสิ้นปีละกันนะ

2006/11/12

คนไม่สบาย..แต่อยากไปทะเล

 

 

 

 

นอนน้ำลายยืดอยู่จนถึงบ่าย
เพราะอาการไข้ที่กลับมาอีกหน
จนนึกไม่ออกว่าไม่สบายมากี่วันแล้ว ??
นึกว่าจะหาย...แต่ดันกลับซ้ำอีกหน...
คนไม่สบาย ....เลยนอนไม่สบายอยู่ในห้องคนเดียว
บ่ายสอง...มีเสียงสวรรค์เข้ามา...
ไปทะเลกันม้ะ...อยากไปไม่ใช่เหรอ...
ขอบคุณพระเจ้า....ที่ยังเห็นใจคนไม่สบายอย่างเรา
คว้าเสื้อผ้ามาใส่ หยิบกล้องใส่กระเป๋า
วิ่งออกไปจากบ้านทันที ....ดีนะไม่เป็นลมตรงกลางทาง
คนใจดี พาขึ้นถนนยกสูงจนเกือบเหมือนวิ่งอยู่บนฟ้า....
ผ่านบางนา มุ่งหน้าพัทยา ... หาดจอมเทียม
เวลาแค่นี้ คงมีสิทธิ์ได้แค่พัทยา...ก็ยังดี...
เดินเล่นบนหาด ซื้อไส้กรอกอีสานกิน
แล้วก็ได้สิทธิ์นั่งรอดูพระอาทิตย์ตกทะเล...
เย็นย่ำก็ไปนั่งกินอาหารทะเลที่ร้านประจำที่แหลมฉบัง
กลับบ้านมืดค่ำ....เผลอหลับตอนกลับไปหลายงีบ
กลับถึงห้อง....พบร่องรอยของอาการไม่สบาย...มันยิ่งกว่าเดิม...
สมน้ำหน้าตัวเอง...ไม่เจียมสังขาร
ไม่สบาย....ดันอยากไปทะเล....
เป็นไงละ....เสียงหายไปเลย...

2006/11/10

ระลึกชาติกับน้ำตกเอราวัณ




 
เหตุมันเริ่มจากตรงที่...
พี่เขยกับพี่สาวดันตกลงกันไม่ได้ว่าจะไปเที่ยวกันที่ไหนในเช้าวันนี้
วันที่พี่สาวเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อมาประชุมเกี่ยวกับการส่งผลงานเอาซี...
ไม่ใช่โน้ตดนตรี เป็นตำแหน่งซีของข้าราชการตะหากเล่า
งานนี้มีเขยพ่วงท้ายมาด้วย สงสัยทนคิดถึงไม่ไหว 
หลังจากเสร็จสิ้นธุระเขาทั้งสองก็ถือโอกาสว่าจะไปทะเล
ก่อนที่พี่สาวจะไปต่างประเทศยาวครึ่งปี...
ใจเห็นพี่สาวกับพี่เขยล้งเล้งล้งเล้งกันตั้งแต่เมื่อคืนวาน
นั่งหน้าคอมฯ เอะอะโวยวายกันได้หลายพักก็ยังเลือกไม่ได้ว่าจะไปไหน
ใจนั่งมองพี่สาวบอกระยอง พี่เขยบอกหัวหิน
พี่สาวบอกเพชรบุรี พี่เขยบอกพัทยา ....สลับไปมาอีกหลายทะเล
สุดท้ายก็เลยตกลงว่าจะไปตายเอาดาบหน้า....
ไปที่ไหนสักแห่ง ....ขับรถมันไปเรื่อยๆ เมื่อยก็ค่อยแวะพัก....ซะยังงั้น
พอได้ยินยังงั้น....ใจก็สนับสนุนไอเดียทันที
เถียงกันไปมามากกว่านี้...ใจมีหวังคิดได้แล้วล่ะว่า...
.....ตูไม่น่าจะเหมาะกับการแต่งงาน...
แล้วใจก็ได้ทีเล่าให้ทั้งสองสามีภรรยาคู่นั้นฟังว่า...
กาลครั้งหนึ่ง....เมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว...ความจำดีมาก...
5 สหายโดยมีไอม่วย ไอเจ๋อ ไออุ้ม เบียร์ชิชิและไอเผือก (จำได้ป้ะว่ามันเป็นชื่อของใจ)
แบกเป้ขึ้นรถจากบ้านเบียร์ที่ราชบุรี
มุ่งหน้าไปกาญจนบุรี มีบ้านไออุ้มเป็นเป้าหมาย
ตอนแรกใจจำได้ว่าเป็นรถไฟ ไปถามไอม่วยอีกที มันบอกว่านั่งรถหกล้อสีขาวฟ้า
นั่งกันละฝั่ง นั่งยาวนาน ผ่านบ้านโป่ง เมืองโอ่ง อะไรต่อมิอะไร ไปลงที่บขส.
ไปถึงที่นั่นมันก็ตกบ่าย รถเข้าบ้านไออุ้มที่อยู่ติดชายแดนดันหายเกลี้ยง
ไม่มีให้สหายทั้งห้าได้ใช้เป็นพาหนะนั่งไปเที่ยวบ้านมัน....
หันซ้าย หันขวา ทะเลาะกันอยู่สักพัก เลยเลี้ยวซ้ายเข้า ททท.ของกาญจนบุรี...ที่อยู่ติดกัน
เด็กนักศึกษาหน้าตาไม่ดูดีเท่าไร เพราะไม่รู้จะไปทางไหนดี
แจ้งความประสงค์พนักงานว่า...เวลาป่านนี้แล้ว เราจะยังไปเที่ยวที่ไหนได้บ้าง
นอกจากบ้านไออุ้มที่มันไม่มีรถจะไป.....
พนักงานแจ้งกลับมา มีให้เลือกหลายที่ จะไปทางไหนแล้วแต่พี่ๆ จะต้องการ...
เหอะเหอะ...ยืนเลือกกันตั้งนาน...พวกลาวทั้งหมดก็ตัดสินใจไปน้ำตกเอราวัณ...
ก่อนออกจากที่นั่นไป..พนักงานขอร้องให้เซ็นต์ว่ามาใช้บริการ
สงสัยเอาไว้ทำผลงาน อย่างน้อยก็มีคนมาใช้บริการขอข้อมูลเค้าเหมือนกัน
มันตั้งนานแล้วเนอะ หากว่าไปขอดูลายมือตัวเองอีกที ...จะมีไหมนะ??...
ช่างมันเหอะ กลับมาต่อกันที่แผนการณ์ไปน้ำตกกันดีกว่า
นี่มันตั้งบ่ายแก่แล้วแหละ แต่ว่ายังมีรถไปที่นั่นนะ พนักงานรถเมล์คนนึงบอก
พวกเราขึ้นรถเมล์คันกระจึ๋ง ที่มีคนเริ่มทยอยขึ้นไปนั่งกันอยู่บ้าง
ว่าแล้ว...ก็จับจองนั่งเบาะหลัง...เหมานั่งอัดกันนั่นแหละ 5 คน
หลับมั่ง เมาท์มั่ง ไปถึงที่นั่นก็เริ่มมืด.....
ไม่รู้จะนอนที่ไหน บ้านพักป่าไม้ ก็ไม่มีให้นอน เค้าต้องจองล่วงหน้าจากกทม.
ถามร้านค้าแถวนั้น บอกว่ามีให้เช่าเต้นท์
เต้นท์ก็เต้นท์....มีที่นอนดีกว่าไม่มีที่นอน....ไม่น่างงนะ ตามตัว
ได้เต้นท์มาสองหลัง หลังละ 20 บาท แถมหมาอีกหนึ่งตัว
ไอหมาตัวนั้นมันมาตอนไหนไม่ทราบ แต่มันตามพวกเราต้อยๆ
ตอนแรกนึกว่ามันจะตามเพราะใจน่ารัก...
แต่ตอนหลัง เพิ่งมาสังเกตมันตามคนมาเที่ยวที่นี่หมดแหละ
พอดีวันนั้นมีแต่พวกเรา...สองเต้นท์...มันเลยไม่มีตัวเลือก....
แต่มันเลือกตามไออุ้มมากว่าใคร...จำได้ว่าไออุ้มถ่ายรูปคู่มันด้วยหรือเปล่านะ??
กลางเต้นท์ที่ลานกิจกรรมใกล้น้ำ ไอเจ๋อนอนกับเบียร์
ไอม่วย ไอเผือก ไออุ้มนอนด้วยกัน...
คืนนี้มันหนาว........แม้ดาวจะเยอะ....ไม่เกี่ยวกันนี่หว่า..555
ก็ทะเล่อทะล่าไปเอง ไม่เตรียมอะไรไป เลยนอนหนาวเป็นไก่แช่แข็ง..เกือบตาย
ตกดึกก็เห็นคนแบกกวางเดินออกมาจากป่าข้างๆ...เดินผ่านเต้นท์เป็นเงาๆ
ข้างนอกมีหมานอนเฝ้ากองไฟที่ไอเบียร์กับไอเจ๋อก่อเอาไว้...ทั้งคืน...
ตื่นเช้า พวกเรามุ่งหน้าขึ้นน้ำตก...
ไปมันทุกชั้น ชั้นหนึ่งถึงชั้นเจ็ด...มีหมาตัวนั้นเป็นไกด์.....
มันไต่ไปทางไหน เราไปทางนั้น...บางทีมันมีทางหมารอด...ใจไปไม่รอด รูมันเล็กไป...
กว่าจะกลับลงมาอีกที ก็เปียกกันได้ที่ทุกคน....
เล่ามาถึงตอนนี้....พี่สาวก็หัวเราะ...พี่เขยก็หัวเราะ...
ไม่รู้หัวเราะอะไรเหมือนกัน ...ใจก็สงสัย..น่าเสียไม่ได้ถาม...
หรือว่าเค้าขำที่พวกเรามันบ้า หรือว่า สามีภรรยาคู่นั้นบ้าก็ไม่รู้...เนอะ...

 
 
หมายเหตุจดหมายใจ...ขออภัยทุกท่านที่เอารูปหน้าตาน่าเกลียดมาลงใน blog ชั้นยอมรับหน้าตาชั้นได้
แกยอมรับหน้าตาแกในอดีตได้ป่าวนั่น...555

2006/10/21

ดรีมเวิร์ล...อีกแระ

 

เดือนที่แล้วก็ไป
เดือนนี้ก็ไป
มีอะไรที่ดรีมเวิร์ล???
ไม่มีอะไร...แค่...ติดใจ ...
ไวกิ้ง...ก้นไม่เคยนิ่งเมื่อนั่ง
รถไฟเหาะ...นั่งอีกรอบก็ยังไหว
เฮอริเคน....หัวใจทำงานหนักกับมันทุกที
แมงมุมหมุนติ้ว...หมดสภาพทันทีที่ลงมา
รถไฟตะลุยอวกาศ...มันมืดมาก...น้ำลายหกเพราะเอาแต่วี๊ด
รถบั๊ม...ตัวปลิวเพราะไอม่วยกะไอแอนเอาแต่ไล่ชน
และอื่นๆ อีกมากมาย
วันนี้เลยลากกันไปสามคน
ม่วย แอน และใจ ...รวมกันเกือบร้อยปี
แวะกินเอ็มเคก่อนไป
ถึงนั่นก็ไล่เล่นกันทีละอย่าง
ดูนาฬิกาอีกทีก็ปาไปที่เกือบทุ่ม
ออกจากนั่นถึงบ้านเกือบสองทุ่ม
ตัวดำ ปวดขา เจ็บคอ ... หมดสภาพกันทั้งบาง....
วางแผนกันว่าพรุ่งนี้จะไปทำบุญแทนการไปดรีมเวิร์ลอีกรอบ
ไว้เก็บภาพสาวสวยมาฝากกันอีก....
รู้สึกดี...หากไม่โสดคงไม่ได้เป็นแบบนี้...โฮะโฮะ

 

 

2006/1/23

ตัวก็ดำ ผื่นก็ขึ้น ...

                                        

ยิ้มแฉ่ง ศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ที่ผ่านมาถือว่าเป็นการเดินทางไปท่องเที่ยวที่ไกลที่สุดอีกครั้ง...ไม่นับรวมไปต่างประเทศนะ เอาเฉพาะเดินทางในเมืองไทยเนาะ

เกาะเต่า เกาะนางยวน คือเป้าหมายของคนกรุ๊ปนึง..เรามุ่งหน้าออกจากสนามบินดอนเมืองในยามเช้าตรู่ของวันศุกร์ งานนี้มีตื่นกันตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นกันอีกครั้ง..ตีห้าสี่สิบ คือเวลานัดหมาย และขึ้นเครื่องตอนหกโมงครึ่งประมาณนั้น


บางกอกแอร์เวยส์พามาถึงเกาะสมุยในช่วงสาย มุ่งหน้าไปยังร้านอาหารและต่อด้วยการไปขึ้นเรือ Seatran Link เรือลำยักษ์ 3 ชั้นที่พาพวกเราไปที่เกาะเต่าในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน

ตอนแรกนึกว่าจะเมาเรือซะอีก แต่ว่าไปๆ มาๆ ก็นั่งหลับที่ดาดฟ้าเรือได้อย่างสบายๆ มีหูฟังเสียบหูกลบเสียงเครื่องยนต์เรือได้ดียิ่งนัก
 

ต้องยอมรับว่าทะเลแถบนี้สวยจริงๆ คือเพราะว่าไม่เคยได้ไปเกาะไหนไกลๆ ยังงี้ไง นอกจากตอนที่ไปภูเก็ตแล้วมีโอกาสแวะไปพังงา ไปเขาตะปู เกาะห้อง แล้วพายเรือคะยักเข้าไปในถ้ำที่มืดตื๊ดตื๋อ ไรพวกนั้น ก็ว่าสวยแล้วนะ  แต่นี่สวยกว่า
 
วันที่สองของการเดินทาง หลังจากที่ขนบรรดานักท่องเที่ยวอย่างพวกเราขึ้นเรือได้ กัปตันเรือก็พามุ่งหน้าไปดำน้ำดูปะการัง ทั้งอ่าวฉลาม และอ่าวหินวง
 
 ตอนแรกก็ไม่ยอมลงหรอก เพราะว่ามันดูจะหนาว ๆ เสียวๆ ฉลามชอบกล เค้าว่ามีฉลามตัวเล็กๆ อยู่ด้วย ที่สำคัญสุด...คือว่ายน้ำไม่เป็นซะด้วยจิ แม้จะมีชูชีพแล้วแต่ก็ยังเสียวๆ  เลยได้แต่แอบถ่ายรูปชาวบ้านชาวช่องอยู่บนเรือ งานนี้หลายคนเลยโดนแอบถ่ายท่าแปลกๆ ไปซะยังงั้น

 อ่าวแรกผ่านไป ใครๆ ก็บ่นว่าน้ำเย็น หนาวกันเป็นทิวแถว...อ่าวที่สอง ใจเลยอดใจไม่ไหว ขอเปลี่ยนเครื่องกายสักครู่ แล้วก็ลงไปดำผุดดำว่ายกับเค้า ..แต่บอกตรงๆ จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้ว่าตัวเองเห็นอะไรบ้าง จำไม่ได้เลยสักตัว เพราะว่ามันว่ายน้ำไม่เป็น ไกด์ที่พาไป เป็นคนลากเราไปถึงกลางน้ำอ่ะ ก็คงจะเบื่อเราน่าดูชม 555

ก็เอาแต่วี๊ดๆๆ กลัวจมน้ำ ทั้ง ๆ ที่มีชูชีพ พอเค้าให้ใส่หน้ากากดำน้ำ ก็ดันใส่ไม่ได้ ใส่ได้ก็กัดไม่แน่น ...ทำให้หายใจทางปากในน้ำได้ไม่นาน น้ำก็เข้าปากไปหลายอึก มารู้ทีหลัง เพราะพี่ที่ดัดฟันด้วยกันอีกคน มาทักว่า ...ใจลงน้ำได้ยังไง กัดสน็อกเกิ้ลได้เหรอ ฟันมาแรงหรือยังไง?? นั่นสินะ เพิ่งจะรู้ตัวก็ตอนนั้นแหละ

ดัดฟันนี่เอง....ฟันมันเลยไม่มีแรง ที่จะกัดสน็อกเกิ้ลให้นิ่ง ๆ หรือแน่น ๆ ได้ งานนั้นเลยหนาวฟรี แถมไม่พอขึ้นมา มายืนผึ่งลม ผึ่งแดดบนเรือให้เรือกับกางเกงให้แห้ง กลับขึ้นฝั่งมา ตัวเลยดำปี๊ดเลย...คองี้ไหม้เลย..ขอย้ำค่ะว่าไหม้ ไม่ใช่ดำ สีขาวกับดำ..ระหว่างคอที่ไม่มีอะไรปิด กับคอส่วนที่มีเสื้อปิดเอาไว้ช่างยังกับสีของหยินหยางเสียนี่กระไร ...แล้วเมื่อไรจะหายยังไม่ทราบเหมือนกัน

ทริปนี้ยังรวมไปด้วยความทรมานอย่างที่สอง นอกเหนือจากผิวจะปวดแสบปวดร้อนเพราะอาการไหม้แล้ว... ก็คืนวันที่ไปดำน้ำนั่นแหละมีงานเลี้ยงกัน งานนี้ใจเป็นคนไม่ดีรอบสอง เพราะมันอดรนทนไม่ไหว 555 ดันกินสปายไปสองกระป๋อง แค่นั้นแหละ เช้ามาผื่นขึ้นเต็มตัว...

 ว่าแล้ว งานนี้คงไม่รอด มันมึนๆ ตั้งแต่ตอนเมื่อกลางคืน ตกดึกผื่นก็ขึ้นให้คันเต็มตัว แขนงี้บวมเป่ง แดงเป็นปื้น วันที่เขียน Blog ตัวก็ยังแดงอยู่เลย ..นี่มีงานแถลงข่าวช่วงบ่าย ทั้งดำ ทั้งแดงออกไปยังงี้ คงแปลกดีพิลึก

 แม้จะแปลก จะทรมานแค่ไหน แต่งานนี้ก็สนุกสนาน ชื่นบานดี มีเพื่อนใหม่เกิดขึ้น มีเพื่อนเก่าที่รู้จักกันแน่นแฟ้นขึ้น เพียงแต่ว่า...บทเรียนบางอย่างที่มันไม่ค่อยจะดี ก็แค่เก็บเอามาไว้เป็นแนวทางที่จะใช้กับการเดินทางครั้งหน้าเท่านั้นเอง ครั้งนี้มันผ่านไปแล้วนี่...ครั้งหน้าค่อยว่ากันเนาะ

ปล.เกาะนางยวนสวยจริงๆ คนก็สวย ทะเลก็สวย โอ้ยยย อยากกลับไปอีกจริงๆ