Namkhang さんのプロフィールที่ว่างของใจ フォトブログリストその他 ツール ヘルプ

ブログ


2008/09/20

Seal Rocks


 
Seals-Rock


ดาวอาศัยของแมวน้ำ 

พะอืดพะอมอยู่นานกับการนั่งเรือออกทะเล เพื่อมั่งหน้าไปยังถิ่นที่อยู่ของแมวน้ำซึ่งอยู่ห่างจากเกาะ Phillips Island ราวๆ 30 นาที จนเมื่อไปถึงใจก็อวกพอดิบพอดี วันนั้นเลยยืนมองแมวน้ำนับหมื่นตัวด้วยหน้าตาซีดเซียว

1

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของใจที่มีสิทธิ์ได้ยลโฉมบ้านของแมวน้ำนับล้านตัว และเมื่อได้เห็นกับตามันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่มนุษย์อย่างเราๆ เดินทางออกไปโลกเพื่อเยี่ยมเยือนดาวอาศัยของแมวน้ำ

2

ดาวของแม่น้ำที่ใจได้เดินทางไปเยือน เป็นสถานที่ที่คล้ายคลึงกับเกาะหินขนาดยักษ์ที่เรียกว่า "Seal Rocks" ซึ่งที่นั่นเป็นที่อยู่อาศัยของแมวน้ำ Fur Seal ไม่รู้สักกี่หมื่นตัว เรียกว่าพลเมืองของทั้งเกาะเป็นแมวน้ำทั้งหมด

หากใครมีโอกาสไปเที่ยวเมลเบิร์น ใจอยากแนะนำให้หาโอกาสไปที่เกาะ Phillips Island ทำการซื้อทัวร์ชมแมวน้ำกับ Wildlife Coast Cruises พ่วงด้วยการดูเพนกวินขนาดเล็กที่สุดในโลกซึ่งมักจะมาพร้อมกันเสมอเมื่อไปที่เกาะแห่งนี้

3

เรือจะแล่นไป 30 กลับ 30 และที่เหลือเป็นเวลาของการชมและเพลิดเพลินกับการแอบมองแมวน้ำ

Wildlife Coast Cruises จะเริ่มรับลูกเรือและผู้โดยสารทุกคนจากท่า Cowes บนเกาะ โดยเปิดบริการในวันที่แตกต่าง แล้วแต่ฤดูกาล สนใจต้องเข้าไปดูรายละเอียดในเว็บไซต์ก่อน

 
 

 
4

วันที่ใจและเพื่อนร่วมทริปไปดูแมวน้ำ เป็นวันที่เราออกเดินทางจากตัวเมืองของเมลเบิร์น แวะเก็บรายละเอียดการท่องเที่ยวตามทางมาเรื่อยๆ

อาการอดนอน บวกกับเพลียกับการเที่ยวติดๆ กันหลายวัน ทำให้ใจถึงกับอ้วกบนเรือ หลังจากที่แสดงอาการเวียนหัว น้ำลายเริ่มออกมาเต็มปาก ไม่สามารถบังคับการนั่งหรือยืนของตัวเองได้

5

จนพนักงานที่ดู​แลทัวร์ลูกเรือเห็นท่า​ไม่​ดี​ ​รีบวิ่งไปเอาถุงพลาสติกมา​ให้ แต่หา​ใช่​ถุงพลาสติกแบบที่​ใส่​ของแบบธรรมดาอย่างบ้านเรา​ กลับเป็น​ถุงอย่างดีที่ออกแบบมา​ให้​ใส่​ "อา​เจียน" ​โดย​เฉพาะ
 
เขา​สอนวิธีการ​ "อา​เจียน" ​พอเสร็จสิ้นก็​ให้​หมุนปากถุงปิดล็อก​แล้ว​เอา​ไปทิ้ง​ใน​ที่ที่มันควร​จะ​อยู่​ เรือ​จะ​ได้​ไม่​เปื้อน​ ​และ​คน​อื่น​จะ​ได้​ไม่​อา​เจียนตาม

7


9

ใจรู้สึกพะอืดพะอม​อยู่​หลายรอบ​ ​แต่สุดท้ายก็มาลงเอย​อยู่​ที่การเอานิ้วชี้ล้วง​เข้า​ไป​ใน​คอ​ในห้องน้ำ แล้ว​ก็อา​เจียนออกมา​เป็น​กลิ่นช็อกโกแลต นั่น​เป็น​เพราะ​ก่อนหน้า​ไม่​กี่นาที​ ​พวกเรากินไอศครีม​กัน​คนละ​แท่ง​ และ​ใจก็​เลือกไอศครีมรสช็อกโกแลตเสีย​ด้วย​


การอา​เจียนครั้งนี้​เป็น​หนแรก​ใน​รอบหลายปี​ จำได้ว่าหนสุดท้ายที่อ้วกเป็นเพราะทะลึ่งไปกินแตงโม แล้วอ้วกเฉยเลย ตั้งแต่นั้น ก็ไม่อยากจะกินแตงโมอีกเลย... เพราะกลัวจะอ้วก
 
แม้จะหน้าตาซีดเซียว และอ้วกแตกไปแล้ว แต่ใจก็ยังยืนมองแมวน้ำจากตัวเรือที่หยุดนิ่งอยู่ในจุดที่จะไม่สร้างความรบกวนให้กับเหล่าแมวน้ำ บางก็เห็นเราแต่ไกล เลยดำผุดดำว่ายอยู่ใกล้ๆ เรือ ที่เหลือก็นอนอาบแดด ร้องหวยหวนอยู่บนโขดหิน บางก็นอนหลับ.... ช่างมีความสุขแท้
 
วันนี้​เลยกลายเป็นว่า ใจดู​แมวน้ำ​ไป​ ​ถ่ายรูปแมวน้ำ​ไป​ สลับ​กับ​การอา​เจียนเสียอย่าง​นั้น​ ​เป็น​ประสบการณ์ที่​แปลก​ใหม่​ดี​ไม่​น้อย

15

ดูแมวน้ำจนได้เ วลา เรือก็แล่นมาส่งทุกคนที่ท่าเรือเดิม ก่อนพวกเราจะแวะไปเติมพลัง และขับรถไปส่องดูเพนกวินพันธุ์จิ๋วที่ว่าในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า.... ไว้มาเล่าเรื่องเพนกวินต่อวันหลัง

อ้อ...อ่านแล้วอย่าอ้วกตามนะ เห็นภาพเลยใช่ไหมละ??

8
10

 ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแมวน้ำ

Wildlife Coast Cruises
PO Box 65 Cowes VIC 3922
Tel: 1300 763 739 Fax: 03 5952 5583
www.wildlifecoastcruises.com.au

 

             -----------------------

sunny

 Sunny-Ridge


   Sunny Ridge  กับ สตอบอรี่ลูกยักษ์


ใจไม่ชอบกินผลิตภัณฑ์สตอบอรี่แปรรูป ทั้งนมรสสตอบอรี่ ป้อกกี้สตอบอรี่ โยเกิร์ตสตอบอรี่.....แต่ใจชอบสตอบอรี่สดๆ และไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมื่อได้ไร่สตอบอรี่ อารมณ์จะเป็นยังไงในวันนั้น

เมื่อตอนเด็กๆ ความทรงจำอันมีค่าของใจกับพ่อแม่ที่มีร่วมกันก็คือเรื่องของ "สตอบอรี่"

แม่กับพ่อมักจะพูดถึงเรื่องเก่าๆ ที่ว่า เคยพาใจไปเที่ยวแม่สาย แหล่งของการปลูกสตอบอรี่ในเชียงราย บังเอิญว่าใจอยากจะได้สตอบอรี่ในถาดที่คนขายวางเรียงสตอบอรี่พูนตะกร้า มีปลายยอดแหลมของกองพูดนั้น เห็นแล้วน่ารับประทานอย่างยิ่ง

st10

แต่อันที่จริงแล้ว ใจไม่ได้อยากจะกินสตอบอรี่ แต่อยากจะได้ทั้งสตอบอรี่กับตะกร้า สุดท้ายคนขายเทสตอบอรี่ใส่ถุงแล้วเอาตะกร้าวางไว้ที่เดิม

ใจถึงกับทำหน้าเหยเก เสียใจกับสิ่งที่ตัวเองคาดหวังว่าจะได้ แต่มันคงจะทำให้เราเรียนรู้ว่า เราคงไม่ได้ทุกอย่างที่เราจะได้หรอก มันมักจะมีเงื่อนไข ปัจจัยรอบข้างที่ทำให้เราต้องตัดใจจากของบางอย่าง และก็เอาแต่ของที่สมควรจะได้ติดตัวมาเท่านั้น..... ไม่มีอะไรเป็นของเราตั้งแต่ต้น แม้แต่ร่างกาย พระท่านก็ว่า พ่อแม่เป็นคนให้เรายืมใช้ มีเพียงจิตใจเท่านั้น...ที่มันเป็นของเราอย่างแท้จริง

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ใจไม่เพียงแต่จะเฝ้ารอที่จะไปออสเตรเลียยาวนานถึง 15 วัน แต่ยังเฝ้ารอการไปไร่สตอบอรี่อยู่ตลอดเวลา.... และดูเหมือนว่าคนร่วมทริปก็รู้สึกไม่ต่างกันนัก

st1

Sunny Ridge Strawberry Farm คือเป้าหมายของทริปเมื่อครั้งยังอยู่ที่เมลเบิร์น เราต้องขับรถกันนานเพื่อไป Phillips Island  ไปด๔แม้วน้ำกลางทะเล และอีกวันถึงจะมาที่ไร่สตอบอรี่แห่งนี้

  st5

 

 

 
 

ว่ากันว่า ไร่นี้ สืบทอดกันมาถึงสามชั่วอายุของตระกูล แล้ว ไร่มีพื้นที่ขนาด 30 เอเคอร์ หากคำนวณแล้วก็พบว่า 1 เอเคอร์ = 2.529 285 264 ไร่  หรือประมาณ 75 ไร่ นั่นเอง

Pietro และ Rosa Gallace เจ้าของไร่ตัดสินใจซื้อที่ผืนนี้มาเก็บเป็นอสังหาริมทรัพย์ส่วนตัวมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2507

ทุกวันนี้พื้นที่ 75 ไร่ขยายเพิ่มขึ้นตามกำลังความสามารถในการซื้อที่เป็น 607 ไร่ในท้ายที่สุด
และส่งผลให้ Sunny Ridge กลายเป็นฟาร์มสตอเบอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย

st12

ในช่วงปีพ.ศ. 2523 ไร่หรือฟาร์มสตอบอรี่แห่งนี้เริ่มบริการที่เรียกว่า "Pick Your Own"
หรือบริการที่ให้ลูกค้าที่มาเยี่ยมชมไร่ได้สามารถตะลุยไร่สตอบอรี่แล้วเก็บลูกสตอบอรี่ด้วยมือของตัวเอง และกลายเป็นที่นิยม ชื่นชอบของผู้เดินทางมาที่นี่ หลายคนตั้งใจมาที่นี่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ

    st11

st3

ทีมของเราก็เป็นหนึ่งในนั้น หนึ่งในผู้คนที่ต้องการมาชมไร่สตอบอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลียและอยากจะเก็บมันกับมือ

หลังจากผู้จัดการไร่แนะนำที่มาของไร่แล้ว ก็พาเราไปยังไร่แล้วแจกกล่องพลาสติกใบย่อมให้กับเรา

เกมแข่งเก็บสตอบอรี่แล้วเอามาชั่งน้ำหนักอวดกันเลยเกิดขึ้น

คนสี่คนก้มหน้าอยู่กับใบไม้สีเขียวปกคลุมตรงหน้า สักพักก็หยิบลูกสตอบอรี่สีแดงมาใส่กล่อง ... มันดูน่ามองไม่เบา


ผลการประลองฝีมือวันนั้น ใจกับไกด์ของการท่องเที่ยวออสเตรเลียเก็บสตอบอรี่ลูกที่ใหญ่ที่สุดในบรรดา 4 คน โครจะเชื่อว่าน้ำหนักสตอบอรี่ลูกเดียวจะมากถึง 35 กรัม นั่นมันเกือบครึ่งขีดเลยนะนั่น สอตอรี่ยักษ์จริงๆ


st4

หลังจากได้สตอบอรี่แล้ว เราก็ยังมาง่วนอยู่กับการแวะซื้อของฝากในร้านขายผลิตภัณฑ์แปรรูปของทางไร่

ใจยืนมองกล่องสตอเบอรี่สดแพ็กใส่กล่อง วางขาย เพียงกล่องละ 100 บาท เห็นแล้วน่าอิจฉา เห็นใน supermarket บ้านเรากล่องเล็กๆ ก็ปาไป 299 บาทเข้าไปแล้ว

เขายังมีราสเบอรี่ บลูเบอรี่สดในกล่องราคาไม่ต่างกัน รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลไม้ในไร่อีกสารพัดไม่ว่าจะเป็นแจมสตอบอรี่ ไวน์สตอบอรี่ ซอสปรุงรสทำจากสตอบอรี่ และอื่น ๆอีกมากมาย

st9


ใจซื้อแจมติดมือกลับมาด้วย และซื้อน้ำผึ้งของที่นั่นมาฝากรุ่นพี่ที่รู้จักกันมันหนักพอสมควร กว่าจะถึงบ้านต้องหอบไปอีกหลายที่ แต่คิดแล้วว่าคนที่ได้รับคงจะยิ้มกว้าง อย่างน้อยก็เห็นความพยายามในการหอบของมาฝากของใจ

ใจไม่กินผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสตอบอรี่ก็จริง แต่ใจก็ใจกว้างพอที่จะแบ่งปันมันให้คนอื่น

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ใจว่าการให้....เป็นสิ่งที่สวยงามเสมอ

st6

บทเรียนเรื่องสตอบอรี่นี่แหละชัดเจน....

สนใจไปที่ไร่สตอบอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย ไปได้ที่
Sunny Ridge
Corner Shands and Mornington /Flinders Road
Main Ridge VIC 3928
Melbourne
Victoria
Australia

Tel: (03) 5989 6273
Fax: (03) 5989 6363

หรือแวะไปชมรายละเอียดก่อนที่

www.sunnyridge.com.au


        ----------------------------

2008/09/16

esplanade market



 Esplanade-Market


The Esplanade Market

    
 
"โลกกว้างอยู่ข้างหน้า แต่หากไม่เดินทาง   เราก็มิอาจได้พบเจอ"

es2

      เคยได้อ่านเจอคำพูดนี้บ่อยๆ และดูเหมือนจะใจจะไม่ปฏิเสธว่าเห็นด้วยกับคำพูดนี้ เราจะไม่เพียงแต่พบคนแปลกหน้า สถานที่แปลกใหม่ แต่เราจะได้พบเห็นโลกอีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดลืมตามาตั้งหลายปี ไม่เคยมีในบ้าน หรือในรั้วโรงเรียน
     ใจยังเชื่ออีกว่า การออกนอกแผนการเดินทางเสียบ้าง จะเติมสีสันและรสชาติในการเดินทางนั้นได้ดีไม่น้อย
     หลายต่อหลายครั้ง การแวะออกนอกเส้นทางระหว่างการเดินทาง ได้ทำให้เราได้เห็นอะไรใหม่ๆ มากกว่าตารางการท่องเที่ยวที่อยู่ในแผ่นกระดาษ
     หนก่อนไปเมลเบิร์น คนของการท่องเที่ยวออสเตรเลีย ประจำรัฐ Victoria ให้เวลาใจและเพื่อนร่วมทริปในการเดินที่ตลาดนัดศิลปะริมหาด St. Kilda ราวๆ 20 นาที ซึ่งไม่ได้อยู่ในแผนการท่องเที่ยวของพวกเราตั้งแต่แรก
   
อาจจะเป็นเพราะเราทำบุญไปดี วันที่เดินทางไปถึงที่เมลเบิร์น บังเอิญตรงกับวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นที่ตลาดแห่งนี้ทำการ เปิดเพลงวันเดียวต่อสัปดาห์ ตั้งแต่สิบโมงเช้า ยัน ห้าโมงเย็น

 


es0

    

     The Esplanade Market ข้างหาด St. Kilda ขึ้นชื่อเรื่องการขายผลงานศิลปะ งานประดิษฐ์ ประณีตศิลป์ และผลงานที่อาจจะมีชิ้นเดียวในโลก
     ว่ากันว่ามีนักศิลปะออกบูทที่นี่กว่า 150 ร้าน ดังนั้นไม่ต้องสงสัยถ้าหากว่าคุณไปที่นั่นแล้วเขาไม่ให้ถ่ายภาพผลงาน เพราะเขาระวังเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
    
ตลาดข้างหาดที่ยาวที่สุดในเมลเบิร์น เปิดทำการตั้งแต่ปี 1970 หวังจะใช้เป็นศูนย์กลางหรือตลาดนัดศิลปะของศิลปินท้องถิ่น

es3

     
     Adam Elliot หนึ่งในผู้ก่อตั้งตลาดยังเป็นศิลปินที่ได้รับรางวัล  Academy Award  สาขา director and animator ด้วย
 
    โดย Adam Elliot เคยเปิดขายเสื้อยืดเพ้นท์ลายที่นี่เมื่อหลายปีที่แล้ว ก่อนที่จะเข้าสู่วงการภาพยนตร์

    และในปี 2003 เขายังได้รับรางวัลออสการ์หนังสั้นยอดเยี่ยมที่ชื่อ  “Harvie Krumpet” อีกด้วย

es1

     ไม่เพียงแต่เสื้อยืดเพ้นท์ลาย ที่นีรวมเอางานศิลปะหลากขนานเอาไว้ ทั้ง งานแฮนด์เมดจำพวกไม้ กระดาษ แก้ว เรซิน สิ่งประดิษฐ์รีไซเคิล ของที่ใช้งานได้จริงแต่เต็มไปด้วยดีไซน์ ของใช้ในบ้าน ของขวัญ และอื่นๆ อีกมากมาย

y1pVhD-ZwBnyfgfFNqSVPmDSTUo4F6hQo_GCvAs2ekb2k1IGQXkA6rHuQ

     แวะเข้าไปอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับตลาดนัดศิลปะข้างหาดแห่งนี้ได้เพิ่มเติมที่ www.esplanademarket.com

หรือจะบินไปชมด้วยตนเอง ก็ไปให้ถูกวัน...เขาเปิดเฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น...


2008/08/06

The colonail tramcar restaurant




10

หลายวันก่อนหน้านี้ ใจเพิ่งนัดเจอเจย์
มนุษย์ต่างดาวชาวอีสานที่ร่วมทริปเดียวกันกับใจในออสเตรเลียถึง 15 วันเต็ม

หลังจากที่พบปะหน้าตากันและนั่งโซ้ยส้มตำกันไป 5 จานทั้งๆ นั่งกัน 3 คน
(ไม่รวมคอหมูย่าง ไก่ครึ่งตัว และต้มโคล้งปลากรอบ)
ใจกลับมาถึงบ้าน ก็นั่งเปิดดูภาพเก่าๆ ที่ไปเที่ยวออสเตรเลียมา

12

ตอนแรกๆ ใจยอมรับว่าใจเหนื่อยไม่น้อยกับทริปนี้
แต่หลังๆ ยิ่งนั่งดูภาพยิ่งคิดถึงมันและอยากกลับไปอีกครั้ง
ช่วงเวลาแบบนั้นมันคงย้อนกลับมาได้ยาก
เลยทำได้แค่มานั่งเปิดดูภาพเก่าๆ ไปพลางในเวลาเช่นนี้

ก่อนจากกันกับเจย์ในวันนั้น มีบทสนทนาตอนหนึ่งของเราทั้งคู่
ซึ่งว่าด้วยเรื่องความประทับใจที่ได้รับจากทริปการเดินทางที่ผ่านมา
และเราทั้งคู่ต่างลงท้ายกันว่ามันออกจะเป็นทริปที่พักดี กินดี แม้จะมีเหนื่อยกันบ้าง
ว่าแล้วใจก็เลยมานั่งเปิดดูรูปที่ไปกิน (ดี) อย่างที่ว่า
และก็มาหยุดตรงที่ทริปกินบนรถไฟ

3 

เย็นวันหนึ่งของการเดินทางเมลเบิร์น
เราปิดท้ายการเดินทางของวันด้วยการรับประทานอาหารมื้อค่ำกันบนรถ tram สายเก่า
หากใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ที่นั่งอ่าน blog ใจเป็นประจำ
ก็คงจะเคยอ่านข้อความที่ใจเอ่ยถึง tram หลายหน
โดยเฉพาะบนเกาะฮ่องกง ที่ใจได้นั่ง tram ขึ้น victoria peak
รถไฟวิ่งบนราง มีไฟฟ้าคอยให้กำลัง คงจะเป็นคำอธิบายคำว่า tram ได้ดีกระมัง

เพียงแต่ว่า tram ที่เรานั่งกันวันนั้นเป็น tram ที่ปัจจุบันแปรผันกลายเป็นร้านอาหาร
เปิดรับนักท่องเที่ยว และนักชิมมาจับจองที่นั่ง
สำหรับดินเนอร์ท่ามกลางบรรยากาศโยกเยกไปมา
แม้จะไม่เวียนหัว แต่ต้องคอยระมัดระวังไม่ให้เครื่องดื่มหกพอสมควร

4

ในทริปดินเนอร์วันนั้นใจแทบจะไม่เห็นคนเอเชียหัวดำ
เห็นแต่ฝรั่งตาน้ำข้าวนั่งกันเต็ม บ้างก็มากันเป็นหมู่คณะ
บ้างก็มากันเป็นคู่
ในภายหลังก็พบว่าโต๊ะข้างๆ ลุงกับป้ามาดินเนอร์ฉลองวันเกิด
เห็นแล้วก็อิจฉา
อยู่กันจนหัวสีทองกลายเป็นสีขาวยังรักกันกลมเกลียว

5 
 
6

ย้อนกลับมาที่ดินเนอร์อีกครั้ง...
อันที่จริงเขาเรียกกันว่าเต็มๆ ว่า
"The colonail tramcar restaurant"
เปิดให้บริการมานานนม ตั้งแต่ปี 2526

จนถึงทุกวันนี้ tramcar restaurant ที่ว่า
กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่คนมาเที่ยวเมลเบิร์น
และแสวงหาทางเลือกของการเดินทางแบบดื่มกิน จิบไวน์ต้องเลือกมาใช้บริการสักครั้ง
แถมยังเป็นหนึ่งในที่หมายที่ได้รับการแนะนำจากการท่องเที่ยวออสเตรเลียด้วย

7 

tram จะพาทุกคนผ่านจุดสำคัญๆ ของเมลเบิร์น เช่น Prahran, Armadale, Malvern
St Kilda, Middle Park  และไปสิ้นสุดที่ South Melbourne
แพ็กเก็จสำหรับการนั่งทานดินเนอร์รวมเอาไว้ทั้ง appetizer หรือของกินเล่น
เราสามารถเลือก entrees ของกินเล่นแบบหนักขึ้นมาอีกนิด
และเลือก main courses หรืออาหารจานหลัก
ปิดท้ายด้วยของหวานที่ต้องการ

8

tram ทั้งขบวนรับผู้โดยสารได้มากถึง 108 คน
แบ่งเป็นตู้ละ 36 คน แต่ละตู้มีพนักงานดูแล เชฟ และพนักงานเสิร์ฟคอยให้บริการ
อ้อ ต้องไม่กลัวจะเหม็นควัน ...มันเป็น tram ติดแอร์

11  9

แหม้...มาถึงตอนนี้ก็อดนึกถึงบรรยากาศวันนั้นเสียไม่ได้
มันเหนื่อยมาทั้งวันก็จริงนะ
แต่พอมานั่งแหมะก้นอยู่บน tram เพื่อรออาหารมาเสิร์ฟ
มันก็หมดเหนื่อยเมื่อยล้าแทบจะปลิดทิ้งกันเลยทีเดียว
เง้อ........... คิดถึงน้อออออ......

ใครสนใจลองแวบไปอ่านหรือเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์พลางๆ
หากมีโอกาสก็จับจองโต๊ะแล้วบินไปโลดดดด เมลเบิร์น ออสเตรเลีย
http://www.tramrestaurant.com.au/

หรือติดต่อที่นี่
The Colonial Tramcar Restaurant
PO Box 372, South Melbourne 3205, Victoria, Australia.
Phone +61 3 9696 4000 Fax +61 3 9696 3787
Email reservations@tramrestaurant.com.au

2008/07/11

ฉันชอบกระดานโต้ทราย



 

 gold15


สองสามวันนี้ใจจะทะยอยเอาของเล่นแผลงๆ มาฝากกัน
ดูว่าตอนไปออสเตรเลียเมื่อไม่นานมานี้
ใจไปเล่นเครื่องเล่นอะไรบ้างที่มันไม่มีที่เมืองไทย

หลังจากที่ติดค้างมานานนม หมักหมมจนเป็นออสเตรเลียดองเค็มกันเต็มที่แล้ว
ปล่อยให้คนทวงแล้วทวงอีก
หลายคนบอกว่านั่งดูภาพอย่างเดียว บอกว่าไม่เห็นภาพช่วยกรุณาบรรยายภาพด้วย
ใจเลยตั้งสติและลงมือตั้งใจเขียนเล่ากันสักที... เอาน่ะ มาช้าดีกว่าไม่มาใช่ไหมละ

คราวนี้ถึงตาของกระดานโต้ทรายกันบ้าง
เจ้ากระดานโต้ทรายหรือ sand broad นี่
ใจไปเล่นเมื่อครั้งเดินทางไปยังบริสเบน
เป็นทริปต่อจากเมลเบิร์น ย่างเข้าวันที่ 6 ของการเยือนออสเตรเลียราวๆ นั้น

Aus-104
หอบกระดาน เดินขึ้นไปบนโน้นนน แล้วก็ไถลลงมา


เมื่อลงเครื่องบินในประเทศ ซึ่งบินมาจากเมลเบิร์น
จากเดิมที่เวลาเคยอยู่เมลเบิร์นแล้วเวลาเร็วกว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง
มาที่บริสเบนเราได้เวลาเพิ่มมาอีก 1 ชั่วโมง กลายเป็นว่าที่นี่เร็วกว่าเมืองไทย 3 ชั่วโมง

gold1
gold2 
ที่เกาะนี่นกแบบมาแย่งอาหารนกพิลิแกนเยอะมาก...ยืนนิ่งให้ถ่ายภาพคู่ด้วย


ผ่านการขนกระเป๋าพะรุงพะรังขึ้นรถของคนที่จะดูแลเราในเมืองนี้เสร็จสิ้น
เขาก็พาเรามุ่งหน้าไปยังท่าเรือสำหรับเดินทางไปเกาะมอร์ตัน
(Moreton หรือชื่อเต็ม Moreton Island National Park)
ที่นี่ถือเป็นทริปแรกของการเดินทางในโกลด์โคสต์
จากกำหนดเที่ยวที่หนาเท่ากับ annual report ของบางบริษัท...ประมาณนั้นเลยล่ะขอบอก


gold13
เกาะสวาท หาดสรรค์ อยากไปฮันนีมูนที่นี่ 555


เราทั้งหมดเอากระเป๋าหนักอึ้งไว้ในรถที่จอดทิ้งไว้ที่ลานจอดของท่าเรือ
แล้วก็เอาของจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตสองวันหนึ่งคืนบนเกาะมอร์ตันติดกระเป๋าใบเล็กไป
แต่ก็ไม่วายเอาโน้ตบุ๊กติดตัวไปด้วย ...ฮ่วย ไปเกาะยังหอบคอมฯ ไปด้วย เหลือเชื่อเลย 555
แต่ตอนหลังได้ใช้งานมันจริงๆ นะ ใช้โหลดรูป ใช้ติดต่อสื่อสารกับคนที่รัก ฮิ้ววววววว

gold3 gold4
ไปไหนเจ๊เราก็กระโดด จนเจย์มันบอกว่า "อีกละ" ... อยู่เมืองไทยไม่ค่อยได้กระโดด...

หลังจากที่ขึ้นมานั่งบนเรือยักษ์เราก็หลับไม่รู้เรื่องรู้ราว
เรือแล่นออกจากท่ามุ่งหน้าไป "วนอุทยานแห่งชาติเกาะมอร์ตัน" โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 75 นาที
เรารู้อยู่แล้วว่าที่นี่มีรีสอร์ทเพียงหนึ่งเดียวที่ชื่อ Tangalooma   resort
ทั้ง ๆ ที่ทั้งเกาะใหญ่โตมโหฬาร และเคยมีความสำคัญในฐานะของการเป็นป้อมปราการในการต่อสู้เมื่อสมัยสงครามโลกครั้ง 2
ทิ้งร่องรอยและหลงเหลือป้อมปืนไว้บนเกาะให้เห็นกันบ้าง
และยังเป็นที่ที่มีสัตว์น้ำสำคัญ ๆ อยู่มากมาย
แต่ว่ากันว่าเป็นเพราะเจ้าของรีสอร์ทบังเอิญเป็นเจ้าของที่ผืนนี้ตั้งแต่ครั้งยังไม่ประกาศให้เกาะเป็นวนอุทยานแห่งชาติ
สุดท้ายเลยกลายเป็นว่าทั้งเกาะมีรีสอร์ทเพียงเจ้าเดียว ออกจะแปลกไปสักนิด
แต่แม้จะเป็นรีสอร์ทเพียงหนึ่งเดียว เจ้าของก็ไม่ละเลยที่จะดูแลสภาพแวดล้อมไม่ให้เป็นพิษกับทั้งทะเลและสัตว์น้ำแถบนั้น


 gold7
ลงไปพายคะยักแวบนึง...แวบเดียวจริงๆ


Aus-102Aus-101
ไปขี่เอทีวีก่อนไปเล่นกระดานโต้คลื่น...ขี่ลงทะเลด้วย ฮ่วย....

พนักงานจากรีสอร์ทที่มารับเราตั้งแต่ออกจากฝั่ง และจะดูแลไปตลอดทริปการเดินทาง
บอกเล่าให้เราฟังว่าที่นี่มีการบริหารจัดการดีเยี่ยม
ไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับการจัดการขยะแล้วการบริหารจัดการเรื่องน้ำใช้ถือเป็นหัวใจสำคัญของรีสอร์ทบนเกาะห่างฝั่ง
เขาตักตวงเอาน้ำใต้ผืนทรายมาใช้พอสมควร ฝนที่ตกลงมาจะถูกดูดซึมโดยทราย และใช้เป็นน้ำบริโภค อุปโภคบนเกาะแห่งนี้
และหากเอาขึ้นมาดูกันจริงๆ น้ำที่มีอยู่อาจจะมากพอส่งไปยังฝั่งให้ใช้งานกันได้ด้วย
เขาติดตั้งเจเนอเรเตอร์หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่ยักษ์เพื่อให้ไฟฟ้าส่องสว่างไปทั่วรีสอร์ท
มีอินเตอร์เน็ตไร้สายหรือ wi fi ที่ใจสามารถสั่งซื้อผ่านบัตรเครดิตการ์ดได้เลย
โดยไม่ต้องเดินเป็นกิโลเมตรกว่าจะถึงเคาน์เตอร์
คลิกที่ปลายนิ้ว ใส่หมายเลขบัตร เลือกแพ็กเก็จ เป็นที่เรียบร้อย... นี่เกาะนะนี่...

gold5 
ใครถ่ายรูปไว้ไปรับที่นี่เด้อออ

เมื่อไปถึงที่นั่นก็มืดค่ำพอสมควร กำหนดการณ์แรกคือการไปให้อาหารปลาโลมา
ที่นี่มีโลมา 9 ตัวแวะแวียมาเวลาเดิมทุกวัน เพื่อกินปลาฟรีๆ จากรีสอร์ท
ผู้จัดการของรีสอร์ทออกมาต้อนรับเราและบอกชื่อปลาโลมาได้ครบทุกตัว
แถมยังบอกเราว่า แขกที่มาพักที่นี่ก็มีสิทธิ์ต่อแถวให้อาหารปลากันทุกคนด้วยเช่นกัน
เขาจะสอนวิธีการให้ปลาที่ถูกต้องกับทุกคนก่อนไปต่อแถวเดินลงน้ำให้อาหารปลาโลมากัน
ก่อนใจจะไปต่อแถวกับเขามั่ง
เข้าที่พักอาบน้ำ แล้วก็มาทานอาหารค่ำ และก็เข้าที่พักอีกครั้ง หลับปุ๋ยเพราะความเหนื่อยล้า

gold6 
กระดานเช็คชื่อปลาโลมา...ตัวไหนมา ตัวไหนโดด

ตื่นขึ้นมาเช้านี้ ใจจะไปเล่นกระดานโต้ทรายที่ว่ากันสักที
รอมาตั้งแต่ครั้งที่อยู่เมลเบิร์น...
เคยได้ยินจากปากเพื่อนร่วมรุ่นที่เคยมาที่นี่บอกว่า สนุกมาก...ใจเลยอยากเห็นบ้าง
อยากลองเล่นด้วย จะได้รู้ว่ามันสนุกอย่างที่เพื่อนบอกไหม

gold9 
รถคันนี้พาเรามาถึงที่หมาย


เมื่อใจและนักท่องเที่ยวทุกคนที่จะไปเล่นกระดานโต้ทรายมาถึงที่นัดหมายในเวลาที่กำหนด
ทุกคนก็ถูกต้อนขึ้นรถบัสคันใหญ่ที่มีล้อใหญ่ยักษ์ สำหรับการเดินทางที่เขาเรียกว่า "วิบาก" พอสมควร
ทางขึ้นเขา ลงเขาบนเกาะ ไม่ได้ถูกลาดยางหรือตัดใหม่แต่อย่างใด
สภาพที่เห็นคือดินกรุกรัง ไม่เรียบ และบางจุดเป็นทรายทั้งหมด เป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ที่นี่
นี่คือความตั้งใจของทั้งรีสอร์ท และคงจะเป็นข้อบังคับที่เอาจริงเอาจังเสียมากๆ
ว่ากันว่า ทรายถูกลมพัดจากทะเลขึ้นมาบนเกาะ และน่าอัศจรรย์ใจกว่านั้นก็คือ
ทรายถูกลมพัดมามากเสียจนกลายเป็นภูเขาทราย และลานกว้างเหมือนทะเลทราย
ที่บนเกาะนี้มีภูเขาทรายที่สูงถึง200 เมตร ซึ่งสูงทำสถิติโลกไปในที่สุด

 gold8
แอบถ่ายทริปที่เล่นอยู่ก่อนลงรถ ซูมแล้ว ซูมอีก คนยังตัวเท่ามด....


แต่จุดที่เราจะไปเล่นกระดานโต้ทรายกันนั้นมีภูเขาทรายสูง 60 เมตร
นั่นก็สูงมากพอที่จะทำให้เราตื่นเต้นไปกับมันได้แล้วล่ะใจว่า

เมื่อไปถึง พนักงานที่นำทริปจะสอนวิธีการเล่นว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง
เริ่มจากเอาเทียนไขคนละชิ้นมาขูดแผ่นกระดานที่วางให้เลือก
ถูๆ ขูดๆ ให้เทียนไขติดกระดานตรงขอบ และตรงด้านกระดานไม้อัดฝั่งลื่นๆ
ฝั่งหยาบๆ ไม่ลื่น เอาไว้ให้ตัวเรานอนทับ
เทียนไขจะทำให้กระดานไถลจากภูเขาทรายส่งสู่ลานกว้างได้ดียิ่งขึ้น

gold11 
ตรงโน้นนนน เห็นไหม ไถลลงมาโลดดดดด


เราต้องแบกกระดานขึ้นไปจุดสูงสุดของภูเขา
นอนทับบนกระดาน แล้วเอามือสองข้างยกขอบกระดานส่วนหน้าขึ้น ให้โค้ง
ยกขาหลังสองข้างขึ้นเล็กน้อย เหมือนกำลังจะเหาะ
หลับตา ปิดปาก และเชิดหัวขึ้น กันทรายเข้าปาก เข้าตา ...

gold10 
ดูใส่ชุด กัวดำเต็มที่..ทรายเต็มหมวกเต็มเป๋าไปหมด...เซ็งจอร์จ..รู้งี้ชุดเดิมดีแระ



เมื่อพร้อม พนักงานก็จะผลักเราลงมาจากข้างบน
และเมื่อลงถึงเบื้องล่างก็ต้องรีบคว้ากระดานแล้ววิ่งไปทางขวา
เพื่อเปิดทางให้กับเพื่อนข้างบนได้ไถลลงมาข้างล่างกันบ้าง...

นี่คือ ความสนุกสนานที่เราจะหาเล่นได้ที่ไหนในประเทศไทย
บอกใจที ใจจะไปเล่น...555

ตอนเด็กๆ ใจเคยเล่นไถลๆ แบบนี้เหมือนกัน
เพียงแต่ว่ามันเป็นที่โล่งๆ ว่างๆ รอคอยการปลูกข้าวโพดข้างสวนมะม่วงของครอบครัว

ที่ปลูกข้าวโพดของชาวบ้านที่อยู่ละฝั่งรั้ว
มีดินมีสีแดงเข้ม กลางไร่นั้นมีต้นไม้เพียงต้นเดียวคอยให้ร่มเงา และก็ดันไปอยู่ตรงเนินลาดชัน
ที่เบื้องล่างเหมือนกับเป็นไหล่เขาลาดชันลงมา สูงหลายสิบเมตรทีเดียว
ใจกับเพื่อนผู้ชายหลายคนก็เอากาบต้นหมาก ทั้งที่มันหล่นและลากมันออกจากต้น
กาบหมากไม่เพียงแต่เหนียว แต่ยังกว้างพอสำหรับใช้ก้นลงไปนั่ง
นั่งในนั้นเสร็จก็ให้เพื่อนอีกคนผลักกาบต้นหมากไถลลงมาสู่เบื้องล่าง (ไม่รู้มันถีบหรือเปล่า)
บ้างก็พลิกคว่ำ หน้าแดง ตัวแดง เสื้อเปื้อนตลอด...แม่บอกว่าอย่าไปเล่นๆ แต่ก็ยังหนีไปเล่นตลอด 555

Aus-105 
เจ้ยยย อยู่ตรงนี้มาช่วยที เหนื่อยมาก.....


ใจหอบกระดานโต้ทรายไปเล่นสองรอบ
เจย์เล่นสองรอบ
คุณผึ้งเล่นหนึ่งรอบ ขณะที่เด็กนักศึกษาญี่ปุ่นที่เราเห็นเต็มเกาะเล่นกันคนละ 5-6 รอบ
ไม่ใช่ไม่ชอบนะ ชอบมาก แต่มันเหนื่อยตอนหอบกระดานขึ้นไปข้างบนนี่แหละ
ทรายมันยุบตัว เราต้องออกแรงมากกว่าปกติในการดึงเท้าขึ้นมา


Aus-106 
อ้ะ จะถ่ายอีกรูปใช่ป้ะ ขอเต๊ะท่าก่อน....(เหงื่อไหลนะนั่น)


ตอนไถลทรายก็เข้าหู เข้าตา และเข้าปาก
ลองเอามือจับปากดูจะรู้ว่าน้ำลายเป็นทรายไปหมดแล้ว
เมื่อลองตะแคงหูจะพบว่าทรายร่วงพลูลงมา ดูน่ากลัวเล็กน้อย....
ใจกลับมาถึงบ้านที่กรุงเทพฯ ใจยังพบว่าเสื้อผ้าที่ใส่วันนั้น มีทรายเต็มกระเป๋าเลยทีเดียว
ในกระเป๋าที่ใช้แยกใส่เสื้อผ้าไปเกาะหนนั้นก็ยังเต็มไปด้วยทรายเม็ดขาวที่ว่า
ทุกวันนี้ว่างๆ ใจก็เอารูปบนเกาะนี้มานั่งเปิดดู
แม้มันจะผ่านมาตั้งหลายเดือนแล้ว แต่ความทรงจำยังไม่เลือนหายไปไหน
ยังจำได้ว่าเคยสนุกแค่ไหนในการเล่นกระดานโต้ทรายในวันนั้น
เหมือนจะเว่อร์ แต่ไม่ได้เกินไปจากนี้เลยสักนิด....

ใจชอบแบบนี้ อยากจะให้ลมพัดทรายจากหาดหัวหินมากองบนพื้นจนสูง 60 เมตรบ้าง
จะได้หากระดานไปเล่นโต้ทรายที่หัวหินบ้าง....เง้อออออออออออ

BridgeClimb





Ausi-517
 

ตั้งแต่ครั้งที่แล้ว ใจไปเล่น Swoop มาที่นิวซีแลนด์
หลังจากนั้นใจก็เริ่มรู้สึกตัวเป็นครั้งแรกว่าตัวเองชอบเครื่องเล่นที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้น
มันน่ากลัว ปวดหัวใจ เร้าใจ และให้อารมณ์มากมายปะปนกัน
แต่สุดท้ายมันล้วนแล้วแต่ทำให้เรารู้สึกได้ว่าเรากำลังใช้ชีวิตอยู่
การทำอะไรที่เสี่ยงๆ นี่แหละเป็นยาชูกำลังตัวดี
ยาที่จะกระตุ้นให้หัวใจได้ยินดียินร้ายและรับรู้ว่ายังไม่ตายด้านไปเสียก่อน

ดังนั้นหลังจากกลับมาจากนิวซีแลนด์หนนั้นใจก็ยังไปดรีมเวิร์ลอีกหลายหนอยู่
และเมื่อได้ไปที่ออสเตรเลียหนล่าสุด ใจก็ยังไม่หยุดที่จะทำอะไรหวาดเสียวไปบ้าง
แม้จะกลัว รีรอ และไม่มั่นใจบ้าง
และมันก็ลงเอยด้วยการยอมเล่นของเล่นหวาดเสียวที่ว่าทุกทีไป

ticket 

ระหว่างที่คิดถึงเรื่องนี้ไป ใจก็คิดถึงเรื่องอื่นควบคู่ไปด้วย
จริงๆ หลายวันก่อนหน้าใจได้คุยกับเพื่อนร่วมโรงเรียนม.ปลายเดียวกัน
หลังจากที่เขาบอกว่าเข้ามาแอบอ่าน space ใจอยู่นานนม โดยไม่เปิดเผยตัว
วันนั้นเขาก็มีโอกาสแวะเวียนมาทักทายใจใน msn
บทสนทนาตอนหนึ่งระหว่างใจกับเพื่อน
เป็นไปในทำนองว่า เขาชอบอ่าน space ใจมาก
และวันหนึ่งไปค้นเจอตั๋วใบหนึ่งในลิ้นชัก
และตั๋วใบนั้นทำให้นึกถึงใจขึ้นมา เพราะดันมีตั๋วแบบเดียวกันกับที่ใจมี

Ausi-525 

ตั๋วที่ว่าคือตั๋วปีนสะพานข้ามอ่าวซิดนีย์หรือซิดนีย์ ฮาร์เบอร์ (Sydney Harbor Bridge)
เมื่อใจได้ยินเช่นนั้น แม้จะดึกดื่นพอสมควรแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า
นี่เป็นครั้งแรกที่ใจมีโอกาสได้คุยกับคนรู้จักที่ไปปีนสะพานเดียวกันมา
สาวต้อมเพื่อนแอร์โฮสเตสสุดสวยปีนไปซิดนีย์เป็นประจำ
แต่ยังทำใจไม่ได้กับค่าตั๋วที่จะต้องจ่ายเพื่อแลกกับการปีนสะพาน
หล่อนบอกแพง แต่ใจว่ามันถูกกว่ากางเกงยีนส์ดีเซ
กระเป๋าหลุยส์ และไอโฟนของเธอแน่ๆ 55555

กลับมาที่เพื่อนอีกคนหนึ่งต่อ...
แม้ตั๋วจะเหมือนกัน แต่เพื่อนคนดังกล่าวเลือกช่วงเวลาที่เขาปีนสะพานเป็นช่วงค่ำ
มันคงให้ความรู้สึกอีกแบบ ให้คนปีนได้เห็นวิวยามค่ำที่สวยแปลกตา
ท้องฟ้าคงงามไม่น้อย.... แต่ของใจปีนกันตั้งแต่เช้า
ไก่ยังไม่ขัน ใจก็ต้องผุดลุกขึ้นจากเตียงตั้งแต่หกโมงครึ่ง
ล้างหน้า แปรงฟันเสร็จก็ต้องออก ข้าวยังไม่ทันได้ทาน
ก็มายืนรอให้สำนักงาน BridgeClimb เปิดตอนเจ็ดโมงครึ่ง

Ausi-529 

มีคนมาดูแลใจและทีมงานเป็นอย่างดี ในฐานะผู้มาเยือนจากไทย
เขาให้เรานั่งรอสักครู่ ก่อนให้เราผ่านพิธีการปกติสำหรับการปีนสะพานเหมือนคนอื่นเขา
เช้าๆ ขนาดนี้ใจยังสังเกตเห็นแล้วว่ามีคนมาเริ่มปีนสะพานพร้อมกันกับเราบ้างแล้ว
ไม่กลัวร้อนเลยเลือกมาปีนกันตั้งแต่เช้าก็ต้องกลัวคนเยอะแน่ๆ
ถึงได้ยอมลงทุนตื่นเช้ามาปีนสะพานแทนที่จะนอนแผ่บนเตียง....

โดยปกติแล้วเราต้องกรอกเอกสารเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าเราได้ตัดสินใจจะเสี่ยงแล้ว...
เซ็นชื่อกำกับว่าหากเกิดอะไรขึ้น นั่นหมายถึงเรายอมรับแล้วว่าได้ตัดสินใจเอง 555
หลังจากนั้นก็ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในร่างกาย
จริงๆ แอบนึกอยู่ในใจ แม้ตัวเองจะแพ้แอลกอฮอล์
แต่ไวน์ไอที่กินก่อนๆ หน้านี้มันจะยังสะสมเอาไว้อยู่บ้างหรือเปล่านะ
ทดลองเป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์แบบดิจิตอลแล้ว
ก็พบว่าไม่มีไรอยู่ในเลือดนอกจากความรัก ฮิ้ววววววว

Ausi-530 

พนักงานชายอ้วนท้วนใส่แว่นตา ขาวตี๋แบบฝรั่ง
เอาชุดเครื่องแต่งกายมาให้เราเปลี่ยน
ที่นี่เราต้องเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อนทุกคน
มีไซต์จัดเตรียมไว้ให้ เป็นเสื้อผ้าใหม่ทุกผืน
เพราะขากลับออกมาเราถอดใส่ตะกร้าผ้าใช้แล้วกองไว้
อนุมานว่าเขาคงไม่วนเอามาใช้อีกหนในวันนี้
ดังนั้นไม่ต้องกลัวกลิ่นเหงื่อ กลาก เกลื้อนที่จะติดคนอื่นเขามา เหอๆ

Ausi-522 

เสื้อผ้าเป็นแบบพอดีตัวแบบที่เราต้องการ
เนื้อผ้าคงเป็นแบบพิเศษกันลมกันแดดได้ดีพอสมควร
ใจไม่ได้ถอดกางเกงด้านใน ตัดสินใจสวมทับไปอย่างนั้น
เพราะไม่อยากให้ตัวเองรู้สึกโล่งจนเกินไป...
(ตอนหลังรู้สึกร้อนนิดๆ รู้งี้ถอดซะก็ดี มันกันลมแล้วนี่หว่าเสื้อผ้าเนี่ย)
เขาให้หมวก กับผ้าเช็ดผ้าซึ่งผูกเอาไว้ที่ข้อมือและซ่อนเอาไว้ด้านในกันปลิวตกหล่น
แต่พอปีนขึ้นไปแล้ว ใจก็ไม่ค่อยได้ปล่อยมือออกมาหยิบผ้าเช็ดหน้าเลย
ลืมไปเลยว่ามีผ้าเช็ดหน้าอยู่ติดกับตัวเองแบบนี้
อารมณ์กลัวจัด ลืมผ้าเช็ดหน้าไปเสียสิ้น

ใจต้องเปลี่ยนรองเท้าที่ใส่มาเป็นรองเท้าแบบที่ทะมัดทะแมงเหมาะกับการปีนสะพานด้วย
ตอนแรกกะจะใส่รองเท้าติดโบว์ไปปีน... แต่เกรงใจ กลัวข้อพลิก
อันที่จริงใจมีรองเท้าเหมาะกับการปีนสะพานที่เตรียมมาจากบ้านแล้ว
แต่เนื่องมาจากรองเท้าพังมาตั้งแต่ทริปเมลเบิร์นสิบวันก่อนหน้านั้น
เลยต้องโยนรองเท้าทิ้งเมื่อไปถึงโกลด์โคสต์
โยนลงถังขยะด้วยสายตาละห้อย
เพราะดันทะลึ่งไปนั่งเหยียบท่อรถฮาเล่ย์ นานร่วมชั่วโมง
เมื่อครั้งไปทัวร์ฮาเล่ย์ ที่เมลเบิร์นตั้งแต่ลงเครื่องมาที่ออสเตรเลียหมาดๆ
เซ็งมาจนถึงทุกวันนี้.....
วันนี้ใจเลยต้องพึ่งพารองเท้าของที่ BridgeClimb แทนที่จะต้องใช้รองเท้าตัวเอง
ใจเลือกไซต์เล็กสุดที่มีอยู่ แต่ก็ยังใหญ่กว่าเท้าใจเล็กน้อย
แต่ลองเดินแล้วไม่หลุดก็เดินต่อไป....ดีกว่าใส่รองเท้าโบว์อ่ะนะ 555

 Ausi-527

ที่เหลือเป็นการลงไปห้องเก็บอุปกรณ์พิเศษสำหรับสื่อมวลชน
โดยปกติแล้วที่นี่ไม่อนุญาตให้เอากล้องหรืออุปกรณ์อะไรเลยติดตัวไป
แต่เราได้รับการยกเว้นให้เอากล้องไปได้
และหนุ่มเจย์ เพื่อนร่วมทริปเลยได้รับโอกาสเป็นตากล้อง
ขณะที่สองสาวที่เหลือก็เป็นนางแบบ...

เรามีผู้ดูแลประจำทริปหนึ่งราย ต่อพวกเราสามคน
ขณะที่คนอื่นๆ จะนำทริปที่มากกว่าเราอีกหลายคน
และเราก็จะใช้เวลาแต่ละจุดไม่นานเท่ากับคนอื่น
ยกเว้นตอนถ่ายคลิปวิดิโอและถ่ายภาพที่ต้องการ
อยากรู้อะไรก็ถาม ไม่ถึงกับต้องบรรยายเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนกับทริปนักท่องเที่ยว
เอาเข้าจริงๆ ใจรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังทำเรื่องพิเรนท์
อยู่ดีๆ ก็ลุกขึ้นไปปีนสะพานแต่เช้า ...

Ausi-532

แต่จริงๆ แล้ว BridgeClimb หรือบริการปีนสะพานข้าม Sydney Harbor Bridge ​
เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งไปเสียแล้วสำหรับการมาเยือนซิดนีย์
ก่อนไปใจแวะเข้าไปในเว็บไซต์ของเขา http://www.bridgeclimb.com/
ไม่เพียงแต่ระบุข้อมูลความเป็นมา ภาพวิดิโอตัวอย่างของการปีนแล้ว
ยังเห็นด้วยว่า ราคาไม่น้อยเลย...สำหรับการออกไปปีนสะพานแบบนี้
เหมือนที่สาวต้อมบอกนั้นแหละ

เพราะโดยเฉลี่ยแล้วจันทร์ถึงศุกร์ราคาต่อหนึ่งคนจะอยู่ที่ 179 เหรียญออสเตรเลีย (หนึ่งเหรียญประมาณ 30 บาท)
และสามารถเลือกปีนได้ตั้งแต่เช้า หรือช่วงค่ำ พระอาทิตย์ตก
ต่างกับราคาของวันหยุดที่อาจจะแพงกกว่านี้
แต่จนแล้วจนรอด ใจว่าทุกคนที่มีโอกาสก็อยากจะไปปีนกันสักครั้ง

 Ausi-523

ความสูงจากสะพานถึงอ่าวเบื้องร่างสูงราว ๆ 134 เมตร
เบื้องล่างเป็นสะพานมีรถราสัญจรข้ามอ่าวไปมา ขวักไขว่ตลอดเวลา
ด้านข้างสะพานเป็นรถไฟราง วิ่งสวนทาง ทำเสียงดังอยู่เนืองๆ
ด้านล่างตรงน้ำของอ่าวเขาบอกว่ามีปลาฉลามด้วย...ว่ายวนไปวนมา
(หึหึ คงกะงับตูล่ะดิ เวลาพลาดอ่ะ ..อด ไม่มีพลาดหรอก) 
และเหนือตัวสะพาน เป็นขอบเหล็ก คิดไม่ออกให้นึกถึงสะพานซังฮี้ที่มีขอบเหล็กโค้งๆ ขึ้นมา
เพียงแต่ว่าตัวสะพานที่นี่ใหญ่มาก และขอบสะพานก็กว้างพอสมควร
ในยุคหนึ่งรัฐบาลเปิดให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานในการเปิดให้บริการปีนสะพานที่นี่
จึงมีการก่อสร้างบันไดเป็นขั้นๆ ขึ้นมา พอดีเท้าของคนทั่วไป
มีราวเชือกเหล็กขนาบสองข้างให้เป็นที่จับ และเป็นที่เกาะสายเกี่ยวติดตัวนักปีน

การปีนเริ่มต้นจากจุดเริ่มต้นฝั่งเดียวกันกับสำนักงานให้บริการการปีน
พวกเราจะมีสายเกี่ยวคล้องที่เอว และไปเกาะเส้นเชือกที่อยู่ในระดับเอวและขนาบข้างทางปีนอยู่
ตัวเราจะไม่หลุดจากสายคล้องที่เกี่ยวนั้นตลอดเวลา
มีเพียงมือคอยจับและเท้าที่ใช้เดินไปข้างเรื่อยๆ
จนกระทั่งไปถึงจุดสูงสุดของสะพาน
เราจะเดินทางผ่านจากฝั่งสะพานหนึ่งมายังอีกฝั่งหนึ่ง

picture


ก่อนเป็นขาลงกลับมายังจุดเดิม
จริงๆ เรามีโอกาสเดินในจุดที่ต่ำกว่าการเดินปกติด้วย
เข้าใจว่ามีอีกแพ็กเก็จหนึ่งที่ดูเหมือนจะน่ากลัวว่าแบบปกติสักนิด
คือเหนือจุดที่เดินกันปกติ จะมีทางเดินอีกชั้นหนึ่งด้านล่าง ใกล้ตัวสะพานที่รถราสิ่งมากกว่า
แต่มีแต่ทางเดินเป็นแผ่นเหล็กพอดีตัว
ไม่มีอะไรเกี่ยว เดินกันตัวโล่งๆ โต้งๆ และก็เห็นว่ามีรถอยู่ข้างล่าง
เจย์กับคุณผึ้งที่ไปด้วยบอกว่าข้างบนน่ากลัวว่า เพราะสูงกว่า
แต่ใจว่าแบบไหนก็น่ากลัวพอกัน
เพราะเอาเข้าจริง ๆแล้ว เคยเล่นเครื่องเล่นหวาดเสียวมาพอสมควร
แต่ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ใช้เวลาไม่นาน
แค่ชั่วอึดใจ พอให้หัวใจเต้นระส่ำ ก็หยุดกันกลางคัน
แต่นี่ใช้เวลานานเกินชั่วโมง
ค่อย ๆ ละเลียดความน่ากลัว หวาดเสียวเอากระแสเลือดกันทีละนิด
เท้าก้าวไป ตามองข้างล่างไป.... เขาไม่กลัวกัน แต่ใจกลัว...

tour

ผู้ชายที่ดูแลเราตลอดทริปดูท่าทางใจดี
เขาเป็นหนึ่งในอีกทีมงานที่ทำหน้าที่แบบเดียวกันคือพาคนออกไปปีนสะพาน 120 คน
แต่ละคนจะทำหน้าที่เพียงวันละสองรอบ
แม้เขาจะบอกใจว่าเขาทำงานที่มาถึง 6 ปี
และพาออกไปปีนสะพานหลายร้อยรอบในรอบหลายปีมานี้
แต่ก็มีอยู่บ้างบางคราว ที่รู้สึกหวาดกลัวความสูงขึ้นมาเฉยๆ
เขาว่ามันบรรยายไม่ได้ แต่บอกได้ว่า

"คนที่กลัวนี่แหละ จะสนุกกับมันมากที่สุด"

ไม่มีอะไรจะบรรยายความรู้สึกของใจไปได้ดีกว่านี้อีกแล้ว

Ausi-531

"ก็เพราะใจกลัวนี่แหละ ถึงได้จดจำภาพของการปีนสะพานข้ามอ่าวซิดนีย์ได้ดีถึงทุกวันนี้"

2008/06/21

Singapore Flyer




flyer21 


Singapore Flyer ถือว่าเป็นชิงช้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกขณะนี้
ไม่เพียงแต่สูง 165 เมตรจากพื้นเท่านั้น แต่ชิงช้ายังออกแบบให้เป็นกระจกโดยรอบ
ทำให้มองเห็นภาพในมุมพาโนราม่าได้ทั้งเกาะของสิงคโปร์
หากว่าวิสัยทัศน์ดี ก็มองเห็นถึงเกาะสุมาตรา
เห็นทางใต้ของมาเลเซียที่อยู่ติดกับสิงคโปร์

ก่อนเดินทางไปสิงคโปร์ มีโอกาสแวะเข้าไปอ่านรายละเอียด
ของเจ้าชิงช้ายักษ์นี้ที่เว็บไซต์ทางการของเขา
(http://www.singaporeflyer.com/)
ในเว็บไซต์ระบุว่าแนวคิดในการออกแบบอาศัยและอ้างอิง
จากสัญลักษณ์สำคัญของประเทศฝรั่งเศสอย่าง
Eiffel Tower  และ London Eye ในประเทศอังกฤษ
โดย Singapore Flyer เกิดขึ้นจากจินตนาการของ Dr. Kisho Kurokawa  จากญี่ปุ่น
และทำการพัฒนามาเป็นรูปร่างโดย DP Architects
ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในวงการสถาปนิกหรือวงการออกแบบสถาปัตยกรรม

flyer5

Singapore Flyer  เพิ่งจะเปิดทำการอย่างเป็นทางการ
เมื่อวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา (ตอนไปเลยเห็นว่ายังใหม่เอี่ยม)
โดยวันงานมี Lee Hsien Loong  นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์
และแขกผู้เกียรติมากมายเข้าร่วมงาน
ทั้งๆ ที่จริงๆ ก่อนหน้านั้นหนึ่งเดือน
ชิงช้ายักษ์ได้ทดลองหมุนแบบที่เขาเรียกว่า Soft launch 
ให้กับคนทั่วไปได้ทดลองนั่งกันไปแล้วบ้าง

เย็นของวันเสร็จสิ้นภาระหน้าที่การงาน
ใจนั่งแท็กซี่จากโรงแรมตรงดิ่งไปที่ Singapore Flyer
เดินขึ้นไปที่ห้องขายตั๋วชั้นสองโดยไม่ลังเล แพงขึ้นมาอีก
แต่ตอนหลังมารู้ว่าชั้นหนึ่งก็มีห้องขายตั๋ว แล้วตูจะเดินให้เหนื่อยทำแม้ว....

 flyer14 

หลังจากเสียเงินในกระเป๋าไป S$29.50  หรือ 29.50 ดอลลาร์สิงคโปร์
ใจก็เดินเข้าช่องให้พนักงานสแกนบาร์โค้ดที่ตั๋ว
และไปยืนรอคิวเพื่อขึ้นไปนั่งในแคปซูลของชิงช้า
ขอบอกว่าชิงช้าไม่หยุดหมุนขณะที่เราก้าวเข้าแคปซูล
แม้จะหมุนด้วยความเร็วที่ช้าเสียจนเราไม่พลาดตกลงไปเบื้องล่างที่ว่างเปล่า
มีเพียงตาข่ายสีเขียวรองรับหากมีอะไรหล่นลงไป
ยังแอบคิดในใจอยู่ว่า หากชิงช้าหมุนด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงคงจะอ้วกกันทิวแถว
ไม่รู้คิดได้ยังไง แต่คิดไปแล้วล่ะ...เหอะเหอะ


flyer18

เป็นเพราะชิงช้าสูงมาก ใจเลยได้เห็นเมืองของสิงคโปร์ฝั่งอ่าวได้ชัดเจน
ชิงช้าหมุนไปเรื่อยๆ อย่างช้าๆ ผลัดตำแหน่งของแคปซูลจนครบหนึ่งรอบ

สำหรับตั๋วแบบที่ใจเลือกเป็นตั๋วแบบ Singapore Flight
ตั๋วราคาถูกสุด สำหรับเด็ก 20.65 ดอลลาร์ ผู้ใหญ่ก็นั่นแหละราคาเดียวกันกับใจ
ส่วนคนแก่ก็ 23.60  ดอลลาร์ โดยใช้เวลา 30 นาทีต่อหนึ่งรอบในการนั่งมองวิว
พนักงานจะให้แผ่นพับสองอัน หน้าตาสวยงาม
เปิดเข้าไปจะเห็นภาพแบบพาโนราม่า และชี้ตำแหน่งสำคัญของเมือง
และตำแหน่งที่อยู่ห่างไกลออกไป เช่นมาเลเซีย หรือเกาะสุมาตรา
เพื่อให้ผู้คนที่นั่นได้มีอะไรทำ นอกเหนือไปจากแค่นั่งมองตลอดครึ่งชั่วโมง

flyer11

นอกจากนี้ยังมีแพ็กเก็จ Signature Cocktail Flight
ราคาก็แพงขึ้นเท่าตัว มีฟรีคอกเทลด้วย
มีแพ็กเก็จ Express Boarding Flight
เพื่อใช้ลัดคิวคนอื่น โดยไม่รอ สำหรับใครที่กระเป๋าหนักและไม่อยากรอ

ใจแอบเห็นเขามีบริการบัตรสมาชิกรายปีสำหรับครอบครัวด้วย
หรือที่เรียกว่า Annual Family Pass 
ขึ้นแบบไม่จำกัดเที่ยว ราคาเฉลี่ยแค่ 3 ดอลลาร์
กะขึ้นกันให้เบื่อไปข้างหนึ่ง
เห็นเขาคิด 150 ดอลลาร์ต่อปีนะ

flyer23

จริงๆ แล้วระหว่างที่ใจนั่งอยู่บนนั้นกับเพื่อนร่วมแคปซูลอีก 4 ชีวิต
ซึ่งเป็นคนต่างชาติทั้งหมด
ใจก็นั่งคิดว่าใจควักเงินจ่ายไปเทียบเป็นเงินไทยเท่าไร
นั่งกดๆ เครือ่งคิดเลข....จอร์จ...นี่เที่ยวละ 700 กว่าบาทเลยนะเนี่ย...

ประสบการณ์มันมีค่าก็จริง
แต่ว่าความจริง
บางครั้งเราก็ต้องแลกด้วยค่าของเงินเสียก่อน
กว่าจะได้ประสบการณ์บางอย่างกลับมา... ฮิ้วววววววววววววว


flyer22

ปล. มีคนบอกว่า การท่องเที่ยวมีมูลค่าในแง่ของการบอกต่อ
การได้เล่าและบอกต่อคนอื่นว่าได้ไปเที่ยวที่ไหน
คือคุณค่าที่แฝงอยู่ในการท่องเที่ยว.... สงสัยจะจริง

2008/06/19

Air Show




เหนื่อยน่ะ ขอพักสมองก่อนได้มั้ย??
ไม่ว่ากันใช่มั้ย?? หายใจไม่ทัน มันเหนื่อย จริงๆ นะ


------------------------

วันก่อนไปสิงคโปร์มา
และยอมเสียเงินในกระเป๋าของตนเองเกือบพันบาท
เพื่อแลกกับการขึ้นชิงช้ายักษ์
ที่เรียกว่า Singapore Flyer

air6

ชิงช้าที่เพิ่งเปิดใหม่
ใครหลายคนคงเคยขึ้นที่ London มาแล้วล่ะมั้ง
ที่นั่นเรียกว่า London Eye นี่เนอะ
ตอนไปเมลเบิร์นก็เห็นแบบเดียวกัน
แต่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง
ส่วนที่สิงคโปร์เพิ่งเปิดทำการให้ไม่นาน
ไหนๆ ก็มีโอกาสไปทั้งทีเลยยอมควักเงินจ่ายทดลองขึ้นสักที

air2

ถ่ายมาเยอะพอสมควร
แต่กำลังง่วนอยู่กับงานประจำ
ขอแปะเอาไว้ก่อน
เดี๋ยวปิดต้นฉบับเมื่อไร
จะเอารูปมาอวดกันในเร็ววัน
ตอนนี้ขอพักสมอง
บิวท์อารมณ์เขียนงานด้วยการเอารูปของ Air Show มาฝากกันก่อน

air17

เป็นเพราะว่าหลังจากลงจากชิงช้ามา
อยู่ดีๆ ก็มีเครื่องบินของทหารบินไปบินมาบนฟ้าที่นั่น
บินแบบแสดงผาดโผนกันกลางอากาศได้น่าตื่นเต้นมาก
ใจยืนอยู่ข้างล่าง Singapore Flyer  นานเกินครึ่งชั่วโมง
เพื่อดู Air Show ที่ว่า...

บอกตรงๆ ว่าวันนั้นไม่ได้ประทับใจเจ้า Singapore Flyer  มากนัก
แต่กลับประทับใจ Air Show ที่บินมาโชว์แบบฟรีมากกว่า
หากไม่มีเจ้า Air Show ช่วยไว้ เจ้า Singapore Flyer คงตกกระป๋องเป็นแน่

ยืนมองทหารอากาศที่นั่นเขาเอาเครื่องบินมาแสดงแบบนี้ไป
ในใจก็คิดไปว่า..สมัยเด็กๆ อยู่บ้านนอก
แค่ได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์
ก็ถึงกับต้องวิ่งออกจากบ้านมายืนอยู่กลางแจ้งเพื่อดูให้ชัดๆ เต็มตา
ขนาดนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียนตอนชั้นประถมต้น
ได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์มาแต่ไกล
ก็ถึงกับวิ่งออกมายืนมุงกันเป็นเด็กๆ มุงกันเลยทีเดียว

ทุกวันนี้ได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์บินอยู่แถว ๆที่พัก
ใจก็มักจะออกไปยืนที่ระเบียง
แอบส่องว่าเขาบินต่ำแค่ไหน
สีอะไร และบินไปทางไหน...แทบทุกครั้ง หากยังตื่นอยู่

พอได้เห็นเขาเอาเครื่องบินมาบินโชว์แบบนี้
ก็เลยรู้สึกว่าดีใจอย่างบอกไม่ถูก

ขากลับจากที่นั่น
ก็ได้ยินคนขับแท็กซี่บอกว่า
ทหารอากาศที่นั่นเขาซ้อมการแสดงก่อนถึงวันชาติสิงคโปร์
ในวันที่ 9 สิงหาคม ที่กำลังจะมาถึง

ว่าแล้วก็สงสัยแล้ววันชาติไทยเราวันไหนฟะ...
ถือสัญญาไทยมาตั้งนานนม
บอกตรงๆ ไม่เคยจะจำได้เลยว่าวันชาติไทยของเราคือวันไหน...

ขออภัยจริงๆ ความรู้รอบตัวเรื่องนี้ทำเอาตกเก้าอี้นางงามจักรวาลได้
สุดท้ายเลยตรงดิ่งไปที่ google.com
ใส่คำว่า "วันชาติไทย" เข้าไป
ก็จ้ะเอ๋กับประโยคที่ว่า

"วันชาติของไทย คือ วันที่ 5 ธันวาคม"  โอ้จอร์จ......


air10 air11
air12 air13
air13 air14
            air1 
             ชุดนี้ขอตั้งชื่อเองว่า ใครว่าฉันเขียนคำว่า รัก ไว้บนฟ้าไม่ได้?? อิอิ


ปล. ตะกี้แอบถามเจ้าบาส รู้ไหมวันชาติไทยวันที่เท่าไร
ปรากฎว่าเจ้าบาสก็ไม่รู้ อย่างน้อยก็มีคนเป็นเพื่อนตูหนึ่งคน พอใจแระ....

2008/05/19

Melbourne Seaplanes

seaplane 

           
        

Melbourne Seaplanes


                              -4-


     อยู่ดีๆ ก็เคยนั่งคิดไหมว่าตัวเองจะมีโอกาสได้นั่งเครื่องบินลำจิ๋วร่อนอยู่เหนือน่านฟ้าเพื่อใช้สายตาทั้งสองข้างมองทัศนียภาพเบื้องล่าง นักบินจะพาเราขับวนไปฝั่งซ้าย กลับลำมาฝั่งขวาเพื่อชมความงามเบื้องล่างนั้น

 sea1
     ไม่หรอก บอกตรงๆ ว่าไม่เคยคิดสักครั้งว่าตัวเองจะได้รับสิทธิพิเศษแบบนั้นมาก่อน จนกระทั่ง...จนกระทั่งได้รางวัลไปท่องเที่ยวฟรีที่เมลเบิร์นนี่แหละ โชคดีเสียจริงที่ไม่ต้องเสียทั้งเงินค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าเข้าชมทุกสถานที่และไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มจากที่เคยเสียไปทุกเดือนอยู่แล้ว

     เช้าวันที่สองของการเดินทางไปถึงเมลเบิร์น หลังจากตื่นนอน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และลงมานั่งทานอาหารมื้อเช้าเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาเดินทางไปตามกำหนดการณ์ท่องเที่ยวที่เห็นแล้วยังแอบคิดในใจว่านี่กำหนดเที่ยวหรือ Annaul Report กันแน่ ความหนาของกระดาษ A4 ที่ระบุเอารายละเอียดว่าจะต้องเดินทางไปที่ไหนบ้าง เที่ยวที่ไหนและสถานที่แต่ละแห่งสำคัญอย่างไร มีความหนาเทียบเท่ากับรายงานประจำปีของบริษัทขนาด SME หรือบริษัทขนาดกลางบางแห่งได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

 sea2
      เจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวแห่งรัฐวิคตอเรียที่ชื่อเจมส์มารอทั้งเราอยู่ก่อนแล้ว เขาขับรถนำพวกเรามุ่งหน้า ไปยัง Gem Pier ใน Williamstown โดยลัดเลาะผ่านชุมชนเก่าแก่ของเมือง ... ทำไมถึงบอกว่าเป็นชุมชนเก่าแก่ ก็ดูจากสภาพของบ้านเรือนที่ด้านหน้าประดับด้วยไม้ปักฉลุ มีต้นไม้ใหญ่ยักษ์หน้าบ้าน ข้างบ้าน ข้างถนน มีต้นกุหลาบที่และเห็นก็บอกได้ว่าคงปลูกมานานหลายปี เห็นแล้วสบายใจดี ไม่ใช่ตึกเสียทั้งหมด แบบนี้ก็หาดูได้ในเมืองเมลเบิร์น

     เป้าหมายแรกในเช้าวันที่สองในเมลเบิร์นก็คือ การนั่งเครื่องบินที่เรียกกันว่า Seaplanes
เครื่องบินที่ร่อนจากผิวน้ำขึ้นสู่ฟ้าเบื้องบน ขับวนชมความงามของเมลเบิร์นภายใต้บริการที่เรียกว่า Melbourne Seaplanes  บางคนอาจจะเรียกบริการแบบนี้ว่า Scenic Seaplane Flights 
 
     หญิงชายวัยกลางคนสองคนรอเราอยู่ที่นั่นแล้ว เมื่อเห็นเจมส์ ซึ่งดูเหมือนจะคุ้นหน้าคุ้นตาสำหรับเขาทั้งสองดี เขาก็รีบมายืนต้อนรับ จับมือทักทายกับเราอย่างเร่งรีบ สองสามีภรรยาเปิดกิจการทัวร์เครื่องบินเล็ก ที่ร่อนจากผิวน้ำให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมลเบิร์นนานหลายปีดีดัก เขาแบ่งบริการทัวร์ออกเป็นหลายแพ็กเก็จ ไม่ว่าจะเป็น

     Melbourne City Skyline หรือบริการขับวนชมทิวทัศน์ของเมลเบิร์น กินเวลา 15 นาที หรือบริการที่เรียกว่า The Ultimate Experience บินยาวนานไปไกลถึง 60 นาที บวกอาหารกลางวัน แพ็กเก็จ Historic Port Phillip Bay บริการบินพาชมอ่าวแห่ง ประวัติศาสตร์ 55 นาที และ Flights to the Dandenongs บริการบินไปยัง Dandenongs ใช้เวลาทั้งสิ้น 30 นาที

  
 

     ค่าขึ้นเครื่องบิน เพื่อชมความงามของเมลเบิร์น ราคาขั้นต่ำสุดเริ่มจากการบินเพียง 15 นาที คิดค่าใช้ต่อหัวที่ 125 เหรียญออสเตรเลีย หรือประมาณ 3750 บาท (1 เหรียญออสเตรเลีย ณ เวลานั้นอยู่ที่ 30 บาท) แต่เหนือสิ่งอื่นใด บริการนี้จะทำไม่ได้เลย หากสภาพอากาศในเช้านั้นไม่ดีเอาเสียเลย นักบินจะงดบิน ดังนั้นต่อให้มีเงิน อากาศไม่ดีก็อดบินกันได้

     เจมส์บอกกับเราล่วงหน้าเมื่อวานเย็นแล้วว่า เมื่อเขาตื่นขึ้นมาก็คือการยกหูโทรศัพท์ถามนักบินว่าวันนี้พวกเราจะได้นั่งเครื่องบินของเขาไหม และดูเหมือนโชคจะเข้าข้างเราตั้งแต่ขามา เพราะเมื่อเราลงเครื่องที่ซิดนีย์เพื่อต่อเครื่องมายังเมลเบิร์น ฝนที่ซิดนีย์ทำให้ที่ซิดนีย์มืดมิดทั้งๆ ที่เป็นเวลา 8 โมงเช้าเข้าไปแล้ว

      แต่เมื่อเราลงเครื่องที่เมลเบิร์นฝนกลับไร้เม็ดที่เมลเบิร์น ฟ้าโปร่งโล่ง ไร้เมฆ... ไร้เมฆ ฟ้าเป็นฟ้า สีฟ้าสดสะท้อนเข้าตาอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
เราโชคดีเกินกว่าจะบรรยาย ยังนึกไม่ออกว่าหากฝนตก กำหนดการณ์ที่ระบุเอาไว้ในกระดาษหนาปึกนั่นคงจะต้องเลื่อน หรือไม่ก็ล่ม วุ่นวายพอสมควรเลยทีเดียว แต่เวลานี้เราก็มายืนอยู่ที่หน้าเครื่องบินลำจิ๋วสีฟ้าขาวกึ่งเก่ากึ่งใหม่ที่จอดอยู่บนน้ำทะเลสีฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 sea5
     กัปตันใช้เวลาอธิบายถึงวิธีการใช้ชูชีพแบบสั้นๆ
ใส่อย่างไร รัดอย่างไร และเป่าลมเข้าอย่างไร
หากมืดๆ อยากให้ไฟออกจะทำอย่างไร บอกตรงๆ ว่าเวลานั้นไม่ได้สนใจมากนัก เพราะนึกภาพไม่ออกว่าหากเกิดอุบัติเหตุจริงๆ เครื่องบินหยุดร่อนแล้วหล่นสู่เบื้องล่างที่เป็นทะเล เราจะมัวใช้ชูชีพทำไม...ในเวลานั้นคงนึกพระรอดเพียงอย่างเดียว เราจะรอดไหม รอดมาชูสองนิ้วเหมือนเจมส์ ข้าวมันไก่ไหม?

      ในยุคหนึ่งเคยเห็นถ่ายทอดสดจากทีวี นักข่าวลงพื้นที่ที่เครื่องบิน TG โหม่งพื้นที่สุราษฎร์ธานี
ในเครื่องบินมีเจมส์ ชูศักดิ์ หรือเจมส์ข้าวมันไก่ร่วมเดินทางด้วย แต่เขากลับเป็นหนึ่งในอีกหลายคนที่รอดชีวิตเขานอนบนเปล ช่างภาพถ่ายภาพเขา
เขายิ้มแล้วชูสองนิ้ว...ไม่รู้จะสื่อความหมายว่าอะไร
รอดตายแล้วหรือสู้สู้.... งง ๆ อยู่เหมือนกัน

sea6
   
     เมื่อกัปตันอธิบายเสร็จสิ้น ก็ถึงเวลาที่พวกเราจะขึ้นเครื่องบินไปผจญภัย 15 นาทีกันแล้ว เริ่มจากคนที่ต้องขึ้นคนแรก เพราะในหนนี้ต้องหน้าที่กึ่งพรีเซ็นต์แหล่งท่องเที่ยวของออสซี่ เก้าอี้ข้างกัปตันเลยตกมาอยู่ในมือของใจ คนนั่งหน้าสุดต้องนั่งก่อน หลังจากปีนขึ้นไปนั่ง กัปตันก็อ้อมไปหาเข็มขัดมารัดที่เอวให้
คนที่นั่งหลังสุดต้องตามไปนั่งในที่ที่ของเขา อีกสองคนนั่งตรงกลาง  ทุกคนต้องวางกระเป๋าไว้เบาะที่ว่างอยู่ กันให้ทุกข้าวของห่างพ้นจากตัว ส่วนกัปตันก็ปีนขึ้นมานั่งในที่ที่ของตัวเอง

    sea3 เขาบอกว่าเราจะร้อนสักหน่อย เครื่องปรับอากาศจะยังไม่ทำงาน จนกว่าเครื่องจะค่อยๆ อุ่นเครื่องและพร้อมร่อน เขากดปุ่มอะไรต่อมิอะไรมากมายตรงหน้า ใจเห็นชัดเจนว่าทั้งปุ่มและคันชักมันเริ่มเก่า บางจุดสนิมขึ้น แต่ก็ดูเหมือนจะไว้ใจได้ในระดับหนึ่ง มันไม่เก่ามาก..จนน่าตกใจอะไรขนาดนั้น ขนาดเครื่องบินการบินไทยที่บินกลับบ้าน เราเองก็ยังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำว่ากัปตนกดปุ่มเก่าแค่ไหนกัน?

 


 
sea8
     เครื่องร่อนไปตามผิวน้ำสี่ถึงห้านาที กัปตันเปิดบานประตูให้ลมด้านนอกพัดเข้าสู่ด้านใน แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก อากาศภายนอกร้อนระอุ แสงแดดของเมลเบิร์นในช่วงต้นเดือนมีนาคมช่างบาดใจ 37 องศาเซลเซียส ลมก็ช่วยอะไรไม่ได้นอกจากช่วยให้ดำยิ่งขึ้น

      เมื่อเครื่องพร้อม ลูกเรือพร้อม กัปตันก็เร่งเครื่องเต็มที่ เครื่องบินลำจิ๋วร่อนไปบนพื้นทะเลอย่างรวดเร็ว  ก่อนยกตัวร่อนขึ้นสู่ท้องฟ้า สูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้น...

     เมื่อเครื่องทรงตัวในระดับความสูงที่พอเหมาะกัปตันก็สละมือข้างหนึ่งคอยชี้โบ้ชี้เบ้ ปากก็พรรณาถึงความงามและแต่ละสถานที่ที่บินผ่านเบื้องล่าง ไม่ว่าจะเป็นหาดที่สวยสุดของเมลเบิร์นอย่างหาด St. Kilda หาด Brighton Beach  เราบินผ่าน Melbourne Park  Botanical Gardens , Government House , Rialto Towers , Crown Casino  หรือแม้แต่ Yarra River แม่น้ำสายหลักสายสำคัญของเมลเบิร์นที่เชื่อมกับทะเล

sea4

      เขาบินวนไปทางซ้าย อ้อมไปทางขวา ทะลุผ่านเมือง แบบนี้ไปเรื่อยๆ ห้านาทีแรก ใจยังตื่นเต้นไม่หาย ห้านาทีหลังยังถ่ายรูปไม่หยุด แต่ห้านาทีที่เหลือ เกือบจะสลบเหมือดเพราะความง่วง ไม่ใช่ว่าเบื้องล่างจะไม่น่าสนใจหรือการบินมันน่าเบื่อ แต่เพราะตัวเองตื่นเช้า และเข้าใจว่ากลิ่นน้ำมันและกลิ่นเครื่องยนต์ ทำให้ภายในห้องโดยสารอบอ้าวพอสมควร ออกซิเจนอาจจะไม่เพียงพอมากนัก ทำให้ตัวเองง่วงจนตาแทบจะปิดลงไปในห้วงเวลาหนึ่ง

     อ้างไปเรื่อย ที่จริงน่ะง่วงเอง... แต่ต่อให้ง่วงแค่ไหน แต่ก็เก็บความประทับใจจนถึงวินาทีสุดท้าย ใจเก็บเอาความทรงจำใส่กระเป๋ากลับมาบ้านด้วย และมันก็ยังอยู่จนถึงวันนี้ ... ชอบจริงๆ Melbourne Seaplanes 

 sea7

 

                  -----------------









2008/05/05

ทัวร์ฮาเล่ย์ฯ

 hd

               
                                 ทัวร์ฮาเล่ย์ฯ 
                                       

                                        -3-



      ทั้งๆ ที่มีกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องไปนั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์ยี่ห้อฮาเลย์ เดวิดสัน และขับวนรอบเมือง แต่ก็นึกภาพไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร จนกระทั่งได้ไปเห็นของจริง
     ข้างหาดที่เรียกว่า St.Kilda ของเมลเบิร์น มีทัวร์ที่เรียกว่า HD Chauffeur Ride (www.hdride.com.au )

"I've come to understand the term Pleasure Experience.That is what we are committed to doing - giving pleasure" 
 
                hm2

ไดเรกเตอร์ของบริษัททัวร์เมลเบิร์นด้วยฮาเล่ย์เดวิดสันพูดเอาไว้และนำมาแปะไว้ในหน้าเว็บไซต์ของบริษัท น่าจะอธิบายความหมายทั้งหมดของบริการของเขาได้อย่างชัดเจน

"ประสบการณ์อันล้ำค่า" เพียงคำเดียวก็มีความหมายมากกว่าสิ่งใด

    
     ชายผิวขาวร่างใหญ่กำยำ มีหนวดเครารุงรัง มีเสื้อหนังตัวใหญ่ดำทมึนและแว่นดำสีดำทำให้เขายิ่งดูน่ากลัวเข้าไปอีกนิด 
     เขาคนนี้ยืนรอต้อนรับเราอยู่แล้ว โดยมีเพื่อนชายรูปร่างหน้าตาและการแต่งการไม่ต่างกันนักยืนอยู่ข้างๆ
     หลังจากแนะนำตัวและบอกถึงสิ่งที่ต้องการระหว่างกันเรียบร้อยแล้ว เขาก็ยื่นเสื้อหนังที่ในเวลาต่อมาได้ทราบว่าราคามันแพงกว่าค่าทัวร์ตลอด 2 ชั่วโมงเสียอีก
     เสื้อหนังของแท้แบรนด์เดียวกันกับรถมอเตอร์ไซด์ฮาเลย์เดวิดสัน หนักอึ้งและช่วยป้องกันเหตุการณ์ที่อาจไม่คาดฝัน เช่นรถล้มตกข้างทางหากไม่ตายเสียก่อน นึ่คือสิ่งที่ช่วยทำให้ผิวหนังไม่ถลอกหรือเป็นแผลมากจนเกินไป
     หมวกกันน็อกหนักอึ้งพอกัน แว่นตาดำถูกสวมทับปิดบังสองตาในยามที่แดดของเมลเบิร์นทำให้อุณหภูมิรอบข้างสูงถึง 37 องศาในวันธรรมดากลางสัปดาห์ต้นเดือนมีนาคมเช่นนี้
     ทัวร์ฮาเล่ย์ฯ อาจจะไม่ขึ้นชื่อที่เมลเบิร์น แต่ก็มักเห็นโบว์ชัวร์ แผ่นพับและรายการทัวร์หลายแห่งแนะนำให้นักท่องเที่ยวทดลองประสบการณ์แปลกใหม่นี้ไม่น้อยเลยทีเดียว
     ใจกำลังนึกภาพของการมองเห็นคนขับฮาเลย์ฯ แล้ววนไปรอบเมือง ขณะที่เขาขับผ่านมายังตรงหน้าเรา เราก็คงจะมองเขาแทบไม่กระพริบตา นี่คือสิ่งที่ทัวร์ฮาเล่ย์ฯ เองก็คงจะรู้

            hm

"ความโดดเด่น" เป็นจุด "สะดุดตา" คงทำให้คนซ้อนหรือคนซื้อทัวร์เองรู้สึกพิเศษกว่าใครๆ

มันจะมีสักกี่ครั้งที่เราจะได้นั่งซ้อนฮาเล่ย์ฯ หากที่บ้านไม่รวย เพื่อนมีรถคันนี้หรือยุคข้าวยากหมากแพงแล้วคนขับฮาเล่ย์ฯ หันมาใช้รถแบบนี้เป็นมอเตอร์ไซด์รับจ้างแทน โดยที่นี่มีแพ็กเก็จให้เลือกหลายอย่าง ทั้งแบบแนะนำเมลเบิร์น 1 ชั่วโมง 3 ชั่วโมง หรือขับทางไกลไปทัวร์ไวน์ ไป Great Ocean Road Day Tour หรือโอกาสพิเศษเช่นทัวร์ฮันนีมูนสำหรับบ่าวสาว องค์กร เพราะจริงๆ แล้วมีคนขับคอยให้บริการในทัวร์นี้นับร้อยราย แต่ละวันสลับหมุนเวียนกันไปแล้วแต่ว่าจะจัดคิวกันยังไง แถมยังมีรถมากมายหลายแบบแล้วแต่ละเลือกกัน สำหรับวันนี้ใจได้นั่งซ้อนเดี่ยว ทีมงานอีกสองคนนั่งแบบที่คนขับต่อพ่วงที่นั่งด้านข้างแยกออกมาพอให้คนหนึ่งคนนั่งไปในอุปกรณ์ต่อพ่วงนั้น

     เขาเริ่มจากการอธิบายว่าจะพาเราเลาะหาด St. Kilda ไปเรื่อยๆ จะข้ามสะพานสูง 75 เมตร ไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเมือง วนไปวนมาแล้วชมทิวทัศน์สำคัญจะลอดอุโมงค์ยาว 4 กิโลเมตรออกมาโผล่อีกฝั่งแล้วข้ามสะพานกันอีกครั้ง แล้วก็พาเราวนข้างในเมือง แล้วไปส่งที่หน้าที่พัก รวมแล้วใช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมง

hm3

หลังจากใส่เสื้อ หมวกกันน็อคและแว่นตาครบถ้วน เขาก็เริ่มขับออกไปช้าๆ ยอมรับว่าแดดที่นี่แรงมาก หากไม่มีเสื้อหนังตัวนี้ไม่เพียงแต่ตัวจะดำเท่านั้นแต่คงแตกลายเมื่อสิ้นสุดการเดินทางเป็นแน่

เวลานี้อดนึกถึงมอเตอร์ไซด์รับจ้างในซอยเสียมิได้ พ่อหนุ่มคนหนึ่งถือว่าอายุน้อยสุดในกลุ่มมอเตอร์ไซด์รับจ้างหน้าที่พัก หากวันไหนเจอแจ็กพ็อตต้องนั่งซ้อนเขา ใจจะอดคิดไม่ได้ว่า


"เอาแล้วไหมละ ไปส่งแฟนทำงานนะนี่"


      ไม่ใช่อะไรเลย ไม่ใช่ว่าเขามาแอบชอบ แอบแซวอะไรหรอก แต่ท่าทางที่หงิมๆ ติ๋มๆ ไม่ค่อยพูดของคนๆ นี้ แสดงให้เห็นถึงอารมณ์เงียบขรึมในการขับขี่ด้วย

เขามักใช้เวลาในการส่งผู้โดยสารไปถึงจุดหมายช้ากว่าคนอื่น แม้รถในซอยจะมากมายขนาดไหน แต่เขาก็ทำให้คนซ้อนรู้สึกเหมือนกับว่าเขาขับช้า เหมือนกำลังกินลมชมวิวอะไรอย่างนั้น

IMG_0132

     บางครั้งพอถึงแล้วเขาก็จอดนิ่มๆ จนอดคิดไม่ได้ว่าเขากำลังมาส่งเราในฐานะแฟนสาวคนหนึ่ง ขณะที่คนอื่นๆ ในทีมไม่เพียงแต่เอาเบาะไปตัด ทำให้เบาะลัดชัน เบรคทีไถลไปชนกัน เหมือนรู้สึกว่าเขากำลังแต๊ะอั๋งเราทางอ้อม แถมไม่พอยังขับเร็ว ปาดหน้ารถไปมา หาความพอดีไม่เจอ บางทีพุ่งออกไปก็เจอรถคันใหญ่ตกใจกันทั้งบางก็มี
     แต่ความแตกต่างกันระหว่างมอเตอร์ไซด์รับจ้างปากซอยและทัวร์ฮาเล่ย์ฯ ไม่ได้มีเพียงยี่ห้อของรถเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ความโดดเด่นของการนั่งซ้อนด้วย

 
ทุกครั้งที่ติดไฟแดงสายตาทุกคู่จะพุ่งตรงมายังเราเสมอ และทุกครั้งที่มีรถข้างๆ จอดอยู่ หากเขาไม่มองเขาจะโบกมือเป็นการทักทาย หรือแม้แต่รถที่อยู่ตรงกันข้ามก็ทำแบบเดียวกันเสมอ

ในใจก็แอบคิดเขาชอบรถ คนขับ คนซ้อน หรือว่ามองเห็นเป็นสิ่งประหลาดกันแน่ แต่ที่แน่ๆ มันดูไม่เข้ากันเอาเสียเลย คนเอเชียใส่เสื้อหนัง แว่นดำ นั่งซ้อนฝรั่งตัวใหญ่เครารุงรัง.....

     ระหว่างการขับคนขับก็มักจะชวนคุยด้วยเสมอ ขับไปชมวิวไปคุยกันไป ตรงไหนเร่งด่วน เร่งรีบ บิดคันเร่งหน่อยเสียงชวนคุยก็หายไป แล้วทดแทนด้วยเสียงเครื่องยนต์ดังลั่นแทน

     ตลอดระยะเวลาของการทัวร์ ไม่เพียงแต่เสียงเท่านั้นที่คอยรบกวนแต่กลิ่นก็คอยรบกวนด้วย

สงสัยล่ะสิว่ากลิ่นอะไร ...ใจก็สงสัย

ใจตอนแรกคิดว่าเป็นกลิ่นของการเผาไหม้เครื่องยนต์ จนกระทั่งรถมาจอดที่หน้าที่พัก ถึงได้รู้ว่ากลิ่นนั่นมาจากกลิ่นรองเท้ายางที่วางทาบลงไปบนท่อของฮาเล่ยฯ

IMG_0096
คนขับพูดว่าไม่เป็นไร สบายใจได้ แต่ใจไม่สบายใจสักเท่าไร เพราะว่ารองเท้าแหว่งหายไปหนึ่งซีก

ไม่เพียงแต่เป็นคู่โปรด
แต่ยังเลิกผลิตหาซื้อไม่ได้อีกแล้วด้วยนี่สิ ....เศร้า....



                                    

                            
                        




                               -----------------





2008/04/15

Queen Victoria Market

market

บทที่ 2 ตลาดในความทรงจำของฉัน

           


-2-

 

แม่เคยเล่าให้ฟังและพอจำได้ลางๆ ว่า ผู้เป็นตาเคยเป็นผู้ก่อตั้งหมู่บ้านที่เป็นบ้านเกิดของทั้งแม่ พี่สาวสองคนและใจ และในฐานะที่พาลูกบ้านบางคนอพยพมาจากจังหวัดแพร่ และมาตั้งรกรากอยู่ในอำเภอเล็กๆ ในเชียงราย ในเวลาต่อมา ตาเลยได้รับการยกวิทยฐานะเป็น "ผู้ใหญ่บ้าน" ก่อนสืบทอดให้ลูกชายคนนึงของตาซึ่งมีฐานะเป็นลุงของใจ และลุงอีกคนลูกของตาอีกรายเช่นกัน

     ลุงคนแรก ลูกชายคนโตของตา พี่ชายของแม่ ร่ำรวยพอสมควร ไม่เพียงแต่มีที่นาที่ตายกให้และหามาด้วยลำแข้งของตนเองแล้ว ลุงยังมีพื้นที่ข้างบ้านเป็นตลาดเช้า หากใครเคยดูทีวี หรือเคยเดินทางไปบ้านนอกแถว ๆ ภาคเหนือ คงนึกภาพบรรยากาศของตลาดเช้าแบบนี้ออกบ้าง

     หมอกลงหนา พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นให้แสงสว่างแก่ผู้คน แต่ชาวบ้านหลายคนก็มารวมตัวกันที่ตลาดเช้าของลุงกันแล้ว มีตะเกียงน้ำมันก๊าดขนาดเล็กส่องสว่างทั่วอาณาบริเวณ ใจและแม่ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มักไปใช้บริการตลาดเช้าของลุง เพื่อขายข้าวเหนียวสังขยาและขนมหม้อแกงแทบทุกวัน

     แสงแดดเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้ามาแล้ว หนาวๆ แบบนี้แดดทำให้คนในตลาดอุ่นขึ้นบ้าง แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่ก็ยังดีกว่าที่ร่างกายของเราจะได้รับความอบอุ่นจากเพียงแค่เสื้อกันหนาว ผ้าพันคอและหมวกไหมพรมที่สวมใส่อยู่หลายชั้น

     ตลาดเช้าของลุงพื้นที่ไม่กว้างนัก มีโต๊ะและเก้าอี้ไม้วางเรียงหันหน้าเข้าหากันเป็นสามสี่แถว ทุกคนเอาของวางบนโต๊ะ คนซื้อเดินวนแต่ละแถวไปจนครบตามที่ต้องการ โต๊ะแต่ละจุดมักถูกจับจองการเป็นเจ้าของเป็นเวลานาน และเพื่อให้ลูกค้าจดจำได้ว่าใครขายอะไรตรงไหน โดยที่ลุงจะเดินเก็บค่าบริการ 2 บาทต่อรายทุกวัน เป็นแบบนั้นมาเสียนาน จนกระทั่งลุงเลิกให้บริการตลาดที่ว่า และพื้นที่ตลาดนั้นถูกปรับปรุงเป็นลานหน้าบ้านของลูกสาว ซึ่งขอลุงอีกคนมาเลี้ยง

    ทุกวันนี้ตลาดเช้าแบบนี้ไม่มีที่บ้านเกิดของใจแล้ว มีตลาดหน้าวัดที่ก่อสร้างด้วยคอนกรีตใหญ่ยักษ์มาแทนที่ ขณะที่บ้านหลังใหม่ของลูกสาวลุงก็ใหญ่โตมูลค่านับล้านบาท....

     ความทรงจำเกี่ยวกับตลาดมันช่างมากมายในหัวใจ หนก่อนกลับบ้านไปพบตลาดไม้เก่าแก่ในประเทศลาว ซึ่งอยู่อีกฝั่งโขงของอำเภอที่อาศัยอยู่ เมื่อปีกลายไปเจอตลาดนัดแบบธรรมดาๆ อยู่บนถนนลาดพร้าว และไม่ว่าเมื่อไรก็อดนึกถึงตลาดเช้าของลุงทุกครั้งที่เอ่ยคำว่า "ตลาด" ขึ้นมา1

     เคยคุยกับฝรั่งหลายคนเขามักบอกว่าเขาชอบตลาดนัดสวนจตุจักร เขามักเรียกมันว่า JJ ไม่ก็ weekend market คุยเมื่อไรเป็นได้ทำหน้าบาน แล้วบอกว่า "ของมันถูก" บางรายเคยซื้อกระเป๋าเพิ่มเพราะมาเจอของถูกในสวนจตุจักรนี่แหละ แต่สำหรับคนไทยแล้ว หากไปเมืองนอกก็มักจะสวนทางไปซื้อของมีแบรนด์ติดมือกลับมา หรือไม่ก็ซื้อของที่บอกว่าผลิตในไทยกลับมาด้วยก็มี

     ไปออสเตรเลียหนนี้ มีโอกาสได้ไปเดินตลาดที่ชื่อ กับเขาด้วย บอกตรงๆ ว่าไม่ได้เลือกเอง เพราะกำหนดการณ์ท่องเที่ยวระบุเอาไว้ว่าจะต้องมาที่นี่เป็นที่แรก จากรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวเป็นร้อย รวมกันแล้วหนาเกือบเท่ารายงานประจำปีของบริษัทขนาดเอสเอ็มอีกันเลยทีเดียว แถมยังเป็นการไปเดินตลาดแบบไม่ได้อาบน้ำ ใส่ชุดเดิมตั้งแต่เมื่อวาน และมาเดินตลาดทั้งๆ ที่นั่งเครื่องมายาวนาน 10 กว่าชั่วโมงอีกต่างหาก

      ก่อนมาถึงตลาดที่ว่า ใจผ่านการนั่งเครื่องมาจากกรุงเทพฯ และมาลงจอดที่ซิดนีย์เป็นเวลาทั้งสิ้น 9 ชั่วโมง ก่อนตกเครื่องจากซิดนีย์มาเมลเบิร์นอีก 1 ชั่วโมง และนั่งรอต่อเครื่องถัดไปแบบไม่เสียตังค์..อยากให้ที่เมืองไทยเป็นแบบนี้บ้าง เครื่องมันว่าง หากตกเครื่องก็ให้นั่งฟรีสิ แทนที่จะให้ลูกค้าต้องเสียเงินจ่ายเองอีกหนึ่งรอบ...แอบบ่น...

    9

     รวมเวลาการนั่งเครื่องจากซิดนีย์มาเมลเบิร์นวันนี้ รวมเวลาเดินทางมากกว่า 10 ชั่วโมงหนึ่งชั่วโมงหลังอุตลุด หัวซุกอยู่บนเบาะ ไม่สนใจใคร จนแสงแดดของเมลเบิร์นลอดผ่านหน้าต่างมาแยงตา ถึงได้รู้ว่ามาถึงเป้าหมายแล้ว ทั้งๆที่ชั่วโมงที่แล้วซิดนีย์ฝนยังตก จนแอบใจหายกลัวว่าเป้าหมายของการท่องเที่ยวจะฝนตกเหมือนที่ซิดนีย์ด้วย 

     เคยได้ยินว่าฟ้าที่เมลเบิร์นเป็นฟ้า "ฟ้าเป็นฟ้า" ฟังแล้วแอบงงอยู่นานมาก จนมาเห็นด้วยตาตนเองเมื่อลงจากเครื่อง แอบแปรงฟันในห้องน้ำขาออก แล้วลากกระเป๋าขึ้นรถแล้วนั่นเอง ฟ้าไร้เมฆ...เป็นฟ้าที่เราหาไม่ได้ในประเทศไทย ยกเว้นในยามค่ำคืน บางครั้ง เราก็ไม่อาจจะมองเห็นเมฆ เพราะมันมืด....เมื่อฟ้าไร้เมฆา สายตาของเราก็จะเห็นแต่เพียงสีฟ้า ยิ่งฟ้าสีสด มันยิ่งเพิ่มทัศนะวิสัยที่น่ามองยิ่งกว่าที่ไหน จนถึงตอนนี้ก็ไม่ได้ชอบอะไรที่เมลเบิร์นเลยยกเว้น "ท้องฟ้า"

      



 

      
      ได้แปรงฟัน แม้จะไม่ได้อาบน้ำ แอบปะแป้ง หวีผมไปเล็กน้อย ก็พอช่วยให้กลบเกลื่อนร่องรอยความซกมกได้บ้าง ไม่สนใจว่าใครจะได้กลิ่น เพราะแอบพรมน้ำหอมไปแล้วที่ข้างหู 
   
     5

     รถมุ่งหน้าออกจากสนามบินเมลเบิร์นไปถึงตลาด Queen Victoria Market ตลาดที่เขาว่าเปิดมานานถึง 125 ปี ได้ฟังแล้วทำเป็นตื่นเต้น จริงๆ เคยไปเที่ยวตลาดเก่า 200 ปีที่ฉะเชิงเทรา ตลาดไม้เก่าๆ ติดคลอง ผู้คนยังอาศัยอยู่ มีแมว มีหนูวิ่งกันเต็ม แบบนั้นที่ไทยก็มี แต่ Queen Victoria Market ก็ดูดีในฐานะที่เป็นตลาดเปิดที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย และหากใครมาที่เมลเบิร์นก็ต้องแวะมาที่นี่เพื่อซื้อของฝากที่นี่กันทั้งนั้น หากใครบางคนกำลังจะไปออสเตรเลีย และบังเอิญจะได้ไปที่ตลาดแห่งนี้ด้วย นอกจากนี้ยังอยากจะรู้ว่าควรตัดสินใจซื้อของที่นี่ก่อนหรือว่าเก็บเอาไว้ซื้อที่อื่นดี ใจเคยพบว่าของบางอย่างที่นี่ก็ถูกกว่า และที่อื่นก็ไม่มีขาย ดังนั้นเรื่องนี้จะไม่ยาก หากคุณพบว่าคุณถูกใจ ราคาพอยอมรับได้ ก็ไม่ต้องไปสนใจว่ามันจะแพงไป หรือบังเอิญไปพบทีหลังว่าซื้อของแพงไปเสียแล้ว

13
เพื่อนคนหนึ่งเคยถามว่า ระหว่างการที่แกซื้อของแพงแล้วแกไม่ได้ใช้ กับแกไม่ได้ซื้อของชิ้นนั้นแล้วมาพบทีหลังว่าแกหาซื้อไม่ได้แล้ว แกจะรู้สึกเศร้ากับอารมณ์ไหนมากกว่ากัน ใจตอบโดยไม่ลังเล และแทบไม่ต้องคิดเสียเลยด้วยซ้ำ

"ชั้นจะเสียใจมากหากชั้นไม่ได้ซื้อของนั้น ชั้นยินดีซื้อของแล้วไม่ได้ใช้ดีกว่าพบว่าของนั้นอยากได้แล้วไม่ได้ซื้อไว้ฟ่ะ" 

ในเวลาเดียวกันเคยเปรียบเปรยความรักให้พี่สาวคนกลางฟังว่า ความรักก็เหมือนกับเลือกซื้อเสื้อผ้า บางทีเราเลือกซื้อไปแล้ว แต่เราก็พบว่ามีเสื้อร้านข้างหน้าห่างกันไม่กี่ก้าวดันทะลึ่งขายถูกกว่า ดีกว่า และน่าใช้กว่า หากมีตังค์ในกระเป๋าจะเลือกซื้ออีกไหม? ทิ้งของเก่าไปก่อนแล้วซื้อของใหม่มาแทนดีไหม? หรือว่าจะใช้มันทั้งสองชิ้นพร้อมกันดี? หรือว่าจะภักดีกับเสื้อตัวเดิม แล้วเดินผ่านร้านนั้นไป หันหลังให้มันไป เพราะเสื้อตัวเดิมก็ยังใช้ได้ดีอยู่นี่นา...มันก็แบบนั้น ไม่รู้มันเกี่ยวกันไหม แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงมักสักที

     เอาสมองกลับมาที่ Queen Victoria Market กันอีกครั้ง เขาว่ากันว่าตลาดแห่งนี้เปิดทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์และพุธ แอบถามไกด์ เขาบอกว่าเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน คิดว่าคนขายคงอยากจะนอน ใจเลยไม่ถามอะไรต่อ
เพราะคงไม่ได้อะไรจากผู้ชายคนนี้ ปล่อยให้เขาเดินไปเงียบๆ แบบนั้นน่าจะดีกว่าถามอะไรไป 10

     ตลาดกว้างพอสมควร มี tram หรือรถไฟรางตัดผ่านทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ดังนั้นคนเดินทางมาที่นี่คงไม่ยากสักเท่าไร ที่ไหนมีรถไฟเราก็คงเดินทางไปได้ทุกที่โดยไม่ต้องกลัวหลง เอาแผนที่กางแล้วก็ปากกาจิ้มว่าจะไปไหนก็เท่านั้นเอง แต่เขาว่ากันว่าคนไทยกลัวแผนที่...อันนี้ท่าจริง??

      ในตลาดไม่รกตาเหมือนกับจตุจักร แต่ผักสดก็สามารถขายวางอยู่ข้างๆ ร้านเสื้อได้ และมีขายลูกไก่ได้ทั้งๆ ที่ ร้านข้างๆ เป็นรองเท้า ไม่ต่างกันก็ตรงนี้ แต่ด้านหน้าส่วนใหญ่จะเน้นเป็นของฝาก ส่วนอีกอาคารด้านหลังตึกเก่าแก่พอกันเป็นส่วนติดแอร์ ขายพวกอาหารสด เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อสารพัดจะเนื้อ

     ตรงกลางคั่นระหว่างอาคารเปิดโล่งกับอาคารติดแอร์มีลานกว้าง เขาเอาเครื่องเล่นเด็กมาตั้ง พ่อแม่ยืนตากแดดรอลูกหลานเล่นเครื่องเล่นเป่าลมยางเข้าไปข้างในนั้น  นอกจากนี้ถัดมายังมีฝรั่งหัวทองนั่งตากแดดฟังดนตรีกลางตลาดอีกด้วย เคยเห็นดนตรีในจตุจักรเหมือนกัน แต่เป็นดนตรีจำพวกเปิดหมวก หรือไม่ก็ลิเก มีกระดาษหนังสือพิมพ์หุ้มพลาสติกบอกว่ามีหนังสือพิมพ์มาถ่ายรูปและสัมภาษณ์การันตีของแท้หาดูได้ที่นี่ .....

     หากจะถามว่า Queen Victoria Market  น่าพิศมัยตรงไหน ก็คงเป็นตลาดเปิดขนาดใหญ่ หาซื้อของได้สารพัด ได้มาเดินดูว่าเขากินอะไร เขาขายอะไร และคนที่นี่เขาใช้ชีวิตในตลาดกันอย่างไร ในตลาดบางครั้ง
มันก็ไม่ได้เป็นเพียงตลาด แต่มันสะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นได้มากมายไป ไม่ได้ไปเดินหา จ่ายเงินแล้วเดินกลับ
เพียงเท่านั้น

     ใจไม่ได้อะไรจากที่นี่ติดมือกลับมาหรอก นอกจากรูปในการ์ดหน่วยความจำของกล้องดิจิตอล เพราะนอกจากจะถูกเร่งด้วยเวลา ซึ่งถูกเบียดเข้ามาเพราะตกเครื่องไปแล้วหนึ่งชั่วโมงและบวกกับการเดินทางมาเมลเบิร์นอีกหนึ่งชั่วโมง เวลาที่จะเดินในตลาดเลยหายไปหนึ่งชั่วโมงไปในทันที การเดินแบบเร่งๆ และแวะทานอาหารแบบธรรมดาๆ กลางตลาดจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มันก็ไม่ได้เร่งไปเสียจนไม่เห็นผู้คนเขากำลังสนุกสนานกับการชิมชีส หรือไม่เห็นว่ากล้วยที่นี่ หากเอามาทุบหัวกันเล่นมีหวังสลบกันแน่ หรือไม่ทันสังเกตเห็นว่าของฝากส่วนใหญ่เขียนเอาไว้ว่า "made in china" เสียมาก เพื่อนคนหนึ่งบอกว่ามันก็ผลิตจากจีนกันทั้งนั้น อยากให้ที่ตลาดแห่งนี้ติดบ้างว่า "china free" แบบที่ญี่ปุ่นเขากำลังนิยมกัน อยากรู้เป็นการส่วนตัวว่าร้านนั้นจะขายดีกว่าร้านขายของแบบเดียวกันแต่ติดว่าผลิตจากจีนไหม?

       เขียนถึง Queen Victoria Market ไปก็นึกถึงตลาดนัดจตุจักรไป อยากไปช็อปปิ้งมากมาย แต่แค่คิดว่าจะต้องไปเจออุณหภูมิร้อนรุ่น 40 องศาของหน้าร้อน ก็ขอนอนเอาพัดลมจ่อที่บ้านน่าจะเป็นความคิดที่ดีกว่า
ฝากไว้ก่อนละกัน.....ตลาดนัดของฉัน 



                        

      ไม่ว่าที่ไหนก็ไม่ดีเท่าที่บ้านเรา ขอให้ไม่ทะเลาะกันก็พอ....

     


                                

มนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไปออสเตรเลีย

aussie1

บทที่ 1 มนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไปออสเตรเลีย

           

-
1-

     ตั้งใจ จะเล่าถึงความรู้สึกของตัวเองหลังจากหายตัวไปออสเตรเลีย เป็นเวลากว่าครึ่งเดือน ช่วงชีวิตนั้นเหมือนกับถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัว แม้เจ้ามนุษย์ต่างดาวจะไม่ได้เอาเครื่องอะไร
สวมหัวแล้วดูดความทรงจำ เอาตัวเราไปขัง แล้วก็นั่งมอง ดูว่าเจ้าตัวสองขา สองแขน มันจะทำยังไง หูมันจะกระดิกไหม แล้วมันจะร้องไห้หรือเปล่า
นั่งมองวันไว้เพื่อวันข้างหน้าจะได้มาบุกโลกได้อย่างสบาย

...มันไม่ได้ทำอย่างนั้นหรอก.....

     แต่มันกลับเอาเราไปใส่ไว้อีกโลกหนึ่ง
เอาตัวละครอีกหลายตัว เอาสภาพแวดล้อมแปลกๆ ให้เราได้พบเจอ แต่ละวัน เจออะไรที่ไม่เหมือนกัน แถมที่ขัง ที่นอนก็แตกต่างกันไปในแต่คืนอีกด้วย ใจเคยเขียนเรื่องราวของการท่องเที่ยวในแต่ละวัน
ในมุมมองของการท่องเที่ยวแบบที่เขาทำกัน
เช้าตื่นมาทำอะไร นั่งรถไปไหน (แต่ไม่ได้บอกว่าระหว่างทางหลับหรือไม่) กลางวันกินอะไร
เย็นกินอะไร เช้าตื่นมาทำอะไร สายไปไหน
บ่ายทำอะไร กลางคืนทำอะไร วนกันแบบนี้ 15 วันในอีก space หนึ่ง ซึ่งผูกพันเป็นภาระตามสัญญา
1 หน้ากระดาษ ว่าไปแล้วต้องเขียนเพื่อเป็นการตอบแทนกับการท่องเที่ยวฟรี
     เพิ่งมาคิดได้ก็เมื่อวันก่อนว่า ไม่ได้เขียนอะไรแบบที่อยากจะเขียนในหน้า space ของตัวเองเลย
หลายคนเอ่ยปากถามว่าไปแล้วเป็นอย่างไรบ้าง สนุกไหม และทำไมไม่เขียนลงใน space นี้เสียที
ใช้เวลาตั้งสติอยู่นาน นั่นเป็นเพราะว่าช่วงนี้เขียนอะไรไม่ค่อยจะออก เขียนออกก็ไม่ได้ยาว
อย่างที่คิด นิ้วไม่ยอมกระดิก สมองไม่ยอมทำงาน คิดตามแต่ไม่ยอมพิมพ์ ผีอยากเขียน
ไม่เข้าสิงตัว ...ปวดหัวกับอารมณ์แบบนี้มาก
อยากจะอกหัก เพราะว่าคงเขียนอะไรพร่ำเพรื่อได้ยิ่งกว่านี้ เชื่อสิ อกหักแล้วจะอยากเขียนขึ้นมาทันที
ใครอยากรู้อารมณ์นี้เป็นอย่างไร ลองดูก็ได้

..อันนี้คอนเฟิร์ม....

      จะเริ่มจากตรงนี้ก่อนแล้วกันนะ เริ่มจากที่......ใจมานั่งอยู่ตรงที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้ว
....มานั่งตรงนี้แล้ว....
     นั่งเปิดหน้าพาสปอร์ตของตัวเองไปมา นับแล้วนับอีก มันก็ไม่ได้เพิ่มจากเดิมหรอก ประเทศที่เคยเดินทางไปมาแล้วเนี่ย การเดินทางแบบไม่ฟรีมีอยู่ 4-5 หนในนั้น อีกกว่า 20 หนในนั้นเป็นการเดินทางแบบฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย นอกเหนือจากค่าช้อปปิ้ง
    aus1

     หากการเดินทางครั้งนี้จะแตกต่างกับครั้งก่อนหน้า ก็คงจะเป็นเพราะว่า เป็นประเทศที่ยังไม่เคยไป เป็นการเดินทางที่มีระยะของวันมากที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา ยกเว้นเดินทางกลับบ้านเพราะลาออกจากงานก็เท่านั้นแหละ นอกจากนี้ยังเป็นการเดินทางเพราะได้รางวัลประกวดมา นี่เป็นหนแรกที่เคยไปประกวดอะไรมาแล้วได้รางวัล รู้เลยว่าแม่ทำไมเห่อกันจัง เพราะว่าพี่ของฉันมันเที่ยวไปประกวด
ไปแข่ง ไปสอบได้รางวัลจนชิน แต่ฉันไม่เคย....
และที่สำคัญไปกว่านั้น ฉันเดินทางไปกับทีมงานที่ฉันไม่เคยได้รู้จัก หรือสนิทสนมหรือเคยพบเจอกันหลายครั้งมาก่อนนี่จึงเป็นการเดินทางแบบยาวนานกับใครไม่รู้ และตูก็ไปตั้ง 15 วันอีกต่างหาก ....

aus3      
    

 

 

    การเดินทางหนนี้เป็นครั้งแรกที่เดินทางด้วยสายการบินแควนตัส สายการบินแห่งชาติของออสเตรเลีย ทั้งๆ ที่เป้าหมายของการท่องเที่ยวแรกคือเมลเบิร์น แต่เราก็ต้องบินไปลงซิดนีย์เสียก่อน และต่อเครื่องไปยังเมลเบิร์น เพราะแควนตัสไม่มีเครื่องบินตรงไปยังเมลเบิร์น หลังจากเอากระเป๋าเดินทางเข้าเคาน์เตอร์เช็คอินเป็นที่เรียบร้อยใจก็นั่งคอย
เวลาขึ้นเครื่อง โดยมีสารถีใจดีมานั่งรอเวลาด้วยกัน
เมื่อเวลาเครื่องใกล้ออก ก็ต้องถึงเวลาบอกลากัน และนัดหมายกันว่า

"เรามาพบกันที่สนามบินแห่งนี้อีกครั้งนับไปจากนี้อีก 15 วันนะ"

     ใครที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้งก็ต้องธรรมเนียมว่าเช็คอินแล้ว ก็ต้องเดินเข้าประตู
เพื่อไปต่อคิวเพื่อผ่าน Immigration หรือเข้าช่องพิธีการตรวจคนออกนอกเมืองเสียก่อน

     ก่อนนั้นก็ต้องกรอกเอกสารสำหรับการเดินทางออกนอกเมือง ในเอกสารใบเล็กๆ สีฟ้าจะแนบเอกสารสำหรับขาเข้าเอาไว้ด้วย ยื่นพาสปอร์ตและเอกสารที่กรอกชื่อที่อยู่และไฟร์ทขาบินไปให้กับ
เจ้าหน้าที่ เขาจะทำการเย็บด้วยลวดเย็บหรือ "แม็ค" นั่นแหละ กับพาสปอร์ต ปั๊มตราบนหน้าพาสปอร์ตว่าเราออกนอกเมืองได้ และเอกสารนั้นจะติดเอาไว้จนกว่าจะกลับเข้าประเทศไทยอีกครั้ง

    aus2   

     วันนี้ใจเช็คอินโดยบอกพนักงานว่า check through นะคะ หากเป็นการเดินทางแบบที่ต้อง
ต่อเครื่อง เปลี่ยนเครื่อง ลงที่หนึ่งก่อนแล้วต่อเครื่องไปยังอีกเป้าหมายหนึ่ง เราก็สามารถทำการเช็คอินแบบ through ได้ พนักงานจะทำการระบุว่าเราเดินทางไปที่แรกก่อนแล้วจะไปอีกที่หนึ่งต่อ
หากเป็นสายการบินที่ขยันหน่อย เขาจะขนกระเป๋าเราไปใส่ไว้อีกเครื่องหนึ่งต่อให้เลย เราจะได้ใบขึ้นเครื่องหรือ broading pass สองอัน คือขาไปจากเมืองไทย และเครื่องที่สองพร้อมกันเลยในหนเดียว โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเอากระเป๋าจากสายพาน แล้วไปเช็คอินอีกรอบเพื่อเอา broading pass
     แต่สำหรับแควนตัสหนนี้ แม้จะทำการเช็ค check through  แล้วก็ตาม เราก็ต้องไปเอากระเป๋า เพื่อไปเช็คอินหน้าเครื่องอีกรอบ เพียงแต่ว่าได้ broading pass มาแล้วทั้งสองไฟร์ทเท่านั้นเอง หนก่อนเคยบินจากบอสตันมานิวยอร์กแล้วต่อมาเมืองไทย กระเป๋ามาถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพเพราะการ check through ค่ะ หนนี้เลยเอาบ้างเช็คอินบอกว่าจะไปซิดนีย์แล้วต่อจากซิดนีย์ไปเมลเบิร์นต่อ

   aus5

     เรื่องเล่าหน้าเคาน์เตอร์ตรวจคนออกนอกเมืองนี่มีหลายครั้ง สำหรับแถวต่อที่บอกว่า "คนไทย" ใจเคยไปยืนต่อ แต่เขาว่าคนไทยต่อแถวไหนก็ได้ หากแถวคนต่างประเทศมันไม่ยาวนะ หนหนึ่งเคยเดินทางไปฮ่องกงคนเดียว ยื่นเอกสารที่กรอกแล้วพร้อมพาสปอร์ตให้กับพนักงาน พนักงานผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงนั้น มองหน้าแล้วก็บอกว่าให้มองกล้อง บนเคาน์เตอร์จะมีกล้องเว็บแคมขนาดเล็กเอาไว้ถ่ายภาพหน้าตรงของคนต่อแถว เอาไว้เป็นหลักฐานว่าคนนี้กับพาสปอร์ตอันนี้ หน้าตาแบบนี้ อะไรประมาณนั้น หลังจากถ่ายภาพเสร็จ เขาก็ถามใจว่า

"เป็นคนไทยเหรอครับ"
ใจก็สงสัยถามมาได้อย่างไร ก็ในเมื่อถือพาสปอร์ตไทยอยู่ หน้าตาก็ดูไทยแท้ขนาดนี้
เขาบอกว่า
"พอไปฮ่องกง ผมเลยนึกว่าเป็นคนฮ่องกง จีน หรือเกาหลีอะไรประมาณนี้ครับ"
ไม่รู้จะเสียใจ หรือดีใจดี เสียใจที่เขาไม่มองเราเป็นคนไทย แต่ควรจะดีใจที่หน้าเหมือนคนเกาหลี ...
ดีไหมเนี่ย??

    เดินออกจาก Immigration ต้องลงบันไดเลื่อนลงมาชั้นล่าง ใครไปสุวรรณภูมิขาออกไปต่างประเทศจะต้องลงมาชั้นล่างกันหมด ที่ชั้นล่างจะมีส่วนของการช็อปปิ้งของปลอดภาษี เพื่อนหลายคนมักฝากให้ดูราคาเครื่องสำอางและน้ำหอม หลายคนหอบหิ้วของพวกนี้ไปต่างประเทศหลายวัน และกลับมาเมืองไทยอีกครั้งพร้อมกับของพวกนี้ นั่นเป็นเพราะว่าของมันถูกกว่าที่ประเทศอื่น และขากลับมาก็จะไม่เจอฝั่งนี้แล้ว ขาเข้ากับขาออกมีของขายไม่เท่ากันนั่นเอง
     ใจเดินผ่านหน้าร้านทั้งหมดไปแบบไม่แยแสไม่ใช่เพราะว่าเบื่อของพวกนี้หรือไม่มีเวลา แต่เป็นเพราะว่าเงินในกระเป๋าไม่มากพอ เงินสดสองหมื่นของใจแลกเป็นเงินดอลลาร์ออสเตรเลียได้เพียง 660 เท่านั้น บัตรเครดิตก็เก็บเอาไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด ดังนั้นต้องประหยัดกันตั้งแต่เริ่มเดินทางจะดีมาก
     วันนี้ gate สำหรับขึ้นเครื่องต้องเดินไกลมาก เกือบหนึ่งกิโลล่ะมั้ง...บางประเทศมักจะติดประกาศเอาไว้ว่า gate ของคุณไกลแค่ไหน อีกกี่นาทีจะถึง gate ของคุณ เอาไว้เตือนความจำว่าอย่าช็อปปิ้งเพลินเพราะคุณต้องเดินไกล ประเทศไทย หากใจทำไม่ผิด ใจไม่เห็น นอกจากตัวเลข gate ว่าถึงหรือยังเท่านั้นเอง ก่อนถึง gate ต้องเอากระเป๋าผ่านเครื่องสแกนอีกรอบ กระเป๋าสำหรับขึ้นเครื่องจะถูกตรวจด้วยเครื่องสแกนที่นี่ ที่หน้า gate ยังมีพนักงานตรวจรื้อกระเป๋าอีกครั้ง วันนี้พนักงานถามใจว่า

"ไม่พกเหล้าเกิน 100 มิลลิลิตรขึ้นเครื่องมั๊งครับ ดูหน้าไม่เหมือนคนเมา"

     ใจมองหน้าเขากลับ ไม่ค่อยเข้าใจถึงความคิดริเริ่มในการตั้งคำถามแต่ก็พยายามจะเข้าใจว่าเขากำลังแซว เลยไม่ทำอะไรนอกจากการตอบกลับไปว่า
 
"ไม่มีค่ะ"

     ปกติแล้วเวลาผ่านพวกเครื่องสแกนด้านในก่อนถึง gate พนักงานคนไทยมักพูดภาษาอังกฤษกับใจเสมอ เขามักบอกว่า
ให้ยกแขนเป็นภาษาอังกฤษ บอกให้รอก็เป็นภาษาอังกฤษ ใจมักจะไม่โต้ตอบ เพราะมักจะถูกปฏิบัติในอีกรูปแบบหนึ่ง
ต่างกับคนไทย หลังๆ เลยทำหน้าเนียนเกาหลีไป เขาก็พูดภาษาอังกฤษใส่
แนะนำให้ลองทำดู แต่หน้าไทย หรือหน้าอีสานกรุณาอย่าทำเพราะมันไม่เนียน.....

   aus4  
     ตอนนี้มานั่งรอขึ้นเครื่องแล้ว
สิ่งที่ต้องทำคือการยกหูไปหาพี่สาว แม่ และเพื่อนอีกหลายคน บอกถึงการเดินทางว่ามันอีกไม่กี่นาทีนับจากนี้ และหากสะดวกที่จะติดต่อมาจะรีบทำในทันที เอาล่ะ วินาทีของการเดินทางในรูปแบบใหม่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีครั้งหน้านี้แล้ว ใจชอบอารมณ์แบบนี้ อารมณ์ที่เอากระเป๋าใส่ใต้ท้องเครื่องแล้ว และกำลังนั่งรอเครื่องออก มันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตกำลังจะออกเดินทางไปในที่ที่ไม่เคยเจอและยังไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างไร มันเป็นอะไรที่บอกเล่าเป็นตัวหนังสือไม่ได้ แม้หนังสือจะเป็นสื่อที่บอกเล่าความรู้สึกได้...ใครๆ ก็ว่าแบบนั้น...แต่บางครั้งมันก็บอกไม่หมด ยกเว้นว่าจะลงมือทำเอง....
     ใจกำลังจะลากกระเป๋าขึ้นเครื่องบินไปออสซี่แล้ว จะเจออะไรบ้างที่นั่น
บนเครื่องบินไปซิดนีย์และเมลเบิร์นจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ให้โอกาสกระพริบตา ไปฉี่
ไปนอน ไปทำงาน ไปคุยกับแฟนก่อนได้ เพราะตอนหน้าจะมาเมื่อไรก็ไม่รู้เหมือนกัน

   





    .....แล้วเจอกันตามมีตามเกิด....

2008/02/15

ซินจ่าว 7 ... เดินเขาวันแรก





ไกด์สาวชื่อ "chai" อายุ 21 ใส่ชุดชาวเขามาพบเราที่หน้าโรงแรมตามนัดหมาย
เราสังเกตว่าหน้าโรงแรม ไม่ได้มีเพียงแต่ไกด์
แต่กลับเต็มไปด้วยชาวเขาผู้หญิงมายืนออหน้าโรงแรมกันหลายสิบชีวิต
นอกจากใส่ชุดชาวเขาแบบเต็มยศแล้ว ที่หลังยังมีกระบุงบางคนมีเด็ก
หลายคนโยนคำถามยอดฮิตใส่เรา

What's your name?
Where are you from?
How old are you?
Can you buy it for me?
and 1 dollar .....

คำถามแบบนี้ คุณจะพบเห็นได้ตลอดทาง
โดยเฉพาะ 1 dollar
ขนาดเด็กเล็กพูดอะไรไม่ได้เลย
ใจเดินผ่านเห็นกำลังเล่นกองไทยกันสนุกสนาน
เลยยกกล้องโลโม่ขึ้นถ่าย
เจ้าตัวเล็กก็ตะโกนฟังชัดเจนว่า 1 dollar !!!!

ตามกำหนดแล้ว วันนี้เป็นวันแรกของการเดินเขา
ไกด์จะพาเราเดินลัดเลาะผ่านตัวเมือง และลงเขา
ขึ้นเดินเขา และลงเขา ... ความยาวตลอดการเดินทาง 7 กิโลเมตร ไปและกลับ
เดินไป 3 กลับ 4 กิโลเมตร รวมเป็น 7 ไม่มีขาดไม่มีเกิน

นี่เป็นหนแรกในชีวิตที่ใจจะต้องมาเดินเขาอะไรแบบนี้
ไม่เคยคิดมาก่อนว่า ตัวเองจะต้องยอมเสียเงินในกระเป๋า
ไปกับการเดินลงเขาขึ้นเขาแบบนี้ในต่างประเทศ

กว่าจะรู้ตัวตอนนี้ก็เดินตาม chai ไกด์ของเราออกมาจากโรงแรมเสียแล้ว

chai ทำการแนะนำตัวเองกับทุกคน...นั่นหมายถึงกลุ่มคนที่ซื้อแพ็กเก็จเดินเขาร่วมกันสองวันนับจากนี้

จริง ๆแล้ว การซื้อทัวร์เดินป่า หรือเดินเขายังแบ่งแยกย่อยได้มากกว่านี้อีกหลายประเภท
ในตอนหลังใจได้คุยกับคนไทยที่ไปเจอที่โรงแรมเดียวกัน
เด็กผู้หญิงสอง เด็กผู้ชายหนึ่งหนีน้ำท่วมจากฮอยอันมาที่ซาปา ซื้อทัวร์เดินเขา และพักกับชาวบ้านแบบโฮมสเตย์
ดังนั้นหากใจเลือกจะนอนกับชาวบ้านก็จะเดินไปและไม่กลับมาพักที่โรงแรม แต่จะค้างแรมกับชาวบ้าน
และอีกวันก็เริ่มเดินเขาอีกรอบ และกลับมาขึ้นรถเพื่อกลับฮานอย
หลายคนเลือกเดินเขานานกว่านั้น ตอนหลังเคยเห็นคนเลือกแบบที่เดินแล้วไปนอนเต้นท์ในป่า
แล้วอีกวันก็เดินต่อ นั่นเขาโหดกว่า อย่างใจนี่เด็กๆ ไปเลย

กรุ๊ปของใจมีหนุ่มอังกฤษหน้าตาดี มีแฟนเป็นคนไทย รู้จักไทยเป็นอย่างดี
มีคนไทยสองคนรวมถึงใจ มีป้าและลุงคนเยอรมัน หนุ่มคนจีนทำงานในเวียดนามและแฟนสาวที่บินมาเยี่ยม
เราเดินผ่านตัวเมืองซาปาไป
เช้านี้ฟาใส อากาศดีเหมาะกับการเดินเขาเป็นอย่างยิ่ง

chai พาเดินตัดตลาดสดกลางเมืองไปทางขวา
เราแวะซื้อหมวกบังแดดแบบฮานอย หรือ งอบ กันสองสามชิ้น
ก่อนเดินต่อไปยังหมู่บ้านที่อยู่เลยออกไป



ในตลาดสดมีส้มขาย ทับทิม และผักสดหลายอย่าง รวมถึงเนื้อหมาด้วย

เราเดินออกจากตัวเมืองซาปามาแล้ว chai พาเราทุกคนเดิมลงเขาไปเรื่อยๆ
ผ่านหมู่บ้าน chai ก็บอกว่าที่นี่เขาทำอะไรกันบ้าง
พาเข้าบ้านของคนในหมู่บ้าน

ที่นั่นเป็นชาวเขา ใจเลยรู้สึกคุ้นตาเหมือนได้กลับเชียงรายยังไงพิกล

ระยะทางในการเดินไม่เป็นพิษนัก แต่ที่หนักนี่คือการเดินลงเพียงอย่างเดียว

เราต้องเกร็งกล้ามเนื้อขา เมื่อให้สามารถทำตัวให้ตั้งตรงและไม่ล้มไปได้
การเกร็งขาเป็นเวลานานๆ มันหมายถึงการปวดกล้ามเนื้อ
แม้จะไม่เหนื่อย แต่ก็เมื่อย

วันนี้ chai พาเราไปแวะน้ำตกด้วยใจจำไม่ได้ว่ามันชื่ออะไร
เป็นความสะเพร่าที่ไม่เคยจดจำชื่อสถานที่เล็กๆ น้อย
รู้แต่เพียงว่า ร้อน ๆจากการเดิน พอหยุดก็หนาวและเย็นจากละอองน้ำตกที่มากระทบผิวหน้า

เป็นเพราะอาหารเช้าในโรงแรมที่แวะอาบน้ำไม่ถูกปากมากนัก
ใจกับพี่เจี๊ยบเลยตรงรี่ไปที่เพิงใกล้ๆ
สาวเวียดนามหน้าใส กำลังเหงื่อไหลอยู่กับการปิ้งหมู

เราถามก่อนเลยว่า "แฮ่ว?"
"เนื้อรึเปล่า?" อะไรประมาณนั้น เรียนรู้มาจากอินเตอร์เน็ต

เขาบอกว่าไม่ใช่ บอกว่าเป็น

"pork"

เราสั่งเนื้อหมู่ กับข้าวเหนียวจี่มากินกันคนละสองไม้ พออิ่มท้อง
หมดไปหลายหมื่นสำหรับมื้อนี้ พร้อมกับเป๊บซี่อีกกระป๋องละ 8พัน

นั่งกินเสร็จก็ลุกมาถ่ายรูปเก็บบรรยากาศ
จน chai เรียกให้เดินผ่านทะลุน้ำตกเข้าป่า

ป่าที่นี่ มีน้ำไหลผ่านตลอดทาง
เป็นความชาญฉลาดของคนเวียดนาม
การท่องเที่ยวคือความตั้งใจ บวกกับความเป็นไปแต่เดิม

เขาเอาก้อนหินผสมกับคอนกรีตโบกทับเป็นทางเดินเล็กๆ ลัดเลาะไปตามทาง
นักท่องเที่ยวเดินผ่านได้สะดวก โดยที่ยังสัมผัสบรรยากาศได้อย่างครบถ้วน
เราเดินมาเสียไกล จนถึงสะพานไม้เล็กๆ ข้ามแม่น้ำ ซึ่งไหลไปเป็นน้ำตกที่เคยผ่านมาแล้วนั่นเอง

chai บอกว่าเราถึงจุดสิ้นสุดของการเดินแล้ว
มีมอเตอร์ไซด์อยู่อีกฝั่งสะพานรอรับนักท่องเที่ยว
เคยอ่านเจอว่าหากเดินแล้วเหนื่อย ขากลับก็สามารถนั่งมอเตอร์ไซด์กลับได้
โดยมากต้องเจรจาให้ได้ 1 ดอลลาร์ต่อคนต่อคัน
ตอนแรกใจก็เก้ ๆ กังๆ อยู่ จะไม่ขึ้นกลับ
เพราะเอาเข้าจริง ๆก็อายเป็นอยู่ เดี๋ยวจะหาว่าไม่อึด มาเดินทั้งทียังขี่มอเตอร์ไซด์กลับซะได้
แต่ป้าและลุงชาวอังกฤษแกไม่สนใจ แกนั่งซ้อนท้ายแล้วตรงดิ่งกลับโรงแรมเลย

ไมค์ คนขับมอเตอร์ไซด์ ซึ่งบอกชื่อให้ใจรับทราบ
ใจจำได้ว่า เขาเคยบอกชื่อกับใจตั้งแต่หนเดินผ่านตลาดในเมืองมา
เพิ่งจะมาเจอไมค์อีกทีก็ที่สะพานแห่งนี้ นับว่าคำนวณเวลาการเดินของพวกเราได้ดีเป็นอย่างยิ่ง



ไมค์บอกว่าจะนั่งรถเขากลับไหม เพราะขากลับเนี่ย
"4 kilometer up up up !!!"

เห็นภาพไหม ขามา 3 กิโลเมตร ขากลับอ้อมกว่า 3 กิโลเมตร แบบ ขึ้น ขึ้น ขึ้น ด้วย
ใจมองตามนิ้วชี้ของไมค์ เขียนขากลับเป็นเขาอย่างเดียว
เพราะขามาทะลึ่งลงอย่างเดียว 5555
แค่นั้นแหละ ไม่สนใจอะไรแระ เรียกไมค์กับอีกคันส่งกลับโรงแรมคนละ 1 ดอลลาร์ซะเลย

ใจออกตัวมาก่อน พี่เจี๊ยบนั่งอีกคันตามหลังมาไวๆ
ใจชักสงสารคนขับมอเตอร์ไซค์ที่ให้พี่เจี๊ยบซ้อน คงหนักเอาการอยู่ 5555
ใจนั่งเพลิน บวกสยองนิดๆ ข้างหนึ่งเป็นเหวชัน ไม่มีอะไรกัน
ไมค์เร่งเครื่องเต็มที่เพื่อที่จะพาเราสองคนกลับไปยังตลาดซึ่งเป็นปลายทางของ 1 ดอลลาร์
ยังไม่ทันได้เคลิ้มกับลมพัดเย็น
ไมค์ก็พามอเตอร์ไซค์ชนเข้ากับพุงของควายอย่างจัง

ฝูงควายมากมายเดินมาจากเขา แม้ไมค์จะกดแตรดังสักเท่าไร
แต่ควายบางตัวก็ไม่สนใจ ยังเดินนิ่ง
มีตัวหนึ่งโผล่มากลางลำ เท่านั้นแหละ ไมค์เลยชนเข้าที่พุง ...
ควายที่ตัวโตมาก พุงก็ใหญ่
รถของไมค์ไม่ล้ม นิ่ง แต่หมวกของไมค์หล่นเพราะแรงสะบัด
ใจต้องใช้ขาสองข้างยันรถไว้ไม่ให้ล้ม...
ควายตัวเดิมตกใจวิ่งออกไปแล้ว แต่เรายังอยู่ที่เดิม
เอาแต่มองหน้ากันแล้วก็ขำ
ไมค์ลงไปเก็บหมวกแล้วเราขับต่อไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ระหว่างทางขากลับ ใจเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวหลายคน
ทำเป็นฟิตเดินกลับ แต่ก็นั่งแวะพักกลางทาง ข้างทางกันแบบเหนื่อยหอบ
ใจคิดว่าโชคดีจริงๆ ที่ยอมจ่าย 30 บาทเพื่อนั่งกลับ 4 กิโลเมตรนี่
ไม่อย่างนั้นคงเป็นแบบที่เห็นนั่นแหละ

ยกความดีความชอบให้ไมค์เลยนี่ 1ดอลลาร์ คุ้มจริงๆ

2008/02/11

Swoop...มันสูง 40 เมตร


 

เคยโดดลงมาจากที่ๆ สูงที่สุดเท่าที่เคยโดดมาในชีวิตกี่เมตร?

นี่คือประโยคที่ใจตั้งคำถามกับเพื่อนสองสามคนใน msn messenger กลางดึกคืนที่ผ่านมา
ทำไมถึงถามเรื่องนี้ เพื่อนคนหนึ่งถามใจกลับคืนมา ...

นั่นเป็นเพราะว่า วันนี้อยู่ดีๆ ก็นึกถึงเรื่องที่ตัวเองไปโดดจากเครนสูง 40 เมตรขึ้นมา...
อาจจะเป็นเพราะไปขึ้นบันไดเลื่อนที่ fortune รัชดาฯ รึเปล่าก็ไม่รู้แฮะ
เพราะหลัง ๆนี่ขึ้นบันไดเลื่อนทีไร ใจก็นึกถึงภาพโดดมาจากเครนทุกที.. ไม่รู้ทำไม...

เพื่อนผู้ชายสองคน และรุ่นน้องอีกหนึ่งคน ตอบคำถามกลับมาคล้ายๆ กัน
คือเคยโดดจากที่ๆ สูงที่สุดลงมาพื้นจากการฝึกซ้อมรด. เสียเป็นส่วนใหญ่
และก็ไม่เกิน 10 เมตร... สักคน

ใจสิ.. เคยโดดมาจากเครนสูง ที่เรียกว่า Swoop มาแล้ว

หากใครจะจำได้ ใจเคยเขียนเรื่อง Swoop มาแล้วตั้งแต่หนที่ไปนิวซีแลนด์มา
แต่ไม่เคยเอารูปเต็มๆ มาใส่สักครั้ง

เมื่อวานเลยไปนั่งค้นรูปมา นั่งดูไปขาสั่นไป... จำได้ว่ากลับมาจากไปกระโดด Swoop  หนนั้น
ใจก็มีโอกาสไปพันธุ์ทิพย์พล่าซ่า แค่เกาะตรงขอบระเบียงของชั้น 5 ก็ขาสั่นแล้วล่ะ 555

Swoop  ที่ใจไปเล่นอยู่ที่ Agrodome ใน Rotorua นิวซีแลนด์
ต้องขับรถจาก Auckland กว่า  3 ชม.
ทางผ่านเป็นเนินเขาขนาดย่อมๆ มีแกะ.. แกะ และก็แกะ
แกะมากมายเดินเล่นอยู่บนเนินเขาเล็กๆ สลับกันไปมา
ฝนตกปรอยๆ ข้างนอก แต่ข้างในรถกลับอุ่นด้วยฮีทเตอร์
มิน่า นิวซีแลนด์ถึงเต็มไปด้วยโลเกชั่นสำหรับถ่ายทำภาพยนตร์ อย่างนี้นี่เอง

ใน Agrodome เหมือนกับสถานที่ที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสการท่องเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติ
เจ้าของที่เปิดฟาร์มให้เที่ยวชมฟาร์มทั้งหมด
โดยแบ่งสัดส่วนของพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวในรูปแบบที่ต่างกัน
นอกจากจะมีการแสดงของสัตว์แต่ละรอบ มีการเที่ยวชมการเพาะปลูก ชมแกะและอื่นๆ แล้ว
ยังมีเล่นเครื่องเล่นผาดโผนหลายประเภท ทั้ง Bungy Jump กระโดดบันจี้จัมพ์แบบที่บ้านเรารู้จัก
Agrojet เรือเร็วแบบผาดโผน นั่งไปลุ้นไป จะตกเรือไหม
Zorb ลูกบอลกลมๆ เทน้ำใส่ คนเข้าไปนั่งแล้วก็ปล่อยกลิ้งตกเขา....
และอื่นๆ อีกมากมาย  ลองไปดูได้ที่ http://www.agrodome.co.nz/ 

ทั้ง Zorb และ Swoop ผ่านมือใจมาทั้งสองอย่าง
เจ้า Swoop นี้ สำหรับผู้ใหญ่ เขาคิดราคาค่าเล่นอยู่ที่ $45
45 เหรียญนิวซีแลนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 1,100 บ.
ส่วน  Zorb  แพงเอาการ ใจเล่นไปสองคนพร้อมกัน แพ็กเก็จจะ 3,400 บ.

คำชี้ชวนของ Swoop ในเว็บไซต์ที่ใจเห็นก็คือ

Are you into fun and action?
Are you keen to fly but find bungy jumping a little daunting?
Then why not give Swoop a go?


ขนาดที่ว่าคุณชอบสนุกและเร้าใจไหม คิดว่าบันจี้จัมพ์มันสนุกน้อยไปทำไมไม่ลอง Swoop...
...คิดดูละกัน... 555



Swoop เล่นง่ายๆ ไม่ยาก คุณแค่ขึ้นไปบนแท่นที่จัดไว้ให้
พนักงานจะให้คุณสอดตัวเข้ากับถุงขนาดใหญ่เท่าลำตัว ขาทั้งสองข้างคุณจะอยู่ในถุง
ครึ่งท่อนบนจะโผล่พ้นออกมา.. โดยมีสองถุง สำหรับผู้เล่นสองคน หรือสามถุงสำหรับ 3 คน
เมื่อทำการล็อคตัวกับถุงเสร็จสิ้น พนักงานจะทำการเกาะห่วงถุงเข้ากับเครนยักษ์
และค่อย ๆ ดึงตัวคุณจากเบื้องล่างขึ้นไปติดกับเครนด้านบนที่สูง 40 เมตร

คนข้างขวา จะเป็นคนฟังสัญญาณจากพนักงานด้านล่างที่ตะโกนเสียงดังจนได้ยิน
 1 2 3 !!! คนข้าง ๆ ก็จะทำการกระตุกสลักที่ตัวติดกับเชือกของเครน..

แค่นั้นแหละ เชือกที่รั้งถุงติดกับเครนก็หลุดออก ถุงที่มีผู้เล่นอยู่ด้านใน หล่นฮวบลงเบื้องล่าง
ด้วยความเร็ว 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วระดับ G-Force ...
เขาว่ากันว่า คนเล่นจะเหมือนกับได้บินกันเลยทีเดียว



ใจจำไม่ได้ว่าตัวเองเหมือนบินไหม แต่จำได้ตอนค่อยๆ ถูกดึงขึ้นไปติดกับเครน
อยากจะลงมาข้างล่างแบบไม่โดนกระตุกสาย.. แต่คิดช้าไปเสียแล้ว มันอยู่ในถุงแล้วรอกระตุกสายไปเสียแล้ว

พอกระแตคนข้าง ๆ ใจที่ขึ้นเล่นพร้อมกันกระตุกสลัก ใจก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
นอกจากเสียงกรี๊ดของตัวเอง ...น้ำลายไหลเลยเพราะมันเร็วจัด 555

เสียงคนข้างล่างร้องกรี๊ดตาม ทำเอาใจเสียเป็นวูบๆ
ใครเคยกระโดดหอสูงแบบโรยตัวลงมา แบบมีเสียงรั้ง
คิดภาพกระโดดแบบนั้นแต่ความสูงมากกว่า 4 เท่า

พอกระตุกเชือกจนสุด เชือกจะรั้งทำให้เหวี่ยงถุงกลับไปมาหลายรอบ....
ใจยิ่งกรี๊ดดังขึ้นไปอีก เมื่อถุงถูกเหวี่ยงแรงๆ กลับไปมา...

ใจจำภาพของแม่น้ำสายยาวที่พาดไปมาใส Agrodome ได้
มันชัดที่สุดในความทรงจำ เพราะคนข้างล่างตัวเท่าหัวไม้ขีดไฟเท่านั้นเอง 



เมื่อเชือกตึงและความเร็วลดลง...พนักงานข้างล่างก็จะจับตัวผู้เล่นให้ออกจากถุง
ใจแทบจะยืนไม่ได้... ฟังเสียงผู้ร่วมทริปชาวบัลกาเรียแว่วๆ มาว่า
ประเทศยู ผู้หญิงนี่กล้าเสี่ยงดีเนอะ... เหอเหอ...

กลับมาจากนิวซีแลนด์ ใจไปเล่นเฮอริเคนที่ดรีมเวิร์ล
ไอเครื่องเล่นที่ล็อคคนเข้ากับเบาะที่นั่ง แล้วหมุนเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา
แล้วค่อยๆ นิ่ง หมุนให้หัวคนนั่งกลับด้าน... นั่นแหละ
ไม่อยากจะบอกว่ามันเด็กๆ ไปเลย ไม่เสียวอะไรเลย

เสียวอย่างเดียว กลัวเบาะหลุด หรือ ตัวหลุดออกจากเบาะก็เท่านั้นแหละ เง้อออออออออ


ไปดูข้อมูลการเล่น Swoop เพิ่มเติมได้ที่ http://www.agrodome.co.nz/


ปล. จริง ๆ อยากจะไปโดดบันจี้จัมพ์ แต่เวลาน้อยเอาไว้ก่อน คงมีสักครั้งแหละน่าในชีวิตนี้อ่ะ

2008/01/27

ซินจ่าว 6 ... ถึงซาปากันซะที



 

รถแล่นผ่านหมู่บ้านที่มองแบบผ่านๆ นึกว่าอยู่แถวเชียงรายบ้านใจ
บ้านทรงชั้นเดียว มีประตู มีผู้คน และหมาระหว่างทาง ทำให้อดนึกถึงแถวบ้านไม่ได้

อดนึกถึงเสียไม่ได้ กับพ่อกับแม่ และพี่สาวทุกๆ คน
นึกถึงหมาหลังอานที่ชื่อ "พริกไทย" เอาแต่หวงกระสอบยัดปุยนุ่นที่นอนของมัน
นึกถึงหมามันนี่ หมาพันธุ์ปั๊ก ที่กลับบ้านทีไรก็นอนไม่หลับ เพราะมันกวน



แต่หลังจากนั้นไม่กี่นาที รถก็เริ่มเร่งเครื่องจนเหม็นควันยิ่งขึ้น ทางยิ่งลาดชัดเข้าไปทุกที
ในเวลาเดียวกันถนนก็เข้าทางโค้งกันตลอดเวลา ไม่เพียงแต่ชันแต่มันยังโค้งด้วย

ผ่านมาได้ครึ่งชั่วโมงแล้ว เริ่มเห็นว่ารถตู้อยู่ห่างจากจุดเริ่มต้นมากเพียงใด
มองผ่านกระจกใสของรถบานใหญ่ เห็นว่าพระอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นหมอกหนามาอวดโฉม
ทะเลหมอกกับพระอาทิตย์สีแดงเหมือนไข่เค็ม รอบๆ เป็นภูเขาสูง ...สวยเป็นบ้า..

เริ่มเห็นความหวังแล้วล่ะว่า ซาปาคงจะสวยเหมือนพระอาทิตย์เช้านี้นี่แหละ
คุ้มเหนื่อยที่ต้องนอนรถไฟมานานเกือบครึ่งวัน และเห็นฝรั่งมันแก้ผ้านอนด้วย



รถวิ่งมาถึงซาปาแล้ว ที่รู้ว่าถึงซาปา ก็เพราะสังเกตจากสถานที่รอบข้างถนน
ช่างมันแตกต่างกับหมู่บ้านที่ผ่านมาอย่างชัดเจน
ดูเป็นเมืองในหุบเขาที่เจริญกว่าเมืองอื่นๆ ที่ผ่านมาก่อนหน้าเป็นไหนๆ

รถวิ่งผ่านจุดศูนย์กลางของเมืองซาปาแล้วขึ้นเนินเขาผ่านเมืองมาไม่กี่ร้อยเมตร
ตรงจุดศูนย์กลางที่ทั้งอ่านหนังสือและอ่านในเว็บไซต์พบว่ามีตลาด มีผู้คนเยอะแยะ
มีโบสถ์เก่าสวยงาม และมีลานกว้างๆ เป็นดาวหลายแฉกเห็นได้จากไกล ๆ
รถมาจอดนิ่งตรงหน้าโรงแรมที่ดูเหมือนจะมีจำนวนชั้นมากกว่าใครเขาแล้วในระแวกนี้



เราได้รับการเช็คชื่อ และรับคูปองทานอาหารเช้าทุกมื้อระหว่างการพักที่นี่
อันนี้เป็นข้อสัญญาที่คุณต้องบอกเอาไว้ชัดเจนตั้งแต่ซื้อทัวร์
ต้องรวมค่าตั๋วไปกลับ ย้ำ...ไปและกลับ... ที่พักหนึ่งคืน ทัวร์สองวัน และอาหารทุกมื้อ 



พนักงานโรงแรมบอกว่าให้ฝากของไว้ก่อนตรงนี้ แล้วชี้ไปที่ของกองอยู่ข้างเคาน์เตอร์
แล้วชี้มือลง บอกว่าให้ลงไปทานอาหารเช้า ล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำด้านหลังของห้องอาหาร
หลังจากนั้นให้มาเจอกันที่หน้าโรงแรม 9 โมงจะมีไกด์มารับเพื่อพาไปเดิน trekking ในวันแรก

นี่คือความชาญฉลาดของโรงแรมแถว ๆ นี้
เมื่อแขกมาถึงโรงแรมในช่วงเช้า แขกอีกกลุ่มหนึ่งยังไม่ออกจากห้อง หลายคนคงกำลังง่วนอยู่กับอาหารเช้า
เราต้องไปเข้าห้องน้ำสำรอง ห้องพักที่ควรจะได้เห็น ก็ยังไม่เห็นจนกว่าคนอีกกลุ่มหนึ่งจะออกไปก่อนเที่ยง

เพราะคนกลุ่มนั้นจะมีกำหนดไปเดิน trekking เหมือนกัน แต่คนละเส้นทางกับเรา
เขาจะต้องฝากของไว้ที่หน้าเคาน์เตอร์เช่นกันและไปเดินเขา
เพื่อให้ตรงกับช่วงเวลาที่เราเดินเขาแล้วกลับเข้ามาเช็คอินในช่วงบ่าย ....
วนกันไปวนมา บริหารจัดการห้องแบบไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้เลยจากแขกที่มาถึง
เพราะมันทะลึ่งตรงตัวไปเสียหมด



หลังจากที่ซกมก ไม่ได้อาบน้ำมาตั้งแต่เมื่อวาน เพราะมันต้องรีบมาที่สถานีรถไฟ
เช้านี้ใจเลยต้องล้างเนื้อล้างตัวที่ห้องน้ำติด ๆ กับห้องอาหารของโรงแรม
แม้จะลำบากไปสักนิด แต่นี่แหละรสชาติชีวิตของการเดินทาง
นับว่าเป็นคำปลอบใจที่ดี ... ดูซกมกลำบากดี ไม่เป็นไร ทนได้



ออกจากห้องน้ำมา ใจเพิ่งสังเกตเห็นว่าไอกระจกหน้าห้องน้ำนั่น..แม้มันจะขุ่นๆ
แต่ก็เห็นท่าทางของคนข้างใน...แม้จะลางๆ แต่ก็เห็น...ฟะ เราทำอะไรตะกี้เห็นหม้ดดดดดด

ใจยืนสูดอาหารแถว ๆนั้นสักพัก ก่อนรอไปหม่ำข้าวเช้าในห้องอาหาร
ยืนคุยกับฝรั่งหลายคน ถามไถ่ถึงความเป็นไป ทำไมมาเที่ยวที่นี่
และส่วนใหญ่ก็มักจะตอบว่า มันสวยดี บางคนมาทุกปี บางคนเพิ่งมา และก็มักจะมาช่วงวันหยุดยาว



ซึ่งบ้านเราไม่มี แม้จะเป็นประเทศที่มีวันหยุดมากมาย
แต่เราก็สะสมรวมเอาไว้หยุดแบบว่า 20 หรือ 25 วันติดๆ กันไม่ได้
หยุดแบบนั้น เขาเรียกว่าหยุดยาว...หัวหน้าบอกให้ลาออกไปเลยเสียดีกว่า

ใจได้ยินเสียงคนไทยแว่วมาไกลๆ
เห็นแล้วใจชื้น หลังจากไม่เจอคนไทยมาหลายวัน
วันนี้ได้ยินเสียงคนไทยพูด เริ่มรู้สึกสดชื่นขึ้นมาหน่อย

อย่างน้อยคนไทยก็มาที่นี่ .... อย่างน้อยเราก็ไม่เดียวดายที่นี่

 

ซินจ่าว 5 ... มุ่งหน้าไปซาปา



 

หลังจากลงจากรถตู้ พี่เจี๊ยบ ท่านเพิ่งจะนึกได้ว่า ขาตั้งกล้องราคาเป็นหมื่นของแกนั้นมันยังนอนนิ่งอยู่บนเรือ

แกเคยทิ้งขากล้องแบบนี้ไว้ที่สโมสรกองทัพเรือมาหนึ่งหน แต่หนนั้นโชคไม่ดี มันหาย...
หนนี้ดันทิ้งไว้บนเรืออีกแล้ว เป็นเพราะไม่ได้หยิบมันออกมาใช้งานเลยเราเลยลืมมันไปเสียสิ้น

พี่เจี๊ยบวิ่งไปตามหาเรือ ใจบอกไกด์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ไกด์วิ่งตามไป และหายกันไปทั้งคู่หลายสิบนาที กลับมาอีกที ได้ยินเรื่องราวว่า
เรือออกไปแล้ว และเขาต้องหันหัวเรือกลับมาอีกทีเพื่อเอาขาตั้งกล้องมาคืน...โชคดีไป

เมื่อเรื่องราวเกี่ยวกับขาตั้งกล้องจบไป ทุกคนก็เดินตามไกด์ออกมาจากท่าเรือมายังที่จอดรถตู้
ใจ พี่เจี๊ยบ ป้าฝรั่งเศสและสาวมาเลย์นั่งเบียดกันอยู่เบาะท้ายสุดของรถตู้คันยักษ์
ด้านหน้าเป็นคนจีนกลุ่มหนึ่งและหนุ่มญี่ปุ่นหน้าตาดี นั่งเบียดกันอยู่

คนจีนพยายามชวนคนญี่ปุ่นพูด แต่พูดกันเป็นภาษาอังกฤษ T.T
พยายามจะนั่งฟัง ใจความตอนหนึ่งทำให้ทุกคนในรถหูผึ่ง
หนุ่มญี่ปุ่น นักเดินทางในวันหยุดยาวของเขาเพียงลำพัง หาที่พักในเวียดนามได้ดว้ยราคาเพียงคืนละ 3 ดอลลาร์เท่านั้น
มันเป็นห้องพักคู่ ใช้ห้องน้ำรวมอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของที่พักของฮานอย
จริงๆ แล้วฮานอยมีที่พักแบบนี้ค่อนข้างมาก ดังนั้นหากไม่ลำบากจนเกินไป
หากใครอยากจะประหยัดเรื่องค่าที่พัก การไปกันหลายๆ คน เลือกพักแบบนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
เคยได้ยินว่ามีห้องรวม 4 คน หรือมากกว่านั้น ใช้ห้องน้ำรวมด้วยเช่นกันด้วย ราคาก็ถูกกันเมื่อคิดต่อหัว

ใจเพิ่งจะสังเกตว่าที่ฮานอยนั้นเขาคิดค่าที่พักในราคาต่อห้อง
นอนกันในจำนวนที่ระบุเอาไว้ มากกว่าการคิดต่อหัวเหมือนกับประเทศอื่นๆ หรือในโรงแรมชื่อดังอื่นๆ
คิดว่าเหมือนบ้านเรานิดๆ คิดแล้วประหยัดดี อย่างสิงคโปร์มักคิดต่อหัว นอนสองคนก็คิดเพิ่มไปเลย...ต่อหัวนั่นแหละ

รถตู้แล่นมาด้วยความยากลำบาก ถนนจากเมืองฮาลองมาฮานอย แทบจะเป็นทางสองเลนส์ทั้งหมด
รถวิ่งสวนกันดว้ยความเร็วสูง นั่งดู นั่งลุ้นเวลาแซงกันเป็นระยะ บางทีก็ช่วยเบรคแทน เหอๆ
ใครไม่เคยไปเวียดนามไปสักหน กรุณาทำใจ ที่นี่เขาจะกดแตรใส่กัน และเปิดไฟสูงต่ำสลับกันไล่คันหน้าอย่างเป็นปกติ
ตอนแรกใจก็นึกว่าเขาเตือนกันว่า หลบไปหน่อย ฉันจะไป ฉันขับเร็วเหมือนบ้านเรา... แบบว่าทำสองสามครั้งพอ
แต่ที่ไหนได้ เขาทำติดๆ กันนานหลายนาที สลับกันไปอย่างนั้น หากเป็นบ้านเรา เขาเรียกว่า "กวนทีน" หรือไม่ก็ด่ากัน

แต่ที่นี่ไม่เพียงแต่ทำติดกันหลายนาที แต่ยังทำทุกๆ ครั้งที่รถคันหน้าไม่หลบออกทางขวามือ (ที่นี่พวงมาลัยอยู่ทางซ้าย)
คันข้างหน้าบางคันหนักข้อกว่า เปิดไฟตรงค้างไว้เลย เป็นทำนองว่าฉันไม่หลบ ใครจะทำไม แต่นานกว่าพี่ไทยเยอะ
ดังนั้นไม่เพียงแต่เปิดไฟบอก ยังต้องเพิ่มความดังของแตรไล่ด้วย... ใจนั่งดูเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นหลายชั่วโมง
แต่ก็ไม่ยักเห็นคนขับรถจอดรถแล้วออกมาต่อยหรือมายิงกันเหมือนกับบ้านเรา
คิดว่าคงเป็นวัฒนธรรมบนท้องถนนของเวียดนาม พี่ไทยเราเห็นแล้วก็ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ


รถแล่นฝ่าความมืดนานติดกัน 3 ชั่วโมงก็มาถึงฮานอย หลังจากไล่ส่งคนที่พักไกลจากจุดกลางเมืองสุด
ใจกับพี่เจี๊ยบของแวะลงกลางทางก่อนถึงโรงแรม เพราะยกนาฬิกาดูแล้วยังคิดว่ามีเวลาทานมื้อค่ำก่อนกลับไปโรงแรม
เพราะนัดรถตู้มารับไปขึ้นรถไฟเอาไว้ตอนสองทุ่มครึ่ง เวลานั้นก็เพิ่งจะทุ่มครึ่งเองนี่นา

มื้อนี้ก็ยังต้องกินเฝอเหมือนเคย เพียงแต่ว่าเป็นเฝอใส่หมู หนก่อนกินเฝอใส่หน่อไม้ และไก่
สรุปว่ามาฮานอยต้องกินเฝอกันแทบทุกมื้อ เพียงแต่ว่าจะเป็นเฝอใส่อะไรก็เท่านั้นเอง

กินเฝอเสร็จก็เรียกซิโคล่จากแถวๆ นั้นมาส่งที่หน้าโรงแรม
รถยังไม่ทันจะจอดดี พนักงานโรงแรมก็ทำหน้าบึ้งใส่ ตะโกนโหวกเหวงเป็นภาษาเวียดนามใส่
ตอนหลังหล่อนตั้งสติได้ก็พูดเป็นภาษาอังกฤษได้ใจความว่า ไปไหนมา คุณนัดรถไว้ทุ่มครึ่งนะ
รถไฟออกตอนสองทุ่ม 15 ....... โอ้ จอร์จ แค่นั้นแหล ะพวกเราก็ตาเหลือก
โวยกลับ ก็ก่อนออกเมื่อเช้าพนักงานชายคนหนึ่งบอกเราว่า มาให้ทันสองทุ่มครึ่งนะรถไฟออกสามทุ่ม
ไม่มีเวลาจะเถียงอะไรกันต่อ เพราะว่าดูนาฬิกาแล้วคิดว่า หากไปตอนนี้ยังโชคดีขึ้นรถไฟทันไม่เสียเงินฟรี

พนักงานยกของของโรงแรมคนหนึ่ง ใจดี ให้เราอัด 3 มอเตอร์ไซด์ฝ่ารถราอันบ้าคลั่งมายังสถานีรถไฟ
ตั้งแต่หนแรกใจไม่เคยคิดจะนั่งรถมอเตอร์ไซด์ในฮานอยเลยให้ตายเหอะ
แค่ข้ามถนนก็เสียวไส้ เอาชีวิตไม่รอดแล้ว ยิ่งเมื่อเย็นวานก่อนเห็นรถมอเตอร์ไซด์ชนก้นรถนิดหน่อย
แต่พี่เวียดเล่นขับแห่กันไปมุงยิ่งกว่าเจอระเบิด ทำให้ไม่กล้าไม่คิดเลยว่า
หากเราโดนมุงบ้าง คงหายใจไม่ออกตายมากกว่ามีแผลที่หัว เหอๆ

แต่ทำยังไงได้ เมื่อเวลาจวนเจียนแบบนี้ มอเตอร์ไซด์นี่แหละเร็วสุดแล้ว

พนักงานของโรงแรมขับลัดเลาะเป็นเวลากว่า 10 นาทีก็โผล่ที่สถานีรถไฟ
เขาฝากรถไว้ที่ฝากรถ แล้วก็ช่วยหิ้วกระเป๋าให้ใจ ส่วนหนึ่งของกระเป๋าใจฝากไว้ที่โรงแรมโดยไม่เสียเงิน
และจะกลับมาเอาในตอนขากลับจากซาปา เราสามารถทำแบบนี้ได้กับทุกโรงแรมหากจำเป็นต้องไปต่างเมือง

เหลือเวลาอีกห้านาที ผู้คนเบียดเสียดกันเข้าไปต่อแถวเพื่อจะเข้าไปที่ชานชาลาจอดรถไฟ
พนักงานของโรงแรมตรงรี่ไปที่พนักงานบริษัททัวร์ที่ใจจองทัวร์เอาไว้
เอายื่นใบจองสีขาวให้กับพนักงานหญิง ก่อนเธอจะเช็ครายชื่อและทำการยื่นตั๋วรถไฟอย่างดีให้เราสองใบ
และเปิดทางให้เราเดินเข้าไปด้านในของชานชาลา เรารีบตรงดิ่งไปที่ตู้รถไฟหมายเลขที่ระบุไว้
เมื่อถึงหมายเลขของตู้ที่ต้องการ ก็มองหาเลขห้องที่ต้องการอีกรอบ

พนักงานของโรงแรมที่ตามยกของมาส่งเจอเลขห้องก่อน เขาให้เราเข้าไปในห้องและยื่นกระเป๋าให้
เราขอบคุณพร้อมกับยื่นเงินดองให้สองหมื่นเป็นการตอบแทนน้ำใจที่ดียิ่งของเขา
ก่อนจะร่ำลาด้วยการจับมือ และเขาก็จากไป ปล่อยให้เราเผชิญชะตากรรมต่อ

เป็นอันว่าคืนนี้เราไม่เสียเงิน และไม่ตกรถไฟ ผิดแผนไปบ้างแต่ถือว่าโชคช่วยเอาไว้หลายครั้ง

และตอนี้เราก็มานั่งอยู่ในเตียงนอนชั้นล่าง ปล่อยให้ชั้นเป็นที่วางของไปก่อนพลางๆ เพื่อเป็นการพักเหนื่อย


ในห้องพักแบบ 4 คน มีเตียงสองชั้นให้บริการสองเตียง รวมเป็น 4 ที่นอน เป็นห้องที่เขาเรียกกันว่า Soft Sleeper
เคยมีคนเตือนว่า หากจะจองตั๋วรถไฟไปซาปา หรือไปที่ไหนก็ตาม หากไม่ระบุว่าเป็น Soft Sleeper
คุณก็อาจจะพลาดเสียเงินเท่ากัน แต่ได้ห้องแบบนอนกัน 6 คนก็เป็นได้ ดังนั้นตอนจองทัวร์ก็ให้คุยกันให้ชัดเจน

เรามีเพื่อนร่วมห้องเป็นหนุ่มจากเยอรมนีหน้าใสสองคน ซึ่งจับจองเตียงของตนในฝั่งซ้ายมือเอาไว้ก่อนแล้ว
เราเลยไม่มีทางเลือกต้องเลือกฝั่งขวาดว้ยความจำเป็น แต่ก็ไม่เสียหายอะไร นอนได้เหมือนกัน

รถแล่นออกจากฮานอยออกไปเรื่อยๆ นับจากนี้อีก 8.30 ชั่วโมง กว่าจะถึงที่สถานีรถไฟลาวก่าย
เพื่อต่อรถบัสไปที่ซาปาอีกชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงจุดหมายปลายทางการเดินทางในครั้งนี้กันแล้ว

เรานั่งคุยกับหนุ่มเยอรมันกันอยู่สักพัก ทั้งสองออกเดินทางในวันหยุดยาวประจำปี 25 วัน
และใช้เวลาที่เขาบอกว่า "หยุดนิดเดียว" ไปกับเวียดนามเหนือ ใต้และลาว เพียงสองประเทศ
ก่อนแยกย้ายกันสลบไสลไปกับราตรีกาลของการเดินทางกันยาวนานในค่ำคืนนี้

ใจมาตื่นได้สติอีกที ก็เพราะมีเสียงโหวกเหวกและเสียงเคาะห้องพัก
หลังจากทำตาให้เคยชินกับความมืดของห้องได้แล้ว ก็ผงกหัวมามองหน้าต่าง
แสงไฟจากด้านนอกพอแลให้เห็นความเป็นไปภายในห้องได้บ้าง

ใจเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าไอหนุ่มเยอรมันทั้งสองกำลังยกกางเกงเข้ามาใส่
ด้วยความตกใจ ใจรีบผลุบเข้าไปในผ้าห่มในทันที...ในใจก็คิดว่า
"ไอบ้า แกต้องแก้ผ้านอนแน่นอน"
จากการวิเคราะห์ในภายหลังก็พอจะรู้ว่า ฝรั่งบางคนเขาก็ชอบแก้ผ้านอนกลางคืนกัน มันสบายดีว่างั้น...

กว่าจะออกจากผ้าห่มได้ ก็รอตั้งหลายนาที ลุกจากเตียงได้ก็เปิดประตูดูความวุ่นวายข้างนอก
นี่เรามาถึงสถานีรถไฟในจังหวัดลาวก่ายกันแล้ว ต้องรีบออกจากห้อง ออกไปที่จุดนัดหมายกันแล้ว
พนักงานโรงแรมบอกว่า หากออกจากรถไฟแล้วให้เดินมามองหาป้ายจากโรงแรมที่เราจะต้องพัก
มันเป็นหนึ่งในสัญญาของแพ็กเก็จทัวร์มูลค่าสองพันกว่าบาทนี้ว่าเราจะได้พักที่ไหน ต้องจำเอาไว้ให้แม่น

เราเดินฝ่าผู้คนมากมาย สังเกตว่าชาวต่างชาติมากมายละลานตาเต็มไปหมด
ว่ากันว่าที่ซาปาแห่งนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวยุโรป
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่กว่าเราจะฝ่าด่านกรุ๊ปทัวร์หลายสิบคนที่ยืนอยู่นั่นได้ ...ก็เล่นอาเหนื่อยไปเลยทีเดียว

ใจเห็นป้ายโรงแรมแล้ว พนักงานที่ถือป้ายชี้ให้ไปขึ้นรถบัสคันย่อม เพื่อนั่งรอคนอื่น ๆ ร่วมทริปเดียวกัน
อากาศในเช้านี้หนาวไม่น้อย หมอกลงจัดเสียจนมองเห็นระยะ 200 เมตรลางๆ 

อีกตั้งหนึ่งชั่วโมงจะถึงซาปา... เมืองแห่งนาขั้นบันได .....

 

ซินจ่าว 4 ... ไปเที่ยวฮาลองเบย์





วิ่งขึ้นมานั่งในรถตู้ โชคดีที่มีคนนั่งจับจองเก้าอี้ก่อนเราเพียงไม่กี่คน มีฝรั่งสาวสามคน ญี่ปุ่นชายหนึ่ง
และป้าแก่ชาวฝรั่งเศสหนึ่ง เก้าอี้เหลืออีกสัก 6 ที่ได้ ส่วนไกด์นั่งขนาบสาวฝรั่งหนึ่งในนั้น กับคนขับรถ...

กำหนดการณ์ของการทัวร์แบบเช้าไปเย็นกลับ ก็คือ รถตู้จะวิ่งไปรับทุกคนที่ซื้อทัวร์ถึงที่พัก
แล้วก็มุ่งหน้าไปสู่ฮาลองเบย์ ลงเรือ กินข้าว เข้าถ้ำ แล้วก็นั่งรถกลับมาถึงฮานอยในช่วงค่ำๆ

หลายคนเคยแนะนำว่า หากไปกันหลายคนหรือไปกันเป็นคู่ จะไปขึ้นรถตู้ก่อนถึงบริษัททัวร์
เพราะจะได้ไม่ต้องแยกที่นั่ง ในกรณีที่มีรถวนไปรับคนอื่นๆ ในกรุ๊ปทัวร์ก่อนเรา
แต่ครั้นจะให้ทำแบบนั้น ใจก็มานั่งคิดว่า มันลำบากจนเกินไป ต้องตื่นตีอะไรเพื่อมุ่งหน้าไปขึ้นรถตู้...

นั่งรถตู้มาได้สักพัก เรามานั่งรอคนร่วมกรุ๊ปอีกนาน...อนุมานได้ว่าเพิ่งจะตื่น
วันนั้นกว่ารถจะรับคนได้ครบล้อก็หมุนตั้ง 9 โมงเช้า

พอคนครบ ไกด์หนุ่มชาวเวียดนามหน้าตาพอรับได้ ก็หันมาพูดต้อนรับคนร่วมทัวร์ทุกคน
บอกกำหนดการณ์ว่าจะทำอะไรในวันนี้บ้าง และก็บอกว่า เดี๋ยวเราจะนั่งไปกันนานถึง 3 ชม.
ดังนั้นขอให้ทุกคนหลับตาพักผ่อนได้ แต่สักพักเราจะแวะที่ขายของ เข้าห้องน้ำก่อน 15 นาที
ถึงที่หมายที่จะต้องแวะ ก็จะบอกให้ทุกคนตื่นเอง....




เขาว่ากันว่ามันเป็นธรรมเนียมสำหรับการซื้อทัวร์ไปฮาลองเบย์
ที่ทุกคนจะต้องทุกพามาแวะในที่ที่ซื้อของฝากแห่งนี้ก่อน...
มองคร่าวๆ ที่ที่ตรงนี้อยู่ในซอยเข้ามานิดหน่อย เหมือนโกดังเก่า เปลี่ยนสภาพเป็นที่ขายของฝีมือชาวเวียดนาม
เดินดูราคาของ ไม่อยากแม้แต่จะแตะต้อง มีห้องน้ำแยกชายหญิงให้เข้า
ฝรั่งและคนไทย ลงจากรถได้ ไม่เข้าห้องน้ำก็มายืนออกันอยู่หน้าโกดังที่ว่า รอเวลาให้รถหมุนไปที่ฮาลองเบย์กันอีกเป็นชั่วโมง
ตอนแรกคิดจะก้าวเท้าออกไปหาผลไม้กินข้างนอก ซึ่งเห็นว่ามีวางขายอยู่
สายตาก็พลันเห็นข้อความภาษาอังกฤษ ที่แปลแล้วได้ความหมายว่า
"หากก้าวเท้าออกไปจากสถานที่แห่งนี้แล้ว เราไม่รับผิดชอบในความปลอดภัยของคุณ"
ดูดิ๊...แล้วใครมันจะกล้าออกไปอีก อยากเห็นหน้านัก 555

ทัวร์ฮาลองเบย์ก็คงเหมือนๆ กับที่ใครเขาเล่าเอาไว้ในหลาย ๆ หน
ไปถึงเขาก็บอกให้รอก่อน คนมันเยอะ จำเพื่อนร่วมกรุ๊ปไว้ให้ดี
คนร่วมกรุ๊ปบางทีไปถึงก็ถูกแยกออกไปให้ขึ้นเรืออีกลำ เพราะเขาซื้อแพ็กเก็จแบบนอนค้างคืนบนเรือ
กี่วันก็ว่ากันไป ดังนั้นอย่าอุตริไปเดินตามเขา เราต้องรอตรงไหนก็ฟังไกด์ให้รู้เรื่อง

การไปเที่ยวต่างประเทศโดยไม่ได้ซื้อทัวร์ ไปเอง กลับเอง เลือกเที่ยวเอง
สิ่งจำเป็นคือต้องฟังภาษาอังกฤษให้ได้ และสื่อสารให้เป็น..ไม่เก่ง แต่ให้เอาตัวรอดก็ยังดี
ดังนั้นหากใครบอกว่าไปแบบไม่รู้เรื่องภาษาอังกฤษเลย ก็อาจจะได้ แต่คงไม่สะดวกเท่าที่ควร

พวกเราที่ซื้อทัวร์แบบไปเช้าเย็นกลับ ยืนรออยู่สักพัก
ไกด์บอกว่าไปซื้อตั๋วลงเรือให้ เมื่อเขากลับมาก็พาเราทุกคนลงเรือ

สภาพการจอดเรือที่นี่คือซ้อนกันไปซ้อนกันมา มีเรือหลายร้อยลำจอดออกันอยู่ที่ท่าเรืออ่าวฮาลอง
การที่จะไปถึงเรือของเราได้...ทุกคนก็ต้องปีน เราลงเรือลำแรกสุด ปีนขอบเรือ เพื่อลงไปยังเรืออีกลำที่จอดติดกัน
เดินผ่านไปด้านหลัง ปีนขึ้นด้านหลังเพื่อไปเรือด้านหลังสุด ซึ่งคือเรือของเรา

ทุกคนสามารถจับจองที่นั่งได้ตามใจชอบ
ใครอยากจะนั่งสองคนก็ได้ แต่ต้องทำใจว่า ในตอนพักเที่ยงจะกินข้าว
ไกด์จะบอกว่าให้มานั่งรวมกลุ่มกันให้ได้ 5-6 คน เพราะจะได้เสิร์ฟอาหารพร้อมกันเป็นชุดๆ

เรือแล่นออกจากฝั่งแล้ว ลมหนาวพัดมากระทบตัว พอให้เย็นจับขั้วหัวใจ
ฮาลองเบย์ หนึ่งในอ่าวตังเกี๋ย เป็นสีเขียว แบบที่ใครเขาเรียกว่าเขียวมรกต ดูแล้วสดชื่นสายตาดีแท้

น้ำทะเลสีเขียวสุดลูกหูลูกตา เหมือนมีตะปูตอกอยู่กลางแผ่นน้ำนั้นเป็นพักๆ
จริงๆ แล้วเป็นเหมือนกับภูเขา พื้นดินที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ ประมาณเขาตะปูที่พังงาบ้านเรา
เขาเรียกตะปูเหล่านี้ว่าเป็นเกาะ จำไม่ได้ว่าไกด์บอกว่าที่นี่มีเกาะทั้งหมดเท่าไร แต่เกินหลักหมื่น...

ไกด์คนเดิมกับที่พาเรามาแนะนำตัวอีกหน เพราะสมาชิกหน้าใหม่หลายคนมาจากรถคันอื่นๆ
หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เรากินลมชมวิว จนกว่าจะถึงเวลาทานอาหารกลางวัน



ดูเหมือนจะวนเวียนแบบนี้ทุกลำเรือที่ซื้อแพ็กเก็จมาล่องที่อ่าวฮาลอง
เมื่อแล่นมาสักพัก เรือจะเทียบท่าติดกับแพเลี้ยงปลาของชาวประมงที่ฮั้วกันไว้ตั้งแต่แรก
เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวลงไปเลือกปลา ปลาหมึก กุ้ง กั้ง หอย และอาหารทะเลอื่นๆ แบบสดๆ
และสั่งให้เขาทำอาหารให้เรา โดยคิดค่าบริการตามจริง
เพิ่มเติมจากชุดอาหารที่เขาจัดสำรับเอาไว้ให้อยู่แล้วในแพ็กเก็จ

ใจลงไปดู เพิ่งจะเห็นปลาหมึกมันว่ายน้ำเป็นๆ ก็หนนี้ ตื่นเต้นดี
มีหมาน้อยเวียดนามนอนอยู่บนเรือด้วย แต่ตัวนี้สั่งทำกับข้าวไม่ได้ ..ยังโตไม่เต็มที่

อาหารมื้อกลางวันในแพ็กเก็จวันนี้ประกอบไปด้วย ไข่เจียวม้วน หรือเอาไข่ไปเจียว ม้วนแล้วหั่น
ผัดผักกาดกวางตุ้งไม่ใส่เนื้อสัตว์ประเภทใดเลย ปอเปี๊ยะใส้ผักและวุ้นเส้น
และอะไรอีกสักอย่างสองอย่างนี่แหละ จำไม่ได้ค่อยจะได้
จำได้แต่ว่ามันจืดมากเสียจนต้องคิดขอบคุณน้ำพริกนรกที่พกติดตัวไปด้วย 1 กระปุก 

สาวมาเลย์ และป้าฝรั่งเศสที่เดินทางท่องเที่ยวเพียงลำพัง เห็นเราควักกระปุกน้ำพริกออกมาถึงกับอึ้ง
ถามว่า เผ็ดไหม เราบอกว่าไม่เผ็ด เชื้อเชิญให้เขาลอง แต่เห็นทำหน้าไม่พิสมัย
มื้อนั้นเราเลยได้กินน้ำพริกของเราได้อย่างเต็มที่ โฮะโฮะ ไม่แบ่งใคร

เมื่อจอดแวะทานอาหารเสร็จแล้ว เรือก็แล่นออกไปอีกเรื่อยๆ จนไปถึงจุดที่จะถ่ายลูกเรือลองเรืออีกลำ
เพื่อแล่นเข้าไปชมความงามภายในถ้ำลอดที่อยู่ใกล้ๆ กัน
เพียงแต่มีเงื่อนไขว่า คนที่จะไปต้องเสียค่าบริการเพิ่มอีกคนละ 2 ดอลลาร์
ใจขอบาย เพราะอารมณ์ลอดถ้ำตอนนั้นไม่มีเอาเสียเลย นั่งมองน้ำทะเลเขียวๆ ก็เพียงพอแระ

เรารอทีมที่เขาไปลอดถ้ำกลับมาสักพัก เรือก็ถึงเวลาหันหัวเรือกลับ
ตอนแรกนึกว่าจะสิ้นสุดการเดินเรือเพียงแค่นี้ แต่หาใช่ไม่
เรือแล่นมาแวะจอดที่ถ้ำหินงอกหินย้อยที่อยู่ไม่ไกลนัก

ทุกคนต้องลงจากเรือ เดินบันไดขึ้นเขาเข้าไปในถ้ำ
บันไดหินอย่างดี ถ้ำก็สะอาด ทำให้นึกถึงถ้ำในเมืองไทย
ทำไมไม่ทำให้มันดีแบบนี้มั่งนะ ดูสิอากาศเย็นๆ แบบนี้มาเดินลอดถ้ำ โรแมนติกจะตาย

ออกจากถ้ำ เรือก็ถึงเวลากลับมาจอดที่ท่าเรือจริง ๆ
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือ การนั่งรถกลับ .... อีก 3 ชั่วโมง
ใกล้มืดแล้ว ใจนั่งลุ้นว่าจะไปถึงฮานอยทัน 2 ทุ่มไหมนะ
เพราะ 4 ทุ่มคืนนี้มีนัดขึ้นรถไฟตู้นอนเพื่อไปต่อที่เมืองซาปา เมืองทางเหนือของเวียดนาม
เรื่องหลังจากนี้ เอาไว้มาต่อที่ตอน 5 ละกันนะ ตื่นเต้นทีเดียว ... เหอเหอ ...

ตอน 5 นี่แหละ เป็นจุดพลิกผันของเรื่อง
ทำให้ใจต้องมองภาพของการเดินทางในเวียดนามเปลี่ยนไปนิดหน่อย
โดยเฉพาะข้อตกลงเรื่องเวลา หากไม่สื่อสารให้ดี อาจจะพลาดทริปไปที่อื่น ๆ ก็เป็นได้

ซินจ่าว 3 ... วันนี้ที่ฮานอย




 

ตอนแรกกะว่าจะเล่าเรื่องไปเดินในเมืองฮานอยเสียก่อน
แต่มานั่งคิดนอนคิดอีกที เพื่อเป็นการถนอนนิ้วและเรื่องราวเอาไว้ให้ยาวนาน
การเขียนเรื่องบรรยากาศภายในเมืองเอาไว้รวมอยู่ในเดียวกันในตอนถัดๆ ไปก็ท่าจะดี

ขอข้ามช็อตของการเดินเที่ยวในฮานอยในเย็นวันแรกของการเยือนฮานอยไปก่อน
เอาเป็นว่าตัดตอนมาถึงเช้าวันที่จะไปฮาลองเบย์ก่อนเลยละกัน



เช้าวันแรกของการนอนค้างที่ฮานอย หลังจากตื่นนอนตั้งแต่ไก่โห่
แบบที่เขาเรียกรูปแบบสูตรการใช้เวลาอย่างคุ้มค่าว่า "6 7 8"
หลายๆ คนเลือกใช้คำแบบนี้เพราะว่ามันกินใจความเอาไว้เรียบร้อยไม่ต้องอธิบายเยิ่นเย้อ
ตื่น 6 โมง กินข้าว 7 โมง และ 8 โมงล้อหมุนจากที่พักมุ่งหน้าสู่ฮาลองเบย์

แต่เป็นเพราะเมื่อคืนนอนดึกเอาการ แบบว่าตื่นเต้นไปกับบ้านเมืองที่ไม่เคยมา
ทั้ง ๆที่ออกไปเดินรอบเมือง หาข้าวกินและเดินหาซื้อของที่ต้องการไปหลายชั่วโมง
เมื่อกลับมาที่ห้องถึงตอน 4 ทุ่ม ก็ยังนั่งคิดและพิจารณาว่าควรจะออกไปเดินอีกรอบ
กลายเป็นว่า...ต้องออกนอกห้องไปเดินถึงสองรอบ 555 ท่าจะบ้า
 จากสูตร "6 7 8" เลยกลายเป็น "6.5 7.5 8.5" ไปในท้ายที่สุด 



เมื่อตื่นนอน และอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้ว ก็รี่ลงมาที่ชั้นล่างของโรงแรม
ภาพที่เห็นคือพนักงานชายหลายคนยังไม่ตื่น นอนเหยียดยาวอยู่บนโต๊ะชุดอาหาร
ที่เราคิดว่า น่าจะเป็นโต๊ะอาหารสำหรับทานข้าวเช้าในมื้อนี้
เราไม่เห็นแขกของโรงแรมหลายอื่นๆ มาตั้งแต่เมื่อวาน
พาลให้นึกว่า...เหมือนกับมาพักกันที่นี่ห้องเดียว ห้องอื่นไม่มีคนสักคน

นั่งมองภาพของพนักงานชายนอนเหยียดยาวกันสักพัก
เมื่อวานเย็นน้องพนักงานใส่แว่นตาหน้าใสที่รับเช็คอินบอกเราว่าเราทานอาหารเช้า
ได้ตั้งแต่เวลา 7.00 น. เป็นต้นไป และหมดเร็วไวภายในชั่วโมงครึ่งเท่านั้น
พนักงานชายคนหนึ่งผงกหัวขึ้นมามอง หลังจากปล่อยให้เรามองเขานอนเหยียวยาวบนเก้าอี้นั่งกินข้าวนั่นอยู่พักหนึ่ง
เราเลยบอกว่าเราอยากกินข้าวเช้า เขาเลยเชื้อเชิญให้ไปนั่งที่โต๊ะ พร้อมกับเปิดไฟ และเอาเมนูอาหารมาให้ดูว่าจะเลือกอะไร


เราสามารถเลือกอาหารหลักได้หนึ่งอย่าง เครื่องดื่มหนึ่งอย่าง เมนูระบุแบบนั้น
เมนูหลักมีไข่ดาวกับขนมปังปิ้ง ไข่เจียวกับขนมปังปิ้ง ขนมปังพร้อมแยม และเฝอหมู เฝอไก่ เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
เครื่องดื่มมีน้ำส้มคั้น มีนมสด ชาพร้อมนม ชาร้อนเฉยๆ ไม่เอานม และกาแฟ

ก่อนที่จะบอกพนักงาน ใจได้ลองชะโงกหน้าไปมองฝั่งตรงกันข้าม
พร้อมกับพบว่ามีผู้คนนั่งกินเฝอกันอยู่อีกฝั่งดูน่ากิน

เลยคิดว่าหากสั่งเฝอพนักงานอาจจะข้ามฝั่งไปซื้อเฝอจากร้านที่ว่ามาให้ทานสบายใจ
แต่ที่ไหนได้คิดผิดมหันต์ พอสั่งเฝอท่านก็บอกว่า เฝอไม่มี...แม้แต่เฝอไก่และเฝอหมู
เมนูที่เหลือไม่มีอะไร พอจะสั่งไข่ดาวกับขนมปังเขา ขอแยมเพิ่มเขาก็บอกว่าไม่มีแยมให้....
อยากกินแยมก็ต้องสั่งขนมปังกับแยม ... แม้วจริงๆ



นั่งรอสักพัก ก็เห็นขนมปังปิ้งที่แข็งขนาดโยนให้ปลาในบ่อก็คงจะไม่กินเป็นแน่
สุดท้ายเลยแก้หิวด้วยการกินกล้วยฟรีที่วางอยู่ในถาดข้างๆ ไปพลางๆ
ก่อนตัดสินใจเดินออกจากโรงแรมปล่อยทิ้งให้อาหารเต็มจานประจานคนเก็บว่ามันไม่อร่อยแบบเต็มๆ
เดินมุ่งหน้าไปร้านเฝอที่อยู่ตรงกันข้าม สั่งเฝอมานั่งทานได้ไม่ถึงสิบคำ
ปรากฎว่าไกด์พร้อมพนักงานโรงแรมก็ออกมาตามให้ขึ้นรถตู้ ที่มีผู้โดยสารจากโรงแรมอื่นนั่งอยู่กันแล้ว 4 ราย
ได้แต่มองเฝออย่างเสียดาย ทิ้งเอาไว้ข้างหลังแล้วไปนั่งรถตู้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ตอนแรกกะจะนั่งกินให้หมดก่อน แต่เกรงใจ... มันดูเป็นคนไทยไร้มารยาทคนเกินไป



รอบนี้จ่ายค่าเฝอไป 70 บาทแต่กินจริง ๆแต่ 10 บาทเห็นจะได้ เสียดายไม่หายเลย...โฮะโฮะ



2007/11/27

ซินจ่าวฮานอย...แม้วลงดอยไปเวียดนาม ตอน 2





หลังจากแท็กซี่มาจอดที่ถนนหั่งก็อต ใจก็ลากกระเป๋าข้ามฝั่งมายัง Prince Hotel
ที่ใครๆ เขาเคยบอกเอาไว้ในเว็บไซต์ว่าดูแลคนไทยดี
ที่สำคัญราคาก็ไม่แพงจนเกินไป พอยอมรับได้ จ่ายไหว ไม่เกิน 18 ดอลลาร์สหรัฐ ..เขาว่างั้น

ใจได้ชั้นบนสุดของตึก เขาว่าชั้น 5 แต่จริง ๆมันเป็นชั้น 6 ฝั่งตรงกันข้ามห้องเป็นห้องพักของพนักงานโรงแรม...
สนนราคาที่ 15 ดอลลาร์ต่อคืน รวมอาหารเช้า เตียง ตู้ ที่นอน หมอน ไม่มีมุ้ง มีเครื่องทำน้ำอุ่น ไม่มีน้ำฟรี
มีน้ำให้แต่คิดที่ 80,000 ดองต่อขวดขนาด 6 บาทที่บ้านเรา
ตอนใจไปประมาณ 16,000 ดองคิดเป็น 1 ดอลลาร์ คิดกลับกันอีกทีก็ได้ 1 ดอลลาร์เท่ากับ 33 บาทโดยประมาณ
ความยากลำบากมันอยู่ตรงนี้แหละ ตรงที่จะซื้ออะไรที คิดกลับกันหลายตลบ
จากเงินดอง เป็นเงินดอล จากเงินดอลเป็นเงินบาท ปวดหัวแต๊ๆ ... แต่ก็จำเป็น
แนะนำให้พ่อแม่สมัยนี้สอนเด็กๆ เรื่องการคิดเงินหรืออัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม
ก่อนที่จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วไปท่องเที่ยวหลายวันที่เวียดนาม

อย่าให้เหมือนเด็กขายน้ำเมื่อวันก่อน ใจซื้อเป๊บซี่ใส่น้ำแข็งหนึ่งถุงราคา 11 บาท
ให้แบงค์ 100 บาทไป เด็กผู้หญิงคงสักวัยม. ต้น ผมสีดำหวีเรียบแปร้ ใส่กางเกงขาเดฟ
ที่เล็บทาสีดำแล้วมีลายเพ้นท์ตัวตุ๊กกะตุ่นทุกนิ้ว คิ้วเข้ม ตาแดงรอบดวงด้วยสีอะไรไม่ทราบ
เธอคิดแล้วคิดอีก ... สุดท้ายก็ทอนเงินให้ใจ 84 บาท  ใจก็งง ทำไมซื้อ 11 ให้ร้อยทอน 84
บวกลบคูณหารให้ตายยังไงก็ต้องทอน 89 บาท พอใจทำหน้างง ยื่นงอนทอนกลับ
เธอก็ทำหน้างงด้วย ยืนนับนิ้วนานมาก จนใจต้องบอกว่ามันต้องทอนเท่าไร
เธอทำหน้าเขิลๆ ใจประเมินเบื้องต้นว่า คงตกเลข หรือไม่ก็ไม่ตั้งใจเรียนเลข
ใจไม่เก่งเลขก็จริง แต่แค่ทอนค่าน้ำเท่านี้ยังพอคิดได้อยู่บ้าง แหม้.... ปวดหัวใจคนแก่จริงๆ

กลับมาที่เวียดนามต่อละกันนะ ... อย่าไปสนใจเลย เด็กคนเมื่อกี้ ตอนนี้คงนอนหลับไปแล้วล่ะ

ก่อนขึ้นไปด้านบนชั้น 6 ใจถือโอกาสคุยกับพนักงานหญิงที่นั่นถึงแผนการณ์ของแต่ละวันว่าเป็นอย่างไรบ้าง
เธอเสนอให้ซื้อทัวร์จากเธอทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทัวร์ไปอ่าวฮาลอง หรือ ฮาลองเบย์แบบเช้าไปเย็นกลับ
หรือทัวร์ไปทางเหนือของเวียดนามที่เรียกกันว่า ซาปา ห่างไปอีกเกือบ 300 กิโลเมตร เป็นเวลา 3 คืน 2 วัน

เมื่อเจรจาตกลงเรื่องราคาและแพ็กเก็จของทัวร์ที่อยากจะได้ และก็พบว่าราคาไม่เหลือบ่ากว่าแรง
และไม่แพงจนเกินไปเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ที่เคยหาซื้อได้ในเวียดนาม เพราะการซื้อทัวร์แบบนี้เป็นเรื่องปกติ
หลายคนบอกว่ามาที่นี่การซื้อทัวร์จากเคาน์เตอร์โรงแรม ใครๆ ก็ทำกัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าทุกโรงแรม
จะมีแพ็กเก็จเสริมจากการแค่ให้บริการห้องพัก เป็นการฝากกระเป๋าและให้บริการทัวร์ทั่วเวียดนามด้วยในเวลาเดียวกัน

ใจซื้อทัวร์ไปฮาลองเบย์ได้ด้วยราคา 18 เหรียญ รวมด้วยรถตู้รับส่งจากโรงแรมถึงที่ฮาลองเบย์แบบไปกลับ
ค่าเข้าอ่าว ค่าอาหารกลางวันบนเรือ ไกด์ภาษาอังกฤษตั้งแต่บนรถยันบนเรือ ค่าเข้าชมถ้ำหินงอกหินย้อยกลางอ่าวฮาลอง
โดยเวลาของการเดินทางรวมทั้งสิ้น 6 ชม. ขาไป 3 และ ขากลับ 3  ชม. นั่งกันก้นบาน...หลับกันนานกว่าจะถึง
แนะนำให้เอาสายวัดไปด้วย จะได้รู้ว่าก้นบานจริงๆ ... นั่งกันไกลกว่าจะได้ไปอยู่บนเรือชมอ่าวนี่นะ

สำหรับใครหลายคนที่มีเวลามากพอ เคยได้ยินเขาบอกเล่าต่อๆ กันมาว่า ซื้อทัวร์แบบไปค้างคืนบนเรือก็ดีไม่น้อย
เพราะไม่เพียงแต่ได้รับทัศนียภาพของน้ำสีเขียวของอ่าวแบบเต็มๆ แล้ว ก็จะได้ภาพที่งามๆ ติดมือมาด้วยนั่นเอง
อันนี้ไม่คอนเฟิร์ม ยังไม่เคยลิ้มรสเหมือนกัน ไว้วันหลังไปแบบนอนค้างคืนเป็นอย่างไรจะกลับมาเล่าให้ฟัง

ส่วนทัวร์ไปซาปา เมืองซึ่งอยู่ทางเหนือของเวียดนามนั้น สนนราคาแพงเอาการ อยู่ที่ 65 ดอลลาร์ต่อหัว
รวมด้วยค่ารถไฟแบบตู้นอนที่เขาเรียกกว่า soft sleeper หรือ SP  รถไฟตู้นอนแบบที่ห้องหนึ่งนอนกันสี่คน
มีแอร์คอนดิชั่น บางทีมีออปชั่นเสริมอย่างอื่น เช่นเสริมชา และกาแฟ แนะนำให้ถามก่อนว่าฟรีไหม...
หากไม่ฟรีก็เสียเงิน หากฟรีก็รีบๆ เอามากินแก้หนาวได้เลย

กรณีของการซื้อทัวร์ที่เกี่ยวข้องกับรถไฟตู้นอนนั้นอันนี้เขาแนะนำให้ย้ำชัดว่าต้องเป็นแบบไปและกลับ
สำทับเข้าไปอีกว่าต้องเป็นแบบ Soft sleeper ของแท้ ไม่เช่นนั้นจะได้เตียงแบบ 6 คนอยู่ในห้องเดียวกัน
แถมยังเสียราคาเท่ากับห้อง 4 คนอีกด้วย ไม่เพียงแต่ซวย แต่ยังเสียเงินมากกว่าคนอื่นเขาอีก..ช้ำทีเดียว

บางที่หลอกผู้บริโภคไม่ระบุขากลับ ยัดตั๋วใส่มือเฉพาะขาไป พอจะกลับเลยได้เรื่อง กลายเป็นว่าต้องเสียเงินค่าตั๋วขากลับ
ตั๋วสำหรับคนอยากกลับจะแพงหูฉี่ ตอนไปถึงเราพบว่ามีผู้โดยสารสองชีวิตที่เรากำลังจะไปพักโรงแรมเดียวกันกับเขา
ตัดสินใจยังไม่กลับ นั่งรถคันเดียวกลับจากสถานีรถไฟไปที่ซาปาอีกหน
เพราะเงินค่าซื้อตั๋วกลับวันเดียวกันนั้น เท่ากับที่เขาจะนอนพักที่ซาปาได้อีกคืน
เขาเลยเลือกกลับวันอื่นเพราะคิดแล้วได้พักอีกวันยังถูกกว่าซื้อตั๋วกลับแบบเร่งด่วน
หลายคนบอกว่า บางทีก็จนใจเพราะต้องกลับมาฮานอยเพื่อขึ้นเครื่องกลับ ดังนั้นต้องเสียค่าตั๋วขากลับมาฮานอยอย่างเดียว
บางทีก็หมดไปหลายสิบดอลลาร์เลยทีเดียว เที่ยวแบบนี้ต้องระวัง อ่านคำแนะนำเอาไว้ด้วยก็ดี

สำคัญสุด อันนี้พบด้วยตัวเอง เราพบว่า การให้เขาระบุเวลาบนตั๋วขากลับนั้นเป็นเรื่องสำคัญ
แม้เราจะไม่ได้ตั๋วขากลับเหมือนใครเขา (อันนี้ไม่แน่ใจว่าคนอื่นเขาเป็นไหม)
ทางโรงแรมให้แต่ตั๋วขาไป บอกว่าขากลับให้ไปรับตั๋วจากสำนักงานที่เมือง Lao Cai ซึ่งเป็นปลายทางของรถไฟ
ก่อนต่อรถบัสไปอีก 1 ชม.เต็มเพื่อขึ้นเขาไปยังเมืองซาปาที่ว่า
สุดท้าย ก็ต้องมานั่งลุ้นเองว่า ตั๋วขากลับจะได้เป็นเวลากี่โมง ...อันนี้ยังไม่เล่ารอเล่าตอนขากลับจากซาปา
สุดรันทดจริง ๆ เพราะต้องมาวิ่งกันขาลาก เพียงเพราะว่าได้ตั๋วก่อนขึ้นรถไฟแค่ 11 นาที
ดังนั้นขอแค่เพียงย้ำบอกว่าอยากจะได้เวลากลับเป็นเวลาใดไปตั้งแต่ต้น กำหนดเอาไว้ชัดเจนกันพลาดก็จะเป็นการดี

นอกเหนือจากนี้การจัดลำดับทริปของแต่ละวันต้องเผื่อเวลากันพลาดเอาไว้สักเล็กน้อย
ต้องกันเอาไว้ว่าเวลาจะไม่พอ อาจจะตกรถไฟ หรือไปไม่ทันทริปที่ต้องการ... อาจจะเสียอารมณ์ บูดกันเป็นทิวแถวได้
เมื่อซื้อทัวร์ครบหมดแล้ว หนนี้ก็ถึงเวลาที่จะไปเดินเที่ยวในตัวเมืองฮานอยกันเสียที
เล่ามาเสียยืดยาว ได้แค่นี้แหละ แยกตอนละกันนะ กันงง ไอข้างบนเนี่ย ถือว่าเป็นการซื้อเวลา
ของดีน่ะมันต้องรอ เยิ่นเย้อไปบ้าง ตามใจคนเขียนละกันนะ ...

ปล. หลายคนอ่านแล้วคงท้อ ตูไม่อยากไปเที่ยวแล้วเวียดนาม
แต่ว่าไปเหอะ โดนหลอกบ้างก็ดี ดีกว่าไม่โดนหลอก คนเราต้องโง่ก่อนจะฉลาดเสมอแหละน่า
เพียงแค่ว่าฉลาดให้เร็ว และอย่าโง่นาน ก็เป็นพอ...โฮะโฮะ



2007/11/18

ซินจ่าวฮานอย...คนบนดอยบินไปเวียดนาม ตอน 1



 
เป็นเวลา 8 วันเข้าไปแล้วที่ไข้ไม่ยอมหายไปสักที
เสียงก็ยังแหบ ขี้มูกก็ยังแอบไหลพอทำให้เปลืองทิชชูอยู่บ้าง

เมื่อคืนวานนอนดูข่าวอยู่บนเตียง
เห็นข่าวเรื่องการตกอันดับศักยภาพในการเรียนรู้ของคนไทยในเวทีโลก
เมื่อเทียบกับเวียดนาม จีน หรือแม้แต่มาเลเซียเพื่อนบ้าน
ก็ทำให้นึกถึงการเดินทางไปเวียดนามหนแรกและหนล่าสุดเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเสียไม่ได้

หลังจากอดทนเก็บเงินที่ไม่ค่อยจะมีสักเท่าไร
และยอมจ่ายเพื่อจะไปชำระหนี้ทางจิตใจที่ฮานอยเป็นเวลาถึง 5 วันติด
นั่งนับวันนับคืน จนกระทั่งถึงเวลาที่ต้องเดินทางเข้าจริงๆ ในเช้าวันหนึ่งของต้นเดือนพ.ย.

สำหรับการเดินทางหนนี้นับเป็นหนแรกที่แบกเป้ไปคนเดียวชนิดที่ต้องวางแผนการท่องเที่ยว
หาข้อมูลในการเดินทาง และสำคัญคือจ่ายเงินเองทั้งหมด
แตกต่างจากหนก่อน ๆ อย่างชัดเจน เมื่อกลับมาก็รู้สึกว่า
การจ่ายเงินไปเที่ยวเอง...อารมณ์ของการเที่ยวเข้าซึมลึกทุกขุมขนก็แบบนี้เอง

นกแอร์โปรโมชั่น 3 บาท ออกมาก่อนโปรโมชั่นไทยแอร์เอเชีย 0 บาท
ทำให้ต้องเลือกนกแอร์ในการเดินทางไปฮานอย
เมื่อบวกค่าน้ำมันและค่าภาษีสนามบิน รวมกับค่าบินที่ 3 บาทไปและกลับ
ทำให้ต้องเสียค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับหนนี้อยู่ที่ประมาณ 3200 บาท

หลังจากเข้าไปแอบอ่านหนังสือท่องเที่ยวในร้านหนังสืออยู่หลายหน
เข้าไปอ่านกระทู้หรือดูเว็บท่องเที่ยวของคนที่เคยไปเวียดนามมาแล้ว
ทำให้ตกลงปลงใจว่าจะไปตายเอาดาบหน้า
มีแค่กระเป๋าเดินทาง เงินในกระเป๋า ที่เหลือไปหาเอาข้างหน้าทั้งหมด
ทั้งที่พัก ทัวร์ระหว่างเมือง อาหารการกิน และอีกสารพัดอย่าง

เมื่อศึกษาข้อมูลหลายๆ อย่าง โดยมีตั๋วเครื่องบินราคาถูกเป็นที่ตั้ง
การเดินทางไปเวียดนามหนแรกเลยจำเพาะเจาะจงที่ฮานอย และเมืองทางเหนือของเวียดนาม
ซึ่งมีระยะทางและระยะเวลาการเดินทางไม่นานมากนัก

ส่วนฮอยอัน เว้ และดานัง ตัดสินใจว่าควรจะเป็นการเดินทางครั้งหน้า
เพราะว่าไม่เพียงแต่ไกลจากฮานอยมากแล้ว โชคดีไม่น้อย
เพราะเมื่อคล้อยหลังจองตั๋วเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็พบว่าเวียดนามใต้เจอมรสุมพายุโซนร้อนอย่างหนักเลยทีเดียว

ช่วงนี้ฮานอยอากาศเริ่มหนาวแล้ว รวมถึงเมืองทางเหนือของเวียดนาม
ซึ่งก็เหมือนๆ กับทางเหนือของไทย ที่หนาวจัดเข้าไปเรื่อยๆ เช่นกัน

หลายคนที่เดินทางไปเวียดนามมาก่อนหน้า แนะนำว่า ไม่ต้องกลัวเรื่องที่พักแต่อย่างใด
เมื่อแลกเงินจากเมืองไทยเป็นเงินดอลลาร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงสนามบินฮานอยก็ให้แลกเงินสกุลดองที่สนามบิน
เพราะจะได้อัตราหรือเรทในการแลกเปลี่ยนจากเงินดอลลาร์เป็นเงินดองดีที่สุด
ซึ่งภายหลังเมื่อไปถึงที่นั่นก็พบว่า มีบางธนาคารให้แลกเงินบาทเป็นเงินดองด้วยเช่นกัน
แต่เมื่อเชื่อผู้รู้คนอื่นๆ เขาก็แนะนำว่า เงินดอลลาร์ที่แลกไปสามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายๆ อื่นในเมืองได้ด้วยเช่นกัน
เช่นเดียวกันกับเงินบาทที่มีให้เห็นว่าบางร้านรับเงินบาทด้วยเช่นกัน
แต่จะให้ดีเงินดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงเงินดองจะเป็นการดีสำหรับเมืองนี้

เงินดอลลาร์มักใช้เป็นค่าใช้จ่ายค่าโรงแรม ค่าทัวร์ ส่วนเงินดองนั้นเหมาะกับการค่าอาหาร ค่าของกิน ขบเคี้ยว
และค่าของฝาก ในบางกรณีเราจะพบว่า การจ่ายเป็นเงินดองแทนดอลลาร์นั้นคุ้มค่ากว่ากันตั้งมากมาย
เพราะบางร้านเลือกรับเงินดอง ทำให้ของนั้นถูกกว่าการจ่ายเป็นเงินดอลลาร์ลงมาอีกนิดนึง
หรือมากกว่าเมื่อเทียบเป็นเงินบาท

เมื่อได้เงินการหาที่พักนั้นก็มีคนแนะนำว่าให้ไปหาเอาดาบหน้า
มีที่พักหลายแบบหลายราคา เดินเข้าไปถามราคาและเลือกได้ตามใจชอบ
เขาแนะนำว่าให้ไปย่านที่พักมีอยู่จำนวนมาก เรียกกันว่า old quater

คือตรงกลางๆ ของเมืองฮานอยจะมีทะเลสาบขนาดย่อมอยู่หนึ่งแห่ง
ย่านที่ติดๆ กับทะเลสาบนั่น ได้ยินเขาเรียกว่า  old quater  ประมาณนั้น

บอกตรงๆ ว่าตอนแรกก็คิดอยากจะทำแบบนั้น
แต่สุดท้ายก็ยังทำใจไม่ได้ เพราะกลัวจะไม่มีที่นอนในคืนแรก แม้จะไม่ได้จองที่พักเอาไว้ล่วงหน้า
แต่การเปิดหาข้อมูลว่าคนไทยบางกลุ่มเคยพักที่ไหนกันบ้าง
เรทราคาของโรงแรมที่พักนั้นยอมรับไหม และสถานที่อยู่ใกล้กับอะไรบ้างก็เป็นเรื่องจำเป็น
เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วใจพบว่า แต่ละซอกซอยของฮานอยก็เต็มไปด้วยโรงแรมมากมาย
และไม่รู้ตรงไหนเป็นตรงไหน ... มันดูซับซ้อนไม่เบาทีเดียวสำหรับนักท่องเที่ยวหน้าใหม่อย่างเรา

การเดินหาที่พักไปเรื่อยๆ เหมาะกับการแบ็กแพ็กที่ใช้เวลามากๆ
ไม่ต้องรีบเร่งเท่าไรนัก มีเวลาไม่จำกัดเหมือนมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา
และสำคัญสุดคือ... ไม่ได้เอากระเป๋าลากใบโตไป..แต่แบกเป้ขนาดย่อมไม่หนักมากไปด้วย...
เพราะหากว่าต้องเดินลากกระเป๋าที่ฮานอย ขอบอกว่าไม่สะดวกนัก
พื้นฟุตบาทไม่ได้เอาไว้วางรถเข็นเหมือนบ้านเราแต่เขาเอาไว้จอดมอเตอร์ไซด์ต่างหากเล่า

ดังนั้นหากใครไม่ได้มีของหนัก และตั้งใจจะไม่เร่งรีบ ก็แนะนำให้ไปเดินหาได้เลย
คิดว่าจะได้โรงแรมที่ถูกใจกว่าการจอง เพราะได้เห็นกับตา และได้ใช้มือคลำให้แน่ใจเอง

สำหรับใจแล้วตัดสินใจเลือกโรงแรมหนึ่งซึ่งก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนของฮานอย รู้แต่ว่าราคาเหมือนจะไม่แพง
ดูจากสภาพที่เขาไปพักมาก็คิดว่าใช้ได้ และมันน่าจะไปไหนมาไหนได้สะดวกเช่นกัน

งานนี้ไม่ได้จองโรงแรมที่ว่าเอาไว้ล่วงหน้า แต่เมื่อไปถึงสนามบินฮานอย
จัดแจงเรื่องแลกเงินเสร็จ ก็ออกมาเรียกแท็กซี่ด้านหน้าสนามบิน ตรงดิ่งมาที่โรงแรมนั้นทันที

แม้จะอ่านข้อมูลไปเป็นอย่างดี ว่าวิธีเข้าเมืองฮานอยจากสนามบินนอยไบซึ่งใช้เวลา 45 นาที
ในระยะความเร็วในการขับขี่ที่ไม่กี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง มีทั้งสิ้น 3 วิธีด้วยกัน
คือแท็กซี่ รถตู้ และรถเมล์โดยสาร ซึ่งคิดราคาในการเดินทางแตกต่างกันไป
และแท็กซี่สนนราคาแพงสุด แต่สะดวกสุดเพราะไปถึงเป้าหมายได้โดยตรง โดยคิดที่ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อคัน

แต่สุดท้ายทุกคนก็ต้องทำใจเอาไว้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางว่า..ก็อาจจะโดนหลอกได้ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม

การต่อรองราคาแท็กซี่เป็นมั่นเหมาะที่ 10 ดอลลาร์ แต่สุดท้ายก็อาจจะโดนมากกว่านั้นเป็น 11 12 หรือ 15 ดอลลาร์
แล้วแต่ความสามารถในการหาข้ออ้างของคนขับแท็กซี่
ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่ดีก็กรุณาต่อรองให้ได้ราคาที่ยอมรับได้ห้ามเกิน 11 ดอลลาร์ เพราะว่าใจโดนหลอกมาที่ราคานี้
ขณะที่ราคาขากลับจะอยู่ที่ 10 ดอลลาร์เท่านั้น เพราะให้โรงแรมนั้นจองแท็กซี่ให้นั่นเอง

ใจเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่โรงแรมบนถนนหั่งก็อต ไม่รู้อยู่ที่ไหนเหมือนกัน
แต่สำหรับเวลานี้ ที่นี่ดีสุด เพราะไม่รู้จะลากกระเป๋าได้ยังไงเมื่อมาถึงก็บ่ายคล้อย
เห็นสภาพฟุตบาท และก็อยากจะเดินไปสำรวจเมืองเต็มที่แล้วนั่นเอง

สภาพห้องโดยทั่ว ๆ ไป ก็พอยอมรับได้ ขอให้เครื่องทำน้ำร้อนทำงานก็เป็นพอ
ต่อให้เดินไปอีก 6 ชั้น...ไม่นับชั้น 1 หรือไฟหน้าห้องชั้น 5 6 มันจะดับมืดตอนกลางคืนก็ตามที
อ้ะ..หรือว่าอาหารเช้าที่ว่ารวมอยู่ในราคา 15 ดอลลาร์ต่อห้องจะเป็นแค่นม ขนมปังปิ้งปาหัวหมูอาจจะแตกได้
แยม เนย และกล้วยหอมก็ตามที....

สิ่งที่ทุกคนต้องทำเมื่อกำลังจะไปในที่ๆ ไม่เคยไป โดยเฉพาะในต่างประเทศก็คือ การวางแผนของทริปว่า...
แต่ละวันจะทำอะไรบ้าง ไปที่ไหนบ้าง และรายละเอียดคร่าวๆ ของการเดินทางจะเป็นอย่างไร
ก่อนเริ่มต้นหาข้อมูลและวางแผนว่าจะทำตามแผนที่ต้องการนั้นได้อย่างไร

สำหรับใจแล้ว เวลา 5 วันของการไปเวียดนามเหนือ
เริ่มต้นที่การเดินทางไปลงไปฮานอย นอนพักในฮานอยหนึ่งคืน
รุ่งเช้าของวันที่ 2 ซื้อทัวร์ไปฮาลองเบย์แบบเช้าไปเย็นกลับ
ตกดึกเดินทางไปทางเหนือของเวียดนามที่เรียกว่า ซาปา เมืองแห่งนาขั้นบันได เพื่อทำการ trekking หรือเดินป่าสัมผัสอากาศหนาว ๆ บนเขา
โดยตัดสินใจซื้อทัวร์แบบ 3 คืน 2 วัน ... นอนบนรถไฟขาไปหนึ่งวัน นอนโรงแรมที่ซาปาหนึ่งวัน และนอนบนรถไฟขากลับอีกหนึ่งวัน
เช้าวันที่ 5 จะกลับมาถึงฮานอยตั้งแต่ตีห้าและใช้เวลาเดินในเมืองอีกหนึ่งวันเพื่อหาของฝากและกลับมาเมืองไทยในไฟร์ทดึก

นี่คือแผนในใจของใจ.... แต่สถานการณ์จริงมันแทรกซ้อนไปด้วยความไม่คาดคิด ความระทึก ความโกลาหล
และอะไรอีกหลายอย่างบานตะไท แบบที่ไม่เคยคิดว่าในชีวิตนี้จะได้เจอ

ที่สำคัญคือกลับมาป่วยไป 8 วันก็ยังไม่หาย...ก็เพราะไปเวียดนามมานี่แหละ หึหึ
เอาเป็นว่า เวียดนามนี่เก็บเอาไว้หากินได้อีกหลายสิบตอนเลยทีเดียว วันนี้เอาไปแค่เริ่มต้นเกริ่นเริ่มแรกของการเที่ยว
หนหน้ามาดูว่า เมื่อเอากระเป๋าลงจากแท็กซี่ เดินข้ามฝั่งมาที่โรงแรมแล้วมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
บทเรียนสำหรับนักท่องเที่ยวหน้าใหม่ที่คิดจะไปเที่ยวฮานอยเป็นอย่างไรบ้าง...โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป...


ปล. จ่ายค่าจ้างด้วย ไม่งั้นตอนต่อไปอด...