Namkhang 的个人资料ที่ว่างของใจ 照片日志列表更多 工具 帮助

日志


2007/7/7

The Diary

 

 

ฉันตื่นเช้ากว่าทุกวันในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
อาจจะเป็นเพราะว่า เมื่อคืนนอนหลับสนิทโดยที่ไม่สะดุ้งตื่นตอนกลางดึก
ที่สำคัญ ดูเหมือนเมื่อคืนนี้ สภาพอากาศจะเป็นใจ
ฝนตกปรอยๆ ทำให้ไม่ร้อนอบอ้าวดังเช่นคืนก่อนๆ
การนอนยาวแบบม้วนเดียวจบ
ไม่แบ่งวรรค แบ่งตอน เหมือนหนังซีรีส์จึงเป็นสิ่งที่ฉันได้พบเมื่อคืนนี้

เช้าวันเสาร์ วันหยุดเช่นนี้ หลายคนคงหลับใหลไม่ได้สติ
เพราะต่อให้สะดุ้งตื่นเวลาเดิม แต่หากตระหนักได้ว่า
มันเป็นวันหยุด และไม่มีธุระปะปังที่ต้องออกไปไหน
การล้มตัวลงนอนต่อ ให้ร่างกายรู้สึกว่า พอดี หรือนอนอิ่ม
ก็เป็นสิ่งที่ปรากฎขึ้นเสมอ....

แต่สำหรับฉันแล้ว การล้มตัวลงนอนต่อ
มันช่างยากเย็นกว่าการลุกขึ้นมานั่งทำอะไรต่อมิอะไรเยอะทีเดียว
เมื่อเป็นเช่นนั้น ปลั๊กไฟเหนือฟูกที่นอน จึงถูกเสียบเข้ากับเต้ารับในทันทีที่ฉันตื่น

ฉันพาตัวเองมานั่งที่หน้าจอแล็ปท็อปที่ฝุ่นเริ่มเกาะ
เพราะไม่สนใจจะทำความสะอาดมันมาหลายวัน
กดปุ่มเปิดเครื่องเพียงปุ่มเดียว ระบบการทำงานแทบทุกอย่างที่เชื่อมต่อเอาไว้
ไม่ว่าจะเป็นลำโพงขนาด 5.1 channel ที่ฉันเลือกใช้เพียงสองลำโพงซ้ายขวา
เมาส์ เว็บแคม และโมเด็มอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงก็แสดงไฟสถานะการทำงานให้เห็น

นี่คือประโยชน์อย่างไม่น่าเชื่อ ของอุปกรณ์หน้าตาใหม่เอี่ยมใกล้ๆ กัน
ใครคนหนึ่งซื้อให้เป็นของขวัญ
เพียงเพื่อหวังจะให้ชีวิตการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ของฉันสะดวกยิ่งขึ้น

สิ่งแรกที่ฉันเลือกจะทำ หลังจากผ่านพ้นการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว
คือการเปิดโปรแกรมเล่นเพลงขึ้นมา และมองหาเพลงแรกที่อยากจะฟังมากที่สุด
ฉันมักจะพิถีพิถันกับเพลงแรกที่จะได้ยินของวันเสมอ
เพราะมีความเชื่อเป็นส่วนตัวว่า เพลงแรกที่เลือกฟังในเช้าวันใหม่ของวัน
ถือเป็นอารมณ์ของฉันในวันนั้นแทบทั้งวัน.....ก็ว่าได้

หากฉันเลือกเพลงคึกคัก นั่นเป็นเพราะว่ารู้สึกอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
แต่หากเหงา หงอยเศร้าสร้อย แสดงว่าอยู่ในช่วงของอารมณ์บูดเน่า
สำหรับวันนี้ฉันเลือกเพลงฝรั่ง มันชื่อว่า "I miss you"
มันเป็นเพลงเดียวกันกับที่เลือกใส่ไว้ใน blog วันนี้
ไม่ต้องให้สาธยายว่ามันมีความหมายอย่างไร
ชื่อเพลงมันได้อรรถาธิบายทุกอย่างเอาไว้ในตัวเสร็จสรรพไปแล้ว

ฉันคลิกเข้าไปที่เว็บไซต์ http://www.readthediarymovie.com/
เป็นเวลาหลายวันมาแล้วที่ฉันได้ทำความรู้จักกับเว็บไซต์แห่งนี้
เริ่มแรกมีข้อความสั้นๆ ปรากฎบนแถบล่างของหน้าจอหลักของโปรแกรม msn messenger


"ความรักเริ่มต้นจากคนสองคน แต่มันอาจจะจบลงจาก "สมุดเดียวเล่ม"......The Diary "
นี่คือข้อความที่ฉันว่า

มันไม่เพียงแต่กินใจ ถูกใจ แต่มันเหมือนทิ่มแทงเข้ากลางใจอย่างจัง
ฉันไม่รู้ความหมายของคนเขียนว่าต้องการสื่อถึงอะไร
อีกทั้งข้อความนี้ก็ไม่เคยจะคุ้นหู คุ้นตาว่าเป็นโฆษณาอะไร
แต่ความหมายในตัวของมัน สื่อถึงอารมณ์บางอย่างให้กับฉันชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด

เมาส์ถูกคลิกข้อความนั้นขึ้นมา และปรากฎหน้าตาของเว็บไซต์ที่ว่านี้
ฉันค่อยๆ ใช้สายตากวาดไปแทบทุกมุม ทุกเมนูของเว็บไซต์
ก็ได้รู้ว่ามันเป็นข้อความที่ใช้บรรยายสรรพคุณของภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง
ที่กล่าวถึงเรื่องราวของความรัก ที่เริ่มต้นจากคนสองคน
และอาจจะจบลงด้วยสมุดเล่มเดียว.....

นัท....ชายหนุ่มผู้มีอาชีพนักเขียน
หลังจากแต่งงานกับแฟนสาว และย้ายเข้าพักในอพาร์ทเม้นท์หลังเก่า

วันหนึ่งเขาค้นพบไดอารี่อยู่ในซอกตู้เก่าในห้องด้วยความบังเอิญ
มันคือไดอารี่ของหญิงสาวชื่อส้ม ที่พักอยู่ในห้องนี้ก่อนหน้าเขา
หลังจากเปิดอ่านหน้าแรก.....หน้าสอง และสามก็ตามมาอย่างไม่วางมือ
และนี่คือเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้

ในเว็บไซต์บอกว่า ไดอารี่เล่มนี้เข้ามามีอิทธิพลกับชายนักเขียนค่อนข้างมาก
และเป็นที่มาของเรื่องราวอีกมากมาย นับตั้งแต่เขาได้ค้นเจอไดอารี่
แต่เหมือนคนทำเว็บไซต์คงไม่รู้ตัวด้วยว่า เว็บไซต์ของตน
กำลังเข้ามามีอิทธิพลนิดๆ ให้กับฉันด้วย

เมื่อหลายวันก่อนฉันคลิกมาที่หน้าเว็บไซต์แห่งนี้
เห็นว่ามีคลิปวิดิโอภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตอนๆ ซ่อนเอาไว้
เมื่ออาทิตย์ก่อนคนทำใส่ตอนที่ 1 เอาไว้ให้ชม
วันนี้ฉันคลิกมาหนได้พบว่ามีตอนที่ 2 มาแปะไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ความยาวหลายนาทีของวิดิโอ สะกดฉันนิ่งเอาไว้กับหน้าจอ
เมื่อมันจบลงก็ได้แต่คิดว่า....เมื่อไรจะมีตอนที่สามให้ได้เห็นกันอีก
เมื่อได้คลิกแล้ว มันก็อดที่จะคลิกเปิดมาอีกหนเสียไม่ได้
The Diary  ทำให้วันเสาร์ธรรมดาของฉันมีความหมายขึ้นมาอีกนิด
แม้จะนอนต่ออีกไม่ได้ แต่ได้มีอะไรที่ทำให้หัวใจอิ่มก็ดีกว่ากันเยอะ
หวังว่าอาทิตย์หน้าเมื่อคลิกเข้าไปอีกหน...
ฉันจะมีโอกาสได้ชมตอน  3 ของเรื่องเข้ามาเพิ่มบ้าง

และหากเดาไม่ผิด มันเป็นภาพยนตร์ที่สร้างแล้วเอามาแบ่งเป็นตอน
ฉายบนอินเตอร์เน็ตให้เราได้ติดตามกันไปเรื่อยๆ
เลยกลายเป็นว่าแทนที่จะต้องไปโรงภาพยนตร์..ก็ต้องมานั่งรอว่า...
เมื่อไรที่เขาจะเอาภาพยนตร์เรื่องนี้มาฉายตอนต่อไป.....



ปล.เห็นซัมซุงสนับสนุนภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย
แปลกดี นี่หากเข้าฉายในโรง ก็คงโกยเงินได้ดีนะ....

 

2007/6/2

Alone in Love


ตั้งแต่ได้ Alone in love ซีรีส์เกาหลีเรื่องยาวมาอยู่ในมือ
ใจก็ตั้งหน้าตั้งตาดูทั้ง 16 ตอนแบบไม่รีรอ
พอกลับมานั่งคิดอีกที เพิ่งรู้ว่าตัวเองใช้เวลา
เพียงแค่สองวันในการนั่งชมเท่านั้น....

หากนับแล้วตอนหนึ่งของซีรีส์จะใช้เวลา
หนึ่งชั่วโมงกับเศษนาทีไม่ถึงสิบ
คิดดูละกันเวลาสองวันในการชม 16 ตอน
หรือ 16 ชั่วโมง...ใจต้องเบียดเบียนเวลากิน
เวลานอน และเวลาทำงานไปเท่าไรกัน
แต่เพราะว่า ยิ่งดูยิ่งลุ่มหลง
ยิ่งอยากรู้เป็นทวีคูณว่ามันจะจบลงอย่างไร
สุดท้ายเลยกลายเป็นหมีแพนด้าเพราะเอาแต่นั่งดูหนังเกาหลี

Alone in love เป็นเรื่องราวของหญิงสาวและชายคู่หนึ่ง
ที่บังเอิญพบเจอและหลงรักกันเพียงแรกเห็น
ฝ่ายหญิงเคยเขียนความฝันเอาไว้สมุดความฝันในวัยเยาว์
ใฝ่ฝันอยากจะเป็นเจ้าสาว
และเพราะชอบหนังสือ....จึงอยากจะพบเจ้าบ่าวในห้องสมุด

วันหนึ่งเมื่อโตขึ้น หญิงสาวผู้นี้เดินเข้าร้านหนังสือ
หยิบยื่นรายชื่อหนังสือที่ต้องการให้กับชายหนุ่มที่ยืนอยู่บนบันได..
ทันใดที่สายตาของคนทั้งคู่ได้พบปะ
วินาทีแห่งรักแรกพบ รักที่ใช้เวลาในการพิสูจน์ยืนยันน้อยที่สุดในโลกก็บังเกิด
และมันก็กลายเป็นตำนานรักของเขาและเธอ


ที่เป็นเรื่องบอกเล่าในวันแต่งงานให้ใครอีกหลายคนได้ฟัง....

หลายปีถัดมา หลังจากงานแต่งงานครั้งนั้น
เหตุเพราะการสูญเสียลูกในครรภ์
ทำให้ทั้งคู่ใช้เป็นข้ออ้างในการจากลา...
การหย่าทั้งที่ยังรักกัน..เป็นเหตุผลของคนทั้งสอง

แม้จะไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน
แต่อดีตที่หวานชื่น
กลับตอกย้ำให้เขาทั้งสองยังไม่ต่างจากเดิม
เขาและเธอยังพบเจอกันเช่นเคย
ยังไปฉลองวันครบรอบแต่งงานด้วยกันทุกปี
ยังนั่งกินขนมในร้านเดิมด้วยกันเสมอ
ยังเป็นห่วงเป็นใยและคอยช่วยเหลือ
และยังมีเวลาเหลือเฟือเพียงเพื่อตั้งใจ



ที่จะให้การพบเจอเหมือนเป็นการบังเอิญ 

นานวันเข้าเริ่มมีบุคคลที่สามและสี่เข้ามาแทรกตรงกลาง
ต่างคนต่างทดลองใช้ชีวิตด้วยการไม่มีกันและกัน
หันหลังให้คนที่เคยรัก และหันหน้าให้ใครคนใหม่
ฝ่ายชายตัดสินใจแต่งงานครั้งที่สองกับรักแรก
ฝ่ายสาวเจ้าเศร้าโศกบนโลกที่ไม่มีคนรักเหมือนแต่ก่อน

เธอเริ่มใช้ชีวิตที่ดูเหมือนคนอื่นจะบอกว่า....ผิดเพี้ยน
เวลานอนกลับใช้ไปกับการกิน
หลังจากกินก็กลับปล่อยมันออกมาที่โถส้วม
วิตกจริต และถามตัวเองอยู่เสมอว่า...อยู่ไปทำไม?
และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการคิดถึงอดีตอยู่เสมอ
มันเป็นเรื่องยากสำหรับใครบางคน
ที่กว่าจะผ่านพ้นเรื่องอกหักรักคุดได้ก็ต้องใช้เวลาตั้งนานนม
ขณะที่บางคนก็เริ่มต้นใหม่ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

แต่...มันก็คือละคร...ที่บางตอนดันเหมือนชีวิตจริง
วันหนึ่งเหตุการณ์พลิกผัน....
เพียงเพราะข้อความไม่กี่ประโยค
ที่บ่งบอกว่าหญิงสาวอาจจะไม่ได้อยู่บนโลกอีกต่อไป
ฝ่ายชายกลับเพิ่งจะคิดได้...
เขายอมทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง
เพียงเพราะได้พบว่า...เขาอยู่ไม่ได้หากไม่มีเธอ....
เขาและเธอกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง..กับรักที่ยังคงอยู่
ต่อให้ต้องเจ็บปวดกับการต้องทำร้ายใครบางคน
แต่เพราะปัจจุบันมันสำคัญ


หากไม่รั้งรักเดิมไว้ สุดท้ายหัวใจก็จะสลายเสียเอง

Alone in love...ต้องเหงาอีกสักเท่าไรจึงจะเข้าใจตัวเอง
ซีรีส์เกาหลีเรื่องยาวที่เห็นแล้วอดอิจฉาความรักของคนทั้งคู่ไม่ได้
เพราะต่อให้เหงาอีกสักเท่าไร
แต่สุดท้าย...ก็ยังได้รักกัน....มันต่างจากชีวิตจริงของใครอีกหลายคน
เพราะต่อให้เหงาแทบตายยังไง
การยอมรับความจริงว่าการหันหลังกลับคือสิ่งที่ไม่สมควรทำ....
อดีตที่ผ่านมา และปัจจุบันที่เป็นอยู่ คือสิ่งที่ถูกต้อง

นั่งดูไปอึดอัดไปกับความรักแบบนี้
เห็นผู้ชายมีความสุขกับผู้หญิงคนใหม่ก็แอบปวดใจแทน
ยิ่งเขาแต่งงานยิ่งเสียน้ำตาแทบหยุดไม่ได้ไปตั้งนาน
กว่าจะรู้ตัว...ผ้าเช็ดตัวก็เต็มไปด้วยขี้มูกเสียแล้ว...
เศร้านิดหนึ่ง แต่โดยรวมแล้วก็มีความสุขดีที่ได้ชม
โดยเฉพาะกับการที่ได้รู้ว่ามันจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง...

หากว่าฟลายอิ้งแล้ว แลนดิ้งไม่สวย งานนี้มีเฮ.....



ยกให้เป็นซีรีส์เกาหลีเรื่องโปรดไปเสียละตอนนี้
หลังจากที่ I'm sorry, I love you ครองแชมป์มายาวนาน
เนื้อหาซึ้งกินใจ เพลงเพราะได้ใจ เอาที่หนึ่งไปเลย

ปล. เว็บไซต์ทางการของซีรีส์เรื่องนี้คือ http://tv.sbs.co.kr/yeonae/

2007/2/3

Curse Of The Golden Flower



มีเพียงไม่กี่หน ที่ออกจากโรงหนังมาแล้ว
ต้องมานั่งเปิดอ่านเนื้อเรื่องย่อของหนังเรื่องที่ดูอีกครั้ง
แต่ "Curse Of The Golden Flower" คือหนังเรื่องล่าสุดที่ทำให้ใจกำลังทำเช่นนั้น
เป็นเพราะหนังมันดีเกินไป หรือใจตาไม่ถึงก็ไม่ทราบ
พอดูหนังจบ ก็หันไปมองหน้าพี่เจี๊ยบ....พร้อมกับเห็นด้วยกับคำถามที่พี่เค้าโยนมาให้ว่า
"ตกลงหนังเรื่องนี้มันกำลังจะบอกอะไรเราอยู่นะใจ???"

Curse Of The Golden Flower เป็นหนังที่ใจรอมานานหลายวัน
ไม่เพียงว่า Jay Chou สุดหล่อของใจร่วมแสดงด้วยเท่านั้น
แต่เป็นเพราะเห็นหนังตัวอย่างแล้วรู้สึกว่ามันอลังการงานสร้างไม่เบาเลยทีเดียว
ดังนั้นพอหนังเข้าปุ๊บ มีโอกาสก็ลากก้นเข้าไปนั่งดูอยู่นานร่วมสองชั่วโมงกว่าๆ
และพอออกจากโรงมาก็ต้องมานั่งอ่านเนื้อหาอีกหนอย่างที่บอกนี่แหละ

"ระหว่างความรักกับแรงปรารถนา อะไรคือผู้ชนะที่แท้จริง
ในราตรีที่แสงจันทร์สาดส่อง ดอกเบญจมาศที่เบ่งบานนับพันถูกย่ำยีเมื่อเลือดหลั่งนองทั่วพระราชวัง"
คือคำปิดท้ายของเนื้อเรื่องย่อที่นำมาเสนอในหน้าเว็บไซต์ของเครือเมเจอร์ฯ
คำพูดแค่นี้ มันไม่ได้บอกอะไรให้ชัดเจนว่าหนังมันหมายความว่าอะไรหรอก
แต่พอเอามาประกอบกับเนื้อหาที่ได้ดูมา
ให้ใจเดานะ...(มาจนตรงนี้ก็คงต้องเดาตามประสาคนดูหนังธรรมดาสามัญล่ะนะ)
ใจเดาว่า...คนสร้างอาจจะกำลังจะแฝงใจความสำคัญบางอย่างเอาไว้ข้างใน

เขาคงอยากจะบอกว่า ...ไม่ว่าจะใคร หน้าตาหล่อเหลา มียศฐา บรรดาศักดิ์อย่างไร
ยิ่งใหญ่เท่าฟ้าหรือตัวเล็กเสียจนไม่ได้อยู่ในสายตาของใคร
ทุกคนก็ล้วนแล้วยืนอยู่ระหว่างเส้นขีดแบ่งแดนของคำว่า "รัก โลภ โกรธ หลง และปรารถนา"
แต่เส้นขีดแดนของแต่ละคนนั้นมีระยะห่างที่ต่างกันมากน้อย ใกล้ ไกล
แต่ละคนมีจุดที่ยืนต่างกัน มุมที่มอง และคิด จนแสดงออกมาแตกต่างกันอย่างเลี่ยงไม่ได้

ขณะที่บางคนมองรักเป็นเพียงความหลง มองสิ่งที่ปรารถนาเป็นเพียงม่านมายาแห่งความรัก
มองความโกรธเป็นเรื่องที่ต้องไปรับการชำระ และสั่งสมจนเป็นแค้นฝั่งหุ่น
คนบางคนอาจจะมองรักก็เป็นเพียงรัก มองหลงเป็นเพียงสิ่งบังตาที่สามารถหักห้ามได้
มองความโกรธเป็นเรื่องที่ต้องให้อภัย และมองสิ่งที่ปรารถนาเป็นความหวังดีต่อผู้อื่น

แต่เมื่อคนเรามักอยู่ในจุดที่ไม่สมดุลของความคิดและสิ่งที่มองเห็น
และเพราะคนเรามักให้น้ำหนักสิ่งที่เห็นและสิ่งที่คิดต่างกัน
เรื่องยุ่งยาก ลำบากใจ และวุ่นวายจึงได้เกิดขึ้นในท้ายที่สุด....
ขณะที่บางจุดดีๆ กลับถูกปิดบังซ้อนเร้นเอาไว้

Curse Of The Golden Flower ก็เช่นกัน....
ฮ่องเต้ หวังผลจะให้ชีวิตของฮองเฮาดับสูญ
โดยการให้หมอหลวงผสมยาพิษลงทีละนิดๆ กับยารักษาโลหิตจางติดกันหลายปี
ขณะที่ฮ่องเฮาแม้จะรู้ดี แต่ก็มิอยู่ในฐานะที่จะขัดขืน...จนวันหนึ่ง...
ฮ่องเฮาก็รู้ว่า ขีดจำกัดความอดทนของเรามันมีจำกัด
การคิดก่อการกบฎในวันที่ดอกไม้สีเหลืองบานไปทั่ววังต้องห้ามนั้นก็เกิดขึ้น
(อยากรู้ว่าดอกไม้สีเหลืองสำคัญอย่างไร ไปดูในหนังละกันนะ
แต่ใจเคยไปพระราชวังต้องห้ามที่ปักกิ่ง เขาบอกว่าสีเหลืองเป็นสีของพระมหากษัตริย์นะ)
แต่...หนังได้ผูกเรื่องเอาไว้ว่า เหตุที่ฮ่องเต้หวังชีวิตฮ่องเฮา
นั่นเป็นเพราะเจ้าหล่อนได้แอบมีสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับลูกชายหนึ่งเดียวกับภรรยาอันที่เป็นรักคนก่อนหน้า

ขณะที่ Jay หรือ Prince Jai (องค์ชายเจี๋ย) ลูกชายคนโตของฮ่องเฮาและฮ่องเต้
กลับเลือกเสียสละชีวิตและราชบังลังก์ที่ควรจะได้ไปกับการรักษาเกียรติและชีวิตของบิดา
ลูกชายคนสุดท้องซึ่งเป็นน้องของ Prince Jai เลือกที่จะให้ความโลภครอบงำ
จนกระทั่งสังหารพี่ชายต่างมารดา องค์รัชทายาทที่ลักลอบเป็นชู้กับมารดาของตน

หนังยังอีรุงตุงนังอีกมากมาย อาทิ องค์รัชทายาททะลึ่งไปมีอะไรกับลูกสาวต่างบิดาของตน
หรือเอาง่าย ๆ ก็คือ แม่ที่ฮ่องเต้เคยบอกว่าตายไป จริงๆ แล้วแต่งงานใหม่กับหมอหลวง
และลูกสาวของแม่และหมอหลวงก็คือคนรักของตนในปัจจุบัน
โอว้ พระเจ้าจอห์น.....ไม่สงสัยเลยที่
เพิ่งมารู้ทีหลังว่า หนังเรื่องนี้ติดเรท R ซะด้วยแฮะ

แม้จะค่อนข้างดูงง ๆ นิดๆ ว่าคนสร้างต้องการจะบอกอะไร
แต่หนังก็ได้ใจไปเต็มๆ กับเรื่องฉากที่อลังการ
สีของเสื้อผ้า เครื่องประดับฉาก และอะไรต่อมิอะไร ทำเอาตาเต็มไปด้วยสีสัน
เพลงประกอบตอนท้ายเรื่องที่เคยได้ยินจากอัลบั้ม still fantacy ของ Jay ก็ยังเพราะเหมือนเดิม
ดังนั้นใครอยากจะเห็นสีสันของหนัง ดาราดังอย่างกง ลี่ , โจว เหวิน ฟะ และ เจย์ โจว
อยากเห็นคนล้นหลามท่ามกลาง วิวและสถานที่ที่ยิ่งใหญ่ในหนัง
ก็รบกวนเสียตังค์ร้อยกว่าบาทไปนั่งดูเป็นเวลากว่าสองชั่วโมงกันได้แล้ววันนี้....
 



ดูจบก็ออกมาบอกใจทีว่าสิ่งที่คิดตรงกับสิ่งที่คุณกำลังเห็นหรือไม่กับหนังเรื่องใหม่|

Curse Of The Golden Flower

ชื่อหนังที่ห้ามแปลเป็นภาษาไทยแบบตรงตัว....พี่เจี๊ยบฝากบอกมา...... 555

 

2006/3/29

Zathura เมื่อเล่นเกมแล้วดันเป็นจริง....ซะยังงั้น



ใคร ๆ ก็ว่า Zathura หรือชื่อไทยที่ว่า "ซาทูร่า เกมทะลุมิติจักรวาล" เป็นภาคต่อของ Jumanji  ที่เคยสร้างตำนานในแง่ของจินตนาการและเทคนิคพิเศษเอาไว้
 
ก็เห็นจะเป็นยังงั้นแหละ เพราะว่าผู้เขียนบทคือ คริส แวน ออลส์เบิร์ก ซึ่งก็คือผู้เขียนเรื่อง Jumanji  มาก่อนนั่นเอง คริส แวนนี่แหละ ฝากผลงานเรื่อง The Polar express เอาไว้ด้วย
 
ใจเองตอนแรกที่ตัดสินใจจะดูเรื่องนี้ ก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอก ก็เห็นว่าเนื้อหาหนังก็น่าสนใจ ดูตัวอย่างที่โปรโมทเอาไว้ ดูจะตื่นเต้นดี...ที่อยู่ดีๆ อวกาศก็มาลอยอยู่หน้าบ้านซะยังงั้น

เนื้อหาของ Zathura  ก็พอจซัะเดาๆ กันได้ แหละ หากใครดู Jumanji มาแล้ว เพียงแต่เปลี่ยนจากการตะลุยป่า เจอสิงสาราสัตว์ มาเป็นตะลุยอวกาศแทน

พี่น้องสองคน ที่ดันไปเจอกล่องเกมเก่าแก่ในห้องใต้ดินที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ด้วยความบังเอิญ เมื่อเปิดกล่อง ก็พบเกมที่ชื่อ Zathura หน้าตาเหมือนเกมบันไดงู ต่างกันตรงที่เป็นเส้นทางของการเดินทางด้วยยานอวกาศสองลำ คนเล่นต้องแข่งกัน ใครไปถึงดาวเป้าหมายที่ชื่อ Zathura ก่อน

 

 

เริ่มต้นด้วยการไขลานที่มีอยู่ และก็กดปุ่มแดงเพื่อยืนยัน...ตัวเลขจะหมุนติ้ว ให้เลขออกมาว่าคนๆ นั้นจะเดินไปข้างหน้ากี่ช่อง เมื่อถึงช่องนั้นๆ ก็จะมีการ์ดเด้งออกมาจากตัวเกม ตัวการ์ดจะเป็นคำที่บอกว่า ผู้เล่นจะเจอเหตุการณ์อะไรบ้าง

เพียงแต่ว่ามันไม่ใช่แค่การ์ดธรรมดา คำในการ์ดดันเป็นเหตุการณ์ที่ทั้งสองพี่น้องได้พบจริงๆ ทั้งดาวตก หุ่นยนต์ตามล่า ตัวกินเนื้อ ที่มียานอวกาศที่ตรวจจับความร้อนในอวกาศได้ และอื่นๆ อีกมากมาย และทั้งสองก็ไม่สามารถย้อนกลับหลังได้ เพราะได้เริ่มเล่นเกมดังกล่าวแล้ว ต้องเล่นจนไปให้ถึง Zathura เพราะเวลานี้ เมื่อเปิดประตูบ้านออกมาดู ก็จะพบว่า ทั้งคู่อยู่ในบ้านที่กำลังลอยอยู่ในอวกาศแล้วนั่นเอง...

นั่นแหละ...เนื้อหาใจความของหนังเรื่องนี้ เรื่องราวเหตุการณ์ที่เจอ หรือปมบางอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องก็เป็นองค์ประกอบที่ทำให้เรื่องดูน่าตื่นเต้นขึ้น

 และตามฟอร์ม หนังแนวนี้ก็มักจะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง...แต่ทิ้งท้ายเอาไว้ให้เราได้รู้ว่า Zathura เนี่ยในหนังมันแปลว่า "หลุมดำ" ....

 หากไม่คิดมาก ดูเอามันส์ ไม่เน้นว่ามันจะต้องอิงชีวิตจริง และต้องนำมาใช้ได้กับชีวิตประจำวัน ก็ตามฟอร์ม...เสียเงินไปดูได้ ใจไม่วิจารณ์ว่าดีไม่ดี แต่ก็สนุกดีนี่เนาะ

 
 

2006/3/28

Daisy ....ล่าหัวใจ ยัยตัวร้าย ....

 

 
คงดีไม่น้อย ที่จะมีใครสักคน ส่งดอกไม้มาให้หน้าบ้านหรือที่ทำงานทุกวัน โดยที่เปิดเผยชื่อ...คงจะดีไม่น้อย ที่ใครบางคน ติดตาม เฝ้ามอง และเป็นห่วงเป็นใยเรา โดยที่ไม่คิดเกรงกลัวกับความยากลำบาก ....คงจะดีไม่น้อย ที่จะมีชายหนุ่ม รูปหล่อ นิสัย และรักเราอย่างแท้จริง ปรารถนาดีกับเราอย่างแท้จริง โดยไม่คิดหวังผล  แต่...มันคงไม่ง่ายนัก เพราะความรัก มักมีเงื่อนไขเสมอ
 

 
 
เช่นเดียวกันกับ "Daisy ....ล่าหัวใจ ยัยตัวร้าย .... " หนังเกาหลี ที่มีกำหนดฉายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ แต่ใจและเพื่อนฝูงมีโอกาสได้ชมฟรีรอบสื่อมวลชนด้วยการอุปการะคุณจาก Samart i-mobile ที่โรง SF Cinemacity เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา
 

 
"Daisy" ชื่อดอกไม้สีสันสดใส ทั้งขาวและเหลือง เป็นสัญลักษณ์ของความรักของชายหนุ่มและหญิงสาว ที่โชคชะตาได้เล่นตลก (ย้ำ..เล่นตลกจริงๆ นะ) ชนิดที่ไม่น่าให้อภัย...เลยจริงๆ
 
เรื่องราวของจิตรกรสาวชาวเกาหลี ที่มีถิ่นพำนักในกรุง อัมสเตอร์ดัมส์ ที่ชอบดอก Daisy เป็นชีวิตจิตใจ...เธอใช้เวลาช่วงหนึ่งเดินทางไปวาดรูปทุ่งดอก Daisy เพียงลำพัง ระหว่างการเดินทางเธอพลัดตกลงไปในลำธารเล็กๆ เพราะท่อนไม้ที่พาดผ่านคลองนั้นเล็กและแคบจนเกินที่เธอจะทรงตัวให้เดินผ่านได้สะดวก
 

 
มือปืนรับจ้าง หนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ที่บังเอิญได้เห็นเหตุการณ์ และตกหลุมรักเธอ...ตัดสินใจแอบสร้างงสะพานนั้นให้ เป็นของขวัญแก่หญิงสาว  โดยที่ไม่เปิดเผยตัวเอง...เมื่อเธอได้เห็นสะพาน เธอตัดสินใจวาดภาพดอก Daisy และวางไว้บนสะพานเป็นการตอบแทน เช้าวันรุ่งขึ้น ภาพวาดหายไป ทำให้เธอมั่นใจว่า ใครสักคนแอบเฝ้ามองเธออยู่จากที่ไหนสักที่....
 
นับตั้งแต่วันนั้น ชายหนุ่มมั่งมั่นหัดปลูกดอก Daisy และนำมันไปส่งที่หน้าบ้านของเธอทุกวัน โดยที่เธอไม่ทันได้รู้สักครั้งว่าเขาเป็นใคร วันแล้ววันเล่า...ที่เขาแอบส่งดอกไม้ และแอบมองเธอจากที่ใกล้ๆ โดยที่เธอไม่รู้ตัว

 
โชคชะตาเล่นตลก หญิงสาวเข้าใจผิด คิดว่าชายหนุ่มที่เข้ามาใหม่ กลายเป็นชายหนุ่มผู้ส่งดอกไม้ที่เธอเฝ้ารอคอยมาตลอด....เธอรักเขา เขาชายคนใหม่ก็รักเธอ...ส่วนมือปืนหนุ่ม พระเอกตัวจริง กลับเศร้าจิตอย่างชนิดที่คนดูก็แอบน้อยใจแทนเขานิดๆ
 
เรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย เมื่อชายหนุ่มคนใหม่ เป็นตำรวจสากลมาจับคนร้าย และใช้นางเอกเป็นที่กำบังไม่ให้คนร้ายที่เฝ้าจับตามองเห็นหน้า เธอโดนลูกหลง เสียงพูดหายไป ชายหนุ่มคนใหม่เข้าใจผิด ว่าผู้ร้ายคือมือปืนหนุ่ม....
 
ตอนจบออกจะไม่แฮปปี้เอนดิ้งเหมือนชื่อที่ดูเหมือนจะสดใส เหมือนหน้าตานางเอกที่เรามักติดภาพของการเป็นนางเอกที่น่ารักและแสดงหนังรักๆ และแฮปปี้เอนดิ้งทุกครั้ง
 

 
Daisy ตามความหมายที่นางเอกไปค้นมาและบอกต่อก็คือ ความรักที่ซ่อนเร้น ท้ายสุดมันก็ไม่ได้ซ่อนเร้น เมื่อเธอรู้ว่ามือปืนหนุ่มเป็นเจ้าของดอกไม้และความรัก ความห่วงใยเสมอมา แต่ มันกลับซ่อนเร้น....เพราะเธอไม่มีโอกาสได้เปิดเผยความรักที่เธออาจจะมีให้เขาได้....เพราะอะไร ไม่อยากให้เดา หรือไม่อยากให้ถาม ลองเสียเงินไปดูเองละกันนะ ..

My Girl & I

 

 
 
หลังจากที่รอมาเป็นเดือน....ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตเสียที กับ "My Girl & I " .....เคยบอกแล้วว่า ใจชอบดูหนังเกาหลีมากๆ....หากนับแล้วก็หลายสิบเรื่อง ซึทาญ่ามีเท่าไรก็เช่ามาดูแทบจะหมดร้านละ แต่หากให้จำว่าใครเป็นใคร ชื่ออะไร คงไม่ขนาดนั้น เพียงแต่ดูมาก็เยอะพอควร ยิ่งเข้าโรงก็ไม่ค่อยจะพลาดไปชมด้วยตัวเองทุกที...
 
นอกจาก My Girl & I จะมีคู่พระนางที่คุ้นตากันดี เพราะพระเอกนั้นดังเปรี้ยงปร้างในบ้านเราจากเรื่อง My sassy girl  จนเรียกชื่อกันติดหูว่า  "นายเจี๋ยมเจี๊ยม"  และนางเอกดังมาจากเรื่อง "full house" 
 เนื้อหาของเรื่อง ที่เน้นรักโรแมนติก หวานแหวว ภาพวิวสวย และก็หักมุมเศร้าสุดๆ ในตอนท้าย ตามแบบฉบับหนังเกาหลีในหัวใจคนไทย  (ซึ่งใจก็เน้นย้ำบ่อยๆ)  ยังคงสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับ My Girl & I  ด้วยในเวลาเดียวกัน

เรื่องราวของ My Girl & I  เริ่มจาก Su-Ho นักเรียนชายที่แสนจะธรรมดา หน้าตาก็ไม่หล่อเหลา ต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตเมื่อเขากลับเป็นชายหนุ่มในดวงในของ Su-Eun นักเรียนหญิงหน้าตาสะสวยในชั้นเรียนเดียวกัน ซึ่งเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มมากมายในโรงเรียน
 เธอแอบมองเขา และเขาก็พบว่าสายตาของเธอจ้องมองมาที่เขาเพียงคนเดียวในระหว่างคาบเรียน.....เธอให้ความสำคัญกับเขา และเขายินดีจะทำเพื่อเธอ .....ความรักของทั้งคู่ดูจะสดใสดี เมื่อทั้งคู่ต่างตอบตกลงที่จะคบหา

ภาพของพระเอกปั่นจักรยาน นางเอกซ้อน ลัดเลาะไปตามทุ่งนา และทุ่งหญ้าสีสด คุ้นตาไม่น้อยในหนังเกาหลีเรื่องก่อนหน้า ภาพของพระเอกและนางเอกแอบหนีไปเที่ยวทะเลด้วยกัน และจุ๊บกันตอนกลางคืน ก็คุ้นตาเช่นกัน จากความทรงจำของใจที่ได้เคยประสบกับหนังเกาหลีมาหลายเรื่อง

เขาบอกรักเธอ...บอกว่าต่อไปนี้จะใช้ชีวิตที่มีอยู่เพื่อเธอ จะเป็นห่วง จะดูแล และให้เวลาที่เหลืออยู่กับเธอผู้อันเป็นที่รัก.... หากแต่ว่า.... ตามพล็อตเรื่อง แค่รักกันสดใส ไม่มีอุปสรรค คงไม่ใช่หนังเกาหลี...สุดท้าย นางเอกเป็นลม ระหว่างไปเที่ยวด้วยกันที่ทะเล และพบว่าเป็นลูคีเมีย...

เรื่องมันเศร้า ก็ตรงที่ เธอจากไป...และทิ้งให้ชายหนุ่มเศร้าอยู่ข้างหลัง...โดยที่เรียกร้องอะไรคืนไม่ได้....เรื่องไม่ได้เศร้าเฉพาะพระนาง แต่ยังมีปู่ของพระเอก ที่มีเรื่องราวของความรักที่ไม่สมหวังเช่นกัน....

วันที่กลับจากดู My Girl & I  ระหว่างทางนั่งแท็กซี่กลับมา ต่อมาเมื่อคืนก็ได้ดูรายการทไวไลท์โชว์ ตอนที่นพ พรชำนิมาพร้อมกับแฟนสาว เอ๊ะ ไม่ใช่สิ ภรรยา ที่เพิ่งแต่งงานกันไม่กี่วันที่ผ่านมา มันทำให้ใจได้มองเห็นว่า...สิ่งหนึ่งที่เราไม่สามารถรักษาไว้ในกับตัวก็คือ "เวลา" แม้จะมีประโยคที่ว่า "รักษาเวลาด้วยนะ" แต่นั่นก็ใช้ได้แต่การเดินทางไปยังที่นัดหมายหรือการพบปะแบบตรงเวลาเท่านั้น

เราไม่สามารถรักษาที่มีค่า ทั้งแบบวินาที นาที ชั่วโมง สัปดาห์ เดือน และปีเอาไว้กับตัวได้ ดังนั้นหากเมื่อเรายังมีเวลาอยู่กับตัว...หมายถึงว่า...ยังมีชีวิตอยู่....ก็ควรจะใช้เวลานั้นให้มีค่ามากที่สุด

นพ พรชำนิและแฟนสาว เลือกที่จะใช้เวลาที่มีค่าด้วยการบอกรักแทบทุกวัน และให้ความสำคัญกับการคบหาแบบคู่รัก ด้วยทุกวิถีทางที่จะทำให้เขาและเธอมีความสุข นั่นคือความเป็นจริง ที่คนรักกันควรจะทำเช่นนั้น

Su-Ho  อาจจะโชคร้ายที่ทำแบบนพ และเพลินไม่ได้ เพราะโรคภัยไข้เจ็บได้พราก Su-Eun  ไปจากเขา ทำให้ไม่สามารถบอกรักหรือใช้เวลาด้วยกันได้ เวลาที่เหลือจึงเจ็บปวด...แม้จะมีความสุขมากมายในช่วงระยะเวลาก่อนหน้านี้ แต่ก็หลีกเลี่ยงที่จะเจ็บปวดเพราะไม่มีโอกาสที่จะอยู่ด้วยกันได้นั่นเอง

ดูหนังแล้วย้อนดูตัว...วันนี้ใจเองก็อยากจะเลือกใช้เวลาที่มีอยู่เพื่อคนที่รักใจ และคนที่ใจรักให้ได้มากที่สุด วันและคืนที่จะเข้ามานับจากนี้...ใจก็จะพยายามให้มันมีค่า...แม้จะทำให้มันมีค่าไม่ได้ทุกวินาที เพราะช่วงจังหวะชีวิตของแต่ละเวลา ไม่ได้ขึ้นอยู่ตัวเราเพียงลำพัง แต่หมายถึงคนรอบข้างและปัจจัยภายนอกอีกมากมาย แต่ก็หวังไว้ว่าจะใช้ "เวลา" อย่างมี "คุณค่า" มากที่สุด

 แม้จะไม่ได้มี "เวลา" เพื่อความรักแบบหนุ่มสาว...แต่ความรักสำหรับครอบครัว เพื่อนฝูง งาน และสำหรับตัวเอง ก็ดีสำหรับใจ ไม่น้อยในเวลาเช่นนี้
 
 

 

 

2006/3/23

My boyfriend is type B




 
ก็ว่าคุ้นๆ ตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าโรงหนังแล้ว ไปยืนดูแล้วดูอีก ก็คุ้นๆ เหมือนดูมาแล้ว สำหรับเรื่อง My boyfriend is type B ...
 
จำได้คลับคล้ายคลับคราว่า เมื่อครั้งที่บินไปนิวยอร์กช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้บน fligth แบบ non-stop ถึงสองรอบ แต่ตอนนั้นเป็นซับ eng และเสียงในฟิล์มเกาหลีเต็มๆ

ชั่วโมงบินที่ยาวนานถึง 17 ชั่วโมงไม่มีหยุดของการบินไทย ทำให้ดูหนังวนแล้ววนอีกได้ หนังเรื่องนี้ก็เช่นกัน ใจเลยดูมันซะตั้ง 2 รอบ เพราะเห็นว่ามันหนุกและซึ้งดี ยิ่งเป็นหนังเกาหลีซะด้วย ชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยไม่พลาด

แต่เมื่อมาถึงเดือนนี้...6 เดือนให้หลัง หนังเรื่องนี้มาปรากฎตามหน้าหนังสือพิมพ์ เวบไซต์และหน้าโรงหนังว่าจะเข้าฉายในเมืองไทย เลยทำเอางงตึ๊บ คิดไปเสียไกลว่า ที่เราดูมันฝันไปหรือปล่าว?? เอ๊ะ หรือว่าเป็นภาคสอง แต่เอ๊ะ..มันทำไมมันเหมือนกันมาก ทั้งพระเอกและนางเอก

แต่...ก็นั่นแหละ ก็ตัดสินใจซื้อตั๋วไปนั่งในโรงแล้วเมื่อวันหยุดที่ผ่านมา และก็ค้นพบคำตอบแล้วว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน มันดันเข้ามาเมืองไทยช้า และใจก็ดันโชคดีได้ดูก่อนคนอื่นตั้งเกือบครึ่งปีซะยังงั้น...

 

 
My boyfriend is type B ... เรื่องราวของชายหนุ่มและหญิงสาวที่รักกันภายใต้เงื่อนไขความเชื่อ ใครดีใครชั่ว ตัว (กรุ๊ปเลือด) กำหนด
 
กรุ๊ปเลือด B ของชาย ที่หญิงสาวมักเข้าใจว่า เป็นกรุ๊ปเลือดที่เอาแต่ใจ ปากร้าย ไม่ค่อยเอาใจใส่ผู้หญิง พูดตรง และไม่ค่อยฟังคนอื่น กลายเป็นความกังวลที่ปฏิเสธไม่ได้
 

 
โชคชะตาของนางเอกที่ส่งข้อความ sms ไปให้ผิดฝาผิดตัว และก็มุขหนังที่พอเดาได้ คนที่ได้รับก็คือ...พระเอก...โชคชะตาเล่นงานซ้ำ เขาและเธอชนกันโดยบังเอิญ ...โทรศัพท์สลับกันและความจริงก็เปิดเผย เขาและเธอคือเจ้าของข้อความที่ส่งผิดนั่นเอง
 

 

ความเป็นคนตรง (ตามกรุ๊ปเลือดหรือเปล่าไม่ทราบ??) เขาออกฤทธิ์ตั้งแต่แรก ด้วยการขอเป็นแฟน หลังจากได้พูดคุยกันไม่กี่ชั่วโมง และเรื่องราวก็เริ่มต้น ....

เรื่องก็ตามเนื้อหาหนังเกาหลี รักกันหวานซึ้ง เข้าใจผิด เศร้า และกลับมารักกัน...จบ เพียงแต่ว่าเรื่องนี้จบแบบ happy ending ต่างจากหนังเกาหลียอดฺฮิตบางเรื่อง ที่พลิกบททำเอาน้ำตา น้ำมูกไหลไปตามๆ กัน

 

 

นางเอกน่ารักดี พระเอกก็หล่อใช้ได้ เรื่องราวก็พอยอมรับได้ แม้เวลาภาคเสียงไทยแล้วมันจะฮาไปนิด ไม่ซึ้งเหมือนเป็น sub eng ก็ตาม (แต่บอกตรงๆ ตอนดูบนเครื่องบินมันซึ้งนะ เพราะมันตรงๆ ตามภาษาเค้า แต่พอมาภาคไทยมันฮาพิกลแฮะ)

ภาพมันก็สวยดีนะ ไปดูก็ไม่เสียดายเงินหรอก หากไปกับคนรักยิ่งดีไปใหญ่....ไปเสีย 120 หรือ 140 ดูดิ...ใจแนะนำ

 

 





2006/3/22

Final Destination 3...หนีอะไรได้หนีไป แต่หนีความตายและภาษีไม่ได้??



เมื่ออาทิตย์ก่อนโน้นนนน มีโอกาสแวบไปดู Final Destination 3 มา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ดูภาคแรกและภาคสองไปเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปนานแล้ว
 
ภาพโปรโมทที่เห็นหลายๆ สื่อ ก็ค่อนข้างน่ากลัวอยู่แล้ว พอไปดูเข้าจริงก็โหดอย่างที่ควรจะเป็นจริงๆ นั่นแหละ ออกมาถึงออฟฟิศ ก็ต้องกินยาแก้ปวดหัวไปสองเม็ดซะยังงั้น....

เนื้อเรื่องก็ไม่ต่างอะไรกับภาคก่อนหน้า คือพรรคพวกเพื่อนฝูงร่วมรุ่น ร่วมสถาบันพลาดการเดินทางอะไรสักอย่าง (ภาคที่แล้วเป็นตกเครื่องบิน ภาคนี้ตกรถไฟเหาะ) ทั้ง ๆ ที่การเดินทางครั้งนั้นจะเป็นครั้งสุดท้ายของทุกคน เรียกได้ว่า ถึงคราวตายแล้วนั่นแหละ....

แต่ในเมื่อถึงคราวตายแต่ดันพลาด ยังไงเสีย ท่านที่อยู่เบื้องบนก็คงไม่รั้งรอที่จะให้เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น....
 

 
 
เมื่อเป็นเช่นนั้น....เรื่องราวของการตามล่าของใครสักคนที่เราไม่เคยได้เห็นหน้า หรือรู้จัก เพื่อเอาชีวิตของเราไปจากโลกนี้ ด้วยทุกหนทางที่จะเป็นไปได้ ก็จึงเริ่มขึ้น
 
รถไฟเหาะลำสุดท้ายที่พลาดการขึ้นไปครั้งนั้น คนแรก..คนที่สอง..คนที่สาม ตามลำดับที่นั่ง จนถึงคนสุดท้าย จึงมีเรื่องราวการเสียชีวิตที่ต่างกรรมต่างวาระกันออกไป

เรื่องมันคงไม่สนุก หากใครบางคนในเรื่อง เป็นคนสร้างสีสันให้พอได้น่าติดตาม มากกว่าการแค่รอให้คนมันตายๆๆ ไปแต่ละฉากเท่านั้น

นางเอก?? เค้าเรียกนางเอกหรือปล่าว ก็เพราะว่าไม่มีพระเอก?? เอ้า เรียกว่าตัวเอกหญิงก็ได้...เนาะ...ดันมีสัมผัสที่ 6 รับรู้เหตุการณ์ที่เหมือนกับจะเคยเกิดขึ้น หรือจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต หรือ เหตุการณ์ที่เราๆ เองก็อาจจะเคยเป็นกัน เหตุการณ์เหมือนกับที่เราเคยเจอมา และก็พอจะเดาได้ว่าตอนต่อไปของเหตุการณ์นั้นจะเป็นอย่างไร...

นั่นแหละ คุณเธอดันรู้สึกว่ารถไฟเหาะจะตก ก็เลยขอลง ทุกคนเลยซวยลงรถคันนั้นทั้งหมดเช่นกัน...แต่รถออกไปไม่กี่นาที ก็ตก...จากราง ...เกลื่อนพื้น อเน็จอนาถยิ่งนัก

เมื่อพลาด...การตายในครั้งนั้น...ทุกคนเลยตายตามลำดับในเวลาต่อมา ตายตามเงื่อนไข ที่ตัวเองหญิงได้พบเห็นทุกคนในรูปถ่าย ที่เธอถ่ายเอาไว้ก่อนขึ้นรถไฟเหาะ ครั้งนั้น เช่น สาวสวยสองคน ตายเพราะตู้อบผิว ตามรูปถ่ายก่อนขึ้นรถไฟเหาะ ที่ถ่ายเอาไว้ว่ามีแสงไฟวาบๆ เหมือนไฟเผาอะไรยังงั้น ...ง

เรื่องสยดสยองจนใจต้องปิดตา แบบว่ากางนิ้วทั้งห้าปิดตา และยังพอเหลือช่องระหว่างนิ้วให้เหลือบมองจอได้บ้าง พอให้มั่นใจว่าจะไม่เห็นเต็มจอ...ไม่รู้ทำไปทำไมเหมือนกัน...

โหดดี...สะใจดี....กินใจดี...คือความหมายของ Final Destination ภาคนี้ คำกินใจที่พบในหนัง ก่อนจบเรื่องที่ว่า...คุณหนีความตายและภาษี ไม่ได้ ท่าจะจริงก็คราวนี้แหละ...ใครอยากไปดู ก็ชวนคนไปนั่งข้างๆ ได้จะได้ไม่เผลอไปเกาะคนอื่นเขาเข้า เกรงใจคนที่เค้าไปด้วย เดี๋ยวจะไปกันใหญ่....พกยาแก้ปวดหัวไปด้วยก็ดี เดี๋ยวปวดหัวเพราะเครียด จะหาว่าไม่เตือน....


2006/3/17

มีอะไรดีใน Fearless



 

 


พอแป๊ะ รุ่นน้องนักข่าวด้วยกันเข้ามาทักใน m ว่าว่างวันไหน จะชวนไปดูหนัง วินาทีนั้นใจแทบไม่คิดเลย บอกแป๊ะไปเลยทันที วันนี้พี่ว่างอ่ะ...555 ก็มันว่างจริงๆ ปกติแล้วหากเลิกงานไม่ได้ไปไหนก็จะมุ่งหน้ากลับบ้านก่อนทุกครั้ง แต่นี่มันโสดแล้วนี่เนาะ ก็เลยดูว่างๆ ชอบกล ไม่ต้องรีบไปไหนสักเท่าไร สบายใจพิกล...

นัดหมายกับแป๊ะข้างหน้าออฟฟิศ เพราะทำงานอยู่บ้านคนละหลัง คนละฝั่งถนน ข้ามฝั่งเจ้าพระยาไปได้ ก็นั่งแท็กซี่ไปไม่ถึง 5 นาที ก็ถึงเมเจอร์ ปิ่นเกล้า

หนังที่เราจะดูกันวันนี้คือเรื่อง..Fearless ...จริงๆ ตั้งใจจะไปดูตั้งหลายวันก่อนหน้านี้แล้ว แต่เรื่องราววุ่นวายเลยทำให้ต้องพักวางเรื่องโรงหนังไว้ก่อนชั่วคราว และเมื่ออะไรลงตัวแล้ว ใจก็กลับคืนสู่สังเวียนได้เช่นเดิม
 
Fearless ถูกโปรโมทไปตามสื่อต่างๆ ว่า เป็นหนังกังฟูเรื่องสุดท้ายที่เจ็ท ลีได้เล่นเอาไว้ ก่อนหันเหเข้าสู่วงการหนังในฮอลีวู้ดแบบเต็มตัวเต็มใจในที่สุด
 

 

เรื่องราวของ Fearless ทำให้อดหวนกลับไปคิดถึงหนังจีนกำลังภายในสมัยเก่าแบบว่า พระเอกผู้เป็นจอมยุทธ์เก่งกล้าสามารถ  ผมยาวถักเปียจนถึงก้น ใส่ชุดที่เวลาเดินหรือนั่งต้องสะบัดให้พริ้วเสียก่อนจึงจะสวยงาม แต่กลับต้องโชคร้าย พ่ายแพ้หรือเจอเหตุการณ์อะไรสักอย่างจนทรมานหัวจิต หัวใจ ทำอะไรต่อไปไม่ได้ ต้องเป็นบ้า หรือหนีไปสุดขอบฟ้า จนไปพบกับอาจารย์ผู้เยี่ยมยุทธ์หรือคัมภีร์วิเศษ
 
จอมยุทธ์รูปหล่อ พ่อรวย เลยกลับตัวกลับใจ ซาบซึ้งในรสพระธรรม หัวหน้าให้ธรรมะ ฝึกปรอฝีมือ กำลังยุทธ์จนเก่ง ไม่มีใครสู้ได้ และเวลานั้นเอง....จอมยุทธ์ก็กลับเข้าวงการบู้ตึ้งอีกครั้ง ระหว่างนั้นก็พบรักแม่นางผู้ชาญฉลาด ปนด้วยความงามทั้งเรือนร่างและจิตใจ สุดท้ายเรื่องก็แฮปปี้เอนดิ้ง....
 
 
แม้เรื่องราวจะไม่ได้เป็นอย่างที่บอกเสียทั้งหมด แต่ก็ไม่พ้นเค้าโครงเรื่องแบบนี้ พระเอกผู้ที่ไม่เคยคิดเห็นแก่ความสงบทางจิต บ้ากำลังภายใน บ้าพลัง และบ้าอำนาจ คิดว่าข้าเก่ง เที่ยวเตะต่อยระรานผู้อื่นไปทั่ว จนกระทั่งกรรมตามทัน ผู้ร้ายหวนกลับมาทำร้ายคนในครอบครัว จนบ้าคลั่ง รับเหตุการณ์ไม่ได้
 
หนีหายหน้าไปจากวงการเตะต่อยไปหลายปี ลี้ภัยเดินโซซัดโซเซ ข้ามน้ำ ข้ามทะเล...อันนี้ข้ามจริงๆ ขอบอก ไม่เชื่อไปดู...หลังจากนั้นก็พบหมู่บ้านอันสงบสุข พบนางงามผู้ที่แม้จะสูญเสียการมองเห็น กลับใช้หัวใจมองเห็นทุกอย่างได้อย่างไม่น่าเชื่อ...ไม่น่าเชื่อจริงๆ ขนาดเจียวไข่ และดำนาได้...

เมื่อเข้าถึงหัวจิตหัวใจของธรรมะ และพบทางออก ทางสว่างของการต่อสู้ ที่เน้นประโยคเด็ดของผู้เฒ่าว่า " หากเจ้าไม่อยากทำร้ายผู้อื่น ก็อย่าให้ผู้อื่นได้ทำร้ายเจ้า" แค่นั้นแหละ...พระเอกก็เข้าสู่วงการเตะต่อยด้วยใจอันเป็นธรรม ...

แม้ปิดท้ายจะไม่เป็นอย่างที่คิด ไม่แฮปปี้ที่พระเอกกับนางเอกจะร่วมหอลงโรง อยู่รักกันคงกระพันก็ตาม แต่ในแง่ของความรู้สึกก็แฮปปี้ดี ต้นร้าย ปลายดี ไม่เสียหายอะไรมากนัก....


Fearless สอนอะไรหลายๆ อย่าง ให้กับการดำรงชีวิต แม้แต่บางครั้ง พระเอกยังแอบสอนด้วยว่า "คนเราถือกำเนิดลืมตาขึ้นมาบนโลกนั้น ใช่ว่าจะหาความยุติธรรมให้กับทุกคนนั้นจนเกิดเท่าเทียมได้เสียที่ไหน"

 
ชีวิตมักมีขึ้นมีลง เมื่อมีร้าย หากเปิดใจก็มองเห็นทางออกที่ดี และทำใจเสียว่า เราไม่ได้เกิดมาพร้อมความยุติธรรมเท่าเทียมกันเสมอไป อย่าได้ถามหาโชคชะตาชีวิต เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเป็นคนดีได้.....ใจก็หวังจะเป็นยังงั้นมั่งเหมือนกัน

ใครอยากไปดู Fearless รีบไปซะก่อนออกโรง หนังชนโรงตูมๆ พร้อมกันเยอะแยะเลยอาทิตย์ที่ผ่านมา น่ากลัวว่าจะอยู่ในโรงได้ไม่นาน นี่ก็ว่าจะไปดูโหน่งเท่ง ต่อเหมือนกัน ท่าจะมันส์ไม่หยอกนะนั่น อิอิ...ไปแระ

 

2006/2/19

กระสือวาเลนไทน์...เรื่องผีที่น่ากลัวกว่าที่คิด



สงสัย ไปดูมาแล้ว...กระสือวาเลนไทน์ หลังจากผิดหวังไม่ได้ดูหนังเรื่อง Brokeback Mountain  อย่างที่ตั้งใจเอาไว้ เพราะรอบที่มันฉายดึกซะเหลือเกิน ทนไม่ไหว เลยเปลี่ยนใจดูกระสือวาเลนไทน์แทน
 
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสชมตัวอย่างหนังเรื่องนี้ในโรง และในทีวีค่อนข้างมาก แต่กลับผิดคาดเมื่อไปนั่งดูด้วยตาตัวเอง ...จิงๆ อยากจะเล่าเนื้อหาให้ฟัง แต่มันคงเสียมารยาทเพราะหนังยังไม่ออกจากโรงเลย ยังชนโรงอยู่ แม้จะมีหนังใหม่ๆ ทะยอยเข้าโรงให้ชมกันแล้วในช่วงสุดสัปดาห์นี้
  
อย่างที่พี่กฤษณ์ว่า ใจดูหนังเยอะมาก เสียจนน่าจะเปลี่ยนอาชีพไปวิจารณ์หนังซะยังจะดีกว่า แต่ฝีมือคงไม่ถึงขั้นนั้น แค่เป็นผู้ชมที่ดี มีหนังให้ดูก็ไปดู เสียเงินชมในโรง แต่ดูไม่ทันก็เสียเงินอุดหนุนร้านเช่าแผ่นซีดี ดีวีดี มานอนดูที่บ้าน ดังนั้นการดูหนังจึงไม่มีอะไรแอบแฝง นอกเหนือจากชมเพื่อความบันเทิง และแก้เหงา
 
วกกลับมาที่กระสือวาเลนไทน์กันสักนิด อันที่จริง ตอนแรกนึกว่าจะทั้งปน ฮาจนน้ำตาไหล และก็น่ากลัวด้วยการแต่งหน้าซะอีก ...ถึงแม้ไอ้ความรู้สึกเหล่านั้นจะยังอยู่ครบ มีฮาบ้าง ขำบ้าง แต่อย่างหลังคือความน่ากลัวกลับมากมายเสียจนขนหัวแทบทุก
 
ฉากที่เค้าเลือก...สถานที่ถ่ายทำที่มันดูอึมครึม สมจริงและน่ากลัวพิลึก ผนวกกับสีของหนังที่เลือกให้หม่นหมอง และเก่าๆ ตลอดทั้งเรื่อง จะมีสีสดก็แค่ดอกกุหลาบวาเลนไทน์ ทำเอาขนลุกตลอดเวลาที่ผีโผล่ออกมา แถมยังมีฉากให้สะดุ้งโหยง ผู้หญิงคนข้างๆ ร้องกรี๊ดเป็นครั้งเป็นคราว และขายได้ว่างั้นเหอะ....
 
ก่อนหน้านี้ หนังเรื่องนี้ไม่เคยได้อยู่ในสายตาใจสักนิด เพราะต้องยอมรับว่าหนังไทยดีๆ ที่เข้าตา และได้เงินจากกระเป๋าของใจคงมีไม่กี่เรื่อง เพราะหากว่าเนื้อหาไม่โดนใจ หรือ Copy Writer ไม่เขียนคำนิยมหนังได้โดนใจจริงๆ ก็ไม่มีซะละ ที่จะยอมจ่ายไปนั่งทนดูเป็นชั่วโมง และก็เดินออกจากโรงเพราะผิดหวัง
 
แต่.....สำหรับ กระสือฯ แล้ว มันไม่มีความรู้สึกอยากเดินออก กลับอยากรู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อ ทั้ง ๆ ที่กลัวผี เอามือปิดตา แต่ดันแหกนิ้วให้สายตาพอลอดช่องออกมาเห็นฉากผีนั้นอยู่ตลอด เพราะอดคิดไม่ได้ว่า หากปิดซะมิด คงปะติดปะต่อเรื่องที่กำลังสนุกสนานนั้นได้ยังไงในอีกหลายนาทีข้างหน้า
 
 
ผู้กำกับร้อยเรื่องได้ดีไม่น้อย คนดูก็ลุ้นไปดว้ย เรื่องมันก็ต่อติดกันด้วยดี อันนี้ยอมรับ คนอื่นคิดยังไงไม่ทราบ แต่ว่าก็โอเคอ่ะสำหรับเรื่องการลำดับเรื่องโดยรวมแล้ว เช่นเคย...ใจเคยบอกเสมอว่า ดูหนังไม่วิจารณ์มาก หากว่าวิจารณ์เสียหายเสียจนไม่มีชิ้นดี คนทำก็คงหมดกำลังใจจะทำหนังให้ดูกันอีกในอนาคต ข้อติมันก็คงจะมี แต่ว่าข้อดีมันก็มีเยอะ หากคิดเสียว่าดูเผื่อความบันเทิงล่ะก็...กระสือบันเทิงเริงใจอย่างมีคุณค่าในตัวของมันเป็นแน่แท้
 
 
เอาเป็นว่า สรุป....ใครที่กำลังลังเลว่าจะไปดูหนังเรื่องนี้หรือเปล่า?? ใจนักวิจารณ์หนังสมัครเล่น ขอแนะนำว่า ไม่ผิดหวัง และเสียดายเงินในกระเป๋าร้อยกว่าบาทของคุณแน่นอนค่ะ คอนเฟิร์ม....ไปดูโลด
 
 
อ้อ...แนะนำให้หาคู่ไปนั่งด้วย หญิงหรือชายไม่ว่า เพราะอาจจะเสียงไปเกาะคนอื่น ที่ไม่ใช่คู่ของตน ยามที่ผีโผล่ออกมาได้ค่ะ เอิ้กกกกก

2005/12/30

April snow....รักเดียวใจเดียวหรืออะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้???

 

 ยิ้มแฉ่งวันนี้ประสบความสำเร็จในชีวิตไปอีกอย่างหนึ่ง เพราะอ้วนพาไปดูหนังเรื่อง April snow เป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนใจ..หลังจากที่รอให้อ้วนว่างมาตั้งหลายวัน จนหนังเหลือฉาเพียงโรงเดียวที่เมเจอร์รัชโยธิน

 
กว่าจะฝ่ารถติด...กว่าจะหาที่จอดรถได้ก็ใช้เวลาไปนานโข เดินไปจองตั๋ว ได้ที่ดีที่สุดในแถว B ยังเหลือเวลาอีกตั้งกว่า 2 ชั่วโมง แต่เพราะว่าทั้งอ้วนและใจไม่ค่อยจะได้มาดูหนังที่สาขานี้สักเท่าไร เลยเดินเล่นไปตามร้านต่างๆ ทั้งแวะซื้อหนังสือที่ร้านดอกหญ้า แวะกินไอติมที่ไอเบอรี่ และแวะหม่ำที่เอ็มเค ก่อนถึง 6 โมง เวลาฉายหนังพอดี

เคยเล่าแล้วว่า ที่ตัดสินใจดูหนังเรื่องนี้ และก็อยากดูมากนั้น เพราะดันไปเห็นเบื้องหลังการถ่ายทำที่ช่อง 7 เอามาฉายเมื่อหลายวันก่อนโน้นนนนน นั่นเองง
 
นอกจากพระเอกจะหล่อ นางเอกก็สวย วิวก็โอเคแล้ว เนื้อหาก็ใช้ได้....อาจจะมีที่ต้องติบ้าง เนื้อหาที่เยิ่นเย้อ จนทำเอาอาม่าข้างๆ เกือบหลับ แต่รวมๆ แล้วก็เยี่ยมแล้วแหละ ติมากไม่ดีหรอก เดี๋ยวคนไม่ทำหนังให้ดูกันอีกพอดี
 
เนื้อหาของเรื่องใจเก็บเอามาฝากกันเล็กน้อย สำหรับใครที่ยังไม่มีโอกาสได้ดู เพราะว่าหนังฉายในบางโรงเท่านั้น และก็ใกล้จะออกโรงแล้วด้วย ก็เลยคิดว่า น่าจะเล่าได้เนาะ ไม่ผิดกฏหมายใช่ป่ะ..เล่าเนื้อเรื่องย่อของหนังที่กำลังฉายในโรงเนี่ย ไม่ได้ถ่ายทำ หรือแอบถ่ายมาฉายตัวอย่างให้ดูกันสักหน่อยนี่เนาะ.....แต่เพื่อมารยาทที่ดี บรรยากาศ, เรื่องราวที่ซับซ้อน และอารมณ์บางอย่าง ไม่เก็บมาด้วย อุดหนุนหนังในโรงละกันเนาะ จะได้ครบถ้วนทุกอารมณ์
 
เรื่องมันเริ่มต้นที่การที่ทั้งพระเอกและนางเอกได้รับโทรฯ จากโรงพยาบาลในสถานที่หนึ่งให้ไปดูอาการสามีและภรรยาของใครของมันนั่นแหละ โดยโรงพยาบาลแจ้งว่าทั้งคู่ประสบอุบัติเหตุอาการโคม่า
 
ขณะที่คู่กรณีเสียชีวิต ต่างคนต่างไปเจอกันที่นั่น ...หัวใจของทั้งพระเอกและนางเอกแตกสลายเมื่อเห็นภาพของคนที่ตัวเองรักโคม่า
แต่ก็อดคลางแคลงใจไม่ได้ ว่าทำไมสามีหรือภรรยาของตัวเองถึงมาอยู่ที่นี่ และคนที่ประสบอุบัติเหตุด้วยเป็นใคร?
 
เรื่องมันค่อย ๆ ชัดเจนมากขึ้น เมื่อพระเอกพบข้อความแสดงความรักในมือถือของภรรยาของตัวเอง มันถูกส่งมาจากฝ่ายชายอีกคนที่โดนรถชนในคันเดียวกัน
 
ขณะที่ฝ่ายหญิง หยิบกล้องที่ตำรวจคืนให้จากที่เกิดเหตุไปด้วย เปิดดูพบภาพของทั้งคู่ กอดกันบนเตียง ถ่ายภาพหัวร่อต่อกระซิกบนเตียง....นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพของพระเอกและนางเอกในเวลาต่อมา...
 
การพบกันทุกวัน  เพราะต้องคอยเฝ้าอาการเจ็บป่วยของคนที่ตนรัก ความทุกข์ร่วมที่เกิดขึ้นกับคนทั้งคู่ ทำให้เกิดอาการต่างคนต่างเห็นใจกัน 
 
ระยะหลังทั้งพระเอกและนางเอกจึงเริ่มไปไหนมาไหนด้วยกัน ไปงานศพของคู่กรณีด้วยกัน เพราะเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องดังกล่าว เนื่องจากคนก่ออุบัติเหตุยังอยู่ในห้องไอซียู 
 
จนวันหนึ่งทั้งคู่ตัดสินใจที่จะมีอะไรกัน...ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบได้....หนังตอนนึงตัดบทให้เห็นการสนทนาของทั้งคู่บนเตียงว่า....หากเราเจอกันก่อนหน้านี้ หรือเจอกันหลังจากนี้...เราสองคนจะเป็นอย่างไรนะ
 
ใจว่านี่แหละ คือประโยคเด็ดหัวใจสำคัญของเรื่องเลย...เพราะนั่นหมายถึงว่าทำไมทั้งคู่ถึงเข้าใจทั้งสามีและภรรยาของตัวเอง และไม่เคยคิดถามคนทั้งคู่เลยว่า "ทำไม" ทำไมถึงทำแบบนั้น...ก็เพราะดันเข้าใจเสียก่อนแล้ว...
 
โชคร้าย ฝ่ายสามีของนางเอกตาย...ฝ่ายภรรยาของพระเอกดันรอด แต่ก็มารู้ทีหลัง ว่าผู้ชายที่ตัวเองคบชู้ด้วยนั้น ตายเสียแล้ว
 
 
นางเอกจากไป ...เรื่องไม่ได้บอกว่าพระเอกทำยังไงหลังจากที่บอกภรรยาว่า "เขาคนนั้นตายแล้ว" และเดินออกจากห้องพักคนไข้ พร้อมเสียงร้องไห้ของภรรยา 
 
แต่หนังมันจบด้วยวันนึง หิมะตก...หิมะในฤดูใบไม้ผลิ ที่ทั้งพระเอกและนางเอกเคยบอกว่าชอบ...เสียงโทรฯ ดังขึ้น ...ภาพตัดไปที่รถกำลังวิ่งฝ่าหิมะบนถนน เสียงนางเอกถามว่า "เราจะไปไหนกัน?

"เสียงพระเอกบอกว่า "คุณอยากจะไปไหนล่ะ?" แล้วก็จบ ใจยังไม่เห็นหน้าพระเอกนางเอกเลย ตอนจบอ่ะ
 
จริงๆ หนังมีฉากสะเทือนอารมณ์มากมายในเรื่อง แต่คงเอามาบอกได้ไม่หมด เท่ากับการที่ต้องไปดูเองกับตาในโรงหนัง มันมีฉากที่ทั้งคู่แอบไปไหนมาไหนด้วยกัน ไปดูไรด้วยกัน ไปเที่ยวทะเล อยู่ในห้อง แต่ดันมีพ่อตาโผล่มาเคาะห้อง พระเอกถึงกับต้องซ่อนนางเอกไว้ในห้องน้ำ แล้วก็กลับมากอด... ส่วนตอนจบเดาเอาว่า พระเอกคงเลิกกับภรรยา แล้วก็มารักกัน..กับนางเอก โอว้ พระเจ้าจอร์จ...เรื่องนี้มันคล้ายๆ กับหนังฝรั่งเรื่องนึง ใจนึกชื่อไม่ออก ที่เครื่องบินมันตก แล้วพระเอกนางเอกก็มารับหลักฐานของทั้งสามีและภรรยาของตัวเอง แต่มารู้ทีหลังว่า ทั้งคู่ใช้ชื่อปลอมเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน หรือไงเนี่ยแหละ...คล้ายๆ นิดหน่อย
 
 
หนังสอนให้รักเดียวใจเดียวใช่ไหม??? หรือสอนว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ ทั้งการไปกับกิ๊ก แต่ดันไปเจออุบัติเหตุจนเรื่องแดง หรือการที่เรื่องมันแดง แต่พระเอกกับนางเอกดันรักกันได้...ยังงั้นใช่ป่ะ...


ปล.ภาพมาจาก http://www.april-snow.co.kr/index.htm ใครสนใจ แวะไปดูได้


 

2005/12/17

ศึกชิงรักหักสวาทระหว่างลิงยักษ์กับคนนิวยอร์ก



หน้าสุนัข นาฬิกาข้างฝามันเสีย ทำเอาตารีตาเหลือกตื่นแต่เช้า ก็เพราะเข็มมันดันข้างที่เที่ยงกว่าๆ อาบน้ำ แปรงฟัน สระผมเสร็จเรียบร้อย มาดูนาฬิกาดีๆ ก็เพิ่งเห็นว่าเข็มวินาทีมันติ๊กๆๆๆ กลับไปกลับมาตรงที่เดิม หันไปดูนาฬิกาข้อมือบนโต๊ะเครื่องแป้ง โอว้..พระเจ้าจอร์จ นี่เพิ่งจะเก้าโมงเช้า วันเสาร์ซะด้วย มิน่ายังง่วงๆ พิกล
แต่จะกลับไปนอนก็ใช่ที่ ก็นี่มันแบบว่าเตรียมพร้อมจะออกไปข้างนอกแล้วนี่นา ทำไงได้ ....

ว่าแล้วก็แต่งตัวและคว้ากระเป๋าออกไปดูหนังที่เซ็นทรัลลาดพร้าว หนังเรื่องที่ดูดเงินในกระเป๋าของใจได้วันนี้ก็คือเรื่อง "คิงคอง" ได้ข่าวว่าหนังดีเสียจนคนแนะนำให้ไปดู บางที่ก็ให้ห้าดาว บางทีโปรโมทเป็นหนังเรื่องเยี่ยมปิดท้ายปี 2005  ว่ากันเข้าไป

จริงๆ ลังเลอยู่ว่าจะดูเรื่อง April Snow ก่อนดีหรือไม่ เพราะคืนก่อนได้ดูเบื้องหลังของ April Snow ทางช่องเจ็ดอยู่บ้างเล็กน้อย หนังท่าจะซึ้งกินใจ สไตล์ korean อย่างเราโฮะ ๆ

 
แต่คืนก่อนหน้านั้นก็มีโอกาสได้ดูรายการ Opening the night ช่อง Star Movie ทาง UBC เอาเบื้องหลังของการสร้างคิงคองมาออกให้นานเป็นชั่วโมง ดูเบื้องหลังแล้วก็ต้องทึ่งกับคนกำกับ คนสร้างและคนแสดง
 
อย่างคนแสดงเนี่ยต้องแสดงท่าทางเอง ท่าวิ่งหนีไดโนเสาร์ ท่ากลัวคิงคอง ท่าตกเหว แสดงกับฉาก Blue Screen เอง โดยมีผู้กำกับคอยบอกคิวระหว่างการแสดงตลอดว่ากำลังจะเจอเหตุการณ์อะไรบ้าง โดยก่อนที่ผู้กำกับจะบอกกับคนแสดงได้ ก็ต้องสร้างเรื่องราวขึ้นเป็นกราฟฟิกขึ้นมาก่อนคร่าวๆ เพื่อให้เห็นภาพความต่อเนื่องของเรื่องด้วย เจ๋งจริงๆ...ว่างั้น
 
แต่โชคร้าย April Snow ไม่เข้าฉายที่ SF Cinema city เหมือนจะฉายเฉพาะที่เครือ Major เท่านั้นกระมัง หากเดาไม่ผิด ดังนั้น "คิงคอง" จึงเข้าวินมาอย่างไม่น่าเชื่อ
 
นั่งดูไปตั้งแต่เริ่มต้นเรื่องราวเกิดขึ้นจากเมืองนิวยอร์กในยุคที่ตึกเอมไพร์สเตทยังได้ชื่อว่าเป็นตึกที่ใหม่ และเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลก บรอดเวย์กำลังฮิตสุดๆ ณ ขณะนั้น เพราะเห็นเนื้อหาในเรื่องพูดถึงถนนบรอดเวย์หลายครั้ง โดยเฉพาะฉากหนึ่ง...โอว้ ห้ามเล่านี่เนาะ เดี๋ยวคนที่ยังไม่ได้ดูจะด่าเอา

รวบรัดตัดความเอาถึงตอนใกล้จบละกัน มันมีฉากหนึ่งที่คองมันจ้องหน้าพระเอก แล้วมันก็คงจะนึกในใจอยู่ว่า "ไอ้นี่แหละ มันพรากสาวงามไปจากฉัน" และก็ถึงคราวไล่ล่าพระเอก จนมาพบกับสามงามที่ตามมาหาติดๆ เมื่อคองจ้องตาระหว่างหญิงงามกับอสูรกายร่างใหญ่ มันก็เป็นอีกตอนที่ตรงกับคำกินใจของเรื่องที่ว่า "แลเมื่อหญิงงามได้สบตาอสูรกาย ทันใดนั้นเขาก็พร้อมที่จะยอมตายเพื่อเธอ" สองตาประสานกันปิ๊งปั๊ง ในใจของใจก็พาลนึกว่า โอว้...นี่เรากำลังดูหนังชิงรักหักสวาทระหว่างลิงยักษ์กับคนเข้าให้แล้วสิเนี่ย
 
นั่งอยู่ตั้งนานหลายชั่วโมง หนังมันก็จบด้วยแนวคิดที่ใจคิดด้วยประการฉะนี้ จริงๆ ถามว่าหนังดีไหม ก็ดีนะ เนื้อหาก็โอเจ โลเกชั่นก็โอเจ กราฟฟิก็ใช้ได้ คนสร้างก็เจตนาดีให้มันดีกว่าตอนเก่า หากเอาแต่นั่งติเรื่องเล็กๆ น้อยๆ คนเค้าก็คงหมดกำลังใจสร้างหนังเรื่องใหม่ให้เรามานั่งติอีกต่อไป

แต่หนังเรื่องนี้จะหนุกว่านี้ หากคู่บ่าวสาวๆ ข้างมันจะไม่พากย์ ไม่คุย ไม่จีบ หรือไม่หยิบเอาโทรศัพท์มารับสาย เปิดหน้าจอให้แสงมันแยงตาเราตลอดทั้งเรื่อง ก่อนหนังฉายเค้าก็บอกแล้วบอกอีกให้ปิดเครื่องก่อน เพราะมันเป็นมารยาททางสังคมที่คนส่วนใหญ่นิยมทำกันในโรงหนัง ไม่รู้จะบรรยายยังไง ได้แต่แอบแช่งในใจให้เขาและเธอไปเจอกับตัวเองบ้างในอนาคต เฮ้อ....