Namkhang 的个人资料ที่ว่างของใจ 照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
|
2007/7/7 The Diary
2007/6/2 Alone in Love
2007/2/3 Curse Of The Golden Flower
Curse Of The Golden Flower เป็นหนังที่ใจรอมานานหลายวัน "ระหว่างความรักกับแรงปรารถนา อะไรคือผู้ชนะที่แท้จริง
เขาคงอยากจะบอกว่า ...ไม่ว่าจะใคร หน้าตาหล่อเหลา มียศฐา บรรดาศักดิ์อย่างไร
Curse Of The Golden Flower ก็เช่นกัน.... ขณะที่ Jay หรือ Prince Jai (องค์ชายเจี๋ย) ลูกชายคนโตของฮ่องเฮาและฮ่องเต้ หนังยังอีรุงตุงนังอีกมากมาย อาทิ องค์รัชทายาททะลึ่งไปมีอะไรกับลูกสาวต่างบิดาของตน
2006/3/29 Zathura เมื่อเล่นเกมแล้วดันเป็นจริง....ซะยังงั้นใคร ๆ ก็ว่า Zathura หรือชื่อไทยที่ว่า "ซาทูร่า เกมทะลุมิติจักรวาล" เป็นภาคต่อของ Jumanji ที่เคยสร้างตำนานในแง่ของจินตนาการและเทคนิคพิเศษเอาไว้ ก็เห็นจะเป็นยังงั้นแหละ เพราะว่าผู้เขียนบทคือ คริส แวน ออลส์เบิร์ก ซึ่งก็คือผู้เขียนเรื่อง Jumanji มาก่อนนั่นเอง คริส แวนนี่แหละ ฝากผลงานเรื่อง The Polar express เอาไว้ด้วย
ใจเองตอนแรกที่ตัดสินใจจะดูเรื่องนี้ ก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอก ก็เห็นว่าเนื้อหาหนังก็น่าสนใจ ดูตัวอย่างที่โปรโมทเอาไว้ ดูจะตื่นเต้นดี...ที่อยู่ดีๆ อวกาศก็มาลอยอยู่หน้าบ้านซะยังงั้น
เนื้อหาของ Zathura ก็พอจซัะเดาๆ กันได้ แหละ หากใครดู Jumanji มาแล้ว เพียงแต่เปลี่ยนจากการตะลุยป่า เจอสิงสาราสัตว์ มาเป็นตะลุยอวกาศแทน พี่น้องสองคน ที่ดันไปเจอกล่องเกมเก่าแก่ในห้องใต้ดินที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ด้วยความบังเอิญ เมื่อเปิดกล่อง ก็พบเกมที่ชื่อ Zathura หน้าตาเหมือนเกมบันไดงู ต่างกันตรงที่เป็นเส้นทางของการเดินทางด้วยยานอวกาศสองลำ คนเล่นต้องแข่งกัน ใครไปถึงดาวเป้าหมายที่ชื่อ Zathura ก่อน
เริ่มต้นด้วยการไขลานที่มีอยู่ และก็กดปุ่มแดงเพื่อยืนยัน...ตัวเลขจะหมุนติ้ว ให้เลขออกมาว่าคนๆ นั้นจะเดินไปข้างหน้ากี่ช่อง เมื่อถึงช่องนั้นๆ ก็จะมีการ์ดเด้งออกมาจากตัวเกม ตัวการ์ดจะเป็นคำที่บอกว่า ผู้เล่นจะเจอเหตุการณ์อะไรบ้าง นั่นแหละ...เนื้อหาใจความของหนังเรื่องนี้ เรื่องราวเหตุการณ์ที่เจอ หรือปมบางอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องก็เป็นองค์ประกอบที่ทำให้เรื่องดูน่าตื่นเต้นขึ้น และตามฟอร์ม หนังแนวนี้ก็มักจะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง...แต่ทิ้งท้ายเอาไว้ให้เราได้รู้ว่า Zathura เนี่ยในหนังมันแปลว่า "หลุมดำ" .... หากไม่คิดมาก ดูเอามันส์ ไม่เน้นว่ามันจะต้องอิงชีวิตจริง และต้องนำมาใช้ได้กับชีวิตประจำวัน ก็ตามฟอร์ม...เสียเงินไปดูได้ ใจไม่วิจารณ์ว่าดีไม่ดี แต่ก็สนุกดีนี่เนาะ 2006/3/28 Daisy ....ล่าหัวใจ ยัยตัวร้าย ....
คงดีไม่น้อย ที่จะมีใครสักคน ส่งดอกไม้มาให้หน้าบ้านหรือที่ทำงานทุกวัน โดยที่เปิดเผยชื่อ...คงจะดีไม่น้อย ที่ใครบางคน ติดตาม เฝ้ามอง และเป็นห่วงเป็นใยเรา โดยที่ไม่คิดเกรงกลัวกับความยากลำบาก ....คงจะดีไม่น้อย ที่จะมีชายหนุ่ม รูปหล่อ นิสัย และรักเราอย่างแท้จริง ปรารถนาดีกับเราอย่างแท้จริง โดยไม่คิดหวังผล แต่...มันคงไม่ง่ายนัก เพราะความรัก มักมีเงื่อนไขเสมอ
เช่นเดียวกันกับ "Daisy ....ล่าหัวใจ ยัยตัวร้าย .... " หนังเกาหลี ที่มีกำหนดฉายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ แต่ใจและเพื่อนฝูงมีโอกาสได้ชมฟรีรอบสื่อมวลชนด้วยการอุปการะคุณจาก Samart i-mobile ที่โรง SF Cinemacity เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา
"Daisy" ชื่อดอกไม้สีสันสดใส ทั้งขาวและเหลือง เป็นสัญลักษณ์ของความรักของชายหนุ่มและหญิงสาว ที่โชคชะตาได้เล่นตลก (ย้ำ..เล่นตลกจริงๆ นะ) ชนิดที่ไม่น่าให้อภัย...เลยจริงๆ
เรื่องราวของจิตรกรสาวชาวเกาหลี ที่มีถิ่นพำนักในกรุง อัมสเตอร์ดัมส์ ที่ชอบดอก Daisy เป็นชีวิตจิตใจ...เธอใช้เวลาช่วงหนึ่งเดินทางไปวาดรูปทุ่งดอก Daisy เพียงลำพัง ระหว่างการเดินทางเธอพลัดตกลงไปในลำธารเล็กๆ เพราะท่อนไม้ที่พาดผ่านคลองนั้นเล็กและแคบจนเกินที่เธอจะทรงตัวให้เดินผ่านได้สะดวก
มือปืนรับจ้าง หนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ที่บังเอิญได้เห็นเหตุการณ์ และตกหลุมรักเธอ...ตัดสินใจแอบสร้างงสะพานนั้นให้ เป็นของขวัญแก่หญิงสาว โดยที่ไม่เปิดเผยตัวเอง...เมื่อเธอได้เห็นสะพาน เธอตัดสินใจวาดภาพดอก Daisy และวางไว้บนสะพานเป็นการตอบแทน เช้าวันรุ่งขึ้น ภาพวาดหายไป ทำให้เธอมั่นใจว่า ใครสักคนแอบเฝ้ามองเธออยู่จากที่ไหนสักที่....
นับตั้งแต่วันนั้น ชายหนุ่มมั่งมั่นหัดปลูกดอก Daisy และนำมันไปส่งที่หน้าบ้านของเธอทุกวัน โดยที่เธอไม่ทันได้รู้สักครั้งว่าเขาเป็นใคร วันแล้ววันเล่า...ที่เขาแอบส่งดอกไม้ และแอบมองเธอจากที่ใกล้ๆ โดยที่เธอไม่รู้ตัว
โชคชะตาเล่นตลก หญิงสาวเข้าใจผิด คิดว่าชายหนุ่มที่เข้ามาใหม่ กลายเป็นชายหนุ่มผู้ส่งดอกไม้ที่เธอเฝ้ารอคอยมาตลอด....เธอรักเขา เขาชายคนใหม่ก็รักเธอ...ส่วนมือปืนหนุ่ม พระเอกตัวจริง กลับเศร้าจิตอย่างชนิดที่คนดูก็แอบน้อยใจแทนเขานิดๆ
เรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย เมื่อชายหนุ่มคนใหม่ เป็นตำรวจสากลมาจับคนร้าย และใช้นางเอกเป็นที่กำบังไม่ให้คนร้ายที่เฝ้าจับตามองเห็นหน้า เธอโดนลูกหลง เสียงพูดหายไป ชายหนุ่มคนใหม่เข้าใจผิด ว่าผู้ร้ายคือมือปืนหนุ่ม....
ตอนจบออกจะไม่แฮปปี้เอนดิ้งเหมือนชื่อที่ดูเหมือนจะสดใส เหมือนหน้าตานางเอกที่เรามักติดภาพของการเป็นนางเอกที่น่ารักและแสดงหนังรักๆ และแฮปปี้เอนดิ้งทุกครั้ง
Daisy ตามความหมายที่นางเอกไปค้นมาและบอกต่อก็คือ ความรักที่ซ่อนเร้น ท้ายสุดมันก็ไม่ได้ซ่อนเร้น เมื่อเธอรู้ว่ามือปืนหนุ่มเป็นเจ้าของดอกไม้และความรัก ความห่วงใยเสมอมา แต่ มันกลับซ่อนเร้น....เพราะเธอไม่มีโอกาสได้เปิดเผยความรักที่เธออาจจะมีให้เขาได้....เพราะอะไร ไม่อยากให้เดา หรือไม่อยากให้ถาม ลองเสียเงินไปดูเองละกันนะ .. My Girl & I
หลังจากที่รอมาเป็นเดือน....ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตเสียที กับ "My Girl & I " .....เคยบอกแล้วว่า ใจชอบดูหนังเกาหลีมากๆ....หากนับแล้วก็หลายสิบเรื่อง ซึทาญ่ามีเท่าไรก็เช่ามาดูแทบจะหมดร้านละ แต่หากให้จำว่าใครเป็นใคร ชื่ออะไร คงไม่ขนาดนั้น เพียงแต่ดูมาก็เยอะพอควร ยิ่งเข้าโรงก็ไม่ค่อยจะพลาดไปชมด้วยตัวเองทุกที...
นอกจาก My Girl & I จะมีคู่พระนางที่คุ้นตากันดี เพราะพระเอกนั้นดังเปรี้ยงปร้างในบ้านเราจากเรื่อง My sassy girl จนเรียกชื่อกันติดหูว่า "นายเจี๋ยมเจี๊ยม" และนางเอกดังมาจากเรื่อง "full house"
เนื้อหาของเรื่อง ที่เน้นรักโรแมนติก หวานแหวว ภาพวิวสวย และก็หักมุมเศร้าสุดๆ ในตอนท้าย ตามแบบฉบับหนังเกาหลีในหัวใจคนไทย (ซึ่งใจก็เน้นย้ำบ่อยๆ) ยังคงสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับ My Girl & I ด้วยในเวลาเดียวกัน เรื่องราวของ My Girl & I เริ่มจาก Su-Ho นักเรียนชายที่แสนจะธรรมดา หน้าตาก็ไม่หล่อเหลา ต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตเมื่อเขากลับเป็นชายหนุ่มในดวงในของ Su-Eun นักเรียนหญิงหน้าตาสะสวยในชั้นเรียนเดียวกัน ซึ่งเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มมากมายในโรงเรียน เธอแอบมองเขา และเขาก็พบว่าสายตาของเธอจ้องมองมาที่เขาเพียงคนเดียวในระหว่างคาบเรียน.....เธอให้ความสำคัญกับเขา และเขายินดีจะทำเพื่อเธอ .....ความรักของทั้งคู่ดูจะสดใสดี เมื่อทั้งคู่ต่างตอบตกลงที่จะคบหา ภาพของพระเอกปั่นจักรยาน นางเอกซ้อน ลัดเลาะไปตามทุ่งนา และทุ่งหญ้าสีสด คุ้นตาไม่น้อยในหนังเกาหลีเรื่องก่อนหน้า ภาพของพระเอกและนางเอกแอบหนีไปเที่ยวทะเลด้วยกัน และจุ๊บกันตอนกลางคืน ก็คุ้นตาเช่นกัน จากความทรงจำของใจที่ได้เคยประสบกับหนังเกาหลีมาหลายเรื่อง เขาบอกรักเธอ...บอกว่าต่อไปนี้จะใช้ชีวิตที่มีอยู่เพื่อเธอ จะเป็นห่วง จะดูแล และให้เวลาที่เหลืออยู่กับเธอผู้อันเป็นที่รัก.... หากแต่ว่า.... ตามพล็อตเรื่อง แค่รักกันสดใส ไม่มีอุปสรรค คงไม่ใช่หนังเกาหลี...สุดท้าย นางเอกเป็นลม ระหว่างไปเที่ยวด้วยกันที่ทะเล และพบว่าเป็นลูคีเมีย... เรื่องมันเศร้า ก็ตรงที่ เธอจากไป...และทิ้งให้ชายหนุ่มเศร้าอยู่ข้างหลัง...โดยที่เรียกร้องอะไรคืนไม่ได้....เรื่องไม่ได้เศร้าเฉพาะพระนาง แต่ยังมีปู่ของพระเอก ที่มีเรื่องราวของความรักที่ไม่สมหวังเช่นกัน.... วันที่กลับจากดู My Girl & I ระหว่างทางนั่งแท็กซี่กลับมา ต่อมาเมื่อคืนก็ได้ดูรายการทไวไลท์โชว์ ตอนที่นพ พรชำนิมาพร้อมกับแฟนสาว เอ๊ะ ไม่ใช่สิ ภรรยา ที่เพิ่งแต่งงานกันไม่กี่วันที่ผ่านมา มันทำให้ใจได้มองเห็นว่า...สิ่งหนึ่งที่เราไม่สามารถรักษาไว้ในกับตัวก็คือ "เวลา" แม้จะมีประโยคที่ว่า "รักษาเวลาด้วยนะ" แต่นั่นก็ใช้ได้แต่การเดินทางไปยังที่นัดหมายหรือการพบปะแบบตรงเวลาเท่านั้น เราไม่สามารถรักษาที่มีค่า ทั้งแบบวินาที นาที ชั่วโมง สัปดาห์ เดือน และปีเอาไว้กับตัวได้ ดังนั้นหากเมื่อเรายังมีเวลาอยู่กับตัว...หมายถึงว่า...ยังมีชีวิตอยู่....ก็ควรจะใช้เวลานั้นให้มีค่ามากที่สุด นพ พรชำนิและแฟนสาว เลือกที่จะใช้เวลาที่มีค่าด้วยการบอกรักแทบทุกวัน และให้ความสำคัญกับการคบหาแบบคู่รัก ด้วยทุกวิถีทางที่จะทำให้เขาและเธอมีความสุข นั่นคือความเป็นจริง ที่คนรักกันควรจะทำเช่นนั้น Su-Ho อาจจะโชคร้ายที่ทำแบบนพ และเพลินไม่ได้ เพราะโรคภัยไข้เจ็บได้พราก Su-Eun ไปจากเขา ทำให้ไม่สามารถบอกรักหรือใช้เวลาด้วยกันได้ เวลาที่เหลือจึงเจ็บปวด...แม้จะมีความสุขมากมายในช่วงระยะเวลาก่อนหน้านี้ แต่ก็หลีกเลี่ยงที่จะเจ็บปวดเพราะไม่มีโอกาสที่จะอยู่ด้วยกันได้นั่นเอง ดูหนังแล้วย้อนดูตัว...วันนี้ใจเองก็อยากจะเลือกใช้เวลาที่มีอยู่เพื่อคนที่รักใจ และคนที่ใจรักให้ได้มากที่สุด วันและคืนที่จะเข้ามานับจากนี้...ใจก็จะพยายามให้มันมีค่า...แม้จะทำให้มันมีค่าไม่ได้ทุกวินาที เพราะช่วงจังหวะชีวิตของแต่ละเวลา ไม่ได้ขึ้นอยู่ตัวเราเพียงลำพัง แต่หมายถึงคนรอบข้างและปัจจัยภายนอกอีกมากมาย แต่ก็หวังไว้ว่าจะใช้ "เวลา" อย่างมี "คุณค่า" มากที่สุด แม้จะไม่ได้มี "เวลา" เพื่อความรักแบบหนุ่มสาว...แต่ความรักสำหรับครอบครัว เพื่อนฝูง งาน และสำหรับตัวเอง ก็ดีสำหรับใจ ไม่น้อยในเวลาเช่นนี้
2006/3/23 My boyfriend is type B
ก็ว่าคุ้นๆ ตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าโรงหนังแล้ว ไปยืนดูแล้วดูอีก ก็คุ้นๆ เหมือนดูมาแล้ว สำหรับเรื่อง My boyfriend is type B ...
จำได้คลับคล้ายคลับคราว่า เมื่อครั้งที่บินไปนิวยอร์กช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้บน fligth แบบ non-stop ถึงสองรอบ แต่ตอนนั้นเป็นซับ eng และเสียงในฟิล์มเกาหลีเต็มๆ
ชั่วโมงบินที่ยาวนานถึง 17 ชั่วโมงไม่มีหยุดของการบินไทย ทำให้ดูหนังวนแล้ววนอีกได้ หนังเรื่องนี้ก็เช่นกัน ใจเลยดูมันซะตั้ง 2 รอบ เพราะเห็นว่ามันหนุกและซึ้งดี ยิ่งเป็นหนังเกาหลีซะด้วย ชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยไม่พลาด แต่เมื่อมาถึงเดือนนี้...6 เดือนให้หลัง หนังเรื่องนี้มาปรากฎตามหน้าหนังสือพิมพ์ เวบไซต์และหน้าโรงหนังว่าจะเข้าฉายในเมืองไทย เลยทำเอางงตึ๊บ คิดไปเสียไกลว่า ที่เราดูมันฝันไปหรือปล่าว?? เอ๊ะ หรือว่าเป็นภาคสอง แต่เอ๊ะ..มันทำไมมันเหมือนกันมาก ทั้งพระเอกและนางเอก แต่...ก็นั่นแหละ ก็ตัดสินใจซื้อตั๋วไปนั่งในโรงแล้วเมื่อวันหยุดที่ผ่านมา และก็ค้นพบคำตอบแล้วว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน มันดันเข้ามาเมืองไทยช้า และใจก็ดันโชคดีได้ดูก่อนคนอื่นตั้งเกือบครึ่งปีซะยังงั้น...
My boyfriend is type B ... เรื่องราวของชายหนุ่มและหญิงสาวที่รักกันภายใต้เงื่อนไขความเชื่อ ใครดีใครชั่ว ตัว (กรุ๊ปเลือด) กำหนด
กรุ๊ปเลือด B ของชาย ที่หญิงสาวมักเข้าใจว่า เป็นกรุ๊ปเลือดที่เอาแต่ใจ ปากร้าย ไม่ค่อยเอาใจใส่ผู้หญิง พูดตรง และไม่ค่อยฟังคนอื่น กลายเป็นความกังวลที่ปฏิเสธไม่ได้
โชคชะตาของนางเอกที่ส่งข้อความ sms ไปให้ผิดฝาผิดตัว และก็มุขหนังที่พอเดาได้ คนที่ได้รับก็คือ...พระเอก...โชคชะตาเล่นงานซ้ำ เขาและเธอชนกันโดยบังเอิญ ...โทรศัพท์สลับกันและความจริงก็เปิดเผย เขาและเธอคือเจ้าของข้อความที่ส่งผิดนั่นเอง
ความเป็นคนตรง (ตามกรุ๊ปเลือดหรือเปล่าไม่ทราบ??) เขาออกฤทธิ์ตั้งแต่แรก ด้วยการขอเป็นแฟน หลังจากได้พูดคุยกันไม่กี่ชั่วโมง และเรื่องราวก็เริ่มต้น ....
นางเอกน่ารักดี พระเอกก็หล่อใช้ได้ เรื่องราวก็พอยอมรับได้ แม้เวลาภาคเสียงไทยแล้วมันจะฮาไปนิด ไม่ซึ้งเหมือนเป็น sub eng ก็ตาม (แต่บอกตรงๆ ตอนดูบนเครื่องบินมันซึ้งนะ เพราะมันตรงๆ ตามภาษาเค้า แต่พอมาภาคไทยมันฮาพิกลแฮะ) ภาพมันก็สวยดีนะ ไปดูก็ไม่เสียดายเงินหรอก หากไปกับคนรักยิ่งดีไปใหญ่....ไปเสีย 120 หรือ 140 ดูดิ...ใจแนะนำ
2006/3/22 Final Destination 3...หนีอะไรได้หนีไป แต่หนีความตายและภาษีไม่ได้??เมื่ออาทิตย์ก่อนโน้นนนน มีโอกาสแวบไปดู Final Destination 3 มา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ดูภาคแรกและภาคสองไปเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปนานแล้ว ภาพโปรโมทที่เห็นหลายๆ สื่อ ก็ค่อนข้างน่ากลัวอยู่แล้ว พอไปดูเข้าจริงก็โหดอย่างที่ควรจะเป็นจริงๆ นั่นแหละ ออกมาถึงออฟฟิศ ก็ต้องกินยาแก้ปวดหัวไปสองเม็ดซะยังงั้น....
เนื้อเรื่องก็ไม่ต่างอะไรกับภาคก่อนหน้า คือพรรคพวกเพื่อนฝูงร่วมรุ่น ร่วมสถาบันพลาดการเดินทางอะไรสักอย่าง (ภาคที่แล้วเป็นตกเครื่องบิน ภาคนี้ตกรถไฟเหาะ) ทั้ง ๆ ที่การเดินทางครั้งนั้นจะเป็นครั้งสุดท้ายของทุกคน เรียกได้ว่า ถึงคราวตายแล้วนั่นแหละ.... แต่ในเมื่อถึงคราวตายแต่ดันพลาด ยังไงเสีย ท่านที่อยู่เบื้องบนก็คงไม่รั้งรอที่จะให้เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น....
เมื่อเป็นเช่นนั้น....เรื่องราวของการตามล่าของใครสักคนที่เราไม่เคยได้เห็นหน้า หรือรู้จัก เพื่อเอาชีวิตของเราไปจากโลกนี้ ด้วยทุกหนทางที่จะเป็นไปได้ ก็จึงเริ่มขึ้น
รถไฟเหาะลำสุดท้ายที่พลาดการขึ้นไปครั้งนั้น คนแรก..คนที่สอง..คนที่สาม ตามลำดับที่นั่ง จนถึงคนสุดท้าย จึงมีเรื่องราวการเสียชีวิตที่ต่างกรรมต่างวาระกันออกไป เรื่องมันคงไม่สนุก หากใครบางคนในเรื่อง เป็นคนสร้างสีสันให้พอได้น่าติดตาม มากกว่าการแค่รอให้คนมันตายๆๆ ไปแต่ละฉากเท่านั้น นางเอก?? เค้าเรียกนางเอกหรือปล่าว ก็เพราะว่าไม่มีพระเอก?? เอ้า เรียกว่าตัวเอกหญิงก็ได้...เนาะ...ดันมีสัมผัสที่ 6 รับรู้เหตุการณ์ที่เหมือนกับจะเคยเกิดขึ้น หรือจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต หรือ เหตุการณ์ที่เราๆ เองก็อาจจะเคยเป็นกัน เหตุการณ์เหมือนกับที่เราเคยเจอมา และก็พอจะเดาได้ว่าตอนต่อไปของเหตุการณ์นั้นจะเป็นอย่างไร... นั่นแหละ คุณเธอดันรู้สึกว่ารถไฟเหาะจะตก ก็เลยขอลง ทุกคนเลยซวยลงรถคันนั้นทั้งหมดเช่นกัน...แต่รถออกไปไม่กี่นาที ก็ตก...จากราง ...เกลื่อนพื้น อเน็จอนาถยิ่งนัก เมื่อพลาด...การตายในครั้งนั้น...ทุกคนเลยตายตามลำดับในเวลาต่อมา ตายตามเงื่อนไข ที่ตัวเองหญิงได้พบเห็นทุกคนในรูปถ่าย ที่เธอถ่ายเอาไว้ก่อนขึ้นรถไฟเหาะ ครั้งนั้น เช่น สาวสวยสองคน ตายเพราะตู้อบผิว ตามรูปถ่ายก่อนขึ้นรถไฟเหาะ ที่ถ่ายเอาไว้ว่ามีแสงไฟวาบๆ เหมือนไฟเผาอะไรยังงั้น ...ง เรื่องสยดสยองจนใจต้องปิดตา แบบว่ากางนิ้วทั้งห้าปิดตา และยังพอเหลือช่องระหว่างนิ้วให้เหลือบมองจอได้บ้าง พอให้มั่นใจว่าจะไม่เห็นเต็มจอ...ไม่รู้ทำไปทำไมเหมือนกัน... โหดดี...สะใจดี....กินใจดี...คือความหมายของ Final Destination ภาคนี้ คำกินใจที่พบในหนัง ก่อนจบเรื่องที่ว่า...คุณหนีความตายและภาษี ไม่ได้ ท่าจะจริงก็คราวนี้แหละ...ใครอยากไปดู ก็ชวนคนไปนั่งข้างๆ ได้จะได้ไม่เผลอไปเกาะคนอื่นเขาเข้า เกรงใจคนที่เค้าไปด้วย เดี๋ยวจะไปกันใหญ่....พกยาแก้ปวดหัวไปด้วยก็ดี เดี๋ยวปวดหัวเพราะเครียด จะหาว่าไม่เตือน.... 2006/3/17 มีอะไรดีใน Fearless
![]() พอแป๊ะ รุ่นน้องนักข่าวด้วยกันเข้ามาทักใน m ว่าว่างวันไหน จะชวนไปดูหนัง วินาทีนั้นใจแทบไม่คิดเลย บอกแป๊ะไปเลยทันที วันนี้พี่ว่างอ่ะ...555 ก็มันว่างจริงๆ ปกติแล้วหากเลิกงานไม่ได้ไปไหนก็จะมุ่งหน้ากลับบ้านก่อนทุกครั้ง แต่นี่มันโสดแล้วนี่เนาะ ก็เลยดูว่างๆ ชอบกล ไม่ต้องรีบไปไหนสักเท่าไร สบายใจพิกล... นัดหมายกับแป๊ะข้างหน้าออฟฟิศ เพราะทำงานอยู่บ้านคนละหลัง คนละฝั่งถนน ข้ามฝั่งเจ้าพระยาไปได้ ก็นั่งแท็กซี่ไปไม่ถึง 5 นาที ก็ถึงเมเจอร์ ปิ่นเกล้า หนังที่เราจะดูกันวันนี้คือเรื่อง..Fearless ...จริงๆ ตั้งใจจะไปดูตั้งหลายวันก่อนหน้านี้แล้ว แต่เรื่องราววุ่นวายเลยทำให้ต้องพักวางเรื่องโรงหนังไว้ก่อนชั่วคราว และเมื่ออะไรลงตัวแล้ว ใจก็กลับคืนสู่สังเวียนได้เช่นเดิม Fearless ถูกโปรโมทไปตามสื่อต่างๆ ว่า เป็นหนังกังฟูเรื่องสุดท้ายที่เจ็ท ลีได้เล่นเอาไว้ ก่อนหันเหเข้าสู่วงการหนังในฮอลีวู้ดแบบเต็มตัวเต็มใจในที่สุด
เรื่องราวของ Fearless ทำให้อดหวนกลับไปคิดถึงหนังจีนกำลังภายในสมัยเก่าแบบว่า พระเอกผู้เป็นจอมยุทธ์เก่งกล้าสามารถ ผมยาวถักเปียจนถึงก้น ใส่ชุดที่เวลาเดินหรือนั่งต้องสะบัดให้พริ้วเสียก่อนจึงจะสวยงาม แต่กลับต้องโชคร้าย พ่ายแพ้หรือเจอเหตุการณ์อะไรสักอย่างจนทรมานหัวจิต หัวใจ ทำอะไรต่อไปไม่ได้ ต้องเป็นบ้า หรือหนีไปสุดขอบฟ้า จนไปพบกับอาจารย์ผู้เยี่ยมยุทธ์หรือคัมภีร์วิเศษ
จอมยุทธ์รูปหล่อ พ่อรวย เลยกลับตัวกลับใจ ซาบซึ้งในรสพระธรรม หัวหน้าให้ธรรมะ ฝึกปรอฝีมือ กำลังยุทธ์จนเก่ง ไม่มีใครสู้ได้ และเวลานั้นเอง....จอมยุทธ์ก็กลับเข้าวงการบู้ตึ้งอีกครั้ง ระหว่างนั้นก็พบรักแม่นางผู้ชาญฉลาด ปนด้วยความงามทั้งเรือนร่างและจิตใจ สุดท้ายเรื่องก็แฮปปี้เอนดิ้ง....
แม้เรื่องราวจะไม่ได้เป็นอย่างที่บอกเสียทั้งหมด แต่ก็ไม่พ้นเค้าโครงเรื่องแบบนี้ พระเอกผู้ที่ไม่เคยคิดเห็นแก่ความสงบทางจิต บ้ากำลังภายใน บ้าพลัง และบ้าอำนาจ คิดว่าข้าเก่ง เที่ยวเตะต่อยระรานผู้อื่นไปทั่ว จนกระทั่งกรรมตามทัน ผู้ร้ายหวนกลับมาทำร้ายคนในครอบครัว จนบ้าคลั่ง รับเหตุการณ์ไม่ได้
หนีหายหน้าไปจากวงการเตะต่อยไปหลายปี ลี้ภัยเดินโซซัดโซเซ ข้ามน้ำ ข้ามทะเล...อันนี้ข้ามจริงๆ ขอบอก ไม่เชื่อไปดู...หลังจากนั้นก็พบหมู่บ้านอันสงบสุข พบนางงามผู้ที่แม้จะสูญเสียการมองเห็น กลับใช้หัวใจมองเห็นทุกอย่างได้อย่างไม่น่าเชื่อ...ไม่น่าเชื่อจริงๆ ขนาดเจียวไข่ และดำนาได้... เมื่อเข้าถึงหัวจิตหัวใจของธรรมะ และพบทางออก ทางสว่างของการต่อสู้ ที่เน้นประโยคเด็ดของผู้เฒ่าว่า " หากเจ้าไม่อยากทำร้ายผู้อื่น ก็อย่าให้ผู้อื่นได้ทำร้ายเจ้า" แค่นั้นแหละ...พระเอกก็เข้าสู่วงการเตะต่อยด้วยใจอันเป็นธรรม ... แม้ปิดท้ายจะไม่เป็นอย่างที่คิด ไม่แฮปปี้ที่พระเอกกับนางเอกจะร่วมหอลงโรง อยู่รักกันคงกระพันก็ตาม แต่ในแง่ของความรู้สึกก็แฮปปี้ดี ต้นร้าย ปลายดี ไม่เสียหายอะไรมากนัก....
Fearless สอนอะไรหลายๆ อย่าง ให้กับการดำรงชีวิต แม้แต่บางครั้ง พระเอกยังแอบสอนด้วยว่า "คนเราถือกำเนิดลืมตาขึ้นมาบนโลกนั้น ใช่ว่าจะหาความยุติธรรมให้กับทุกคนนั้นจนเกิดเท่าเทียมได้เสียที่ไหน" ชีวิตมักมีขึ้นมีลง เมื่อมีร้าย หากเปิดใจก็มองเห็นทางออกที่ดี และทำใจเสียว่า เราไม่ได้เกิดมาพร้อมความยุติธรรมเท่าเทียมกันเสมอไป อย่าได้ถามหาโชคชะตาชีวิต เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเป็นคนดีได้.....ใจก็หวังจะเป็นยังงั้นมั่งเหมือนกัน
ใครอยากไปดู Fearless รีบไปซะก่อนออกโรง หนังชนโรงตูมๆ พร้อมกันเยอะแยะเลยอาทิตย์ที่ผ่านมา น่ากลัวว่าจะอยู่ในโรงได้ไม่นาน นี่ก็ว่าจะไปดูโหน่งเท่ง ต่อเหมือนกัน ท่าจะมันส์ไม่หยอกนะนั่น อิอิ...ไปแระ 2006/2/19 กระสือวาเลนไทน์...เรื่องผีที่น่ากลัวกว่าที่คิดทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสชมตัวอย่างหนังเรื่องนี้ในโรง และในทีวีค่อนข้างมาก แต่กลับผิดคาดเมื่อไปนั่งดูด้วยตาตัวเอง ...จิงๆ อยากจะเล่าเนื้อหาให้ฟัง แต่มันคงเสียมารยาทเพราะหนังยังไม่ออกจากโรงเลย ยังชนโรงอยู่ แม้จะมีหนังใหม่ๆ ทะยอยเข้าโรงให้ชมกันแล้วในช่วงสุดสัปดาห์นี้
อย่างที่พี่กฤษณ์ว่า ใจดูหนังเยอะมาก เสียจนน่าจะเปลี่ยนอาชีพไปวิจารณ์หนังซะยังจะดีกว่า แต่ฝีมือคงไม่ถึงขั้นนั้น แค่เป็นผู้ชมที่ดี มีหนังให้ดูก็ไปดู เสียเงินชมในโรง แต่ดูไม่ทันก็เสียเงินอุดหนุนร้านเช่าแผ่นซีดี ดีวีดี มานอนดูที่บ้าน ดังนั้นการดูหนังจึงไม่มีอะไรแอบแฝง นอกเหนือจากชมเพื่อความบันเทิง และแก้เหงา
วกกลับมาที่กระสือวาเลนไทน์กันสักนิด อันที่จริง ตอนแรกนึกว่าจะทั้งปน ฮาจนน้ำตาไหล และก็น่ากลัวด้วยการแต่งหน้าซะอีก ...ถึงแม้ไอ้ความรู้สึกเหล่านั้นจะยังอยู่ครบ มีฮาบ้าง ขำบ้าง แต่อย่างหลังคือความน่ากลัวกลับมากมายเสียจนขนหัวแทบทุก
ฉากที่เค้าเลือก...สถานที่ถ่ายทำที่มันดูอึมครึม สมจริงและน่ากลัวพิลึก ผนวกกับสีของหนังที่เลือกให้หม่นหมอง และเก่าๆ ตลอดทั้งเรื่อง จะมีสีสดก็แค่ดอกกุหลาบวาเลนไทน์ ทำเอาขนลุกตลอดเวลาที่ผีโผล่ออกมา แถมยังมีฉากให้สะดุ้งโหยง ผู้หญิงคนข้างๆ ร้องกรี๊ดเป็นครั้งเป็นคราว และขายได้ว่างั้นเหอะ....
ก่อนหน้านี้ หนังเรื่องนี้ไม่เคยได้อยู่ในสายตาใจสักนิด เพราะต้องยอมรับว่าหนังไทยดีๆ ที่เข้าตา และได้เงินจากกระเป๋าของใจคงมีไม่กี่เรื่อง เพราะหากว่าเนื้อหาไม่โดนใจ หรือ Copy Writer ไม่เขียนคำนิยมหนังได้โดนใจจริงๆ ก็ไม่มีซะละ ที่จะยอมจ่ายไปนั่งทนดูเป็นชั่วโมง และก็เดินออกจากโรงเพราะผิดหวัง
แต่.....สำหรับ กระสือฯ แล้ว มันไม่มีความรู้สึกอยากเดินออก กลับอยากรู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อ ทั้ง ๆ ที่กลัวผี เอามือปิดตา แต่ดันแหกนิ้วให้สายตาพอลอดช่องออกมาเห็นฉากผีนั้นอยู่ตลอด เพราะอดคิดไม่ได้ว่า หากปิดซะมิด คงปะติดปะต่อเรื่องที่กำลังสนุกสนานนั้นได้ยังไงในอีกหลายนาทีข้างหน้า
ผู้กำกับร้อยเรื่องได้ดีไม่น้อย คนดูก็ลุ้นไปดว้ย เรื่องมันก็ต่อติดกันด้วยดี อันนี้ยอมรับ คนอื่นคิดยังไงไม่ทราบ แต่ว่าก็โอเคอ่ะสำหรับเรื่องการลำดับเรื่องโดยรวมแล้ว เช่นเคย...ใจเคยบอกเสมอว่า ดูหนังไม่วิจารณ์มาก หากว่าวิจารณ์เสียหายเสียจนไม่มีชิ้นดี คนทำก็คงหมดกำลังใจจะทำหนังให้ดูกันอีกในอนาคต ข้อติมันก็คงจะมี แต่ว่าข้อดีมันก็มีเยอะ หากคิดเสียว่าดูเผื่อความบันเทิงล่ะก็...กระสือบันเทิงเริงใจอย่างมีคุณค่าในตัวของมันเป็นแน่แท้
เอาเป็นว่า สรุป....ใครที่กำลังลังเลว่าจะไปดูหนังเรื่องนี้หรือเปล่า?? ใจนักวิจารณ์หนังสมัครเล่น ขอแนะนำว่า ไม่ผิดหวัง และเสียดายเงินในกระเป๋าร้อยกว่าบาทของคุณแน่นอนค่ะ คอนเฟิร์ม....ไปดูโลด
อ้อ...แนะนำให้หาคู่ไปนั่งด้วย หญิงหรือชายไม่ว่า เพราะอาจจะเสียงไปเกาะคนอื่น ที่ไม่ใช่คู่ของตน ยามที่ผีโผล่ออกมาได้ค่ะ เอิ้กกกกก
2005/12/30 April snow....รักเดียวใจเดียวหรืออะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้???
2005/12/17 ศึกชิงรักหักสวาทระหว่างลิงยักษ์กับคนนิวยอร์ก
|
|
|