Namkhang 的个人资料ที่ว่างของใจ 照片日志列表更多 工具 帮助

日志


2007/10/12

เรื่องของกาแฟ...แค่ชื่อตูก็งง




 


ขอสารภาพอย่างหน้าไม่อายว่า ... ไม่เคยรักการดื่มกาแฟ
ดังนั้นเวลาเข้าร้านกาแฟ นอกจากจะไม่สั่งกาแฟแล้ว
ยังไม่รู้ว่า เวลาสั่งกาแฟแต่ละชนิด มันต่างกันตรงไหน

รสชาติ และที่มาเป็นอย่างไร ดังนั้น จึงไม่เคยคิดจะสั่งกาแฟในร้านกาแฟเลย
ยกเว้นกาแฟเย็นในแบล็คแคนยอน หรือกาแฟเย็นจากร้านอาบังรถเข็นใกล้ๆ บ้าน

หลังจากเบี้ยวคำเชิญจากทรู คอฟฟี่มาหนหนึ่ง วันนี้เลยเบี้ยวไม่ได้อีก
ต้องหอบสังขารอาการปวดท้อง ไม่สบาย ไปถึง ม.ศรีปทุม ย่านบางเขน
เพื่อเข้าร่วมคอร์สฝึกเป็นบาริสต้าหรือพนักงานชงกาแฟกับทรู คอฟฟี่  เป็นเวลาสองสามชั่วโมง

จริงๆ ไม่ถึงกับลงมืออยู่หน้าเครื่องเป็นบาริสต้าเต็มตัว
แต่แค่พอจะรู้เรื่องกาแฟขึ้นมาบ้างอีกนิดก็เท่านั้นเอง
ไม่เป็นใบ้เวลาเข้าไปยืนหน้าเคาน์เตอร์แล้วเผลอสั่งกาแฟแบบผิดๆ เข้า

เรื่องเมล็ดกาแฟมาจากไหน คั่วด้วยองศาร้อนเท่าไร
บดอย่างไร ใช้กี่กรัมในการชง แล้วต้องใช้น้ำร้อนที่เท่าไรในการผ่านกาแฟให้ได้รสชาด
ต้องใช้เวลาเท่าไรให้ได้ความกลมกล่อมพอดี หรือชอตไม่ตาย
ต้องใช้นมอย่างไหน ฟองทำอย่างไร น้ำเชื่อม ช็อคโกแลตอะไร ไม่อยากเล่าถึง
เพราะเล่ากันข้ามคืนข้ามวันไม่น่าจะพอ
เอาแต่สำคัญๆ ที่คิดว่าตัวเองฉลาดขึ้นมาบ้างก็พอ

สิ่งสำคัญที่ว่าก็คือ... ความแตกต่างของกาแฟเมนูนั่นเอง

เมนูแรกของทรูคอฟฟี่ คือ Espresso Classic ที่ร้านอื่นคงเรียกว่า Espresso กันธรรมดากระมัง
ไอนี่มันคือ กาแฟบดผ่านด้วยน้ำร้อนไม่เกิน 100 องศา ไม่ผสมอะไรเลย
เข้ม ขม ดำปี๋ หรือแก่เข้มคือความหมายจริงๆ ของ Espresso

ต่อให้เป็นแก้วเล็ก แก้วกลาง แก้วใหญ่ เขาว่าก็ใช้ปริมาณกาแฟและเวลาในการผ่านน้ำร้อนเท่ากัน
เพียงแต่ว่ากดที่ปุ่มเครื่องส่งแรงดันน้ำร้อนผ่านกาแฟบดว่าต้องการสำหรับขนาดแก้วเท่าไร
น้ำก็จะถูกส่งผ่านมาที่กาแฟบดแล้วก็ไหลออกมาเป็นกาแฟดำปี๋ในทันที
เพราะว่าที่แท้จริงแล้ว Espresso นี่มาจากภาษาอิตาลี แปลว่าเร่งด่วน

เช่น สำหรับแก้วเล็ก แก้วกลาง แก้วใหญ่ มันก็จะไหลออกมาให้พอดีกับจำนวนที่ต้องการ
โผล่ออกมาเป็นกาแฟเข้มสีดำ ไหลลงแก้วแบบจอกที่เรียกกันตามภาษาคนชงและคอกาแฟว่า "ชอต"

ดังนั้นบางคนอาจจะสั่งเข้มบ้างไม่เข้มบางตามประสาความชอบ เป็น ชอตเดียว หรือ สองชอต
single หรือ double นั่นแหละ เขาว่าความไวต่อออกซิเจนของ Esspresso มีสูงมาก
ดังนั้น จึงเห็นว่าฝรั่งบางคนจะจิบ Espresso ทันทีที่เคาน์เตอร์ เพื่อไม่ให้เสียรสชาด
กินไม่ดี อาจจะลวกปากได้ ขอบอก.....

Espresso ที่ดีต้องชงด้วยความร้อนไม่เกิน 100 องศา
จะให้ดียิ่งขึ้นมันต้องที่ 92-96 องศา และให้น้ำร้อนผ่านกาแฟบดในระยะเวลา 18-23 วินาที
บางที่ก็ว่า 18 -30 วินาที หากต่ำกว่า 18 วินาที ก็เหมือนกับน้ำมันไหลผ่านกาแฟเร็วไปนั่นแหละ
น้ำผ่านกาแฟเร็วไป ก็แสดงว่ารสชาดไม่แน่นพอ กาแฟต่อน้ำไม่พอดี มีกาแฟในน้ำร้อนน้อยไปนั่นปะไร

หากว่าเกิน 30 วินาทีก็จะทำให้ น้ำร้อนผ่านกาแฟบดยาวนานไป แสดงว่ากาแฟจะเข้มไป...นั่นปะไร
เขาว่า คอกาแฟที่แท้จริง จะแกล้งบาริสต้า... ข้าจะกิน Espresso ชอตที่ 19
หรือว่าให้น้ำร้อนผ่านกาแฟบดที่เวลา 19 วินาที พอดิบพอดีนั่นเอง... บาริสต้าเก่งๆ คงไม่กลัว หึหึ

ส่วนใครอยากกินกาแฟหวานหน่อย ใส่นมนิดก็ไปเติมเองที่เคาน์เตอร์
แต่ Espresso ที่แท้จริง คือ กาแฟขมปี๋ ไม่ใส่อะไรเลยตั้งแต่แรกเริ่ม

ถัดมาคือ café americano หรืออเมริกาโน ไอนี่แหละแปลก เพิ่งจะมาถึงบางอ้อก็หนนี้
อเมริกาโน คือ Espresso ผสมน้ำร้อนให้เจือจาง หรือกาแฟดำใส่น้ำร้อนนั่นแหละ
เช่นเดิมใครอยากใส่น้ำเชื่อมก็ไปเติมที่เคาน์เตอร์ที่เดิม

แต่คอกาแฟที่แท้จริง ก็จะไม่ใส่น้ำเชื่อมหรือนม
คอไม่แข็งเท่าไร แต่กินอเมริกาโนนี่แหละ แบบว่ากินกาแฟแต่ไม่เข้มไง

ดังนั้นหากใครเคยสั่ง Ice Espresso มาก่อนหน้านี้ อนุมานได้ว่า "สั่งผิด"
เพราะ Espresso มันต้องร้อน หากอยากจะกิน Espresso แบบเย็นต้องสั่งว่า

"ขอไอซ์อเมริกาโนแก้วนึงค่ะ "
ก็จะได้ Espresso ใส่น้ำแข็งมาหนึ่งแก้วนั่นเอง โฮะโฮะ
คิดว่า Espresso เย็นคงไม่มี เพราะคงแท้ก็ต้องร้อนอย่างที่บอกนั่นแหละ หึหึ

ส่วน Latte หรือลาเต้เนี่ย คือ Espresso 1/3 ส่วน บวกด้วยนมร้อนอีก 2/3 ส่วน
บาริสต้าจะเทส่วนผสมลงถ้วยพร้อม ๆ กัน หยอดด้วยฟองนมหนาสัก 1 เซ็นติเมตรโปะหน้าทับข้างบน
ไอนี่แหละเรียกว่าลาเต้ ... เพราะว่าลาเต้เป็นภาษาอิตาลีแปลว่านม
มันเลยกลายเป็นกาแฟกับนมนั่นเอง เอิ้กเอิ้ก 

หาก Espresso+ นม และน้ำแข็ง ไอนี่คือ Ice Latte
อยากกินหวานนิดก็ใส่น้ำเชื่อมเพิ่มเติมเข้าไปไง
ในร้านกาแฟใหญ่ๆ ไม่ใส่น้ำเชื่อมให้ก่อน ไปเติมเองอยากได้หวานแค่ไหน จัดการเอง

ยังมีอีก ยังไม่จบ.....

หากเอา Espresso บวกด้วยนมสดร้อนครึ่งนึง ฟองนมสดอีกครึ่งนึง
ไอนี่อ่ะ เรียก Cappuchino หรือ คาปูชิโน
โอว้ ...จอร์จ แม้วก็เพิ่งรู้
งี้ตูอยากกินกาแฟดำใส่นม และมีฟองด้วย ...แล้วไปใส่น้ำเชื่อมให้มันหวานๆ หน่อย
ก็ต้องสั่งคาปูชิโนสินะ 555

ยังมีอีกนะ ยังมีกาแฟที่เรียกว่ามอคค่า หรือ Mocha
ไอนี่คือ Espresso บวกด้วยโกโก้นั่นเอง
หากเสิร์ฟร้อนๆ ก็เป็น Mocha หรือ Hot Mocha
แต่ว่าใส่น้ำแข็ง ก็เป็น Ice Mocha 

ในร้านทรู คอฟฟี่ยังมีเมนูอย่างอื่นอีก เช่น

Espresso Macchiato ไอนี่คือ Esspresso มีฟองนมโปะด้านบน
Esspress Capana คือ Esspresso + วิปครีมโปะด้านบน
Cafe Mocha นี่คือ Esspresso + ช็อคโกแลต
 
ในร้านอื่นๆ อาจจะเมนูกาแฟแบบอื่นๆ ด้วยนะเช่น
latte macchiato อีกมากมายก่ายกอง ไม่นับกับแบบเย็นอื่นๆ อีก
แค่คิดก็ปวดหัวแระ .. แต่ทั้งหมดก็มีพื้นฐานจาก Espresso ทั้งสิ้น
ต่างกันก็แค่ตรงส่วนผสมอื่นๆ นี่แหละ
เช่นอาจจะเจือจางด้วยน้ำร้อน บวกด้วยนมสดร้อน ฟองนมสด
หรือใส่น้ำแข็ง ผสมโกโก้ ผสมช็อกโกแลตก็ว่ากันไป เอิ้ก...

โคะ ... แค่ชื่อแม้วก็งงแล้ว ...
บอกตรงๆ ไปจดมาเนี่ย ก็ไม่รู้ว่ามั่วไปมั่งหรือเปล่านะ 555 มันเยอะเหลือเกิน

ว่าแล้วก็กินช็อกโกแลตปั่นใส่วิปครีมเหมือนเดิมก็ท่าจะดีเนอะ... หึหึ เอาซะตูงงไปเลย 

 

2007/9/14

James Bond 007 volume I




ตั้งแต่เดือนที่แล้วจนถึงเดือนนี้ จำไม่ได้แล้วว่าตัวเองดูหนังเรื่อง James Bond 007
สายลับอังกฤษที่ไม่ว่าเรื่องไหนก็เปลี่ยนนางเอก และมีของเล่น gadgets
ที่ดูไฮเทคติดมือไปใช้งานด้วยทุกครั้งไปกี่เรื่องแล้ว

Star Movies ของ UBC ขยันเอามาฉายวนกันอยู่นั่น
ทำให้ใจไม่อาจจะขัดศรัทธานั่งอยู่หน้าจอติดตามชมได้
เมื่อดูนานวันเข้า เรื่องก็ชักจะไม่วนกัน...มันกลายเป็นว่าเป็นตอนใหม่
พระเอกก็หน้าใหม่ ของเล่นก็เริ่มไฮเทคไปตามลำดับ
เมื่อเป็นอย่างนั้น ใจก็เลยอดสงสัยไม่ได้ว่า มันมีกี่ตอนกันนี่เจ้า 007 นี่
เมื่อคลิกเปิด google ก็ถึงกับอึ้ง ใครจะรู้ว่า จนถึงตอนนี้มี 007 ออกฉายไปแล้วกว่า 21 ตอน ให้ตายสิ....
ยิ่งคลิกอ่านประวัติยิ่งเมามัน ยิ่งไปกันใหญ่ อะไรจะยาวนานแบบนั้น
สุดท้ายก็เลยลงเอยด้วยการเอามาฝากคนอื่นๆ บ้าง
วันนี้เริ่มต้นจากเรื่องเบาๆ ก่อน ที่มาของคน จำนวนเรื่องทั้งหมด และชื่อหนังทั้งหมด
วันหลังจะเอาเรื่อง gadgets และนิสัยเพลย์บอย เอกลักษณ์ของ 007 มาฝากกัน

มาเริ่มกันเลย

James Bond 007 เป็นนวนิยายเกี่ยวกับสายลับชาวอังกฤษของ Ian Fleming
ที่ลงมือเขียนนวนิยายของตนในปี 1952 เมื่อครั้งยังเป็นผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศของหนังสือพิมพ์ Kemsley
ซึ่งเป็นเจ้าของ The Daily Express  ในกรุงลอนดอน

ตั้งแต่ปี 1953 จนถึง 1964 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่  Fleming  มีชีวิตอยู่บนโลกนี้
 เขาได้ทำการตีพิมพ์เผยแพร่นวนิยายสายลับ 007 ของเขาไปทั้งสิ้น 12 เล่ม
และคอเลคชั่นเรื่องสั้น อีก 1 คอเลคชั่น และหลังจากนั้นมีนักเขียนอีกหลายคน
ไม่ว่าจะเป็น Kingsley Amis John Gardner, Charlie Higson และ Raymond Benson
มาช่วยเขียนภาคต่อของ Jams Bond ให้ รวมถึงซีรีส์เรื่องยาวเกี่ยวกับ 
"Young James Bond" ผลงานของ Charlie Higson

 
นักแสดงนำชายที่แสดงเป็น James Bond ทั้ง 21 ภาค จากซ้ายคือ
Sean Connery, George Lazenby,Roger Moor
และแถวล่างจากซ้าย Timothy Dalton, Pierce Brosnan , Daniel Craig

ทีนี้มาดูหนังกันบ้างว่ามีการเอาเนื้อหาในนวนิยายมาทำเป็นหนังกี่ตอนกันแล้ว
ตั้งแต่ปี 1962 จนถึงปี 2006 มีนักแสดงที่แสดงเป็น James Bond กันแล้ว 6 คน ตั้งแต่

Sean Connery (1962–1967; 1971)
George Lazenby (1969)
Roger Moore (1973–1985)
Timothy Dalton (1987–1989)
Pierce Brosnan (1995–2002)
Daniel Craig (2006–ปัจจุบัน)

โดยชื่อตอนหรือ 21 ภาคของหนังเรื่องนี้ได้แก่

Dr. No                                           1962      Sean Connery
From Russia with Love                    1963     
Goldfinger                                      1964       
Thunderball                                   1965       
You Only Live Twice                        1967       
On Her Majesty's Secret Service      1969      George Lazenby
Diamonds Are Forever                    1971      Sean Connery
Live and Let Die                             1973       Roger Moore
The Man with the Golden Gun         1974     
The Spy Who Loved Me                  1977     
Moonraker                                    1979    
For Your Eyes Only                        1981      
Octopussy                                     1983       
A View to a Kill                              1985      
The Living Daylights                       1987      Timothy Dalton
Licence to Kill                                1989      
GoldenEye                                     1995      Pierce Brosnan
Tomorrow Never Dies                    1997     
The World Is Not Enough               1999      
Die Another Day                            2002     
Casino Royale                               2006       Daniel Craig
Bond 22                                        2008       Daniel Craig
Bond 23                                        2010       Daniel Craig

หนังเรื่องนี้เริ่มต้นจากปี 1950 หลังจาก EON Productions
ได้สิทธิ์ในการนำเนื้อหานวนิยายมาสร้างหนัง โดยตอนแรกของหนังคือ Dr. No
แสดงนำโดย Sean Connery เป็น 007 ซึ่งแสดงทั้งสิ้น 5 เรื่อง
ก่อนส่งต่อให้นักแสดงคนอื่นๆ จนถึงทุกวันนี้ Bond มีแล้วกว่า 21 ตอน หรือ 21 ภาค
ทำเงินรายได้รวมแล้วกว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐทั่วโลก
ซึ่งเป็นหนังที่ทำรายได้สูงสุดรองจาก Star Wars เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นในโลกนี้

 

2007/8/18

กว่าจะมาเป็นเป๊บซี่






นี่ถือเป็นเรื่องแปลที่ยากที่สุดเรื่องหนึ่ง สำหรับแบรนด์ชั้นนำอย่างเป๊บซี่แล้ว ...
เรื่องราวที่ยาวนานย่อมทำให้งงงวย
พอๆ กับปวดหัวสลับกันไป... เขาเรียกว่าเรื่องจริงนั้นปวดหัวมากกว่าตำนาน หรือนิทาน
เพราะมีหลักฐานอ้างอิง และมากมายด้วยสาระ และรายละเอียด

ใจใช้เวลาข้ามคืนในการอ่านเรื่องของเป๊บซี่ นั่งแปล แต่ก็ยังดูเหมือนทำได้ไม่ดีนัก
หยิบโน่นมาปะนี่ ..เอาพอรู้เรื่องราว
สุดท้ายก็ไม่ได้ทำเอาอึ้งเหมือนกับมิสเตอร์โดนัทและดังกิ้น โดนัท
เพราะทั้งสองแบรนด์อย่างเป๊บซี่และโค้ก ไม่ใช่เจ้าของเดียวกัน
อย่าหาว่าลำเอียงเลย..ใจชอบเป๊บซี่มากกว่าโค้ก... ของอย่างนี้ห้ามกันไม่ได้
หากได้เป๊บซี่ในเลมอน..หมายถึงหั่นชิ้นเลมอน ใส่ลงไปในแก้วน้ำแข็ง
แล้วเทเป๊บซี่ลงไปจะรู้สึกมีความสุขในชีวิตมาก
หากในเมืองนอก การกินเป๊บซี่ที่นั่นจะให้ความรู้สึกว่า...มันอร่อยกว่าที่เมืองไทย...
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ไม่เข้าใจ .. แต่มันก็อร่อยกว่าจริงๆ ...
โดยธรรมชาติเป๊บซี่ในกระป๋องจะซ่ากว่าขวดใส..
ดังนั้นกินในกระป๋องจึงให้อารมณ์กว่า เหอเหอ

ลองไปอ่านดีไหมว่า เป๊บซี่เกิดขึ้นได้อย่างไร...ป้ะ ไปอ่านกัน

เป๊บซี่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปีค.ศ.1898 ด้วยฝีมือการคิดค้นของCaleb Bradham เภสัชกร
และเจ้าของร้านขายยาในเมือง New Bern รัฐ North Carolina ประเทศสหรัฐอเมริกา


เรื่องของเป๊บซี่มันเริ่มต้นตรงที่...
ในฤดูร้อนของปี ค.ศ. ที่ว่า สภาพอากาศที่ร้อนแทบบ้าคลั่ง
เภสัชกรหนุ่มก็คิดปรุงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาร์บอเนต,
น้ำผลไม้ และไซรัป  ให้รสแสบซ่า เพื่อให้คลายความกระหาย สดชื่น
เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในร้านขายยาของเขา และดูเหมือนเขาจะประสบความสำเร็จมากกว่าที่คาดคิดไว้นัก
เพราะในภายหลังมันกลายเป็นที่มาของ Pepsi-Cola ซึ่งรู้จักกันไปทั่วโลกนั่นเอง
Caleb Bradham เองอยากจะให้ลูกค้ากลับมาที่ร้านของเขาอีกครั้ง และสิ่งที่เขาคิดต่อมาก็คือ
ปรุงรสของเครื่องดื่มของเขาเสียใหม่ เขาคิดค้นเครื่องดื่มแบบใหม่
โดยการสกัดเอาผลโคล่า (cola nut หรือ kola nut) ผสมเข้ากับวานิลล่า  ซึ่งลูกค้ารู้จักกันในชื่อ "Brad's Drink" 
Caleb ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อ  "Brad's Drink"  มาเป็น "Pepsi-Cola"
และทำการโฆษณาเครื่องดื่ม soft drink ของเขาในเวลาต่อมา ขณะที่ผู้คนก็เริ่มยอมรับกันมากขึ้น
ส่งผลให้ยอดขายของ Pepsi-Cola เริ่มเติบโต บังคับให้ต้องก่อตั้งบริษัท
และทำการตลาดเป็นเรื่องเป็นราวอย่างปฏิเสธไม่ได้
ในปี 1902 เขาใช้พื้นที่ด้านหลังร้านขายยาของเขา เปิดตัวบริษัท Pepsi-Cola Company อย่างเป็นทางการ
และเริ่มจดจดทะเบียนการค้ากับ  U.S. Patent Office เป็นหนแรก
เขาทั้งผสมไซรัปด้วยตนเอง และปล่อยน้ำโซดาออกมาตามสายหรือท่อเข้าไปผสม 
แต่ในเวลาต่อ Celeb เองได้ตระหนักว่าจะเป็นการดีกว่าหากเอาน้ำที่ว่าใส่เข้าไปในขวด
ซึ่งช่วยให้ใครๆ ก็สามารถดื่มเครื่องดื่มของเขาได้

ธุรกิจเริ่มเติบโตยิ่งกว่าเดิม ในปี 1903 "Pepsi-Cola" ได้ลิขสิทธิ์จากU.S. Patent Office เป็นที่เรียบร้อย
และในปีนี้นับเป็นหนแรกที่ Caleb เริ่มทำการโฆษณาสินค้าเครื่องดื่มของเขาว่าเป็นเครื่องดื่มที่
"สดชื่น มีชีวิตชีวา และช่วยในการย่อยอาหาร" 
และเริ่มคิดค้นธุรกิจแฟรนไชน์สขึ้น เพื่อให้นักลงทุนที่สนใจเข้ามาเป็นเจ้าของกิจการ
โดยเริ่มที่เมือง Charlotte และเมือง Durham รัฐ North Carolina
และเพิ่มเป็น 15 รายในปีต่อมาๆ จนถึง 40 รายในปี 1907
จนถึงสิ้นปี 1910 เป๊บซี่มีแฟรนไชน์สซีทั้งสิ้น 24 รัฐด้วยกัน
ไลน์การผลิตเป๊บซี่ลงขวดนั้นเริ่มครั้งแรกโดยใช้พื้นที่ด้านหลังร้านขายยาของ Celeb
แต่เมื่อแฟรนไชน์สซีเริ่มมากขึ้น
การขยายตัวบริษัทจึงเริ่มขึ้นในปี 1907
และปีนั้นบริษัทสามารถขายไซรัปได้มากถึง 100,000 แกลลอนต่อปี
สองปีถัดมา นักแข่งรถชื่อดังอย่าง บาร์นี่ โอลด์ฟิลด์  ได้รับเลือกเป็นนายแบบโฆษณาเป๊บซี่และหลังจากนั้น
ในหลายปี ก็มักจะมีการเปลี่ยนแนวคิดหรือคอนเซ็ปต์ในการนำเสนอขายเป๊บซี่อยู่ตลอด
และนี่คือสโลแกนของการเป๊บซี่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา




1939: "Twice as Much for a Nickel"
1950: "More Bounce to the Ounce"
1958: "Be Sociable, Have a Pepsi"
1961: "Now It's Pepsi for Those Who Think Young"
1963: "Come Alive, You're in the Pepsi Generation".
1967: "(Taste that beats the others cold) Pepsi Pours It On".
1969: "You've Got a Lot to Live, Pepsi's Got a Lot to Give".
1973: "Join the Pepsi people (feeling free)".
1975: "Have a Pepsi day".
1979: "Catch that Pepsi spirit". David Lucas composer
1981: "Pepsi's got your taste for life".
1983: "Pepsi's Now!"
1984: "The Choice of a New Generation".
1986: "We've Got The Taste" (Commercial with Tina Turner)
1991: "Gotta Have It."
1995: "Nothing Else is a Pepsi".
1997: "GeneratioNext".
1999: "Ask for More"/"The Joy of Pepsi-Cola".
2003: "It's the Cola"/"Dare for More".
2005: "Wild Thing"/"Ask For More" (With Jennifer Lopez & Beyoncé Knowles)
2007: "More Happy"/"Taste the one that's forever young"

จนถึงปัจจุบันเป๊บซี่มีมากมายหลายประเภท ทั้งรสชาติ ราคาและรูปลักษณ์ของภาชนะบรรจุ
Diet Pepsi  น่าจะเป็นหนึ่งในประเภทของเป๊บซี่ที่ใครๆ ก็รู้จัก เพราะไม่มีทั้งน้ำตาล
และให้ปริมาณแคลอรี่ในตัวเลขเป็นศูนย์

นอกจากนี้ยังมี Pepsi Max, Pepsi ONE, Caffeine-Free Pepsi และ Caffeine-Free Diet Pepsi
นอกจากนี้ยังมีรสน้ำผลไม้อีกหลายประเภททั้ง  Wild Cherry Pepsi (1988), Diet Wild Cherry Pepsi (2005),
Pepsi Lime (2005)และ Diet Pepsi Lime (2005) รวมถึง Pepsi Jazz ซึ่งแบ่งเป็นอีกสามรสชาติคือ
Caramel Cream (2007), Strawberries & Cream (2006) และ Black Cherry French Vanilla (2006)
โดย Pepsi Jazz  นั้นถูกคิดค้นขึ้นโดย Schwab Amin 
ซึ่งเป็นผู้ชนะเลิศจากโครงการ "What's Yo' Flava?" ในปี 2006

ที่พลาดไม่ได้ ก็คือ Pepsi Twist ซึ่งเป็นเป๊บซี่รสเลมอนนั่นเอง
ว่ากันว่ารสเลมอนนั้นขายดิบขายดีมากในประเทศบราซิล
ภายใต้ชื่อ   Pepsi Twistão เพราะมีการวางขายในจำนวนจำกัด
ขณะที่รสเดียวกันเปิดตัวในอินเดียในปี 2002 โดยใช้ชื่อว่า Pepsi A-ha 
ในปี 2005 มีการเปิดตัว Pepsi Samba ในออสเตรเลีย
ซึ่งเป็นเป๊บซี่รสมะขาม และมะม่วง...นี่ยังไม่รวมกับโอกาสพิเศษต่างๆ ที่มีการใช้ชื่ออื่นๆ มาร่วมด้วย
เช่น Pepsi Cappuccino ขายในโรมาเนีย และบัลกาเรีย ส่วนในมาเลเซียเป๊บซี่รสกาแฟที่ว่า
ใช้ชื่อ Pepsi Tarik  ส่วนในอินเดียใช้ชื่อ Pepsi Cafechino 

ในประวัติศาสตร์ของเป๊บซี่โคล่านั้น เหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่งคงเป็นปี 1929
ในยุคของเศรษฐกิจตกต่ำที่สุดครั้งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา
เป๊บซี่โคล่านั้นได้ประกาศล้มละลาย อันผลมาจากผลประกอบการไม่ดี
ราคาน้ำตาลในยุคนั้นสูงสุด และผลมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1
สินทรัพย์ทั้งหมดถูกขายให้กับ Roy C. Megargel 
ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า Pepsi  ในท้ายที่สุด
8 ปีต่อมาบริษัทได้ล้มละลายอีกครั้ง สินทรัพย์ถูกซื้อไปโดย  Charles Guth ประธานบริษัท Loft Inc
ซึ่งเป็นผู้ผลิตลูกอมผสมโซดารายใหญ่ เมื่อผิดหวังจากการปฏิเสธของ Coca-Cola
ที่ไม่ให้ส่วนลดไซรัปแก่เขาเพื่อวางขายในร้าน ทำให้เขาตัดสินใจหันมาซื้อกิจการของ Pepsi-Cola  แทน
และไม่กี่ปีให้หลัง เป๊บซี่ก็ทำกำไรให้เท่าตัวให้กับ Guth ขณะที่ธุรกิจลูกอมกลับล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัด
และทำให้เขาตัดสินใจมาเอาดีกับบริษัทผลิตเป๊บซี่ในเวลาต่อมา




ปัจจุบัน PepsiCo, Inc ไม่เพียงแต่ขายเครื่องดื่มคาร์บอเน็ตในรสชาติต่างๆ เท่านั้น
แต่ยังขายขนมขบเคี้ยวที่คุ้นหูคุ้นตากันดี โดยเป็นเจ้าของกิจการ Frito-Lay snacks ด้วย
PepsiCo, Inc เกิดขึ้นเมื่อปี 1965 เกิดจากการควบรวมกิจการของ Pepsi-Cola 
และ Frito-Lay และทำการซื้อกิจการ Tropicana 
เข้ามาเป็นของตนในปี 1998 และในปี 2001 PepsiCo
เข้าควบรวมกิจการอีกครั้งกับ Quaker Oats Company
กลายเป็นบริษัทเครื่องดื่มและอาหารที่ใหญ่เป็นอันดับห้าของโลก
มีแบรนด์เป็นของตัวเองทั้งสิ้น 15 แบรนด์
ทำรายได้กว่า 1 พันล้านเหรียญต่อปี .... 

ปล. อย่าหาว่าอู้นะ...ที่นั่งแปลนี่เพราะเขียนงานเดือนนี้ไม่ออก
ต้องมานั่งบิวท์อารมณ์ด้วยการนั่งอ่านและเขียนเรื่องแบบนี้เสียก่อน
หวังว่า...ออกไปเดินเล่นกลับมา จะเขียนงานได้รวดเดียวจบ..โฮะโฮะ..

2007/7/15

เรื่องของ Dunkin' Donuts และ Mister Donut





เพียงเพราะอยากจะรู้เรื่องเกี่ยวกับโดนัท...
การสืบค้นข้อมูลยาวนานหลังจากนั้นเลยเกิดขึ้น
คลิกไปคลิกมา ก็ดันไปเจอว่า
ที่แท้ทั้ง Dunkin' Donuts  และ Mister Donut  ต่างก็มีรากเหง้าเดียวกัน
แถมปัจจุบันยังมีเจ้าของเดียวกันอีก.....
ลงทุนไปนั่งอ่าน นั่งแปลมาให้เลยล่ะ
พร้อมภาพประกอบชวนหิว ชวนท้องร้อง
เนื้อหาเป็นอย่างไร ไปอ่านกันดู ...

ในปี ค.ศ.1956 Bill Rosenberg และ  Harry Winouker
พี่เขยและน้องเขยคู่หนึ่งได้ตัดสินใจแตกแยกธุรกิจ
กิจการร้านกาแฟและโดนัท (doughnut หรือ donut)
ต่างคนต่างไปทำธุรกิจใหม่ในแบบเดิมในชื่อใหม่ของตนเอง
โดย Harry นั้นได้ก่อตั้งร้าน Mister Donut  ขึ้นมา
ขณะที่ Bill ก่อตั้งกิจการของ Dunkin' Donuts  ขึ้นมา



หลังจากนั้นให้หลัง ปีค.ศ. 1989
บริษัทจำกัดมหาชนที่ชื่อ  Allied-Lyons
ได้ยื่นเสนอเข้าซื้อกิจการของ Dunkin' Donuts 
ซึ่งขณะนั้นถือว่าเป็นเจ้าของกิจการเฟรนไชนส์ร้านกาแฟ
และโดนัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก
หลังจากได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลอเมริกัน
ในเดือนมกราคมปี 1990 Allied-Lyons 
ก็เข้าถือกิจการของ  Dunkin' Donuts อย่างเต็มตัว
ด้วยการจ่ายเงินก้อนโตไป 196 ล้านปอนด์

ซึ่งในเวลานั้น (ปีค.ศ.1990) Dunkin' Donuts 
ก็มีสาขาไปแล้วทั่วโลกกว่า 1,850 สาขา
โดยขยายไลน์ของขนมไปเป็นอย่างอื่นด้วยเช่น แซนวิช, ครัวซอง และ มัฟฟิน
โดย 1,600 สาขาอยู่ในสหรัฐ อีก 120 สาขาอยู่ในญี่ปุ่น



หลังจากนั้น Allied-Lyons ก็ได้ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการของคู่แข่งอย่าง
Mister Donut ซึ่งมีสาขา 558 สาขาในสหรัฐ และแคนาดา
โดย Mister Donut ซึ่งมีโลโก้เป็นเชฟมีตาข้างเดียว
ได้ตัดสินใจขายกิจการให้กับ Allied-Lyons
ในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ปี 1990 นั่นเอง
ทำให้ Mister Donut เข้ามาเป็นกิจการที่อยู่ภายใต้แบรนด์ Dunkin' Donuts
ขณะที่ franchisees หรือผู้ซื้อกิจการเฟรนไชน์สทั้งหลายก่อนหน้านั้น
ก็สามารถเปลี่ยนชื่อมาใช้ Dunkin' Donuts  ได้หากมีความต้องการ


ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ Dunkin' Donuts  (http://www.dunkindonuts.com)
บอกว่าปัจจุบันมีร้านค้าที่ใช้ชื่อDunkin' Donuts กว่า  7,000 แห่งทั่วโลก
ในสหรัฐมี 5,300 ล้านใน 34 รัฐ
และอีก 1,900 สาขาอยู่ใน 30 ประเทศ
ผลิตขนมและกาแฟจำหน่ายแก่คนกว่า 3 ล้านคนต่อวัน
มีโดนัทกว่า 52 ชนิด และกาแฟอีกกว่า 12 แบบให้เลือก
ไม่รวมกับอาหารอื่นๆ ที่ขายในร้านอาทิ แซนวิช เป็นต้น
แถมยังระบุด้วยว่าประสบความสำเร็จมากในประเทศฟิลิปปินส์
อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และไทย
รายได้ทั่วโลกล่าสุดเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

แม้จะซื้อ Mister Donut ในแถบอเมริกาเหนือ
และเปลี่ยนชื่อไปใช้ Dunkin' Donuts ไปแทบทั้งหมดแล้วก็ตาม
แต่สำหรับในแถบญี่ปุ่นและเอเชีย ในปี 1980
Duskin Co. Ltd  ของญี่ปุ่นกลับได้สิทธิ์ในการขายเฟรนไชน์ส
ชื่อ Mister Donut อย่างชอบธรรม
ในแถบเอเชียและญี่ปุ่น ทำให้ชื่อของ Dunkin' Donuts
จึงมีให้เห็นอยู่มากในแถบนี้นั่นเอง.....
โดยในสหรัฐมีร้าน Dunkin' Donuts เพียง 13 ร้านเท่านั้น
อยากรู้ไหมว่ามีร้านไหนบ้าง ไปที่นี่เลย ....
http://en.wikipedia.org/wiki/Mister_Donut 




จริง ๆ แล้ว  Allied-Lyons  นั้นเป็นบริษัทที่เป็นเจ้าของกิจการ
ที่เรียกได้ว่า สากกระเบือยันเรือรบเลยก็ว่าได้
โดยเป็นเจ้าของกิจการในประเภทเบเกอรี่อีกหลายอย่าง 
หนึ่งในนั้นคือ กาโตว์ ... แถมยังเป็นเจ้าของ Baskin Robbins ร้านไอศครีมชื่อดังอีกด้วย

ที่มา : http://www.kzwp.com/lyons/index.htm ,
http://www.misterdonut.jp/ และ wikipedia

เป็นไงละความพยายามอย่างสูงสุดของใจ....ไม่ปรบมือให้ มีเคืองนะเนี่ย 5555

2007/7/4

ตำนาน Fisherman's Friend



 
รสเลมอนนี้ไม่มีขายที่เมืองไทย ต้องหิ้วข้ามทะเลมาจากสิงคโปร์


อาการอยากรู้ตะหงิดๆ ว่า Fisherman's Friend มาจากไหนโผล่ขึ้นมา
ระหว่างการบอกให้ใครคนหนึ่งอมยานี้ด้วย
เพื่อช่วยไม่ให้เกิดอาการไอในช่วงเที่ยงของวัน
ประกอบกับคิดว่าการค้นหาข้อมูลเจ้ายาอมนี่
คงช่วยทำให้การเขียนงานของเดือนนี้ได้ไม่น้อย
ยังไม่ทันได้วางสาย ก็ใช้มืออีกข้างหนึ่งคลิกเปิด google.com
ใส่คำว่า Fisherman's Friend เข้าไปในหน้าจอ แล้วคลิก Enter

สิ่งที่พบก็คือเว็บไซต์ http://www.fishermansfriend.com/
เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของแบรนด์ Fisherman's Friend
ยาอมแก้เจ็บคอที่รู้จักกันดี โผล่ขึ้นมาให้เห็น

ใจคลิกเข้าไปในหน้า History เพื่อดูที่มาของแบรนด์ยาอมนี้
และก็พบที่ว่าของชื่อ ยาอมเพื่อนคนหาปลา อย่างที่ตั้งใจไว้

เนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษ บอกเล่าใจความทั้งหมดเอาไว้ว่า.....

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งปี 1865 บวกด้วย 543 ก็เท่ากับปี 2408
หรือตั้ง 142 ปีที่แล้ว .... แม้วจริงๆ .. ยาวนานมาก....

ที่เมือง Fleetwood ใน Lancashire ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ติดกับชายฝั่ง
ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษ
เมืองนี้นับเป็นเมืองที่เลื่องชื่อว่าเป็นเมืองท่าของการจับปลา
หรือเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมการหาปลาของสหราชอาณาจักรเลยทีเดียว

ชาวประมงทั้งหนุ่มและแก่ในแถบนี้มักจะใช้เวลายาวนานไปกับการออกเรือหาปลา
โดยเฉพาะการเดินเรือไปยังเขตทะเลเหลือ และฝั่ง Arctic Circle
(หรือเขตเส้นขนานกับเส้นศูนย์สูตรที่ 23 องศา ของขั้วโลกเหนือ)

ด้วยเงื่อนไขของระยะเวลาที่ต้องใช้ไปกับการเดินเรือ
บวกกับสภาพอากาศที่เรียกได้ว่าไม่เป็นมิตรกับเพื่อนชาวประมงหรือคนธรรมดาทั่วไป
ส่งผลให้หลายคนบนเรือต้องเป็นหวัด เป็นไข้ คออักเสบและไอกันเป็นทิวแถว

และแล้วก็มีเภสัชกรหนุ่มนายหนึ่งชื่อ James Lofthouse 
ซึ่งพำนักอยู่ที่เมืองนี้ด้วยเช่นกัน
ได้ใช้ความพยายามในการคิดค้นตัวยาขึ้นมา
เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยในคอของคนไข้เหล่านี้
จนในที่สุดก็ได้คิดค้นยาในรูปของของเหลวหรือน้ำยาตัวหนึ่ง
ตัวยานี้ส่วนผสมของเมนทอล และน้ำมันยูคาลิปตัส
มีสรรพคุณช่วยรักษา และเยียวยาอาการไอของคนไข้ชาวประมงได้เป็นอย่างดี

ในภายหลังเพื่อง่ายแก่การจัดเก็บและใช้งาน
James Lofthouse   เลยดัดแปลงส่วนผสมดังกล่าวให้อยู่ในรูปของยาอมแทน
ขณะที่ชาวประมงในแถบนั้นก็ได้ให้สมญานามของยาอมที่ว่าว่า "Friends"
เพราะออกเรือเมื่อไร ก็มักจะต้องมีเพื่อนในคราบของยาอมติดตัวไปด้วยเสมอ
และกลายเป็นที่มาของชื่อทางการค้าที่ว่า "Fisherman's Friend " ในเวลาต่อมา



นี่ก็ไม่มีขายเหมือนกันแอปเปิ้ล+ชินนามอน อร่อยดีแท้

 

ไม่นานนักนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนชายฝั่งแถบนี้
ได้ค้นพบว่ามีการใช้ยาอมนี้แก้ปัญหาอาการไอและเจ็บคอ
ทำให้การขยายและเติบโตของยาอมนั้นกว้างไกลออกไปจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน Fisherman's Friend  ส่งขายไปทั่วโลกกว่า 100 ประเทศ
บางที่มีทั้งรสเลมอน รส Original Extra Strong
Extra strong, Super Strong Mint,  Aniseed
รสเชอรี่, รสแอปเปิ้ลและซินนามอน
Strong Salmiak , Spicy Mandarin  , Citrus 
รสเลมอน ไปจนถึงรสที่ไม่มีน้ำตาลผสมด้วย

ขณะที่แพ็กเก็จจิ้งยังคงอยู่ในรูปแบบของห่อกระดาษเหมือนแต่เก่าก่อน
เพียงแต่เพิ่มระดับการรักษาสินค้าด้วยการใส่ชั้นของกระดาษฟอยด์เข้าไป
เพื่อรักษาสภาพของตัวยาให้คงทนไม่แตกหัก

Fisherman's Friend ได้รับรางวัล 
Queen's Award to Industry for Export Achievement
ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับบริษัทในอังกฤษและบริษัทในแถบอื่นๆ
ที่สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศทั่วโลกได้ยอดเยี่ยม ถึงสามครั้งติดต่อกัน
(อันนี้ไปเปิดเพิ่มเติมดู...มีบริษัทที่ใจรู้จักว่าได้รับรางวัลแค่ไม่กี่บริษัท
จำพวก BBC ที่เหลือเป็นบริษัทที่ไม่คุ้นชื่อทั้งนั้นแฮะ เช่น JobServe
Alumet  , Allied Distillers  และอื่นๆ อีกมากมาย)

เชื่อไหมปัจจุบันเจ้ายาอมยี่ห้อนี้
ยังเป็นธุรกิจในครอบครัวเหมือนเดิม แม้จะผ่านไป 142 ปีแล้วก็ตาม....
เรียกได้ว่ายาวนานทั้งตัวยาและแบรนด์ คงทนดีแท้
แม้เราจะไม่ได้เป็นชาวประมง เราก็อมเจ้า Fisherman's Friend ได้... ใช้ได้นะเนี่ย


 

2007/4/10

"Tuzki" : ที่มาของกระต่ายกวนทีน

 

หลายอาทิตย์ก่อน
นอนดึกดื่น เพราะไปนั่งหาเจ้าตัวนี้มา....
หลังจากหลายเดือนมาแล้ว
ใจได้ตัวนี้มาอยู่ใน list ของ emoticons บน msn messenger
แต่เพราะว่าไม่รู้ว่ามันมาจากไหน
และก็มีอะไรให้ทำวุ่นวายเลยไม่ได้สนใจมันมากนัก

จนกระทั่งดึกวันหนึ่ง บาสส่งหน้าเว็บของ pantip
ผู้คนสนใจเจ้าตัวนี้และกำลังหาว่ามันชื่ออะไร...
คนหนึ่งตั้งชื่อ folder ตัวเองไว้ แยกจากตัวหัวหอม
และ emo ตัวอื่นๆ ว่า "ตัวเชี่ยไรไม่รู้" (ขออภัยที่ไม่สุภาพ ก๊อบมาทั้งหมดเลย)

ใจก็แอบขำ และก็อดไม่ได้ที่จะไปตามหามันว่ามันคืออะไร
จนกระทั่งไปเจอ blog นี้....http://blog.sina.com.cn/wangmomo
เด็กผู้หญิงคนจีน คนหนึ่ง ....
ชื่อ Wang MoMo เป็นผู้วาดภาพลายเส้นเจ้ากระต่ายหน้าตากวนทีน
และตั้งชื่อมันว่า "Tuzki" (ใจแอบตั้งชื่อว่า ตุ๊ดจี้ ตุ๊ดฉี่ และสรุปที่ กุ๊ดจี่)



ใน blog มีตัวการ์ตูนกุ๊ดจี่ที่ว่าหลายแบบ...แอบ save แล้วมา addเป็นemo เพิ่ม
และแบ่งปันให้เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องตั้งมากมาย...
กลายเป็น Tuzkism อย่างที่เขาบอกเอาไว้ใน blog ซะยังงั้น

เคยไปอ่านในข่าวข่าวนึงมีคนเขียนเอาไว้ว่า
พอผมได้เห็นตัว Tuzki ก็อดนึกถึง Mashimaro
เจ้าตัวการ์ตูนสายเส้นสีดำ พื้นขาวสะอาด มีที่กดส้วมเต็มแปะไว้บนหัวแทบไม่ได้
ตอนแรกเจ้า Tuzki แพร่พันธุ์ตาม QQ และ MSN Messenger เพียงไม่กี่ตัว
มีท่าเต้น ท่ายกซ้าย ยกขวาเพียงเท่านั้น



ก่อนมีตัวอื่นๆ ตามมาอย่างที่ใจไปพบปะใน blog
คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ เจ้าตัวนี้มันชื่ออะไร และใครเป็นคนวาด....
บทสัมภาษณ์ตอนหนึ่งของ Wang MoMo คนวาดบอกว่า
เพื่อนร่วมชั้นสมัยเด็กของเธอตั้งชื่อให้เธอว่า ‘Rabbit’
เพราะพวกเขาคิดว่าเธอนั้นเหมือนกระต่ายหลายประการด้วยกัน
และดูเหมือนเธอจะชอบไม่นอย และเมื่ออัพ blog เมื่อไรก็ใช้กระต่ายเป็น
ตัวแทนตัวเองในกิจกรรมที่เกิดขึ้นหลายอย่าง และตอนแรกได้ตั้งชื่อกระต่ายตัวเองว่า
“Tuski.” ก่อนเปลี่ยนจากตัว s มาเป็นตัว z
หลังจากได้อ่านเรื่อง “Spell My Name With An S” 
ของท่าน  Isaac Asimovเจ้าแห่งมหากาพย์บนอวกาศ..อ่านแล้วงงนั่นแหละ
ใครจำ  Isaac Asimov ก็ให้นึกถึง Foundation  หรือสถาบันสถาปนายังไงละ
ตั้งไม่กี่เล่มจบ ยิ่งกว่าใจรอคอยโคนันซะอีกแน่ะ

ในเนื้อเรื่อง “Spell My Name With An S” 
ตัวละครหลักอย่าง “Zebatinsky”
มีเหตุการณ์ทำให้ตัวเองเปลี่ยนไปมากมายหลังจากเปลี่ยนชื่อมาเป็นตัว s......

Mo เลยทำมั่ง คิดว่ากระต่ายของเธอจะเปลี่ยนไปจากหันมาใช้ z แทน s

โดย Mo ได้ออกแบบเจ้า  Tuzki
เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ตอนแรกก็ออกแบบง่ายๆ
มีคลื่นที่แขน (ใครมีเจ้าตัวนี้แรกๆ จะจำได้ท่าเย้น โยกคลื่นแขนซ้ายแขนขวา)
และหลังจากนั้นก็เขย่าหัวโยกเยกๆ....

เมื่อคุยกับเพื่อนผ่านโปรแกรมสนทนา QQ เธอก็ใช้ภาพนี้เป็น default เอาไว้
และเริ่มออกแบบ Tuzki ในท่าทางที่มากขึ้นมากขึ้น....
โดยอาศัยชีวิตตัวเองเป็นต้นแบบ
กิจกรรมที่เกิดขึ้นแทบทุกวันกลายเป็นที่มาของท่าทางเจ้ากระต่ายหน้ากวนทีนนี้

หลังจากนั้นก็เริ่มวาดให้กระต่ายไปอยู่บน msn,
postcard และก็บน poster สารพัดอยาง
และเตรียมจะทำเป็นวิดิโอเจ้ากระต่ายด้วยเร็ว ๆ นี้

เป็นไงละ ไปหามาให้อ่านจนได้ อยากดูลายเส้นอื่นๆ ของ Tuzki
เข้าไปได้เลยที่ http://blog.sina.com.cn/wangmomo 
ช่วยโฆษณา สำหรับคนบ้ากระต่ายตัวนี้ อิอิ


ปล. อนุมานว่าเด็กผู้หญิงคนนี้น่าจะทำงานที่ Innokids Limited แฮะ