Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    9/29/2007

    วางแผนวันเกิด



    แอบวางแผนไว้ในใจนิดๆ ว่า
    วันที่ตัวเองมีอายุขึ้นต้นด้วยเลข 3 เป็นหนแรกของชีวิต....จะทำอะไรบ้าง

    แผนการณ์คร่าวๆ จะคงจะไม่ต่างอะไรกับปีที่แล้วมากนัก
    อยากจะงดทำงาน (อีก) สักวัน
    ตื่นนอนในตอนเช้าในเวลาที่นาฬิกาในร่างกายอยากจะปลุกให้ตื่น
    ยกหูหาแม่ ขอบคุณแม่ที่ให้วันนี้...วันที่แม่เจ็บหนที่สาม
    หลังจากเจ็บที่หนึ่งจากพี่คนโต และเจ็บที่สองจากการคลอดพี่คนกลาง

    อาบน้ำ แปรงฟัน  หาเสื้อผ้าสวยๆ ใส่
    แล้วออกไปหาอะไรที่อยากจะกิน โดยไม่สนใจเงินในกระเป๋า (อันนี้ไม่รู้จะทำได้จริงรึป่าว)

    เดินเล่นในห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน ซื้อของขวัญสักชิ้นให้กับตัวเอง
    หลังจากเงินในกระเป๋าเหือดแห้งไม่เหลือหรอให้พอจะซื้ออะไรได้เลยในช่วงหลายเดือนมานี้
    แต่ก็เล็งเอาไว้แล้วว่าอยากจะได้อะไร โดยที่ตัวเองจะไม่ลำบากในช่วงปลายเดือน

    ช่วงบ่ายอยากจะหาหนังที่อยากจะดูสักเรื่อง
    เข้าไปดู แบบไม่มีคู่นี่แหละ จะจดจำเนื้อหาและชื่อดังได้ดียิ่งนัก

    ตกบ่าย คงหาไอศครีมทาน นั่งอยู่ในนั้นสักพักใหญ่
    เย็นๆ ก็หาอะไรทานมื้อโตๆ ให้ท้องป่อง
    เข้าบ้าน นอน....ก็หมดไปแล้วสำหรับวันแรกของปีที่ 30

    บันทึกไว้ก่อน....อันนี้เป็นแผนการณ์
    เดี๋ยวพอถึงวันนั้นก็ค่อยเอามาเปรียบเทียบกันว่ามันต่างไปจากที่คิดไว้อย่างไรบ้าง

    เออ .. ดีเหมือนกันแฮะ นี่เป็นครั้งแรกที่ตั้งใจวางแผนไว้เป็นเรื่องเป็นราว
    ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะต้องอยู่คนเดียว เลยไม่ได้สนใจว่าจะเป็นวันอะไร
    ทำอะไรธรรมดาๆ เหมือนกับวันธรรมดาปกติ

    จริงๆ ปีนี้ก็จะต้องอยู่คนเดียวเหมือนกัน... มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับปีก่อนหน้า...

    โคะ....แล้วจะวางแผนไปทำไมฟะ...ชักงง......

     

     

    เดินมาราธอนที่เจเจ VS แอนจะแต่งงาน



     

                                        ถ่ายรูปของชำร่วยมาด้วย เพิ่งรู้ว่ากล้องในมือถือมันก็ถ่ายรูปได้สวยดีแฮะ


    คงจะไม่ผิดเลยแม้แต่นิดหากจะบอกว่า....ตั้งแต่เกิดมา ....
    วันนี้ถือว่าเป็นวันที่เดินสวนจตุจักรได้นานที่สุดในชีวิตแล้วล่ะ

    หลังจากแอนเพื่อนซี้ โทรฯมาหาเมื่อวาน และนัดแนะเจอกันที่แห่งนี้

    หากไม่ใช่แอนบอกว่าจะแต่งงาน...การเดินจตุจักรมาราธอนแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น
    เพราะอาทิตย์เป็นอาทิตย์ที่สามเข้าไปแล้วที่ใจมาเดินจตุจักร
    ชักเบื่อมันแล้วเหมือนกัน....

    แอนเป็นเพื่อนที่รู้จักกันจากที่ทำงานที่แรกหลังเรียนจบ
    ทั้งๆ ที่ทำงานในนั้นแค่ 4 เดือนแต่ก็รู้จักกับแอนตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้
    รวมระยะเวลาก็ปาเข้าไปปีที่ 10 เข้าไปแล้ว

    เธอตัดสินใจแต่งงาน หลังจากคบหากับแฟนหนุ่มจนเลยเวลา 6 ปี
    และมีเวลาเตรียมตัวเตรียมงานเพียงเดือนครึ่ง เพราะงานจะจัดขึ้นวันที่ 18 พ.ย.ที่จะถึงนี้

    "อะไรฟะ" คือคำที่ใจอุทานออกมาเป็นคำแรกที่ได้ยินข่าวจากปากของแอน
    ด้วยอะไรหลายๆ อย่างทำให้รู้สึกว่าแอนตัดสินใจอะไรไปเร็วนิดหน่อย
    แต่ก็นั่นแหละ สุดท้ายก็เป็นการตัดสินใจของคนทั้งคู่และคนรอบข้างในชีวิตเขา
    เราในฐานะที่เป็นเพื่อน ก็คงได้แต่อยู่ข้างๆ คอยให้กำลังใจและช่วยเหลือ
    ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจแบบไหน... ทำได้แบบนี้เท่านั้นเอง....

    10 โมงตรงจนถึง 6 โมงเย็นของวันเสาร์ ถูกใช้ไปกับการเดินหาของร้านขายของชำร่วยงานแต่ง
    หาร้านรับพิมพ์การ์ดงานแต่ง และก็ของประดับในงานอีกหลายๆ อย่าง

    แอนบอกว่ายังไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน ร้านที่อยากจะได้ก็ยังไม่ได้วางมัดจำ
    เพียงแต่แวะเข้าไปคุย นัดหมาย แต่ยังไม่ได้บุ๊กวันเป็นเรื่องเป็นราว
    ยังไม่รู้จะพิมพ์การ์ดอย่างไร ใช้คำอะไรในนั้น ของชำร่วยเป็นอย่างไร
    พิธีการจะมากมายแค่ไหน .... เรียกได้ว่ายังไม่มีอะไรในมือสักอย่าง...

    แต่ใจกลับอึ้งที่แอนไปจองแพ็กเก็จถ่ายภาพในสตูดิโอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
    ใจก็แอบขำ...ไม่มีอะไรสักอย่างแต่ว่าจองถ่ายภาพไปแล้ว
    เหตุการณ์แบบนี้คงเกิดขึ้นกับใครอีกหลายคนที่กำลังจะเป็นเจ้าสาว
    ไม่มีอะไรไม่เป็นไร ขอให้ได้ถ่ายภาพงานสวยๆ เอาไว้ก่อน 555

    เราเดินกันจนเมื่อย เข้าร้านนั้น ออกร้านนี้ วนไปวนมาอยู่แถว ๆ โซนขายของแฮนด์เมด
    ถามราคา จดราคา กดเครื่องคิดเลข ต่อรองราคา คิดถึงความคุ้มค่าและมองหาสิ่งที่ดีที่สุด
    แวะทานข้าวก็เอากระดาษออกมากาง คิดถึงว่าจะตกแต่งสถานที่อย่างไร
    มีอะไรในงานบ้าง และอะไรที่ควรจะซื้อบ้าง
    พอจะคิดได้คร่าวๆ ในเวลาแค่นั้น เพราะใจเองก็ยังไม่เห็นว่าสถานที่ที่จะจัดงานเป็นแบบไหน

    ระหว่างการเดิน เราเจอของชำร่วยหลายแบบมาก
    จริงๆ แล้วใจเองเคยเดินหาของแบบนี้มาหนหนึ่งแล้ว เมื่อเกือบสองปีที่แล้ว .....
    การเดินหาของชำร่วยเพื่อที่จะใช้ในงานแต่งของตัวเอง
    แต่สุดท้ายก็กลายเป็นหมัน เพราะว่างานก็เลิกล้ม แถมยังต้องเลิกกับคู่หมั้นอีกด้วย
    พอนึกๆ แล้วก็ขัน ไม่นึกว่าจะมีวันแบบนั้นกับเขาเหมือนกัน
    แต่มันก็แค่อดีต... ผ่านไปแล้ววันนั้น....วันนี้ก็มีความสุขดี

    เราเจอเซรามิกรูปหมาตาสีดำเหมือนมีแพนด้า เอาไว้ใส่เกลือ พริกไทย
    เจอเซรามิกอีกหลายแบบ เจอแพ็กเก็จจิ้งเอาไว้ใส่ของชำร่วยอีกหลายชนิด
    เจอร้านพิมพ์การ์ดและร้านของชำร่วยที่คนมากันเป็นคู่ๆ เยอะมาก
    หลายคู่เลือกแบบการ์ด เลือกของชำร่วย และสั่งพิมพ์ให้ทันวันงาน
    ส่วนใหญ่จะเป็นอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า และไม่พ้นสิ้นปีนี้

    ของมีหลายราคาให้เลือก มีทั้งแบบขายของชำร่วยแล้วเอาไปใส่แพ็กเก็จจิ้งเอง
    หรือไม่ก็รับทำทั้งหมด แถมทำป้ายชื่อ ถึงเวลาก็มารับของ ไม่ต้องทำอะไรสักอย่าง

    ใจกับแอนเปลี่ยนใจแทบทุกร้านที่เจอของน่ารักๆ และก็ราคาไม่แพง
    แต่เมื่อคิดสาระตะแล้วก็พบว่าการนั่งทำเองมันไม่แพง และก็ได้ของที่น่าจะเหมาะสมกับงานด้วย
    ถุงผ้าลายสวยงาม ใส่บุหงารำไปด้านใน พร้อมป้ายชื่อคู่บ่าวสาว ดูเหมือนจะพื้นๆ
    แต่ก็ไม่เห็นร้านไหนจะเอามา Match กันสักร้าน
    มีแต่เย็บถุงผ้าเอง ใส่บุหงารำไปด้านใน สีไม่ถูกใจเท่าไรนัก ขนาดก็เล็กไป
    ใจกับแอนเลยลงเอยด้วยการเลือกซื้อถุงผ้าลายสวยบวกกับซื้อบุหงารำไปอีกหลายกลิ่น

    ถุงผ้าสีสวยขายในราคา 100 ถุง 850 บาท แขกของแอน 200 คนก็ใช้เงิน 1700 บาท
    บุหงารำไปกลิ่นสารพัดราคากิโลกรัมละ 200 บาท....ได้จำนวนเยอะมากจนแทบตกใจ
    คิดคำนวนแล้วน่าจะใช้สองกิโลกรัมเป็นเงิน 400 บาท ไม่บวกค่าป้ายชื่อที่ไม่กี่บาท
    รวมแล้วก็ใช้เงินไม่เกิน 2500 บาท แต่ได้ของที่ดูเหมือนจะไม่เพียงถูกใจแต่ยังถูกราคาอีกด้วย

    แต่นี่เป็นเพียงความคิด...วันนี้แอนไม่ได้ขับรถมา จึงยังติดค้างการซื้อเอาไว้ก่อน
    จนกว่าจะถึงวันศุกร์หน้าของชำร่วยที่ว่าถึงจะมาอยู่ในมือจริงๆ

    แอนเลือกการ์ดอยู่หลายแบบ แต่จนถึงตอนนี้ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกแบบไหน ราคาใด
    ประมาณว่าขอใช้เวลาคิดสักนิดก่อน แต่ก็ต้องรีบเร่งให้เสร็จภายใน 2 อาทิตย์นี้
    เพราะเวลาที่จะแจกการ์ดอาจจะจวนเจียนจนเกินไปหากคิดนาน

    เราแวะซื้อเทียนหอมสีแดงสวยงาม กลิ่นโรสแมรี่ติดมือ 8 แพ็ก
    แพ็กละ 20 บาท จากราคา 35 บาท ติดมือกลับบ้านมาด้วย
    กะว่าจะใช้วางบนโต๊ะอาหารของแขก ช่วยให้สีสันกับงานได้ไม่น้อย

    แวะดูร้านขายโคมไฟสีสันสวยงาม ขนาดเท่ากำปั้น เห็นวางขายอยู่บ่อยๆ แต่ไม่นึกว่าจะได้เข้าไปถามราคา
    กะว่าจะใช้ประดับซุ้มงานแต่ง และประดับตัวงาน ที่คิดกันแล้วว่าใช้ตีมสีชมพูน่าจะดีไม่น้อย
    เมื่อสอบถามราคาได้แล้ว ก็จดราคาเอาไว้ก่อน คิดว่าจะกลับมาซื้ออีกหน หากว่าอะไรหลายๆ อย่างลงตัว

    เย็นแล้ว....เรานั่งแท็กซี่เข้าบ้านแอน ก่อนขับรถแวะมาดูร้านที่จะใช้เป็นสถานที่แต่งงานกันอีกหน
    ร้านแรกดูมืดไปนิดในความคิดของแอนและใจ แขกอาจจะตกใจในถนนหนทางก่อนเข้างาน

    แอนขับมาที่บางพลัด แวะดูร้านอีกร้านที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา
    ราคาค่าหัวของแขกพอสมควร แต่ทางร้านแบ่งส่วนของร้านครึ่งหนึ่งเป็นงานแต่งได้
    แถมยังใจดีจัดซุ้มและเวทีให้ ไม่คิดค่าร้านแต่คิดค่าอาหารเป็นหัว
    แขก 200 คนไม่ถึงหนึ่งแสน...แถมร้านก็เป็นสีขาวสะอาดตา ใหม่เอี่ยม....
    ใจชอบร้านนี้ ดูดีชนิดที่ว่าแทบจะไม่ต้องอะไรอีกแล้ว
    แอนจะได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเตรียมอย่างอื่นมากกว่าการพะวงเรื่องจัดแต่งร้าน


    แอนขับรถมาส่งใจที่บ้านกว่าจะถึงก็ปาไปสองทุ่มกว่า
    ใจเข้าใจว่า ระหว่างทางขับรถ แอนคงคิดถึงอนาคตอีกไม่กี่วันข้างหน้าอีกหลายอย่าง
    จนกว่าจะผ่านพ้นวันที่ 18 พ.ย. แอนคงจะเหนื่อยเอามากๆ

    บอกตรงๆ แค่วันนี้วันเดียว ที่ยังไม่ได้อะไรเป็นเนื้อเป็นหนังมากนัก
    ยกเว้นคอนเซ็ปต์งานคร่าวๆ พอเห็นภาพกันบ้าง แต่ยังไม่สมบูรณ์แบบ ใจก็เหนื่อยแทนแล้วล่ะ

    เห็นแบบนี้แล้วคิดถึงเพื่อนๆ อีกหลายคนที่แต่งงานมีลูกมีหลานไปแล้ว
    ไม่รู้จะเหนื่อยกันขนาดไหนกว่าจะได้เป็นเจ้าสาวเข้าเรือนหอ....เห็นแล้วท้อแทน

    แต่ที่ท้อกว่า...เห็นจะเป็นการหาเจ้าบ่าวล่ะมั้ง
    ชาตินี้ไม่รู้จะมีกับเค้าบ้างรึป่าว ... ชักเหงาๆ แล้วแฮะ

    แต่ว่าหากจะมีเจ้าบ่าวจริงๆ กับเขาล่ะก็
    ขอไม่มีงานแต่งจะได้ม้ะ.... มันเหนื่อยพิกลนะเนี่ย.....แค่คิดก็ระเหี่ยเพลียใจซะแระ

    9/27/2007

    นักอยากเขียน

     

    มีเพื่อนหลายคนบอกว่าตัวเองเขียนหนังสือไม่เก่ง
    ไม่ได้หมายถึงเขียนตัวหนังสือให้สวยหรอก
    แต่หมายถึงเขียนให้เป็นเรื่องเป็นราว
    ให้คนอื่นๆ ได้อ่านรู้เรื่องและไม่สะดุดทุกครั้งที่ขึ้นต้นข้อความใหม่

    ดูเหมือนปัญหาที่ว่าจะทำให้เพื่อนหลายคนไม่ยอมเริ่มต้นเขียน blog
    ทั้งๆ ที่ในใจลึกๆ ก็อยากจะลองบันทึกอะไรลงไปบ้างเหมือนกัน
    ปล่อยให้วันแล้ววันเล่า เฝ้าแต่คิดว่าอยากจะเขียนแต่เขียนไม่เก่งอยู่นั่น...

    จนถึงตอนนี้ก็ยังปล่อยให้ space ของ msn รกร้าง
    ต่อให้เปิดใช้การแล้ว ก็มีแต่รูปแปะเอาไว้ ใส่เพลง และระบุชื่อของเจ้าของ

    จริงๆ อยากจะบอกว่า...ไอคนที่บอกว่าเขียนไม่เป็นนี่แหละตัวดี
    เอาเข้าจริงๆ ถ้าลงมือเขียนแล้วก็น่ากลัวพิลึก
    จนแอบรู้สึกว่า ตูอาจจะตกงานได้เลยทีเดียว

    เมื่อปีกลาย ต้อมกับเอมช่างภาพของรายเดือน
    ตัดสินใจเปิด blog ของตัวเองเป็นเรื่องเป็นราว
    เพื่อใช้หน้า blog นั่นแปะภาพผลงานของตัวเองนอกเหนือเวลางาน
    หวังว่าจะเผยแพร่ภาพงามๆ นั่นสู่สายตาคนอื่นบ้าง
    ในเวลาเดียวกันก็ลงทุนใช้เวลาส่วนหนึ่งเขียนบรรยายความรู้สึกใต้ภาพเอาไว้ด้วย

    ใจแอบไปนั่งอ่านนั่งชมของทั้งต้อมและเอมบ่อยครั้ง
    จำได้ว่าหนแรก....ได้อ่านข้อความในหน้า blog ของทั้งคู่
    แวบแรกก็รู้ซึ้งว่า คนบางคนที่บอกว่าไม่เคยเขียน เขียนไม่เป็น หรือไม่เคยคิดจะเขียน
    มักใช้อารมณ์ความรู้สึกเขียนลงไป
    หรืออธิบายได้ง่ายๆ ก็คือ เริ่มต้นเขียนด้วยคำพูด.... อยากจะพูดอะไรก็เขียนแบบว่า
    งานเขียนแบบนี้บางทีมันก็มีเสน่ห์ตรงที่เราจะคิดถึงหน้าของเจ้าของคำพูด

    แล้วคิดย้อนกลับได้ทันที ว่านี่เลย...ไอนี่แหละ..ตัวจริง..ต้องมันคนนี้ชัวร์

    ข้อความก็จะดูจริงใจ ไม่ใส่ไข่ แล้วก็เป็นคำพูดง่ายๆ ไม่ต้องประดิดประดอย
    อ่านแล้วพลอยแอบขำสลับกับทึ่งความคิดของเขาบ้างก็มี

    บางทีเป็นนักเขียนใช่ว่าจะดีทั้งหมด
    ข้อเขียนมันถูกจำกัดกรอบเอาไว้เล็กๆ ว่าน่าจะเขียนให้ดี
    เขียนให้สละสลวย บางทีก็แอบตกแต่งมันด้วยถ้อยคำที่ดูหรูเกินไปบ้างในบางครั้ง

    ใจยังพบอารมณ์แบบนี้อีกหลายครั้ง
    หลังจากตระเวณไปอ่าน blog ของชาวบ้านแทบทุกวัน
    น้องทีจาก positioning ก็เป็นอีกคน...
    เพราะความที่คิดไม่เหมือนคนอื่นนี่แหละ ทำให้งานเขียนของทีแตกต่างจากคนอื่นๆ ...

    เมื่อวานพี่เจี๊ยบเพิ่งเปิด space ของตัวเองเป็นหนแรก
    บอกว่าเขียนไม่เก่ง เขียนไม่เป็น ต้องใช้เวลาคิดนาน
    น้ำค้างแอบไปอ่าน....ก็ดูเหมือนจะเขียนได้ง่ายๆ นี่หว่า
    แถมภาษาก็ไม่ต่างอะไรกับงานเขียนของนักเขียนทั่วไปอีกต่างหาก

    เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าคิดว่าเขียนไม่ได้หากยังไม่ได้ลองเขียน
    อย่าคิดว่าเขียนไม่เป็นจนกว่าจะได้ลงมือเขียน
    คงเหมือนกับเรื่องอื่นๆล่ะมั้งเนอะ
    อย่าคิดว่าทำไม่ได้ ตราบใดที่ยังไม่ได้ลงมือทำ
    อะไรก็ทำได้ทั้งนั้นแหละมั้ง อยู่ที่ว่าจะทำรึป่าวนั่นแหละเนอะ
    แถมบางทีอาจจะทำแล้วดีอีกต่างหาก
    วันหน้าก็มานั่งเสียดาย รู้งี้ทำมาตั้งนานแล้ว
    ต่อให้ทำแล้วออกมาไม่ดี...ก็ยังดีกว่า มานั่งพูดว่า...เสียดายไม่ได้ทำ...
    ไม่รู้มาลงเอยที่ประโยคนี้ได้ยังไง เอาเหอะ มันก็คงครือๆ กันนั่นแหละ แหะแหะ

     

     

    ตลาดนัดกลางกรุง

     

    เพิ่งจะรู้ว่าใจกลางเมืองเช่นนี้มีตลาดนัด...
    นี่เป็นความคิดแวบแรกเมื่อได้เห็นตลาดนัดปากซอยพหลโยธิน 24
    เพิ่งจะเคยเห็นว่ามีตลาดนัดอยู่ต้นซอยนี้
    อาจจะเป็นเพราะว่าเอาแต่เดินฝั่งตรงกันข้ามซึ่งเป็นศุภาลัยปาร์ค เลยตึกช้างมานิดหน่อย
    เลยไม่เคยได้สนใจว่า จะมีอะไรอยู่ที่อีกฝั่งถนนหนึ่ง...

    เมื่อเห็นตลาดนัดก็เพิ่งจะรู้สึกว่า ....นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้เดินตลาดนัดเช่นนี้
    ต่อให้ไม่มีแอร์ แต่ว่าตลาดแบบนี้แหละ มักมีมันของกินอร่อยปาก
    และไม่ลำบากเงินในกระเป๋ามากนัก

    สมัยก่อนกว่าจะได้เห็นตลาดนัดแถวบ้าน
    ก็ต้องรอจนถึงวันศุกร์ของสัปดาห์
    และหากไม่มีธุระปะปังจะซื้อของชิ้นใหญ่จริงจัง
    ก็มักไม่มีโอกาสจะได้ไปเดินมันหรอกตลาดนัดในอำเภอเนี่ย
    อย่างมากก็แค่เดินตลาดสดที่อยู่ตรงข้ามบ้านที่เปิดขายในตอนเย็น
    หรือไปตลาดเช้าแบบที่ภาคเหนือเขาทำกันก็เท่านั้นแหละ

    ตลาดนัดประจำอำเภอ อยู่มาตั้งแต่ใจเกิด
    จนถึงทุกวันนี้ มันก็ยังอยู่ที่เดิม ใช้วันศุกร์เหมือนเดิม
    และผู้คนก็ยังนิยมจะไปจับจ่ายใช้สอยข้าวของกันเหมือนเก่า

    โดยเฉพาะสาวลาว หนุ่มลาว
    หากไปเชียงของ..จะเห็นว่ามีคนลาวข้ามฝั่งมาซื้อของที่ตลาดนัดฝั่งไทยกันเยอะแยะ
    แม้แต่ชาวเขา ม้ง เย้า...ก็เดินกันให้เพียบ
    ส่วนใหญ่ขนสับปะรด หัวมัน ใบตอง และกล้วยมาขายให้คนข้างล่าง
    บ่อยครั้ง ใจก็แวะซื้อกลับมาบ้านเสมอ

    กลับมาที่ตลาดนัดปากซอยพหลโยธินอีกหน
    เดินเข้าไปในตลาดนัด..จะเจออะไร...หากไม่ใช่ของกิน..จะถามทำไมเนอะ
    เดินวนหนึ่งรอบ สองรอบ สามรอบ .... มาดูอีกหนก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมงเดินวน
    ทั้งๆ ที่ตลาดนั้นหนึ่งรอบความยาวไม่เกิน 100 เมตรแน่นอน

    เห็นเขาขายผัก ขายปลา ขายกบ ขายหมูทอด ลูกชิ้น
    วุ้นกระทิ (คนขายหน้าตาดี เป็นเด็กหนุ่ม..อิอิ)
    กับข้าว ข้าวสาร ข้าวสวย ไส้กรอกอีสาน ส้มตำ พิซซ่าทำมือ
    ขายกุ้ง ขายหอมสารพัดชนิด เฉาก๊วย
    กางเกงในผู้หญิง กางเกงในผู้ชาย รองแตะเด็ก ผู้ใหญ่ และวัยรุ่น
    เห็นของทุกอย่าง 10 บาท มีเสื้อผ้ามือสอง เสื้อผ้ามือหนึ่ง
    ข้างเหนียวนึ่ง ปลาทูทอด น้ำพริกกะปิ พวงมาลัย ไข่ไก่
    และอีกมากมายก่ายกอง ให้จำมาบอกทั้งตลาดก็กระไรอยู่

    เดินแวะไปโน่นไปนี่ กินน้ำตาลสดหมดไปสองถุง
    สุดท้ายใจก็ตัดสินใจซื้อพริกหนุ่ม และอาหารเหนือกลับมากิน
    ไม่รวมขนมปังปี๊บที่หนีบติดมาสามถุง.... ก่อนซื้อก็ชิมไปเรียบร้อย
     
    บอกกับพี่เจี๊ยบว่า อยากย้ายมาอยู่แถวนี้
    ของกินเยอะดี เดินแล้วคงมีความสุขแทบทุกวัน
    พี่เจี๊ยบบอกว่า แหม...เอาเข้าจริงๆ  มีตลาดแบบนี้อยู่ใกล้
    ก็คงเบื่อแล้วหาเรื่องไปกินอาหารอย่างอื่นๆ ไกลๆ บ้านอยู่ดี
    ก็ท่าจะจริง.... เอาเข้าจริงๆ ไปเป็นหน เป็นครั้งคราวก็ดูเหมือนจะดีกว่า
    เอาเป็นว่า....ไว้อาทิตย์หน้าไปอีกนะ.... เอิ้ก....


     

    9/22/2007

    วันนี้ "วันเหงา"

     


    เคยสังเกตบ้างไหมว่าหน้าชื่อของคนที่อยู่ใน list  MSN Messenger มีอยู่กี่ดาว
    ลองคลิกดาวนั่น จะเป็นทางลัดเข้าไปยัง space ของเจ้าของชื่อนั้น
    แต่เชื่อเหอะว่า ดาวหน้าชื่อใน list ของใครหลายคนน่าจะยังกระพริบอยู่อื้อ
    หลายคนอาจจะเคยคลิกอยู่บ้าง แต่อาจจะไม่เคยคลิกเข้าบ่อยครั้ง
    หรือทุกครั้งที่กระพริบบอกว่าเจ้าของทำการอัพเดตข้อมูลอะไรบางอย่างในนั้น

    หลายต่อหลายครั้ง ใจเองใช้เวลาไปกับการคลิกเข้าไปอ่าน space ของคนใน list อยู่เสมอ
    บางครั้งก็ปล่อยให้มันกระพริบอยู่หน้าชื่อของเจ้าของอย่างนั้น
    แต่วันนี้.....เป็นอีกวัน ที่ใจเข้าไปคลิกเยี่ยมเยือน space ของเพื่อนฝูงจนครบ
    แม้บางคนจะไม่ได้ใส่อะไรเอาไว้ข้างในเลยก็ตาม
    แต่ดาวมันก็หมดไปจากหน้าชื่อ list ไม่มีแม้สักอันที่จะกระพริบ

    มันหมายถึงอะไรน่ะเหรอ มันหมายถึงว่า วันนี้ "โคตรจะเหงา"
    มันคงจะมีกันบ้าง ที่อยู่ดี ๆ เราก็รู้สึกหดหู่และเหงาสุดๆ
    ต่อให้ออกไปเดินนอกบ้าน ฟังเพลง เล่นเกมหรือดูหนัง มันก็ยังไม่หาย

    พยายามข่มตานอนกลางวัน เผื่อจะฆ่าเวลาให้มันมืดค่ำ
    แต่ว่า สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จ....ต้องลุกมานั่งอยู่หน้าคอมฯ เหมือนเช่นเคย

    พอเป็นแบบนี้ก็คิดถึง พ่อกับแม่ พี่สาว หมา แมวที่บ้านขึ้นมาจับใจ
    กรุงเทพฯ เมืองใหญ่ ทำให้คนอย่างใจหายเหงาไม่ได้เลย
    แถมบางวันยังเหงาจัด... ชนิดที่งัดอะไรขึ้นมาทำก็ยังช่วยไม่ได้

    นี่เราตัดสินใจอะไรผิดพลาดไปรึป่าวนะเนี่ย
    ทำไมถึงเลือกที่จะทำอะไรแบบนี้...วิธีนี้มันเหงาหนักแฮะ
    หันกลับไปเลือกอะไรอย่างอื่น ...แบบที่จะไม่เหงาดีไหมนะ
    แล้ว...มันจะไม่เหงาจริงๆ ไหมนะเนี่ย...จะเหงาหนักกว่าเดิมไหมน้อ

    เฮ่อ....ชักอยากกลับบ้านอีกแล้ว
    .........อยากกลับบ้านอีกแล้ว
    เหงาจังค่ะแม่... คิดถึงแม่จัง...
    พูดแล้วน้ำตาก็ไหล น้ำมูกก็ไหล..... เหงาเป็นบ้า.... วันนี้มันวันอะไรกันนะเนี่ย

    ดูท่าจะเป็น "วันเหงา"

     

    ฟังข้อความเสียง



    เมื่อวานมันเป็นวันที่รู้สึกว่าเหนื่อย....เหนื่อยกับอะไรก็ไม่รู้ แต่รู้สึกได้ถึงความเหนื่อยที่ซ่อนอยู่

    ตั้งแต่เช้าจนถึงทุ่มเอาแต่วุ่นอยู่กับการปิดต้นฉบับ เนื้อหาของต้นฉบับที่ส่งไปแล้ว ต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการคุยกับช่างภาพ
    เลือกรูป แล้วก็นั่งบรรยายใต้ภาพ บอกตรงๆ แค่บรรยายภาพก็เหนื่อยหอบแล้วล่ะ ...บางทีก็ต้องเขียนถึง 3 หน้า
    เพราะภาพนั้นเกิน 30-40 ภาพหรือมากกว่านั้น....บางหนก็เกือบครึ่งร้อย จำว่าเดือนที่แล้วบรรยายภาพไปตั้ง 2 หน้า

    ระหว่างวันก็ติดต่อขอสัมภาษณ์บริษัทที่สนใจจะเข้าไปคุย พบปะและถ่ายภาพ ดองไว้เป็นงานเดือนถัดๆ ไปด้วย
    วันนี้ตัดสินใจติดต่อคุยกับบริษัททำเซรามิก ที่เคยไปเจอะเจอเข้า เมื่อครั้งไปนอนที่แชงกลีร่า กัวลาลัมเปอร์ เมื่อหลายปีก่อน
    จำได้ว่า ชั้นล่างของโรงแรมมีห้องอาหารที่น่านั่งมากๆ ใจชอบชุดเซรามิก ถ้วยชามแม้กระทั่งช้อน
    พลิกดูใต้จานมีชื่อแบรนด์ที่เน้นคำว่า made in thailand แปะอยู่ วันนี้ก็คิดถึงภาพนั้น เลยตัดสินใจติดต่อเข้าไปดูโรงงานที่ต่างจังหวัด

    ความยากลำบากของการทำข่าวอย่างหนึ่งก็คือ การคิด แล้วติดต่อ และรอว่าเขาจะให้คุยด้วยหรือไม่
    การหาเบอร์ ไม่ว่าจะหาในอินเตอร์เน็ต ขอจากคนรู้จัก หรือสุ่มขอจาก 1133 แล้วโทรฯ เข้าไปเบอร์กลาง
    บอกว่าเราเป็นใคร และอยากจะทำอะไร ขอติดต่อใครสักคนที่เกี่ยวข้อง

    วันนี้ก็เช่นกัน ใจสุ่มเข้าไป และเลือกที่จะฝากเรื่องเอาไว้กับปลายสาย สักพักมีคนโทรกลับมา แต่ว่าใจวิ่งมารับโทรศัพท์ไม่ทัน
    เห็นแค่เบอร์ต้นทางเป็น 02 xxx xxxx ใจเลยตัดสินใจโทรฯกลับ แต่ปลายทางท่านดันเป็นสายสำหรับโทรสารหรือ fax
    ระหว่างนั้นมี message แจ้งว่า มีคนฝากข้อความเสียงเอาไว้ ด้วยอารามดีใจมาก จึงกด *1802 เพื่อฟังข้อความเสียงในกล่อง

    เสียงผู้ชายไม่แมนนัก ฝากข้อความไว้ว่าชื่อ....(ฟังไม่ชัด อะไรสักอย่าง)
    ให้โทรฯ กลับเรื่องขอสัมภาษณ์ที่เบอร์ 089 xxx xxxx  (ฟังไม่ทันเหมือนกัน อะไรสักเบอร์)

    เสียงคนเรียกให้ไปทางโน้น เลยวางข้อความเสียงเอาไว้ก่อน ใจพับฝาโทรศัพท์ ตั้งใจจะกลับมาฟังอีกหน
    แต่จอร์จ.....ความซวยก็มาเยือนจนได้...

    บอกตรงๆ ใช้โทรศัพท์มือถือก็มาหลายปี มีเพียงปีเดียวที่นอกใจไปใช้ฮัทช์ ที่เหลือก็เป็นลูกค้าที่ดีของดีแทคมาตลอด
    เพิ่งจะมารู้ก็เมื่อวานนี้ว่า หากฟังข้อความเสียงไม่จบ ไม่กด 2 หรือกด 1 ตามขั้นตอน ระบบจะทำการลบข้อความอัตโนมัติ
    ที่เค้าอัดไว้ จะหายเกลี้ยงไม่เหลือซาก

    ใจกดไปฟังอีกหน มันบอกว่าไม่มีแล้วข้อความของใจ ตกใจ ตาเถร ซวยแระ ยังไม่ได้จดชื่อ จดเบอร์เลย
    ยกหูไปหา call center เธอให้รอสายสักครู่ แล้วก็กลับมาบอกอย่างที่ใจว่า...ถ้าไม่ทำอะไร มันก็จะหายไป

    นึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไรดี ตัดสินใจสุ่มโทรฯไปเบอร์ของบริษัทที่ขอสัมภาษณ์อีกหน
    มั่วชื่อเข้าไป ขอติดต่อคนที่ติดต่อมาหาใจ แต่ตามฟอร์ม ไม่มีใครที่ชื่อนั้นสักหน....
    สุดท้ายเลยนั่งเซ็ง ไม่รู้จะทำยังไง นอกจากปล่อยให้เป็นไปตามเวรตามกรรม ให้เขาติดต่อกลับมาเองอีกครั้งก็แล้วกัน

    แต่เหมือนโชคมันไม่ได้ร้ายเสมอไป หายไปสักเกือบชั่วโมง ท่านก็โทรฯ กลับมาอีกหน....รอดพ้นไป

    เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....อย่าวางโทรศัพท์ หากฟังข้อความไม่จบ กรุณากดเก็บข้อความเอาไว้ด้วย หากจำเป็น ...
    ไม่งั้นอาจจะพลาด ที่ยิ่งเป็นเบอร์คนที่อยากจะทำความรู้จักด้วยล่ะก็
    เหอเหอ จะหาว่าไม่เตือน เพราะอาจจะอดได้

     

    Dear Sam




     

    It's my first time to write some words in English to you.
    I hope you can read and sorry for several years that I never decide to write to you.

    Today I have been sitting in front of my office computer again.
     I have many things to do right here whereas, last 2 days I always sitting in my room and write my article.

    How have you been, my friend? Long time no see and talking with you.
    For me everything is ok.
    Don't worry about my love story. I have good chance than last year.
     It's not perfect all that I want to be but I try to hold it in my heart in a long time that I can.

    I know you want to read about my work story too.
    I decide to still working at Manager Group.
    If  I have a good chance, next year or  may be next 2 year I will looking for more study course.

    Just only in an English langauge course.
    I think it will help me to be an international journalist  if  I have an inflence English langauge.
    But it could change if I have some thing to do here. I don't know.
    I can't predict anything in the future.
     As you know I always change my mind. Until the time was through we will know.

    Ah... how about your love? Is it ok? I hope your love is ok .
    Let leave sad thing behind and looking something that make you feel good. I will,too.
    Please take care of yourself  for me my dear friend.
     If we have a chance we will meet some time.

    With love.Always missing you.

    ยิ้มแฉ่ง Jai.

    9/19/2007

    มานี มานะ ชูใจ ปิติ จันทร เจ้าแก่ สีเทา และเจ้าโต




    วันนี้มีเพื่อนคนหนึ่งส่งอีเมล์มาหา
    เมื่อข้อความบอกว่ามีเพื่อนที่ไม่ค่อยคุ้นชื่อส่งอีเมล์มา
    เลยคลิกเข้าไปดูว่า เนื้อหาในนั้นคืออะไร
    Do  you remember? คือหัวข้อของอีเมล์
    ในนั้นมีไฟล์รูปภาพแนบมาด้วยหลายอัน
    ล้วนแล้วแต่เป็นภาพเก่าๆ ของหน้าปกหนังสือเรียนสมัยประถม
    คนรุ่นเราๆ ทั้งหลาย เคยได้อ่านกันมาทั้งนั้น
    มานี มานะ ชูใจ ปิติ จันทร เจ้าแก่ สีเทา และเจ้าโต

    ไม่รู้ใครเป็นเจ้าของเมล์ฉบับแรก
    แต่ต้องยอมรับว่าขยันสแกนแท้ๆ
    มีไฟล์บทเรียน 1-12 แนบมาเรียน
    ใจนั่งอ่านจนจบ....นึกถึงอดีตขึ้นมาทันควัน
    ในเมล์นั้นยังมีปกแบบเรียนชั้นมัธยมด้วย
    โอว้....ไม่เห็นมันตั้งนาน...ลืมไปเลยนะเนี่ย

    บอกพี่โดว่า อยากได้ไหม
    พี่โดบอกว่าอยากได้ แถมส่งบทเรียนเต็มๆ ของชั้นประถม 2 เล่ม 1 มาให้อีกต่างหาก
    นั่งอ่านได้หน้าเดียว กลัวว่าจะจบเสียก่อน เลยเก็บเอาไว้อ่านวันหลัง
    ค่อยๆ อ่าน เก็บเรื่องราว ท่าจะสนุกดี อิอิ

    วันนี้เลยถือโอกาสเอาเนื้อหาในแบบเรียนเล่มนี้มาฝาก
    คิดว่าเป็นประถมหนึ่ง เล่ม 1 นะ

    บทที่ 1

    มานี
    มานีมีตา


    กา
    กามีตา


    อา
    อามีตา

    บทที่ 2


    อา มี นา นา มี งู นา มี ปู
    กา คู ปู งู ดู ปู
    มานี มา นา อา

    บทที่ 3


    นา มี รู งู นา มี รู ปู
    มานี พา โต มา หา อา
    มานี พา โต มา นา
    มานี พา โต หา ปู
    มานี พา โต ดู ปู

    บทที่ 4


    สีเทา
    ชูใจ พา สีเทา ไป หา มานี
    สีเทา ไป หา โต
    โต ดีใจ สีเทา ก็ ดีใจ
    สีเทา ไป หา โต ไว ไว
    มานี ดีใจ
    ชูใจ ก็ ดีใจ
    มานี มา หา ชูใจ ไว ไว

    บทที่ 5

    โต มี ตา
    โต มี ขา
    โต มี หู
    หู โต มี อะไร
    โต เอา ขา ถู หู
    ถู ไป ถู มา
    โต ถู หู ไว ไว

    บทที่ 6


    ปูนา มี สี ดำ
    โต ก็ มี หู สีดำ

    มานี จะ ตี ปูนา
    ปูนา ไป ใน รู

    มานี เท ยา
    ทา หูโต
    มานี ทายา เบา เบา
    โต เอา ขา เกา หู

    บทที่ 7


    ชูใจ กำ มือ ชูใจ กำ อะไร ใน มือ
    มานี ขอ ดู มือ ชูใจ มี อะไร ใน มือ ชูใจ
    ชูใจ แบ มือ
    มานี แล ดู มือ ชูใจ

    บทที่ 8


    สีเทา ดู ใบบัว
    ชูใจ แล ดู สีเทา
    สีเทา ชู คอ ดู ใบบัว
    มี ตัว อะไร เกาะ ใบบัว
    สีเทา มัว ดู อะไร
    ชูใจ ไป หา สีเทา
    ชูใจ ดู ตัว อะไร
    เกาะ ใบบัว

    บทที่ 9


    ชูใจ ถือ อะไร
    ชูใจ ถือ โบ ใน  มือ ชู ใจ ชู โบ
    มานี แล ดู โบ ใน มือ ชูใจ
    มานี แบ มือ ขอ โบ
    โต ชู คอ ดู โบ
    โต  จะ เอา โบ ใน มือ ชูใจ
    มานี ดุ โต

    บทที่ 10 


    ชูใจ เกา คอ สีเทา เบา เบา
    สีเทา ชู คอ พอใจ มานี หัวเราะ
    โต มา หา มานี มานี เกา หัว โต
    โต ชู คอ ดีใจ ชูใจ หัวเราะ
    มานี พอใจ

    บทที่ 11


    ปิติ ขี่ ม้า ปิติ เกาะ คอ ม้า
    เขา งอ เข่า เวลา ขี่
    มานี ดู ปิติ ขี่ ม้า
    ม้า ตัว นี้ แก่
    ปิติ ให้ ชื่อ ว่า เจ้าแก่
    โต ดู เจ้าแก่  สีเทา ก็ ดู เจ้าแก่

    บทที่ 12


    เจ้าแก่ เข้า มา หา โต
    ขา เจ้าแก่ ดู เกะกะ โต เห่า เจ้าแก่
    มานี ดุ โต ไม่ ให้ เห่า
    โต ก็ ไม่ เห่า
    เจ้าแก่ เข้า ไป หา สีเทา
    สีเทา ขู่ ฟู่ ฟู่
    ชูใจ ดุ สีเทา ไม่ ให้ ขู่
    สีเขา ก็ไม่ ขู่ เจ้าแก่ พอใจ

    จริงๆ มีภาคต่อด้วย จบที่ 22 บท วันหลังเอามาฝาก
    จะเห็นพัฒนาการของการอ่านที่ยากขึ้น
    เป็นประโยคคำพูดและสนทนาด้วยอีกต่างหาก
    โอว้....จอร์จ มาฝึกอ่านไทยกัน

    ปล. ตอนเด็กๆ นอกจากชอบอ่านบทเรียนล่วงหน้า เพราะมันสนุกแล้ว
    ยังชอบเล่นเปิดหน้าหนังสือกับเพื่อนๆ ผู้หญิง
    ใครเปิดเจอหน้าในที่มีภาพ ให้นับตัวคนในภาพแข่งกัน
    ใครเปิดหน้าที่นับแล้วคนเยอะกว่า จะชนะไป
    มันมีบทหลังๆ ที่เพื่อนร่วมชั้นเรียนของมานี มานะเยอะ
    มีงาน มีกิจกรรมที่คนเยอะๆ ใจไม่เคยเปิดเจอเลย
    เปิดทีไร มีแต่ชูใจกะสีเทา หรือไม่ก็เจ้าแก่กับโตทุกที เหอๆ

    ปล. อีกรอบ
    อยากได้เล่มจริง พี่โดบอกมีขายของจริงครบชุด 3800
    แม้วจริงๆ ไม่เห็นรึไง หน้าปกเขียนไว้ ห้ามขายเกินราคา 11 บาท
    โฮะโฮะ แพงเป็นบ้า....


    9/17/2007

    เรื่องของเสื้อเหลือง



    วันนี้ใส่เสื้อแขนยาวสีชมพูออกจากบ้าน
    เพราะคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าว่า
    ประชุมช่วงเช้าที่ออฟฟิศ น่าจะหนาวไม่น้อย
    เพราะเครื่องปรับอากาศขยันทำงาน
    ปล่อยความเย็นออกมาเล่นงานตลอดเวลา

    วันนี้วันจันทร์ รถไฟฟ้าใต้ดินช่วงหลัง 9 โมงเช้า
    คนไม่แน่นถึงขนาดออกมาแล้วคลอดลูก
    เมื่อถึงปลายทางหัวลำโพง คนก็ออกจากตัวรถ
    ปล่อยให้คนข้างนอกเข้ามานั่งแล้วกลับไปทางเดิม
    ใจแอบเห็นคนที่นั่งอยู่ถัดไปไม่ยอมลง
    หัวพิงกระจกกั้นระหว่างที่นั่งได้ก็หลับคอพับ
    คนขับประกาศว่าถึงปลายทางแล้วก็ยังไม่ตื่น
    รับรองว่าไปทำงานสายแน่ๆ
    หรือไม่ก็กว่าจะตื่นก็คงกลับไปสถานีเดิมที่ผ่านมาแล้วล่ะนะ

    สังเกตว่าวันนี้คนใส่เสื้อเหลืองไม่มากเท่ากับช่วงปีที่แล้ว
    จำได้ว่า ช่วงที่เขากำลังอินเทรนด์ใส่เสื้อเหลืองกัน
    ทั้งขบวนมีแต่สีเหลือง...ทั้งเสื้อ กระเป๋าไปจนถึงยางรัดผม
    จนถึงตอนนี้ เปรียบเทียบกันได้ว่าเริ่มแตกต่างกันอย่างชัดเจน
    เริ่มเห็นสีชมพู สีแดง สีขาว และสีฟ้าในวันจันทร์อยู่บ้าง
    ไม่เหมือนก่อนหน้า หากใครใส่สีอื่นในวันจันทร์
    จะให้ความรู้สึกว่าเป็นคนผิดปกติ จะพาลถูกมองจากคนรอบข้างเอาได้

    พูดถึงเรื่องเสื้อเหลืองนี่ มีเรื่อง off record
    เมื่อครั้งไปคุยกับเจ้าของธุรกิจซักผ้าแห้งรายหนึ่ง เมื่อหลายเดือนก่อน
    เขาเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา
    ในแง่ของการดำเนินธุรกิจ...
    เขาบอกว่า ลำพังเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ความไม่แน่นอนอะไรหลายๆ อย่าง
    ทำให้คนไม่อยากจะควักเงินในกระเป๋ามาใช้สอย
    ซึ่งส่งผลให้คนหันมาซักผ้าเองมากขึ้น ทำให้ธุรกิจซักผ้าแห้ง
    ถูกมองว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างความฟุ่มเฟือยและสิ้นเปลืองมากกว่าเดิม

    ยิ่งประกอบกับทางรัฐบาลส่งเสริมให้คนใส่เสื้อเหลือง
    ด้วยคุณภาพและคุณสมบัติของเนื้อผ้าเหลืองที่ใช้ตัดเสื้อที่ว่า
    ที่ไม่ต้องซักแห้ง ลงน้ำมันแล้วหมุนๆ ไม่ต้องถูกน้ำก็ได้
    ทำให้กิจการซักแห้งถูกกระทบอย่างจัง
    ใครๆ ก็ซักเสื้อเหลืองกันเอง
    ข้าราชการ เอกชน ให้ใส่เสื้อเหลืองตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์
    มีงานอะไร ใครใส่เสื้อเหลืองก็ถือว่าสุภาพ ไม่ถูกมองด้วยสายตาผิดปกติ
    แม้ว่างานนั้นจะเป็นงานราชการสุดจ๋าก็ตาม
    ธุรกิจเสื้อเหลือง จึงงอกงามสำหรับแม่ค้า แม่ขาย และใคร ๆ อีกหลายคน
    แต่สำหรับคนซักแห้งแล้ว คนใส่ไม่ส่งเสื้อเหลืองมาซักแน่ๆ
    รายได้จึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด

    แถมปีนี้ยังมีการรณรงค์ให้ใส่เสื้อเหลืองต่อกันอีกปี ยิ่งทวีความรุนแรงไปอีกรอบ
    แต่เชื่อกันว่า สีเหลืองน่าจะยังอินเทรนด์ไปอีกนานหลายปี
    คนทำธุรกิจซักผ้าแห้ง จึงทำใจเพราะเพื่อแสดงความเป็นคนไทยรักชาติ
    และเริ่มหันมาให้ความสำคัญในการทำธุรกิจในแบบอื่นกันมากขึ้น
    เช่นมาลงทุนขยายธุรกิจซักผ้าน้ำ ในระดับอุตสาหกรรม
    หรือซักผ้าขนหนูทีละ 5-6 พันตัว หรือหมื่นๆ ตัว แทนการซักผ้าแห้ง
    ที่เป็นเพียงน้ำซึมบ่อทราย ต่างกับน้ำขึ้นให้รีบตักแบบซักน้ำนั่นเอง

    ใจเคยคิดเล่นๆ ว่า หากมีการสำรวจว่าประเทศไหน
    ที่ประชากรในประเทศมีเสื้อเหลืองมากที่สุดในโลก
    รางวัลที่ 1 น่าจะเป็นของคนไทยอย่างไม่พลาดหวังแน่ๆ หุหุ หรือว่าไม่จริง??

    ปล. ก่อนการรณรงค์ให้ใส่เสื้อเหลืองไม่กี่วัน ในปีที่ผ่านมา
    ใจไปจตุจักรแล้วควักเงินซื้อเสื้อเหลืองลายกระโหลกมาหนึ่งตัว มูลค่า 350 บาท
    หลังจากนั้นมีการรณรงค์ให้ใส่เสื้อเหลือง
    เชื่อไหมว่า ใจไม่เคยได้ใส่เสื้อเหลืองลายนั้นออกงานหรือออกเที่ยว
    จนถึงปัจจุบันมันทำหน้าที่ได้แค่เสื้อใส่นอนก็เท่านั้นเอง เอิ้ก

    9/15/2007

    ของดีราคาถูก

     




    วันนี้มีนัดถ่ายภาพร้านขายชาและเครื่องหอมที่จตุจักร
    หลายวันมานี้...ไม่เพียงแต่ทำงานเช้าผิดปกติ
    แต่ยังมีบ้างที่ต้องไปทำงานในวันหยุด

    ร้านสีดำในโครงการ 3 ซอย 3 คือที่นัดหมายของวันนี้
    ต้อม ช่างภาพมาถึงในเวลาใกล้ ๆ กัน
    เราใช้เวลาอยู่ในร้านเกือบชั่วโมง
    อากาศไม่ร้อนเลย...เพราะในร้านเปิดแอร์เสียเย็นฉ่ำ
    รู้สึกว่าตัวเองอารมณ์ดี เพราะกลิ่นของน้ำหอมที่ลอยคุกรุ่นอยู่ในร้านอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

    ต้อมออกไปยืนนอกร้านถ่ายภาพหน้าร้าน
    ใจนั่งมองบรรยากาศภายในร้าน
    ได้ยินเสียงเคาะกระจกดังป้อกๆ เลยหันไปมอง แชะ!!!
    เหมือนต้อมจะถ่ายภาพเอาไว้
    เย็นย่ำ กลับมาถึงบ้าน ต้อมก็ส่งภาพมาให้
    มีโลโก้เว็บไซต์ของตัวเองติดไว้อีกต่างหาก เหอเหอ....

    จริงๆ แล้วก่อนกลับบ้านแวะไปเดินเซ็นทรัลสีลมมา
    มี Goodbye Sale ก่อนปิดกิจการในอาทิตย์ที่ 16 กันยายน
    ทั้งห้างลด 30-90 เปอร์เซ็นต์
    เดินวนอยู่ตั้งนาน สุดท้ายได้กางเกงยี่ห้อ B Basic มาสองตัว
    และเสื้อ Play Work ของแม่ราคาแค่ 99 บาท
    กางเกงสีดำห้าส่วน แต่เดิมราคา 1150 บาท ลดเหลือ 199 บาท
    กางเกงขาสั้นสีแดง แต่เดิม 790 บาท ลดเหลือ 99 บาท
    เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอนี่แหละ ....บอกตรงๆ ...
    เห็นป้ายราคาเดิมแล้วตกใจ ทำไมมันลดเยอะจัง
    ตาดีได้ ตาร้ายเสีย เขาว่าแบบนั้น

    ของถูกดี เอาเข้าจริง ๆ มันก็มีเวลาลดราคานี่แหละมั้ง แม้จะไม่บ่อยครั้งก็เหอะ
    แต่จะถูกใจ ใส่ได้หรือเปล่านั่นอีกเรื่องหนึ่ง...
    ดีของใครบางคน อาจจะไม่ดีสำหรับใครบางคนก็ได้นี่เนอะ

    นี่ก็ได้เวลาง่วงนอนแล้ว...เชื่อว่าวันนี้นอนหลับฝันดีละ
    ต่อให้เหนื่อยหน่อยจากการเดินวน แต่การซื้อของได้ในราคาถูก
    นับว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ โดยเฉพาะมนุษยชาติเพศหญิง ...
    ดีกว่าซื้อของแพง แล้วมีคนทักว่า...ซื้อได้ถูกกว่า...นั่นอ่ะคงบ้านอนไม่หลับแน่ๆ คืนนี้
    ไม่เชื่อลองดู วันไหนโดนทักว่าซื้อของแพง
    ลองเอามาเปรียบเทียบกับวันที่มีคนทักว่าซื้อของดี แถมยังถูกอีกด้วย สวยอีกต่างหาก
    แล้วจะหาว่าเมาท์...



    9/14/2007

    ปัญหาโลกแตกใน ICQ ..ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน?



    นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์จนถึงห้าทุ่มกว่าๆ
    อยู่ดีๆ ก็รู้สึกเหงาขึ้นมาตะหงิดๆ
    เป็นเพราะว่าเมื่อเช้าคุยกับพี่สาว
    ที่ทะลึ่งเอารูปไอมันนี่ หมาปั๊กขึ้นจอ MSN
    อารมณ์คิดถึงบ้านเลยพุ่งกระฉูดจนแทบฉุดไม่อยู่

    กลางดึกแบบนี้ ในห้องสี่เหลี่ยม และนั่งอยู่คนเดียวเช่นนี้
    จะทำอะไร?? ก็คงแค่ฟังเพลง ดูทีวี หรือหาอะไรที่เป็นกิจกรรมของคนเหงาลำพัง
    หัวสมองเริ่มคิดว่าจะหาอะไรที่ฆ่าเวลาในยามดึกแบบนี้ได้ยาวๆ จนกว่าจะง่วงนอนได้บ้าง
    มองหน้าจอ MSN วันศุกร์ กลางดึกเช่นนี้มีคนออนไลน์ไม่กี่ชีวิต
    หลายคนคงสลบเหมือดไปกับค่ำคืน หรือก็นั่งกินดื่มสังสรรค์กับคนหมู่มาก
    อยู่ดีๆ ก็คิดถึง ICQ ขึ้นมา ....
    นานเท่าไรแล้ว ไม่ได้คลิกมันขึ้นมา
    อย่าว่าแต่คลิกเลย นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้ดาวน์โหลดมันมาติดตั้งไว้ในเครื่อง

    ICQ ถือเป็นโปรแกรมที่เขาเรียกว่าโปรแกรมสนทนาทันใจ
    หรือ Instant  Messaging ที่ยุคหนึ่งคนเลือกใช้บริการ หลังจากเบื่อ mIRC กันแล้ว
    ใจเลือกใช้ ICQ อยู่หลายปี ก่อนหันมาใช้ MSN Messenger
    และเลือกใช้ควบกันอยู่นาน ผ่านโปรแกรมรวม IM อย่าง Trillion
    เอาทุกโปรแกรมแชทไปใส่ไว้ใน Trillion เปิดอันเดียวคุยได้รวมทุกโปรแกรม
    จนกระทั่งตอนนี้หันมาใช้ MSN อันเดียวแล้วล่ะ เพราะว่าทุก contact ย้ายมาอยู่ในนี้หมดแล้ว

    กำลังรอดาวน์โหลด ใจก็ค้นหา account ของตัวเองไปพลางๆ
    คิดดูสิ ไม่ได้เยี่ยมเยือนมันนานขนาดไหน ก็จำเลข account ไม่ได้นั่นแหละ
    เข้าไปที่เว็บไซต์ icq.com คลิกค้นหาชื่อคนแบบ advance ใส่ประเทศ เพศ
    อายุ และชื่อเล่น ก็ปรากฎชื่อของตัวเองมาพร้อมหมายเลข 78300722

    กว่าจะรอดาวน์โหลดโปรแกรมเสร็จ เพราะเน็ตช้าจนเต่าเรียกพี่ก็กินเวลาไปนานหลายนาที
    คลิกเลือกติดตั้งแบบ custom ไม่เอา toolbar ไม่เอาหน้าจอค้นหา และไม่เอาอีกหลายอย่าง
    เมื่อติดตั้งเสร็จ ก็ปรากฎข้อความหนึ่งขึ้นมา.... พระเจ้าช่วย กล้วยทอด....
    นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ใจเจอคำถามจากแบบสอบถามระหว่างการติดตั้งโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์
    ไม่สิ ต้องบอกว่า เป็นคำถามที่ถือว่าแปลกที่สุดเท่าที่เคยเจอตะหาก
    ก็ระบบมันปรากฎข้อความนี่ไง...

    ICQ 6 Installation
    Almost Done......

    Before you go, we need  you to help us settle this age-old debate :
    Which came first, the chicken or the egg? 

    -  Chicken
    -  Egg

    ใจนั่งมองอยู่นาน ทั้งอึ้ง และก็เครียดไปกับคำถาม เอาแล้วสิ จะตอบอะไรดีล่ะเนี่ย
    ICQ บอกว่า การติดตั้ง ICQ 6 เสร็จสิ้นแล้ว ก่อนคุณจะไป เราต้องการความช่วยเหลือจากคุณ
    ในการช่วยตัดสินกับข้อถกเถียงที่มานานอย่าง....อะไรมาก่อน ระหว่างไก่กับไข่?
    ไก่หรือไข่ ดีล่ะเนี่ย....ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก...ตอนแรกใจคลิกไก่ก่อน
    ตอนหลังก็คิดถึงโดโด้ (dodo) นกดึกดำบรรพ์
    นกที่บินไม่ได้ ที่ตัวโตๆ วิ่งสองขา เหมือนเรื่อง Ice Age ตอนนี้สูญพันธุ์ไปแล้ว
    คลิกว่ามันน่าจะกลายพันธุ์...มันน่ามีความผิดปกติจากไข่ แล้วมันก็ทำให้เกิดความผิดปกติในไข่
    หลังจากนั้น พอมันฟักก็กลายเป็นไก่ไดโนเสาร์ตัวเล็กในเพลาต่อมา...

    โอว้จอร์จ.....ปัญหาโลกแตก แค่นี้ก็ใช้เวลาในการคิดนานหลายนาทีแล้วล่ะ
    เป็นอันว่า ICQ ก็เลยหมดความน่าสนใจไปทันควัน เพราะไอคำถามนี่แท้ๆ ให้ตายสิ.....
    ไอคนตั้ง จะรู้ไหมนะ ว่ามันทำให้คนๆ หนึ่งนอนไม่หลับ
    และไอคำถามนี้อ่ะ ทำคนต่อยกันมาหลายคู่แระ....

    ปล. นึกไม่ออกก่อนว่า ไอนกโดโด้เนี่ยมันชื่ออะไร จำได้แค่ว่าเคยแปลข่าวสมัยเป็นนักข่าวสายวิทย์
    นั่งคิด นั่งเคาะ นั่งค้นหานานมาก....ตอนแรกคิดถึงดีโด้ ก็คลิกค้นใน google เจอแต่ sex toy แม้วจริงๆ
    ดีนะ ไม่ค้นหาเป็นรูป เกือบซวยแล้ว
     
    แถม ICQ ที่ดาวน์โหลดมายังใช้ไม่ได้อีกต่างหาก เที่ยงคืนกว่าแล้ว ง่วงนอนแระ ไปนอนดีกว่า เหอๆ

    กล้องควบคุมด้วยรอยยิ้ม




    นานแล้วที่ไม่ได้ให้ความสนใจกับ Gadget  แบบจริงๆ จังๆ
    ยกเว้นว่าจะมีอะไรที่เด็ดๆ ออกมาวางขาย หรือเปิดตัว
    จนกระทั่ง วันนี้...เห็นข่าวในหน้าจอทีวีบอกว่า
    โซนี่เปิดตัวกล้องดิจิตอลรุ่นใหม่ที่ตัวเครื่องสามารถกดชัตเตอร์โดยอัตโนมัติ
    หากว่าคนที่ถูกถ่ายยิ้มเท่านั้นเอง
    เอาง่ายๆ กล้องควบคุมการทำงานด้วยรอยยิ้มของคนถูกถ่ายนั่นเอง

    เมื่อได้เห็นและได้ยินข่าวนี้ก็ถึงกับอึ้ง
    Cybershot  T200 เป็นกล้องดิจิตอลรุ่นใหม่ที่เปิดตัวในญี่ปุ่น
    กล้องรุ่นนี้มาพร้อมความละเอียดที่ 8.1 ล้านพิกเซล
    หน้าจอแอลซีดีกว้างถึง 3 นิ้ว แถมยังเป็นแบบทัชสกรีน หรือสัมผัสได้
    ซูมด้วยความสามารถของตัวกล้องเองอยู่ที่ 5 เท่า (optical zoom)
    และซูมดิจิตอลอีกกว่า 25 เท่า ซึ่งที่ผ่านมากล้อง Cybershot
    มีความสามารถในการซูมแบบ optical เพียง 3  เท่านั้น

    เหนือชั้นและโดดเด่นที่สุดก็คือการควบคุมการกดปุ่มชัตเตอร์ด้วยรอยยิ้มนี่แหละ
    ในกล้องจะมีปุ่มการใช้งานที่เรียกว่า smile shutter
    ผู้ใช้สามารถปรับให้กรอบสี่เหลี่ยมที่ปรากฎขึ้นมา ไปจับตรงหน้าของผู้ที่ถูกถ่าย



    เนื่องจากว่าหน้าจอเป็นแบบสัมผัส จึงสามารถใช้มือหรือสไตลัสจิ้มไปที่หน้าคนได้เลย
    จิ้มๆ ให้ตรงหน้า แล้วรอให้เขายิ้ม ยิ้มเมื่อไร กล้องจะลั่นชัตเตอร์ทันที
    ไม่ยิ้มไม่ถ่ายว่ายังงั้น....หากอีกคนไม่ยิ้ม อีกคนชอบยิ้ม
    ก็ให้เลือกไปที่หน้าของคนชอบยิ้มได้ เพราะหากมัวรอให้คนไม่ชอบยิ้มยิ้ม..ก็คงเมื่อย
    หรือชอบยิ้มทั้งหมด ก็จิ้มไปที่ทุกหน้าเลย รอให้ทุกคนยิ้มทั้งหมด กล้องถึงจะยอมถ่าย
    และแล้ว ก็จะไม่มีคนไหนไม่ยิ้มในรูปของเราอีกต่อไป

    ยังมีความสามารถอื่นๆ ที่น่าอะเมซซิ่งอีก แวะไปอ่านรายละเอียดได้ที่
    http://www.sonystyle.ca/html/multimedia/DSC/T200_microsite_html/feature_2.html

    ปล. อยากได้กล้องที่จับที่ตาของคนถูกถ่ายบ้าง จะได้ไม่หลับตา...
    ใครหลับตา กล้องไม่ถ่ายเฟ้ย...เอาดิ เอาดิ หนนี้ไม่มีใครหลับตาอีกแล้ว ขอบอก

     

    บัวลอยเลิศรส




    สืบเนื่องจาก...เมื่อกลางวันอากาศร้อนมาก
    พอแดดล่มลมตก เย็นย่ำ ลมก็นิ่ง
    สิ่งที่ใจคิดคือ...เย็นนี้ฝนต้องตกแน่ๆ มันมักจะเป็นแบบนี้เสมอ
    ร้อนมาก ฝนก็จะตกมาก หึหึ
    เมื่อเป็นเช่นนั้น...ก็เลยตัดสินใจออกจากห้อง
    ไปปากซอย มองหาอะไรกินในมื้อเย็น

    ซื้อลาบหมู กะลวกมาม่าเป็นมาม่าลาบหมู
    เหมือนกับเมนูในร้านยำแซ่บ
    แวะซื้อแตงโมหั่นแล้ว แช่ตู้เย็นเอาไว้กินยามดึก คงเย็นดีพิลึก
    ซื้อชาเขียวเย็นโออิชิรสน้ำผึ้งผสมมะนาว
    แกะกินหน้าแฟมิลี่มาร์ทระหว่างรอบัวลอย

    พูดถึงบัวลอยแล้วล่ะก็
    เมื่อวานก็เพิ่งกินมา ก่อนหน้านี้หลายวันก็ขยันเดินไปซื้ออยู่ตลอด
    ราคา 10 บาทไม่ใส่ไข่ ใส่ไข่ 15 บาท
    วันนี้ทดลองซื้อแบบใส่ไข่แดงของไข่เค็ม ราคา20 บาท...แพงเป็นบ้าอย่างหลังเนี่ย
    สีของบัวลอย ดึงดูดสายตาคนกิน และทำให้รู้สึกมีความสุขระหว่างกินอยู่เสมอ
    เวลาตักใส่ปาก ก็จะนึกถึงว่า...สีส้มมาจากแครอท
    สีเหลืองมาจากฟักทอง สีเทามาจากเผือก สีน้ำเงินมาจากดอกอัญชัญ
    สีเขียวมาจากใบเตย แถมร้านนี้ยังมีมะพร้าวอ่อนอีกด้วย

                                นี่คือถั่วลิสงต้มน้ำตาลที่ว่า

    หนก่อนโน้น ซื้อแบบไม่แยกน้ำ กว่าจะกิน ...แป้งก็อืดเอาซะ
    มองแล้วนึกถึง ตัวตุ๊กตุ่นยางสมัยก่อน โดนน้ำแล้วพองเท่ากำปั้น
    หนหลังๆ เลยต้องบอกให้แยกน้ำกะทิกับตัวแป้ง
    เวลากินก็ไม่ทำให้แป้งอืด กินแล้วสบายท้องดี

    ไปหาที่ไหนในโลกนี้ล่ะบัวลอยเนี่ย
    เคยไปกินขนมหวานประเทศไหนๆ ก็ไม่อร่อยเท่าบ้านเราเลย
    หนก่อนไปกินถั่วลิสงต้มน้ำตาลที่สิงคโปร์
    ในถั่วต้ม มีบัวลอยใส่ไส้หลายอย่างปนอยู่ด้วย
    แต่บัวลอยที่ว่า มีไส้ทั้งงาดำ เผือก ถั่วเหลืองและถั่วลิสง
    ไส้หวานมากมาย แถมบัวลอยก็ใหญ่เป้งเท่ากับหัวนิ้วโป้ง
    กัดก็ไม่ได้ มันร้อนมาก ตักใส่ปากทั้งคำ ก็ต้องรีบกินน้ำเย็นตาม
    ไม่งั้นไม่ลวกปาก ก็จะปล่อยมันออกมาวางกองที่โต๊ะได้....
    อร่อยที่ถั่วต้มนี่แหละ บัวลอยก็อร่อยบ้าง
    แต่ว่าเทียบบัวลอยปากซอยไม่ได้หรอก เอิ้กเอิ้ก

    ขนมปังฝรั่งเศสก็งั้นๆ ขนมปังใส่ไส้กรอกก็งั้นๆ
    บัวลอยของฉันเลิศรสกว่าใคร ...

    James Bond 007 volume I




    ตั้งแต่เดือนที่แล้วจนถึงเดือนนี้ จำไม่ได้แล้วว่าตัวเองดูหนังเรื่อง James Bond 007
    สายลับอังกฤษที่ไม่ว่าเรื่องไหนก็เปลี่ยนนางเอก และมีของเล่น gadgets
    ที่ดูไฮเทคติดมือไปใช้งานด้วยทุกครั้งไปกี่เรื่องแล้ว

    Star Movies ของ UBC ขยันเอามาฉายวนกันอยู่นั่น
    ทำให้ใจไม่อาจจะขัดศรัทธานั่งอยู่หน้าจอติดตามชมได้
    เมื่อดูนานวันเข้า เรื่องก็ชักจะไม่วนกัน...มันกลายเป็นว่าเป็นตอนใหม่
    พระเอกก็หน้าใหม่ ของเล่นก็เริ่มไฮเทคไปตามลำดับ
    เมื่อเป็นอย่างนั้น ใจก็เลยอดสงสัยไม่ได้ว่า มันมีกี่ตอนกันนี่เจ้า 007 นี่
    เมื่อคลิกเปิด google ก็ถึงกับอึ้ง ใครจะรู้ว่า จนถึงตอนนี้มี 007 ออกฉายไปแล้วกว่า 21 ตอน ให้ตายสิ....
    ยิ่งคลิกอ่านประวัติยิ่งเมามัน ยิ่งไปกันใหญ่ อะไรจะยาวนานแบบนั้น
    สุดท้ายก็เลยลงเอยด้วยการเอามาฝากคนอื่นๆ บ้าง
    วันนี้เริ่มต้นจากเรื่องเบาๆ ก่อน ที่มาของคน จำนวนเรื่องทั้งหมด และชื่อหนังทั้งหมด
    วันหลังจะเอาเรื่อง gadgets และนิสัยเพลย์บอย เอกลักษณ์ของ 007 มาฝากกัน

    มาเริ่มกันเลย

    James Bond 007 เป็นนวนิยายเกี่ยวกับสายลับชาวอังกฤษของ Ian Fleming
    ที่ลงมือเขียนนวนิยายของตนในปี 1952 เมื่อครั้งยังเป็นผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศของหนังสือพิมพ์ Kemsley
    ซึ่งเป็นเจ้าของ The Daily Express  ในกรุงลอนดอน

    ตั้งแต่ปี 1953 จนถึง 1964 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่  Fleming  มีชีวิตอยู่บนโลกนี้
     เขาได้ทำการตีพิมพ์เผยแพร่นวนิยายสายลับ 007 ของเขาไปทั้งสิ้น 12 เล่ม
    และคอเลคชั่นเรื่องสั้น อีก 1 คอเลคชั่น และหลังจากนั้นมีนักเขียนอีกหลายคน
    ไม่ว่าจะเป็น Kingsley Amis John Gardner, Charlie Higson และ Raymond Benson
    มาช่วยเขียนภาคต่อของ Jams Bond ให้ รวมถึงซีรีส์เรื่องยาวเกี่ยวกับ 
    "Young James Bond" ผลงานของ Charlie Higson

     
    นักแสดงนำชายที่แสดงเป็น James Bond ทั้ง 21 ภาค จากซ้ายคือ
    Sean Connery, George Lazenby,Roger Moor
    และแถวล่างจากซ้าย Timothy Dalton, Pierce Brosnan , Daniel Craig

    ทีนี้มาดูหนังกันบ้างว่ามีการเอาเนื้อหาในนวนิยายมาทำเป็นหนังกี่ตอนกันแล้ว
    ตั้งแต่ปี 1962 จนถึงปี 2006 มีนักแสดงที่แสดงเป็น James Bond กันแล้ว 6 คน ตั้งแต่

    Sean Connery (1962–1967; 1971)
    George Lazenby (1969)
    Roger Moore (1973–1985)
    Timothy Dalton (1987–1989)
    Pierce Brosnan (1995–2002)
    Daniel Craig (2006–ปัจจุบัน)

    โดยชื่อตอนหรือ 21 ภาคของหนังเรื่องนี้ได้แก่

    Dr. No                                           1962      Sean Connery
    From Russia with Love                    1963     
    Goldfinger                                      1964       
    Thunderball                                   1965       
    You Only Live Twice                        1967       
    On Her Majesty's Secret Service      1969      George Lazenby
    Diamonds Are Forever                    1971      Sean Connery
    Live and Let Die                             1973       Roger Moore
    The Man with the Golden Gun         1974     
    The Spy Who Loved Me                  1977     
    Moonraker                                    1979    
    For Your Eyes Only                        1981      
    Octopussy                                     1983       
    A View to a Kill                              1985      
    The Living Daylights                       1987      Timothy Dalton
    Licence to Kill                                1989      
    GoldenEye                                     1995      Pierce Brosnan
    Tomorrow Never Dies                    1997     
    The World Is Not Enough               1999      
    Die Another Day                            2002     
    Casino Royale                               2006       Daniel Craig
    Bond 22                                        2008       Daniel Craig
    Bond 23                                        2010       Daniel Craig

    หนังเรื่องนี้เริ่มต้นจากปี 1950 หลังจาก EON Productions
    ได้สิทธิ์ในการนำเนื้อหานวนิยายมาสร้างหนัง โดยตอนแรกของหนังคือ Dr. No
    แสดงนำโดย Sean Connery เป็น 007 ซึ่งแสดงทั้งสิ้น 5 เรื่อง
    ก่อนส่งต่อให้นักแสดงคนอื่นๆ จนถึงทุกวันนี้ Bond มีแล้วกว่า 21 ตอน หรือ 21 ภาค
    ทำเงินรายได้รวมแล้วกว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐทั่วโลก
    ซึ่งเป็นหนังที่ทำรายได้สูงสุดรองจาก Star Wars เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นในโลกนี้

     

    9/9/2007

    แชมป์ถูแผ่น


    ตรงใจกลางห้างสยามเซ็นเตอร์เมื่อวานนี้
    มีกิจกรรมอบรม scratch แผ่น....

    สงสัยมานานแล้วล่ะ เอามือถูแผ่นไปมา
    อีกข้างหนึ่งของมือ จับปุ่มโน่นปุ่มนี่
    ทั้งๆ ที่แผ่นกำลังเล่นอยู่ ให้มีเสียงแปลกๆ แทรกดังขึ้น
    กลายเป็นจังหวะที่ไม่ได้เป็นเสียงดั้งเดิมของเพลง

    เสียงเพลงแปร่งๆ ดูไม่ลื่นหูสักเท่าไร
    ทำให้มีเด็กและผู้ใหญ่นั่งดูกันโหลงเหลง
    เห็นได้ชัดว่าคนก็เดินผ่านไปผ่านมาโดยไม่ได้สนใจอะไร


    จนกระทั่ง....เพลงหนึ่ง....
    เพลงเพราะ คนถูทำได้ดีแฮะ รู้สึกว่าแปลกหูดี
    ใจไปยืนอยู่ข้างๆ เวที ยืนนิ่งฟังอยู่ตั้งหลายนาที
    หันมาอยู่อีกที คนมุงดูเต็มแทบทุกชั้น
    สังเกตเห็นว่า ลุงแก่ๆ คนนึงอุ้มหลานตัวเล็กมายืนดูด้วย
    อีกครอบครัวหนึ่งเป็นคนต่างชาติ มายืนดูกันทั้งบ้าน

    ดีเจที่ถูแผ่นหน้าตาน่ารัก
    อายุอานามคงยังไม่ถึง 20 หรือถ้าถึงก็คงยังไม่ถึง 22
    ใส่กางเกง 5 ส่วน รองเท้าผ้าใบ พร้อมเชือกผูกรองเท้าสีแสบตา
    ขยับแค่ขา มือถูแผ่นไปมาอยู่นาน ก่อนเปลี่ยนเพลง
    ทำท่าเดียวกันแบบนั้นตั้งหลายนาที.... คนก็ยังยืนดูกันนิ่ง

    เมื่อการแสดงถูแผ่นจบ
    พิธีกรก็บอกว่า นี่คือแชมป์ถูแผ่นของปีที่แล้ว
    ใจถึงกับร้องอ๋อ....มิน่า....ถึงฟังแล้วรื่นหูกว่าเยอะ
    เอาเข้าจริงๆ ก็ดูเพราะพิลึกแฮะ
    แต่ต้องแบบมืออาชีพอ่ะนะ ถึงจะอยากฟัง หึหึ

    การถูแผ่นเป็นอุตสาหกรรมไปแล้วอย่างหนึ่ง
    กลุ่มคนที่ชอบถูแผ่น และชอบฟังถูแผ่นคงมีมากในระดับหนึ่ง
    เราจึงเห็นเครื่องถูแผ่นที่ออกแบบมาโดยเฉพาะมีวางขายตามร้าน
    มีปุ่มพิเศษ ออกแบบเครื่องเป็นพิเศษ ใส่แผ่นเข้าไปก็ถูๆ
    อย่างเมื่อวานนี่เป็นของ Pioneer
    ถูกันเป็นเรื่องเป็นราว ได้เงินได้ทองกันเลยทีเดียว

     

     
    9/7/2007

    นกบินเข้าห้อง




    เช้านี้ ออกไปยืนตากผ้าที่ระเบียง
    ก็จ้ะเอ๋เข้ากับนกเขาตัวจิ๋วที่นอนอยู่ใกล้ๆ กับตะกร้าผ้าที่ยังไม่ได้ซัก
    สบตากับมันอย่างจัง...ก็เลยออกปากว่า
    "ไม่สบายรึเปล่า นอนอยู่นี่ก็ได้ ไม่ว่ากัน"
    แต่เท้าไปเตะใส่ตะกร้าไปโดนตัวมัน
    อารามตกใจ นกเจ้าก็บินถลาเข้ามาในตัวห้องซะยังงั้น....

    ซวยล่ะสิ บินไปอยู่ตรงไหนไม่อยู่
    ไปอยู่ตรงมุมด้านบนขอบประตูห้อง....
    นักนิ่งไปสักพัก
    ยกหูหาผู้เชี่ยวชาญ
    พอวางหูก็ตัดสินใจเอาถุงพลาสติกหุ้มมือ
    กะว่าจะจับตัวมันออกไปวางที่เดิมของระเบียง
    แต่ก็เหมือนเดิม พอจะจับมันก็จะบิน...เหมือนที่ผู้เชี่ยวชาญบอกไว้เด๊ะ
    แต่หนนี้มันบินออกไปเอง...ไปอยู่ตรงระเบียง
    ตอนที่เขียน blog นี่มันก็ยังเกาะอยู่ที่ขอบระเบียงเหมือนเดิม
    เหอๆ..อยู่ตรงนั้นแหละ ดีกว่าบินเข้าห้อง หึหึ

    9/6/2007

    ผักกาดแก้ว...born to be เพื่อสลัด

     

     

    วันนี้แวะซื้อผักกาดแก้วที่จัสโก้ซูเปอร์มาร์เก็ตก่อนเข้าที่พัก
    ตั้งใจว่าเย็นนี้ก็คงจะได้กินสลัดอีกรอบ
    แล้วรอบดึกก็ได้หิวกินมาม่าอีกชาม เหอเหอ...

    กำลังคิดว่า ผักกาดแก้วนี่มัน born to be จริงๆ แฮะ
    พระเจ้าช่างสร้างให้มันเกิดมาเพื่อนอนอยู่ในชามสลัดดีแท้
    ราดด้วยน้ำสลัดครีมหรือซีซาร์สลัด ช่างเข้ากับเสียดิบดี
    ลองคิดดูดิ หากว่าเอามะพร้าวมาใส่ในชามสลัดมันก็คงแปลกพิลึกใช่ไหมล่ะ

    ต่อให้ใครคิดเอาเยลลี่สีสวย แตงโม แตงกวา ถั่วสารพัดชนิดต้มสุก
    มะเขือเทศ แครอท ไข่นกกระทาต้ม ไข่ไก่ต้ม
    หอมหัวใหญ่ และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายมาใส่ในสลัด
    ใจก็ยังคิดว่าผักกาดแก้วนี่แหละ born to be เพื่อสลัดที่สุดละ
    เขาเรียกว่าเกิดมาเป็นของคู่กัน.....ต่อให้มีอะไรมาเทียบก็เข้ากันได้ไม่ดี อิอิ

    เหมือนกับกระเป๋ารถมินิบัสสีเขียว
    หากเขาไม่ใส่ชุดดูมีกลิ่นตัวนิดๆ ไม่โหนตัวออกมานอกรถ หรือวิ่งตามรถ
    พูดจากระโชกโฮกฮากไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ก็คงไม่ทำให้เราจดจำและคิดว่า
    เขาเกิดมาเพื่อเป็นกระเป๋ารถเมล์สำหรับรถเมล์เขียวนี่ดีแท้....

    มาถึงตรงนี้ จะเลี่ยงบาลีไม่พูดถึงของที่อยู่ตรงโต๊ะเครื่องแป้ง
    ที่ตอนนี้แปลงร่างกลายเป็นโต๊ะทำงานไปเสียแล้วก็ไม่ได้

    ออมสินก็เหมาะกับการหยอดตังค์...คนคิดก็ช่างเจาะช่องเล็ก ๆ
    ให้เหรียญหรือแบงค์ที่พับแล้วลอดผ่านเข้าไปได้

    เห็นดินสอที่จิ๊กมาจากโรงแรมเมื่อครั้งไปงานสัมมนาหนก่อน
    มันมียางลบติดตรงปลายด้วยแฮะ....นี่ถ้าไม่มีเขียนผิดมาก็ไม่มีอะไรให้ลบนะเนี่ย...

    ช้อนก็เหมาะกับส้อม เอาส้อมเสียบลูกชิ้นเข้าปาก เอาช้อนตักน้ำซุปตามไป
    โอว้.....ได้ใจดีแท้ นี่ถ้ามีแต่ส้อม จะกินซุปยังไง หากไม่ยกซด หึหึ

    เหมือนน้ำพริกหนุ่มกินกับแคบหมู ดูเข้ากันดิบดี งานนี้ไม่เรียกว่าคู่ก็ได้
    เขาเรียกว่าเข้าหมู่....คือจะให้ได้ ต้องมีแคบหมู น้ำพริกหนุ่ม และข้าวเหนียว
    มาเป็นเซ็ทสิ ถึงจะเรียกว่า born to be จริงๆ

    พอแระ ชักเลอะ พูดไปพูดมา ชักจะเลยเถิดไปใหญ่ เหอเหอ
    เอาเป็นว่า ..ของมันคู่กัน...ยังไงมันก็คู่กัน
    born to be เพื่อกันและกัน....อ่ะเนอะ

    9/5/2007

    อยากได้




    แอบคุยกับต้อมว่าอยากมีห้องนอนหรือห้องรับแขกที่บ้าน
    เหมือนกับห้องรับรองแขกของแบรนด์ NaRaYa บ้าง
    ตัวห้องโถงด้านหน้าของตึกมูลค่า 400 ล้านสูงเท่ากับตึกสองชั้น
    โล่ง โปรง ตัวห้องทาด้วยสีเหลืองอ่อนๆ มีเครื่องประดับตกแต่งอย่างมีสไตล์
    ให้อารมณ์หลุยส์วิตอง อะไร ประมาณนั้น

    ไม่ใช่หัวสูง แต่ว่าเด็กผู้หญิงก็มักจะเป็นอย่างนี้
    อุ้ย....ผู้หญิงที่อายุจะถึง 30 มารำไรแล้วก็ได้ หึหึ
    เมื่อตอนเด็กๆ ไม่เคยได้สัมผัสตุ๊กตาบาร์บี้ตัวเป็นๆ
    เคยเห็นแต่ในทีวีหรือว่าลูกผู้ดีแถวๆ บ้านเขาเล่นกัน
    อย่างมากก็แค่หาเศษผ้าในบ้านมาเย็บตุ๊กตาผู้หญิง
    เอาปุยนุ่นยัดไว้ด้านใน ตากแดดทุกวัน ตุ๊กตาจะอุ่นมากๆ เหมาะกับการนอนกอดหน้าหนาว
    แต่ว่าหน้าฝนอย่าลืมวางไว้นอกบ้าน ราอาจจะขึ้นตามตัวเอาได้
    ผมของเธอมีสีอะไรก็ได้ แล้วแต่ว่าแม่จะซื้อไหมพรมใจละ 2 บาทมาถักเสื้อกั๊กในเดือนนั้นๆ
    ใช้เข็มเย็บกระสอบข้าวสอดไหมพรมอันใหญ่แล้วปักลงบนหัวตุ๊กตา
    ลากผ่าน แล้วตัดให้ความยาวเท่ากันเป็นทรงผม ...
    หักยาวหน่อย ก็สามารถถักเปียตุ๊กตาได้ด้วย

    เสื้อผ้าของตุ๊กตามีหลากหลายสีสัน
    ใช้กรรไกรตัดแล้วเย็บด้วยมือ หากระดุมจากชุดนักเรียนเก่ามาใช้งาน
    มีกางเกง กระโปรง เป็นเสื้อผ้าสำรองเอาไว้เปลี่ยนด้วย

    โตขึ้นมาอีกนิด แม่ซื้อตุ๊กตาอีกรุ่น....ตัวเตี้ย และอ้วนกว่าบาร์บี้
    รุ่นนี้มีเสื้อ รองเท้า และผมสีทอง ตาสีฟ้ากระพริบได้ หากเขย่าไปมา
    เราถอดรองเท้า และเสื้อผ้า เปลี่ยนเครื่องแต่งกายได้
    แต่ใจยังไม่มีเงินซื้อชุดของตุ๊กตาได้เหมือนเดิม อีกอย่างเมื่อก่อนก็ไม่มีขายด้วย
    สุดท้ายเลยลงเอยที่การเย็บเสื้อผ้าตุ๊กตาเอาไว้งานของตัวเองเหมือนเดิม
    หนักข้อเข้าก็มีเย็บที่นอน หมอน และมีผ้าห่ม เอาไว้นอนข้างๆ ที่นอนด้วยอีกต่างหาก
    ตุ๊กตารุ่นนี้ตกยุคไปตอนไหนไม่ทราบ รู้แต่ว่าตอนหลังทีวีมาแยกอารมณ์อยากเล่นตุ๊กตาเสียหมดสิ้น
    บางวันก็หันไปหาพวกเล่นขายของใต้ถุนบ้านแทน
    อ้ะ...มีลูกหมาด้วย...อันนี้ถือว่ามีอิทธิพลอย่างสูงในการเลิกเล่นตุ๊กตา
    หันมาเล่นห่มผ้าคลุมโปง เรียกชื่อหมา แล้วให้มันตามเสียง
    และกลายเป็นที่มาของการโดนงับดั้งนั่นเอง.....
    เล่ามาตั้งมานาน ก็แค่อยากจะบอกว่า
    อยากได้บ้านที่เหมือนบ้านของตุ๊กตาจริง ๆนะ โฮะโฮะ


    9/2/2007

    A380 Asia World Tour 2007





    ตื่นตั้งแต่เช้า เพราะมีนัดต้องไปขึ้นเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก
    Airbus A380 ที่บิน World Tour มาเยือนเมืองไทย
    ก่อนที่จะส่งเครื่องบินลำแรกให้กับ Singapore Airline
    เพื่อใช้บินในเชิงพาณิชย์ในเดือนหน้า และส่งให้กับการบินไทยในอีกสามปีข้างหน้า

    A380 Asia World Tour 2007 ของแอร์บัสเริ่มที่เมืองไทย ก่อนไปฮานอย ฮ่องกง และบินกลับฝรั่งเศส
    งานนี้มีแขกผู้มีเกียรติ รวมถึงสื่อมวลชนและพนักงานแฮร์โฮสเตสการบินไทยร่วมทริปเพียง 200 คน
    ปล่อยให้ที่นั่งโดยสารว่างไปอีก 300 กว่าที่นั่ง เพราะที่นั่งมีมากถึง 519 ที่นั่ง

    เครื่องบินลำใหญ่จอดอยู่หน้าโรงเก็บเครื่องบินการบินไทยฝั่งริมสุดของสนามบินสุวรรณภูมิ
    ส่วนหัวยื่นออกมา ส่วนหางกลางลำตัวยังเหลืออยู่ในโรงเก็บหรือ hangar อยู่บ้าง
    เมื่อทุกคนนั่งที่เรียบร้อย กัปตันชาวฝรั่งเศสที่แอร์บัสขนมาเองด้วยก็บอกให้รัดเข็มขัดนั่งอยู่กับที่
    รถของการบินไทยก็ดันเครื่องบินให้กลับตัวเพื่อจะให้เคลื่อนตัวไปตามแท็กซี่เวย์

    ตอนแรกใจแอบดีใจอยู่นิด ๆได้ที่นั่งตรงปีก 15 A พอดิบพอดี
    ตรงปีกนี่แหละ เวลาถ่ายรูปจะได้ทั้งปีกและวิวติดมาด้วย สวยดี
    แต่ขอบอก...ปีกสองฝั่งของเครื่องบินทั้งยาวและกว้าง ปิดบังสายตาทุกอย่างข้างหน้าหมด....เห็นแต่ปีก
    ปลายปีกของตัวเครื่องเป็นสีม่วง ใจก็เลยเก็บภาพตาม
    เครื่องบินหัวตัวมาแล้วทางขวา แต่ว่าใจคิดว่าปีกมันเหมือนจะไม่พ้นโรงจอดแน่ๆ
    นั่นปะไรได้ยินเสียงคนข้างล่างร้องดังลั่น....ปลายปีก เหมือนปลายปีกไก่ที่เรียกว่า Winglet ครูดเข้ากับโรงเก็บซะแล้ว
    ตัวปีกงอไปนิด...เครื่องบินเลยต้องหยุดนิ่ง กัปตันและผู้บริหารแอร์บัสประกาศว่า
    เกิดอุบัติการณ์ หรือ normal incident นิดหน่อยกับ Winglet

    "เราจะขนคนทั้งหมดกลับไปที่เลาจน์ของ first class การบินไทยอีกครั้ง
    นั่งรถออกไป แล้วก็รอให้ถอด Winglet ออกทั้งสองข้าง
    แล้วค่อยบินต่อตอนบ่ายโมง จากกำหนดเดิม 9.30 น." เขาว่าแบบนั้น

    เมื่อมาถึงเลาจน์ ผู้บริหารทั้งหมดก็ออกแถลงข่าวว่า โอกาสของอุบัติการณ์แบบนี้มีสิทธิ์เกิดได้
    Winglet มีไว้แค่ต้านทานลม ช่วยให้อากาศยานประหยัดน้ำมันไปได้อีก โดยไม่กระทบต่อระบบการบิน
    เมื่อถอด Winglet ออกแล้ว เราก็บินได้เหมือนเดิม กำหนดล่าช้ากว่านิดนึงเท่านั้นเอง

    เราทุกคนกลับมานั่งเครื่องบินลำใหญ่ที่จุคนได้มากถึง 500 กว่าคน
    ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องบินลำที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีประวัติศาสตร์การบินเกิดขึ้นในโลกนี้

    เครื่องบิน take off ได้ดีและเร็วกว่า ในช่วงระยะรันเวย์ที่สั้นกว่าเมื่อเทียบกับโบอิ้ง747 แอร์บัสบอก
    A380 มีพื้นที่มากกว่า 747 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ห้องโดยสารและที่นั่งกว้างกว่าและมากกว่า
    ระดับเสียงในห้องโดยสารนั้นเงียบกว่า และช่วงของเสียงรบกวนสำหรับคนภายนอกแถบนั้นยังแคบกว่า
    แถมช่องเก็บสัมภาระยังกว้างกว่า (อันนี้กว้างจริงๆ เห็นแระ ว่าออกแบบใหม่)
    กินน้ำมันน้อยกว่าถึง 17 เปอร์เซ็นต์ บินได้ไกลกว่า สำคัญกว่าอื่นใด คือต้นทุนการบินน้อยกว่านั่นเอง

    การร่อนลงจอดที่สนามบินเชียงใหม่ เป็นการพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า
    ต่อให้เครื่องจะลำใหญ่แค่ไหน แต่ก็ได้ทดสอบมาแล้วว่า สนามบินเล็กอย่างเชียงใหม่ก็รองรับน้ำหนักได้เช่นกัน
    ดังนั้นเมื่อล้อแตะถึงพื้น ทุกคนในเครื่องบินก็ปรบมือกันเกรียว
    ใจเองก็แอบลุ้นอยู่ในใจ ก็ปลายปีกมันหายไปทั้งสองข้าง...ยังบินได้แฮะ

    เห็นขบวนต้อนรับแต่ไกล คนเยอะแยะมากมาย รอบๆ สนามบิน ผู้คนก็ยืนติดรั้วมารอดูเครื่องบินกันเพียบ
    เข้าใจว่ามีข่าวออกทีวี เรื่องการบินของเครื่องบินลำนี้แ ละเรื่องอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้น
    ทำให้ใครๆ ก็รู้ว่า เครื่องบินลำใหญ่จะร่อนลงจอดที่สนามบินเชียงใหม่ตอนกี่โมง

    พวกเราทุกคนมาถึงเชียงใหม่ตอนบ่ายสามนิดๆ
    เป็นหนแรกที่มีรถมารับถึงด้านในตัวสนามบิน ไม่ต้องผ่านพิธีการอะไรให้วุ่นวาย
    แบบว่าขึ้นรถวีไอพีแล้วออกมานอกสนามบินได้เลย ปล่อยให้ผู้คนอีกหลายร้อย
    ถ่ายรูปคู่กับเครื่องบินลำยักษ์อยู่อย่างนั้น ขณะที่พวกเราก็ไปยังสถานที่ของสโมสรวิทยุการบิน
    กินข้าวกลางวันประมาณหนึ่งชั่วโมง รวมกับการให้ความรู้เกี่ยวกับตัวเครื่องบินกับสื่อมวลชน
    ก่อนกลับขึ้นเครื่องตอนห้าโมงครึ่ง หกโมงเริ่มบิน และเครื่องบินแตะถึงพื้นก็ทุ่มครึ่งเข้าไปแล้ว

    เมื่อเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์ของสนามบินสุวรรณภูมิอีกครั้ง เสียงปรบมือก็ดังอีกหน
    ทุกคนเดินลงจากตัวเครื่องพร้อมประสบการณ์การบินที่กว่าจะได้เจออีกครั้งก็อีกสามปีข้างหน้า
    แต่ต่อให้การบินไทยได้เครื่องบินลำยักษ์นี่มาแล้ว ก็ใช่ว่าจะมีโอกาสได้นั่ง...
    เพราะเครื่องจุคนได้มาก บินได้ไกล ก็มักใช้ไปกับไฟร์ทที่มีระยะทางไกล
    เช่น นิวยอร์ก โยฮันเนสเบิร์ก ซิดนีย์ ลอสเองเจลิส แวนคูเวอร์
    ริโอเดอจาเนโร หรือที่ที่ต้องบินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกกันเป็นต้น
    สื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติเลยถ่ายภาพคู่แอร์บัส A380 กันอย่างจุใจเลยงานนี้....

     ปล. ทุกคนได้ใบประกาศมาด้วยล่ะ ว่าได้บินกับ Airbus A380 แล้ว เหอๆ