Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    8/27/2008

    เรื่องขำขันบนชักโครก



    ja

    หลายอาทิตย์ก่อนหน้า
    มีธุระต้องไปเดินในห้างขายเฟอร์นิเจอร์อยู่บ่อยครั้ง
    พอๆ กับที่ต้องไปเป็นเจ้าแม่อยู่ในร้านโฮมโปร
    โถ่ถัง เดินกันจนแบบว่า...เห็นโฮมโปรแล้วขยาดกันเป็นทิวแถว

    วันหนึ่งเมื่อกลางเดือนสิงหาคม
    ระหว่างที่ไปเดินที่ SB furniture สาขารัชดาภิเษก
    ใจก็ปวดท้องขึ้นมากระทันหัน
    อาจจะเป็นเพราะมะม่วงเปรี้ยวเมื่อกลางวันแน่ๆ
    ว่าแล้วก็เดินแวะไปห้องน้ำแสนสะอาดของที่นั่น

    เมื่อหย่อนก้นลงชักโครก
    เราไม่มีกิจกรรมทำอะไรมากนักหรอกในนั้น
    แต่น่าแปลกใจที่ดูเหมือนว่าผู้จัดการสาขา หรือไม่ก็ใครสักคนเข้าใจคนเข้าห้องน้ำ
    ใจพบว่าเขาเอากระดาษมาแปะที่ประตูห้องน้ำ
    เป็นกระดาษ A4  มีข้อความยาวเฟ้ยให้อ่าน

    นั่งอ่านแล้วใจก็ฮา ...ป๊าดโธ่
    เอาอะไรมาให้อ่านกันนี่...อยากรู้อ่ะดี๊ว่ามีอะไรในกระดาษแผ่นนั้น
    เอามาฝากเหมือนกัน...

    +++++++++++++++++++

    เรื่องที่ 1 "ตอนเป็นแฟนกัน อะไร ๆ มันก็คืออย่างนี้"

    ชายหนุ่ม : บ้านคุณอยู่ไกล ซอยเปลี่ยว อันตราย ให้ผมไปส่งดีกว่า
    หญิงสาว : ซอยมันแคบกลับรถลำบากค่ะ
    ชายหนุ่ม : ไม่เป็นไรครับ ผมถอยกลับผ่านตลอดออกได้
    เมื่อแต่งงานกันผ่านไป 5 ปี...อะไรอย่างนี้ก็เกิดขึ้น
    ภรรยา : พี่ๆ กลับเถอะดึกมากแล้ว
    สามี : จะคุยกับเพื่อน กลับไปก่อนสิ
    ภรรยา : ซอยมันเปลี่ยว อันตรายนะพี่
    สามี : กลับประจำ ไม่มีอะรหรอก
    ภรรยา : ชั้นกลัวถูกข่มขืน
    สามี : ไม่หรอกน่า ...เดี๋ยวนี้ โจรมันฉลาด...มันรู้จักเลือก

    เรื่องที่ 2 "วิธีประหยัด"

    เรื่องของคุณลุงคนนึง แกทำงานอยู่ กทม. ใกล้จะเกณียณแล้วล่ะ
    วันหนึ่งก็มารอรถเมล์จะกลับบ้าน รออยู่คันแล้วคันเล่าก็ดูเต็มทุกคัน
    แกรออยู่ตั้งนาน เวลาก็ค่ำลงๆ ก็มีอยู่คันหนึ่ง ทำท่าว่าจะจอดรับ แต่ก็ไม่จอด
    แต่ลุงแกนึกว่าจะจอดก็ค่อยๆ วิ่งไล่ตาม แกวิ่งไล่ตามไปเรื่อยๆ
    เผลอไปสักพักใหญ่
    ...เฮ้ยยยย.....ถึงบ้านแล้วนี่หว่า...แกดีใจ
    เออดี...ไม่ต้องเสียค่ารถเมล์สามบาท แกดีใจ ใหญ่เลย กลับไปเล่าให้เมียฟัง
    ลุง : นี่เธอจ๋า...วันนี้พี่วิ่งไล่ตามรถเมล์มานะ ถึงบ้านพอดี ตังค์ก็ไม่ต้องเสียตั้งสามบาท
    เมีย : (พอได้ยินแทนที่จะดีใจไปด้วยกลับด่าส่ง) .. ไอ้แก่จะตายแล้วยังจะโง่อีก
    ลุง : อ้าวมาด่าชั้นทำไมล่ะ
    เมีย : นี่ถ้าแกวิ่งตามแท็กซี่ แกรู้มั้ย ประหยัดได้อีกตั้งเท่าไหร่

    เรื่องที่ 3 "ทางแก้ปัญหา"

    สามี : เธอพกรูปฉันไว้ในกระเป๋าเสมอ ทำไมหรอ
    ภรรยา : อ่อ ก็ถ้ามีปัญหาอะไร ไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน ฉันก็จะดูรูปเธอแล้วปัญหาก็หายไปเลย
    สามี : เห็นมั้ย ว่าฉันเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับเธอขนาดไหน
    ภรรยา : ใช่ ฉันมองภาพเธอแล้วก็พูดกับตัวเองว่า "ปัญหาอะไรจะมาหนักหนากว่านี้อีกนะ"

    เรื่องที่ 4 "บ่ออธิษฐาน"

    หนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินมาถึงบ่อศักดิ์สิทธิ์ที่หลายมาอธิษฐานขอพร
    ฝ่ายชายเริ่มโน้มตัวไปข้างหน้า ตั้งจิตอธิษฐานและโยนเหรียญลงไป
    ฝ่ายภรรยาอยากอธิษฐานเช่นกันแต่เธอโน้มตัวไปมากเกินจนเสียศูนย์
    ตกลงไปในบ่อแล้วจมน้ำตาย สามีพูดขึ้นเบาๆ ว่า "ว้าว ได้ผลจริงๆ ด้วย"

                                                                            SBSS รัชดา

    โอ้ จอร์จ.....คิดได้ยังไง

    กบ อ๊บ อ๊บ




    frog1

    วันก่อนไปงานแถลงข่าวย่านอโศก
    หน้าห้องแถลงข่าวมีอ่างบัว มีปลาว่ายไปมาให้คนรอเข้างานได้นั่งมอง

    หลังจากที่เดินจากรถไฟฟ้าใต้ดินอโศกไปยังสถานที่แถลงข่าวแห่งนี้จนเหนื่อยหอบ
    เหงื่อไหล ไคลย้อย เพราะแดดแรงกล้า
    ใจก็เลยพักเหนื่อยลงตรงข้างๆ สระบัวนั้น และนั่งมองลงไปในสระ
    ตอนแรกก็มองบัวก่อน สักพักก็มองน้ำใสดี
    อ้ะ มีปลาด้วย
    สักพักเจอกบ...โอ้ โชคดีมีของแถม กบตัวเบ้อเร่อ

    เอิ้ก...มีกบเกาะกันด้วย ฮิ้วววววววววววว
    ทนไม่ไหวแระ ต้องถ่ายภาพ
    ว่าแล้วก็ยกมือถือมาถ่ายรูปกบเป็นที่ระลึกไว้
    นานๆ จะเจอแบบนี้สักที
    และก็เอามาฝากกัน....กบ อ๊บ อ๊บ

    frog2
    frog3 frog4

    ปล.เรียกเพื่อนข้างๆ ชมกบด้วย รวมถึงผู้บริหารด้วย 555

    เข้าท่าดี

     
     
    วันนี้แวะไปไดร์ผมใกล้ๆ บ้าน
    ระหว่างที่นอนบนเก้าอี้ตัวยาวให้พนักงานนวดหัวอยู่นั้น
    สายตาก็เหลือบไปเห็นเพดานตึก
    มีคนมาแปะกระดาษในระดับให้สายตาอ่านออก

    เพ่งไปสักพัก เลยรู้ว่ากระดาษที่ว่านั่นเป็นเมนูที่ว่าในร้านเสริมสวยแห่งนี้มีอะไรบริการบ้าง
    ตั้งแต่ สระไดร์ ราคาเท่าไร
    สระซอยกี่สิบบาท
    อบไอน้ำ สารพัดชนิด
    ทั้งอบรีแพร์
    อบโคลน
    อบทรีทเม้นท์
    อบญี่ปุ่น
    อบสาหร่าย
    และอบต่อมิอะไรจะอบ ยกเว้นอบหม้อดิน
    คิดราคากี่ตังค์
    กระดาษอีกแผ่นติดกันเป็นแผ่นบอกสรรพคุณของการอบ
    อบยี่ห้อไหนให้ประโยชน์อะไร
    อบแบบไหนช่วยฟื้นฟูสภาพผม อบแบบไหนมาใหม่ทำให้ผมเป็นประกายเงาวับเห็นผลทันตายิ่งกว่ายาแก้ฝ้า
    อบแบบนี้ดีจริง ผมนุ่มสลวย ดกดำไม่ร่วง

    ไม่เพียงเท่านั้น ต่อท้ายกระดาษแผ่นแรก ยังมีราคาทำเล็บ
    ดัดผม ยืดผมถาวร
    ทำสี เลือกสีหนึ่งกล่องคิดราคาแพงหน่อย ผมยาวใช้สีสองกล่องถูกกว่าซื้อกล่องเดียว
    ต่อผมคิดเท่าไร และใครจะซื้อสีย้อมผมมาเอง คิดค่าแรงกี่บาท
    แอบคิดในใจ นี่เป็นวิธีการที่ชาญฉลาด
    แทนที่พนักงานจะต้องเสียน้ำลายมาชวนคุยระหว่างซักผม
    ก็แปะให้อ่านซะเลยจะได้รู้ด้วยว่าในร้านมีเมนูอะไร หาเงินได้ไปในตัว
    เจ๋งจริง..เข้าร้านเสริมสวยมานาน ก็เพิ่งจะเจออะไรแบบนี้...ไอเดียดี ชอบ...


    ++++++++++
     
    ส่วนตอนเย็นแวะไปซื้อข้าวกล่องที่เซเว่นฯ
    ทดลองซื้อไอศครีมมาแช่ตู้เย็นใหม่ว่าจะแข็งหรือไม่หากข้ามชั่วโมง
    ในใจก็คิดว่า...ไอศครีมเป็นสินค้าที่เราไม่ค่อยจะสนใจดูเลยว่ามันหมดอายุเมื่อไร
    ที่เหลือแทบจะดูทั้งหมด ทำไมไอศครีมเราไม่เคยจะดูมันเลยฟะ....5555555555


    8/25/2008

    มาม่า



    1

    จำได้ว่าอัพ blog หนสุดท้ายวันที่ 12 เดือน 8
    วันนี้วันที่ 25 เดือน 8
    เกือบทำสถิติครึ่งเดือนอีกครั้งกว่าจะอัพ blog อีกหน

    แม้จะไม่ทำสถิติ
    แต่ก็เริ่มมีคนเข้ามาทักทาย พร้อมกับประนามว่า  "ไม่อัพ blog" หลายคนแล้ว

    ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้
    ไม่มีเหตุผลอะไรซับซ้อนเลย ใจกำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงานเอาถ้วยอยู่
    (บางคนบอกว่า แกกำลังทำงานเอาเหรียญกล้าหาญ...ใจว่ามันไม่ผิดจากนั้นนัก)
    ดังนั้นก็ให้ช่วยกันให้กำลังใจให้ใจได้ถ้วยและเหรียญไวๆ จะได้กลับมาอัพ blog กันสักที....

    มาถึงเรื่องที่จั่วหัวไว้บ้าง
    ที่ขึ้นหัวเรื่องว่า "มาม่าหมูสับ"
    เป็นเพราะว่าเมนูเด็ดสำหรับมื้อกลางในยามที่ต้องนั่งปั่นงานยิก ๆ อยู่ในบ้าน
    การต้มมาม่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ใครไม่ได้ต้มกินเองคงจะไม่เข้าใจถึงศิลปะข้อนี้

    และถึงแม้ใจจะเกิดไม่ทันในยุคมาม่ารุ่งเรืองเหมือนแต่ก่อน
    แต่ก็พอจะรู้ว่ามันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมไทยมากแค่ไหน
    ว่ากันว่า ยำยำ มาก่อนไวไว และไวไวก็มาก่อนมาม่า
    เรียงลำดับความเก่าแก่แล้ว จะพบว่า ยำยำ ไวไว และมาม่า
    แต่ปัจจุบันยอดขายห่างชั้นกันอย่างชัดเจน
    เรียงแบบใหม่เป็น มาม่า ไวไว และก็ยำยำ (เอาให้งงกันไปข้างหนึ่ง)

    เคยรู้มาว่า "มาม่า" ตั้งชื่อให้จำง่าย เรียกง่าย
    คำว่ามาม่าเป็นคำแรกที่เด็กหรือคนทั่วไปจะเรียกได้
    ดังนั้นให้เข้าใจได้ว่า เด็กที่เกิดมาจะรู้จัก "มาม่า" กันทุกคน
    และก็ให้คุณแม่เข้าใจเสียใหม่ด้วยว่า...ลูกคุณเรียกหา "มาม่า" (บะหมี่) ไม่ใช่ "มาม่า" (แม่)  5555

    มาม่า มีอิทธิพลกับสังคมมากขนาดไหน วัดได้จากการเรียกคำว่า "มาม่า" แทนคำว่า "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป"
    ไม่ว่าจะบะหมี่ยี่ห้อไหน คนไทยเหมากินรวบเรียก "มาม่า" กันทั้งบาง
    พอๆ กับเรียก "แฟ้บ" แทนผงซักฟอก
    เรียก "ทรัมป์ไดร์ฟ" แทน "แฟลชไดร์ฟ"
    หรือเรียก "เป็ด" แทนน้ำยาขัดห้องน้ำ

    เมื่อปลายปีที่ผ่านมา มาม่าทำสถิตยอดขายทะลุสูงสุดเท่าที่เคยมีขายในเมืองไทย 30 ปี
    เหตุผลเดียวที่ทำให้มาม่าขายดิบขายดี หมดสต๊อก ไม่เหลือหลอ จนคนต้องรอ
    เพราะมาม่าประกาศจะขึ้นราคาหน้าซองจาก 5 บาทเป็น 6 บาท
    ก่อนหน้าไม่กี่วัน ผู้จัดจำหน่ายเลยใหญ่เลยตัดสินใจสั่งซื้อมาม่าสำรองเอาไว้ก่อน
    เพื่อให้ไม่ต้องเจ็บตัว เมื่อราคาขึ้นเป็น 6 บาท

    ผู้บริหารของมาม่าเคยพูดว่า
    ทำไมสังคมไทยถึงใช้มาม่าเป็นดัชนีชี้วัดสภาพเศรษฐกิจโดยรวม
    ทั้งๆ ที่มาม่าก็เหมือนกับสินค้ารายอื่นที่มีวันที่จะขึ้นราคา
    เมื่อต้นทุนจำพวกแป้ง น้ำมัน และค่าขนส่งขึ้น
    ยิ่งกว่านั้นมาม่าก็ไม่ได้ขึ้นราคามาหลายปีแล้ว ก็ขอขึ้นให้สมเหตุสมผลสักหน่อย
    ....ที่เขาพูดมาทั้งหมด ใจเห็นด้วย...
    เมื่อวันก่อนได้ยินรุ่นน้องพูดด้วยว่า
    จากการสำรวจพบว่า คนไทยไม่ได้กินมาม่าเพราะว่า "จน" หรือ "ไม่มีเงิน" เพียงอย่างเดียว
    แต่ยังหม่ำมาม่า เพราะความอยากจะกินด้วยอีกต่างหาก...เห็นไหมละ....

    วันนี้ใจเลยกินมาม่าบ้าง
    ใจเลือกกินเพราะว่าใจอยากแต่มีความ "จน" ผสมโรงอยู่ด้วยนิดหน่อย 555 (ขัดแย้งชัดเจน)

    ต่อไปนี้เป็นวิธีการต้มมาม่าที่จะช่วยไม่ให้ร่างกายมีแต่มาม่าเต็มตัวไปหมด


    10 9
    เตรียมมาม่า เตรียมไข่ให้พร้อม

     
    7 6
    มีหมูสับ ตอกไข่ใส่ด้วย ใส่น้ำและหักครึ่งมาม่า สำหรับคนไม่ชอบกินมาม่าแบบเส้นยาว

     
    34
    เหยาะซอสปรุงรสและเครื่องปรุงของมาม่า


    8 5 
    อ้อ อย่าลืมหยิบผักกระหล่ำ ผักชี ต้นหอม และมะนาวในตู้เย็น มาหั่นด้วย



    2
    ต้มหมูก่อน ใส่ไข่ตาม มาม่าด้วย และก็ใส่ผักทีหลัง
    ปรุงรส และก็บีบมะนาวตาม ป๊าดดดดด อร่อยแต๊น้ออออออ

    8/12/2008

    ชวนกิน Falafel

     

    bread12
    หน้าตาของ Falafel

    เรื่องต่อเนื่องจากเมื่อวันก่อน
    เมื่อครั้งที่ใจแวะไปเดินถนนข้าวสาร เพื่อมองหา Airport Bus เดินทางไปยังสุวรรณภูมิ

    ระหว่างรอการเดินทางอยู่นั้น
    นอกเหนือจากใจจะแวะไปนั่งสตาร์บัคส์แล้ว
    ยังใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงนั้น มองหารองท้องก่อนด้วย

    เดินอยู่ตั้งนาน ใจก็มาสะดุดตากับอาหารตะวันออกกลาง
    ที่เขาเรียกกันว่า "Falafel"

    bread1 
    เครื่องเคียงสารพัดอย่าง มีพริกแบบว่าแดงๆ พร้อมความร้อนแรงด้วย

    หลังจากใช้ความพยายามด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าร้านหลายรอบ
    ป้าเจ้าของร้านก็ชักชวนให้ทดลองหม่ำ
    ด้วยราคาต่อชิ้นที่ 60 บาท

    bread2 bread3
    เห็นป้าเขาบอกว่ามันเป็นอาหารของตะวันออกกลาง
    ไม่เพียงแต่มีกลิ่นเครื่องเทศนำแต่ยังเป็นมังสวิรัตอีกด้วย

    Falafel ไม่เหมือน Kebab ที่แป้งจะบางและอาศัยมีดคมๆ เฉือนเนื้อมาห่อหุ้มแล้วใส่ซอสราดทับ
    แต่เพราะ Falafel เหมือนกับขนมปังชิ้นหนา
    ด้านในจะมีถั่วแขกผสมกับเครื่องเทศ คลุกเคล้ากับแป้งแล้วทอดกรอบ
    พนักงานจะใส่ซอส มายองเนสอะไรประมาณนั้นเข้าไปด้วย
    แล้วเราก็หยิบผักใส่เองตามใจชอบ

    bread4bread10
     

    ก่อนหน้าที่ใจจะตัดสินใจ ก็เห็นฝรั่งชายหญิง
    ยืนอยู่ข้างหน้าร้าน ถือ Falafel  อยู่ในมือคนละอัน
    กัดคำก็เอาคีมคีบผักใส่ไปอีก
    ทำแบบนั้น ... ใจว่าคงอิ่มพิกล

    bread6 bread7
    bread8 bread9
      

    มาถึงตอนนี้พนักงานทำ Falafel ชิ้นของใจเสร็จแล้ว
    ใจก็เลือกใส่ผักกระหล่ำดอง แตงกวาดอง และก็ผักสดอีกหลายแบบ
    กัดได้คำสองคำ ป๊าดดดดดดดดด กลิ่นของเครื่องเทศแรงเอาการ

    bread11bread5

    ใจทานได้แค่นั้น กลิ่นมันอาจจะไม่เหมาะกับใจ
    แต่หากใครที่อยากจะทดลองทานอาหารที่ผิดแผกไปจากอาหารไทย
    นอกเหนือจากอาหารจีน เวียดนาม ญี่ปุ่น และเกาหลี
    ใจแนะนำให้ไปทดลองหา Falafel  ทานที่ถนนข้าวสารดู
    อยู่ข้างๆ สน.ชนะสงคราม หาไม่ยากเย็นอะไร...ลองไปหาดู...

    เก่าเก็บ




    18


    ขอ action ทำภาพแนวเก่าเก็บ หรือ Vintage มาจากเจย์
    นั่งทดลองทำ ยังไม่เนียนเท่าเจย์

    เดี๋ยวทดลองทำไปเรื่อยๆ
    เผื่อจะสวยเหมือนอย่างที่เจย์ทำมั่ง
     

    8
     13

    9 10  
    5
    11  17 



    อ้ะ ค่า action ช่วยโปรโมทห้องแสดงภาพฝีมือเจย์ทั้งหมดที่ http://flickr.com/photos/jaydays

    สวยงามๆ

    8/10/2008

    "สตาร์บัคส์" สาขา 44 ที่ถนนข้าวสาร




    star4
    สวยไหมละ เหมาะกับการไปยืนแอ๊คถ่ายรูปไม่น้อยนะนี่ 

      จะว่าเป็นการฆ่าเวลาก็ไม่ผิดไปจากนี้สักเท่าไรนัก
    เพราะใจเดินเรื่อยเปื่อยมาตั้งแต่ต้นถนนข้าวสารฝั่ง สน. ชนะสงคราม
    จนมาถึงซอยซันเซท เดินทะลุเข้าไปจนสุดซอย
    ก็เจอกับ "สตาร์บัคส์" สาขาที่ 44 ในประเทศไทย

    วันนี้ใจไม่ค่อยสบาย แต่ก็ยังต้องไปส่งพี่สาวที่สนามบิน
    ร่างกายรู้สึกว่าเรียกร้องของอุ่นๆ อย่างช็อกโกแลต ซิกเนเจอร์ ร้อนมากกว่ามอคค่าอย่างที่เคย

    star10
    ช็อกโกแลต ซิกเนเจอร์ ร้อน...
    รสชาติเข้มข้นสุดในบรรดาเมนูช็อกโกแลตของสตาร์บัคส์
     

    ทั้งๆ ที่ แวะมาที่สตาร์บัคส์สาขานี้หลายหน
    และก็เคยสงสัยมาตลอดว่าบ้านหลังเก่าซึ่งแปรสภาพมาเป็นร้านกาแฟสีเขียวดำนี้มีประวัติแต่ใดมา
    แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะหาคำตอบมาเลยสักครั้ง
    วันนี้เลยถือโอกาสไปนั่งอ่าน และหาข้อมูลว่า...สรุปเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่

    พี่อี๊ด รุ่นพี่หนังสือเดียวกัน ปัจจุบันย้ายไปทำงานที่อื่นแล้ว
    เคยเขียนถึงสตาร์บัคส์สาขานี้เมื่อ 4 ปีก่อนว่า
    ขณะนั้นบ้านเก่าหลังนี้อายุปาเข้าไป 97 ปีแล้ว
    (หากนับจนถึงตอนนี้ก็คงจะอายุ 101 ปีเห็นจะได้)

     star7star6

    บ้านหลังนี้ผู้เป็นพ่อของคุณหญิงเชย กฤตราชทรงสวัสดิ์
    ซึ่งในขณะนั้นดำรง ตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรของไทย
    ได้มอบบ้านหลังนี้ให้เป็นของขวัญวันแต่งงาน เมื่อปี พ.ศ.2450
    มันยังคงตั้งอยู่ที่เดิม โดดเด่นอยู่กลางตรอกข้าวสาร
    จนกระทั่งคุณหญิงถึงแก่กรรมในเดือนเมษายน พ.ศ.2537
    บ้านหลังเก่าจึงตกมาถึงมือของ กฤต ไกรจิตติ ผู้เป็นหลานชาย

    ต่อมาบริษัทสวัสดีกรุ๊ปได้ติดต่อเข้าเช่าทั้งที่ดินในซอยซันเซ็ท
    รวมถึงตัวบ้านหลังเก่านี้เพื่อพัฒนาพื้นที่ธุรกิจ

    star8star9

    ส่วนสตาร์บัคส์ก็รับช่วงต่อของการเช่าในส่วนของลานหน้าบ้าน
    และส่วนของชั้นหนึ่งเพื่อทำเป็นร้านกาแฟของตนเอง
    ส่วนชั้นบนใจเคยไปเยือนหนึ่งหน
    บริษัทสวัสดิกรุ๊ป ใช้เป็นสถานที่แสดงผลงานทางศิลปะหรืออาร์ตแกลลอรี่นั่นเอง

    ว่ากันว่าบ้านหลังนี้ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลียน
    ถ้าใครเดินเข้าไปจะเห็นรูปแบบของการออกแบที่เรียกว่า
    อิตาเลียนในสไตล์อาร์ต นูโว และอาร์ตเดค


    star3star5

    นอกจากนี้ภายในตัวบ้านยังรวมเอาไว้ด้วยงานศิลปะมากมาย
    ซึ่งแม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปร่วมร้อยปี แต่ยังคงทิ้งร่องรอยส่วนใหญ่เอาไว้
    ไม่ว่าจะเป็น ศิลปะของ คอร์ราโด เฟโรจี
    หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ "ศิลป์ พีระศรี"
    รวมถึงงานปูนปั้น ลวดลายที่ปรากฎบนเพดานบ้านยังวาดด้วยมือของเจ้าของบ้านเอง

     star2
    star1star11

    แต่ส่วนของการออกแบบสตาร์บัคส์นั้น มี จอห์น ศรีประดู่ เป็นผู้รับโจทย์ต่อมา
    และการออกแบบก็เป็นอย่างที่เห็น ตัวบ้านสีเหลืองในโทนที่คนเห็นก็ต้องหยุดมอง
    มีป้ายสตาร์บัคส์ห้อยอยู่ด้านหน้าเด่นหรา
    เปิดเข้าไปก็เจอเคาน์เตอร์ และพนักงานต้อนรับ
    เดินเลยเข้าไปจะเป็นส่วนของห้องนั่งจิบกาแฟ

    มันบันเทิงเริงใจก็ตรงนี้แหละ
    บางทีเราก็ไม่ได้เพียงแต่จะดื่มด่ำรสชาติของเครื่องดื่มและอาหารเพียงอย่างเดียว
    แต่เรากำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบข้างด้วยอย่างปฏิเสธไม่ได้

    เคยได้ยินเขาว่า

    ข้าพเจ้ามิได้ชมชอบรสชาติของสุรา หากแต่ชื่นชอบบรรยกาศของการร่ำสุรา 

    ก็เห็นจะเป็นจริงอย่างนั้น ....

    รัก..ไร้เหตุผล



    ขึ้นต้นชื่อเรื่องมาเหมือนกับวันนี้จะบ่นเรื่องรัก
    จริงๆ แล้วจะมาเล่าว่าไปชมคอนเสิร์ตมา
    คอนเสิร์ตที่มีชื่อว่า "รัก..ไร้เหตุผล"
    ของคลื่น FM one 103.5

    นานๆ จะไปคอนเสิร์ตกับเขาสักที
    แต่งานนี้ถือว่าคุ้ม
    เพราะไม่เพียงแต่ได้ไปสกาล่า
    ที่ไม่ได้ย่างกรายไปเยือนนานนมแล้ว

    ในคอนเสิร์ตยังเอาเพลงรักมากมายจากหลายศิลปินมารวมกันไว้
    ศิลปินหนึ่งคนผลัดกันร้องเพลงรักของตนคนละเพลงสองเพลง
    ทำให้ไม่ต้องนั่งทนฟังเพลงที่ไม่เพราะทั้งอัลบั้มของคนเพียงคนเดียว
    แบบว่าไปงานเดียวแต่ได้ฟังนักร้องหลายคน...ประมาณนั้น

    พอดีว่า ใจพก Canon G9 ไปด้วย
    เลยยกมาทดสอบประสิทธิภาพของการซูมในที่มืดซะเลย
    ผลก็ออกมาอย่างที่เห็น...


      con1
    Noteอยากจะเห็นคนดีของเธอ คนแบบไหนที่เธอรักจริง ที่เธอจะไม่ทอดทิ้ง ไม่ทำให้เขาเสียใจ
    หากว่าฉันรักเธอไม่พอ ไม่ดีพอจะไม่โทษใคร โทษตัวเองโทษหัวใจ รักเท่าไหร่ก็คงไม่พอ

     con2
    Noteทั้งรู้ว่ารักเธอคงไม่ย้อนมา รู้ทั้งรู้ต้องใช้เวลาเพื่อลืมเธอ เข้าใจ
    แต่ทำไมๆ ต้องจำ เมื่อเธอไม่คิดจริงใจ ทำไมๆ ความรักที่เธอนั้นลืมต้องเก็บมาคิดฟูมฟาย
    อะไรๆ ยังย้อนเข้ามา ทุกช่วงเวลา นั้นยังไม่เคยจางหาย วันที่ฉันมีเธอ
    ไม่ว่าเวลาจะนานเท่าไร ฉันลืมไม่ได้จริงๆ

    con3
    Noteเกลียดละคร แต่ก็ดูมันทุกตอน เกลียดคนใจร้อน แต่ก็ชอบมวย
    เกลียดคนรวยนัก ชอบดูถูกฉัน แต่เมื่อคืนพึ่งฝันว่าถูกหวย
    เกลียดใครจะได้เจอมันทุกวัน เกลียดคนผิดนัด แต่ฉันก็เคย
    เกลียดจังตอน hang ปวดหัวตอนเช้า ตกเย็นกินเกล้าไม่หยุดเลย

     con5
    Noteอ่านปากของฉันนะว่า... อยากจะพูดอีกครั้งว่า...
    และจะเป็นอย่างนี้ กับเธอไม่ว่านานสักเท่าไหร่
    ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะรักใคร ไม่ต้องห่วงว่าฉันเปลี่ยนหัวใจ
    ฉันจะเป็นอย่างนี้ จะ... ตลอดไป

    con4 
    Noteในทุกๆวันของฉันมีแค่เธอ จะตื่นจะนอน นั่งหรือยืน
    ก็คิดถึงเธอ อย่าพยายามจะคิดว่าฉันนั้นไม่ได้รักเธอ
    เพราะมันไม่มีวันอยู่แล้ว

    con6 
    Noteอาจจะฟังแล้วไร้เหตุผล ว่าสิ่งที่ทำให้คนรักกัน
    หรือเป็นเพียงรอยยิ้ม รอยนั้นเมื่อวันแรกเจอ
    หากจะหาเหตุผลสักคำ ว่าสิ่งที่ทำให้ฉันรักเธอ
    นั่นเป็นเพราะตัวฉันมาเจอ เจอสิ่งดีงาม

    con7
    Noteฉันไม่ใช่คนรูปหล่อ  ฉันไม่ใช่คนเสียงดี  แต่ฟังฉันเถอะ               
    เพราะฉันคือคนๆนี้  คนธรรมดาคนนี้  ที่เขียนเพลงนี้ให้เธอ

    con8 
    Noteยามเธอจากไปครานั้น รู้ไหมว่าเป็นเช่นไร
    วอนเธอกลับมารักใหม่ เพราะพึ่งเข้าใจว่าตอนนี้รักเพียงแค่เธอ

     

    con9 
    Noteก็มีแต่ใจให้ไปไม่คิดอะไร แค่อยากให้เธอเข้าใจและลองรักดู
    และฉันจะทำให้รู้ ว่ารักเธอมากเท่าไหร่
    ให้เธอหมดเลยทั้งใจไม่หวังอะไร เพราะรู้ว่าเธอคือคนที่รอมานาน
    เธอสวยและดีพร้อม กว่าใครคนไหนที่เจอ

     

    con10 
    Noteเหตุเกิดจากความเหงาที่ทำให้รู้เธอสำคัญเพียงใด
    ความห่างไกลมันทำให้ฉันคิดถึงเธอ
    ยิ่งห่างเหินเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้ว่าเป็นเธอ..ที่ฉันรักหมดหัวใจ

    con11  
    Note แล้วฉันจะฝืน ฝืนหัวใจตัวเองได้ไหม
    แล้วจะฝืนความรู้สึกของฉันได้ยังไง
    ไม่อาจจะฝืนความรักที่มันเอ่อล้น
    ฉันนั้นต้องฝืนทนกล้ำกลืน
    อยู่กับความขื่นขม ที่เธอมองว่าฉันไม่มีตัวตน
    ถึงจะยากเย็นเพียงใด ฉันก็คงต้องฝืนต่อไป

    con12con13
    Noteแต่ก่อนยังไงวันนี้ฉันยังคงเหมือนเดิม
    ไม่มีใครมาเพิ่มเติม ทุกอย่างยังคงเหมือนอดีตในวันนั้น
    และแม้วันนี้เธอนั้นจะไม่รักกัน
    แต่หัวใจฉันคงยังไม่พร้อม ที่จะก้าวเดินต่อไป
    เมื่อชีวิตของเธอเลือกอยู่เพื่อวันพรุ่งนี้
    แต่ชีวิตของฉันต้องอยู่ด้วยลมหายใจของเมื่อวาน




    ก็รักน่ะ...จะถามหาเหตุผลทำไม...ว่ารักเพราะอะไร และเพราะอะไรถึงรัก....ฮิ้วววววววววววววว

    ปล. จริงๆ มีศิลปินมากกว่านี้ แต่เก็บภาพมาไม่งามเลยเอามาอวดแค่นี้

    8/9/2008

    ผึ้งไปสเปน (ภาคสอง)




    b1 
    กว่าจะได้วีซ่าหน้านี้มาเหนื่อยแต๊ๆ


    หลังจากใช้เวลานานอยู่หลายเดือน
    สำหรับการยื่นขอวีซ่าเพื่อเดินทางไปทำงานที่สเปน
    เมื่อวานพี่สาวใจก็ได้ฤกษ์งามยามดีออกเดินทางไปยังแมดดริด
    ก่อนเดินทางไปยังบาร์เซโลน่าอีกต่อหนึ่ง

    มันเป็นความบังเอิญไปเสียหมด
    ที่ใครๆ ก็บอกว่าเมื่อวานเป็นวันที่ 8 เดือน 8 ปี 2008
    ใจก็ว่ามันเวลาดี
    เพราะการที่ต้องเป็นตัวแทนของคนในครอบครัว
    ไปส่งพี่สาวที่จะห่างกันยาวร่วมปี
    เลยเป็นเวลาเดียวกันกับที่ใจต้องอดดูถ่ายทอดสดพิธีเปิดโอลิปปิกซึ่งรอมานานด้วย
    ฮ่วย...กลับมาต้องมาหาดูภาพบันทึกจากอินเตอร์เน็ต
    คุณภาพมันไม่ได้ดั่งใจ ไม่ใหญ่เต็มตาเหมือนดูผ่านถ่ายทอดสด
    แต่ช่างมันเหอะ ก็ได้แค่บ่นทำอะไรไม่ได้ดีไปกว่านี้แล้วล่ะ 555

    กลับมาที่เรื่องไปส่งพี่สาวอีกครั้ง
    จริง ๆแล้วก่อนหน้านี้พี่คนกลางเคยเดินทางไปสเปนแล้วหนึ่งหน
    เทคคอร์สระยะสั้นของ Hardvard Business School ทุนกพ. อยู่ 5 เดือน
    ก่อนกลับมาเมืองไทย ใช้ทุนแล้วก็ตัดสินใจลาออก
    บอกว่าจะไปทำงานที่นั่น

     b3
    ส่วนนี่กระดาษแผ่นเดียว print มาเองกับมือ
    มันคือตั๋วกรุงเทพฯ-แมดริด ราคา 35,000 บาท
     

    ใจบอกตรงๆ ลุ้นให้พี่สาวไปไวๆ ใจจะขาด
    เพราะเรื่องเอกสารหลายๆ อย่างทำเอาเหนื่อยพอสมควร
    แต่พอเจ้าหล่อนจะไปจริงๆ ก็อดใจหายเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี

    เมื่อวานใจต้องเดินทางไปสนามบินจากออฟฟิศ
    นับเป็นหนแรกที่เริ่มต้นจากที่ทำงานไปยังสนามบิน
    เย็นๆ ของวันศุกร์ ฝนพรำ ทำเอาท้องถนนเต็มไปด้วยรถรา
    ใจเลยประมาณการณ์เอาไว้ล่วงหน้าว่าคงไม่สามารถนั่งแท็กซี่ได้
    ด้วยเหตุผลไม่ซับซ้อนอะไร
    หนึ่งรถคงติดวินาศสันตะโร และคงไปไม่ทันนัดหมายตอนสองทุ่ม
    สองค่าแท็กซี่คงแพงหูฉี่ กระเป๋าฉีกแน่ๆ

    b2 
    เอามารวมกันก็เสียเงินหลายบาทอยู่ 


    ใจตั้งใจว่าจะนั่ง Airport Bus จากตรอกข้าวสารมุ่งหน้าไปสุวรรณภูมิ
    แอม รุ่นน้องที่ออฟฟิศบอกว่าจุดเริ่มต้นอยู่หน้าร้านบูทตรงถนนข้าวสาร
    ใจก็เดินลัดเลาะวัดชนะสงคราม ข้ามถนนมายังร้านที่ว่า
    เห็นตู้กระจก แปะกระจกบอกว่า "Airport Bus" ตัวเบ้อเร่อ
    แต่ไม่เห็นตัวคนอยู่ข้างใน
    เลยถามเจ้าของร้านใกล้ๆ เขาบอกว่า วันนี้เขาหยุด
    แต่มีตู้แบบเดียวกัน มีคนนั่งทำงานอยู่ข้างในอยู่ตรงปากทางเข้าตรอกข้าวสาร
    ฝั่งติดกับสน. ชนะสงคราม
    ใจเดินไปยังเป้าหมาย
    สอบถามก็ได้ความว่า
    รถรอบหกโมงไม่มี มีอีกทีหนึ่งทุ่ม ราคา 130 บาทต่อราย
    หากว่าจะไปก็ซื้อตั๋วแล้วมารอที่นี่ก่อนรถออกสิบนาที
    ใจไม่รีรอ แม้ตอนนั้นเพิ่งจะหกโมงนิดๆ
    แต่ไม่เป็นไร คิดแล้วหาอะไรรองท้องก่อนไปหาพี่สาวก็ดีไม่น้อย
    เป็นการคอยที่มีอะไรทำคงไม่น่าเบื่อจนเกินไป

     b4
    ของที่เห็นนั่นมันของใจบางส่วน มีขวดน้ำจากเซเว่นเอาไว้กินยา
    ช่วงนี้ไม่ค่อยสบาย น้ำหนักลด แถมยังต้องกินยารอดูอาการด้วย



    เมื่อถึงเวลานัดหมาย ก็มีเด็กหนุ่มชายผิวคล้ำ
    พาใจและฝรั่งตาน้ำข้าวอีก 4 คนเดินข้ามถนนมาอีกฝั่ง
    แล้วเขาก็บอกว่าให้นั่งรอก่อน รถจอดที่อื่น
    เรานั่งรอกันอีกพักใหญ่จนทนไม่ไหว
    นึกว่าโดนหลอกกันเข้าแล้ว

    สักพักมีรถ Airport Bus คันใหญ่ขับผ่านมาจอดตรงตู้กระจกเลยจุดของตู้แรกที่ใจเดินไปถาม
    ใจก็เลยเดินไปยื่นตั๋วแล้วถามไถ่
    ได้ความว่า ตั๋วของเราสำหรับการเดินทางด้วยรถตู้ของบริษัททัวร์
    หาใช่ของ Airport Bus แบบคันใหญ่ไม่
    ป๊าดดดดดดดดดดดดดดด
    ตอนนั้นออกจะงงๆ นิดหน่อย แต่เวลาต่อมาก็ได้ขึ้นรถสมใจอยาก

    ใจเพิ่งรู้ว่ามีบริษัทเอเยนซี่รับส่งชาวต่างชาติไปยังสุวรรณภูมิ
    โดยคิดอัตราค่าโดยสารคนละ 130 บาท
    ถูกกว่ารถ Airport Bus จริงๆ ที่คิด 150 บาทต่อที่นั่ง
    แถมขากลับยังคิดแค่ 40 บาทเท่านั้น

    b9 b5
    ตั้งกล้องบนรถเข็นแล้วก็ยิ้มกันอยู่สองคน มีคนแอบมองด้วย....โฮะโฮะ

    ตอนที่ใจไปนั่งหลังคนขับ
    ใจก็ถามลุงคนขับว่า
    "ลุงรถคันนั้นกี่บาท"
    สักพักลุงคนขับก็หันมาตอบว่า
    "150 บาทครับ"
    แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเพิ่งรู้สึกตัวว่าใจถามเป็นภาษาไทยแบบเต็มปากเต็มคำ
    ลุงท่านเลยพูดอีกครั้งว่า
    "เอ๊าาาาา คนไทยเหรอ ไปนั่งรวมกับฝรั่งทำไม๊ มานี่มานั่งข้างหน้า"
    ใจออกงงๆ นิดหน่อย แต่พอลุงแกพับเบาะกลางข้างคนขับให้ใจเดินข้ามไปนั่งอีกเบาะหนึ่งเลยสุดวิสัยต้องทำตาม
    แกบอกว่า วันหลังไม่ต้องไปซื้อตั๋วที่ตู้
    หากเป็นคนไทยที่รู้ดี
    จะมากวักรถตู้ที่มีป้าย The Travellers ที่หน้ากองสลาก หรือไม่ก็ถนนหลานหลวง
    รถตู้สามารถวิ่งผ่าน Bus lanes แล้วขึ้นทางด่วนยมราช
    ออกมอเตอร์เวย์และโผล่ที่สุวรรภูมิได้เลย
    โดยคิดราคาคนไทยเที่ยวละ 40 บาทขาดตัวจ่ายที่คนขับได้เลย

     b10 b6
    คุยกับแม่ และก็ให้แม่ไปปลุกพ่อที่นอนแล้ว และให้พ่อกับแม่ไปปลุกพี่สาวคนโตบอกว่าจะไปแว้ววววว อ้อ หมามันนี่คงตื่นตามคน

    โอ้จอร์จ....ไม่นึกว่าตัวเองจะผจญภัยถึงขนาดนี้
    ปกติเอาแต่นั่งแท็กซี่ ไม่มีเลือกทางอื่น
    วันนี้พอจะเลือกทางที่ยาวนานและถูกกว่า
    กลายเป็นว่าต้องพบกับเรื่องที่หากไม่ลงมือทำ คงจะไม่มีโอกาสได้ล่วงรู้เป็นแน่

    ว่าแต่กว่าจะไปถึงสนามบินก็อีกหนึ่งชั่วโมงถัดมา
    นั่งรอพี่สาวอีกร่วมชั่วโมง
    ก่อนช่วยเข็นรถทั้งหมดเข้าช่องเช็คอินตอนสี่ทุ่มครึ่ง
    ให้พี่สาวเข้าไปผ่านพิธีการตรวจคนก่อนออกนอกเมืองตอนห้าทุ่ม
    แล้วใจก็ขอตัวกลับ กว่าจะถึงบ้านก็เที่ยงคืน
    สลบเหมือดไม่รู้สึกตัวอีกเลยจนถึงเช้า

    ใจกะว่าจะแวะไปพี่สาวสักครั้งในช่วงที่พี่ยังอยู่ที่นั่นหนึ่งปีตามสัญญาจ้างงาน
    หลังจากที่หนก่อนพลาดไปเพราะค่าตั๋วอยู่ช่วงพีค แพงสุดจะรับไหว
    พี่สาวบอกให้ไปหาช่วงหน้าหนาว คงพอรับได้บ้างสำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

    เจ้าหล่อนแอบบ่นๆ ว่าจะทำอย่างไรดี
    การไปหนนี้ไม่เหมือนกับการไปหนก่อน
    มันไม่ต้องใช้เงินรัฐบาล เป็นการทำงานแลกเงินกลับมา
    ใจก็เลยตอบกลับไปว่า

    "เอาน่ะ ชีวิตคนเราจะมีโอกาสได้เปลี่ยนแปลงแบบนี้สักกี่หน
    เขาว่าการย้ายบ้าน ย้ายที่ทำงาน
    นั่นเป็นความท้าทายที่สุดในชีวิต
    มีโอกาสก็ทำไปเถอะ อย่าคิดซับซ้อนมากมาย ชีวิตสั้นเกินไปที่จะมานั่งกลุ้ม
    ที่สำคัญคนที่ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงต่างหากเล่า คือที่ย่ำเท้าอยู่กับที่"

    พี่ถามถึงกลับหันมามองหน้า
    ไม่มีคำพูดใดตอบกลับมานอกจากว่า

    "นั่นสิเนอะ จะกลัวอะไร"
    b7b8 

    ปล. เดินๆ อยู่ตอนสี่ทุ่มครึ่งก็จ้ะเอ๋กับเจ้าของที่พัก คุณลุงกับคุณป้า
    เลยทักทายว่ามาทำอะไรที่นี่
    แกบอกว่ามาส่งลูกสาวคนเล็กไปเรียนที่สวิตซ์ ป๊าดดดโธ่...ค่าเช่าห้องเราส่งเสริมการศึกษาระดับสูง
    พี่อรเพิ่งเฉลยเมื่อเช้าว่า
    คุณลุงแกเป็นกลุ่มคนหัวก้าวหน้า
    ให้ลูกชายลูกสาว drop เรียนมัธยมต้นหนึ่งปี ไปใช้ชีวิตอยู่ที่สวิตซ์กับ family
    แล้วก็ค่อยกลับมาเริ่มต้นใหม่ในปีถัดไปที่เมืองไทย...จอร์จ...

    8/6/2008

    The colonail tramcar restaurant




    10

    หลายวันก่อนหน้านี้ ใจเพิ่งนัดเจอเจย์
    มนุษย์ต่างดาวชาวอีสานที่ร่วมทริปเดียวกันกับใจในออสเตรเลียถึง 15 วันเต็ม

    หลังจากที่พบปะหน้าตากันและนั่งโซ้ยส้มตำกันไป 5 จานทั้งๆ นั่งกัน 3 คน
    (ไม่รวมคอหมูย่าง ไก่ครึ่งตัว และต้มโคล้งปลากรอบ)
    ใจกลับมาถึงบ้าน ก็นั่งเปิดดูภาพเก่าๆ ที่ไปเที่ยวออสเตรเลียมา

    12

    ตอนแรกๆ ใจยอมรับว่าใจเหนื่อยไม่น้อยกับทริปนี้
    แต่หลังๆ ยิ่งนั่งดูภาพยิ่งคิดถึงมันและอยากกลับไปอีกครั้ง
    ช่วงเวลาแบบนั้นมันคงย้อนกลับมาได้ยาก
    เลยทำได้แค่มานั่งเปิดดูภาพเก่าๆ ไปพลางในเวลาเช่นนี้

    ก่อนจากกันกับเจย์ในวันนั้น มีบทสนทนาตอนหนึ่งของเราทั้งคู่
    ซึ่งว่าด้วยเรื่องความประทับใจที่ได้รับจากทริปการเดินทางที่ผ่านมา
    และเราทั้งคู่ต่างลงท้ายกันว่ามันออกจะเป็นทริปที่พักดี กินดี แม้จะมีเหนื่อยกันบ้าง
    ว่าแล้วใจก็เลยมานั่งเปิดดูรูปที่ไปกิน (ดี) อย่างที่ว่า
    และก็มาหยุดตรงที่ทริปกินบนรถไฟ

    3 

    เย็นวันหนึ่งของการเดินทางเมลเบิร์น
    เราปิดท้ายการเดินทางของวันด้วยการรับประทานอาหารมื้อค่ำกันบนรถ tram สายเก่า
    หากใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ที่นั่งอ่าน blog ใจเป็นประจำ
    ก็คงจะเคยอ่านข้อความที่ใจเอ่ยถึง tram หลายหน
    โดยเฉพาะบนเกาะฮ่องกง ที่ใจได้นั่ง tram ขึ้น victoria peak
    รถไฟวิ่งบนราง มีไฟฟ้าคอยให้กำลัง คงจะเป็นคำอธิบายคำว่า tram ได้ดีกระมัง

    เพียงแต่ว่า tram ที่เรานั่งกันวันนั้นเป็น tram ที่ปัจจุบันแปรผันกลายเป็นร้านอาหาร
    เปิดรับนักท่องเที่ยว และนักชิมมาจับจองที่นั่ง
    สำหรับดินเนอร์ท่ามกลางบรรยากาศโยกเยกไปมา
    แม้จะไม่เวียนหัว แต่ต้องคอยระมัดระวังไม่ให้เครื่องดื่มหกพอสมควร

    4

    ในทริปดินเนอร์วันนั้นใจแทบจะไม่เห็นคนเอเชียหัวดำ
    เห็นแต่ฝรั่งตาน้ำข้าวนั่งกันเต็ม บ้างก็มากันเป็นหมู่คณะ
    บ้างก็มากันเป็นคู่
    ในภายหลังก็พบว่าโต๊ะข้างๆ ลุงกับป้ามาดินเนอร์ฉลองวันเกิด
    เห็นแล้วก็อิจฉา
    อยู่กันจนหัวสีทองกลายเป็นสีขาวยังรักกันกลมเกลียว

    5 
     
    6

    ย้อนกลับมาที่ดินเนอร์อีกครั้ง...
    อันที่จริงเขาเรียกกันว่าเต็มๆ ว่า
    "The colonail tramcar restaurant"
    เปิดให้บริการมานานนม ตั้งแต่ปี 2526

    จนถึงทุกวันนี้ tramcar restaurant ที่ว่า
    กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่คนมาเที่ยวเมลเบิร์น
    และแสวงหาทางเลือกของการเดินทางแบบดื่มกิน จิบไวน์ต้องเลือกมาใช้บริการสักครั้ง
    แถมยังเป็นหนึ่งในที่หมายที่ได้รับการแนะนำจากการท่องเที่ยวออสเตรเลียด้วย

    7 

    tram จะพาทุกคนผ่านจุดสำคัญๆ ของเมลเบิร์น เช่น Prahran, Armadale, Malvern
    St Kilda, Middle Park  และไปสิ้นสุดที่ South Melbourne
    แพ็กเก็จสำหรับการนั่งทานดินเนอร์รวมเอาไว้ทั้ง appetizer หรือของกินเล่น
    เราสามารถเลือก entrees ของกินเล่นแบบหนักขึ้นมาอีกนิด
    และเลือก main courses หรืออาหารจานหลัก
    ปิดท้ายด้วยของหวานที่ต้องการ

    8

    tram ทั้งขบวนรับผู้โดยสารได้มากถึง 108 คน
    แบ่งเป็นตู้ละ 36 คน แต่ละตู้มีพนักงานดูแล เชฟ และพนักงานเสิร์ฟคอยให้บริการ
    อ้อ ต้องไม่กลัวจะเหม็นควัน ...มันเป็น tram ติดแอร์

    11  9

    แหม้...มาถึงตอนนี้ก็อดนึกถึงบรรยากาศวันนั้นเสียไม่ได้
    มันเหนื่อยมาทั้งวันก็จริงนะ
    แต่พอมานั่งแหมะก้นอยู่บน tram เพื่อรออาหารมาเสิร์ฟ
    มันก็หมดเหนื่อยเมื่อยล้าแทบจะปลิดทิ้งกันเลยทีเดียว
    เง้อ........... คิดถึงน้อออออ......

    ใครสนใจลองแวบไปอ่านหรือเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์พลางๆ
    หากมีโอกาสก็จับจองโต๊ะแล้วบินไปโลดดดด เมลเบิร์น ออสเตรเลีย
    http://www.tramrestaurant.com.au/

    หรือติดต่อที่นี่
    The Colonial Tramcar Restaurant
    PO Box 372, South Melbourne 3205, Victoria, Australia.
    Phone +61 3 9696 4000 Fax +61 3 9696 3787
    Email reservations@tramrestaurant.com.au

    8/5/2008

    สวยแต่เหงา




    jai3

    ทั้งๆ ที่ใจก็เอารูปนี้ใส่ใน display ของ MSN Messenger มานานเกินหนึ่งเดือน
    แต่อาจจะเป็นเพราะสลับกับรูปแมว รูปหมาและรูปหน้าตัวเองในอิริยาบทอื่นอยู่ตลอดเวลา
    ทำให้ไม่มีใครสังเกตแบบเต็มตาว่าใจมีรูปในแนวนี้มานานพอสมควร

    คืนนี้ น่าจะเป็นคืนแรกที่มีคนทักมาเป็นพวงว่า "มันดูเหงา แต่ก็สวยดี"
    หลังจากที่ใจเปลี่ยนมาใช้รูปที่ว่านี้ใน MSN Messenger อีกครั้ง

    หลายคนอยากได้ภาพแบบนี้บ้าง แต่ไม่มีโอกาส
    บางคนอยากจะได้มุมแบบนี้บ้าง เลยถามหาช่างภาพที่ถ่ายภาพนี้ให้
    ใจเลยบอกว่า ใจต้องเซ่นด้วยขนมบ้าบิ่นอยู่หลายกล่องกว่าจะได้ภาพนี้มาประดับวงการ
    นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคนถามว่าภาพนี้ต้องถ่ายอย่างไรกว่าจะได้มา

    ให้อธิบายบอกถึงการวัดแสง ค่า F อะไรพวกนั้นใจไม่ถนัด
    ใจคงบอกเล่าถึงบรรยากาศในวันนั้นได้ดีกว่า

    จริงๆ ใจเริ่มจากการเดินเข้าไปหาเจ้าเอมช่างภาพที่เคยร่วมงานด้วยกัน
    ปัจจุบันเห็นหน้ากันที่ออฟฟิศแต่อาจจะไม่ได้ทำงานด้วยกันอีกต่อไป
    ใจวานให้เอมช่วยถ่ายภาพให้
    เป็นเพราะอยากเห็นว่าช่างภาพแนว journalist
    หากลงมือถ่ายภาพแบบนี้แล้ว ภาพจะออกมาเป็นอย่างไร

    เราสองคนเดินออกจากออฟฟิศในเย็นวันนั้น
    ข้ามถนนไม่ทันจะถึงอีกฝั่ง ฝนก็เทตรงกลางหัว
    เลยต้องหยุดพักนั่งรอฝนให้ผ่านพ้นที่ท่าเรือพระอาทิตย์

    อีกไม่กี่นาทีต่อมา แดดก็ส่องแสง ทั้งๆ ที่ฝนยังหล่นลงมากองอยู่บนพื้น
    สักพักฝนก็หยุด แดดตอนก่อนหกโมงกำลังสวย
    เอมบอกว่า แสงสวยๆ แบบนี้มีเพียง 15 นาทีต่อวัน
    และโดยปกติแล้ว ฟ้าหลังฝนยามเย็นมักให้แสงที่สวยอย่างน่าประหลาดใจ

    เราเดินเลยจากท่าเรือ ลัดเลาะไปโผล่ตรงสวนสันติชัยปราการ
    ที่นั่นเราเดินหามุมถ่ายภาพกันไปเรื่อยๆ
    สักพักเอมก็เรียกให้ใจไปนั่งอยู่ตรงกลางพื้นปูนที่มีน้ำขัง
    แสงของพระอาทิตย์ยามเย็นสะท้อนภาพเงาของเมฆมาตกกระทบลงบนพื้นที่มีน้ำนั้น
    พอใจไปนั่งก็เลยให้ความรู้สึกเหมือนกับใจกำลังยืนอยู่กลางท้องฟ้า
    ข้างๆ มีต้นไม้อยู่ด้วย พอเอามาผสมกันมันเลยเป็นอย่างที่เห็น

    เจ้าเอมไปยืนอยู่บนเก้าอี้มีพนัก
    แล้วก็กดกล้องให้ลงต่ำ บอกให้ใจหันไปทางอื่น ที่สำคัญอย่ายิ้ม
    หลังๆ ชักมีคนทักใจหลายคนบอกว่าไม่ยิ้มมันดูดีกว่าตอนยิ้ม
    แค่นั้นแหละ ใจเลยเอาแต่อมยิ้มไม่ยอมยิงฟันเหมือนแต่ก่อน

    ทั้งหมดที่คือขั้นตอนและกระบวนการกว่าจะได้ภาพแบบนี้มา
    เอามาบอกเล่ากัน เผื่อใครจะเอาไปถ่ายบ้าง

    อ้อ...หากนางแบบงามกว่านี้
    ใจว่าก็จะได้รูปสวยกว่านี้อีกหลายเท่า
    เอ๊า...ไปลองถ่ายกันดู ....

     
    jai11 

    jai9

    jai10 


    jai7

    jai8
     
     


    ภาพสุดท้ายนี้ยังไม่เคยเอาลง...มันออกแนวขัดแย้งกับภาพข้างบน


    _MG_2308 

    อันนี้ไม่รู้สวยหรือเปล่า แต่หากยิ้มแล้วคงดูไม่เหงาเนอะ....

    อย่าทิ้งไว้ข้ามคืน




    q2
    q q1
    รูปไม่เกี่ยวกับเรื่องแต่ใจเพิ่งถ่ายมาเมื่อหัวค่ำ ไปดูละครเวทีมา สีเหลืองผิดเพี้ยนไปหมด


    ระหว่างที่นั่งในห้องน้ำเมื่อสองวันก่อน
    ใจก็ได้ยินเสียงสนทนาของผู้หญิงสองคนดังขึ้นที่หน้าห้องน้ำ
    สลับกับเสียงล้างถ้วยชามที่อ่างล้างมือเป็นระยะๆ

    ใจว่าสำนักงานที่ไม่ได้แบ่งแยกสัดส่วนของห้องครัว
    ห้องอาหารหรือห้องทานข้าวเอาไว้
    ก็ช่วยไม่ได้ที่พนักงานจะมาล้างถ้วยจานที่อ่างล้างมือในห้องน้ำแบบนี้
    เพราะถ้ามีทางเลือก การล้างจานในห้องน้ำคงเป็นอย่างสุดท้ายที่เราจะเลือก
    แต่ก็นั่นแหละ...ย้อนกลับไปอ่านบรรทัดข้างบนอีกครั้งได้...

    เสียงสนทนาที่ว่าดังขึ้นจากหญิงคนแรก

    "ทำไมล้างจานบ่อยจัง เห็นทีไรก็เป็นต้องล้างจานทุกที"

    หูใจเริ่มผึ่ง พอๆ กับที่นั่งนิ่งอยู่บนชักโครกรอฟังคำตอบของอีกฝ่าย

    "ช่วงนี้ที่บ้านหนูล้างจานกันถี่มากเลยพี่ ลูกชายหนูเองก็เป็นเหมือนกัน"

    สาวเจ้าอีกคนตอบกลับมาเช่นนี้

    "ทำไมถึงเป็นแบบนั้นละ"

    อีกฝ่ายก็ไม่ลดละที่จะถามถึงสาเหตุต่อจากนั้น

    "ก็หนูไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง จำชื่อไม่ได้ เหมือนกับคนอินเดียหรือไงเนี่ย
    เขามีความเชื่อว่า อย่าทิ้งจานชามเอาไว้ข้ามคืนโดยที่ไม่ได้ล้าง
    เพราะหากว่าเราไม่ได้ล้างแล้ว คืนนั้นดันทะลึ่งตายไปกระทันหัน
    จานชามทั้งหมดที่เหลือจะกลายเป็นภาระของคนข้างหลัง
    ตอนนี้ทุกคนในบ้านเลยต้องล้างจานโดยไม่ทิ้งไว้ข้ามคืนเลยค่ะพี่"

    มาถึงตอนนี้เสียงสาวเจ้าอีกคนเงียบไป
    ใจอนุมานว่าเธอคงอึ้งกับคำตอบที่ได้รับ
    ส่วนใจทำลายความเงียบด้วยการกดชักโครกเสียงดังลั่นแทน

    ทั้งสองเดินออกไปแล้ว
    ใจเดินออกจากห้องน้ำ ล้างมือแล้วก็เดินกลับไปนั่งทำงานต่อ
    ในใจก็นึกขึ้นมาว่า จานกับชามที่กินเมื่อวันก่อนตั้งหลายใบยังอยู่ในอ่างอยู่เลย
    ไม่ได้แล้วล่ะกลับบ้านไปเย็นนี้ต้องล้างเร่งด่วน
    กลัวมันจะเป็นภาระของคนข้างหลัง.....

    8/2/2008

    งานน้องหมา




    28

    วันนี้มีโอกาสไปงาน Pet Expo กับเพื่อนแอน
    หลังจากวันก่อนเบี้ยวไม่ยอมไปด้วยแล้วหนนึง
    วันนี้แอนเลยไปเดินในงานนี้กับรุ่นพี่
    ส่วนใจก็ตรงรี่ตามไปทีหลัง

    แม้ชื่องานจะบอกว่า เป็นงานแสดงสัตว์เลี้ยง
    แต่เหมือนกับว่าในงานจะเต็มไปด้วยทุกเรื่องราวที่เกี่ยวกับน้องหมา
    มากกว่าสัตว์ประเภทใดๆ ในโลกนี้
    ใจเห็นแมว และกระต่ายอยู่แวบๆ แอบแซมๆ อยู่ในงานบ้าง
    แต่ว่าทุกอย่างที่เห็น ชวนทำให้อยากเปลี่ยนชื่องานเป็น "งานน้องหมา" ไปเสียเลย


    13 5

    หากใครไม่เคยเลี้ยงหมาคงไม่เข้าใจ
    ไม่ใช่สิ ไม่เคยเลี้ยงหมาที่เราเรียกกันติดปากว่า "หมาฝรั่ง" คงไม่เข้าใจ
    เพราะมันไม่ได้ให้ความน่ารัก น่าชัง ฉลาด ว่านอน สอนง่ายเพียงอย่างเดียว
    แต่มันผลาญเงินในกระเป๋าเราได้มากมายได้อย่างไม่น่าเชื่อ

    บ้านใจซึ่งเคยเลี้ยงแต่หมาหลังอานมาตลอดตั้งแต่จำความได้
    เพิ่งจะเคยเข้าใจหัวอกหัวใจคนเลี้ยงหมาฝรั่ง
    ก็หนที่พี่สาวยกเอาเจ้ามันนี่ หมาพันธุ์ปั๊กมาให้แม่เลี้ยงที่บ้านนอก

    3  12

    เจ้ามันนี่ได้สร้างความแปลกใหม่ให้กับครอบครัวที่เลี้ยงแต่หมาไทย
    แต่ก่อนเคยเลี้ยงข้าวเหนียว ข้าวสวยหมักกับปลา หมู ไก่ อะไรก็ว่าไป
    กลายเป็นว่าหมาตัวใหม่ต้องทำให้เราไปซื้ออาหารเม็ดมาให้มันกิน
    พี่สาวสั่งห้ามไม่ให้มันกินแม้กระทั่งเนื้อสัตว์

    ลำบากชีวิตคนเลี้ยงที่ต้องดูแล ประคบประหงม
    แถมยังต้องพาไปฉีดยากันเห็บ
    ฉีดยากันบาดทะยัก ฉีดยากันพยาธิ ฉีดยาสารพัดจะฉีด
    แม่ต้องซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นราคาแพงตามฤดูกาล
    แถมลงทุนถักเสื้อไหมพรมให้มันในหน้าหนาว
    สรรหาแต่ของดีๆ ให้กิน ต้องซื้อถั่วฝักยาวให้มันกินวันละกำเล็กๆ
    หลังๆ แม่ต้องปลูกถั่วเอาไว้ข้างบ้าน มันออกรวงเมื่อไรก็ให้เจ้ามันนี่มันงับเล่น
    ทุกวันนี้มันนี่กินนมวันละหนึ่งกล่อง
    น้ำหนักลงที่ท้อง พุงป่องแล้ว 8 กิโลกว่าๆ

    7 24

    ของเล่นมันก็มีสารพัด แถมแม่ยังต้องใช้น้ำยาอาบน้ำ สระขนที่กินเงินดีแต๊
    มันมีค่าใช้จ่ายแฝง และมีแรงงานที่ต้องแลกเป็นเงินมาซื้อของให้หมาฝรั่งที่ว่าอย่างปฏิเสธไม่ได้

    วันนี้ใจไปงานก็เห็นว่าเป็นแบบนั้น
    แอนซื้อของกินเล็กๆ น้อยๆ ให้กับเจ้ามินิ หมาพันธุ์ชิวาว่าของเธอ
    ซื้อเสื้อผ้าอีกหลายชุด แพงสุดๆ เห็นจะเป็นรองเท้าสียีนส์สี่ข้างปาเข้าไป 500 บาท...ป๊าดดดด

    ใจเห็นคนในงานซื้อทั้งที่นอนลายสุดแสนแสบตาให้น้องหมา
    ซื้ออาหารห่อเบ้อเร่อ ซื้อเสื้อผ้า ซื้อน้ำยาอาบน้ำ
    ซื้อยาบำรุง ซื้อสายจูง กระดิ่ง ของเล่น ซื้อแพ็กเก็จถ่ายภาพคู่
    และซื้ออะไรต่อมิอะไร...มากมายไปหมด

    21 15

    วันก่อนเห็นข่าวในทีวีวิเคราะห์ถึงตลาดความชื่นชอบน้องหมาในบางประเทศ
    เช่น ญี่ปุ่น เขาว่ากันว่าที่นี่บ้าสัตว์เลี้ยงกันมาก
    ก่อนหน้านี้โตโยต้า ถึงกับออกรถรุ่นใหม่มาเอาใจคนรักน้องหมา
    ด้วยการออกแบบให้รถยนต์มีส่วนด้านท้ายเตี้ยลงกว่าปกติ
    นั่นเป็นเพราะอยากจะอำนวยความสะดวกให้น้องหมาได้กระโดดลงพื้นอย่างปลอดภัย
    ไม่นับรวมโรงแรมน้องหมา ร้านเค้กสำหรับน้องหมา ร้านอาหารที่พาน้องหมาเข้าไปได้....

    แม้จะแอบมองด้วยสายตาน่าพิศวงกับการยินยอมพร้อมจ่ายไปกับของบางอย่างให้กับน้องหมา
    และกำลังคิดว่าแต่จะละคนจะเสียเงินไปกับงานนี้สักเท่าไร
    แต่ก่อนออกจากงาน...ใจก็ดันควักเงินซื้อเสื้อให้เจ้ามันนี่ไป 200 บาทเสียนี่...

    สีชมพู มีหมวกด้วย แม่จะบ่นไหมนะ มันแพงกว่าเสื้อบางตัวของใจอีกนะนี่ 5555