กว่าจะได้วีซ่าหน้านี้มาเหนื่อยแต๊ๆ
หลังจากใช้เวลานานอยู่หลายเดือน
สำหรับการยื่นขอวีซ่าเพื่อเดินทางไปทำงานที่สเปน
เมื่อวานพี่สาวใจก็ได้ฤกษ์งามยามดีออกเดินทางไปยังแมดดริด
ก่อนเดินทางไปยังบาร์เซโลน่าอีกต่อหนึ่ง
มันเป็นความบังเอิญไปเสียหมด
ที่ใครๆ ก็บอกว่าเมื่อวานเป็นวันที่ 8 เดือน 8 ปี 2008
ใจก็ว่ามันเวลาดี
เพราะการที่ต้องเป็นตัวแทนของคนในครอบครัว
ไปส่งพี่สาวที่จะห่างกันยาวร่วมปี
เลยเป็นเวลาเดียวกันกับที่ใจต้องอดดูถ่ายทอดสดพิธีเปิดโอลิปปิกซึ่งรอมานานด้วย
ฮ่วย...กลับมาต้องมาหาดูภาพบันทึกจากอินเตอร์เน็ต
คุณภาพมันไม่ได้ดั่งใจ ไม่ใหญ่เต็มตาเหมือนดูผ่านถ่ายทอดสด
แต่ช่างมันเหอะ ก็ได้แค่บ่นทำอะไรไม่ได้ดีไปกว่านี้แล้วล่ะ 555
กลับมาที่เรื่องไปส่งพี่สาวอีกครั้ง
จริง ๆแล้วก่อนหน้านี้พี่คนกลางเคยเดินทางไปสเปนแล้วหนึ่งหน
เทคคอร์สระยะสั้นของ Hardvard Business School ทุนกพ. อยู่ 5 เดือน
ก่อนกลับมาเมืองไทย ใช้ทุนแล้วก็ตัดสินใจลาออก
บอกว่าจะไปทำงานที่นั่น

ส่วนนี่กระดาษแผ่นเดียว print มาเองกับมือ
มันคือตั๋วกรุงเทพฯ-แมดริด ราคา 35,000 บาท
ใจบอกตรงๆ ลุ้นให้พี่สาวไปไวๆ ใจจะขาด
เพราะเรื่องเอกสารหลายๆ อย่างทำเอาเหนื่อยพอสมควร
แต่พอเจ้าหล่อนจะไปจริงๆ ก็อดใจหายเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี
เมื่อวานใจต้องเดินทางไปสนามบินจากออฟฟิศ
นับเป็นหนแรกที่เริ่มต้นจากที่ทำงานไปยังสนามบิน
เย็นๆ ของวันศุกร์ ฝนพรำ ทำเอาท้องถนนเต็มไปด้วยรถรา
ใจเลยประมาณการณ์เอาไว้ล่วงหน้าว่าคงไม่สามารถนั่งแท็กซี่ได้
ด้วยเหตุผลไม่ซับซ้อนอะไร
หนึ่งรถคงติดวินาศสันตะโร และคงไปไม่ทันนัดหมายตอนสองทุ่ม
สองค่าแท็กซี่คงแพงหูฉี่ กระเป๋าฉีกแน่ๆ
เอามารวมกันก็เสียเงินหลายบาทอยู่
ใจตั้งใจว่าจะนั่ง Airport Bus จากตรอกข้าวสารมุ่งหน้าไปสุวรรณภูมิ
แอม รุ่นน้องที่ออฟฟิศบอกว่าจุดเริ่มต้นอยู่หน้าร้านบูทตรงถนนข้าวสาร
ใจก็เดินลัดเลาะวัดชนะสงคราม ข้ามถนนมายังร้านที่ว่า
เห็นตู้กระจก แปะกระจกบอกว่า "Airport Bus" ตัวเบ้อเร่อ
แต่ไม่เห็นตัวคนอยู่ข้างใน
เลยถามเจ้าของร้านใกล้ๆ เขาบอกว่า วันนี้เขาหยุด
แต่มีตู้แบบเดียวกัน มีคนนั่งทำงานอยู่ข้างในอยู่ตรงปากทางเข้าตรอกข้าวสาร
ฝั่งติดกับสน. ชนะสงคราม
ใจเดินไปยังเป้าหมาย
สอบถามก็ได้ความว่า
รถรอบหกโมงไม่มี มีอีกทีหนึ่งทุ่ม ราคา 130 บาทต่อราย
หากว่าจะไปก็ซื้อตั๋วแล้วมารอที่นี่ก่อนรถออกสิบนาที
ใจไม่รีรอ แม้ตอนนั้นเพิ่งจะหกโมงนิดๆ
แต่ไม่เป็นไร คิดแล้วหาอะไรรองท้องก่อนไปหาพี่สาวก็ดีไม่น้อย
เป็นการคอยที่มีอะไรทำคงไม่น่าเบื่อจนเกินไป

ของที่เห็นนั่นมันของใจบางส่วน มีขวดน้ำจากเซเว่นเอาไว้กินยา
ช่วงนี้ไม่ค่อยสบาย น้ำหนักลด แถมยังต้องกินยารอดูอาการด้วย
เมื่อถึงเวลานัดหมาย ก็มีเด็กหนุ่มชายผิวคล้ำ
พาใจและฝรั่งตาน้ำข้าวอีก 4 คนเดินข้ามถนนมาอีกฝั่ง
แล้วเขาก็บอกว่าให้นั่งรอก่อน รถจอดที่อื่น
เรานั่งรอกันอีกพักใหญ่จนทนไม่ไหว
นึกว่าโดนหลอกกันเข้าแล้ว
สักพักมีรถ Airport Bus คันใหญ่ขับผ่านมาจอดตรงตู้กระจกเลยจุดของตู้แรกที่ใจเดินไปถาม
ใจก็เลยเดินไปยื่นตั๋วแล้วถามไถ่
ได้ความว่า ตั๋วของเราสำหรับการเดินทางด้วยรถตู้ของบริษัททัวร์
หาใช่ของ Airport Bus แบบคันใหญ่ไม่
ป๊าดดดดดดดดดดดดดดด
ตอนนั้นออกจะงงๆ นิดหน่อย แต่เวลาต่อมาก็ได้ขึ้นรถสมใจอยาก
ใจเพิ่งรู้ว่ามีบริษัทเอเยนซี่รับส่งชาวต่างชาติไปยังสุวรรณภูมิ
โดยคิดอัตราค่าโดยสารคนละ 130 บาท
ถูกกว่ารถ Airport Bus จริงๆ ที่คิด 150 บาทต่อที่นั่ง
แถมขากลับยังคิดแค่ 40 บาทเท่านั้น

ตั้งกล้องบนรถเข็นแล้วก็ยิ้มกันอยู่สองคน มีคนแอบมองด้วย....โฮะโฮะ
ตอนที่ใจไปนั่งหลังคนขับ
ใจก็ถามลุงคนขับว่า
"ลุงรถคันนั้นกี่บาท"
สักพักลุงคนขับก็หันมาตอบว่า
"150 บาทครับ"
แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเพิ่งรู้สึกตัวว่าใจถามเป็นภาษาไทยแบบเต็มปากเต็มคำ
ลุงท่านเลยพูดอีกครั้งว่า
"เอ๊าาาาา คนไทยเหรอ ไปนั่งรวมกับฝรั่งทำไม๊ มานี่มานั่งข้างหน้า"
ใจออกงงๆ นิดหน่อย แต่พอลุงแกพับเบาะกลางข้างคนขับให้ใจเดินข้ามไปนั่งอีกเบาะหนึ่งเลยสุดวิสัยต้องทำตาม
แกบอกว่า วันหลังไม่ต้องไปซื้อตั๋วที่ตู้
หากเป็นคนไทยที่รู้ดี
จะมากวักรถตู้ที่มีป้าย The Travellers ที่หน้ากองสลาก หรือไม่ก็ถนนหลานหลวง
รถตู้สามารถวิ่งผ่าน Bus lanes แล้วขึ้นทางด่วนยมราช
ออกมอเตอร์เวย์และโผล่ที่สุวรรภูมิได้เลย
โดยคิดราคาคนไทยเที่ยวละ 40 บาทขาดตัวจ่ายที่คนขับได้เลย

คุยกับแม่ และก็ให้แม่ไปปลุกพ่อที่นอนแล้ว และให้พ่อกับแม่ไปปลุกพี่สาวคนโตบอกว่าจะไปแว้ววววว อ้อ หมามันนี่คงตื่นตามคน
โอ้จอร์จ....ไม่นึกว่าตัวเองจะผจญภัยถึงขนาดนี้
ปกติเอาแต่นั่งแท็กซี่ ไม่มีเลือกทางอื่น
วันนี้พอจะเลือกทางที่ยาวนานและถูกกว่า
กลายเป็นว่าต้องพบกับเรื่องที่หากไม่ลงมือทำ คงจะไม่มีโอกาสได้ล่วงรู้เป็นแน่
ว่าแต่กว่าจะไปถึงสนามบินก็อีกหนึ่งชั่วโมงถัดมา
นั่งรอพี่สาวอีกร่วมชั่วโมง
ก่อนช่วยเข็นรถทั้งหมดเข้าช่องเช็คอินตอนสี่ทุ่มครึ่ง
ให้พี่สาวเข้าไปผ่านพิธีการตรวจคนก่อนออกนอกเมืองตอนห้าทุ่ม
แล้วใจก็ขอตัวกลับ กว่าจะถึงบ้านก็เที่ยงคืน
สลบเหมือดไม่รู้สึกตัวอีกเลยจนถึงเช้า
ใจกะว่าจะแวะไปพี่สาวสักครั้งในช่วงที่พี่ยังอยู่ที่นั่นหนึ่งปีตามสัญญาจ้างงาน
หลังจากที่หนก่อนพลาดไปเพราะค่าตั๋วอยู่ช่วงพีค แพงสุดจะรับไหว
พี่สาวบอกให้ไปหาช่วงหน้าหนาว คงพอรับได้บ้างสำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
เจ้าหล่อนแอบบ่นๆ ว่าจะทำอย่างไรดี
การไปหนนี้ไม่เหมือนกับการไปหนก่อน
มันไม่ต้องใช้เงินรัฐบาล เป็นการทำงานแลกเงินกลับมา
ใจก็เลยตอบกลับไปว่า
"เอาน่ะ ชีวิตคนเราจะมีโอกาสได้เปลี่ยนแปลงแบบนี้สักกี่หน
เขาว่าการย้ายบ้าน ย้ายที่ทำงาน
นั่นเป็นความท้าทายที่สุดในชีวิต
มีโอกาสก็ทำไปเถอะ อย่าคิดซับซ้อนมากมาย ชีวิตสั้นเกินไปที่จะมานั่งกลุ้ม
ที่สำคัญคนที่ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงต่างหากเล่า คือที่ย่ำเท้าอยู่กับที่"
พี่ถามถึงกลับหันมามองหน้า
ไม่มีคำพูดใดตอบกลับมานอกจากว่า
"นั่นสิเนอะ จะกลัวอะไร"

ปล. เดินๆ อยู่ตอนสี่ทุ่มครึ่งก็จ้ะเอ๋กับเจ้าของที่พัก คุณลุงกับคุณป้า
เลยทักทายว่ามาทำอะไรที่นี่
แกบอกว่ามาส่งลูกสาวคนเล็กไปเรียนที่สวิตซ์ ป๊าดดดโธ่...ค่าเช่าห้องเราส่งเสริมการศึกษาระดับสูง
พี่อรเพิ่งเฉลยเมื่อเช้าว่า
คุณลุงแกเป็นกลุ่มคนหัวก้าวหน้า
ให้ลูกชายลูกสาว drop เรียนมัธยมต้นหนึ่งปี ไปใช้ชีวิตอยู่ที่สวิตซ์กับ family
แล้วก็ค่อยกลับมาเริ่มต้นใหม่ในปีถัดไปที่เมืองไทย...จอร์จ...