Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    8/28/2007

    พับถุงกระดาษ

     

    วันนี้กินมะม่วง + ส้มตำ และไก่ย่าง ผลออกมาไม่ผิดความคาดหมาย
    ท้องเสียอีกแล้วครับท่าน....คนเรานี่ก็แปลก..รู้ว่าท้องจะเสียก็ยังจะทะลึ่งกินอีก หึหึ

    เมื่อรู้ว่าหมดเรี่ยวแรง ใจก็คิดถึง น้ำแข็งใส่สไปร์ท
    มันน่าจะช่วยทำให้ดูกระปี้กระเปร่าขึ้นกว่าเดิมสักหน่อย
    เดินลงจากชั้น 4 ไปที่ร้านขายของชำข้าง ๆ ตึก ถอดรองเท้ายืนอยู่หน้าตู้แช่น้ำอัดลม
     แล้วก็ออกคำสั่ง "ยายซื้อสไปร์ทใส่น้ำแข็ง"
    (โฮะๆ ทำเป็นบอกว่าออกคำสั่ง แค่บอกว่าขอซื้อน้ำอัดลมธรรมดาๆ นี่เองล่ะน้อ)

    ยายเจ้าของร้าน เดินออกมาหน้าร้าน หยิบขวดสไปร์ทออกมาจากตู้ วางเอาไว้...
    แล้วก็หยิบถุงพลาสติกรุ่นใหม่ ที่ใจเพิ่งเคยเห็นมันไม่กี่ปีมานี้ ไม่รู้ว่าใครคิดเหมือนกัน
    ถุงพลาสติกใส่น้ำแข็ง มีหูหิ้วสองข้าง เชื่อใจเหอะ ก่อนหน้านี้หลายปีไม่เคยเห็นมันเลยจริงๆ

    ยายตักน้ำแข็งในกระติกเล็กๆ นั่นใส่ในถุง วันดีคืนดีใจก็ไม่มีโอกาสได้กินน้ำอัดลมจากร้านนี้
    เพราะว่าสั่งทีไร ... แกก็บอกน้ำแข็งหมดทุกที ...แต่วันนี้โชคดี น้ำแข็งยังมีเหลือในกระติก
    ตักน้ำแข็งเสร็จ แกก็เปิดฝาขวดสไปร์ท เทใส่ถุง และก็ยื่นให้ใจ พร้อมรับเงินไป 11 บาท

    วันนี้ยายเป็นหวัด น้ำมูกไหลมาอยู่ที่ใต้ๆ จมูกเกือบๆ เข้าปากแล้ว...ใจแอบเห็น
    เมื่อวันแรกที่ย้ายเข้ามาอยู่ที่อพาร์ทเม้นท์หลังใหม่ของใจเมื่อต้นเดือน
    ใจเข้าไปซื้อเป๊บซี่ที่ร้านของแก ... ด้วยความที่แกแก่มาก ...
    เดาจากภายนอกที่มองเห็นใจว่าแกคงเกือบ 80 เข้าไปแล้ว
    หลังจากทักทายแกพอหอมปากหอมคอ ก็แอบถามว่าแกอยู่กับใครในตึกไม้สองชั้นขนาดไม่กี่ตารางมาหลังนี้
    แกบอกแกอาศัยอยู่กับหลานสองคน พ่อแม่ของหลานชายที่ติดเกมเป็นอาชีพทิ้งเขาไป
    ปล่อยให้แกต้องอยู่ในร้านเล็กๆ นั่งพับถุงกระดาษใส่กล้วยแขกส่งให้ร้าน บวกกับขายของชำเล็กๆ น้อยๆ ไป

    ใจมองเห็นกระดาษ A4 ที่มีหมึกสีดำ สีแดงติดอยู่อีกด้านหนึ่ง
    ส่วนอีกด้านหนึ่งยังไม่มีข้อความอะไรปรากฎ วางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ กัน
    เวลาเดินผ่าน ก็จะมองเห็นแกนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวยาว นั่งพับถุงกระดาษ โดยเปิดทีวีทิ้งเอาไว้ด้วย
    ถุงกระดาษกล้วยแขกของยาย ส่งขายที่ร้านแถวคลองตัน ในราคาร้อยละ 10 บาท
    แกซื้อกระดาษต่อจากคนอื่นมาในราคากิโลกรัมละ 8 บาท แกบอกว่าแพงกว่าเมื่อก่อนมาก
    1 กิโลพับได้ 200 ถุง แกก็ขายได้ 20 บาท เท่ากับว่าแกได้กำไร 12 บาท ไม่หักค่าขนส่งและค่าแรง

    "เมื่อก่อนหนูก็เคยพับขายนะยาย" ใจเพิ่งบอกแกเมื่อเย็นหลังจากได้รับสไปร์ทในถุงน้ำแข็งจากแก
    แกทำหน้างงๆ คงไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไร ว่าใจจะเคยทำอะไรแบบนี้เหมือนกับแก
    ใจบอกว่าเมื่อก่อนใจพับส่งในราคาร้อยละ 2 บาท....

    จำได้ว่าก่อนยุคที่พ่อจะตัดไม้ในป่า จนกลายเป็นคนมีเงินพอใช้จ่ายได้สบายๆ ในภายหลัง
    ที่บ้านใจค่อนข้างลำบาก สิ่งที่ครอบครัวจะต้องทำ คือการช่วยกันทำมาหากิน
    นอกจากทำนา ทำสวนมะม่วง แล้ว พวกพี่ๆ รวมถึงใจก็ช่วยแม่ช่วยรับจ้างเล็ก ๆ น้อยๆ ด้วย
    ใจเคยใช้กระดาษสร้าง (กระดาษที่ใช้ออกแบบผ้า บางๆ สีขาวหม่นๆ)
    พับเป็นถุงกล้วยแขก และส่งในราคา 100 ถุง 2 บาท...2 บาทสมัยนั้นมันมีค่ามากมาย
    เพราะก๋วยเตี๋ยวยังชามละบาท และไอติมยังแท่งละ 25 สตางค์

    นั่งพับอยู่ตั้งนานกว่าจะได้ 100 ถุง ยิ่งเมื่อที่บ้านไม่มีทีวี ยิ่งรู้สึกว่านานไปกันใหญ่
    บางหนเหน็บกิน แต่เมื่อเอาไปส่งสัก 400 ถุง ได้เงินกลับมา 8 บาท น้ำตาแทบไหล...ทำไมมันเยอะจัง

    ใจเดินถือสไปร์ทขึ้นมาบนชั้น 4 ในใจก็นึกถึงราคาของสไปร์ทถุงนี้
    หากสไปร์ทเมื่อก่อนราคา 11 บาทเหมือนเดี๋ยวนี้ ใจต้องนั่งพับถุงกระดาษถึง  550 ถุง
    ถึงจะได้สไปร์ทมาดูดให้หายกระหายและกระปรี้กระเปร่า
    วันก่อนกินเหลือ วันนี้จะไม่กินให้เหลือแม้แต่น้ำแข็งเลยคอยดูสิ....
    เมื่อก่อนเคยลำบากว่านี้ตั้งมากมาย เดี๋ยวนี้สบายกว่าใครอีกตั้งหลายร้อยล้านคน
    อย่างน้อยก็ไม่ต้องนั่งพับถุงกระดาษมาแลกสไปร์ทกิน
    ยังสามารถแบ่งปันให้คนที่ลำบากกว่าได้อีกด้วย ... จะกลัวอะไรกันนักหนา
    เฮ่อ... พูดแล้วก็อดคิดถึงเวลาเก่าๆ ไม่ได้เลยแฮะ
    หลังจากนั้นยังต้องรับจ้างอะไรอีกตั้งหลายอย่างแน่ะ
    แต่ต่อมาไม่นานก็กลายเป็นคุณหนู ตูอยากได้อะไรก็ได้ซะอย่างนั้น โฮะโฮะ .... จบมันซะยังงี้แหละ สะใจดี

    8/25/2007

    ชั้นวางรองเท้ายี่ห้อกระต่ายปล้ำกัน...






    ไม่เคยสังเกตสักครั้งว่ายี่ห้อของชั้นวางรองเท้าในห้องคือยี่ห้ออะไร
    จนกระทั่งวันหนึ่ง ถอดรองเท้า แล้วสายตาก็พลันเหลือบไปเห็นเข้า
    โอว้แม่เจ้า...เราไม่เคยเห็นมันเลยนะเนี่ย...

    เมื่อเห็นยี่ห้อก็นึกอยากจะเห็นเจ้าของ หรือคนทำชั้นวางรองเท้านี้
    หากเจอก็อยากจะถามให้หายข้องใจ ทำไมถึงใช้รูปนี้
    เขาเป็นแรงบันดาลใจให้คนทำเสื้อยืดซึ่งแขวนที่จตุจักร
    หรือว่าแบบเสื้อสารพัดสัตว์ทำท่าแปลกๆ เป็นแรงบันดาลใจให้กับเขากันแน่

    แต่ที่แน่ๆ เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเจอนี่แหละ
    ยี่ห้อชั้นวางรองเท้า กระต่ายกำลังปล้ำกันเนี่ย...

     

     
    8/23/2007

    วันนี้...เข้าออฟฟิศ

     

    วันนี้เป็นวันแรกในรอบเกือบครึ่งเดือนที่แวะเข้ามาในออฟฟิศ
    หลังจากเพิ่งส่งต้นฉบับงานประจำเดือนของตัวเองไปให้กับบก.
    รู้สึกผิดปกติเล็กน้อย
    เหมือนกับไม่ได้มาที่นี่นานมากๆ
    ตั้งแต่ประชุมกองบก. หนที่แล้ว
    แม้วใจก็ตะลอนไปโน่นมานี่ โดยที่ไม่ได้แวะเวียนมาที่นี่อีกเลย

    แวะกินข้าวเช้าที่ร้านป้าเผ็ด เผ็ดจนแสบกระเพาะ
    ไม่ยอมเข็ดสักที ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันเผ็ด ก็ยังแอบหวังว่ามันจะไม่เผ็ด
    สุดท้ายเลยได้กินแต่ไข่เจียว
    โชคดีเป็นบุญจริงๆ ที่สั่งมันโปะมาด้วย

    ขึ้นมาบนชั้นสอง ยืนมองที่โต๊ะทำงานของตนเองที่มุมห้อง
    ก็พบว่า เอกสาร จำพวกพวกจดหมายทั้งหนังสือเชิญไปร่วมงาน
    press release และจดหมายทวงหนี้วางกองอยู่เต็มโต๊ะ
    มดตัวสีดำเล็กๆ เดินผ่านหน้าไปมา....

    ตอนแรกกะว่าจะทำไม่สนใจมัน
    แต่มันดันออกมาเป็นขบวน เหมือนชวนกันออกมาเดินเล่น

    สุดท้ายใจเลยต้องพับขากางเกง เอากิ๊บหนีบผม
    แล้วก็เริ่มเก็บกระดาษที่ไม่ได้ใช้ลงถังขยะ
    เก็บเอาจดหมายจำเป็นใส่กระเป๋าสะพายกลับบ้าน

    โชคดีที่พลูด่างในโถใสมันด่าไม่ได้
    ไม่งั้นมันคงด่า แช่งใจไปแล้วล่ะ
    ใจเอามันเข้าห้องน้ำ ก้มลงดูในโถไม่มีแม้แต่น้ำสักหยด
    รากมันติดอยู่ก้นโถแบบแห้งแหงก
    ขัดสีฉวีวรรณโหลรอไว้ เอาพลูด่างมาล้างน้ำ
    ใส่น้ำลงไปโหลแล้วก็หย่อนพลูด่างกลับไปที่เดิม
    โหลต้นไม้อีกอันหนึ่งก็เช่นกัน
    ใจจัดการล้างซะเอี่ยมอ่อง
    เอาน้ำใส่เข้าไปเห็นทะลุเข้าไปถึงข้างใน
    ใส่ต้นไม้กลับเข้าไป...ดูเหมือนมันจะยิ้มอยู่เลยนะนั่น

    ยืมผ้าขี้ริ้วจากพี่ข้างๆ
    ซักน้ำ เช็ดคอมฯ เช็ดคีย์บอร์ด ที่รองเมาส์
    โต๊ะทำงาน โทรศัพท์ และอื่น ๆ  โดนกำจัดฝุ่นไปเรียบร้อย
    ก่อนจำหน่ายของบางอย่างให้กับพี่ๆ ที่นั่งติดกัน
    มีคนเล็งของ premium ที่ระลึกจากงานแถลงข่าวหลายชิ้น
    โดยเฉพาะตู้ไปรษณีย์จำลองขนาดเล็ก
    เห็นมีคนเล็งเอาไว้ตั้งนาน..วันนี้ออกปากเลยโดนแย่งไปซะแระ

    เก็บของบางอย่างที่ไม่ได้ใช้ใส่ถุงพลาสติกใหญ่เบ้อเร่อ
    กะว่าจะขนกลับบ้านวันไหนสักวันในสองสามวันนี้
    มีคนแซวว่าโต๊ะจะสะอาดได้กี่วัน
    ใจว่าคงอีกหลายวันอยู่ ตราบใดที่ใจปิดเล่มแล้วนะ...
    เพราะว่าจะไม่ได้เจอโต๊ะทำงานนี่อีกหลายวันอยู่นับจากนี้
    โฮะโฮะ ...ฝากโหลต้นไม้ให้พี่ข้างๆ หยอดน้ำให้มัน
    กลับมาหนหน้า คิดว่ามันคงไม่แห้งเหี่ยวแบบหนนี้อ่ะเนอะ

    ขากลับหอบของพะรุงพะรังข้ามฝั่งถนน
    ขนของที่ไม่จำเป็นกลับบ้าน
    มีหนังสือ Driven : Inside BMW, the Most Admired Car
    Company in the World ที่ยืมมาจากตู้หนังสือมาอ่านด้วย
    ตำนาน BMW ที่เขียนโดย หัวหน้าข่าวประจำ Detroit ของ USA Today
    เห็นราคาแปะอยู่ด้านหลังพันกว่าบาท
    พี่ปุ๊กเลขาฯ กองถึงกับต้องให้เซ็นชื่อไว้ก่อน กลัวหาย 555

    อ่านคำนิยมน่าสนใจ
    เลยกะเอามาอ่านให้ฉ่ำใจ..หรือปวดก็ไม่รู้แฮะ
    เปิดดูแวบๆ ตั้ง 300 กว่าหน้าแน่ะ

    ด้วยความกลัว เป็นธรรมดา
    ผู้หญิงหน้าตาน่ารักน่ารักอย่างใจนั่งแท็กซี่เพียงลำพังในเวลาพลบค่ำ
    (อย่าเถียง...ไม่งั้นแช่ง)
    ก็เทียวยกหูหาคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย
    ยกหูหาที่บ้าน พี่สาวรับ เปิดลำโพงลั่นบ้านเหมือนเดิม
    พี่ถามว่าเข้าออฟฟิศเดือนละกี่หน
    บอกว่า สัก 4-5 หนเห็นจะได้
    พี่ถามด้วยความสงสัย..ไม่โดนไล่ออกเหรอ 555

    กลับมาถึงที่พักค่ำมืดเพราะรถติด
    อาการท้องเสียเพราะไม่รู้ไปกินอะไรผิดสำแดงเข้าทำพิษ
    ขนลุก ตัวเย็น แถมยังอยากจะอ้วกสำทับ
    คนขับถอดรองเท้า เหยียบคั่นเร่งไม่เกรงใจคนนั่งอย่างเรา
    เหยียบไปทางนี้รถติด มันกลับรถเลี้ยวไปอีกทาง
    บอกว่าจะพาไปทางลัด
    เข้าโน่นออกนี่ มาโผล่ตรงใกล้ๆทางเดิม ...ดูมัน
    ดีนะค่าแท็กซี่ไม่ได้แพงจนหูฉี่
    ยังพอรับได้ ไม่ได้แพงกว่าเดิมมากนัก....ปล่อยมันไป let it be
    นี่ก็ยังไม่หายเวียนหัวเลยให้ตายเหอะ

    เป๊บซี่กระป๋องสุดท้ายในตู้เย็นเลยเป็นที่พึ่ง
    หวังว่าจะช่วยทำให้สดชื่นขึ้นบ้าง...

    ปล. วันนี้บอกพี่ปุ๊กว่า เมื่อวันก่อนฝันเห็นตัวเองตาย
    เมื่อคืนนี้ฝันเห็นผี...พี่ภาได้ยินเข้าบอกว่า จะได้โชคนะ
    คนฝันเห็นผีจะได้โชค...ใจเลยคิดว่าจะไปซื้อล็อตเตอรี่เอาไว้เยอะๆ
    พี่ปุ๊กสวนทันควัน เออ ระวังเหอะจะได้เห็นผีตายแห้งเพราะไม่มีตังค์กินข้าว ฮิ้วววว


    8/21/2007

    ฝันว่าตาย...


    สะดุ้งตื่นตอนแปดโมงนิดๆ
    หลังจากรู้สึกว่าหมอนมันเปียกๆ
    ไม่ได้ฉี่รดที่นอน แต่น้ำตาไหลท่วมเลยตะหาก
    พอรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังร้องไห้อยู่เลยลุกขึ้นมานั่งมอง
    หัวสมองเริ่มคิดถึงว่าทำไมถึงร้องไห้
    ที่แท้ก็..ฝัน...ฝันร้ายซะด้วย

    ฝันว่า....เที่ยวบินปฐมฤกษ์ A380
    แอร์บัสลำที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่จะมีโอกาสได้นั่งในวันที่ 1 ก.ย. นี้
    บินแบบไปเช้าเย็นกลับจากกทม.ไปเชียงใหม่ (อันนี้ความจริง)
    เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน  (อันนี้ความฝัน)
    อยู่ดีๆ เครื่องบินก็หายไปจากจอเรดาร์
    ตกหลุมอากาศอย่างแรง ทำให้คนในเครื่องบินเสียชีวิต สูญหาย
    และบาดเจ็บกันหลายราย .... ยังกะในหนัง sci-fi

    ใจเป็นหนึ่งในนั้นที่ต้องเสียชีวิต...
    เที่ยวบินนั้นมีคนรักของใจเดินทางไปด้วย
    เขาไม่เป็นอะไรเลย เพราะตอนที่ใจลุกขึ้นมองดูที่หน้าต่างลงมาเบื้องล่าง
    เหตุการณ์ที่ไม่ปราถนาก็เกิดขึ้นพอดิบพอดี
    โชคดีนะนั่น.. หึหึ

    รู้สึกตัวอีกทีก็มายืนอยู่ข้างๆ เขา
    โดยที่เราไม่รู้ตัวว่าได้ตายไปแล้ว
    ครอบครัวของฝ่ายชายและตัวคนรักเห็นเราอย่างชัดเจน
    พูดด้วยกับใจหน้าตาเฉย โดยไม่ยี่หระว่าใจเป็นผี

    ใจไม่ได้รู้ว่าตัวเองตายไป จนกระทั่ง
    เสียงร้องไห้ระงมของแม่ พ่อ และพี่สาวของใจที่ดังผ่านมากระทบแก้วหู
    ทำให้ใจเพิ่งมารู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว...
    หันไปมองพี่สาว พ่อ และแม่แบบสโลโมชั่น....

    ภาพที่เห็นแม่กับพ่อ กอดศพเราไว้แน่น
    ทำให้ใจถึงกับทรุด....พูดไม่ออก เอาแต่ร้องไห้
    แต่ตั้งคำถามว่า..ทำไมต้องเป็นเรา..ทำไมต้องเป็นใจ....
    น้ำตาไหลท่วมจอ....สะดุ้งตื่นซะก่อน ... เพราะหมอนเปียกแล้วนั่นเอง

    กดทีวีดูรายการเล่าข่าวของสรยุทธ์เอาไว้ปลอบใจ
    ที่ไหนได้ มีข่าวสายการบินไชน่าแอร์ไลน์ร่อนลงจอดที่เกาะไต้หวัน
    ระเบิดทั้งลำ...โชคดีขนคนออกได้ทันภายในเวลา 90 วินาที
    ดูดิ๊....ไม่รู้จะพูดยังไงต่อเลย เหอเหอ

    เขาว่าฝันตัวเองตายเป็นการต่ออายุ จะได้ลาบ ก้อย น้ำตก และส้มตำปู
    คลิกเข้าไปอ่านกระทู้ในหลายๆ เว็บที่เขาเขียนทำนายเอาไว้
    มีอันนึงเขียนไว้ว่า
    "ใครว่าฝันว่าตัวเองตายแล้วดีฟะ มันน่ากัวนะเฟ้ยย มาฝันเองมั่งดิแล้วจะรู้"
    ใจเห็นด้วย...ลองมาฝันไหมละ..จะได้รู้ว่าฝันว่าตัวเองตายนั้นเองอย่างไร...

     

    8/20/2007

    อ่านแล้วโดน


    เอ๋ กนกวรรณ เพื่อนร่วมชั้นม.ปลาย
    ที่ตอนนี้ไปเรียนที่ออสเตรเลีย
    forward เมล์ที่มีหัวข้อว่า "อ่านแล้วโดน" มาให้

    หลังจากอาบน้ำเสร็จสรรพ ก่อนการตั้งใจปั่นต้นฉบับอีกหน
    คลิก "อ่านแล้วโดน" เสียก่อนรอบนึง

    อ่านแล้วโดนอย่างที่เอ๋ว่า
    ไม่รู้สิ...มันก็ฮาดี ...
    คนเขียนก็ช่างคิด
    พอคนอ่านก็คิดจนเห็นภาพ
    ไม่รู้ต้นตอมาจากไหน
    แอบจิ๊กมาแปะไว้หน่อยละกันนะ


    การคบคนก็เหมือนกับไส้อั่ว
    ดูจากภายนอกจะไม่ค่อยน่ากิน. . . . . .แต่เมื่อได้ชิม. . . . .
    ก็จะรู้ ว่า. . . . .รสชาติ ไม่ได้เหมือนกับ ที่คุณเห็น
     
     
    จิตใจของคุณก็เหมือนกับไข่ 1 ฟอง
    ที่ดูภายนอกแล้วแข็งแกร่ง. . . . . แต่เมื่อคุณลองกระเทาะ
    เปลือกออกมา ก็จะเห็นว่าคนๆนั้นๆ. . . . . .
    ไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าคุณเลย
     
     
    ร่างกายของคนๆหนึ่งก็เหมือนกับน้ำแข็ง
    ที่สักวันหนึ่ง. . . . .มันก็ต้องละลายไป. . . .
     
     
    นิสัยของคนก็เหมือนกับข้าว
    ถ้าคุณไม่หุง. . . . . . ย่อมกินไม่ได้
     
     
    ความรักที่อกหักก็เหมือนกับต้มยำ. . . .ที่มีทุกรส
    ยกเว้น. . . . ความหวาน
     
     
    ความรัก. . . . . ก็เหมือนกับไข่เจียว
    ที่คุณกินได้ทุกวัน. . . . . . แต่ก็ยังไม่เบื่อ
     
     
    ชีวิตวัยรุ่นก็เหมือนกับ. . . . Pepsi
    ที่อึกแรกมักจะซ่า. . . . แต่เปิดทิ้งไว้นานๆเข้า
    ก็หายซ่าไปเอง. . . . .เหอๆๆๆ
     
     
    ชีวิตวัยรุ่นก็เหมือนกับสัตว์หลายๆชนิดในสวนสัตว์
    ที่ต้องการออกไปสู่โลกกว้าง. . . . .
     
     
    ถ้าคุณกำลังอกหักแล้วยังมองหารักใหม่...โดยที่จะเอามารักษาแผลเดิม
    ก็จะเหมือนกับตอนที่คุณท้องเสีย. . . . .แต่ดันกินส้มตำ

     
     
    แฟนก็เหมือนกับเพลงใหม่เพลงหนึ่ง.......
    ที่คุณมักบอกกับตัวเองว่ามันเพราะ.........
    แต่เมื่อฟังไปสักร้อยรอบ.........คุณก็จะเบื่อไปเอง

     
     

    ต่างกับเพื่อนสาว......
    ซึ่งเหมือนกับเพลงคลาสสิก. . . . . . .ที่นานๆคุณเปิดที
    แต่ก็ยังเพราะ. . . . . ไม่ต่างจากครั้งแรกที่คุณฟัง

     
     

    คนๆหนึ่งที่คุณเคยชอบ.....แต่เขาไปชอบคนอื่น..
    แต่คุณก็ยังจำทุกอย่างเกี่ยวกับเขาได้ ก็เหมือนกับ
    เพลงของค่าย RS GRAMMY ที่คุณบอก
    ว่าเกลียด แต่คุณก็ยังร้องเพลงนั้นได้จนจบ
     
     
    ลองสังเกตไหมว่าถ้ามีรูปถ่ายหมู่ใบหนึ่ง......
    คนที่คุณมองหาคนแรก. . . .คือคนที่คุณชอบอยู่

     
     
    เบอร์โทรศัพท์.......
    ที่ถึงจะเป็นเพื่อนสนิทคุณ. . . . . . . คุณก็จำไม่ได้
    แต่ถ้าเป็นเบอร์ของคนที่หลงใหลล่ะก็...
    คุณจะจำได้ทุกตัว. . .แม้ว่ามันจะไม่ซ้ำกันเลย
     
     
     เพลง......ที่คุณชอบมากที่สุดตอนที่คุณมีแฟน.....
    อาจจะกลายเป็นเพลงที่คุณเกลียดที่สุด. . . . . . เมื่อเขาจากไป
     
     
    Mail 100 Mail…….
    ที่เพื่อนคุณส่งให้. . . . ก็ไม่อาจเทียบได้กับ คนรักคุณ......
    ที่ตอบมาแค่ว่า “ขอบคุณนะ”
     
     
    ก็เหมือนกับวันๆหนึ่งที่คุณคุยกับเพื่อนเป็นร้อยประโยคแต่ก็จำไม่ได้
    แต่เมื่อคุณได้คุยกับคนที่คุณแอบชอบ. . . .
    แม้ประโยคเดียว. . . คุณก็จำได้. . . .
    จนกว่าเขาจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตน . . .


    พี่ช้านนน พี่ช้านนนน



    ต่อไปนี้เป็นบทสนทนาระหว่างพี่สาวกับน้องสาว ...
    พี่เราโคตรจะปลอบใจเลย...ไม่รู้จะพูดยังไงต่อดี


    jai -  -" says: เขียนงานไม่ออก วันนี้ต้องส่งแล้ว แต่ยังไม่ได้สักตัว
    flight plan says: แล้วทำไรอยู่
    jai -  -" says: ฟังเพลง
    jai -  -" says : เขียนไม่ออก
    flight plan says: ดี งั้นก็เขียนเพลงส่ง
    jai -  -" says: หึหึ
    jai -  -" says: ขอบใจ 

    ไม่ต้องตอกย้ำด้วยการบอกให้ไปขึ้นคอนเสิร์ต ทำมิวสิควิดิโอ ออกรายการ สัมภาษณ์ ...
    ฟะ..ยิ่งเขียนงานไม่ออกอยู่..ดูดิ๊ ดูดิ๊....พี่ช้านนนพี่ช้านนน



    จับสลากได้บ้าน..ราคาปกติ





    เมื่อวานไปเดินงานสถาปนิกรับสร้างบ้านที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์
    ตอนเย็นก่อนเลิกงานวันสุดท้าย คนจัดงานมีจับรางวัลเงินสดหนึ่งล้านบาท
    สำหรับคนจองบ้านในงาน พร้อมรางวัลต่างๆ

    ก่อนจับเงินสดหนึ่งล้าน...ให้คนทั้งงานได้ลุ้น
    มีการจับสลากรายชื่อคนที่มีสิทธิ์ได้ซื้อบ้านในราคาปกติ....
    งงล่ะสิ ตอนแรกใจก็งง...แต่ตอนนี้เลิกงงแล้วล่ะ

    ในงานมีบ้านหลายแบบ หลายราคาให้เลือก
    มีตั้งแต่ 1.9 ล้าน 3 ล้านขึ้น 6 ล้านขึ้น
    บ้านบางแบบ บางโครงการมีคนนิยมจองซื้อกันมาก
    ปรากฎว่ายอดจองล้นจำนวนบ้านที่เปิดในโครงการนั้นๆ

    สุดท้ายเลยมาลงเอยที่การจับสลากให้ได้ซื้อบ้านหลังนั้น
    ใจถึงกับอึ้ง อยากจะได้บ้าน ยังต้องจับสลาก
    จับสลากได้ หาได้ส่วนลดไม่ ยังต้องจ่ายแบบเต็มราคาอีกต่างหาก....
    บ้านบางหลังจากราคาตั้งหกล้านกว่าๆ ยังต้องจับสลากกันเลยล่ะคิดดู
    เขาว่ายอดจองบ้านปีนี้ทะล 1,400 ล้านบาท
    แต่ข่าวทีวีวันก่อนบอกว่า สิ้นปีนี้ถึงต้นปีหน้า
    คนกรุงจะซื้อคอนโดมากกว่าบ้านเดี่ยว
    เป็นหนแรกที่ยอดซื้อคอนโดจะทำลายสถิติหนีบ้านเดี่ยวไปแบบไม่เห็นฝุ่น


    หลายปีมาแล้วใจอาศัยอยู่ในรูหนู
    กลางคืนเปิดไฟ กลางวันออกนอกรู
    ดูดีๆ คิดอีกที ก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนนก
    กลางวันออกไปไหนไม่รู้ กลางคืนก็บินเข้ารูกลับรัง....
    ยอดคอนโดสะท้อนความคิดของคนในกรุง
    ที่ไม่อยากเป็นภาระเรื่องการรักษาความปลอดภัยและอะไรอีกหลายอย่าง
    แต่ถึงอย่างนั้น ใจก็ว่าบ้านหลังใหญ่ ใจอยากให้มันอยู่ที่บ้านนอก
    ส่วนหากอยากจะอยู่เมืองกรุง ใจก็ยังอยากจะอยู่คอนโดอยู่ดี
    เอ๊ะ...จนกว่าจะมีคู่..อยู่บ้านก็ดีเนอะ โฮะโฮะ

    ใจเห็นคนงานที่มารอเก็บของหลังเลิกงาน
    ยืนมองโมเดลบ้านหลังใหญ่...ไม่สิ
    ต้องเรียกว่าโมเดลคฤหาสน์ถึงจะถูก
    เหมือนในโฆษณา...เข้าห้องไหน ก็หากันไม่เจอ
    ไม่รู้ต้องใช้เวลากี่เดือนถึงจะอยู่หรือนอนกันครบห้องที่มีอยู่





    ใจหันไปมองเขายืนชี้โบ้ชี้เบ้
    หากว่าเป็นคนใส่สูท หน้าตาดูดี หรือมีอาม้าทรงผมกระบังลมมายืนชี้
    พนักงานที่ดูแลบูทคงตรงรี่มาให้คำตอบ
    นี่หาไร้วี่แววใครมาดูแลไม่
    ดูดิ ..ช่องว่างของเราไม่เท่ากันเลยจริงๆ
    คนหนึ่งยังไม่มีบ้านอยู่ คนหนึ่งอยู่รูหนู คนหนึ่งอยู่คอนโด คนหนึ่งอยู่บ้านหลังใหญ่
    และใครอีกคนซื้อบ้านเก็บไว้ตากอากาศราคา 900 ล้านบาท....เอิ้กๆ

    ปล. วันก่อนบอกพี่สาวว่าจะซื้อคอนโด
    พี่บอกขอสองห้องนอนเวลามานอนด้วยจะได้ไม่ต้องแย่งกัน
    บอกพี่ว่ามันแพง ขอแค่ห้องเดียวแบ่งกันนอนก็ได้
    หนึ่งห้องนอน สองห้องน้ำ
    พี่ถามทำไมถึงมีสองห้องน้ำ ก็ในห้องนอนหนึ่งห้อง ห้องน้ำรวมอีกหนึ่งห้อง
    โดนตอกกลับมา..จะเอาไว้จี้อย่างเดียวเลยรึไง
    เอ้าทำไม....รถเมล์ยังมีหน้าต่างมากมายเลย
    เกี่ยวกันม้ะ???

    ปลูกต้นไม้






    นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้ลงมือปลูกต้นไม้สักต้น
    หมายถึงว่าปลูกกลางป่า เป็นเรื่องเป็นราว
    ไม่ใช่ปลูกในบ้าน หรือในกระถาง..

    นานแล้ว...นี่คือคำตอบที่ได้จากใจ...

    เมื่อเราโตขึ้น อะไรที่เคยทำบางอย่างในอดีต
    ก็ถูกบดบัง ลบเลือนและแทนที่ด้วยอย่างอื่นที่น่าสนใจกว่า

    เมื่อตอนม.ต้น
    ครูที่โรงเรียนจะเกณฑ์นักเรียนทุกชั้นไปปลูกต้นไม้ทุกปี
    ทุกคนจะเข้าแถวกลางสนามหน้าเสาธง
    แดดร้อนเปลือง ทุกคนมีหมวก มีอุปกรณ์ปลูกต้นไม้ติดตัว
    กระเป๋า ย่าม เป้ ถูกใส่น้ำดื่มและขนมขบเขี้ยว
    เดินเรียงแถวข้ามถนน เข้าไปพื้นที่ปลูกป่าตรงข้ามโรงเรียน
    หาใช่ที่ราบ แต่มันคือเขาเป็นลูกๆ

    ครูประจำชั้นจะทำหน้าที่พานักเรียนของตัวเองไปยังพื้นที่รับผิดชอบ
    จอบ เสียม ถูกขุดให้ดินเป็นหลุม
    ต้นไม้ถูกขนลงหลุม กลบดิน รดน้ำ...ถือว่าเสร็จงาน
    แต่จะปลูกต่อไปจนต้นไม้ที่รับผิดชอบนั้นหมดลงไป

    ใจเคยปลูกต้นไม้แบบเป็นเรื่องเป็นราวอีกครั้งสมัยมหาวิทยาลัย
    อาจารย์ที่คณะ ขนพวกเราไปนอนที่มศว. องค์รักษ์
    นั่งรถกันตั้งนาน รู้สึกว่ามันไกลห่างกับมศว.ประสานมิตรจนยากจะบรรยาย
    สมัยนั้นยังมีไม่กี่ตึก เพราะกำลังจะเริ่มลงเสาเข็มตึกใหม่
    เด็กนักศึกษารุ่นแรก รุ่นบุกเบิกเพิ่งจะเข้าไปอยู่ได้ไม่ถึงปี
    มีวิศวะ และคณะเภสัช จำได้...เลยอดปิ๊งหนุ่มวิศวะเลยให้ตายเหอะ

    เช้าตรู่ หลังจากนอนค้างที่นั่น...
    เราถูกขนไปปลูกต้นไม้ในพื้นที่ที่เตรียมไว้แล้ว
    แดดเผาจนตัวดำ ไม่รู้ว่าต้นไม้ที่เคยปลูกไว้จะเป็นยังไงบ้าง
    ไม่เคยกลับไปดูสักหน

    มาปลูกต้นไม้แบบเป็นเรื่องเป็นราว อีกหนก็เมื่อเดือนที่แล้ว
    แอร์เอเชียพาไปปลูกข้าง ๆ กับที่ประทับของในหลวงในปากพนัง

    แดดร้อนเปรี้ยง....แต่ปลูกต้นไม้
    ต่อให้มือเย็น ที่ใครเขาว่าจะปลูกต้นไม้แล้วไม่ตาย
    แต่แดดเผาแบบนี้ ยังไม่แน่ใจว่ามันจะอยู่รอดได้อีกนานเท่าใด...

    ฉันก็แค่อยากจะปลูกต้นไม้
    เราจะมีโอกาสได้ปลูกต้นไม้แบบสักกี่หนกันเชียว
    เชื่อเหอะ บางคนในชีวิตก็ยังไม่เคยปลูกสักต้น... 
    ไอเรื่องง่ายๆ ของคนธรรมดา
    มันเป็นเรื่องยากๆ สำหรับคนอีกแบบ
    แต่เรื่องยากๆ สำหรับคนธรรมดา
    อาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับใครอีกคนก็เป็นได้
    ปลูกต้นไม้นี่แค่ตัวอย่าง..อย่าให้พูดถึงเรื่องอื่นเลย...แค่นี้ก็เข้าใจแล้วมั้ง

    เรื่องง่าย  ๆ สำหรับเธอ
    บางครั้งมันเป็นเรื่องยากสำหรับฉัน
    แต่เรื่องยากสำหรับเธอ บางครั้งเธอก็ไม่รู้มันง่ายสำหรับฉัน
    มันก็เป็นแบบนั้นตั้งแต่ไหนแต่ไรมา...หรือว่าไม่จริง??


    8/18/2007

    กว่าจะมาเป็นเป๊บซี่






    นี่ถือเป็นเรื่องแปลที่ยากที่สุดเรื่องหนึ่ง สำหรับแบรนด์ชั้นนำอย่างเป๊บซี่แล้ว ...
    เรื่องราวที่ยาวนานย่อมทำให้งงงวย
    พอๆ กับปวดหัวสลับกันไป... เขาเรียกว่าเรื่องจริงนั้นปวดหัวมากกว่าตำนาน หรือนิทาน
    เพราะมีหลักฐานอ้างอิง และมากมายด้วยสาระ และรายละเอียด

    ใจใช้เวลาข้ามคืนในการอ่านเรื่องของเป๊บซี่ นั่งแปล แต่ก็ยังดูเหมือนทำได้ไม่ดีนัก
    หยิบโน่นมาปะนี่ ..เอาพอรู้เรื่องราว
    สุดท้ายก็ไม่ได้ทำเอาอึ้งเหมือนกับมิสเตอร์โดนัทและดังกิ้น โดนัท
    เพราะทั้งสองแบรนด์อย่างเป๊บซี่และโค้ก ไม่ใช่เจ้าของเดียวกัน
    อย่าหาว่าลำเอียงเลย..ใจชอบเป๊บซี่มากกว่าโค้ก... ของอย่างนี้ห้ามกันไม่ได้
    หากได้เป๊บซี่ในเลมอน..หมายถึงหั่นชิ้นเลมอน ใส่ลงไปในแก้วน้ำแข็ง
    แล้วเทเป๊บซี่ลงไปจะรู้สึกมีความสุขในชีวิตมาก
    หากในเมืองนอก การกินเป๊บซี่ที่นั่นจะให้ความรู้สึกว่า...มันอร่อยกว่าที่เมืองไทย...
    ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ไม่เข้าใจ .. แต่มันก็อร่อยกว่าจริงๆ ...
    โดยธรรมชาติเป๊บซี่ในกระป๋องจะซ่ากว่าขวดใส..
    ดังนั้นกินในกระป๋องจึงให้อารมณ์กว่า เหอเหอ

    ลองไปอ่านดีไหมว่า เป๊บซี่เกิดขึ้นได้อย่างไร...ป้ะ ไปอ่านกัน

    เป๊บซี่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปีค.ศ.1898 ด้วยฝีมือการคิดค้นของCaleb Bradham เภสัชกร
    และเจ้าของร้านขายยาในเมือง New Bern รัฐ North Carolina ประเทศสหรัฐอเมริกา


    เรื่องของเป๊บซี่มันเริ่มต้นตรงที่...
    ในฤดูร้อนของปี ค.ศ. ที่ว่า สภาพอากาศที่ร้อนแทบบ้าคลั่ง
    เภสัชกรหนุ่มก็คิดปรุงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาร์บอเนต,
    น้ำผลไม้ และไซรัป  ให้รสแสบซ่า เพื่อให้คลายความกระหาย สดชื่น
    เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในร้านขายยาของเขา และดูเหมือนเขาจะประสบความสำเร็จมากกว่าที่คาดคิดไว้นัก
    เพราะในภายหลังมันกลายเป็นที่มาของ Pepsi-Cola ซึ่งรู้จักกันไปทั่วโลกนั่นเอง
    Caleb Bradham เองอยากจะให้ลูกค้ากลับมาที่ร้านของเขาอีกครั้ง และสิ่งที่เขาคิดต่อมาก็คือ
    ปรุงรสของเครื่องดื่มของเขาเสียใหม่ เขาคิดค้นเครื่องดื่มแบบใหม่
    โดยการสกัดเอาผลโคล่า (cola nut หรือ kola nut) ผสมเข้ากับวานิลล่า  ซึ่งลูกค้ารู้จักกันในชื่อ "Brad's Drink" 
    Caleb ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อ  "Brad's Drink"  มาเป็น "Pepsi-Cola"
    และทำการโฆษณาเครื่องดื่ม soft drink ของเขาในเวลาต่อมา ขณะที่ผู้คนก็เริ่มยอมรับกันมากขึ้น
    ส่งผลให้ยอดขายของ Pepsi-Cola เริ่มเติบโต บังคับให้ต้องก่อตั้งบริษัท
    และทำการตลาดเป็นเรื่องเป็นราวอย่างปฏิเสธไม่ได้
    ในปี 1902 เขาใช้พื้นที่ด้านหลังร้านขายยาของเขา เปิดตัวบริษัท Pepsi-Cola Company อย่างเป็นทางการ
    และเริ่มจดจดทะเบียนการค้ากับ  U.S. Patent Office เป็นหนแรก
    เขาทั้งผสมไซรัปด้วยตนเอง และปล่อยน้ำโซดาออกมาตามสายหรือท่อเข้าไปผสม 
    แต่ในเวลาต่อ Celeb เองได้ตระหนักว่าจะเป็นการดีกว่าหากเอาน้ำที่ว่าใส่เข้าไปในขวด
    ซึ่งช่วยให้ใครๆ ก็สามารถดื่มเครื่องดื่มของเขาได้

    ธุรกิจเริ่มเติบโตยิ่งกว่าเดิม ในปี 1903 "Pepsi-Cola" ได้ลิขสิทธิ์จากU.S. Patent Office เป็นที่เรียบร้อย
    และในปีนี้นับเป็นหนแรกที่ Caleb เริ่มทำการโฆษณาสินค้าเครื่องดื่มของเขาว่าเป็นเครื่องดื่มที่
    "สดชื่น มีชีวิตชีวา และช่วยในการย่อยอาหาร" 
    และเริ่มคิดค้นธุรกิจแฟรนไชน์สขึ้น เพื่อให้นักลงทุนที่สนใจเข้ามาเป็นเจ้าของกิจการ
    โดยเริ่มที่เมือง Charlotte และเมือง Durham รัฐ North Carolina
    และเพิ่มเป็น 15 รายในปีต่อมาๆ จนถึง 40 รายในปี 1907
    จนถึงสิ้นปี 1910 เป๊บซี่มีแฟรนไชน์สซีทั้งสิ้น 24 รัฐด้วยกัน
    ไลน์การผลิตเป๊บซี่ลงขวดนั้นเริ่มครั้งแรกโดยใช้พื้นที่ด้านหลังร้านขายยาของ Celeb
    แต่เมื่อแฟรนไชน์สซีเริ่มมากขึ้น
    การขยายตัวบริษัทจึงเริ่มขึ้นในปี 1907
    และปีนั้นบริษัทสามารถขายไซรัปได้มากถึง 100,000 แกลลอนต่อปี
    สองปีถัดมา นักแข่งรถชื่อดังอย่าง บาร์นี่ โอลด์ฟิลด์  ได้รับเลือกเป็นนายแบบโฆษณาเป๊บซี่และหลังจากนั้น
    ในหลายปี ก็มักจะมีการเปลี่ยนแนวคิดหรือคอนเซ็ปต์ในการนำเสนอขายเป๊บซี่อยู่ตลอด
    และนี่คือสโลแกนของการเป๊บซี่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา




    1939: "Twice as Much for a Nickel"
    1950: "More Bounce to the Ounce"
    1958: "Be Sociable, Have a Pepsi"
    1961: "Now It's Pepsi for Those Who Think Young"
    1963: "Come Alive, You're in the Pepsi Generation".
    1967: "(Taste that beats the others cold) Pepsi Pours It On".
    1969: "You've Got a Lot to Live, Pepsi's Got a Lot to Give".
    1973: "Join the Pepsi people (feeling free)".
    1975: "Have a Pepsi day".
    1979: "Catch that Pepsi spirit". David Lucas composer
    1981: "Pepsi's got your taste for life".
    1983: "Pepsi's Now!"
    1984: "The Choice of a New Generation".
    1986: "We've Got The Taste" (Commercial with Tina Turner)
    1991: "Gotta Have It."
    1995: "Nothing Else is a Pepsi".
    1997: "GeneratioNext".
    1999: "Ask for More"/"The Joy of Pepsi-Cola".
    2003: "It's the Cola"/"Dare for More".
    2005: "Wild Thing"/"Ask For More" (With Jennifer Lopez & Beyoncé Knowles)
    2007: "More Happy"/"Taste the one that's forever young"

    จนถึงปัจจุบันเป๊บซี่มีมากมายหลายประเภท ทั้งรสชาติ ราคาและรูปลักษณ์ของภาชนะบรรจุ
    Diet Pepsi  น่าจะเป็นหนึ่งในประเภทของเป๊บซี่ที่ใครๆ ก็รู้จัก เพราะไม่มีทั้งน้ำตาล
    และให้ปริมาณแคลอรี่ในตัวเลขเป็นศูนย์

    นอกจากนี้ยังมี Pepsi Max, Pepsi ONE, Caffeine-Free Pepsi และ Caffeine-Free Diet Pepsi
    นอกจากนี้ยังมีรสน้ำผลไม้อีกหลายประเภททั้ง  Wild Cherry Pepsi (1988), Diet Wild Cherry Pepsi (2005),
    Pepsi Lime (2005)และ Diet Pepsi Lime (2005) รวมถึง Pepsi Jazz ซึ่งแบ่งเป็นอีกสามรสชาติคือ
    Caramel Cream (2007), Strawberries & Cream (2006) และ Black Cherry French Vanilla (2006)
    โดย Pepsi Jazz  นั้นถูกคิดค้นขึ้นโดย Schwab Amin 
    ซึ่งเป็นผู้ชนะเลิศจากโครงการ "What's Yo' Flava?" ในปี 2006

    ที่พลาดไม่ได้ ก็คือ Pepsi Twist ซึ่งเป็นเป๊บซี่รสเลมอนนั่นเอง
    ว่ากันว่ารสเลมอนนั้นขายดิบขายดีมากในประเทศบราซิล
    ภายใต้ชื่อ   Pepsi Twistão เพราะมีการวางขายในจำนวนจำกัด
    ขณะที่รสเดียวกันเปิดตัวในอินเดียในปี 2002 โดยใช้ชื่อว่า Pepsi A-ha 
    ในปี 2005 มีการเปิดตัว Pepsi Samba ในออสเตรเลีย
    ซึ่งเป็นเป๊บซี่รสมะขาม และมะม่วง...นี่ยังไม่รวมกับโอกาสพิเศษต่างๆ ที่มีการใช้ชื่ออื่นๆ มาร่วมด้วย
    เช่น Pepsi Cappuccino ขายในโรมาเนีย และบัลกาเรีย ส่วนในมาเลเซียเป๊บซี่รสกาแฟที่ว่า
    ใช้ชื่อ Pepsi Tarik  ส่วนในอินเดียใช้ชื่อ Pepsi Cafechino 

    ในประวัติศาสตร์ของเป๊บซี่โคล่านั้น เหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่งคงเป็นปี 1929
    ในยุคของเศรษฐกิจตกต่ำที่สุดครั้งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา
    เป๊บซี่โคล่านั้นได้ประกาศล้มละลาย อันผลมาจากผลประกอบการไม่ดี
    ราคาน้ำตาลในยุคนั้นสูงสุด และผลมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1
    สินทรัพย์ทั้งหมดถูกขายให้กับ Roy C. Megargel 
    ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า Pepsi  ในท้ายที่สุด
    8 ปีต่อมาบริษัทได้ล้มละลายอีกครั้ง สินทรัพย์ถูกซื้อไปโดย  Charles Guth ประธานบริษัท Loft Inc
    ซึ่งเป็นผู้ผลิตลูกอมผสมโซดารายใหญ่ เมื่อผิดหวังจากการปฏิเสธของ Coca-Cola
    ที่ไม่ให้ส่วนลดไซรัปแก่เขาเพื่อวางขายในร้าน ทำให้เขาตัดสินใจหันมาซื้อกิจการของ Pepsi-Cola  แทน
    และไม่กี่ปีให้หลัง เป๊บซี่ก็ทำกำไรให้เท่าตัวให้กับ Guth ขณะที่ธุรกิจลูกอมกลับล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัด
    และทำให้เขาตัดสินใจมาเอาดีกับบริษัทผลิตเป๊บซี่ในเวลาต่อมา




    ปัจจุบัน PepsiCo, Inc ไม่เพียงแต่ขายเครื่องดื่มคาร์บอเน็ตในรสชาติต่างๆ เท่านั้น
    แต่ยังขายขนมขบเคี้ยวที่คุ้นหูคุ้นตากันดี โดยเป็นเจ้าของกิจการ Frito-Lay snacks ด้วย
    PepsiCo, Inc เกิดขึ้นเมื่อปี 1965 เกิดจากการควบรวมกิจการของ Pepsi-Cola 
    และ Frito-Lay และทำการซื้อกิจการ Tropicana 
    เข้ามาเป็นของตนในปี 1998 และในปี 2001 PepsiCo
    เข้าควบรวมกิจการอีกครั้งกับ Quaker Oats Company
    กลายเป็นบริษัทเครื่องดื่มและอาหารที่ใหญ่เป็นอันดับห้าของโลก
    มีแบรนด์เป็นของตัวเองทั้งสิ้น 15 แบรนด์
    ทำรายได้กว่า 1 พันล้านเหรียญต่อปี .... 

    ปล. อย่าหาว่าอู้นะ...ที่นั่งแปลนี่เพราะเขียนงานเดือนนี้ไม่ออก
    ต้องมานั่งบิวท์อารมณ์ด้วยการนั่งอ่านและเขียนเรื่องแบบนี้เสียก่อน
    หวังว่า...ออกไปเดินเล่นกลับมา จะเขียนงานได้รวดเดียวจบ..โฮะโฮะ..

    8/16/2007

    เหมือนโดนถีบตกเก้าอี้..มันโดนใจ





    นานๆ หนจะมีโอกาสจะเขียนถึงเรื่องผู้บริหารที่พบปะในการทำงาน
    อาจจะด้วยเพราะอยากจะแยกเรื่องงานออกจากการเขียน blog อย่างชัดเจน
    เขียนถึงมันได้บ้าง แต่ไม่อยากให้งานอดิเรกกับงานประจำทับซ้อนกันจนเกินไป

    แต่หนนี้ ผิดคอนเซ็ปต์เห็นๆ เพราะว่ามีหลายอย่างถูกใจ..เก็บเอาไว้คนเดียว
    ก็รู้สึกว่าอึดอัดอยู่มากมาย เหมือนกินข้าวเหนียวกับไก่ย่างแล้วไม่ได้กินน้ำตาม...

    เมื่อวานไปสัมภาษณ์ซีอีโอของไทยแอร์เอเชีย
    นี่เป็นหนที่สี่ของการติดตามเขาผู้นี้เพื่อเขียนบทความของเดือนนี้
    แต่เป็นหนที่สองที่ได้นั่งคุยกับเป็นเรื่องเป็นราว คราวละหนึ่งชั่วโมง

    ครั้งที่สองของการพูดคุยเป็นไปในลักษณะของการเก็บตกชีวิตส่วนตัวและอิริยาบทของเขา
    หลังจากเมื่อคราวก่อนได้คุยเรื่องธุรกิจที่เป็นอยู่ไปแล้ว
    วันนี้เลยมีช่วงของการตอบโต้ระหว่างกันมาไปในสภาพของการพูดคุยมากกว่าการสัมภาษณ์

    ตอนหนึ่งของการสนทนา ซีอีโอพูดถึงเรื่องคนที่เป็นปัญหาหนักอกและปวดหัวที่สุดของเขา
    ไม่ว่าจะเป็นคนดีที่น้อยใจไม่คิดว่าตัวเองทำได้ดีอยู่แล้ว คนไม่ดีที่ไม่รู้ตัวเองว่าทำไม่ดี
    คนที่ทำไม่ได้แล้วคิดว่าตัวเองทำได้ คนที่ไม่เคยมองเห็นว่าตัวเองทำได้ พูดง่ายๆ คือคนมากมายหลายประเภท

    พูดจบเขาก็หันมาถามใจว่า....อย่างเราล่ะ เป็นคนดื้อไหม??...
    ใจเงียบไปสักพัก พร้อมกับตอบว่า "ไม่ดื้อค่ะ" (น้ำเสียงเบามากๆ แบบอึ้งไปเล็กน้อย)
    ซีอีโอวัยกลางคน ยิ้มที่มุมปากนิดๆ
    "โอ้ย ดื้อมากเลยเราอ่ะ ดื้อเงียบด้วย วันนี้ไม่ได้ ถอยก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่
    เวลาเถียงกันเนี่ย ไม่มีเหตุผลดีๆ อย่าหวังจะเชื่อ เอาดี ๆ มาแล้วค่อยว่ากัน ใช่ป้ะ??"

    หนนี้ใจไม่เงียบอย่างเดียว แต่เหมือนมีตัวอะไรสักอย่าง
    กระโดดถีบตัวเองให้ตกจากเก้าอี้ตัวที่คิดว่าคงแพงอยู่เหมือนกันตัวนั้น....
    ออกมาอย่างตัวชา...เดินเข้าลิฟต์ และกลับมาถึงบ้านแบบจุกๆ พิกล..โฮะโฮะ

    ว่าก็ว่าเหอะ ก็เคยนั่งต่อหน้าซีอีโอองค์กรใหญ่ๆ มามากมายหลายหนอยู่
    นั่งลงสัมภาษณ์ก็หลายครั้ง ไม่เคยมีหนไหน ที่ถูกผู้บริหารหันมาถามและทายนิสัยตัวเองสักหน
    ไม่ต้องบอกว่าคำตอบเป็นอย่างไร แต่ใจก็ยังจุกจนถึงวันนี้เลย ให้ตายเหอะแม้ว....


    8/14/2007

    คมชนปกคตสกกตสตงศอบตกอสพปปสมชสนช


    ฟังข่าวการเมืองมาตลอดหลายวันมานี้
    ผู้ประกาศข่าวเรียกชื่อย่อของสถาบัน หน่วยงาน และกลุ่มคน ชนิดที่ว่า...คนฟังมึน

    ใจเองก็อึดอัดมาพักใหญ่ๆ ไม่เคยจะจำได้สักที ว่าชื่อย่อไหนเป็นของกลุ่มก้อนใด
    ทั้งๆ ที่ชื่อเหล่านี้ก็มีความสำคัญ และเกี่ยวเนื่องกับประชาชนคนตาดำๆ อย่างเรามานานโขทีเดียว

    วันนี้ดึกดื่นเที่ยงคืนก็ยังไม่ยอมหลับยอมนอน
    ทั้งๆ ที่เหนื่อยๆ เพลียๆ จากภารกิจประจำวัน....ยังอุตส่าห์มานั่งค้นหาชื่อย่อของคำที่ว่ามาเก็บไว้

    เอาไว้อ่านเพื่อประดับความรู้ หรือใช้งาน ...ก็ว่ากันไป หวังว่าคงมีประโยชน์กันบ้างล่ะน้อ
    แอบตรวตสอบจากเว็บไซต์ของเจ้าของหน่วยงานมาคร่าวๆ
    จากข่าวในเว็บไซต์ก็พอประมาณ
    ผิดพลาดตรงไหน แก้ไขให้ด้วยแล้วกันนะ
    ย่อกันซะขนาดนั้น เอาเป็นว่า มึนก็อย่าได้โกรธกัน บอกกันด้วย เอิ้ก เอิ้ก

    1. คมช. หรือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ
    Council for National Security

    2. นปก. หรือ แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ
    The Democratic Alliance  Against Dictatorship (DADD)

    3. คตส. หรือ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ
     The Assets Scrutiny Committee (ASC)

    4. กกต. หรือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง
    The Election Commission (EC)

    5. สภาร่างรัฐธรรมนูญ
     The Constitution Drafting  Assembly (CDA)

    6. คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
     The Constitution Drafting Committee (CDC)

    7. สตง. หรือ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
    The Office of the Auditor General of Thailand (OAG)

    8. ปปช. หรือ สำนักคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
    The National Counter Corruption Commission (NCCC)

    9. ประธาน(สภา)องคมนตรี
     Privy Council President

    10. ศอ.บต. หรือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
    The Southern Border Provinces Administrative Center  (SBPAC) 

    11. คปค หรือ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
    The Council for Democratic Reform under Constitutional Monarchy

    12. กอส หรือ คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ
    The National Reconciliation Commission 

    13. การประกาศกฏอัยการศึก 
    The Declaration of Martial Law

    15. พปป. หรือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
    People's Alliance for Democracy (PAD)

    16. สมช. หรือ สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ  
    The National People's Assembly (NPA)

    17. กอ.รมน.  หรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน 
    The Internal Security Operations Command (ISOC)

    18. สนช. หรือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
    The National Legislative Assembly (NLA)

     
    จริง ๆเห็นว่ามีคำศัพท์ คำย่ออีกตั้งมากมายก่ายกอง
    ไว้วันหลังเอามาฝากใหม่ ที่ให้ไปวันนี้เอาไปท่องด้วยละกัน ....โฮะโฮะ

    8/13/2007

    เรื่องของลำโพง

     

    ขณะที่ใครบางคนเดินพันธุ์ทิพย์ เดินฟอร์จูน และห้างไอทีอีกตั้งหลายแห่ง
    เพื่อมองหาลำโพงตัวใหม่มาใช้กับคอมพิวเตอร์ของตนเอง
    แต่...จนแล้วจนรอดก็ยังตัดสินใจไม่ได้
    หรือยังไม่ยอมควักเงินในกระเป๋าจ่ายเพื่อซื้อมันมาลิ้มลองเสียงดังกระหึ่มสักที
    กลับกัน ที่บ้านของใจกำลังเห่อลำโพงตัวใหม่กับเค้าเหมือนกัน
    เพียงแต่ว่าเป็นลำโพงจากโทรศัพท์บ้านก็เท่านั้นเอง

    เป็นเวลาสองวันแล้ว ที่พี่สาวทดลองโทรศัพท์โทรศัพท์มาหาใจ
    โดยมีคนอื่นๆ ทั้งพ่อ แม่ และหมามันนี่ที่เป็นสัตว์เพียงประเภทเดียว ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้าในตัวบ้านได้
    เป็นกองเชียร์อยู่ข้างๆ ด้วย
    (ไม่นับจิ้งจก มด ยุง และแมลงอื่นๆ ที่เล็ดลอดเข้ามา)


    ที่บ้านเพิ่งจะยอมเปลี่ยนโทรศัพท์มาใช้แบบโทรศัพท์บ้านแบบไร้สาย
    หลังจากโทรศัพท์เครื่องเก่ามันเริ่มไม่มีเสียง
    โทรศัพท์ไปแล้วมันไม่ดัง ทำเอาอีกฝ่ายหนึ่งหงุดหงิด เพราะเหมือนไม่มีคนรับสาย
    แต่จริง ๆแล้วคนอยากจะรับ แต่ดันไม่ได้ยินเสียงกริ๊งกร๊าง

    ทั้งๆ โทรศัพท์เครื่องนี้ถูกยกกลับบ้านนอกไปเสียนาน
    ราคามันแพงเอาเรื่อง แต่เนื่องจากว่าใจมิเคยได้ใช้ประโยชน์จากมัน
    เลยขนกลับบ้าน แต่ดูเหมือนว่า คนที่บ้านเพิ่งจะเห็นคุณค่า
    และยอมหยิบนำมันมาใช้งานก็ตอนที่โทรศัพท์บ้านแบบธรรมดาราคาสองสามร้อยบาทเครื่องเดิมเสีย

    พี่สาวเป็นตัวแทนของการทดสอบโทรศัพท์เครื่องใหม่
    เธอเปิดลำโพงดังลั่น แบ่งปันการสนทนาให้คนอื่นๆ ในบ้านได้รับฟัง
    เรียกแม่กับพ่อมาคุยพร้อมกัน เหมือนกับการประชุมสามสาย สี่คน
    มีเสียงหมาเห่าเสียงคนคุยกันเล็ดลอดเข้ามาพอแสบหูอยู่ประปราย

    มันให้ความรู้สึกแปลกๆ พิกล
    ขณะที่คนอื่นๆ ฟังเสียงเราคุย .... มันไม่มีสองต่อสอง
    แต่มันเหมือนกับการพูดให้คนทั้งห้องประชุมได้ฟัง
    ต้องระมัดการออกเสียง และระมัดระวังที่จะพาดพิงถึงคนอื่นด้วยไปในตัว....

    พิจารณาจากรูปการณ์
    เดาได้ว่า...ทั้งแม่ พ่อ และพี่สาว ชอบฟังก์ชั่นการใช้งาน....การเปิดลำโพงคุยกันเป็นอย่างมาก
    ถึงกับโทรศัพท์สองวันซ้อน เปิดลำโพงทั้งสองหน
    ไม่บ่อยครั้งนักที่ใจใช้ฟังก์ชั่นนี้ในโทรศัพท์บ้าน
    มักจะเรียกใช้งานเมื่อตอนคุย skype
    โปรแกรมโทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ต และใช้ลำโพงไปกับการฟังเพลงผ่านคอมพิวเตอร์เสียมากกว่า
    เห็นเขาชอบกันแบบนี้  ... อดคิดไม่ได้ว่า...
    มันเป็นอะไรที่เราคิดไม่ถึง ในความง่ายๆ ธรรมดาในสายตาเรา
    มันช่างยิ่งใหญ่ และใหม่สำหรับใครอีกหลายคนเสียจริงๆ
    พอๆ กับการแม่หัดใช้กล้องดิจิตอลในโทรศัพท์มือถือยี่ห้อโมโตโรล่านั่นล่ะมั้ง...
    จนป่านนี้ถ่ายได้ ก็ยังเรียกกดดูรูปที่ถ่ายไม่ได้.....เหอเหอ

     

    8/11/2007

    กินลำไย.....ซึ้ง

     

    ตื่นนอนภาคกลางวันเพราะเสียงโทรศัพท์ดังติ๊ด ติ๊ด
    สะกิดอารมณ์ง่วงนอนตะเลิดเปิดเปิงไปไกล 
    ผลที่ออกมาก็คือ ใจต้องกลับมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์อีกครั้ง

    นั่งเปิดเพลงฟังไปเรื่อยๆ เหมือนพวกหิวกระหายเพลงอย่างแรง
    นานเท่าไรแล้ว ที่เสียงเพลงไม่ได้เข้ากระทบเส้นประสาทหูอย่างจังเช่นนี้
    ไม่มีเวลาได้นั่งฟังเพลง หรือแตะคอมพิวเตอร์จริงๆ จังๆ มานานหลายวัน
    วันนี้เหมือนหญ้าได้น้ำ วัวได้ฟางแห้ง และสาวได้เบอร์หนุ่มที่แอบชอบ ยังไงยังงั้น

    นั่งๆ อยู่ก็ได้ยินเสียงจั่กจั่ก ดังลอดมาจากด้านนอกตัวห้อง
    เดินไปดูที่ระเบียง...ที่แท้ก็เสียงของฝนตกนั่นเอง

    ห้าโมงนิดๆ แดดหาย ลมพัด และฝนตก
    บรรยากาศกำลังอินเลิฟใช้ได้
    คิดว่าบรรยากาศมันเข้าท่า
    เลยตัดสินใจถือถุงลำไยไปนั่งที่ระเบียง ....
    นั่งลงกับพื้นระหว่างขอบห้องกับระเบียงติดกับประตู
    หยิบลำไยกินไปทีละลูก นั่งดูมอเตอร์ไซด์รับจ้างขับฝ่าฝน
    คนเดินกางร่มมีแปลกๆ และดูผู้ชายแก้เสื้อ
    ออกมายืนคุยโทรศัพท์ที่ระเบียงของห้องจากตึกฝั่งตรงกันข้าม
    มันเข้ากันดีพิกลแฮะ....ยังไม่เคยทำ เป็นความรู้สึกใหม่เอี่ยมที่ได้รับ

    กินลำไยไปถึงลูกที่ห้า ก็นึกถึงแผลจากอาการร้อนในด้านในริมฝีปากล่าง
    เมื่อวานกินอะไรไม่ค่อยจะอร่อย เพราะแผลร้อนในทำพิษ
    เมื่อคืนเริ่มทายาแก้ร้อนใน วันนี้เริ่มหาย ก็กินลำไยเข้าไปซะยังงั้น
    หนามยอกเอาหนามบ่ง จะใช้ได้ไหมกับกรณีนี้???

    หันไปทางขวา เห็นว่าต้นไม้ที่แขวนอยู่นั่น
    มันไม่ได้น้ำตั้งแต่ย้ายห้องมา...แต่ว่ามันก็ยังไม่ตาย
    หากมันพูดได้...มันคงด่าใจว่าใจร้าย...
    "หากแกไม่ได้กินน้ำ แกจะรู้สึกยังไง" ...ใจคิดว่ามันคงจะพูดแบบนี้ เจ็บดีพิกล
    คิดได้ยังงั้นก็เลยรีบวางลำไย ลุกขึ้นหยิบไม้แขวนมารดน้ำ ก่อนแขวนกลับเข้าที่เดิม
    อย่างน้อยวันนี้ก็ลดศัตรูหัวใจไปได้หนึ่งคน แถมยังได้รับคำขอบคุณอีกด้วยตะหาก โฮะโฮะ

    กลับมานั่งที่เดิม กินลำไยรักษาแผลร้อนในอีกนิด
    ฝนก็หยุดตก หมดอารมณ์กินลำไยทำซึ้ง...ถือถุงลำไยยัดเข้าไปไว้ในตู้เย็นเหมือนเดิม
    กลับมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์อีกครั้ง....

    วันหลังจะซื้อลำไยเอาไว้ในตู้เย็น
    ฝนตกเมื่อไร ก็จะหิ้วไปนั่งที่ระเบียงอีกหน....ดีกว่านอนซุกผ้าห่มไปอีกแบบแฮะ

     

     

    รูปจากโม่ ทำเธออึดอัด แต่ฉันรักมัน





     
    ตึกนี่อยู่ตรงกันข้ามกับที่พักใหม่...ส่องกันไปส่องกันมากับห้องที่ตรงกัน


    ยิ้มแฉ่ง วันก่อนไอเอ๋น้องสาวแวะมาทักทาย
    คำถามที่ถามคือ...เจ้หายหน้าไปไหนมา 
    คำถามต่อมาก็คือ เจ้เปลี่ยนเอารูปกล้องดิจิตอลธรรมดามาลงได้ไหม
    "เอ๋ไม่ชอบ สีมันจัด และอยู่ในกรอบกลม...แปลกพิกล"

    มีหลายคนเข้ามาทัก
    ไม่ชอบรูปจากโลโม่ ด้วยความที่เป็นกล้องโลโม่แบบตาปลาหรือ fish eye
    กรอบกลมๆ ครอบภาพสีจัดเอาไว้ด้านใน อันเนื่องมาจากกระบวนล้าง
    ฟิล์มสไลด์ล้างด้วยน้ำยาฟิล์มสี....ความผิดเพี้ยนที่ตั้งใจของคนถ่าย
    และความตั้งใจของคนล้างในแล็ปสี


    เขาว่ามันทำให้เขาอึดอัด
    ภาพที่อยู่ในกรอบอยู่เสมอ ทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
    แต่ใจกลับหลงใหลมันเข้าอย่างจัง

    ตอนแรกๆ นึกว่าแค่เห่อ
    ตอนหลังเป็นความบังเอิญที่มาค้นพบว่าตัวเองเป็นคนชอบภาพสีจัดๆ
    แบบที่ใครบางคนตั้งภาพแบบนี้ว่า ...ภาพแนวๆ....
    กล้องดิจิตอลคอมแพ็คธรรมดา ใจก็ยังพกติดตัว
    หยิบเอามันออกมาถ่ายภาพบ้างตามประสา
    แต่ว่า หากเลือกได้ ฟิล์มยังอยู่ในกล้องโลโม่
    ก็จะให้ลำดับความสำคัญอยู่ที่กล้องโลโม่ก่อนทุกครั้ง

    ถ่ายแล้วก็อึดอัด...อยากจะเอามันไปเข้าแล็ปสีทันที
    คืนเดียวผ่านไปแทบจะตาย เหมือนอดกลั้นอะไรสักอย่าง
    อยากจะเห็นภาพ อยากจะเห็นภาพ...เหมือนมีคนมานั่งข้างๆ แล้วบอกแบบนี้
    เมื่อมีโอกาส ก็จะวิ่งไปยังแล็ปสีแล้วก็บอก "พี่....ล้างครอสให้ที"
    เสียเงิน 60 บ้านต่อม้วน ก็สบายใจ...เอาภาพมาใส่ blog อย่างที่เห็น

    ใครจะมองอึดอัด....แต่ใจรักมันนะ....

    เมืองจตุคาม







    เครื่องบิน ออกจากบ้านแต่เช้าตรู่
    ด้วยแท็กซี่เรดิโอ ที่จองเอาไว้ตั้งแต่คืนก่อนหน้า
    ใช้เวลาไม่กี่นาที พนักงานขับรถก็พาใจไปโผล่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
    ไม่รู้ว่านี่เป็นการเดินทางครั้งที่เท่าไร เพราะไม่เคยนั่งนับมันสักที
    ที่สำคัญชักขี้เกียจจำ ขี้เกียจจดแล้วว่าเดินทางไกลมามากมายขนาดไหน
    ยังไงเสีย มันก็กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว เปลืองเวลาแม้วหากจะมานั่งนับ

    ดูที่นาฬิกาเพิ่งจะตีห้าครึ่ง แต่สนามบินสุวรรณภูมิก็ยังคึกคัก
    แถวยาวหน้าเคาน์เตอร์ชวนให้แปลกใจ ใครๆ ก็บินได้อย่างที่เขาว่า

    ใจยกหูหาพีอาร์ของสายการบินไทยแอร์เอเชีย
    ที่เป็นผู้นำใจบินไปจังหวัดนครศรีธรรมราชในเช้าวันทำงานเช่นนี้
    หลังวางสาย ก็เดินไปหาร้านมินิมาร์ทขนาดย่อมชั้นล่าง
    ก่อนมองหายาสีฟันหลอดเล็กติดกระเป๋าเดินทางไปด้วย

    ด้วยคณะของสื่อมวลชนที่มากกว่าปกติ
    เวลาของการเดินทางที่กระชั้นชิดกับเวลานัดหมายพบปะ
    ทำให้ไม่มีโอกาสได้โหลดกระเป๋าสัมภาระไว้ใต้ท้องเครื่อง
    งานนี้เลยต้องแบกกระเป๋าติดขึ้นไปไว้บนเครื่อง
    และเหมือนจะเป็นเช่นนี้ทั้งขาไปและขากลับ

    ไทยแอร์เอเชียเพิ่งจะเปิดเส้นทางบินใหม่ไปนครศรีธรรมราชเมื่อต้นเดือน
    หลังจากทะยอยเปิดเส้นทางบินใหม่ ๆ ไปแล้วหลายที่
    พร้อมกับเปิดตัวเครื่องบินลำใหม่เพื่อรองรับเส้นทางที่เพิ่มขึ้นด้วย

    ทริปไปนครศรีธรรมราชหนนี้
    มีไทยแอร์เอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
    ทำให้การเดินทางไม่ได้ลงเอยแต่ลงเครื่อง เข้าที่พัก และนอนหลับ
    แต่อัดแน่นไปด้วยการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายอย่างของที่นี่

    เมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว
    ใจเคยนั่งรถไฟชั้นหนึ่งไปพร้อมกับพี่ๆ ที่ทำงานจากสวทช.
    ใช้เวลากว่า 16 ชั่วโมง ก็ไปโผล่ที่นครศรีธรรมราช
    หนนั้นเดินทางเข้าหมู่บ้านคีรีวงเพื่อดูการทำงานในระดับเอสเอ็มอี
    หนนี้เลยเป็นหนที่สองที่มีโอกาสได้มาเหยียบผืนดินของนครศรีธรรมราช

    นครศรีธรรมราชเป็นเมืองใหญ่
    เมื่อมีโอกาสได้นั่งรถชมเมือง ถึงได้รู้จากไกด์ว่าเป็นเมืองที่เคยปกครองตัวเองมาก่อน
    หลังจากตกเป็นของชวา ภายหลังเลยเข้ามาเป็นของสยามประเทศ
    ลักษณะภายในตัวเมือง ให้อารมณ์เหมือนกับไปอยุธยา
    มีเมืองชั้นนอก มีกำแพง มีวัดเก่า และมีเมืองชั้นใน นอกจากนั้นยังเคยมีวัง

    ขนาดเมืองใหญ่กว่าที่คิด
    ผู้คนพลุกพล่านกว่าที่คาดหมายไว้
    ต่างกับเชียงรายบ้านของใจชัดเจน ขับรถวนไม่กี่รอบก็ทะลุถึงกันหมด
    นอกจากนี้ทั้งเมืองของนครศรีธรรมราชยังละลานตาไปด้วย...จตุคามรามเทพ....

    ภาพของ ป้ายพลาสติก แผ่นโบว์ชัวร์
    รถติดเครื่องขยายเสียง ที่มีแผ่นป้ายภาพแปะบนไม้อัดแปะอยู่ที่ตัวถังรถ
    ร้านค้าที่เปิดรับให้เช่าจตุคาม หรือศูนย์ประสานงานการจัดทำจตุคามรุ่นใดรุ่นหนึ่ง
    มากมายดาษดื่นบนพื้นที่ของเมืองชั้นในของนครศรีธรรมราช
    และบางตาลงไปอีกนิดหน่อยในอำเภอรอบนอก

    เสียงการทำพิธีบวงสรวงบริเวณลานวัดมหาธาตุดังสลับกับเสียงประกาศของกองอำนวยการ
    ชายหญิงสวมใส่เสื้อผ้าขาว ทั้งกางเกง กระโปรงและเสื้อมีให้เห็นไปทั่ว
    ที่คอมีวัตถุมงคลที่ใคร ๆเขาก็เรียกว่า "จตุคามรามเทพ" สวมใส่อยู่
    แม่ค้า พ่อขายจับจองพื้นที่รอบๆ วัดวางโต๊ะ เก้าอี้ กลายเป็นแผงชั่วคราว
    เพื่อเปิดให้เช่าองค์พ่อจตุคามรามเทพ......

    ใจจำไม่ได้ว่ารุ่นไหนเป็นรุ่นไหน รู้แต่ว่าละลานตาไปหมด
    มีจตุคามราคาไม่กี่สิบบาท สามองค์ร้อย ไปจนถึงหลักหมื่นบาท
    คนขายเรียกลูกค้าเข้าร้าน เพื่อรับชมสินค้าของตนที่วางอยู่บนแผง

    สามี ภรรยาคู่หนึ่งรับเข้ากรอบจตุคาม ราคาย่อมเยา
    กรอบวงกลมขนาดเท่าเหรียญบาท ห้าบาท สิบบาท และใหญ่กว่านั้น
    ถูกประดับตกแต่งด้วยสีทอง อุปกรณ์ที่คล้ายคลึงกับอัญมณีมีค่าวางเต็มตะกร้า
    ใครอยากได้แบบไหน ลงมือค้น ลงมือเลือก เขาและเธอจะเป็นผู้ทำหน้าที่ต่อไป

    ใจเดินข้ามฝั่งถนนจากวัดมหาธาตุไปยังวัดตรงกันข้าม
    มันเงียบเหงากว่าอย่างเห็นได้ชัด
    พื้นที่วัดกลายเป็นที่จอดรถ แตกต่างกับวัดมหาธาตุในเวลานั้น
    มีแผงให้เช่าจตุคาม ที่วางสลับกับแผงขายข้าวแกงและน้ำดื่มไม่ถึงสิบแผง
    ผู้คนฝั่งโน้นเป็นพัน ฝั่งนี้เพียงไม่กี่สิบคน.....ใจเห็นเช่นนั้น....

    มีโอกาสได้เข้าไปคุยกับเจ้าของร้านรับพิมพ์โปสเตอร์ภาพขนาดยักษ์
    สำหรับวัดที่ทำจตุคามรุ่นเด่นรุ่นที่ต้องการ
    เขาบอกว่าเพิ่งจะลงเครื่องพิมพ์หน้ากว้างรุ่นใหม่กว่า 8 แสนบาทเมื่อต้นเดือน
    หลังจากรุ่นเก่าที่วางอยู่ติดๆ กันมันเริ่มทำงานหนัก ไม่รองรับกับความต้องการ
    กับทั้งลูกค้า และสำหรับตัวเขาเอง
    เขาเพิ่งวางเงินไปครึ่งหนึ่ง และจะผ่อนจ่ายอีกหนึ่งงวดในเร็ววันนี้
    หลังจากที่วางเครื่องพิมพ์ตัวใหม่เข้าไปในร้าน
    งานก็ทำได้มากขึ้น มีออร์เดอร์เข้ามา เขาก็ทำส่งให้ได้ทัน
    แม้จะไม่มากเท่ากับเมื่อสองสามเดือนก่อน

    เขายอมรับว่ากระแสของจตุคามไม่ดังเท่ากับเมื่อสองเดือนที่แล้ว
    มีการสั่งงานเข้ามาไม่หนาตา แต่ว่าก็ยังพอมีให้เห็นอยู่บ้าง
    ลูกค้ายังเดินเข้ามาในร้านทุกวันเพื่อสั่งงานแต่ว่าจำนวนลดน้อยลง
    ต่างกับเดือนที่แล้ว เขาและคนงานผู้ชายหลายคนแทบไม่ได้กิน ไม่ได้นอน
    เวลานอนคือเวลาพิมพ์โปสเตอร์จตุคามเพื่อให้ทันกับความต้องการของวัด
    น้ำขึ้นให้รีบตัก คงอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน

    ใจหยิบโบว์ชัวร์แนะนำจตุคามรุ่นหนึ่งจากร้านลุงหน้าตาใจดี
    ที่อยู่ติดกับร้านขายขนมจีนชื่อดังที่สุดในนครศรีธรรมราช
    ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารมื้อกลางวันในวันที่สองของการเดินทาง
    หลังเขาแนะนำว่า รุ่นนี้ดี รุ่นนี้ดัง ....ในระดับหนึ่ง ...

    ใจแอบคุยกับคุณลุงถึงจำนวนของการจัดทำจตุคาม
    บวกกับรายได้ที่จะได้จากการเปิดให้จองจตุคามทั้งหมด
    โดยใช้จตุคามรุ่นที่ระบุอยู่ในโบว์ชัวร์เป็นต้นแบบในการคิดคำนวณ

    เริ่มต้นจากจำนวนของการจัดทำที่จะมากน้อยตามจำนวนการสั่งจอง
    วัดที่เป็นเจ้าของจตุคามรุ่นนั้นจะระบุจำนวนของการสั่งจองเอาไว้ก่อน
    หนึ่งรุ่นจตุคามประกอบไปด้วยจตุคามรุ่นย่อยที่อยู่ภายใต้อีกกว่าสิบรุ่นย่อย
    ใจเอามือจิ้มนับๆ พบว่าในโบว์ชัวร์บอกว่าจตุคามวัดนี้มีรุ่นย่อยทั้งสิ้น 25 รุ่นย่อย
    รุ่นย่อยแยกย่อยเนื้อหาสาระตามขนาดของจตุคาม เล็ก ใหญ่
    เนื้อมวลสารที่ประกอบกันเป็นจตุคามก็แตกต่างกัน เช่น ว่านสารพัดชนิด เนื้อปูนที่มีส่วนสำคัญในการสร้างวัด
    ผงไม้ตะเคียน อิฐ กระเบื้องวัดสำคัญ กาฝาก รัก ยอ ยม ตำลึง บอระเพ็ด แร่สัมฤทธิ์
    ไม้สารพัดแบบ ดอกไม้บูชาสารพัดจะเคยใช้.... เป็นต้น....ย้ำ...เป็นต้น...

    คณะที่ราคาในการเปิดจอง หรือ บูชานั้นก็แตกต่างไปตามการจัดลำดับความสำคัญ
    มากมายตั้งแต่ไม่กี่สิบบาทไปถึงหลักหมื่นหากเป็นจตุคามทองคำหนักหลายบาท

    คิดง่ายๆ หากว่า จตุคามหนึ่งรุ่นผลิต 25 รุ่นย่อย
    หนึ่งรุ่นย่อยเฉลี่ยราคาในการจองอยู่ที่ 200 บาท
    และจำนวนในการผลิตรุ่นย่อยเพื่อการสั่งจองอยู่ที่ 3000 องค์
    ... สมมตินะ... มันก็เท่ากับ 25x3000x200 = 15,000,000 บาท
    แต่ที่ใจเห็นบางรุ่น ผลิตเกิน 20 รุ่นย่อย
    ราคาเฉลี่ยอาจจะมากกว่านี้....และจำนวนในการสั่งจองอาจจะมากกว่านี้....
    ไม่คิดถึงว่าต้นทุนในการผลิตโปสเตอร์ปิดทั่วเมือง โบว์ชัวร์แนะนำรุ่นเท่าไร
    จ้างรถขยายเสียงเท่าไร ค่าบวงสรวง ค่าวัตถุดิบเท่าไร
     ...และไม่อยากคิดถึงว่าเงินจะเหลือเท่าไร...ถือว่าเป็นความรู้เพิ่มเติมที่ได้มา

    ถือว่าได้ไปเห็นกับตาตัวเองว่า เมืองแห่งจตุคามที่นั่นเป็นอย่างไร...
    แถมได้จตุคามรุ่นพิเศษติดมือกลับบ้านมาอีก 2 องค์
    หยิบไปฝากพี่ปุ๊กที่ออฟฟิศหนึ่งองค์ คนรับถึงกับงง...กับของฝากที่ได้
    อีกองค์เป็นรุ่นกดพิมพ์....มีแต่คนอยากได้...เห็นว่าอย่างนั้น
    คือเขาเพิ่งจะกดพิมพ์นำฤกษ์ ยังไม่ได้เปิดให้จอง
    พวกเราก็ได้มาครอง...ว่างั้น.....

    ตอนแรกจะเอามาฝากพี่เจี๊ยบ แต่ลืมไปเป็นคริสเตียน
    จนถึงตอนนี้ก็ยังเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว
    แอบหวังว่า วันหนึ่งข้างหน้า ราคาจะพุ่งสูง
    คราวนี้มีจตุคามรามเทพแล้วจะได้รวยอย่างที่เขาว่า
    "มีกูไว้ไม่จน" ขุนพันธ์ ราชเดช ผู้ปลุกเสกจตุคามเมื่อปี 30 ว่าเอาไว้
    ใจก็อยากจะรวยกับเขาบ้างนะ....เหอเหอ ....


    8/9/2007

    เหนื่อย






    เหนื่อยจัง.....
    8/3/2007

    ท้อแต่ก็ทน



    กำลังคิดว่า สิ่งที่ตัวเองกำลังพบเจอ
    มันยิ่งกว่านิยายน้ำเน่าเสียอีก
    หากปล่อยทิ้งไว้ ยุงก็คงไข่แล้วบินว่อน

    แต่ต่อให้เจอเหตุการณ์ร้ายๆ สักกี่หน
    แทบทุกครั้ง...ก็ผ่านมันมาได้ทั้งนั้น

    เมื่อวานได้ยินโฆษณาในทีวีบอกว่า
    สุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจเราเลือก
    หาใช่คนอื่นทำ....

    ตอนนี้ก็ชักไม่แน่ใจแล้วล่ะ
    ต่อให้มันเป็นเหตุของการกระทำ
    หรือเป็นผลของกรรมที่เราก่อไว้อะไรต่างๆ นานา
    แต่ทว่าบางครั้งความทุกข์ก็เกิดได้จากสิ่งรอบข้าง...
    ....ไม่ใช่หรือ?.......

    มันอยู่ที่ว่าเราเลือกจะใช้หัวใจ
    จัดการกับเรื่องราวเหล่านั้นอย่างไรมากกว่าล่ะมั้ง
    หาใช่เรื่องทุกข์จะเกิดจากสิ่งรอบข้างไม่ได้เสียเมื่อไร

    วันนี้ท้อ...แต่ใครหลายคนก็อยู่ข้างข้าง
    ต่อให้ต้องฟันฝ่าและแก้ไขปัญหา
    รอคอยให้ผ่านพ้นไปด้วยตนเอง
    แต่ก็ยังมีคนเหล่านั้นคอยให้กำลังใจเสมอ

    มีหลายๆ คนยื่นมือออกแรง
    หลาย ๆ คนต่างก็คอยปลอบโยนให้กำลังใจ
    "มีอะไรบอกมาได้เลย ยินดีจะช่วยเหลือ"
    น้ำใจมากมายเหลือเฟือ ก็ไม่เห็นจะต้องกังวลอะไรอีกต่อไป

    หากเราผิดแล้วยอมรับผิด ก็จะได้รับในผลแห่งการกระทำ
    แต่หากเราไม่ผิด คนอื่นทำ เขาก็จะได้รับในสิ่งนั้นกลับคืน
    let it be, let it be, .......เรายังโชคดีกว่าคนอื่นอีกตั้งมากมาย
    ก้าวเดินต่อไป.....ลมหายใจยังไม่ดับนี่นา

     
    8/1/2007

    ย้าย...




    ก่อนกลับบ้านมีเรื่องให้ปวดใจหลายอย่าง
    มันวุ่นวายเกาะกินหัวใจมากมาย

    หนึ่งในนั้น ที่ทำให้ต้องวุ่นวายจนถึงตอนนี้ก็คือ
    การมองหาที่พักใหม่ที่ดีกว่านี้

    เช้าวันอาทิตย์ เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา
    ระหว่างการลงไปชั้นล่าง
    ขากลับ
    สายตาก็พลับเหลือบไปเห็นคนยืนที่ประตูห้องของเขา
    ห้องหมายเลข 107 ชั้นหนึ่งของที่พัก

    จำได้ว่าขาลงมาเห็นประตูห้องเปิดทิ้งไว้
    เห็นทีวีเปิดอยู่ แต่ไม่เห็นเจ้าของห้อง
    ขากลับ...เห็นคนยืน
    แต่ว่า...อยู่ในสภาพของการแก้ผ้า
    และมือก็ไม่ได้อยู่นิ่งปกติ....

    ด้วยอารามตกใจ
    ทำอะไรไม่ค่อยจะถูก
    เลยตัดสินใจวิ่งหนีขึ้นไปชั้นบน
    เข้าห้อง ล็อกประตูแน่น
    หลังจากนั้นก็ยกหูหาเจ้าของที่พัก
    บอกเล่าเรื่องราวที่ได้พบ
    จนกระทั่งเป็นที่มาของการย้ายออก

    ที่ย้ายออกน่ะ คือห้อง107
    ชายเจ้าของห้องกับแฟนสาว
    ถูกให้ออกเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

    ขณะที่ใจก็กำลังมองหาที่พักที่ปลอดภัยยิ่งกว่าเดิม
    เฮ้อ....เจอแบบนี้ ....ก็ชักท้อ
    พอกลับบ้านไป ถึงได้เห็น
    ว่าเปิดประตูเอาไว้ทั้งวัน มันก็ปลอดภัย
    อยู่กรุงเทพ ไม่รู้ใครเป็นใคร
    ลำบากใจจริงๆ ....

    นี่ก็รู้แล้วว่าอยากจะย้ายไปอยู่ที่ไหน
    ลงตัวเมื่อไร
    วิวหลังห้องคงเปลี่ยนไป
    เซเว่นปากซอยคงไม่มี
    กลายเป็นแฟมิลี่มาร์ตไปแล้วล่ะมั้ง....
    แค่คิดว่าจะขนตู้เย็น ไมโครเวฟ เก้าอี้
    และเสื้อผ้าลงไปชั้นหนึ่ง
    ก็ถึงกับเหนื่อยรอไว้แล้วเรียบร้อย

    แต่เอาเหอะ อย่างน้อยก็คงดีกว่า
    คอยระแวงหลังแบบทุกวันนี้

    กลับบ้าน



    g3 
    g5
    g4

    g2

     

    กลับบ้านมา 6 วัน
    กิจกรรมที่ทำมีไม่กี่อย่าง
    ก็เหมือนกับหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา
    นอน กิน ไปบ้านป้า
     
    แต่หนนี้มีกิจกรรมใหม่เพิ่ม
    คือการไปโรงพยาบาลและไปเที่ยวฝั่งลาว

    หลังจากปวดเอว ปวดขาอยู่นาน 3 วันติด
    แม่กับพ่อเลยลากไปโรงพยาบาลในตัวอำเภอ

    วันหยุดเช่นนี้ คนป่วยต้องไปห้องฉุกเฉิน
    หมอถามว่าเป็นอะไรมา
    "อยากจะตอบว่า ก็ถ้ารู้คงไม่ไปหาหมอ เหอเหอ"
    แต่ก็ได้แค่คิดอยู่ในใจ

    กลับบ้านได้ยาคลายเส้นมากิน
    หมอสันนิษฐานอาจจะเป็นเพราะกล้ามเนื้อ
    กินยาแล้วก็นอนอุตลุต
    ตื่นมาอีกทีก็ได้เวลากินพอดิบพอดี


    เย็นวันหนึ่งเข้าไปในอำเภอ
    เพื่อซื้อของเข้าบ้านและพบอั๋น
    บอกอั๋นจะเข้าไปเที่ยวฝั่งลาว

    ทั้งๆ ที่อยู่ตรงกันข้ามกัน
    แต่ก็ไม่เคยได้ไปเยี่ยมเยือน
    เป็นเวลากว่าสิบปี

    หลังจากที่นัดหมายกับอั๋นเอาไว้
    ก่อนการเดินทางกลับกทม.
    เย็นวันที่ 30

    ก็ถือพาสปอร์ตไปปั๊มตราขอข้ามเมือง
    กรอกเอกสารขอเข้า และออกเมือง
    ก็นั่งเรือโดยสาร 3 คน 20 บาท

    น้ำในแม่น้ำโขงขึ้นล้นตลิ่ง
    คนนั่งไม่ได้ใส่ชูชีพ
    รู้สึกเสียวอยู่นิดๆ
    แต่ก็ไปถึงฝั่งลาวโดยปลอดภัย

    เหมารถสองแถวไปตลาดจีน
    ตลาดลาว และก็กลับมาที่เดิม
    กินเวลาไปแค่สองชั่วโมงนิดๆ 

    กลับมาถึงกรุงเทพโดยปลอดภัย
    ขาไปนั่งเครื่องบิน
    ขากลับนั่งรถทัวร์
    ปวดหัว เบลอๆ เพราะใช้เวลา
    ไปกับรถทัวร์ถึง 13 ชม.