Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    7/30/2008

    ชีวิตที่มีตุ๊กตา




     
    Lonely-10


    มีคนถามว่า "ใจหายไปไหน??"

    จริงๆ ใจไม่ได้หายไปไหนหรอก
    ก็ยังหายใจอยู่
    แม้จะใช้ชีวิตผิดไปจากเดิมอยู่บ้าง

    กลางวันทำงานหนักขึ้น เข้าออฟฟิศบ่อยกว่าที่เคยเป็น
    จนชักสงสัยเหมือนกันว่าตัวเองจะทำงานหนักแบบพลีชีพเพื่อเอาเงินเดือน
    หรือเอาเหรียญทอง และโล่ห์ พร้อมใบประกาศนียบัตรกันแน่
    แต่ยังคิดหาคำตอบอะไรไม่ได้ในตอนนี้
    เลยยังทำงานหนัก และจริงจังกับมันเหมือนเดิม

    ส่วนกลางคืนก็กลับมานั่งเย็บตุ๊กตา
    จนสาวตุ้มเพื่อนที่ออฟฟิศชักจะทักว่า
    "เราว่าคนอื่นคงจะเข้าใจน้ำค้างผิดนะเนี่ยว่ามีลูกมีปั๋วแล้วถึงได้ทำงานหนักขนาดนี้"
    ไม่อยากจะบอกว่า เราอยากให้เขาเข้าใจผิดมากเลยตุ้ม
    จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีวี่แววจะมีโอกาสให้ใครเข้าใจผิดแบบนั้น
    บ้าเนอะ แต่เราก็แอบคิดจริงจังนะ ขอบอก 555

    พูดถึงเรื่องเย็บตุ๊กตาเนี่ย
    ใจเพิ่งค้นพบว่า
    การนั่งเย็บตุ๊กตามันช่วยดับอาการจิตฟุ้ง และจิตซ่านได้ดีไม่น้อย
    หากตั้งจิตและตั้งใจให้มุ่งมั่นนับแต่รอยเข็ม
    จงแทงไปข้างหน้า แล้วย้อนกลับมาข้างหลังแบบด้นถอยหลังเพียงเท่านั้น
    เดินไปตรงนั้นแล้วควรจะโค้งตรงนี้แล้วมันจะมนได้รูป
    หูมันจะต้องวนกลับมาอีกทาง หางมันควรจะเป็นกระดุมสีอะไร

    แต่หากเอาไปคิดเรื่องอื่นนอกเหนือจากที่กล่าว
    ไม่ว่าจะเป็น พรุ่งนี้จะไปไหนบ้าง ทำอะไรดี
    กลางวันพรุ่งนี้จะกินอะไร จะไปพบใครที่ไหน
    คิดถึงคนนี้จัง ไม่มีโอกาสได้เจอเลย เปื่อย ไอ ไม่สบาย หายหรือยังนะ

    คิดได้ไม่ถึงสองวินาที แค่นั้นแหละ....
    เข็มจะแทงนิ้ว เลือดอาบกันได้
    ดังนั้น เมื่อเข็มปักลงบนผ้าแล้ว
    ก็ต้องพยายามจิตใจหมกมุ่นอยู่กับผ้าและเข็มเพียงเท่านั้น
    เขาว่ากันว่า...มันฝึกสมาธิ จิตนิ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน
    ใจชักจะเห็นด้วยอยู่ตะหงิดๆ พอสมควร

    หลายวันก่อนข้อมือใจปวดเอาเสียมากๆ
    เพราะเย็บตุ๊กตาหนักไปหน่อย
    นอนก็ไม่ค่อยหลับ
    มีคนแอบวิเคราะห์ว่า เป็นเพราะตุ๊กตาอีกนั่นแหละ
    พอเย็บแล้วเพลิน ทะลึ่งเลยเวลานอน
    น้ำหนักใจลดลงหนึ่งกิโลกรัม
    คนๆ เดิมยังแอบวิเคราะห์อีก กินไม่ตรงเวลา
    นอนไม่พอ เพราะเย็บตุ๊กตาอีก
    ใจชักสงสัย...มันอะไรจะขนาดนั้น

    ไม่ได้ว่าทรมานตัวเองหรอกนะ
    เพียงแต่ว่า มันคงเหมือนคนติดการ์ตูน
    อ่านมันส์แล้วไม่ยอมหลับยอมนอน
    อีกหนึ่งเล่ม อีกสองเล่ม ผลัดมันอยู่นั่น
    สรุปคืนนั้นอ่านไป 22 เล่มจบ

    ไม่ก็พวกติดเกม เล่นแล้วเพลิน เผลอแหงนมองนาฬิกาอีกทีมันก็ตีสอง
    ปวดหมอง ตาโหลเป็นหมีแพนด้า

    หรือไม่เป็นใครบางคนที่กำลังสนุกสนานอยู่กับการหาของเล่นใหม่ให้กับรถยนต์
    เอาสิ ติดสปอตไลท์ตัวใหม่ ติดแม็กซ์ของจริงรุ่นไหนดี
    เบาะหนังสีนี้สวยไหม เดินด้ายสีอะไรดี
    พรุ่งนี้จะเลือกทะเบียนรถเลขไหนดี เลือกวันเกิดตัวเองดีไหม
    ไปติดของเล่นที่กระจกข้างรถท่าจะดี กดรีโมททีไรมันก็เด้งเก็บพับเอง
    ถอดไฟเบรกหลังรถดีกว่ามันใหญ่บังกระจกหลัง เอาอันเล็กกว่านี้มาใส่เท่ห์ด้วยไม่เหมือนใคร
    หรือไม่ก็หา Mugen มาประดับรอบคันรถท่าจะดี
    เอาเข้าไปสิ.....
    มันก็คงจะเพลินยิ่งกว่าเย็บตุ๊กตาล่ะว้า
    เสียเงินเยอะกว่าด้วย

    เห็นหรือเปล่า ชีวิตที่มีสิ่งที่ตัวเองชอบน่ะ
    บางทีมันก็ไม่ได้ทำให้สุขไปเสียทั้งหมดหรอก
    เสียสิ้นประดามีทั้งเวลา เงิน และการนอนไปเสียบ้าง
    แต่มันก็ได้กลับมาซึ่งความพึงพอใจ
    สุขบ้าง ทุกข์ไป แต่ใจเลือกน่ะ.....
    ชีวิตใจตอนนี้มีตุ๊กตา......ใครจะทำไม
    ฮิ้วววววววววววววววววววววววววววว



    Fash_282

    7/16/2008

    โลนลี่จัง...บันนี่เหงาโคตร 100 % กระต่าย hand made




    หลายวันมานี้
    หน้าดำหน้าแดงกับการเย็บตุ๊กตาให้พี่โอ๊ะ
    ขยันหมั่นเพียรมาก
    นั่งตรงไหน เย็บตรงนั้น
    เมื่อวานอยู่ในร้านประดับยนต์
    ก็ยังนั่งปักตาตุ๊กตาเลยให้ตายเหอะ

    ลมหายใจเข้าออกมีแต่ตุ๊กตากระต่าย
    เข้าก็ต่าย...ออกก็ต่าย เง้อออ

    tuk 
    ตัวแรกที่เย็บได้ จากกระต่าย กลายเป็นหมา
    ยอดเยี่ยมกระเทียมดองไร้เทียมทาน



    วันนี้เป็นวันแรกที่คิดว่า
    ตัวต้นแบบที่อยากจะได้จริงๆ ควรจะเป็นแบบไหน
    และก็จะพามันไปพบพี่โอ๊ะ

    tukta bungy9
    ตัวที่สองมีแต่คนประชดประชันตัวมันพิการ...โปลิโอ



    ขอบอกว่า
    นี่เป็นตุ๊กตาที่ลงมือเย็บเองในรอบยี่สิบกว่าปีเลยล่ะมั้ง
    ออกแบบเอง วาดแพทเทิร์นเอง
    ไปเดินเลือกซื้อผ้า
    อุปกรณ์ตัดเย็บ ทั้งที่เลาะด้าย
    ด้ายสอย ด้ายเดินตา
    ใยสังเคราะห์ ลิบบิ้นผ้าสำหรับร้อยหูห้อย
    ที่ห้อยพวงกุญแจ
    เมื่อวานเพิ่งลงทุนซื้อกรรไกรตัดผ้าเป็นของตัวเอง
    ไม่ถูกเลย...ไม่ถูกเลย กรรไกรเนี่ย

    tai1 
    ตัวนี้ประสบความสำเร็จในการออกแบบแพทเทิร์น ฮิ้ววววว


    นั่งออกแบบแพทเทิร์นหลายหน
    กว่าจะได้ตัวที่อยากจะได้จริงๆ
    จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่งามอ่ะนะ
    แต่ว่าก็คงต้องพยายามกันต่อไป

    bungy1 bungy2
    bungy3 bungy5

    เดี๋ยวจะทำแค็ตตาล็อก
    ทำแบรนด์ติด น้อง "โลนลี่จัง" (Lonely jang)
    แนะนำว่า เย็บมือ 100%
    ตั้งแต่ตัว หัว โบว์ แม้แต่ที่ห้อยสาย ไร้กาว ไร้จักรเย็บผ้า

    bungy4

    ไว้ขายเมื่อไร
    มาช่วยกันอุดหนุนทีนะ 555

    bungy7 bungy8 

    อ้ะ แต่ว่าภารกิจแรก ก็ยกให้พี่โอ๊ะก่อนเด้ออออ


    bungy10

    อ้ออ มีรันนัมเบอร์ที่ก้นด้วยนะ ตัวนี้ให้พี่โอ๊ะ

    7/11/2008

    บ้านหลังนี้มีงานบวช

     


    monk

    "ฮะโหลเทสต์ ฮะโหลเทสต์ 123
    ฮะโหล 123 เทสต์
    ฮะโหล ฮะโหล ฮะโหล เทสต์ 123"

    เสียงทุ้มต่ำของชายคนหนึ่งแว่วมาปะทะแก้วหูอย่างจัง
    เสียงทดสอบระบบเสียงของลำโพงตัวเขื่องที่ตั้งอยู่คนละฟาก
    ดังวนไปซ้ำมาครั้งแล้วครั้งเล่า
    และดังอยู่แบบนั้นนานหลายนาที
    ก่อนจะเงียบหายไป และถูกแทนที่ด้วยเสียงเพลงแหล่
    ที่มักจะได้ยินในงานทำขวัญนาคหรืองานบวชที่คนทั้งในเมืองและชนบทนิยมหามาใช้

    เสียงเพลงงานบวชของไวพจน์ เพชรสุพรรณดังลอดลำโพง
    ที่เพิ่งจะได้รับการทดสอบไม่กี่นาทีก่อนหน้า
    ดังเสียจน ผู้คนที่เดินผ่านไปมา เดาออกได้ในทันทีว่า

    "บ้านหลังนี้มีงานบวช"

    กลางซอยเล็กๆ ที่แทรกอยู่ตรงกลางระหว่างถนนวิภาดีและรัชดาภิเษก
    ถูกเต้นท์ผ้าใบคั่นกลางซอยเอาไว้
    เสาทั้งสองข้างของเต้นท์ตั้งอยู่บนขอบถนน
    พอให้เหลือช่องตรงกลางเพื่อให้รถยนต์ส่วนบุคคลแล่นผ่านได้ในยามนี้
    แต่เราพอจะเดาออกได้ไม่ยากเย็นนักว่าในอีกไม่ช้า
    พื้นที่ใต้เต้นท์ที่มีร่มเงาในเวลานี้จะเต็มไปด้วยโต๊ะ เก้าอี้
    แขกเหรื่อ และผู้คนที่มาร่วมงานบวช
    และถนนก็คงจะไร้เงารถขับผ่าน
    แม้แต่ผู้คนที่มาจากท้ายซอยก็คงต้องเลี่ยงที่จะเดินบ้านหลังนี้

    นี่คือสิ่งที่ฉันได้พบในเช้าวันนี้
    เรากำลังจะมีงานบวชเกิดขึ้นในซอยของเรา
    เพียงแต่ว่าเสียงทดสอบระบบลำโพงและเสียงเพลงที่เกิดขึ้นในงานบวชแรก
    แตกต่างกับเต้นท์ว่างเปล่าที่จะจัดงานบวชเหมือนกันในบ้านหลังที่สอง

    ก่อนออกจากที่พักบนชั้น 4 ในซอยเดียวกันกับที่จัดงานบวช
    ฉันพบกับแม่บ้านที่คอยทำความสะอาด ปลูกต้นไม้และดูแลที่พักให้สะอาดอยู่เสมอ
    และดูเหมือนจะเป็นธรรมเนียมสำหรับเราทั้งสอง
    ที่จะต้องยืนทักทาย พูดจาและหาเรื่องคุยกันได้นาน 10 นาทีอยู่เสมอ
    แม้จะเป็นยามเช้าก่อนฉันจะไปทำงานหรือออกไปทำธุระก็ตามที

    วันนี้เราสองคนสนทนากันถึงเรื่องเต้นท์ผ้าใบ "แสงทองผ้าใบ"
    ที่คั่นอยู่กลางซอยถึงสองที่ ซึ่งฉันพูดถึงข้างต้น

    ที่แรกอยู่ด้านหน้าที่พักของเรา
    "พี่อร" แม่บ้านเล่าให้ฟังว่า
    "เจ้าเด็กอ้วน" ฉายาของหลานชายยายเจ้าของร้านขายของชำกำลังจะบวช

    เด็กผู้ชายวัยมัธยมที่อ้วนมากกว่ายายของเขาหลายเท่าตัว
    กำลังจะเข้าพิธีบวชทดแทนบุญคุณให้ยายที่เขาอาศัยอยู่ด้วยกัน
    พ่อกับแม่ของเด็กชายอ้วนคนนี้หย่าร้าง
    และเขาก็ถึกนำมาฝากไว้กับยายคนนี้
    แม้ยายจะเคยแอบบ่นกับฉันว่า
    "มันเอาแต่เล่นเกม แล้วก็กินจนลืมหูลืมตา อ้วนเอาๆ"
    แต่ฉันก็ได้แต่ตอบกลับยายไปว่า
    "ติดเกมดีกว่าติดยานะยาย อ้วนเพราะกินข้าวดีกว่าผอมเพราะติดยานะยาย"
    ดูเหมือนยายจะเถียงกลับไม่ได้
    เพราะถึงกับยิ้มออกเพราะความอ้วนของหลานของเธอ

    ยายมีร้านขายของชำเล็กๆ และทำอาชีพพับถุงกระดาษส่งร้านกล้วยแขกแถวคลองตัน
    แต่พี่อรบอกว่า เห็นยายแบบนั้นแต่เอายายเข้าขั้น "มีอันจะกิน" เลยทีเดียว
    ฉันเพิ่งจะสังเกตบ้านของยายจริงๆ จังๆ อีกครั้ง จากคำบอกเล่าของพี่อร
    ร้านขายของชำของยายถูกแบ่งคั่นเป็นบ้านอีกหลังแต่ที่จริงอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน
    จริงๆ แล้วเป็นบ้านที่ยายเป็นคนซื้อและปลูกขึ้นมา
    และแบ่งให้ลูกชายที่ทำอาชีพขับสามล้อได้อยู่กับภรรยาคนใหม่
    บ้านหลังเล็กๆ แต่บนถนนเส้นนี้ เมื่อถูกขายทอดตลอดมันก็คงทำราคาได้ไม่น้อย

    เจ้าอ้วนจะบวชพรุ่งนี้
    ฉันเห็นสัมภาระที่จะใช้ประกอบงานบวชตั้งอยู่ในร้านขายของชำของยาย
    วันนี้ร้านของยายดูสะอาดผิดปกติที่มักจะรกหูรกตา ข้าวของวางผิดที่ผิดทางไปเสียหมด
    ไร้เงาเครื่องเสียง
    ไม่มีเก้าอี้ โต๊ะที่ตั้งวางไว้เกะกะ และไม่มีเหล้ายาปลาปิ้งเอาไว้เลี้ยงใครในยามนี้

    ขณะที่บ้านถัดไป พี่อรบอกว่าลูกชายเขาก็บวชเหมือนกัน
    แต่ลำโพงบ้านหลังนี้ใหญ่กว่า
    ฉันเดินผ่านบ้านหลังนี้ ก็พบกับเสียงดังแสบหู
    มีโต๊ะจีนตั้งอยู่ขอบทางสองสามโต๊ะสำหรับแขกเหรื่อที่มาช่วยงานก่อนเกิดงานบวชจริง
    มีเหล้า และเบียร์ อาหาร เครื่องดื่มวางบนโต๊ะ
    ชายวัยกลางคนนั่งหน้าแดง ด้วยอาการมึนเมาอยู่รอบๆ โต๊ะกลม ๆ นั้น
    เมื่อฉันเดินผ่านก็รู้สึกเสียวหลังวาบ เหมือนกำลังมีสายตาอำมหิตส่งมาปลิดชีพอยู่ด้านหลัง
    เสียงคนเมาคนหนึ่งเข้าไปประกาศว่าให้ช่วยกันมายกโต๊ะหมู่บูชาและอะไรอีกหลายอย่างดังลอดมา
    ฉันเดินผ่านมาแล้วนับร้อยเมตร แต่เสียงก็ยังดังติดหู
    แม้เวลานี้จะนั่งอยู่ในห้องพักสี่เหลี่ยมจตุรัสของฉันก็ยังได้ยินเสียงเพลงแหล่งานบวชไม่หยุดเช่นกัน

    ฉันยังไม่แน่ใจว่า
    หากพรุ่งนี้เจ้าอ้วนที่ฉันเพิ่งเดินผ่านเมื่อสักครู่
    และเห็นว่ากำลังง่วนอยู่กับการสั่งซื้อบะหมี่ป้อกๆ อยู่หน้าบ้าน
    จะมีเสียงเพลงดังฉลองงานบวช และมีคนเมาอยู่ในงานบวชของเขาไหม

    เรามักจะเห็นภาพแบบนี้เสมอ
    มักจะมีคนเมาในงานบวชเสมอ
    พ่อแม่มักจะฉลองให้การบวชของลูกชาย
    เพราะเชื่อว่าเมื่อตายไปจะได้เกาะชายผ้าเหลืองได้ขึ้นสวรรค์

    ฉันไม่เข้าใจความรู้สึกนี้สักเท่าไร
    อาจจะเพราะเกิดเป็นหญิงและที่บ้านพ่อกับแม่ก็เกิดมามีลูกสาวถึง 3 คนไร้เงาของลูกชายแม้แต่คนเดียว
    ฉันเคยแอบแซวแม่ว่า หากแม่จะตายไปจริงๆ แม่ก็ไม่ต้องกลัวจะไม่ได้ขึ้นสวรรค์
    เพียงเพราะแม่ไม่ได้มีลูกชายหรอก...
    ฉันไม่แน่ใจว่าแม่จะเข้าใจไหม
    แต่ไม่เห็นแม่ตอบหรือเถียงกลับมาว่าอะไรสักแม้คำพูดเดียว...เห็นแม่หันมามองหน้าและก็ยิ้ม
    แม่คงรู้ว่าที่แม่เลี้ยงลูกได้โตมาจนป่านนี้
    แม่ได้สร้างบุญเอาไว้มากเท่าไร... ไม่ต้องอาศัยผ้าเหลืองแม่ก็คงจะได้ขึ้นสวรรค์

    เสียงเพลงยังดังกึ่งก้องไม่หาย
    ฉันคิดอยู่ในใจว่า เย็นวันนี้ฉันจะเดินผ่านไปยังอีกซอยหนึ่ง
    เพื่อเลี่ยงที่จะผ่านเต้นท์งานบวชบ้านหลังแรก
    ไม่ใช่เพราะไม่อยากแทรกพิธีการสำคัญอะไรของเขา
    แต่เพราะไม่อยากจะเดินผ่านคนเมา......

    นี่คือเหตุผลที่ไม่อยากจะเดินผ่านบ้านงานบวชหลังนั้น....ด้วยใจจริง...

    ฉันชอบกระดานโต้ทราย



     

     gold15


    สองสามวันนี้ใจจะทะยอยเอาของเล่นแผลงๆ มาฝากกัน
    ดูว่าตอนไปออสเตรเลียเมื่อไม่นานมานี้
    ใจไปเล่นเครื่องเล่นอะไรบ้างที่มันไม่มีที่เมืองไทย

    หลังจากที่ติดค้างมานานนม หมักหมมจนเป็นออสเตรเลียดองเค็มกันเต็มที่แล้ว
    ปล่อยให้คนทวงแล้วทวงอีก
    หลายคนบอกว่านั่งดูภาพอย่างเดียว บอกว่าไม่เห็นภาพช่วยกรุณาบรรยายภาพด้วย
    ใจเลยตั้งสติและลงมือตั้งใจเขียนเล่ากันสักที... เอาน่ะ มาช้าดีกว่าไม่มาใช่ไหมละ

    คราวนี้ถึงตาของกระดานโต้ทรายกันบ้าง
    เจ้ากระดานโต้ทรายหรือ sand broad นี่
    ใจไปเล่นเมื่อครั้งเดินทางไปยังบริสเบน
    เป็นทริปต่อจากเมลเบิร์น ย่างเข้าวันที่ 6 ของการเยือนออสเตรเลียราวๆ นั้น

    Aus-104
    หอบกระดาน เดินขึ้นไปบนโน้นนน แล้วก็ไถลลงมา


    เมื่อลงเครื่องบินในประเทศ ซึ่งบินมาจากเมลเบิร์น
    จากเดิมที่เวลาเคยอยู่เมลเบิร์นแล้วเวลาเร็วกว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง
    มาที่บริสเบนเราได้เวลาเพิ่มมาอีก 1 ชั่วโมง กลายเป็นว่าที่นี่เร็วกว่าเมืองไทย 3 ชั่วโมง

    gold1
    gold2 
    ที่เกาะนี่นกแบบมาแย่งอาหารนกพิลิแกนเยอะมาก...ยืนนิ่งให้ถ่ายภาพคู่ด้วย


    ผ่านการขนกระเป๋าพะรุงพะรังขึ้นรถของคนที่จะดูแลเราในเมืองนี้เสร็จสิ้น
    เขาก็พาเรามุ่งหน้าไปยังท่าเรือสำหรับเดินทางไปเกาะมอร์ตัน
    (Moreton หรือชื่อเต็ม Moreton Island National Park)
    ที่นี่ถือเป็นทริปแรกของการเดินทางในโกลด์โคสต์
    จากกำหนดเที่ยวที่หนาเท่ากับ annual report ของบางบริษัท...ประมาณนั้นเลยล่ะขอบอก


    gold13
    เกาะสวาท หาดสรรค์ อยากไปฮันนีมูนที่นี่ 555


    เราทั้งหมดเอากระเป๋าหนักอึ้งไว้ในรถที่จอดทิ้งไว้ที่ลานจอดของท่าเรือ
    แล้วก็เอาของจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตสองวันหนึ่งคืนบนเกาะมอร์ตันติดกระเป๋าใบเล็กไป
    แต่ก็ไม่วายเอาโน้ตบุ๊กติดตัวไปด้วย ...ฮ่วย ไปเกาะยังหอบคอมฯ ไปด้วย เหลือเชื่อเลย 555
    แต่ตอนหลังได้ใช้งานมันจริงๆ นะ ใช้โหลดรูป ใช้ติดต่อสื่อสารกับคนที่รัก ฮิ้ววววววว

    gold3 gold4
    ไปไหนเจ๊เราก็กระโดด จนเจย์มันบอกว่า "อีกละ" ... อยู่เมืองไทยไม่ค่อยได้กระโดด...

    หลังจากที่ขึ้นมานั่งบนเรือยักษ์เราก็หลับไม่รู้เรื่องรู้ราว
    เรือแล่นออกจากท่ามุ่งหน้าไป "วนอุทยานแห่งชาติเกาะมอร์ตัน" โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 75 นาที
    เรารู้อยู่แล้วว่าที่นี่มีรีสอร์ทเพียงหนึ่งเดียวที่ชื่อ Tangalooma   resort
    ทั้ง ๆ ที่ทั้งเกาะใหญ่โตมโหฬาร และเคยมีความสำคัญในฐานะของการเป็นป้อมปราการในการต่อสู้เมื่อสมัยสงครามโลกครั้ง 2
    ทิ้งร่องรอยและหลงเหลือป้อมปืนไว้บนเกาะให้เห็นกันบ้าง
    และยังเป็นที่ที่มีสัตว์น้ำสำคัญ ๆ อยู่มากมาย
    แต่ว่ากันว่าเป็นเพราะเจ้าของรีสอร์ทบังเอิญเป็นเจ้าของที่ผืนนี้ตั้งแต่ครั้งยังไม่ประกาศให้เกาะเป็นวนอุทยานแห่งชาติ
    สุดท้ายเลยกลายเป็นว่าทั้งเกาะมีรีสอร์ทเพียงเจ้าเดียว ออกจะแปลกไปสักนิด
    แต่แม้จะเป็นรีสอร์ทเพียงหนึ่งเดียว เจ้าของก็ไม่ละเลยที่จะดูแลสภาพแวดล้อมไม่ให้เป็นพิษกับทั้งทะเลและสัตว์น้ำแถบนั้น


     gold7
    ลงไปพายคะยักแวบนึง...แวบเดียวจริงๆ


    Aus-102Aus-101
    ไปขี่เอทีวีก่อนไปเล่นกระดานโต้คลื่น...ขี่ลงทะเลด้วย ฮ่วย....

    พนักงานจากรีสอร์ทที่มารับเราตั้งแต่ออกจากฝั่ง และจะดูแลไปตลอดทริปการเดินทาง
    บอกเล่าให้เราฟังว่าที่นี่มีการบริหารจัดการดีเยี่ยม
    ไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับการจัดการขยะแล้วการบริหารจัดการเรื่องน้ำใช้ถือเป็นหัวใจสำคัญของรีสอร์ทบนเกาะห่างฝั่ง
    เขาตักตวงเอาน้ำใต้ผืนทรายมาใช้พอสมควร ฝนที่ตกลงมาจะถูกดูดซึมโดยทราย และใช้เป็นน้ำบริโภค อุปโภคบนเกาะแห่งนี้
    และหากเอาขึ้นมาดูกันจริงๆ น้ำที่มีอยู่อาจจะมากพอส่งไปยังฝั่งให้ใช้งานกันได้ด้วย
    เขาติดตั้งเจเนอเรเตอร์หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่ยักษ์เพื่อให้ไฟฟ้าส่องสว่างไปทั่วรีสอร์ท
    มีอินเตอร์เน็ตไร้สายหรือ wi fi ที่ใจสามารถสั่งซื้อผ่านบัตรเครดิตการ์ดได้เลย
    โดยไม่ต้องเดินเป็นกิโลเมตรกว่าจะถึงเคาน์เตอร์
    คลิกที่ปลายนิ้ว ใส่หมายเลขบัตร เลือกแพ็กเก็จ เป็นที่เรียบร้อย... นี่เกาะนะนี่...

    gold5 
    ใครถ่ายรูปไว้ไปรับที่นี่เด้อออ

    เมื่อไปถึงที่นั่นก็มืดค่ำพอสมควร กำหนดการณ์แรกคือการไปให้อาหารปลาโลมา
    ที่นี่มีโลมา 9 ตัวแวะแวียมาเวลาเดิมทุกวัน เพื่อกินปลาฟรีๆ จากรีสอร์ท
    ผู้จัดการของรีสอร์ทออกมาต้อนรับเราและบอกชื่อปลาโลมาได้ครบทุกตัว
    แถมยังบอกเราว่า แขกที่มาพักที่นี่ก็มีสิทธิ์ต่อแถวให้อาหารปลากันทุกคนด้วยเช่นกัน
    เขาจะสอนวิธีการให้ปลาที่ถูกต้องกับทุกคนก่อนไปต่อแถวเดินลงน้ำให้อาหารปลาโลมากัน
    ก่อนใจจะไปต่อแถวกับเขามั่ง
    เข้าที่พักอาบน้ำ แล้วก็มาทานอาหารค่ำ และก็เข้าที่พักอีกครั้ง หลับปุ๋ยเพราะความเหนื่อยล้า

    gold6 
    กระดานเช็คชื่อปลาโลมา...ตัวไหนมา ตัวไหนโดด

    ตื่นขึ้นมาเช้านี้ ใจจะไปเล่นกระดานโต้ทรายที่ว่ากันสักที
    รอมาตั้งแต่ครั้งที่อยู่เมลเบิร์น...
    เคยได้ยินจากปากเพื่อนร่วมรุ่นที่เคยมาที่นี่บอกว่า สนุกมาก...ใจเลยอยากเห็นบ้าง
    อยากลองเล่นด้วย จะได้รู้ว่ามันสนุกอย่างที่เพื่อนบอกไหม

    gold9 
    รถคันนี้พาเรามาถึงที่หมาย


    เมื่อใจและนักท่องเที่ยวทุกคนที่จะไปเล่นกระดานโต้ทรายมาถึงที่นัดหมายในเวลาที่กำหนด
    ทุกคนก็ถูกต้อนขึ้นรถบัสคันใหญ่ที่มีล้อใหญ่ยักษ์ สำหรับการเดินทางที่เขาเรียกว่า "วิบาก" พอสมควร
    ทางขึ้นเขา ลงเขาบนเกาะ ไม่ได้ถูกลาดยางหรือตัดใหม่แต่อย่างใด
    สภาพที่เห็นคือดินกรุกรัง ไม่เรียบ และบางจุดเป็นทรายทั้งหมด เป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ที่นี่
    นี่คือความตั้งใจของทั้งรีสอร์ท และคงจะเป็นข้อบังคับที่เอาจริงเอาจังเสียมากๆ
    ว่ากันว่า ทรายถูกลมพัดจากทะเลขึ้นมาบนเกาะ และน่าอัศจรรย์ใจกว่านั้นก็คือ
    ทรายถูกลมพัดมามากเสียจนกลายเป็นภูเขาทราย และลานกว้างเหมือนทะเลทราย
    ที่บนเกาะนี้มีภูเขาทรายที่สูงถึง200 เมตร ซึ่งสูงทำสถิติโลกไปในที่สุด

     gold8
    แอบถ่ายทริปที่เล่นอยู่ก่อนลงรถ ซูมแล้ว ซูมอีก คนยังตัวเท่ามด....


    แต่จุดที่เราจะไปเล่นกระดานโต้ทรายกันนั้นมีภูเขาทรายสูง 60 เมตร
    นั่นก็สูงมากพอที่จะทำให้เราตื่นเต้นไปกับมันได้แล้วล่ะใจว่า

    เมื่อไปถึง พนักงานที่นำทริปจะสอนวิธีการเล่นว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง
    เริ่มจากเอาเทียนไขคนละชิ้นมาขูดแผ่นกระดานที่วางให้เลือก
    ถูๆ ขูดๆ ให้เทียนไขติดกระดานตรงขอบ และตรงด้านกระดานไม้อัดฝั่งลื่นๆ
    ฝั่งหยาบๆ ไม่ลื่น เอาไว้ให้ตัวเรานอนทับ
    เทียนไขจะทำให้กระดานไถลจากภูเขาทรายส่งสู่ลานกว้างได้ดียิ่งขึ้น

    gold11 
    ตรงโน้นนนน เห็นไหม ไถลลงมาโลดดดดด


    เราต้องแบกกระดานขึ้นไปจุดสูงสุดของภูเขา
    นอนทับบนกระดาน แล้วเอามือสองข้างยกขอบกระดานส่วนหน้าขึ้น ให้โค้ง
    ยกขาหลังสองข้างขึ้นเล็กน้อย เหมือนกำลังจะเหาะ
    หลับตา ปิดปาก และเชิดหัวขึ้น กันทรายเข้าปาก เข้าตา ...

    gold10 
    ดูใส่ชุด กัวดำเต็มที่..ทรายเต็มหมวกเต็มเป๋าไปหมด...เซ็งจอร์จ..รู้งี้ชุดเดิมดีแระ



    เมื่อพร้อม พนักงานก็จะผลักเราลงมาจากข้างบน
    และเมื่อลงถึงเบื้องล่างก็ต้องรีบคว้ากระดานแล้ววิ่งไปทางขวา
    เพื่อเปิดทางให้กับเพื่อนข้างบนได้ไถลลงมาข้างล่างกันบ้าง...

    นี่คือ ความสนุกสนานที่เราจะหาเล่นได้ที่ไหนในประเทศไทย
    บอกใจที ใจจะไปเล่น...555

    ตอนเด็กๆ ใจเคยเล่นไถลๆ แบบนี้เหมือนกัน
    เพียงแต่ว่ามันเป็นที่โล่งๆ ว่างๆ รอคอยการปลูกข้าวโพดข้างสวนมะม่วงของครอบครัว

    ที่ปลูกข้าวโพดของชาวบ้านที่อยู่ละฝั่งรั้ว
    มีดินมีสีแดงเข้ม กลางไร่นั้นมีต้นไม้เพียงต้นเดียวคอยให้ร่มเงา และก็ดันไปอยู่ตรงเนินลาดชัน
    ที่เบื้องล่างเหมือนกับเป็นไหล่เขาลาดชันลงมา สูงหลายสิบเมตรทีเดียว
    ใจกับเพื่อนผู้ชายหลายคนก็เอากาบต้นหมาก ทั้งที่มันหล่นและลากมันออกจากต้น
    กาบหมากไม่เพียงแต่เหนียว แต่ยังกว้างพอสำหรับใช้ก้นลงไปนั่ง
    นั่งในนั้นเสร็จก็ให้เพื่อนอีกคนผลักกาบต้นหมากไถลลงมาสู่เบื้องล่าง (ไม่รู้มันถีบหรือเปล่า)
    บ้างก็พลิกคว่ำ หน้าแดง ตัวแดง เสื้อเปื้อนตลอด...แม่บอกว่าอย่าไปเล่นๆ แต่ก็ยังหนีไปเล่นตลอด 555

    Aus-105 
    เจ้ยยย อยู่ตรงนี้มาช่วยที เหนื่อยมาก.....


    ใจหอบกระดานโต้ทรายไปเล่นสองรอบ
    เจย์เล่นสองรอบ
    คุณผึ้งเล่นหนึ่งรอบ ขณะที่เด็กนักศึกษาญี่ปุ่นที่เราเห็นเต็มเกาะเล่นกันคนละ 5-6 รอบ
    ไม่ใช่ไม่ชอบนะ ชอบมาก แต่มันเหนื่อยตอนหอบกระดานขึ้นไปข้างบนนี่แหละ
    ทรายมันยุบตัว เราต้องออกแรงมากกว่าปกติในการดึงเท้าขึ้นมา


    Aus-106 
    อ้ะ จะถ่ายอีกรูปใช่ป้ะ ขอเต๊ะท่าก่อน....(เหงื่อไหลนะนั่น)


    ตอนไถลทรายก็เข้าหู เข้าตา และเข้าปาก
    ลองเอามือจับปากดูจะรู้ว่าน้ำลายเป็นทรายไปหมดแล้ว
    เมื่อลองตะแคงหูจะพบว่าทรายร่วงพลูลงมา ดูน่ากลัวเล็กน้อย....
    ใจกลับมาถึงบ้านที่กรุงเทพฯ ใจยังพบว่าเสื้อผ้าที่ใส่วันนั้น มีทรายเต็มกระเป๋าเลยทีเดียว
    ในกระเป๋าที่ใช้แยกใส่เสื้อผ้าไปเกาะหนนั้นก็ยังเต็มไปด้วยทรายเม็ดขาวที่ว่า
    ทุกวันนี้ว่างๆ ใจก็เอารูปบนเกาะนี้มานั่งเปิดดู
    แม้มันจะผ่านมาตั้งหลายเดือนแล้ว แต่ความทรงจำยังไม่เลือนหายไปไหน
    ยังจำได้ว่าเคยสนุกแค่ไหนในการเล่นกระดานโต้ทรายในวันนั้น
    เหมือนจะเว่อร์ แต่ไม่ได้เกินไปจากนี้เลยสักนิด....

    ใจชอบแบบนี้ อยากจะให้ลมพัดทรายจากหาดหัวหินมากองบนพื้นจนสูง 60 เมตรบ้าง
    จะได้หากระดานไปเล่นโต้ทรายที่หัวหินบ้าง....เง้อออออออออออ

    BridgeClimb





    Ausi-517
     

    ตั้งแต่ครั้งที่แล้ว ใจไปเล่น Swoop มาที่นิวซีแลนด์
    หลังจากนั้นใจก็เริ่มรู้สึกตัวเป็นครั้งแรกว่าตัวเองชอบเครื่องเล่นที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้น
    มันน่ากลัว ปวดหัวใจ เร้าใจ และให้อารมณ์มากมายปะปนกัน
    แต่สุดท้ายมันล้วนแล้วแต่ทำให้เรารู้สึกได้ว่าเรากำลังใช้ชีวิตอยู่
    การทำอะไรที่เสี่ยงๆ นี่แหละเป็นยาชูกำลังตัวดี
    ยาที่จะกระตุ้นให้หัวใจได้ยินดียินร้ายและรับรู้ว่ายังไม่ตายด้านไปเสียก่อน

    ดังนั้นหลังจากกลับมาจากนิวซีแลนด์หนนั้นใจก็ยังไปดรีมเวิร์ลอีกหลายหนอยู่
    และเมื่อได้ไปที่ออสเตรเลียหนล่าสุด ใจก็ยังไม่หยุดที่จะทำอะไรหวาดเสียวไปบ้าง
    แม้จะกลัว รีรอ และไม่มั่นใจบ้าง
    และมันก็ลงเอยด้วยการยอมเล่นของเล่นหวาดเสียวที่ว่าทุกทีไป

    ticket 

    ระหว่างที่คิดถึงเรื่องนี้ไป ใจก็คิดถึงเรื่องอื่นควบคู่ไปด้วย
    จริงๆ หลายวันก่อนหน้าใจได้คุยกับเพื่อนร่วมโรงเรียนม.ปลายเดียวกัน
    หลังจากที่เขาบอกว่าเข้ามาแอบอ่าน space ใจอยู่นานนม โดยไม่เปิดเผยตัว
    วันนั้นเขาก็มีโอกาสแวะเวียนมาทักทายใจใน msn
    บทสนทนาตอนหนึ่งระหว่างใจกับเพื่อน
    เป็นไปในทำนองว่า เขาชอบอ่าน space ใจมาก
    และวันหนึ่งไปค้นเจอตั๋วใบหนึ่งในลิ้นชัก
    และตั๋วใบนั้นทำให้นึกถึงใจขึ้นมา เพราะดันมีตั๋วแบบเดียวกันกับที่ใจมี

    Ausi-525 

    ตั๋วที่ว่าคือตั๋วปีนสะพานข้ามอ่าวซิดนีย์หรือซิดนีย์ ฮาร์เบอร์ (Sydney Harbor Bridge)
    เมื่อใจได้ยินเช่นนั้น แม้จะดึกดื่นพอสมควรแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า
    นี่เป็นครั้งแรกที่ใจมีโอกาสได้คุยกับคนรู้จักที่ไปปีนสะพานเดียวกันมา
    สาวต้อมเพื่อนแอร์โฮสเตสสุดสวยปีนไปซิดนีย์เป็นประจำ
    แต่ยังทำใจไม่ได้กับค่าตั๋วที่จะต้องจ่ายเพื่อแลกกับการปีนสะพาน
    หล่อนบอกแพง แต่ใจว่ามันถูกกว่ากางเกงยีนส์ดีเซ
    กระเป๋าหลุยส์ และไอโฟนของเธอแน่ๆ 55555

    กลับมาที่เพื่อนอีกคนหนึ่งต่อ...
    แม้ตั๋วจะเหมือนกัน แต่เพื่อนคนดังกล่าวเลือกช่วงเวลาที่เขาปีนสะพานเป็นช่วงค่ำ
    มันคงให้ความรู้สึกอีกแบบ ให้คนปีนได้เห็นวิวยามค่ำที่สวยแปลกตา
    ท้องฟ้าคงงามไม่น้อย.... แต่ของใจปีนกันตั้งแต่เช้า
    ไก่ยังไม่ขัน ใจก็ต้องผุดลุกขึ้นจากเตียงตั้งแต่หกโมงครึ่ง
    ล้างหน้า แปรงฟันเสร็จก็ต้องออก ข้าวยังไม่ทันได้ทาน
    ก็มายืนรอให้สำนักงาน BridgeClimb เปิดตอนเจ็ดโมงครึ่ง

    Ausi-529 

    มีคนมาดูแลใจและทีมงานเป็นอย่างดี ในฐานะผู้มาเยือนจากไทย
    เขาให้เรานั่งรอสักครู่ ก่อนให้เราผ่านพิธีการปกติสำหรับการปีนสะพานเหมือนคนอื่นเขา
    เช้าๆ ขนาดนี้ใจยังสังเกตเห็นแล้วว่ามีคนมาเริ่มปีนสะพานพร้อมกันกับเราบ้างแล้ว
    ไม่กลัวร้อนเลยเลือกมาปีนกันตั้งแต่เช้าก็ต้องกลัวคนเยอะแน่ๆ
    ถึงได้ยอมลงทุนตื่นเช้ามาปีนสะพานแทนที่จะนอนแผ่บนเตียง....

    โดยปกติแล้วเราต้องกรอกเอกสารเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าเราได้ตัดสินใจจะเสี่ยงแล้ว...
    เซ็นชื่อกำกับว่าหากเกิดอะไรขึ้น นั่นหมายถึงเรายอมรับแล้วว่าได้ตัดสินใจเอง 555
    หลังจากนั้นก็ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในร่างกาย
    จริงๆ แอบนึกอยู่ในใจ แม้ตัวเองจะแพ้แอลกอฮอล์
    แต่ไวน์ไอที่กินก่อนๆ หน้านี้มันจะยังสะสมเอาไว้อยู่บ้างหรือเปล่านะ
    ทดลองเป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์แบบดิจิตอลแล้ว
    ก็พบว่าไม่มีไรอยู่ในเลือดนอกจากความรัก ฮิ้ววววววว

    Ausi-530 

    พนักงานชายอ้วนท้วนใส่แว่นตา ขาวตี๋แบบฝรั่ง
    เอาชุดเครื่องแต่งกายมาให้เราเปลี่ยน
    ที่นี่เราต้องเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อนทุกคน
    มีไซต์จัดเตรียมไว้ให้ เป็นเสื้อผ้าใหม่ทุกผืน
    เพราะขากลับออกมาเราถอดใส่ตะกร้าผ้าใช้แล้วกองไว้
    อนุมานว่าเขาคงไม่วนเอามาใช้อีกหนในวันนี้
    ดังนั้นไม่ต้องกลัวกลิ่นเหงื่อ กลาก เกลื้อนที่จะติดคนอื่นเขามา เหอๆ

    Ausi-522 

    เสื้อผ้าเป็นแบบพอดีตัวแบบที่เราต้องการ
    เนื้อผ้าคงเป็นแบบพิเศษกันลมกันแดดได้ดีพอสมควร
    ใจไม่ได้ถอดกางเกงด้านใน ตัดสินใจสวมทับไปอย่างนั้น
    เพราะไม่อยากให้ตัวเองรู้สึกโล่งจนเกินไป...
    (ตอนหลังรู้สึกร้อนนิดๆ รู้งี้ถอดซะก็ดี มันกันลมแล้วนี่หว่าเสื้อผ้าเนี่ย)
    เขาให้หมวก กับผ้าเช็ดผ้าซึ่งผูกเอาไว้ที่ข้อมือและซ่อนเอาไว้ด้านในกันปลิวตกหล่น
    แต่พอปีนขึ้นไปแล้ว ใจก็ไม่ค่อยได้ปล่อยมือออกมาหยิบผ้าเช็ดหน้าเลย
    ลืมไปเลยว่ามีผ้าเช็ดหน้าอยู่ติดกับตัวเองแบบนี้
    อารมณ์กลัวจัด ลืมผ้าเช็ดหน้าไปเสียสิ้น

    ใจต้องเปลี่ยนรองเท้าที่ใส่มาเป็นรองเท้าแบบที่ทะมัดทะแมงเหมาะกับการปีนสะพานด้วย
    ตอนแรกกะจะใส่รองเท้าติดโบว์ไปปีน... แต่เกรงใจ กลัวข้อพลิก
    อันที่จริงใจมีรองเท้าเหมาะกับการปีนสะพานที่เตรียมมาจากบ้านแล้ว
    แต่เนื่องมาจากรองเท้าพังมาตั้งแต่ทริปเมลเบิร์นสิบวันก่อนหน้านั้น
    เลยต้องโยนรองเท้าทิ้งเมื่อไปถึงโกลด์โคสต์
    โยนลงถังขยะด้วยสายตาละห้อย
    เพราะดันทะลึ่งไปนั่งเหยียบท่อรถฮาเล่ย์ นานร่วมชั่วโมง
    เมื่อครั้งไปทัวร์ฮาเล่ย์ ที่เมลเบิร์นตั้งแต่ลงเครื่องมาที่ออสเตรเลียหมาดๆ
    เซ็งมาจนถึงทุกวันนี้.....
    วันนี้ใจเลยต้องพึ่งพารองเท้าของที่ BridgeClimb แทนที่จะต้องใช้รองเท้าตัวเอง
    ใจเลือกไซต์เล็กสุดที่มีอยู่ แต่ก็ยังใหญ่กว่าเท้าใจเล็กน้อย
    แต่ลองเดินแล้วไม่หลุดก็เดินต่อไป....ดีกว่าใส่รองเท้าโบว์อ่ะนะ 555

     Ausi-527

    ที่เหลือเป็นการลงไปห้องเก็บอุปกรณ์พิเศษสำหรับสื่อมวลชน
    โดยปกติแล้วที่นี่ไม่อนุญาตให้เอากล้องหรืออุปกรณ์อะไรเลยติดตัวไป
    แต่เราได้รับการยกเว้นให้เอากล้องไปได้
    และหนุ่มเจย์ เพื่อนร่วมทริปเลยได้รับโอกาสเป็นตากล้อง
    ขณะที่สองสาวที่เหลือก็เป็นนางแบบ...

    เรามีผู้ดูแลประจำทริปหนึ่งราย ต่อพวกเราสามคน
    ขณะที่คนอื่นๆ จะนำทริปที่มากกว่าเราอีกหลายคน
    และเราก็จะใช้เวลาแต่ละจุดไม่นานเท่ากับคนอื่น
    ยกเว้นตอนถ่ายคลิปวิดิโอและถ่ายภาพที่ต้องการ
    อยากรู้อะไรก็ถาม ไม่ถึงกับต้องบรรยายเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนกับทริปนักท่องเที่ยว
    เอาเข้าจริงๆ ใจรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังทำเรื่องพิเรนท์
    อยู่ดีๆ ก็ลุกขึ้นไปปีนสะพานแต่เช้า ...

    Ausi-532

    แต่จริงๆ แล้ว BridgeClimb หรือบริการปีนสะพานข้าม Sydney Harbor Bridge ​
    เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งไปเสียแล้วสำหรับการมาเยือนซิดนีย์
    ก่อนไปใจแวะเข้าไปในเว็บไซต์ของเขา http://www.bridgeclimb.com/
    ไม่เพียงแต่ระบุข้อมูลความเป็นมา ภาพวิดิโอตัวอย่างของการปีนแล้ว
    ยังเห็นด้วยว่า ราคาไม่น้อยเลย...สำหรับการออกไปปีนสะพานแบบนี้
    เหมือนที่สาวต้อมบอกนั้นแหละ

    เพราะโดยเฉลี่ยแล้วจันทร์ถึงศุกร์ราคาต่อหนึ่งคนจะอยู่ที่ 179 เหรียญออสเตรเลีย (หนึ่งเหรียญประมาณ 30 บาท)
    และสามารถเลือกปีนได้ตั้งแต่เช้า หรือช่วงค่ำ พระอาทิตย์ตก
    ต่างกับราคาของวันหยุดที่อาจจะแพงกกว่านี้
    แต่จนแล้วจนรอด ใจว่าทุกคนที่มีโอกาสก็อยากจะไปปีนกันสักครั้ง

     Ausi-523

    ความสูงจากสะพานถึงอ่าวเบื้องร่างสูงราว ๆ 134 เมตร
    เบื้องล่างเป็นสะพานมีรถราสัญจรข้ามอ่าวไปมา ขวักไขว่ตลอดเวลา
    ด้านข้างสะพานเป็นรถไฟราง วิ่งสวนทาง ทำเสียงดังอยู่เนืองๆ
    ด้านล่างตรงน้ำของอ่าวเขาบอกว่ามีปลาฉลามด้วย...ว่ายวนไปวนมา
    (หึหึ คงกะงับตูล่ะดิ เวลาพลาดอ่ะ ..อด ไม่มีพลาดหรอก) 
    และเหนือตัวสะพาน เป็นขอบเหล็ก คิดไม่ออกให้นึกถึงสะพานซังฮี้ที่มีขอบเหล็กโค้งๆ ขึ้นมา
    เพียงแต่ว่าตัวสะพานที่นี่ใหญ่มาก และขอบสะพานก็กว้างพอสมควร
    ในยุคหนึ่งรัฐบาลเปิดให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานในการเปิดให้บริการปีนสะพานที่นี่
    จึงมีการก่อสร้างบันไดเป็นขั้นๆ ขึ้นมา พอดีเท้าของคนทั่วไป
    มีราวเชือกเหล็กขนาบสองข้างให้เป็นที่จับ และเป็นที่เกาะสายเกี่ยวติดตัวนักปีน

    การปีนเริ่มต้นจากจุดเริ่มต้นฝั่งเดียวกันกับสำนักงานให้บริการการปีน
    พวกเราจะมีสายเกี่ยวคล้องที่เอว และไปเกาะเส้นเชือกที่อยู่ในระดับเอวและขนาบข้างทางปีนอยู่
    ตัวเราจะไม่หลุดจากสายคล้องที่เกี่ยวนั้นตลอดเวลา
    มีเพียงมือคอยจับและเท้าที่ใช้เดินไปข้างเรื่อยๆ
    จนกระทั่งไปถึงจุดสูงสุดของสะพาน
    เราจะเดินทางผ่านจากฝั่งสะพานหนึ่งมายังอีกฝั่งหนึ่ง

    picture


    ก่อนเป็นขาลงกลับมายังจุดเดิม
    จริงๆ เรามีโอกาสเดินในจุดที่ต่ำกว่าการเดินปกติด้วย
    เข้าใจว่ามีอีกแพ็กเก็จหนึ่งที่ดูเหมือนจะน่ากลัวว่าแบบปกติสักนิด
    คือเหนือจุดที่เดินกันปกติ จะมีทางเดินอีกชั้นหนึ่งด้านล่าง ใกล้ตัวสะพานที่รถราสิ่งมากกว่า
    แต่มีแต่ทางเดินเป็นแผ่นเหล็กพอดีตัว
    ไม่มีอะไรเกี่ยว เดินกันตัวโล่งๆ โต้งๆ และก็เห็นว่ามีรถอยู่ข้างล่าง
    เจย์กับคุณผึ้งที่ไปด้วยบอกว่าข้างบนน่ากลัวว่า เพราะสูงกว่า
    แต่ใจว่าแบบไหนก็น่ากลัวพอกัน
    เพราะเอาเข้าจริง ๆแล้ว เคยเล่นเครื่องเล่นหวาดเสียวมาพอสมควร
    แต่ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ใช้เวลาไม่นาน
    แค่ชั่วอึดใจ พอให้หัวใจเต้นระส่ำ ก็หยุดกันกลางคัน
    แต่นี่ใช้เวลานานเกินชั่วโมง
    ค่อย ๆ ละเลียดความน่ากลัว หวาดเสียวเอากระแสเลือดกันทีละนิด
    เท้าก้าวไป ตามองข้างล่างไป.... เขาไม่กลัวกัน แต่ใจกลัว...

    tour

    ผู้ชายที่ดูแลเราตลอดทริปดูท่าทางใจดี
    เขาเป็นหนึ่งในอีกทีมงานที่ทำหน้าที่แบบเดียวกันคือพาคนออกไปปีนสะพาน 120 คน
    แต่ละคนจะทำหน้าที่เพียงวันละสองรอบ
    แม้เขาจะบอกใจว่าเขาทำงานที่มาถึง 6 ปี
    และพาออกไปปีนสะพานหลายร้อยรอบในรอบหลายปีมานี้
    แต่ก็มีอยู่บ้างบางคราว ที่รู้สึกหวาดกลัวความสูงขึ้นมาเฉยๆ
    เขาว่ามันบรรยายไม่ได้ แต่บอกได้ว่า

    "คนที่กลัวนี่แหละ จะสนุกกับมันมากที่สุด"

    ไม่มีอะไรจะบรรยายความรู้สึกของใจไปได้ดีกว่านี้อีกแล้ว

    Ausi-531

    "ก็เพราะใจกลัวนี่แหละ ถึงได้จดจำภาพของการปีนสะพานข้ามอ่าวซิดนีย์ได้ดีถึงทุกวันนี้"

    7/10/2008

    ถนนสมาคม




    เมื่อวานนี้ มีเหตุให้ใจต้องเข้าไปออฟฟิศ
    อยู่ที่นั่นตั้งแต่เช้าจนถึงเกือบค่ำใจก็กลับบ้านหลังฝนตก

    ขากลับช่วงเย็นต้องผ่านถนนสามเสนทั้งเส้น
    ใจเพิ่งสังเกตเห็นว่าตรงกันข้ามกับโรงพยาบาลวชิพยาบาล
    เต็มไปด้วยสมาคมสารพัดจนไม่อาจจะจำได้หมด

    เสียดายที่ยกกล้องขึ้นถ่ายภาพไม่ทัน
    รถวิ่งฉิวผ่านไปอย่างน่าเสียดาย
    มีแต่สมองกับสายตาเท่านั้นที่จดจำภาพเอาไว้ได้ทัน

    และหากจำไม่ผิดนี่คือ
    ชื่อสมาคมเศษเสี้ยวหนึ่งที่อยู่ติดๆ กันในย่านนั้น
    สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย 
    สมาคมชาวนครนายก
    สมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย
    สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
    สมาคมศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล
    สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
    นี่ยังแอบคิดเล่นๆ อยู่เลยว่า
    วันหลังจะลงไปเดินบนถนนเส้นนั้น
    แล้วก็ไปนับดูว่ามีกี่ชมรมที่ตั้งอยู่ในบนถนนเส้นเดียวกัน
    กลัวจะเกินสิบจริงๆ ให้ตายเหอะ เง้ออออออ

    ถนนแห่งสมาคมของแท้เลยนะเนี่ย....

     
    7/6/2008

    โรงภาษีร้อยชักสาม



     
    customhouse

    วันนี้ใจไปที่ "โรงภาษีร้อยชักสาม" มา
    หลังจากที่นั่งเรือผ่านไปทำงานที่นั่นยาวนานติดต่อกันหลายปี
    แต่ก็ไม่มีโอกาสแวะเวียนเข้าไปดูของจริงถึงที่กันสักครั้ง...

    โรงภาษีร้อยชักสาม หรือ โรงภาษีเก่า (custom house) หรือ อาคารศุลกสถาน
    ตั้งอยู่ที่ ถนนเจริญกรุง 36 เขตบางรัก
    ที่ดินแปลงนี้เป็นเขตราชพัสดุซึ่งติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา
    แต่เดิมในสมัยรัชกาลที่ 5
    ตึกนี้ทรงคุณค่าในฐานะของการเป็นโรงเก็บภาษี
    ซึ่งรัชกาลที่ 5 ได้ทรงให้ย้ายโรงภาษีเก่าจากปากคลองผดุงกรุงเกษมให้มาอยู่ที่ตึกทรงคลาสสิกนี้

    102

    สถาปนิกชาวอิตาเลียนชื่อ โยคิม กราซี (Joachim Crassi) 
    เป็นผู้ออกแบบตึกเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว
    เมื่อครั้งเขาเข้ามารับราชการในราชสำนักสยาม รัชสมัยของรัชกาลที่ 5

    โดยในเวลาต่อมา เจ้าพระยาภาสกรวงศ์(พร บุนนาค)
    ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากรคนแรกของไทย
    จะได้บัญญัติคำว่า "ศุลกากร" ขึ้นมาใช้
    และให้ชื่ออาคารเหล่านี้เสียใหม่ว่า "ศุลกากรสถาน"
    แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะยังติดปากเรียกอาคารสถานที่แห่งนี้ว่า
    "โรงภาษี"

    แม้กระทั่งกรมศุลกากรจะเกิดขึ้นและมีที่ทำการใหม่ในบริเวณท่าเรือแล้วก็ตาม

    บอกตรงๆ เมื่อไปยืนมองภาพของอาคารทั้งหมด
    ในพื้นที่เดียวกัน
    ใจยังมองไม่เห็นภาพของความอลังการว่าตึกทั้งหมดเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างไร
    จนกระทั่งได้กลับมาอ่านข้อมูลอีกครั้ง
    ก็พบว่า อาคารที่ทำการของโรงภาษีเก่านี้มี 3  อาคาร
    ทั้งหมดหันหน้าไปทางทิศตะวันตึกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
    หลังคาทรงปั้นหยา มุงด้วยกระเบื้องจีนทรงกระบอกแบบไม้ไผ่ผ่าซีกและกระเบื้องกาบกล้วย
    ทุกตึกเชื่อมเข้าด้วยกันด้วยทางเดินไม้

    ตึกกลาง ซึ่งมีจำนวนชั้นมากกว่าใครเพื่อนคือสามชั้น
    ขณะที่ตึกซ้ายขวามีสองชั้นมีโถงใหญ่ด้านล่าง
    ตรงกลางของโถงคือบันไดหลักของตัวอาคาร
    มองลอดขึ้นไปจะเห็นและนับจำนวนชั้น
    ของอาคารได้ชัดเจน
     

    ที่ตรงนี้ปัจจุบันยังเป็นอาคารที่พักของ
    เจ้าหน้าที่สถานีตำรวจดับเพลิงบางรัก
    จานรับสัญญาณดาวเทียมสีสันสดใส
    ซึ่งติดอยู่กับตัวอาคารเก่า
    แม้จะดูขัดตาผู้มาเยือน
    แต่นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า
    ตึกเก่ายังคงมีผู้อาศัยอยู่

    ว่ากันว่าที่ตรงนี้เคยมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์
    อีกหลายอย่าง
    โดยเฉพาะงานสมโภชครั้งรัชกาลที่ 5
    เสด็จนิวัติพระนครจากการประพาสยุโรปครั้งแรก






    ระหว่างที่เดินวนไปรอบๆ บริเวณเพื่อถ่ายภาพนั้น
    ใจสังเกตเห็นคนงานชายหลายคน
    กำลังออกแรงแบกของไปมาใต้อาคารหลังกลาง
    ในวินาทีแรก ใจนึกถึงการเข้ามาปรับปรุงสถานที่
    เพราะเคยอ่านข่าวและรับทราบมาว่า
    ที่นี่ทรุดโทรม เพราะขาดการดูแลมานาน
    และน้ำก็ท่วมฐานรากของอาคาร
    ผิวนอกของตัวตึกหลุดลอกออกมาอย่างเห็นได้ชัด


    ใจเดินเข้าไปถามชายผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้ๆ
    เขาบอกว่าคนงานเหล่านั้นเข้ามาเตรียมอุปกรณ์ประกอบฉาก
    สำหรับถ่ายทำโฆษณายาสระผมยี่ห้อหนึ่ง
    ซึ่งจะเกิดขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า

    แต่สำหรับการย้ายออกจากที่นี่ของข้าราชการทั้งหมดแล้ว
    เขาบอกแต่เพียงว่า

    "ก็ยังไม่เห็นว่าอะไรนะ ยังอยู่กันดี...
    เห็นว่ายังเป็นคดีความกันอยู่"
      



    ใจกลับไปอ่านบทความของรุ่นพี่นักข่าว
    ที่เคยทำงานร่วมกัน
    ก่อนหน้านั้นเขาเคยเขียนถึงอาคารหลังนี้ว่า
    กำลังจะถูกปรับปรุงเป็น
    "โครงการโรงแรม อามันรีสอร์ท กรุงเทพ "
    ซึ่งเป็นความร่วมมือของกิจการร่วมค้า
    บริษัทเนเชอรัลพาร์คจำกัด(มหาชน)
    รวมถึงบริษัทอามันรีสอร์ท เชอร์วิสเซต ลิมิเต็ด และบริษัทซิลเวอร์ลิ้งค์โฮลดิ้งลิมิเต็ด
    ซึ่งได้รับเลือกและชนะประมูลจากกรมธนารักษ์ เข้ามาพัฒนาโครงการปรับปรุงพื้นที่
    อันทรงคุณค่า
    ซึ่งใจก็เห็นว่าป้ายขึ้นแล้วที่ด้านหน้า
    ของทางเข้าอาคารหลังทั้งหมด
    แต่ป้ายก็ดูเก่าเสียจนมองไม่เห็นว่า
    อาคารเหล่านี้จะถูกปรับปรุง
    และทำให้ใหม่ขึ้นเมื่อใด



    ใจยังหาข้อความหรือบทความอ่านไม่ได้ว่า
    สรุปแล้วคดีความที่ว่าหมายถึงอะไร
    และสุดท้ายแล้วโรงภาษีเก่านี้จะถูกปรับปรุงหรือไม่
    คนที่นี่จะต้องย้ายออกไหม...

    ไม่เป็นไร เอาไว้ไปหาคำตอบต่อ
    วันนี้อ่านไปแค่นี้ก่อน
    คำถามมักมีคำตอบเสมอ

    ช้าหรือเร็ว....ก็มีคำตอบ....

    7/5/2008

    รูปเก่าในกล้อง

     


    เจอรูปเก่าๆ ยังติดอยู่ในกล้อง ตั้งแต่ก่อนกลับบ้าน
    จนถึงกลับมาถึงกทม. ตั้งหลายวันก็ยังไม่ยอมเอาออก
    ใจนั่งมอง แล้วก็เห็นว่าบางรูปสวยดี (ถ่ายเองก็บอกว่ามันสวยเอง)
    จริงๆ มีอีกหลายรูปแฮะ ที่เคยถ่ายไว้
    แล้วก็ยังไม่มีเวลาว่างเอามาลงใน space
    รอไปก่อน เดี๋ยววันไหนอารมณ์ดีค่อยเอามาลงอีกรอบ


    1
    หน้าต่างคนข้างบ้าน เขาไม่อยู่ไปโคราชหลายวัน ปล่อยหมาอยู่เพียงลำพัง
    มีป้าข้างบ้านอีกหลังเป็นคนดูแลบ้านและให้ข้าวหมา

    2
    ต้นเงาะบ้านป้าหลังที่ให้ข้าวหมาบ้านป้าที่ไปโคราช ใจซื้อมากิน และหอบกลับมากรุงเทพฯ ด้วย

    3
    นกเกาะสายไฟหน้าบ้าน เสียงร้องมันเพราะดี ไม่รู้ว่านกอะไรเหมือนกัน


    4
    นี่ก็นก...นกกระจอก....เกาะรั้วบ้านฝั่งตรงกันข้าม


    5
    นกเขา...ไม่ใช่ของเราได้แต่แลมอง...มันเดินอยู่บนหลังคาออฟฟิศ


    7 
    นักโทษชายกำลังเอาขยะและมูลฝอยออกจากท่อระบายน้ำทิ้ง...นี่คือสิ่งที่คนที่ไม่ทำผิดจะไม่ได้ทำ??

    7/2/2008

    จากบ้านถึงสนามบิน




    IMG_9115 
    แหะแหะ แอบมาใช้ปลั๊กของสนามบิน.....
    มีเพลงฟังแล้ว และก็มีมือถือต่อ GPRS ใช้เน็ตได้ด้วย



    ตอนที่พิมพ์ข้อความ space อยู่นี้
    ใจนั่งอยู่ในร้าน cafe DoiTung สนามบินเชียงราย

    หลังจากที่นั่งหลังขดหลังแข็งอยู่บนรถเมล์หวานเย็น
    ซึ่งวิ่งผ่านหน้าบ้าน รับใจมายังตัวเมืองเชียงรายโดยใช้เวลาร่วมสองชั่วโมง

    ก่อนถึงท่าบขส. ไม่นานนัก
    พนักงานขับรถของ Avis ก็ยกหูมาหา
    "คุณน้ำค้าง" มาถึงหรือยังครับ ผมใส่เสื้อสีแดงรออยู่แล้วครับ

    เป็นเพราะว่าใจไม่ได้ให้พ่อกับแม่มาส่งที่สนามบินในเช้าที่ใจต้องกลับกรุงเทพฯ
    ใจเลยต้องอาศัยการเดินทางที่ยุ่งยากซับซ้อนและใช้เวลามากกว่าที่ควรจะเป็น
    ต้องนั่งรถเมล์เข้าตัวเมืองแล้วมานั่งรถเข้าไปสนามบินอีกต่อ
    ทั้งหมดนี่ไม่ใช่อะไรเลย...นั่นเป็นเพราะ
    หนล่าสุดให้มารับขากลับมาจากกรุงเทพฯ
    ยังเข็ดค่าน้ำมันรถไม่หาย ค่าน้ำมันไปกลับหมดไป 700 บาท
    จอร์จ...อย่าเลยแม่ หนูนั่งรถเมล์มาเอง
    แล้วให้ Avis มารับเข้าสนามบินยังใช้เงินไม่ถึง 700 บาท
    แถมยังเหลือเงินซื้อของฝากคนที่กรุงเทพฯ ได้ด้วย
    ว่าแล้วผีแห่งความงกก็เข้าสิงในบัดดล
    แม้คนที่บ้านอยากจะมาส่ง
    แต่ใจก็ตั้งใจแน่วแน่แล้วว่า
    "มาเองก็ได้"

    รถเมล์สีแดง แล่นผ่านถนนขรุขระที่ใช้งานมานานหลายปี
    ได้ข่าวว่าถนนเส้นนี้จะยังไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้ไม่มีหลุมไปอีกนาน
    เคยได้ยินชาวบ้านบ่นๆ กันว่า
    รัฐบาลคงยังไม่สนใจถนนเส้นนี้หรอก
    จนกว่าจะแก้ปัญหาของตัวเองได้....เอิ้กๆ

    ใจเคยใช้ถนนเส้นนี้ตลอดตั้งแต่เด็ก
    ทั้งนั่งรถเมล์มาในเมืองติดสอยห้อยตามแม่มาทำธุระ
    หรือแม้กระทั่งนั่งเทียวไปเทียวมาระหว่างโรงเรียนประจำจังหวัดกับบ้านของตัวเอง
    สมัยม.ปลายใจนั่งรถเมล์ฟรี ทั้งๆ ที่คนอื่นจ่าย 30 บ.
    จากอ.เมืองมายังอำเภอของใจ นั่นเพราะพ่อเป็นหัวคะแนนให้กับสจ.
    ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าของบริษัทเดินรถในเชียงรายด้วย
    แต่ตอนนี้ใจต้องควักเงินจ่ายค่ารถ 65 บ.
    ทั้งๆ ที่เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาราคายังอยู่ที่ 53 บ.
    เดาได้ไม่ยากเย็นอะไร สงสัยน้ำมันแพง เลยขึ้นราคากันทุกอย่าง

    ย้อนกลับมาที่ถนนเส้นเดิมที่ว่า
    จนถึงวันนี้มันก็ยังทำหน้าที่ของมัน
    แม้จะเป็นหลุมเป็นบ่อ พอทำให้รถและคนนั่งสะดุ้งกันเป็นครั้งคราว
    ใจเห็นพี่คนขับรถ ซึ่งก็มักจะเป็นเจ้าของรถ
    และพนักงานเก็บค่าโดยสาร ซึ่งก็มักจะเป็นภรรยาของคนขับรถและเจ้าของรถ
    อดทนต่อไปไม่ไหว ตัดสินใจปิดเสียงเพลงจากเครื่องเล่นซีดีที่อยู่เหนือศรีษะของที่นั่งคนขับ
    เพราะเมื่อรถลงหลุมที เสียงเพลงก็ขาดหาย และกลับมาอีกครั้งเมื่อทางเรียบ
    เห็นแล้วอดสงสารทั้งคนขับ คนฟัง และพาลนึกไปถึงโฆษณาเครื่องเล่นซีดีที่เล่นได้แม้เครื่องกระตุก
    ใจเคยเห็นตอนหลังเจ้าของสินค้าหัวใส
    ทำฐานที่ตั้งหมุนๆ สั่นๆ กระตุกๆ แล้วเอาเครื่องเล่นซีดีที่ว่าตั้งบนฐานนั่นอีกที...แหม้ เข้าใจคิดเสียจริง

    เมื่อเช้าก่อนออกจากบ้านมา แม่ปลุกใจตั้งแต่ตีห้า
    บอกว่า อยากให้นั่งรถเมล์เที่ยว 6 โมง
    มาถึงเร็วดีกว่ามาถึงช้าแล้วพลาดเครื่องเหมือนอย่างที่ผ่านมา
    เพราะใจถือว่าเป็นแชมป์ตกเครื่องบินประจำบ้านไปเสียแล้ว
    สุดท้ายใจก็เลยต้องมาถึงสนามบินก่อนเวลาตั้ง 2 ชั่วโมงครึ่ง

    ระหว่างนั่งรถเมล์ ใจเลยหลับเป็นตาย
    แต่ยังพอรู้ว่ารถขับช้าและแวะตลอดทาง
    แวะรับคนมาทำธุระในเมือง
    หรือแม้แต่ตัวอำเภอที่รถวิ่งผ่าน
    นี่คือสาเหตุที่แม่บอกไม่ได้ว่ารถเมล์จะถึงกี่โมงกันแน่ แม้เวลาเฉลี่ยจะอยู่ที่สองชั่วโมงก็ตามที
    แต่ยิ่งจอดบ่อย จอดนาน เวลาก็เพิ่มขึ้นในทันที

    ใจหลับหัวฟัดหัวเหวี่ยง แม้จะมีป้าคนหนึ่งมานั่งข้างๆ ด้วย
    แต่เพราะเอาหูฟังของโทรศัพท์ใส่หูทั้งสองข้างกลบเสียงทุกอย่างรอบข้างเอาไว้
    ก็เลยหลับไปแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวและตั้งใจจะไม่สนใจอะไร..มันง่วง
    หลับถึงขนาดที่ว่า รู้สึกตัวอีกที ก็ร้อนหน้าด้านซ้ายไปเสียหมด
    แดดส่องมาโดนหน้า คงดำไปข้างเดียวล่ะคราวนี้....

    (ขอแอบคั่นด้วยการบ่นหน่อยเถอะ
    เป็นเพราะ ใจลืมพกสายชาร์ต iPod กลับมาบ้านด้วย
    ซวยต้องนั่งดึงเพลงใส่โทรศัพท์มือถือ แล้วก็เปิดเสียงเพลงจากมือถือฟังแทน iPod
    มันช่างปวดใจจอร์จจริงๆ เสียงเบสตุ๊บๆ...เฮ้อออ)

    พอลงรถเมล์หวานเย็นคันนั้น
    ใจก็ยกหูหาพนักงานของ Avis ที่มารับใจเข้าสนามบิน
    "พี่อยู่ไหนคะ หนูมาถึงแล้ว"
    "ผมใส่เสื้อแดงครับอยู่หน้าโทรศัพท์"

    บอกตรงๆ ว่า ใจรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังนัดบอดพบหนุ่มที่ไม่เคยพบหน้า
    ความรู้สึกเป็นแบบนั้น แต่ความเป็นจริงก็แค่นัดเจอพนักงานของบริษัทเช่ารถเท่านั้นเอง...เง้ออ
    ว่าแล้วก็อยากจะนัดพบหนุ่มที่ไม่เคยพบหน้าบ้างแล้วสิ
    อารมณ์ประมาณนี้ ดูตื่นเต้นพิกล...แต่คิดไปคิดมา ชักชอบกล คนสมัยนี้ไว้ใจไม่ได้ ไม่เอาดีกว่า

    พนักงาน Avis ขับรถพาใจมาถึงสนามบินโดยใช้เวลาเพียง 10 นาที
    หลังเอากระเป๋าตรวจสแกนเข้าสนามบินเสร็จสิ้น
    ใจก็ตรงดิ่งเข้าห้องน้ำ
    และแวะมาที่ร้านกาแฟดอยตุง ถามหาอุ้มเพื่อนร่วมก๊วนสมัยมหาวิทยาลัย
    ซึ่งหลังจากที่หลังขดหลังแข็งเป็นพนักงานอยู่ในสตาร์บัคส์อยู่นานนม
    ปัจจุบันอุ้มเป็นผู้จัดการดูและสาขาของกาแฟดอยตุงภาคเหนือทั้งหมด
    รวมถึงสนามบินเชียงรายด้วย
    ใจแวะมาหาอุ้มที่นี่ประจำ แต่ก้ไม่เคยได้เจอ อุ้มมักจะไปเชียงใหม่เสมอ
    และจะมักเจอเธอที่กรุงเทพฯ ทุกครั้ง ครั้งนี้ก็เหมือนจะเป็นแบบนั้น
    ใจเลยตัดสินใจนั่งกินช็อกโกแลตร้อน และรอเวลาเคาน์เตอร์เช็คอินเปิดให้บริการแทน

    พักหายเหนื่อยได้ไม่นาน ก็ยกหูไปหาแม่ บอกว่ามาถึงที่สนามบินแล้ว
    แม่บอกว่า "ดีแล้วมาถึงก็ดีแล้ว"
    พอบอกแม่ว่าง่วงมาก อยากจะหาที่นั่งแล้วหลับสักหน่อย
    แม่ก็ตอบกลับมาว่า "ระวังนอนหลับแล้วเขามาเอาของไปหมดนะ"
    ฟะ ทำยังกับใจเป็นเด็กป. 2 ใจบอกแม่แบบนั้น
    แต่แม่ก็ยังไม่เลิกเตือนอยู่ดี

    ว่าแล้วก็อดนึกถึงแหล่งข่าวที่ไปสัมภาษณ์เมื่อเดือนก่อนไม่ได้
    เธอเกิดที่บอร์เนียว และมาเรียนที่สิงคโปร์ ก่อนต่อป.ตรีที่อเมริกา
    นั่นเป็นสาเหตุที่เธอบอกว่าไม่ค่อยอยากกลับบ้าน
    จะกลับทีต้องบินไปลงที่อินโดนีเซีย แล้วต่อเครื่องไปที่เกาะบอร์เนียวอีก
    หลังๆ เลยเล่นกันแบบว่า นัดเจอพ่อแม่ที่ประเทศอื่นแทน
    หาเรื่องเที่ยว แทนที่จะเดินทางกลับบ้าน ซึ่งใช้เวลามากกว่าเสียอีก

    เง้อ... เหนื่อยจอร์จ...

    7/1/2008

    ห่านพบประชาชน



    4 

    ใจไปบ้านป้าข้างๆ มา
    ป้ากับลุงที่พี่สาวทั้งสองคนสนิทมากกว่าใจ
    ใจเองไม่ค่อยคุ้นเคยกับเขาเท่าไร
    แต่พอพี่สาวบอกว่าจะไปเอาหน่อไม้มาแกง
    ใจเลยตุเลงติดสอยห้อยตามไปด้วย
    แต่ป้ากับลุงไม่อยู่
    ใจเลยอดกินหน่อไม้หวานฟรีอีกแล้ววันนี้

    2 


    ไม่ได้หน่อไม้ แต่ใจได้เจอห่านสีขาวแทน
    เห็นยืนร้องต้อนรับแขกที่มาเยือนดังลั่น
    เลยยกกล้องมาถ่ายซะเลย
    สวยดี ใจชอบ มันเป็นสีขาวนี่แหละ
    หากขนกลับมากรุงเทพฯ
    เป็นของสะสมได้
    จะเอามาด้วย สวยดี...ชอบ


    5 
    1


    อ้ะ แถมรูปหน่อไม้อีกอัน

    6
    สวยเหมือนกัน อยากกิน...แต่อด