ตั้งแต่ครั้งที่แล้ว ใจไปเล่น Swoop มาที่นิวซีแลนด์
หลังจากนั้นใจก็เริ่มรู้สึกตัวเป็นครั้งแรกว่าตัวเองชอบเครื่องเล่นที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้น
มันน่ากลัว ปวดหัวใจ เร้าใจ และให้อารมณ์มากมายปะปนกัน
แต่สุดท้ายมันล้วนแล้วแต่ทำให้เรารู้สึกได้ว่าเรากำลังใช้ชีวิตอยู่
การทำอะไรที่เสี่ยงๆ นี่แหละเป็นยาชูกำลังตัวดี
ยาที่จะกระตุ้นให้หัวใจได้ยินดียินร้ายและรับรู้ว่ายังไม่ตายด้านไปเสียก่อน
ดังนั้นหลังจากกลับมาจากนิวซีแลนด์หนนั้นใจก็ยังไปดรีมเวิร์ลอีกหลายหนอยู่
และเมื่อได้ไปที่ออสเตรเลียหนล่าสุด ใจก็ยังไม่หยุดที่จะทำอะไรหวาดเสียวไปบ้าง
แม้จะกลัว รีรอ และไม่มั่นใจบ้าง
และมันก็ลงเอยด้วยการยอมเล่นของเล่นหวาดเสียวที่ว่าทุกทีไป
ระหว่างที่คิดถึงเรื่องนี้ไป ใจก็คิดถึงเรื่องอื่นควบคู่ไปด้วย
จริงๆ หลายวันก่อนหน้าใจได้คุยกับเพื่อนร่วมโรงเรียนม.ปลายเดียวกัน
หลังจากที่เขาบอกว่าเข้ามาแอบอ่าน space ใจอยู่นานนม โดยไม่เปิดเผยตัว
วันนั้นเขาก็มีโอกาสแวะเวียนมาทักทายใจใน msn
บทสนทนาตอนหนึ่งระหว่างใจกับเพื่อน
เป็นไปในทำนองว่า เขาชอบอ่าน space ใจมาก
และวันหนึ่งไปค้นเจอตั๋วใบหนึ่งในลิ้นชัก
และตั๋วใบนั้นทำให้นึกถึงใจขึ้นมา เพราะดันมีตั๋วแบบเดียวกันกับที่ใจมี
ตั๋วที่ว่าคือตั๋วปีนสะพานข้ามอ่าวซิดนีย์หรือซิดนีย์ ฮาร์เบอร์ (Sydney Harbor Bridge)
เมื่อใจได้ยินเช่นนั้น แม้จะดึกดื่นพอสมควรแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า
นี่เป็นครั้งแรกที่ใจมีโอกาสได้คุยกับคนรู้จักที่ไปปีนสะพานเดียวกันมา
สาวต้อมเพื่อนแอร์โฮสเตสสุดสวยปีนไปซิดนีย์เป็นประจำ
แต่ยังทำใจไม่ได้กับค่าตั๋วที่จะต้องจ่ายเพื่อแลกกับการปีนสะพาน
หล่อนบอกแพง แต่ใจว่ามันถูกกว่ากางเกงยีนส์ดีเซ
กระเป๋าหลุยส์ และไอโฟนของเธอแน่ๆ 55555
กลับมาที่เพื่อนอีกคนหนึ่งต่อ...
แม้ตั๋วจะเหมือนกัน แต่เพื่อนคนดังกล่าวเลือกช่วงเวลาที่เขาปีนสะพานเป็นช่วงค่ำ
มันคงให้ความรู้สึกอีกแบบ ให้คนปีนได้เห็นวิวยามค่ำที่สวยแปลกตา
ท้องฟ้าคงงามไม่น้อย.... แต่ของใจปีนกันตั้งแต่เช้า
ไก่ยังไม่ขัน ใจก็ต้องผุดลุกขึ้นจากเตียงตั้งแต่หกโมงครึ่ง
ล้างหน้า แปรงฟันเสร็จก็ต้องออก ข้าวยังไม่ทันได้ทาน
ก็มายืนรอให้สำนักงาน BridgeClimb เปิดตอนเจ็ดโมงครึ่ง
มีคนมาดูแลใจและทีมงานเป็นอย่างดี ในฐานะผู้มาเยือนจากไทย
เขาให้เรานั่งรอสักครู่ ก่อนให้เราผ่านพิธีการปกติสำหรับการปีนสะพานเหมือนคนอื่นเขา
เช้าๆ ขนาดนี้ใจยังสังเกตเห็นแล้วว่ามีคนมาเริ่มปีนสะพานพร้อมกันกับเราบ้างแล้ว
ไม่กลัวร้อนเลยเลือกมาปีนกันตั้งแต่เช้าก็ต้องกลัวคนเยอะแน่ๆ
ถึงได้ยอมลงทุนตื่นเช้ามาปีนสะพานแทนที่จะนอนแผ่บนเตียง....
โดยปกติแล้วเราต้องกรอกเอกสารเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าเราได้ตัดสินใจจะเสี่ยงแล้ว...
เซ็นชื่อกำกับว่าหากเกิดอะไรขึ้น นั่นหมายถึงเรายอมรับแล้วว่าได้ตัดสินใจเอง 555
หลังจากนั้นก็ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในร่างกาย
จริงๆ แอบนึกอยู่ในใจ แม้ตัวเองจะแพ้แอลกอฮอล์
แต่ไวน์ไอที่กินก่อนๆ หน้านี้มันจะยังสะสมเอาไว้อยู่บ้างหรือเปล่านะ
ทดลองเป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์แบบดิจิตอลแล้ว
ก็พบว่าไม่มีไรอยู่ในเลือดนอกจากความรัก ฮิ้ววววววว
พนักงานชายอ้วนท้วนใส่แว่นตา ขาวตี๋แบบฝรั่ง
เอาชุดเครื่องแต่งกายมาให้เราเปลี่ยน
ที่นี่เราต้องเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อนทุกคน
มีไซต์จัดเตรียมไว้ให้ เป็นเสื้อผ้าใหม่ทุกผืน
เพราะขากลับออกมาเราถอดใส่ตะกร้าผ้าใช้แล้วกองไว้
อนุมานว่าเขาคงไม่วนเอามาใช้อีกหนในวันนี้
ดังนั้นไม่ต้องกลัวกลิ่นเหงื่อ กลาก เกลื้อนที่จะติดคนอื่นเขามา เหอๆ
เสื้อผ้าเป็นแบบพอดีตัวแบบที่เราต้องการ
เนื้อผ้าคงเป็นแบบพิเศษกันลมกันแดดได้ดีพอสมควร
ใจไม่ได้ถอดกางเกงด้านใน ตัดสินใจสวมทับไปอย่างนั้น
เพราะไม่อยากให้ตัวเองรู้สึกโล่งจนเกินไป...
(ตอนหลังรู้สึกร้อนนิดๆ รู้งี้ถอดซะก็ดี มันกันลมแล้วนี่หว่าเสื้อผ้าเนี่ย)
เขาให้หมวก กับผ้าเช็ดผ้าซึ่งผูกเอาไว้ที่ข้อมือและซ่อนเอาไว้ด้านในกันปลิวตกหล่น
แต่พอปีนขึ้นไปแล้ว ใจก็ไม่ค่อยได้ปล่อยมือออกมาหยิบผ้าเช็ดหน้าเลย
ลืมไปเลยว่ามีผ้าเช็ดหน้าอยู่ติดกับตัวเองแบบนี้
อารมณ์กลัวจัด ลืมผ้าเช็ดหน้าไปเสียสิ้น
ใจต้องเปลี่ยนรองเท้าที่ใส่มาเป็นรองเท้าแบบที่ทะมัดทะแมงเหมาะกับการปีนสะพานด้วย
ตอนแรกกะจะใส่รองเท้าติดโบว์ไปปีน... แต่เกรงใจ กลัวข้อพลิก
อันที่จริงใจมีรองเท้าเหมาะกับการปีนสะพานที่เตรียมมาจากบ้านแล้ว
แต่เนื่องมาจากรองเท้าพังมาตั้งแต่ทริปเมลเบิร์นสิบวันก่อนหน้านั้น
เลยต้องโยนรองเท้าทิ้งเมื่อไปถึงโกลด์โคสต์
โยนลงถังขยะด้วยสายตาละห้อย
เพราะดันทะลึ่งไปนั่งเหยียบท่อรถฮาเล่ย์ นานร่วมชั่วโมง
เมื่อครั้งไปทัวร์ฮาเล่ย์ ที่เมลเบิร์นตั้งแต่ลงเครื่องมาที่ออสเตรเลียหมาดๆ
เซ็งมาจนถึงทุกวันนี้.....
วันนี้ใจเลยต้องพึ่งพารองเท้าของที่ BridgeClimb แทนที่จะต้องใช้รองเท้าตัวเอง
ใจเลือกไซต์เล็กสุดที่มีอยู่ แต่ก็ยังใหญ่กว่าเท้าใจเล็กน้อย
แต่ลองเดินแล้วไม่หลุดก็เดินต่อไป....ดีกว่าใส่รองเท้าโบว์อ่ะนะ 555
ที่เหลือเป็นการลงไปห้องเก็บอุปกรณ์พิเศษสำหรับสื่อมวลชน
โดยปกติแล้วที่นี่ไม่อนุญาตให้เอากล้องหรืออุปกรณ์อะไรเลยติดตัวไป
แต่เราได้รับการยกเว้นให้เอากล้องไปได้
และหนุ่มเจย์ เพื่อนร่วมทริปเลยได้รับโอกาสเป็นตากล้อง
ขณะที่สองสาวที่เหลือก็เป็นนางแบบ...
เรามีผู้ดูแลประจำทริปหนึ่งราย ต่อพวกเราสามคน
ขณะที่คนอื่นๆ จะนำทริปที่มากกว่าเราอีกหลายคน
และเราก็จะใช้เวลาแต่ละจุดไม่นานเท่ากับคนอื่น
ยกเว้นตอนถ่ายคลิปวิดิโอและถ่ายภาพที่ต้องการ
อยากรู้อะไรก็ถาม ไม่ถึงกับต้องบรรยายเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนกับทริปนักท่องเที่ยว
เอาเข้าจริงๆ ใจรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังทำเรื่องพิเรนท์
อยู่ดีๆ ก็ลุกขึ้นไปปีนสะพานแต่เช้า ...

แต่จริงๆ แล้ว BridgeClimb หรือบริการปีนสะพานข้าม Sydney Harbor Bridge
เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งไปเสียแล้วสำหรับการมาเยือนซิดนีย์
ก่อนไปใจแวะเข้าไปในเว็บไซต์ของเขา http://www.bridgeclimb.com/
ไม่เพียงแต่ระบุข้อมูลความเป็นมา ภาพวิดิโอตัวอย่างของการปีนแล้ว
ยังเห็นด้วยว่า ราคาไม่น้อยเลย...สำหรับการออกไปปีนสะพานแบบนี้
เหมือนที่สาวต้อมบอกนั้นแหละ
เพราะโดยเฉลี่ยแล้วจันทร์ถึงศุกร์ราคาต่อหนึ่งคนจะอยู่ที่ 179 เหรียญออสเตรเลีย (หนึ่งเหรียญประมาณ 30 บาท)
และสามารถเลือกปีนได้ตั้งแต่เช้า หรือช่วงค่ำ พระอาทิตย์ตก
ต่างกับราคาของวันหยุดที่อาจจะแพงกกว่านี้
แต่จนแล้วจนรอด ใจว่าทุกคนที่มีโอกาสก็อยากจะไปปีนกันสักครั้ง

ความสูงจากสะพานถึงอ่าวเบื้องร่างสูงราว ๆ 134 เมตร
เบื้องล่างเป็นสะพานมีรถราสัญจรข้ามอ่าวไปมา ขวักไขว่ตลอดเวลา
ด้านข้างสะพานเป็นรถไฟราง วิ่งสวนทาง ทำเสียงดังอยู่เนืองๆ
ด้านล่างตรงน้ำของอ่าวเขาบอกว่ามีปลาฉลามด้วย...ว่ายวนไปวนมา
(หึหึ คงกะงับตูล่ะดิ เวลาพลาดอ่ะ ..อด ไม่มีพลาดหรอก)
และเหนือตัวสะพาน เป็นขอบเหล็ก คิดไม่ออกให้นึกถึงสะพานซังฮี้ที่มีขอบเหล็กโค้งๆ ขึ้นมา
เพียงแต่ว่าตัวสะพานที่นี่ใหญ่มาก และขอบสะพานก็กว้างพอสมควร
ในยุคหนึ่งรัฐบาลเปิดให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานในการเปิดให้บริการปีนสะพานที่นี่
จึงมีการก่อสร้างบันไดเป็นขั้นๆ ขึ้นมา พอดีเท้าของคนทั่วไป
มีราวเชือกเหล็กขนาบสองข้างให้เป็นที่จับ และเป็นที่เกาะสายเกี่ยวติดตัวนักปีน
การปีนเริ่มต้นจากจุดเริ่มต้นฝั่งเดียวกันกับสำนักงานให้บริการการปีน
พวกเราจะมีสายเกี่ยวคล้องที่เอว และไปเกาะเส้นเชือกที่อยู่ในระดับเอวและขนาบข้างทางปีนอยู่
ตัวเราจะไม่หลุดจากสายคล้องที่เกี่ยวนั้นตลอดเวลา
มีเพียงมือคอยจับและเท้าที่ใช้เดินไปข้างเรื่อยๆ
จนกระทั่งไปถึงจุดสูงสุดของสะพาน
เราจะเดินทางผ่านจากฝั่งสะพานหนึ่งมายังอีกฝั่งหนึ่ง

ก่อนเป็นขาลงกลับมายังจุดเดิม
จริงๆ เรามีโอกาสเดินในจุดที่ต่ำกว่าการเดินปกติด้วย
เข้าใจว่ามีอีกแพ็กเก็จหนึ่งที่ดูเหมือนจะน่ากลัวว่าแบบปกติสักนิด
คือเหนือจุดที่เดินกันปกติ จะมีทางเดินอีกชั้นหนึ่งด้านล่าง ใกล้ตัวสะพานที่รถราสิ่งมากกว่า
แต่มีแต่ทางเดินเป็นแผ่นเหล็กพอดีตัว
ไม่มีอะไรเกี่ยว เดินกันตัวโล่งๆ โต้งๆ และก็เห็นว่ามีรถอยู่ข้างล่าง
เจย์กับคุณผึ้งที่ไปด้วยบอกว่าข้างบนน่ากลัวว่า เพราะสูงกว่า
แต่ใจว่าแบบไหนก็น่ากลัวพอกัน
เพราะเอาเข้าจริง ๆแล้ว เคยเล่นเครื่องเล่นหวาดเสียวมาพอสมควร
แต่ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ใช้เวลาไม่นาน
แค่ชั่วอึดใจ พอให้หัวใจเต้นระส่ำ ก็หยุดกันกลางคัน
แต่นี่ใช้เวลานานเกินชั่วโมง
ค่อย ๆ ละเลียดความน่ากลัว หวาดเสียวเอากระแสเลือดกันทีละนิด
เท้าก้าวไป ตามองข้างล่างไป.... เขาไม่กลัวกัน แต่ใจกลัว...

ผู้ชายที่ดูแลเราตลอดทริปดูท่าทางใจดี
เขาเป็นหนึ่งในอีกทีมงานที่ทำหน้าที่แบบเดียวกันคือพาคนออกไปปีนสะพาน 120 คน
แต่ละคนจะทำหน้าที่เพียงวันละสองรอบ
แม้เขาจะบอกใจว่าเขาทำงานที่มาถึง 6 ปี
และพาออกไปปีนสะพานหลายร้อยรอบในรอบหลายปีมานี้
แต่ก็มีอยู่บ้างบางคราว ที่รู้สึกหวาดกลัวความสูงขึ้นมาเฉยๆ
เขาว่ามันบรรยายไม่ได้ แต่บอกได้ว่า
"คนที่กลัวนี่แหละ จะสนุกกับมันมากที่สุด"
ไม่มีอะไรจะบรรยายความรู้สึกของใจไปได้ดีกว่านี้อีกแล้ว

"ก็เพราะใจกลัวนี่แหละ ถึงได้จดจำภาพของการปีนสะพานข้ามอ่าวซิดนีย์ได้ดีถึงทุกวันนี้"