Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    7/21/2007

    หน้าฝน ...คนมักเหงา


     

    "เราจะเหงาเป็นพิเศษ
    ในช่วงเวลาที่ฝนตก....
    เพลงเกี่ยวกับฝน
    คือคนเหงาตอนฝนตกจึงมีมาก"

    ประโยคที่อ่านอยู่นี่ ใจได้ยินมาจากการสัมภาษณ์
    คนแต่งเพลงที่ออกมาจากหน้าจอทีวี
    ไม่กี่นาทีที่ผ่านมา หลังจากลุกจากที่นอน...

    ใจรู้สึกเห็นด้วยกับคนแต่งเพลง
    หน้าฝนทำให้คนเหงามากมายก่ายกอง
    ไม่รู้ว่าทำไม แต่อาจจะเพราะได้ยินแต่เสียงฝน
    หล่นมาโดนหลังคา โดนหน้าต่าง จั้กๆๆๆ
    ออกไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่ในบ้านเพียงลำพัง
    บรรยากาศแบบนั้นมันคงชวนให้เหงาพิลึก....


    meaw


    พอๆ กับหน้าหนาวทำให้คนมองเห็นอะไร
    มักชวนให้ความรู้สึกโรแมนติก
    และหน้าร้อนทำให้คนอยากจะแก้ผ้า..นอนแช่น้ำ..
    หรือเอาขันใส่น้ำไปไล่สาดชาวบ้าน

    หากจัดลำดับว่าชอบฤดูกาลไหนมากที่สุด
    ใจวางฤดูหนาวเป็นอันดับหนึ่ง
    แม้ว่าปีหนึ่งๆ กรุงเทพจะมีหน้าหนาวเพียงสามวันก็เหอะ







    ฤดูหนาวไม่เพียงแต่ทำให้รู้สึกโรแมนติก
    อากาศข้างนอกมันจะมัวๆ อึมครึมๆ
    ลมพัดโชยมาที ก็พาให้ขนลุกซู่
    ที่เป็นเหตุผลที่ทั้งกบและคนจะหาคู่มาอยู่ด้วยใกล้ๆ ในหน้านี้


    kingka


    หลายคนบอกว่ามันเป็นเทศกาลแห่งความรัก
    ทำไมไม่คิดว่าบางทีมันอาจจะเป็นฤดูกาลแห่งความริษยาก็ได้นะ...
    ก็เพราะว่าเค้ามีคู่กันแล้ว แต่แม้วอย่างเรายังไม่มีสักทีนี่นา...555

    รองลงมายกให้ "หน้าฝน"
    เพราะต่อให้ฝนตกรถติด
    แต่มันก็ไม่ร้อนทรมานนอนไม่หลับเท่ากับหน้าร้อน







    ยิ่งวันไหนฝนตกตอนอยู่บ้าน ไม่ต้องไปทำงาน
    ก็จะยิ่งมีความสุข รู้สึกประสบความสำเร็จในชีวิต
    ไม่ต้องออกไปผจญภัยกับฝนนอกบ้าน 


    คืนไหนฝนตก
    พัดลมที่ทำงานหนักๆ เร่งเบอร์สามมาตลอด
    ก็ได้ผ่อนเบามาที่เบอร์หนึ่ง แถมยังหันเข้าฝาอีกต่างหาก
    สรุปว่า คืนนั้นนอนสบาย โดยไม่ต้องอาศัยพัดลมก็ได้

    หลายวันมานี้ฝนตกช่วงเย็น ตอนที่ยังไม่อยู่ในบ้าน
    หลายครั้งนั่งอยู่บนรถ บนเรือ ระหว่างการเดินทางกลับบ้าน
    สิ่งที่มาพร้อมกับฝนก็คือรถติดแบบวินาศสันตะโล
    การจ่ายเงินค่าทางด่วน ไม่ต่างอะไรกับ
    การจ่ายเงินไปหาที่จอดรถ
    ใครบางคน....บ่นแบบนั้น....
    แต่ใจว่ามันก็เย็นดี ได้เห็นรถสวย แพงๆ แปลกๆ ด้วย เหอเหอ เ
    เอาเหอะ เทียบแล้วก็ดีกว่ารถติดหน้าร้อนใช่ไหมละ???


    sky2


    ระหว่างที่พิมพ์ blog ไป
    เพลงฝนตกที่หน้าต่าง จากอัลบั้ม ปกแดง ของโลโซ
    ก็เล่นขึ้นมาพอดิบพอดี แม้ฝนจะยังไม่ตกในตอนนี้
    แต่ว่า ฟังแล้วอินดี้ อินดี ไปด้วยกับเพลงไม่น้อย

    "วันนี้ฝนตก ไหลลงที่หน้าต่าง เธอคิดถึงฉันบ้าง ไหมหนอเธอ
    เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว สองเรายังได้เจอ เธอส่งยิ้มมา 
    นั่งอยู่คนเดียว เหลียวมองที่หน้าต่าง หากมีเธอข้างๆ ก็คงจะสุขใจ


    mo1


    เธอคงไม่รู้ ว่าฉันเองยังไม่มีใคร หากเป็นเธอก็คงเข้าที"
    เป็นไงละ เป็นไงละ อยากให้ฝนเทลงมาจริง ๆ ให้ตายเหอะ
    อยากเปิดผ้าม่าน นั่งมองดูฝน แล้วก็คิดถึงคนในเพลง

     







    ฮิ้วววววว...... ชักหิวแล้วแฮะ เพลงเกี่ยวกับฝนทำให้คนหิวได้ด้วยแฮะ.....

    7/20/2007

    ปวดฉี่..งัดห้องน้ำ




    มีอยู่ไม่กี่อย่าง
    ที่อยากจะทำแล้วไม่ได้ทำจะพาลทำให้อารมณ์เสียมาก
    หรือว่ากำลังจะทำแต่มันมีอุปสรรคมาขัดขวาง
    เช่น...ปวดจึ แต่ว่า อยู่บนรถเมล์
    ปวดจึแบบเร่งด่วน แต่หากุญแจห้องไม่เจอ เผลอหย่อนไว้ตรงไหนก็ไม่รู้

    กำลังรีบแต่ทำแม่กุญแจหนักอึ้งหล่นใส่หัวแม่เท้า
    กำลังรีบ...แต่วิ่งชนขอบโต๊ะ เก้าอี้....ประตูหนีบนิ้ว ยิ่งร้องยิ่งหนีบ
    กำลังรีบ...แต่ลืมของ ต้องกลับมาเอา...

    แต่วันนี้พบปัญหาหนัก ปวดฉี่..แต่เข้าห้องน้ำไม่ได้
    ไม่ใช่ว่าส้วมเต็ม เหม็นจัด หรือว่า เจ็บก้นจนนั่งชักโครกไม่ได้หรอก
    แต่ว่า ทะลึ่งล็อคห้องน้ำไว้เมื่อคืน...แบบไม่รู้ตัว
    เช้านี้ปวดฉี่ ลุกขึ้นไปที่ห้องน้ำ
    ก็ปรากฎว่า....มันล็อคไปเสียแล้ว....แม้วจริงๆ
    และนี่คือบทสนทนาของเพื่อนอ๋อมกับใจ...เมื่อสัก 5 นาทีที่ผ่านมา


    [b]  [c=7]chocolate cake[/c][/b] says:
    แล้วประตูห้องน้ำเปงอะไรเหรอ

    น้ำค้าง -  -" says:
    ปวดฉี่มากเช้านี้

    น้ำค้าง -  -" says:
    ลุกเปิดห้องน้ำ พระเจ้าแม้ว ล็อก...ไม่มีกุญแจ

    น้ำค้าง -  -" says:
    ไม่รู้ทำไง ไปหาช่าง ช่างไม่อยู่...

    [b]  [c=7]chocolate cake[/c][/b] says:
    ........

    น้ำค้าง -  -" says:
    ขึ้นมาตั้งหลัก เอามีดมาจิ้มเข้าไปในช่องกุญแจ

    น้ำค้าง -  -" says:
    โอว้ แม้เจ้า เราทำได้.... เปิดได้ 555

    น้ำค้าง -  -" says:
    ไปเป็นโจรงัดห้องน้ำ ได้แระ เราอ่ะ

    [b]  [c=7]chocolate cake[/c][/b] says:
    อ่ะนะ

    [b]  [c=7]chocolate cake[/c][/b] says:
    โชคดีไป

    [b]  [c=7]chocolate cake[/c][/b] says:
    ได้เข้าห้องน้ำ

    น้ำค้าง -  -" says:
    แล้วก็ไปฉี่

    น้ำค้าง -  -" says:
    555 เจ๋งจิงๆ

    เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

    สติมาปัญญาเกิด
    สติเตลิด ปัญญาหดหาย ....
    ปัญญามากมาย เพราะหายปวดฉี่...เอิ้กเอิ้ก


    7/18/2007

    ที่มาของปก Fortune 500






    เห็นภาพยนตร์โฆษณาของ PTT หรือ ปตท. ที่ผู้ชายหนึ่งนั่งในแท็กซี่
    วิ่งผ่านไปตามสถานที่สำคัญของใจกลางมหานครนิวยอร์ก
    แล้วก็ตั้งคำถามเอาไว้ว่าเราจะสู้เขาได้อย่างไร
    และจะเอาอะไรไปสู้กับเขา....และบทสรุปสุดท้ายของเรื่องก็บอกไว้ว่า
    เราได้รวมและก่อเกิดธุรกิจแทบทุกอย่างจากปิโตรเลียม
    เป็นธุรกิจที่ครบวงจร..
    พร้อมที่จะแข่งขันกับนานาประเทศกันแล้ว....
    แถมยังบอกว่า PTT เป็นบริษัที่ได้รับการจัดอันดับ
    เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 500 อันดับแรกของนิตยสาร Forbe และ Fortune

    มาถึงตรงนี้แหละก็ถึงนึกเจ้า Fortune ฉบับ No2 July 23
    2007 Global 500 The World's Largest Corporations
    หรือฉบับที่แสดงการจัดอันดับบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก 500 อันดับแรก

    ตอนแรกมองเห็นปกก็นึกอยู่ว่าทำกราฟฟิกสวย....
    ที่ไหนได้พลิกไปที่หน้าบรรณาธิการ หรือ Editor's Desk
    กลับพบความจริงว่ามันเป็นภาพของจริง

    Robert Friedman Internation Editior
    บรรยายภาพว่า Dan Winters สร้างคำว่า "500"
    ในสตูดิโอแถบเท็กซัส โดยใช้ชิ้นส่วนของเหล็ก
    และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์มาประกอบเข้าด้วยกัน

    เนื้อหาของโต๊ะบรรณาธิการชิ้นนี้บอกเอาไว้ว่า...

    สิ่งที่ผมชอบอย่างหนึ่งในการทำงานที่ Fortune นี่ก็คือ
    การทำงานปก Global 500 ประจำปีกับ art director
    อย่าง Nai Lee Lum
    และปีนี้ก็ไม่ได้รับการยกเว้นแต่อย่างใด....

    ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
    พวกเราได้มอบหมายให้ Dan Winters ช่างภาพผู้มากไปด้วยรางวัล
     ซึ่งใครๆ ก็รู้ถึงความเชี่ยวชาญในการถ่ายภาพ portriat
    พอๆ กับการสร้างสิ่งของที่จะถ่ายนั้นด้วยมือของเขาเอง
    เป็นผู้ถ่ายภาพเพื่อใช้เป็นปกของเรา
    ผลที่ได้ก็คือ ทำให้ปกของ Fortune เดือนนี้
    ได้เหมือนกับย้อนไปสู่ยุคของ Fortune ในช่วงแรกๆ
    และยังบอกถึงความเป็นโลกสมัยใหม่ด้วยในเวลาเดียวกัน

    Winters ไม่ได้เป็นคนบอกว่าภาพนั่นมีความศิวิไลซ์ตรงไหน
    จนกระทั่งเมื่อผมได้ถาม Scott Thode ผู้ช่วยบรรณาธิการฝ่ายภาพ
    ซึ่งทำงานกับ Winters ในโครงการนี้
    ถึงบัญชีของการซื้อของชิ้นส่วนทั้งหมด
    เพื่อมาประกอบเข้าด้วยกันเป็น "500" ว่าซื้อมาจากที่ไหนบ้าง
    และเมื่อนั้นผมก็ได้รายการที่ทำให้ต้องอัศจรรย์ใจยิ่งนัก

    ฮาร์ดไดร์ฟบนสุดของเลข "5" นั้นผลิตโดย Texas Instruments
    ซึ่งใช้ชิ้นส่วนจาก Lucent (ปัจจุบันเป็นบริษัทของฝรั่งเศส)
    และชิ้นส่วนของ Sanyo จากประเทศญี่ปุ่น
    ขณะที่แผงวงจร หรือ circuitboards นั้นมาจากจีน
    ชนวนทั้งหลายผลิตจากเม็กซิโก
    โครงสร้างหรือโครงร่างทั้งหมดซึ่งใส่โฟมไว้ด้านใน
    เป็นส่วนหนึ่งที่ผลิตจากมาเลเซีย
    ท่อน้ำที่เห็นผลิตโดยบริษัของสหรัฐ
     J- M Manufacturing ซึ่งอยู่ภายใต้กลุ่มบริษัทของไต้หวันอย่าง
    Formosa Plastics Group
    สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ทั้งหมดถูกประกอบเข้าด้วยกัน
    บนฉากหลัง ซึ่งเป็นไม้อัดขนาด 8 ตารางฟุต ผลิตจากประเทศรัสเซีย

    และนี่คือสิ่งที่ผมสามารถเรียกว่าเป็นการทำงานศิลปะระดับโลกอย่างแท้จริง
    และกว่าจะได้ภาพประกอบปกสำหรับเรื่อง Global 500 ของปีนี้
    ซึ่งจะกลาวถึงเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจของทั่วโลก
    ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ต้องจ่ายไปกับชิ้นส่วนทั้งหมดนั้นอยู่ที่
    1800 เหรียญสหรัฐ (คูณ 33 เท่ากับ 59,400 บาท)
    สำหรับคำคำเดียว : ราคาสูงจนหาค่าไม่ได้เลยทีเดียว.....

     

    ไม่รู้ใครจะเข้าใจเหมือนใจไหม
    แต่นี่มันเป็นการสะท้อนแนวความคิดอย่างหนึ่งของการทำงาน
    และทำอะไรอย่างจริงใจและจริงใจ
    ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า...บางหน...ใจก็แอบทำงานแบบง่ายๆ อยู่บ้างเหมือนกัน
    แต่สิ่งที่จะทำได้ดีคือสิ่งที่รัก และอินกับมันมากๆ
    เมื่อพบว่าเรื่องนั้นกำลังแล้วสนุก จะเกิดภาพแบบข้างบนนั่นขึ้นมาให้เห็นอยู่บ้าง

    อ่านแล้วไม่เพียงแต่นึกถึงวิธีการทำงานของตัวเอง
    ยังแอบนึกถึงแม่กับพ่ออยู่ขึ้นมาแวบๆ
    สมัยที่พ่อกับแม่ยังขายก๋วยเตี๋ยว
    เคยสงสัยว่าทำไมต้องทำเครื่องปรุงเองหมด
    พริกป่น พริกแดง น้ำส้ม กระเทียมเจียว ทุกอย่างผ่านการทำด้วยมือของแม่หมด
    เหตุผลที่ได้ คือแม่บอกว่า..อยากให้คนกินแล้วอร่อยจะได้มากินอีก
    ที่สำคัญคือ ไม่อยากให้เขากินแล้วท้องเสีย..

    พริกตากแห้งถูกนำมาคั่ว แล้วเข้าเครื่องบด หากเป็นหลายปีก่อน
    ใจจะต้องใช้ทัพพีตักพริกนั่นใส่เครื่องบดด้วยมือ....
    ใช้มือหมุนๆ พริกบดจะหลุดออกมา...น้ำหูน้ำตาไหลกันเลยทีเดียว

    พริกสดถูกล้างแล้วใช้มีดซอยเป็นชิ้นเล็กๆ เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้
    หลังจากนั้นนำน้ำเปล่าต้มให้ร้อนแล้วพักไว้ให้เย็น
    ใส่เกลือลงไป และน้ำส้มสายชูอีกจำนวนหนึ่ง ใส่พริกที่ซอยไว้ลงไป
    นี่คือวิธีการทำน้ำส้ม ที่เรากินแล้วจะไม่ท้องเสีย....

    กระเทียมเจียวถูกใส่ครก แล้วตำจนละเอียด
    เอากระทะตั้งไฟใส่น้ำมันพืชอย่างดี ไม่ใช่ของเก่า
    ใส่กระเทียมบดนั่นลงไปตั้งแต่ยังน้ำมันไม่ร้อน
    นี่คือการทำกระเทียมเจียวแล้วจะไม่ไหม้

    แม่ยังนั่งแร่หมูเป็นชิ้นบางๆ ใส่น้ำตาลและซอสภูเขาทองฝาเขียว
    เสร็จแล้วใส่ตู้เย็นข้ามคืน นี่คือหมูหมักที่จะได้น้ำหมักเอาไว้ในหม้อต้มด้วย
    น้ำหมักนี่หากตักราดน้ำร้อน จะกลายเป็นเส้นคล้ายๆ ใส่ไข่..แต่ไม่ได้ใส่ไข่...

    ทุกเช้าแม่จะนั่งปอกผักกาดขาว...ตรงก้านที่แข็งๆ
    ใครๆ ก็ไม่กิน เพราะต่อให้ลวกแล้วก็ยังเคี้ยวยาก
    แม่จัดการปอกซะบาง...กินได้ทั้งชาม...

    หน้าหนาวคือฤดูกาลที่ใครๆ ก็ไม่อยากถูกน้ำในช่วงเช้า
    แต่ปิดเทอมเมื่อไร ใจก็ต้องโดนน้ำในตอนเช้าหน้าหนาวทุกที
    ถั่วงอกทุกอัน ถูกเอาหัวถั่วสีเขียวออกจนเกลี้ยง
    ใครมากินก๋วยเตี๋ยวของแม่ จะไม่มีเปลือกของถั่วติดคอ...

    นี่แค่เล็กๆ น้อยๆ ของกระบวนการทำก๋วยเตี๋ยวของแม่
    แต่มันก็สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดในการทำงานของแม่ได้เช่นกัน
    หากเอาแม่ไปเทียบชั้นกับ Winters ที่สร้าง 500 นี่ล่ะก็
    ก็เทียบชั้นกันได้ไม่ทิ้งช่วงเลยทีเดียว....



    ปล. จริงๆ แล้วเนื้อหาด้านในของเล่มนี้ น่าสนใจยิ่งกว่า...
    แต่ว่าแปะไว้ก่อน อารมณ์ดีเมื่อไรจะมานั่งแปลให้อ่านกัน...

     

     

    7/17/2007

    ลืมฮูดซิบ



    ระหว่างคุยกับดาวผ่านหน้าจอ msn เมื่อเย็นนี้
    เล่าเรื่องให้ดาวฟังว่า
    วันนี้ไปต้อนรับโบอิ้งรับใหม่และลำสุดท้ายของแอร์เอเชีย
    ที่สนามบินสุวรรณภูมิกับนักข่าวหลายชีวิต
    ก่อนแอร์เอเชียเปลี่ยนเตรียมรับแอร์บัสอย่างเดียว
    อีกสี่สิบลำภายในปี 2556
    นี่เป็นครั้งแรกที่ไปยืนบนลานจอด
    รอให้เครื่องบินค่อยๆ เลื่อนเข้าที่จอด...

    ระหว่างการออกจากโนโวเทลสุวรรณภูมิ
    มุ่งหน้าไปลานจอดเครื่องบินในสนามบินสุวรรณภูมิ
    ได้ยินพี่นักข่าวสาวคนหนึ่งเล่นมุขกับพีอาร์สาว
    ทำเอาใจที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับอึ้ง

    พีอาร์สาว : ถ้ายังงั้นหนูขอตัวก่อนนะคะ
    นักข่าวสาว : ได้สิคะ ตัวไปนะคะ แต่หัวใจทิ้งไว้นะ...
    พีอาร์สาว : .........
    ใจ : ............


    มุขนี้แม้วมาก ต่อให้ใครก็เล่น แต่ก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี

    นอกจากจะคุยเรื่องนี้กันแล้ว
    มือข้างหนึ่งของใจก็กดรีโมทค้นหาช่องทีวีที่อยากจะดูไปด้วย
    เหมือนโชคอยากจะช่วยให้คนเครียดๆ อย่างใจได้ผ่อนคลาย

    ช่องไทยไชโย ช่องเพลงลูกทุ่งผ่านดาวเทียม
    เปิดเพลงชื่อ "ลืมฮูดซิบ"...ของแรนดี้ อีสาน พอดิบพอดี
    นี่เป็นหนแรกที่ได้ยินเพลงนี้
    และก็เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ยินเพลงที่เนื้อเพลง
    ฟังแล้วได้ยินแต่คำว่า ลืมฮูดซิบ....เหอๆ
    เลยถามดาวว่า
    เคยได้ยินเพลงนี้ไหม...ดาวถึงกับขำ
    เราก็อึ้งดาวเอ้ยยย....

    นี่เราลงทุนไปหาเนื้อเพลงมา....
    นี่......ไงล่ะ.............

    ชื่อเพลง/Title : ลืมฮูดซิบ
    อัลบัม/Album : อ้ายอย่าซิ่ง
    ศิลปิน/Artist : แรนดี้ อีสาน

    แต่งตัวมาดแมน หุ่นปานดาราโก้
    แต่งตัวมาดแมน หุ่นปานดาราโก้
    ซิบบ่ฮูดมาโชว์ คือคักแท้น้ออ้าย
    ซ่างบ่อยากอาย ตอนเว้านำผู้สาว
    ซางบ่อยากอาย ตอนเว้านำผู้สาว
    กางเกงในสีขาว คือเป็นฮ่ายแท้น้อ
    โอโอ๊ะโอละนา


    * กางเกงลีวาย ซื้อมาแต่ใสน้ออ้าย
    กางเกงลีวาย ซื้อมาแต่ใสน้ออ้าย
    รุ่นใส่แบบสบาย รุ่นเปิดหน้าต่างมาพร้อม
    คงสิเย็นนอ น้องเห็นแล้วอยากหัวร่อ
    คงสิเย็นน้อ น้องเห็นแล้วอยากหัวร่อ
    โอ้พ่อคุณรูปหล่อ ลืมฮูดซิบลืมฮูดซิบ
    โอโอ๊ะโอละนา


    ** โอ้โอโอ้โอ ลืมฮูดซิบลืมฮูดซิบ
    โอ้โอโอ้โอ ลืมฮูดซิบลืมฮูดซิบ
    ลืมฮูดซิบฮูดซิบ ฮูดซิบฮูดซิบ
    โอโอ้โอโอ้โอ ลืมลืมลืมลืมฮูดซิบ
    ลืมลืมลืมลืมฮูดซิบ ลืมลืมลืมลืมฮูดซิบ
    ฮูดซิบฮูดซิบ ฮูดซิบฮูดซิบ

    แต่งตัวมาดแมน หุ่นปานดาราโก้
    แต่งตัวมาดแมน หุ่นปานดาราโก้
    ซิบบ่ฮูดมาโชว์ คือคักแท้น้ออ้าย
    ซ่างบ่อยากอาย ตอนเว้านำผู้สาว
    ซางบ่อยากอาย ตอนเว้านำผู้สาว
    กางเกงในสีขาว คือเป็นฮ่ายแท้น้อ
    โอโอ๊ะโอละนา

    ส่วนนี่คือเว็บไซต์ kapook ทดลองฟังเพลงนี้กัน
    http://musicstation.kapook.com/newmusicstation/play.php?id=6494

    ฟังแล้วอย่าลืมฮูดซิบ ฮิ้วววววววววววววววววววววว

    ฟุตบอลหญิง




    ตอนม.ปลาย .........
    หลงใหลอยู่เพียงไม่กี่อย่าง
    รุ่นพี่หน้าตาดี รุ่นน้องหล่อเหลา
    ฟังรายการวิทยุ แอบโทรไปขอเพลง
    แต่งกลอนหวานแล้วซ่อนไว้
    และซ้อมกีฬาเพื่อแข่งกีฬาสี...

    ไอพวกนี้พอจะทำได้บ้าง
    เพราะที่เหลือหมดไปกับการเรียนพิเศษ
    จำได้ว่าเรียนพิเศษในช่วงสัปดาห์ค่อนข้างเยอะ
    ไอเราที่ว่าเยอะคือสองวิชา
    คือคณิตศาสตร์และเคมี
    ....แต่เพื่อนคนอื่นมันก็เยอะกว่าเราหลายเท่า

    ตอนม.สี่อยู่ห้องสี่ไม่ค่อยมีไรตื่นเต้น
    พอขึ้นม.5 ย้ายไปอยู่ห้องแปดจนถึงม.6
    เพื่อนๆ ก็เริ่มลงตัว มันเลยมีอะไรให้ทำค่อนข้างมาก
    โดดเรียนไปแอบดูหนังญี่ปุ่นที่ห้องแนะแนว
    มีเพื่อนฝรั่งนักเรียนแลกเปลี่ยนมาจากโอไฮโอ
    ชอบบังคับให้พวกเพื่อนๆ เรียนตีกลอง
    ได้จังหวะในการตีกลองกีฬาสีแปลกๆ มาด้วย...

    กีฬาสีโรงเรียนสามัคคีวิทยาคมค่อนข้างเวอร์
    เราว่ามันเวอร์นะชโร อ๋อม..เธอว่าเวอร์ป้ะ?
    ก็ใช้เงินสีละเป็นแสน
    ป้ายห้อยคอนั่นจำได้ป้ะ สั่งทำทีหลายเงินนะนั่น...
    กองเชียร์ ชุดเชียร์ เครื่องเสียงนั่นก็หลายเงิน
    เรียกว่าเงินสะพัดมากในช่วงนั้น

    เวอร์ยิ่งกว่าคือ...ทีมนักกีฬาซ้อมกันอย่างหนัก
    พวกผู้หญิงห้องแปดเกือบครึ่งค่อน
    โดนต้อนไปเล่นฟุตบอลหญิงควบกับอย่างอื่น
    เช่นวอลเล่ วิ่งผลัด และปิงปอง แบตมินตัน

    วันก่อนคุยกับชโร รำลึกความหลังกันถึงเรื่องนี้
    ซ้อมกันทุกเย็น จนค่ำมืด ไม่เป็นอันทำอะไร
    สนามบินเก่า เป็นแหล่งรวมคนเล่นบอลอย่างพวกเรา
    มีการระบุตำแหน่งกันชัดเจน
    เล่นกันเป็นทีม ยิ่งกว่ามืออาชีพ 555
    จำไม่ได้ละว่าผลเป็นไง...เหมือนจะแพ้รึป่าวนะ?
    แต่ว่าเล่นกันไม่ตะลุมบอนอ่ะ
    งานนี้มืออาชีพก็ยังอาย หึหึ...

    เห็นอ๋อมเอารูปนี้ไปแปะในหน้า blog ของตัวเอง
    เลยแอบจิ๊กมาดู....ดูรูปตัวเองแล้วเศร้าจิต
    น้ำหนักตอนนั้นคงสัก 48-49 ได้...ไม่รู้กินอะไรเข้าไปมั่ง
    หน้าบวมอืดยิ่งกว่าอะไร....
    นั่งพินิจอีกที ไม่มีเพื่อนคนไหนเลยที่เราไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่
    ก็ทุกคนในรูปนี้ ทีมฟุตบอลทีมนี้ก็ยังติดต่อ
    และทราบข่าวกันอยู่ว่าทำอะไรที่ไหนนี่นะ...
    คิดถึงเวลานั้นทีไรอะดรีนารีนหลั่งทุกทีเลยแฮะ

    แต่พอคิดถึงว่าโดนแกล้งให้ถือพานคู่กับนายบรรจบ
    และต้องเอาสมุดเล่มสีชมพู บันทึกรายชื่อคนขาดเรียน
    ไปส่งห้องปกครองทุกเช้า ทุกเย็นทีไร เหนื่อยใจทุกทีเลยแฮะ...เหอเหอ

     

    เรือด่วนติดแอร์...อยากให้ฝันเป็นจริง



    นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้นั่งเรือด่วนเจ้าพระยา
    ไอคำถามนี้ผุดมากลางหัวสมอง
    ขณะที่ยืนรอเรือติดธงสีส้มคนล้นลำมาเทียบท่าพระอาทิตย์


    ในใจหนึ่งก็คิด....เมฆครึ้มๆ นั่น ผ่านไปทางอื่นก็คงจะดี...
    อย่าเพิ่งตกตอนยืนรอเรือ...แสดงว่าทำบุญมาดี
    แต่สุดท้ายก็ทำบุญไม่ขึ้น
    ฝนทะลึ่งตกลงมาซะห่าใหญ่ ทั้งๆ ที่เรือยังไม่มา...

    ฝรั่งหัวสีทอง ตาสีฟ้า
    คนไทยตัวเหลือง ตาสีดำ
    เปียกฝนกันทั่วหน้าระหว่างการวิ่งจากโป๊ะลงเรือ

    เบียดคนทั้งแก่ ไม่แก่ เด็กนักเรียน เด็กนักศึกษา
    คนใส่เสื้อเหลือง เสื้อขาว เสื้อสารพัดจะสีไปที่กลางลำเรือ
    ยืนเกาะเสาเหล็กกลางลำเรือ...มันคือที่มั่นสำหรับคนตัวเตี้ยอย่างเรา

    ฝนลงห่าใหญ่ ใจยืนอยู่บนเรือท่ามกลางคนนับร้อย
    คลื่นจากเรือที่สวนไปมากลางแม่น้ำเจ้าพระยา
    ทำให้เรือโคลงไปมาหนักกว่าช่วงเวลาปกติ
    นี่แหละ ความตื่นเต้นที่หาไม่ได้จากที่ไหน....
    อะเมซซิ่งไทยแลนด์....

    บอกตรงๆ ว่าไอที่ถูกมัดติดเชือก
    แล้วปล่อยลงมาจากเครนสูง 100 เมตร
    ตอนที่ไปเที่ยวที่ Auckland

    จนน้ำลายไหลย้อยไม่รู้ทิศรู้ทาง
    ยังสู้ไอเรือด่วนเจ้าพระยาตอนฝนตกหนักไม่ได้
    ไม่ได้โม้ แต่มันเรื่องจริง...ลองมาเป็นใจที่ว่ายน้ำไม่เป็น
    มองเห็นห่วงยางที่อยู่บนเพดานเรือ
    มีเหล็กคล้องอยู่ทุกทิศดูสิ....

    คิดตามด้วยว่า...ว่ายน้ำไม่เป็น
    แล้วไม่รู้จะแกะห่วงยางนั่นออกอย่างไร...
    มีทางเดียวคือหากเรือร่ม คงกินน้ำไปเต็มปอด...
    อนาคตดับวูบ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีคู่ หึหึ

    ฝนตกหนักยิ่งกว่าเมื่อ 5 นาทีที่แล้ว
    พนักงานเก็บเงินใส่เสื้อสีฟ้า
    ถือกระป๋องเก็บเงินเหมือนพนักงานเก็บเงินบนรถเมล์

    เดินไปบอกให้คนที่นั่งตรงท้ายเรือให้ลุกขึ้น
    เพราะแผ่นพลาสติกซึ่งดูหนากว่าปกติ
    ถูกดึงบังฝนด้านนอกเรือแทบทุกผืน
    คนในเรือจึงเหมือนกับหนูโดนรวมแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
    หายใจไม่ออก เหงื่อเริ่มผุด หัวหลายคนเริ่มงุดๆ หมุนไปมา
    (เคยสังเกตไหมว่าเวลารถติดเราจะง่วงมาก
    นั่นเพราะเราได้รับแก๊สคาร์บอนมอนนอกไซด์มากกว่าปกติ
    เคยได้ยินมาแบบนั้น....มันหลักการทางวิทยาศาสตร์ เหอเหอ)

    ผู้โดยสารหลายคนถูกแย่งที่นั่งด้วยฝน
    เพราะพนักงานม้วนแผ่นพลาสติกท้ายเรือให้อากาศถ่ายเทได้บ้าง
    ไม่อย่างนั้น กว่าจะไปถึงปลายทาง
    คงมีหลายคนเป็นลมเพราะอากาศอบอ้าวจนเกินไป

    มาถึงตอนนี้ เรือวิ่งมาได้ครึ่งค่อนทางแล้ว
    เหงื่อเริ่มผุดมาที่หน้าอีกแล้ว
    ใจใช้มืออีกข้างหนึ่งล้วงหาทิชชูในกระเป๋าใส่งูที่สะพายอยู่
    โชคดีงูไม่โผล่มากัด เลยได้ทิชชูมาเช็ดเหงื่อสมใจอยาก

    เหงื่อหาย อากาศเริ่มถ่ายเท
    ลมพัดมาจากพัดคิตตี้ของเด็กนักเรียนข้างๆ
    ทำให้สมองใจเริ่มจินตนาการไปไกล

    ผู้ชายคนหนึ่งเปรยๆ กับแฟนสาวที่ยืนอยู่ติดกับใจว่า..
    "ถ้าเรือด่วนเจ้าพระยาติดแอร์ก็จะดีเนอะ"

    ดีค่ะพี่...ใจเห็นด้วยอย่างแรง...
    อยากให้ติดแอร์ทุกลำ
    อยากหลายอย่างด้วย....
    ใจอยากให้รถเมล์เขียวเปลี่ยนเป็นรถเมล์สีฟ้า
    ติดแอร์ พนักงานพูดสุภาพ
    ถึงจะโหนตัวออกนอกรถ ก็อย่าได้ทับคนปั่นจักรยาน

    อยากให้รถสีฟ้าร่วมบขส. เปลี่ยนเป็นสีชมพูหวานแหวน
    ประตูไม่หนีบเด็กพลัดตกแล้วเหยียบซ้ำจนตาย
    ติดแอร์ให้เย็นฉ่ำ จะขึ้นเป็น 15 บาทในระยะเริ่มต้นก็ไม่ว่า
    แต่ขอให้เย็น สุภาพ ปลอดภัย ไม่ตายระหว่างทางกลับบ้านก็พอ...

    บ่นมาก เหงื่อเริ่มไหล จะเป็นลม....
    พอไปเดินห้างโรบินสันบางรักที่อยู่ระหว่างทางกลับบ้าน
    ใจเลยได้พัดลมเล็กๆ ติดมือกลับมาด้วย..

    หนหน้าจะเตรียมพร้อมกว่านี้
    หากว่าจะขึ้นเรือด่วน จะวางแผนล่วงหน้าเป็นอย่างดี
    แต่...อยากให้ติดแอร์จริงๆ นะ....
    อ้ะ...ติดห่วงยางแบบใหม่ได้ป้ะ....
    หากจมจริง ๆ จะได้คว้าทัน
    แงะได้ง่ายๆ ไม่ใช่ยืนมองยังไง
    ก็ยังคิดไม่ออกจะเอามันออกจากที่เกาะนั่นอย่างไรดี....เอิ้กกกก



    ปล ....หลายคนคงอยากให้เรือคลองแสนแสบติดแอร์ด้วยล่ะดิ...
    ไม่รู้เฟ้ยยย ...เอาให้เรือบนน้ำสะอาดติดก่อน
    เรือน้ำดำเนี่ย รอต่อไป

    7/15/2007

    เรื่องของ Dunkin' Donuts และ Mister Donut





    เพียงเพราะอยากจะรู้เรื่องเกี่ยวกับโดนัท...
    การสืบค้นข้อมูลยาวนานหลังจากนั้นเลยเกิดขึ้น
    คลิกไปคลิกมา ก็ดันไปเจอว่า
    ที่แท้ทั้ง Dunkin' Donuts  และ Mister Donut  ต่างก็มีรากเหง้าเดียวกัน
    แถมปัจจุบันยังมีเจ้าของเดียวกันอีก.....
    ลงทุนไปนั่งอ่าน นั่งแปลมาให้เลยล่ะ
    พร้อมภาพประกอบชวนหิว ชวนท้องร้อง
    เนื้อหาเป็นอย่างไร ไปอ่านกันดู ...

    ในปี ค.ศ.1956 Bill Rosenberg และ  Harry Winouker
    พี่เขยและน้องเขยคู่หนึ่งได้ตัดสินใจแตกแยกธุรกิจ
    กิจการร้านกาแฟและโดนัท (doughnut หรือ donut)
    ต่างคนต่างไปทำธุรกิจใหม่ในแบบเดิมในชื่อใหม่ของตนเอง
    โดย Harry นั้นได้ก่อตั้งร้าน Mister Donut  ขึ้นมา
    ขณะที่ Bill ก่อตั้งกิจการของ Dunkin' Donuts  ขึ้นมา



    หลังจากนั้นให้หลัง ปีค.ศ. 1989
    บริษัทจำกัดมหาชนที่ชื่อ  Allied-Lyons
    ได้ยื่นเสนอเข้าซื้อกิจการของ Dunkin' Donuts 
    ซึ่งขณะนั้นถือว่าเป็นเจ้าของกิจการเฟรนไชนส์ร้านกาแฟ
    และโดนัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก
    หลังจากได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลอเมริกัน
    ในเดือนมกราคมปี 1990 Allied-Lyons 
    ก็เข้าถือกิจการของ  Dunkin' Donuts อย่างเต็มตัว
    ด้วยการจ่ายเงินก้อนโตไป 196 ล้านปอนด์

    ซึ่งในเวลานั้น (ปีค.ศ.1990) Dunkin' Donuts 
    ก็มีสาขาไปแล้วทั่วโลกกว่า 1,850 สาขา
    โดยขยายไลน์ของขนมไปเป็นอย่างอื่นด้วยเช่น แซนวิช, ครัวซอง และ มัฟฟิน
    โดย 1,600 สาขาอยู่ในสหรัฐ อีก 120 สาขาอยู่ในญี่ปุ่น



    หลังจากนั้น Allied-Lyons ก็ได้ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการของคู่แข่งอย่าง
    Mister Donut ซึ่งมีสาขา 558 สาขาในสหรัฐ และแคนาดา
    โดย Mister Donut ซึ่งมีโลโก้เป็นเชฟมีตาข้างเดียว
    ได้ตัดสินใจขายกิจการให้กับ Allied-Lyons
    ในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ปี 1990 นั่นเอง
    ทำให้ Mister Donut เข้ามาเป็นกิจการที่อยู่ภายใต้แบรนด์ Dunkin' Donuts
    ขณะที่ franchisees หรือผู้ซื้อกิจการเฟรนไชน์สทั้งหลายก่อนหน้านั้น
    ก็สามารถเปลี่ยนชื่อมาใช้ Dunkin' Donuts  ได้หากมีความต้องการ


    ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ Dunkin' Donuts  (http://www.dunkindonuts.com)
    บอกว่าปัจจุบันมีร้านค้าที่ใช้ชื่อDunkin' Donuts กว่า  7,000 แห่งทั่วโลก
    ในสหรัฐมี 5,300 ล้านใน 34 รัฐ
    และอีก 1,900 สาขาอยู่ใน 30 ประเทศ
    ผลิตขนมและกาแฟจำหน่ายแก่คนกว่า 3 ล้านคนต่อวัน
    มีโดนัทกว่า 52 ชนิด และกาแฟอีกกว่า 12 แบบให้เลือก
    ไม่รวมกับอาหารอื่นๆ ที่ขายในร้านอาทิ แซนวิช เป็นต้น
    แถมยังระบุด้วยว่าประสบความสำเร็จมากในประเทศฟิลิปปินส์
    อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และไทย
    รายได้ทั่วโลกล่าสุดเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

    แม้จะซื้อ Mister Donut ในแถบอเมริกาเหนือ
    และเปลี่ยนชื่อไปใช้ Dunkin' Donuts ไปแทบทั้งหมดแล้วก็ตาม
    แต่สำหรับในแถบญี่ปุ่นและเอเชีย ในปี 1980
    Duskin Co. Ltd  ของญี่ปุ่นกลับได้สิทธิ์ในการขายเฟรนไชน์ส
    ชื่อ Mister Donut อย่างชอบธรรม
    ในแถบเอเชียและญี่ปุ่น ทำให้ชื่อของ Dunkin' Donuts
    จึงมีให้เห็นอยู่มากในแถบนี้นั่นเอง.....
    โดยในสหรัฐมีร้าน Dunkin' Donuts เพียง 13 ร้านเท่านั้น
    อยากรู้ไหมว่ามีร้านไหนบ้าง ไปที่นี่เลย ....
    http://en.wikipedia.org/wiki/Mister_Donut 




    จริง ๆ แล้ว  Allied-Lyons  นั้นเป็นบริษัทที่เป็นเจ้าของกิจการ
    ที่เรียกได้ว่า สากกระเบือยันเรือรบเลยก็ว่าได้
    โดยเป็นเจ้าของกิจการในประเภทเบเกอรี่อีกหลายอย่าง 
    หนึ่งในนั้นคือ กาโตว์ ... แถมยังเป็นเจ้าของ Baskin Robbins ร้านไอศครีมชื่อดังอีกด้วย

    ที่มา : http://www.kzwp.com/lyons/index.htm ,
    http://www.misterdonut.jp/ และ wikipedia

    เป็นไงละความพยายามอย่างสูงสุดของใจ....ไม่ปรบมือให้ มีเคืองนะเนี่ย 5555

    7/14/2007

    เอาโม่ไปล้าง




    ฟิล์มค้างอยู่ในกล้องโลโมนานข้ามเดือน
    เพิ่งจะมีโอกาสเอามันออกมาเจอน้ำยา
    เจอแสง และอวดโฉมหน้าภาพที่แปะอยู่บนนั้นก็วันนี้....

    นั่งรอล้างและสแกนนานร่วมชั่วโมง
    เพราะว่าใครๆ ก็ไปใช้บริการร้านล้างอัดภาพ
    หลังงานรับปริญญาของจุฬาฯ ที่เพิ่งผ่านพ้นมา
    อ่านหนังสือพิมพ์ย้อนหลังตั้งแต่ต้นเดือนจนหมดสต๊อก...
    นั่งมองคนเข้ามาในร้านคนแล้วคนเล่า
    กลุ่มแล้วกลุ่มเล่า...ผ่านไปผ่านมา...
    จนพนักงานเริ่มเห็นใจ...ตามงานให้
    แล้วแล้วใจก็ได้ฟิล์มและภาพติดมือกลับบ้าน


    หากนานกว่านี้คงเจอดี...
    รู้สึกตะหงิดๆ ว่า....อาการท้องเสียกำลังจะเกิดขึ้น
    โชคดี เหมือนทำบุญเอาไว้เยอะ...กลับมาบ้านได้ทันเวลาพอดี เหอเหอ


     

    7/12/2007

    กลับบ้าน

     


    เตรียมตัวพาหัวใจกลับบ้าน
    พักกาย พักใจ ให้หายเหนื่อย
    ที่นั่นมีคนที่คุ้นเคยมากกว่าที่นี่
    ที่นี่ไม่มีใครที่เข้าใจเราเหมือนคนที่นั่น
    กลับบ้านกันเถอะเนอะ.....

    แล้วเจอกันนะ มันนี่....

    เดินไป...แรงบันดาลใจอยู่ที่นั่นไง


    เมื่อมาถึงจุดหนึ่งเราก็ต้องมานั่งถามตัวเองว่า....
    ........มันถึงเวลาแล้วหรือยัง.......

    เมื่อหลายเดือนก่อน
    เป็นหนแรกในชีวิตการทำงานนักข่าว
    ที่เมื่อจบการสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงแห่งหนึ่งย่านสีลม
    ฉันถามตัวเองว่า......เรามาทำอะไรที่นี่.......

    นี่คือสิ่งที่ใฝ่ฝันแล้วจริงๆ หรือ
    นี่คือสิ่งที่อยากจะคว้าเอาไว้ในมือจริงๆ แล้วหรืออย่างไร
    ฉันให้คำตอบตัวเองไม่ได้ในเวลานั้น
    มันดูเหมือนจะสับสนกับสิ่งที่พบเจอ
    บางครั้งเราก็พบว่า เราสวมหมวกทุกครั้งก่อนจะทำงาน
    หมวกใบแรกคือการเป็นตัวตนของเรา อยากรู้อยากเห็น
    อยากจะเขียน อยากจะบอกเล่าสิ่งที่พบเจอ

    หมวกใบที่สอง เป็นหมวกที่ทำหน้าที่ของตนเอง
    และมันก็มาซึ่งผลตอบแทนในเวลาเดียวกัน....

    วันหนึ่งขณะที่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง
    ในห้องพักชั้นสี่ ที่อยู่อาศัยมาครบปีเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
    ข้างนอกนั่นเงียบสงัด อาจจะเพราะกระจกบานเกล็ดที่ติดอยู่
    มันช่วยป้องกันเสียงให้เล็ดลอดมาด้านใน
    แม้จะมีเสียงผู้คนและเสียงรถยนต์ดังสลับขึ้นมาบ้างเป็นครั้งคราวก็ตามที

    แสงสว่างจากห้องพักบนตึกคอนโดมิเนียมสูงเสียดฟ้า
    ทำสถิติตึกที่พักสูงสุดในซอยนี้ เริ่มดับลงทีละห้อง
    ปล่อยให้สายตาฉันจับจ้องตาแสงไฟที่ดับลงไปเพียงลำพัง

    ฉันปล่อยความคิดเตลิดไปแสนไกล.....
    มันเริ่มจากตรงไหนกันนะ การใช้ชีวิตแบบที่ต้องถามคำถามกับตัวเองแบบนี้
    มันอาจจะเริ่มจากตรงนั้น
    ตรงที่พ่อกับแม่โบกมือลาอยู่บนรางรถไฟถัดไป
    เช้าวันรุ่งขึ้นชั้นกลายเป็นนิสิตใหม่ของมหาวิทยาลัยของรัฐ

    สามปีครึ่งฉันคว้าเกียรตินิยมติดมือมา
    และเข้าทำงานในหน่วยงานที่เป็นรู้จักของคนในสังคมพอสมควร
    หน้าที่การงานเปลี่ยนแปลง เมื่อค้นพบว่าตัวเองอยากจะเขียนหนังสือ
    มากกว่าการนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หรือไปนั่งขลุกอยู่ในงานสัมมนา

    ฉันหันหน้าเข้าสู่วงการสิ่งพิมพ์....เพื่อสร้างบันไดขั้นแรก
    ในเวลานั้น...ฉันในวัยที่ยังพอจะบอกได้ว่า...ไม่กล้าแกร่งนัก
    หวังแค่เพียงจะให้ตัวเองไปถึงสิ่งที่เคยใฝ่ฝันเอาไว้..
    และที่ผ่านมาก็แค่เป็นเพียงย่างก้าวที่จำเป็นเท่านั้นเอง

    มันเริ่มมาจากตรงนั้นสินะ
    ตรงที่ฉันเริ่มค้นพบว่าเขียนอะไรไม่ออกเอาเสียเลย
    อะไรอยู่ในหัวมากมาย แต่มือกลับไม่รับการสั่งการจากสมอง
    เขียนไม่ออก และจบลงตรงการบอกกับตัวเองว่า
    ...ฉันทำแรงบันดาลใจหล่นหายไป....

    ฉันใช้หลากหลายวิธีในการนำมันกลับคืนมา
    หากว่ามันหล่นหายไปกลางทาง
    ฉันเชื่อว่าฉันจะเอามันกลับมาได้ง่ายๆ
    เพียงแค่เดินย้อนกลับไป คว้ามันติดมือแล้วเดินไปอีกครั้ง
    แต่ทว่า...จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังไม่รู้ว่ามันหายไปไหน
    ใครเหงียบมันไว้ หรือว่าฉันเลือกที่จะซ่อนในที่ที่ตัวเองจะลืมมันเสียเอง

    เมื่อหลายเดือนก่อนฉันอ่านนิตยสารรายเดือนเล่มหนึ่ง
    หน้ากลางของนิตยสารเล่มโปรดของฉันบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชายไทยที่ไปสร้างหนังกรีซ
    คำพูดของเขาไม่เพียงแต่กินใจ แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ทำให้ฉันต้องเปลี่ยนความคิด

    "หากคุณอยากจะเป็นนักเขียน ไม่มีใครบอกให้คุณไปทำงานกับสำนักพิมพ์ไหนหรอกครับ
    สิ่งที่เขาจะแนะนำคือให้คุณลงมือเขียน ผมก็เช่นกัน ผมอยากสร้างหนัง สิ่งที่ต้องทำคือการลงมือทำหนัง"

    มันก็จริง ที่ฉันแอบคิดอยู่ว่า
    เมื่อได้เขียนเรื่องราวอะไรมากมาย สัพเพเหระบนหน้า blog มันจะเป็นตัวตนของฉัน
    คำพูดทุกคำไม่ต้องคิด ไม่ต้องกลั่นกรองให้สวยงามหรือเต็มไปด้วยสาระ
    ฉันแค่อยากจะเขียนอะไรก็ได้ที่อยากจะเขียน
    และมีความสุขกับมันทุกครั้งที่ได้เขียน และได้ย้อนกลับไปอ่านเรื่องเก่าๆ
    เมื่อบวกกับคำพูดข้างบนแล้ว
    สิ่งที่ฉันอยากจะทำ และต้องทำ ก็เพียงมีแค่การ "เขียน" ก็เท่านั้นเอง
    แต่ภายใต้เงื่อนไขการเขียนในสิ่งที่อยากจะเขียน
    แล้วสิ่งที่ทำอยู่นี่ล่ะ...ฉันกำลังทำอะไรอยู่ เขียนเรื่องอะไรอยู่มาตั้งนานหลายปี....

    ต่อให้ทำได้มันก็คงไม่ดี
    ต่อให้ทำได้ดี แต่ไม่ชอบ มันก็คงทำได้ไม่นาน
    ฉันกำลังคิดทบทวนคำพูดนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
    รุ่นพี่ที่รั้งตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของบริษัทหนึ่ง บอกกับฉันเมื่อวานเย็น

    มาถึงตอนนี้ฉันค้นพบคำตอบของคำถามข้างบนแล้วล่ะ
    มันคงถึงเวลาแล้วกระมัง
    ถึงเวลาที่ปล่อยให้ตัวเองได้โบยบินสู่โลกกว้าง
    ปล่อยให้บางอย่างเป็นเพียงอดีตและความทรงจำ
    เดินไปหาแรงบันดาลใจ ที่ไม่ได้ซ่อนเอาไว้ที่ไหน
    แต่มันเหือดหายไปเพราะไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง
    แรงบันดาลใจที่แท้จริงกลับรออยู่ข้างหน้า
    มันอยู่ที่นั่นมาตั้งนานแล้ว
    แต่ฉันเองต่างหาก...ที่ไม่เคยคิดจะเดินไปหามันมาเลยสักครั้ง...

    ไฟจากระเบียงห้องพักบนตึกนั่น ปิดลงเกือบหมดแล้ว
    ยังคงมองเห็นแสงรำไรจากห้องพักบางห้องได้จากที่ฉันนั่งตรงนี้
    ฉันแค่เข้านอน แล้วตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
    เช้าวันพรุ่งนี้ ต่อให้ฝนตก หรือแดดออก ก็แค่เดินออกไป
    เดินไปที่ตรงนั้น ตรงที่แรงบันดาลใจมันวางอยู่ไว้ให้คว้า....
    สิ่งที่ต้องทำก็มีเพียงเท่านี้เอง.....

     

     

    7/11/2007

    ดีขึ้นนะ เป็นห่วงอยู่...




     

    ฉันรู้ว่าเธอแอบท้ออยู่ในใจนิดๆ
    ฉันเองก็ไม่รู้จะสรรหาวิธีใดที่ทำให้เธอสบายใจไปกว่านี้
    ได้แต่เพียงบอกว่า let it be, let it be  .... นะ คนดี

    บางทีวันนี้อาจจะไม่ใช่วันของเรา
    มันก็แค่ช่วงหนึ่งที่เรารู้สึกพบเจออุปสรรค
    แต่มันหาใช่ทั้งหมดของชีวิตไม่

    เมื่อเจอความยากลำบาก
    หลายครั้งเราก็จะได้เจอความสุข
    ท่ามกลางความทุกข์ทนและมืดมน
    ยังมีความสุขปะปนอยู่ด้วยเสมอ

    ฉันอยากให้เธอมีกำลังใจ
    หยิบเอาไปจากฉันบ้างก็ได้
    ฉันยินดีแบ่งปันให้ด้วยความเต็มใจ
    เมื่อวันหนึ่งที่ฉันไม่สบายใจ
    ฉันก็เชื่อว่าฉันจะหยิบมันคืนมาจากเธอบ้างด้วยเช่นกัน

    วันนี้ฝนตกฟ้าร้อง มองไปข้างนอกช่างดูเงียบเหงา
    ฟ้าอาจจะมืดลงไปแล้ว กลายเป็นค่ำคืนที่หม่นหมอง
    แต่เธอรู้ใช่ไหมว่าอากาศมันจะไม่ร้อนอบอ้าว
    และเธอจะนอนหลับสบายกว่าที่เคย

    เช้าวันใหม่แดดร้อน ฟ้าเริ่มใส
    เหงื่อเธอไหลลงหน้า เกือบเข้าตาทั้งสองข้าง
    แต่ว่าอย่างน้อยฟ้าก็สว่าง
    เธอมองเห็นทางได้มากกว่าที่เคย

    ฉันเองก็เคยท้ออยู่เป็นนิจ
    เศร้าจิตเองก็เคยพบอยู่เนืองๆ
    แต่เรื่องที่มองความสุขที่อยู่ใกล้ๆ กับความทุกข์
    ฉันเองก็ไม่เคยที่จะหยุดทำมันสักครั้ง

    วันที่ฉันไม่สบายใจ อย่างน้อยฉันก็มีเธออยู่ข้างกาย
    เช่นกัน....วันที่เธอท้อใจ มีฉันนี่ไงที่เข้าใจเธออยู่ตรงนี้...
    let it be นะคนดี
    ฉันเชื่อว่าตราบใดที่เธอยังรักษาความดีอยู่เช่นนี้
    วันหนึ่งที่ดีกว่านี้จะเป็นของเธอแน่นอน....

    แล้ววันนั้นหากเธอจะมองไม่เห็นฉัน ฉันก็เต็มใจ
    ขอแค่ให้เวลานี้ เธอได้เห็นว่ามีใครเป็นห่วงเธออยู่ก็เพียงพอ...
    อย่าท้อนะ อย่าท้อ อดทน รอคอย สิ่งที่ดีกว่า มันมีให้พบเจอเสมอ

    ดีขึ้นนะ มีคนเป็นห่วงอยู่  .......

    7/10/2007

    ของจริง


    วันก่อนเห็นข่าวออกหน้าจอทีวี
    มีแววว่าสิงห์รถบรรทุกฟังแล้วคงร้องจ๊าก...
    ไม่สิ...รถทัวร์ รถเมล์ และรถยนต์ส่วนบุคคลส่วนไปก็ด้วย

    เห็นกรมการขนส่งทางบก
    เตรียมเข็ญมาตรการห้ามแปะติดสติ๊กเกอร์ หรือทำภาพลายบนตัวรถ
    ที่อาจจะส่งผลให้จดจำไม่ได้ว่า สีตัวถังรถดั้งเดิมเป็นอย่างไร
    เหตุผลไม่ซับซ้อน ก็เพราะไม่รู้จะระบุเอาไว้ว่าสีอะไร
    ลายพล้อยซะขนาดนั้น...มันจะบอกได้ยังไงว่าสีเขียว แดง เหลือง

    แถมเกิดอุบัติเหตุก็ยากแก่การจดจำ ทำให้เกิดทุกข์แก่วงกว้าง

    มีภาพประกอบข่าว
    รถทัวร์ลายเสียยิ่งกว่าเด็กวัยรุ่นไปแอบวาดลายไว้ตามผนังตึกร้างเสียอีก
    แถมยังพ่นลามไปที่กระจกหน้ารถ
    ยังนึกสงสัย ไอคนขับจะขับยังไง จะเห็นทางไหมนั่น
    ไม่เห็นรูถูกเจาะเฉพาะตาคนขับเสียด้วยสิ....

    เคยแอบมองแล้วก็นึกย้อนไปถึงคนทำ
    ไม่เพียงแต่ต้องมีฝีมือ แต่ต้องเปี่ยมไปด้วยจินตนาการในเวลาเดียวกัน
    ลายมันเลิศอลังการงานสร้าง นางพญา ตัวการ์ตูน มีทุกแบบ
    แถมระบบเสียง สี เสียงบนรถยังครบครัน
    เรียกได้ว่าออกค่ายทีไร ขากลับเต้นกันมันได้ตลอดทาง

    ข่าวยังบอกอีกว่า เขาเปิดโอกาสให้ผู้ที่วาดลวดลาย
    กลับตัวกลับใจ ไปทำให้รถกลับไปอยู่ในสภาพเดิมภายในสองปี
    ก่อนที่จะปรับ หากว่าถึงเวลานั้นไม่ยอมแก้ไข

    ฟังข่าวจบ ใจก็นึกถึงสติ๊กเกอร์ที่ติดบนรถบรรทุก
    ไม่เข้าข่ายว่าทำให้ตัวถังรถนั้นเปลี่ยนไปใช่ไหมเนี่ย???
    คงไม่เกี่ยวใช่ไหม นิดหน่อยเอง ไม่ได้ไปบังตัวถังรถอะไรมากมาย

    พูดแล้วก็คลิกที่ blog ของเก่า
    จำได้ว่าเคยเอาเจ้ากลอนพวกนี้มาแปะไว้
    นี่ไง...มันเป็นสิ่งที่เราเห็นได้จนเคยชิน
    หากไม่มีมัน ก็ไม่ใช่รถบรรทุก..
    แล้วหากไม่มีมัน ความขลังแบบเดิมๆ คงหายไป

    เอามาแปะอีกรอบ....หยาบคายบ้างบางวลี
    แต่นี่แหละของจริง...หึหึ

    "อกหักเพราะรักติ๋ม"

    "เป็นอะไรตาย แซงซ้ายซิครับ!!!"

    "ความดีไม่มีขาย อยากได้ทำเอาเอง"

    "โง่จัง คันหลังไม่เกา"

    "แซงขวาชาติควายแซงซ้ายชาติหมา"

    "เลิกตอแหลแล้วจะให้แม่ไปขอ"

    "ขับเร็วเพราะเมาม้า ขับช้าเพราะมองเธอ"

    "ขาดเธอพี่ไม่ว่า ขาด(ยา)ม้าพี่ตายแน่"

    "ยามกินพี่จะป้อน ยามนอนพี่จะปล้ำ"

    "ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง กระเทยงาม เพราะแปลง!!"

    "มีลูกกวนตัว มีผัวกวน TEEN"

    "เรียนๆลุยๆไปคุยโรงพัก เรียนๆรักๆ ไปพัก โรงแรม"

    "เหงื่อทุกหยาดหยด เพื่ออนาคตน้องเมีย"

    "ขับเร็วหาว่าแดกม้า ขับช้าหาว่าหมาไม่แดก"

    "ทำงานลูกเดียว เที่ยวสองลูก"

    "รักเมียหลวง หวงน้องเมีย"

    "เมียหลวงให้ 500 เมียน้อยให้ 5000"

    "รถติดเป็นมรดกไทย อนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลาน"

    "รุ้ตัวว่าสวย ช่วยมานั่งข้างหน้า"

    "เรียนๆเล่นๆเดี๋ยวก็เป็นด๊อกเตอร์"

    "เรียนไปปวดหัว มีผัวดีกว่า"

    "รับแก้ทอมทั่วราชอาณาจักร"

    "ดีกว่าเดิน"

    "ขอเถอะจ่า ค่านมลูก"

    "ku ก็รีบ......"

    "วัตถุเมาไว"

    "สุขใจเมื่อไกลเมีย"

    "ตีนผีก็มีหัวใจ"

    "ผัวเผลอแล้วเจอกัน"

    "เมียเงินสด รถเงินผ่อน"

    "รถก็เก่า เมียก็แก่ กูละเบื่อ"

    "รักจริง ทิ้งจริง"

    "มือเก่า แต่เมาค้าง"

    "ตัวมัธยม นมมหาลัย"

    "ขออภัยในบางลีลา"

    "ใช้ในราษฎรเท่านั้น"

    "ลืมหัวใจไว้บนรถทัวร์"

    "ขอโทษทีไม่มีแบงค์ย่อย"

    "โซ่เถอะน้อง ทองมันแพง"

    "มันส์สิน้อง ถึงได้ท้องบ่อยๆ"

    "ขับช้าๆ โดนพร้าเล่มงาม"

    "ยาม้ามันขม ดูดนมดีกว่า"

    "รักคนมอง จองคนอ่าน"

    "ติดทุกเส้นทาง"

    "ถ้ากูบินได้ กูบินไปแล้ว"

    "เรารู้ใจตำรวจไทย"

    "ทีทับไม่ร้อง ทีท้องจะให้รับ"

    "รถยังมีอะไหล่ แต่หัวใจไม่มีสำรอง"

    "พลาดจากน้อง พี่ก็จ้องกระเทย"

    "ไฟแดงข้างหน้า ข้าขอสู้ตาย"

    "คิดดีแล้วหรือ ที่จะหือกับพี่"

    "ถูกจับไม่ว่า ขอซ่าไว้ก่อน"

    "มีเงินนับเป็นน้อง มีท้องนับเป็นเมีย"

    "วิ่งซ้ายเมียด่า วิ่งขวาจ่าจับ"

    "ขับรถซะเร็วจี๋ หนีเมียหรืองัยครับ"

    "แซงซ้ายไม่ว่า ปาดหน้าโดนเหยียบ"

    "สตางค์ยังรู้หมด ตดยังรู้เหม็น"

    "ถึงรถจะเก่า แต่กระเป๋าอวบอั๋น"

    "ตอนนี้หลงทาง จะขับตามทำไม"

    "พอเหล้าเข้าปาก ก็อยากเสียตัว"

    "รักแท้คือแม่ข้า รองมาคือแม่โขง"

    "อุบัติเหตุป้องกันได้ ถ้าให้เธอนั่งข้าง"

    "คนลงที่ป้าย ควายลงที่ไฟแดง"

    "ขับรถอย่าเซ่อ ตำรวจเผลอแล้วซิ่ง"

    "น้องขึ้นพี่ดีใจ น้องลงไปพี่คิดถึง"

    "บ้านพี่อยู่ทุ่ง น้องกรุงอยู่แฟลต"

    "ตากแดดตากลมเพราะนมสองเต้า"

    "เมียอยู่ในรถ แม่มดอยู่ในบ้าน"

    "เมาเหล้าเสียหลัก เมารักเสียท่า"

    "ท้องฟ้ามีดาว ท้องสาวมีเด็ก"

    "มันส์สิน้อง ถึงได้ท้องบ่อยๆ"

    "จำกัดความเมาไม่เกิน 80 กม./แบน"

    "อย่าดื่มสุราขณะขับรถ เพราะจะทำให้เหล้าหก
    (เสียดดาย)"

    "เมาไม่ขับ รถขยับเหล้าจะหก!!"

    "ได้เมียเพราะเมา"

    "เจอจ่าอีกแล้ว ไม่แคล้วโดนจับ"

    "อ้อนจ่ายิ่งกว่าอ้อนเมีย"

    "จับเถอะจ่าเบื่อหน้าอีแก่"

    "อย่าจับนะจ่า คราวหน้าแบงค์ปลอม"

    "สิบล้อนะน้อง ไม่ใช่เฟอรารี่"

    "ถ้าคิดจะแซงต้องแรงกว่านี้"

    "ชาติหน้ามีจริง จะซิ่งยันขาติหน้า"

    "ขับรถใส่เกียร์ห้า เจอจ่าใส่เกียร์หมา"

    "แรดอย่างสงบ ตบเมื่อจำเป็น ร่านอย่างเลือดเย็น เพราะกูเป็นผู้ดี"

     


     

    จ่ายค่าต๋งให้เจ้าเอม


     

    ว่าจะเปลี่ยนลิงค์ให้กับเอมช่างภาพของหนังสือที่ใจทำงานอยู่มาหลายวัน
    แต่ก็ยังไม่มีโอกาสเสียที อาจจะเป็นเพราะยังไม่มีอารมณ์
    ผสมกับงานที่ยังคั่งค้างไม่เสร็จเสียที
    วันนี้หลังจากเร่งสปีดเต็มที่ ปั่นไป 13 หน้าแค่ครึ่งค่อนวัน

    กินมาม่าใส่ไข่ ใส่ผักกาดขาวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
    แม้วอย่างใจก็เตรียมตัวจะไปอาบน้ำ และพักผ่อน หย่อนอารมณ์
    คิดได้ เลยแวะมาแนะนำ blog ใส่ภาพแห่งใหม่ของเอมเสียก่อน

    http://photogoo.wordpress.com/
    นี่คือลิงค์แห่งใหม่ของเอม

    วันก่อนบ่นๆ กับเอมไปว่า สวยไม่กลัว แต่กลัวรูปน้อยเฟ้ย...
    โดนตอกกลับมาว่า...สแกนนะเฟ้ยไม่ใช่กล้องดิจิตอล...

    ภาพที่ลงในเว็บไซต์ เจ้าตัวใช้ฟิล์มถ่ายแทบทั้งหมด
    ถ่ายลงบนฟิล์มสไลด์ หลังจากนั้นก็เอาไปล้าง
    ทำการสแกน ถึงจะได้เอามาอัพโหลดให้ชมกัน

    แถมอินเตอร์เน็ตที่ออฟฟิศ ซึ่งเอมสิงสถิตเป็นบ้านหลังที่สอง
    ก็มีความเร็วยิ่งกว่า....บรรพบุรุษเต่า...เสียอีก
    ดังนั้นความตั้งใจของเอมถึงเต็มกระบุง
    รักก็ยุ่ง งานก็ยุ่ง แถมยังมุ่งอัพโหลดภาพขึ้น blog อีกต่างหาก

    อยากให้แวะไปดู...อยากให้เห็นภาพที่เขาเรียกว่า "ภาพข่าว"
    หรือแนว Journalist มันอุดมไปด้วยมุมมองที่ต้องยกนิ้วให้
    ฟะ...ยังกะมันจ่ายค่าโฆษณาให้ยังงั้นแหละ
    ไม่เป็นไรถือว่าเป็นค่าซ้อนเจ้าทองพูนมันตั้งหลายหน
    และอย่างน้อยเอมมันก็ถ่ายภาพให้ใจได้สวยงามยิ่งกว่างานมันอีก 555...

    แวะไปชมกันหน่อยเน้อ.....ของดีและฟรีอ่ะ คลิกเลย คลิกเลย

    7/7/2007

    Only Human



     

     
    On the opposite coast of sadness
    is something called a smile

    On the opposite coast of sadness
    is something called a smile
    But before we can go there,
    is there something we?re waiting for?

    In order to chase our dreams, we can't have a reason to run away
    We?ve got to go, to that far away summer?s day

    If we find it tomorrow, we can't sigh
    Because like a boat that opposes the stream
    we have to walk straight on

    In a place worn down by sadness
    something called a miracle, is waiting
    Yet we are still searching
    for the sunflower that grows at the end of spring

    The warrior who awaits the morning light
    before he can clasp it with red nails, his tears glitter and fall

    Even if we?ve grown used to loneliness
    only relying on the light of the moon
    We have to fly away with featherless wing
    just go foward, just a little further

    As the rainclouds break
    the wet streets sparkling
    Although it brings only darkness
    A powerful, powerful light
    helps push us to walk on


    +++++++++++++++++++

    The Diary

     

     

    ฉันตื่นเช้ากว่าทุกวันในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
    อาจจะเป็นเพราะว่า เมื่อคืนนอนหลับสนิทโดยที่ไม่สะดุ้งตื่นตอนกลางดึก
    ที่สำคัญ ดูเหมือนเมื่อคืนนี้ สภาพอากาศจะเป็นใจ
    ฝนตกปรอยๆ ทำให้ไม่ร้อนอบอ้าวดังเช่นคืนก่อนๆ
    การนอนยาวแบบม้วนเดียวจบ
    ไม่แบ่งวรรค แบ่งตอน เหมือนหนังซีรีส์จึงเป็นสิ่งที่ฉันได้พบเมื่อคืนนี้

    เช้าวันเสาร์ วันหยุดเช่นนี้ หลายคนคงหลับใหลไม่ได้สติ
    เพราะต่อให้สะดุ้งตื่นเวลาเดิม แต่หากตระหนักได้ว่า
    มันเป็นวันหยุด และไม่มีธุระปะปังที่ต้องออกไปไหน
    การล้มตัวลงนอนต่อ ให้ร่างกายรู้สึกว่า พอดี หรือนอนอิ่ม
    ก็เป็นสิ่งที่ปรากฎขึ้นเสมอ....

    แต่สำหรับฉันแล้ว การล้มตัวลงนอนต่อ
    มันช่างยากเย็นกว่าการลุกขึ้นมานั่งทำอะไรต่อมิอะไรเยอะทีเดียว
    เมื่อเป็นเช่นนั้น ปลั๊กไฟเหนือฟูกที่นอน จึงถูกเสียบเข้ากับเต้ารับในทันทีที่ฉันตื่น

    ฉันพาตัวเองมานั่งที่หน้าจอแล็ปท็อปที่ฝุ่นเริ่มเกาะ
    เพราะไม่สนใจจะทำความสะอาดมันมาหลายวัน
    กดปุ่มเปิดเครื่องเพียงปุ่มเดียว ระบบการทำงานแทบทุกอย่างที่เชื่อมต่อเอาไว้
    ไม่ว่าจะเป็นลำโพงขนาด 5.1 channel ที่ฉันเลือกใช้เพียงสองลำโพงซ้ายขวา
    เมาส์ เว็บแคม และโมเด็มอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงก็แสดงไฟสถานะการทำงานให้เห็น

    นี่คือประโยชน์อย่างไม่น่าเชื่อ ของอุปกรณ์หน้าตาใหม่เอี่ยมใกล้ๆ กัน
    ใครคนหนึ่งซื้อให้เป็นของขวัญ
    เพียงเพื่อหวังจะให้ชีวิตการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ของฉันสะดวกยิ่งขึ้น

    สิ่งแรกที่ฉันเลือกจะทำ หลังจากผ่านพ้นการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว
    คือการเปิดโปรแกรมเล่นเพลงขึ้นมา และมองหาเพลงแรกที่อยากจะฟังมากที่สุด
    ฉันมักจะพิถีพิถันกับเพลงแรกที่จะได้ยินของวันเสมอ
    เพราะมีความเชื่อเป็นส่วนตัวว่า เพลงแรกที่เลือกฟังในเช้าวันใหม่ของวัน
    ถือเป็นอารมณ์ของฉันในวันนั้นแทบทั้งวัน.....ก็ว่าได้

    หากฉันเลือกเพลงคึกคัก นั่นเป็นเพราะว่ารู้สึกอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
    แต่หากเหงา หงอยเศร้าสร้อย แสดงว่าอยู่ในช่วงของอารมณ์บูดเน่า
    สำหรับวันนี้ฉันเลือกเพลงฝรั่ง มันชื่อว่า "I miss you"
    มันเป็นเพลงเดียวกันกับที่เลือกใส่ไว้ใน blog วันนี้
    ไม่ต้องให้สาธยายว่ามันมีความหมายอย่างไร
    ชื่อเพลงมันได้อรรถาธิบายทุกอย่างเอาไว้ในตัวเสร็จสรรพไปแล้ว

    ฉันคลิกเข้าไปที่เว็บไซต์ http://www.readthediarymovie.com/
    เป็นเวลาหลายวันมาแล้วที่ฉันได้ทำความรู้จักกับเว็บไซต์แห่งนี้
    เริ่มแรกมีข้อความสั้นๆ ปรากฎบนแถบล่างของหน้าจอหลักของโปรแกรม msn messenger


    "ความรักเริ่มต้นจากคนสองคน แต่มันอาจจะจบลงจาก "สมุดเดียวเล่ม"......The Diary "
    นี่คือข้อความที่ฉันว่า

    มันไม่เพียงแต่กินใจ ถูกใจ แต่มันเหมือนทิ่มแทงเข้ากลางใจอย่างจัง
    ฉันไม่รู้ความหมายของคนเขียนว่าต้องการสื่อถึงอะไร
    อีกทั้งข้อความนี้ก็ไม่เคยจะคุ้นหู คุ้นตาว่าเป็นโฆษณาอะไร
    แต่ความหมายในตัวของมัน สื่อถึงอารมณ์บางอย่างให้กับฉันชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด

    เมาส์ถูกคลิกข้อความนั้นขึ้นมา และปรากฎหน้าตาของเว็บไซต์ที่ว่านี้
    ฉันค่อยๆ ใช้สายตากวาดไปแทบทุกมุม ทุกเมนูของเว็บไซต์
    ก็ได้รู้ว่ามันเป็นข้อความที่ใช้บรรยายสรรพคุณของภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง
    ที่กล่าวถึงเรื่องราวของความรัก ที่เริ่มต้นจากคนสองคน
    และอาจจะจบลงด้วยสมุดเล่มเดียว.....

    นัท....ชายหนุ่มผู้มีอาชีพนักเขียน
    หลังจากแต่งงานกับแฟนสาว และย้ายเข้าพักในอพาร์ทเม้นท์หลังเก่า

    วันหนึ่งเขาค้นพบไดอารี่อยู่ในซอกตู้เก่าในห้องด้วยความบังเอิญ
    มันคือไดอารี่ของหญิงสาวชื่อส้ม ที่พักอยู่ในห้องนี้ก่อนหน้าเขา
    หลังจากเปิดอ่านหน้าแรก.....หน้าสอง และสามก็ตามมาอย่างไม่วางมือ
    และนี่คือเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้

    ในเว็บไซต์บอกว่า ไดอารี่เล่มนี้เข้ามามีอิทธิพลกับชายนักเขียนค่อนข้างมาก
    และเป็นที่มาของเรื่องราวอีกมากมาย นับตั้งแต่เขาได้ค้นเจอไดอารี่
    แต่เหมือนคนทำเว็บไซต์คงไม่รู้ตัวด้วยว่า เว็บไซต์ของตน
    กำลังเข้ามามีอิทธิพลนิดๆ ให้กับฉันด้วย

    เมื่อหลายวันก่อนฉันคลิกมาที่หน้าเว็บไซต์แห่งนี้
    เห็นว่ามีคลิปวิดิโอภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตอนๆ ซ่อนเอาไว้
    เมื่ออาทิตย์ก่อนคนทำใส่ตอนที่ 1 เอาไว้ให้ชม
    วันนี้ฉันคลิกมาหนได้พบว่ามีตอนที่ 2 มาแปะไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ความยาวหลายนาทีของวิดิโอ สะกดฉันนิ่งเอาไว้กับหน้าจอ
    เมื่อมันจบลงก็ได้แต่คิดว่า....เมื่อไรจะมีตอนที่สามให้ได้เห็นกันอีก
    เมื่อได้คลิกแล้ว มันก็อดที่จะคลิกเปิดมาอีกหนเสียไม่ได้
    The Diary  ทำให้วันเสาร์ธรรมดาของฉันมีความหมายขึ้นมาอีกนิด
    แม้จะนอนต่ออีกไม่ได้ แต่ได้มีอะไรที่ทำให้หัวใจอิ่มก็ดีกว่ากันเยอะ
    หวังว่าอาทิตย์หน้าเมื่อคลิกเข้าไปอีกหน...
    ฉันจะมีโอกาสได้ชมตอน  3 ของเรื่องเข้ามาเพิ่มบ้าง

    และหากเดาไม่ผิด มันเป็นภาพยนตร์ที่สร้างแล้วเอามาแบ่งเป็นตอน
    ฉายบนอินเตอร์เน็ตให้เราได้ติดตามกันไปเรื่อยๆ
    เลยกลายเป็นว่าแทนที่จะต้องไปโรงภาพยนตร์..ก็ต้องมานั่งรอว่า...
    เมื่อไรที่เขาจะเอาภาพยนตร์เรื่องนี้มาฉายตอนต่อไป.....



    ปล.เห็นซัมซุงสนับสนุนภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย
    แปลกดี นี่หากเข้าฉายในโรง ก็คงโกยเงินได้ดีนะ....

     

    7/5/2007

    ทนดูได้ตั้งนาน

     

    วันก่อนนั่งดูรายการ มิวสิควิดิโอชื่อดังมีคำนำหน้าเป็นตัว M
    วีเจหน้าออกจะอูมๆ ตัวออกจะอ้วนๆ
    นั่งเสวนากับวีเจรุ่นน้องอีกราย แบบด้นกันสดๆ
    มีโปรดิวเซอร์คอยกำกับอยู่ด้านหน้า แต่ว่าคนดูไม่เห็นตัว
    หัวข้อของช่วงรายการ เป็นการรับปรึกษาหัวใจคนทางบ้าน
    สองวีเจคุยกันไปคุยกันมา โยนมุขกันไปโยนมุขกันมา
    แทรกกลางกึ่งการสนทนาด้วยการเปิดมิวสิควิดิโอทั่วโลก
    ก่อนรับสายจากคนทางบ้านที่ต้องการระบายหรือปรึกษาปัญหาที่ว่า..
    เนื่องจากช่วงของหนึ่งชั่วโมงนั้น โปรดิวเซอร์สั่งวีเจให้พูดเรื่องหัวใจเข้าไว้


    วีเจผู้น้องเลยโยนคำถามให้กับวีเจรุ่นพี่ว่า...
    "พี่รู้จักกามเทพไหมครับ"
    "กามเทพเหรอ พี่เจอบ่อยจะตาย"
    "จริงง้ะ หน้าตามันเป็นอย่างไรหรือครับพี่"
    "เทพแห่งกาม...แกไม่เคยเจอเหรอ?"
    "เทพแห่งกาม....?????"
    "กามเทพ ก็ เทพแห่งกามไม่ใช่เหรอ ฉันเจอบ่อยฟ่ะ"
    "...................."


    ดูเหมือนวีเจรุ่นน้องยังไม่หมดความพยายาม
    โยนคำถามต่อไปให้รุ่นพี่ตามสั่งโปรดิวเซอร์
    "เออ พี่ พี่ชอบผู้หญิงแบบไหนครับ สเป๊กของพี่อ่ะ"
    "พี่เหรอก็มีนะสเป๊กที่ชอบอ่ะ...."
    "แล้วเป็นคนนิสัยแบบไหนล่ะครับ ผู้หญิงที่พี่ชอบ"
    "ก็ไม่ได้ดูอะไรมาก พี่จะดูนิสัยเขาเป็นหลัก"
    "นิสัยแบบไหนครับ"
    "นิสัย..นิสัย..."
    "............"
    "นิสัยนมใหญ่น่ะ ที่พี่ชอบ..."
    "........................."


    ไม่รู้นั่งทนดูวีเจสองคนนี้คุยกันได้อย่างไร
    มันเหมือนจะไร้สาระ แต่ว่าใจก็นั่งดูเขาคุยกันจนเกือบครึ่งค่อนชั่วโมง
    นั่งดูไปสงสารวีเจผู้น้องไป สงสารตัวเองที่ต้องมานั่งชมรายการแบบนี้
    เพราะครั้นจะให้กดไปช่องฟรีทีวี ช่วงเวลาเช่นนี้
    ไม่เห็นมีอะไรนอกจากหนังอภินิหาริย์ที่หาความจริงทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้
    สุดท้ายเลยมานั่งฟังวีเจผู้ชายคนที่ว่า เล่นมุขฮาลามกกันไปซะยังงั้น
    แถมยังจำติดหูเอามาเล่าต่อได้อีกหลายรอบอีกตะหาก เหอเหอ

    7/4/2007

    ไม่คุ้นลิ้น



    เป็นเวลาหลายเดือนมาแล้ว
    ที่แม้วอย่างใจต้องอึ้งทุกครั้งครา
    หากว่าไปยืนอยู่หน้าร้านส้มตำใกล้ๆ กับที่พัก
    นับตั้งแต่พี่เจ้าของร้าน
    แกเพิ่มเมนู "ตำป่า" เข้ามาในร้านนั่นแหละ ....

    วันแรกของการเพิ่มเมนู
    ใจเห็นกระป๋องสีขาวเรียงรายบนโต๊ะของแกเต็มไปหมด
    ด้วยความสงสัยเลยเปิดจานพลาสติกหลากสีสัน
    ที่ใช้แทนฝาปิดกระป๋องเพื่อเบิ่งตาดูของด้านใน
    สิ่งที่พบในแต่ละกระป๋องทำให้ใจเพิ่มแรงสงสัยเข้าไปอีกยกกำลังสอง

    ก่อนหน้านี้เรื่องตำซั่ว ตำมั่ว ตำมั่วซั่ว
    หรือส้มตำใส่ขนมจีนเข้าไปคลุก ใส่ถั่วงอก หรือโรยด้วยกากหมู
    หรือใส่ปูม้าดิบๆ เอาไว้ให้คนดูดจุ๊บๆ
    ก็พอสร้างความแปลกใจแบบพอทนได้อยู่ระดับหนึ่ง
    แต่นี่ถึงกับใส่ของในกระป๋องนี่เข้าไปอีก....ทำให้ความแปลกใจ
    มันอัดแน่นอยู่ในระดับงงงวยได้เลยทีเดียว

    ของในกระป๋องนั่นเป็นส่วนประกอบของตำป่าที่ว่า
    ในยืนมองแกตำป่าให้คนอื่นๆ ที่มายืนรอ
    ถึงกับทึ่งกับเมนูนี้...คนกินก็กล้า คนขายก็ช่างกล้าคิด...
    ทั้ง พริกแดงแจ๋เกือบกำมือ
    เส้นมะละกอ ขนมจีน ปูดอง ปลาร้าต้มสุก
    น้ำปลาร้าที่ไม่ได้ผ่านการต้มสุก
    หอยดอง ถั่วงอก กุ้งแชบ๊วยลวกปอกเปลือก
    ผักเสี้ยนดอง หน่อไม้ดองหั่นฝอย
    แหนมเป็นชิ้นๆ ปิดท้ายด้วยหอยโข่งต้มสุกหั่นเป็นท่อน ....
    เมื่อทุกอย่างคลุกเคล้ากันได้ที่
    ก่อนตักใส่ถุงมีตบท้ายด้วยการหักแคบหมูโรยหน้าด้วย
    โอว้ พระเจ้า จอร์จ มันยอดมาก....
    ไอที่ว่าใส่ถั่วงอก ใส่กากหมูอ่ะ เด็กๆ ไปเลยครับท่านผู้ชม
    พูดแล้วจะหาว่าโม้...เอาไว้วันหลังจะไปเก็บภาพมาฝาก

    พี่คนขายแกบอกว่า ครึ่งหนึ่งของคนเข้าร้าน
    แทบจะสั่งตำป่ากลับบ้านไปกินกันหมดเลยก็ว่าได้
    สนนราคาครกละ 30 บาท ... กินได้เกือบทั้งบ้าน...
    มีแต่ใจล่ะมั้งที่สั่งตำปู ไม่ใส่ผงชูรส บางหนก็สั่งตำไทยพริกเม็ดเดียว
    ไม่ใส่กุ้ง ไม่ใส่ถั่ว ไม่ใส่ผงชูรส ทำให้ต้องได้ครกใหม่เอี่ยม
    หรือเปลี่ยนครกให้ใหม่แทบทุกครั้ง...

    วกมาที่เรื่องของแปลกกันอีกสักนิด
    ระหว่างทางกลับห้อง ในใจก็อดถึงนึกเมนูของแปลก
    ที่เคยผ่านพบ และเคยลิ้มลองมาก่อนหน้านี้บ้างแล้ว
    แม้วอย่างใจเคยผ่านมาก็หลายแบบเหมือนกันแฮะ

    หนหนึ่งไปสิงคโปร์
    มีร้านอาหารจีนใต้โรงแรมโอเรียลเต็ลสิงคโปร์
    ผู้บริหารจากบริษัทผลิตมือถือสัญชาติเกาหลี
    สั่งซุปไขมันกบมาปิดท้ายอาหารมื้อนั้น
    ด้วยความที่อยากจะให้ทุกคนลิ้มลอง
    ท่านก็ขอให้นักข่าวที่ร่วมทริปชิมคนละจิบ
    วนมาถึงตรงหน้าใจ...เห็นไขมันลอยฟ่องในน้ำใสๆ เหมือนรังนก...
    ยกซดไปจิบนึง แทบทะลัก...กินไขมันกบ....
    เขาว่ามันช่วยบำรุงกำลัง...ไม่เห็นเป็นแบบนั้น
    คืนนั้นสลบเหมือด ไม่เห็นคึก 555

    ไปญี่ปุ่นหนแรก และหนเดียวเมื่อหลายปีก่อน
    มื้อกลางวันของวันหนึ่ง ทุกคนไปรวมกันในร้านอาหารฝรั่งเศส
    เมนูแรก เป็นวุ้นสีน้ำตาลรูปทรงสี่เหลี่ยมดูสดใส เห็นแล้วน่ากินไม่เบา
    ใจใช้มีดกะส้อมตัดเป็นชิ้นแรกพอคำ แล้วเอาเข้าปาก...
    แทบกระอัก...กลิ่นปลาไหลลอยเข้าปาก เข้าคอ...
    มันเป็นวุ้นที่ผสมกับปลาไหลบดนั่นเอง...แหวะ....

    ตอนเด็กๆ แม่เคยเอาไข่งูมาให้กิน
    นั่นเป็นการกินไข่งูต้มเป็นหนแรกของชีวิต...มันก็เหมือนไข่ไก่
    ออกจะคาวนิดหน่อย .. แต่พอกินแล้วมันอร่อยพิกล 555
    ส่วนอีเห็น ตะกวด เนื้อกวาง นั่นอ่ะ ..อย่าพูดถึงเลย เด็กๆ ....

    สมัยทำงานที่ไบโอเทค ต้องเดินทางไปดอยแม่สลอง
    ในงานแต่งของชาวเขาที่เราบังเอิญไปพบเจอ
    เขาล้มหมูดำ เคยเห็นรึเปล่า? หมูดำ ที่เขาปล่อยเดินร่อนในหมู่บ้านนั่นน่ะ
    หมูบนดอยไม่เหมือนกับหมูบ้านเรา มันจะเต็มไปด้วยไขมัน
    เพราะว่าอากาศข้างบนนั่นหนาวนัก
    มันเลยสะสมไขมันไว้เพียบ
    เรียกได้ว่าสัดส่วนของไขมันกับเนื้อแทบจะเท่ากันเลยล่ะ

    ล้มหมูได้ก็นำมาต้ม พักไว้ค้างคืนหนึ่งคืน
    รุ่งเช้ามีงานก็ยกมาเลี้ยงแขกร่วมงาน...
    ไขมันเกาะขอบหม้อดำเป็นนิ้ว ไม่รวมกับที่ลอยขาวฟ่องนั่นอีก
    เขาว่ากินแล้วจะอุ่น...กินกับถั่วเน่า ถั่วหมักยิ่งอร่อยไปกันใหญ่...หุหุ...
    ใจก็อยากจะกิน แต่นึกถึงตอนที่มันติดเพดานปาก แงะไม่ออกคงลำบากพิกล

    นี่แค่น้ำจิ้ม ยังมีอีกมาก..เล่าวันเดียวไม่จบ ไว้ยกยอดไปเล่าต่อวันอื่น ....


     

    ตำนาน Fisherman's Friend



     
    รสเลมอนนี้ไม่มีขายที่เมืองไทย ต้องหิ้วข้ามทะเลมาจากสิงคโปร์


    อาการอยากรู้ตะหงิดๆ ว่า Fisherman's Friend มาจากไหนโผล่ขึ้นมา
    ระหว่างการบอกให้ใครคนหนึ่งอมยานี้ด้วย
    เพื่อช่วยไม่ให้เกิดอาการไอในช่วงเที่ยงของวัน
    ประกอบกับคิดว่าการค้นหาข้อมูลเจ้ายาอมนี่
    คงช่วยทำให้การเขียนงานของเดือนนี้ได้ไม่น้อย
    ยังไม่ทันได้วางสาย ก็ใช้มืออีกข้างหนึ่งคลิกเปิด google.com
    ใส่คำว่า Fisherman's Friend เข้าไปในหน้าจอ แล้วคลิก Enter

    สิ่งที่พบก็คือเว็บไซต์ http://www.fishermansfriend.com/
    เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของแบรนด์ Fisherman's Friend
    ยาอมแก้เจ็บคอที่รู้จักกันดี โผล่ขึ้นมาให้เห็น

    ใจคลิกเข้าไปในหน้า History เพื่อดูที่มาของแบรนด์ยาอมนี้
    และก็พบที่ว่าของชื่อ ยาอมเพื่อนคนหาปลา อย่างที่ตั้งใจไว้

    เนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษ บอกเล่าใจความทั้งหมดเอาไว้ว่า.....

    ย้อนกลับไปเมื่อครั้งปี 1865 บวกด้วย 543 ก็เท่ากับปี 2408
    หรือตั้ง 142 ปีที่แล้ว .... แม้วจริงๆ .. ยาวนานมาก....

    ที่เมือง Fleetwood ใน Lancashire ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ติดกับชายฝั่ง
    ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษ
    เมืองนี้นับเป็นเมืองที่เลื่องชื่อว่าเป็นเมืองท่าของการจับปลา
    หรือเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมการหาปลาของสหราชอาณาจักรเลยทีเดียว

    ชาวประมงทั้งหนุ่มและแก่ในแถบนี้มักจะใช้เวลายาวนานไปกับการออกเรือหาปลา
    โดยเฉพาะการเดินเรือไปยังเขตทะเลเหลือ และฝั่ง Arctic Circle
    (หรือเขตเส้นขนานกับเส้นศูนย์สูตรที่ 23 องศา ของขั้วโลกเหนือ)

    ด้วยเงื่อนไขของระยะเวลาที่ต้องใช้ไปกับการเดินเรือ
    บวกกับสภาพอากาศที่เรียกได้ว่าไม่เป็นมิตรกับเพื่อนชาวประมงหรือคนธรรมดาทั่วไป
    ส่งผลให้หลายคนบนเรือต้องเป็นหวัด เป็นไข้ คออักเสบและไอกันเป็นทิวแถว

    และแล้วก็มีเภสัชกรหนุ่มนายหนึ่งชื่อ James Lofthouse 
    ซึ่งพำนักอยู่ที่เมืองนี้ด้วยเช่นกัน
    ได้ใช้ความพยายามในการคิดค้นตัวยาขึ้นมา
    เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยในคอของคนไข้เหล่านี้
    จนในที่สุดก็ได้คิดค้นยาในรูปของของเหลวหรือน้ำยาตัวหนึ่ง
    ตัวยานี้ส่วนผสมของเมนทอล และน้ำมันยูคาลิปตัส
    มีสรรพคุณช่วยรักษา และเยียวยาอาการไอของคนไข้ชาวประมงได้เป็นอย่างดี

    ในภายหลังเพื่อง่ายแก่การจัดเก็บและใช้งาน
    James Lofthouse   เลยดัดแปลงส่วนผสมดังกล่าวให้อยู่ในรูปของยาอมแทน
    ขณะที่ชาวประมงในแถบนั้นก็ได้ให้สมญานามของยาอมที่ว่าว่า "Friends"
    เพราะออกเรือเมื่อไร ก็มักจะต้องมีเพื่อนในคราบของยาอมติดตัวไปด้วยเสมอ
    และกลายเป็นที่มาของชื่อทางการค้าที่ว่า "Fisherman's Friend " ในเวลาต่อมา



    นี่ก็ไม่มีขายเหมือนกันแอปเปิ้ล+ชินนามอน อร่อยดีแท้

     

    ไม่นานนักนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนชายฝั่งแถบนี้
    ได้ค้นพบว่ามีการใช้ยาอมนี้แก้ปัญหาอาการไอและเจ็บคอ
    ทำให้การขยายและเติบโตของยาอมนั้นกว้างไกลออกไปจนถึงทุกวันนี้

    ปัจจุบัน Fisherman's Friend  ส่งขายไปทั่วโลกกว่า 100 ประเทศ
    บางที่มีทั้งรสเลมอน รส Original Extra Strong
    Extra strong, Super Strong Mint,  Aniseed
    รสเชอรี่, รสแอปเปิ้ลและซินนามอน
    Strong Salmiak , Spicy Mandarin  , Citrus 
    รสเลมอน ไปจนถึงรสที่ไม่มีน้ำตาลผสมด้วย

    ขณะที่แพ็กเก็จจิ้งยังคงอยู่ในรูปแบบของห่อกระดาษเหมือนแต่เก่าก่อน
    เพียงแต่เพิ่มระดับการรักษาสินค้าด้วยการใส่ชั้นของกระดาษฟอยด์เข้าไป
    เพื่อรักษาสภาพของตัวยาให้คงทนไม่แตกหัก

    Fisherman's Friend ได้รับรางวัล 
    Queen's Award to Industry for Export Achievement
    ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับบริษัทในอังกฤษและบริษัทในแถบอื่นๆ
    ที่สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศทั่วโลกได้ยอดเยี่ยม ถึงสามครั้งติดต่อกัน
    (อันนี้ไปเปิดเพิ่มเติมดู...มีบริษัทที่ใจรู้จักว่าได้รับรางวัลแค่ไม่กี่บริษัท
    จำพวก BBC ที่เหลือเป็นบริษัทที่ไม่คุ้นชื่อทั้งนั้นแฮะ เช่น JobServe
    Alumet  , Allied Distillers  และอื่นๆ อีกมากมาย)

    เชื่อไหมปัจจุบันเจ้ายาอมยี่ห้อนี้
    ยังเป็นธุรกิจในครอบครัวเหมือนเดิม แม้จะผ่านไป 142 ปีแล้วก็ตาม....
    เรียกได้ว่ายาวนานทั้งตัวยาและแบรนด์ คงทนดีแท้
    แม้เราจะไม่ได้เป็นชาวประมง เราก็อมเจ้า Fisherman's Friend ได้... ใช้ได้นะเนี่ย


     

    เรื่องของชื่อ


    กระทรวงวัฒนธรรมรณรงค์ให้คนไทยหันมาใช้คำไทยในการตั้งชื่อลูกหลาน
    ทั้งชื่อเล่น ชื่อจริง แทนการใช้คำภาษาอังกฤษที่กำลังเป็นที่นิยมกันอยู่

    ได้ยินพิธีกรในรายการเล่าข่าวชื่อดังช่องสามยกตัวอย่างชื่อก็ถึงกับอึ้ง....
    มีทั้งให้ลองมาเปลี่ยนชื่อคำว่า "บุญ" และ "คำ" นำหน้าชื่อที่จะตั้งใหม่
    เช่น บุญมา บุญมี บุญเลิศ คำมี คำมา คำด้วง คำหล้า ....

    อย่าว่ายุคสมัยปัจจุบันเลย ก่อนหน้านี้เป็นสิบปี
    หากใจมีเพื่อนที่มีชื่อคำ หรือ บุญ นำหน้า ก็คิดในใจทุกครั้งว่ามัน...เชยเป็นบ้า...
    ต่อให้ความหมายที่แปลออกมาดูดี แต่มันก็ยังให้ความรู้สึกว่าเชยอยู่ดี

    เรื่องของชื่อนี่ ไม่ค่อยจะเข้าใครออกใคร
    หากได้ยินแวบแรกแล้วคิดได้ว่ามันเชย มันก็จะฝังหัวแน่นตลอดกาล
    หลายคนถึงกับรับไม่ได้กับชื่อที่ได้มาเป็นมรดกตกทอดจากคนเป็นพ่อเป็นแม่
    ก็พากันไปเปลี่ยนให้ดูสวยสด งดงาม เลิศหรู อลังการงานสร้างกันไป
    ใครโชคดีก็ได้ชื่อกิ๊บเก๋ ร่วมสมัย มาตั้งแต่ต้น ก็ไม่ต้องลำบากใจหาชื่อใหม่อีกหน
    หรือไม่ก็ หากต่อให้ชื่อที่มีอยู่ดูดี หลายคนก็อยากเปลี่ยน
    ตามความเชื่อส่วนตัว ว่ามีตัวอักษรอัปมงคลกับชีวิตร่วมอยู่ด้วย
    ชื่อเก่าเลยซวย ถูกถอด เอาชื่อใหม่มาเสียบแทน

    ตอนม.ปลายมีเพื่อนร่วมชั้นเรียนคนหนึ่งชื่อดูดีมาก
    ยิ่งเมื่อแปลความหมายออกมา ยิ่งรู้สึกดีกับชื่อเธออีกขั้นหนึ่ง
    "มธุรส คำปน" คือชื่อและนามสกุลของเธอผู้นี้
    เพื่อหลายคนตาดี นิสัยดี ช่วยถอดความหมายให้
    มธุรส = น้ำผึ้ง
    คำปน= ทองเจือ
    สมัยนั้นน้ำผึ้ง ทองเจือ น้องสาวพีท ทองเจือกำลังดัง....
    ต่อให้เพื่อนหน้าตาธรรมดาๆ ไม่งามเท่าน้ำผึ้ง
    แต่ก็ทำให้คนอื่นๆ รวมถึงใจกลับรู้สึกดีกับชื่อนี้เอามากๆ
    เพื่อนเลยดูงดงามตามชื่อที่แปลออกมาแล้วงามด้วยในทันที
    ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวกันอย่างไร

    เมื่อวันก่อนเจอเพื่อนร่วมรุ่นตั้งแต่ม.ต้น จากอำเภอเดียวกัน
    ม.ปลายก็ยังได้เรียนโรงเรียนประจำจังหวัดด้วยกัน แต่คนละห้องเท่านั้นเอง

    เพื่อนคนนี้ชื่อ "เอก" .....
    หน้าตาดี หล่อเหลาเอาการ ขาวผ่อง ผิวนวลเป็นยองใย แต่ไม่ใช่ชายแท้สักเท่าไร
    ใจเรียกเอกอยู่ตั้งนาน ....จนกระทั่งเอกบอกออกมาว่า
    "ชื่อในวงการของเราน่ะ ชื่ออเล็กซ์นะ"
    อนุมานได้ว่าเอกได้เปลี่ยนชื่อใหม่แล้วเป็นอเล็กซ์นั่นเอง

    บอกกับไอเอ๋ว่า ชื่อดูนำสมัยมากๆ
    ใจก็อยากจะเปลี่ยนบ้าง อยากจะเปลี่ยนไปเป็น "ไจซ์"
    ดูท่าจะเข้ากับใจดีเหมือนกันเนอะ
    ส่วนชื่อจริง ร่ำๆ กับใครบางคนเอาไว้ว่าอยากจะเปลี่ยนไปเป็น "รักใจ"
    มันคงดูเข้ากันกับใจมากกว่า "น้ำค้าง" เหมือนกันนะนี่

    บ่นไปงั้น เอาเข้าจริง ๆก็ใช้ชื่อจริง ชื่อเล่นจริง ปาจะสามสิบปีเข้าไปแล้ว
    เคยคิดอยากจะไปเปลี่ยนชื่อหนหนึ่ง สมัยที่เพื่อนร่วมชั้นมันแซวชื่อคนที่ออกจะเชยๆ
    แม่บอกว่าให้เอาชื่อ "ดวงใจ" ที่เป็นชื่อเล่น ไปเปลี่ยนกับ "น้ำค้าง" ที่เป็นชื่อจริง
    พินิจแล้วมันไม่ต่างกันเท่าไรนัก เลยยอมใช้ชื่อเดิมมันต่อไป....
    ไม่รู้จะเปลี่ยนให้ยากลำบากทำไม

    หลังๆ ชื่อเชยกลับมาอินเทรนด์อีกหน ชื่อนำสมัย อลังการ ทำให้อ่านยาก จำยาก
    ใจว่ากระทรวงวัฒนธรรมน่าจะเปลี่ยนแผนใหม่
    เลือกคำไทยที่ไม่ทำให้รู้สึกว่ามันเชยเกินไป
    เอาทำไทยที่ฟังแล้วรู้สึกดี และเมื่อได้ยินแล้วก็อินเทรนด์
    คิดแล้วน่าจะได้ผลทำให้คนหันมาใช้ชื่อไทยกันมากกว่าเลือก บุญ หรือ คำ นำหน้าชื่อนะนั่นน่ะ.....
    คำหล้า คำมี คำมา บุญมี บุญมา...ชวนให้คิดถึงป้า น้า อา แถวๆ บ้านพิกลแฮะ