Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    6/30/2008

    ตำมะม่วง (วัด)


     

    2 1 
    3 4
    5  8
     

    เมื่อวาน แม่ทำยำมะม่วงให้กิน
    จริงๆ แถวบ้านเรียกว่าตำมะม่วง
    แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เป็นผลผลิตสุดท้าย
    ออกมาในแนวของการยำมะม่วงเสียมากกว่า

    แม่เอามะม่วงมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ
    ดับเปรี้ยวด้วยการเอามาคลุกกับเกลือ
    แล้วคั้นเอาน้ำออก
    นี่คือวิธีการทำให้มะม่วงเปรี้ยวน้อยลง

    หลังจากนั้นก็เอาเครื่องปรุง
    ที่มีทั้งพริกแห้งย่างไฟ
    ขิง เกลือ กระปิ กระเทียม และปลาแห้งย่างไฟ
    ทุกอย่างตำจนละเอียด
    มาคลุกรวมกันกับมะม่วง
    ใส่หัวหอมซอยลงไปคลุกแล้วขยำด้วยมือ
    ใส่น้ำตาลลงไปเล็กน้อย อันเป็นเสร็จสิ้น
    การทำยำมะม่วงในหนนี้
    เราเอามานั่งกินกับผักลวก ทั้งชะอม และผักอีกหลายอย่าง

    จริงๆ ไม่ได้อยากจะเล่าเรื่องของยำมะม่วงที่หรอก
    แต่อยากจะเล่าถึงที่มาของยำมะม่วงมากกว่า

    เรื่องมีอยู่ว่า วันที่ใจเดินทางกลับมาถึงบ้านในค่ำวันแรก
    พี่สาวกับใจเดินออกจากบ้านตอนหนึ่งทุ่ม
    เดินดุ่มๆ ไปท่ามกลางแสงสลัวที่ลอดออกมาจากบ้านหลายหลังในซอย
    โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ตลาดนัดตรงลานกว้าง ตรงศูนย์อุตสาหกรรมหมู่บ้าน
    เมื่อเดินซื้อของที่อยากได้
    เราก็ตรงดิ่งกลับบ้าน
    ระหว่างนั้น พี่สาวก็เอ่ยปากบอกใจว่า
    "พรุ่งนี้ตำมะม่วงกินเนอะ"

    และต่อไปนี้คือบทสนทนาต่อจากนั้นของเราสองคน
    "พ่อไปเอามะม่วงมาใส่ตู้เย็นไว้แล้ว"
    "ซื้อมาเหรอ"
    "ไม่มีขายแล้วมะม่วงตอนนี้ มันหมดไปแล้ว ไม่ใช่ฤดูของมัน"
    "เหรอ แล้วไปเอาไหนมา"
    "วัด"
    "วัดเนี่ยนะ.....??? ไปเอามาได้ยังไง??"
    "ก็มันมีมะม่วงค้างต้นในวัด พ่อเลยไปขอซื้อมาจากหลวงพี่
    แต่เห็นพ่อบอกว่าหลวงพี่ไม่คิดเงิน"
    "แล้วทำไมที่วัดยังมีมะม่วงอยู่ล่ะ"
    "มะม่วงค้างต้นละมั้ง อีกอย่างพระก็คงขึ้นต้นมะม่วงไม่ได้"
    "ใจว่าสงสัยกลัวมดแดงจะเข้าไปในจีวร...."

    พี่สาวหันมามองหน้าแล้วก็ขำ
    ใจก็ขำ หลังจากนั้นเราก็เข้าใจซึ่งกันและกันว่า
    ไม่ควรจะพูดอะไรต่ออีกแล้ว
    ได้ของของวัดมากินฟรี ยังรินินทาพระอีก 555555

    เมื่อวานใจเลยได้กินตำมะม่วง (วัด) สมใจอยาก ....


    ไม่มีไฮโซแถวนี้หรอก ไม่มีภาพพจน์ด้วย จริงใจ และเปิดเผย 5555555

    เรื่องของมันนี่และทำไมผู้หญิงชอบคนเลว?




    2

    เมื่อวานเย็น
    พี่สาวคนโตถามใจว่า

    "ตอนมันนี่มันเล็กๆ ใจได้เลี้ยงมันไหม"

    ใจหันกลับไปหาพี่สาว แล้วก็ตอบกลับไปว่า
    "ไม่ได้เลี้ยงอะไรเลย แต่เคยเจอมันตั้งแต่ตัวเล็กๆ หนนึง อยู่กับมันทั้งวัน
    ที่เหลือก็นั่นแหละ นานๆ กลับมาเจอมันที"

    ใจรู้ว่าทำไมพี่สาวถึงได้ถามใจเช่นนั้น
    หมาพันธุ์หน้าหัก จมูกแฟบ หางม้วน ตัวล่ำอย่างหมาพันธุ์ปั๊ก
    ซึ่งพี่สาวคนกลางเอามาฝากที่บ้านเลี้ยงนานร่วมสองปี
    กำลังแสดงท่าทีที่เกิดข้อกังขาทุกครั้งที่ใจกลับบ้าน
    และการแสดงออกของมันนี่ที่มีต่อใจ
    ทำให้ทุกคนหาคำตอบไม่ได้ว่า "ทำไม?"

    ทำไมมันนี่ถึงตามติดใจ คนที่นานๆ จะเจอหน้ามัน
    คนที่ไม่เคยให้อาหารมันสักครั้ง ไม่ได้มีหน้าที่อาบน้ำให้มัน
    ไม่เคยได้ใช้ชีวิตร่วมกันไม่เคยเป็นห่วงเป็นใยมัน
    นานๆ คิดถึงที ก็ถามหามันทีกับแม่และพี่สาว
    แต่มันคงไม่เข้าใจหรอกว่าเราถามหามัน

    แต่ทุกครั้งที่ใจกลับบ้าน มันนี่จะไม่เคยละสายตาไปจากใจเลย
    มันจะตามใจไปทุกฝีก้าว ไม่ว่าจะกินข้าวก็จะเดินตาม
    นั่งรอหน้าห้องน้ำทุกครั้งที่ใจอาบน้ำ หรือแม้แต่จำธุระหนักและเบา
    เดินตามรอบบ้านหากใจไปเดินถ่ายรูปต้นไม้
    มาขอนอนด้วย และจะไม่ยอมนอนเลย หากใจยังไม่นอน
    หากใจนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ มันนี่ก็จะนอนหมอบอยู่ข้างๆ ตรงเท้าใจเสมอ
    วันนี้ทั้งวัน มันนี่ยังไม่ยอมทานอะไร ยกเว้นนมครึ่งกล่องที่ใจเทใส่จานให้
    ประมาณว่า เอาแต่ตามใจจนไม่ยอมไปทานข้าว หรือแม้แต่ดื่มน้ำ

    นี่คือสิ่งที่หลายคนในบ้านสงสัยว่าทำไมถึงได้เป็นขนาดนี้
    และทุกครั้งที่ใจจะกลับกรุงเทพฯ มันนี่จะน้ำตาคลอ
    เศร้าไปเกือบวัน จนกว่าจะเข้าใจและทำใจได้ว่า ใจจะไม่กลับมาอีกแล้ว...

    เราไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าทำไม
    ใจเคยแอบเล่นมุขกับแม่ว่า อาจจะเพราะใจสวย มันนี่เลยเป็นได้ขนาดนี้ 555
    แต่ทุกคนหลงความเห็นว่า มันอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้น....

    บอกตรงๆ ว่าการกระทำของมันนี่
    ทำให้ใจมองเห็นสัจธรรมอะไรบางอย่างที่เจ็บปวดพอสมควร

    เคยอ่านเรื่องราวจาก forward mail ที่ส่งต่อๆ กันมา
    เรื่องราวของความรักที่เริ่มต้นคำถามที่ว่า

    "ทำไมผู้หญิงถึงชอบผู้ชายเลวมากกว่าผู้ชายดีๆ"

    สงสัยล่ะสิว่ามันเกี่ยวกับเรื่องของมันนี่ยังไง

    งั้นลองลำดับความสำคัญของเรื่อง forward mail ที่ว่ากันก่อน
    เนื้อหาในนั้นมีใจความ ทำการเปรียบเทียบ
    สาเหตุที่ผู้หญิงมักจะชอบผู้ชายเข้าขั้นนิสัยไม่ดี หรือที่เรียกกันง่ายๆ ภาษาชาวบ้านว่า "เลว"
    มากกว่าชอบผู้ชายเรียบร้อย นิสัยดี ไม่หวือหวา
    กับหนังสือสองประเภท

    หนังสือประเภทแรกคือหนังสือสารานุกรม
    เต็มไปด้วยสาระ เนื้อหาความรู้ เมื่อหยิบครั้งใดก็เต็มไปด้วยข้อมูล
    และช่วยเหลือให้เจ้าของได้ประโยชน์จากมันทุกครั้ง
    แต่ตัวหนังสือที่เบียดเสียดแน่นจนตาลายนั้น ทำให้คนอ่านง่วง และน่าเบื่อ
    หนังสือประเภทนี้เราจะหยิบก็ต่อเมื่อจำเป็น
    เราวางมันทิ้งไว้บนชั้น แต่เมื่อต้องการมันเมื่อไร ถึงจะเดินไปหยิบมันมา
    หนังสือแบบนี้เอง ก็เหมือนกับผู้ชายดีๆ สักคนหนึ่ง
    ไม่หวือหวา ไม่วูบวาบ จริงใจ และอยู่ข้างเราเสมอ

    หนังสืออีกหนึ่งเล่มบนชั้น เป็นหนังสือประเภทออกแบบปกสีสันเตะตา
    เห็นเมื่อไรก็อยากหยิบมาอ่านอยู่เรื่อย พลิกๆ ดูรูป ไม่มีเนื้อหาอะไรมากมาย
    ไม่ลายตา อ่านง่าย แต่ว่าไม่มีสาระ และไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการหยิบหนังสือเล่มนั้นเลย
    หลายครั้งเรามักหยิบหนังสือเล่มนี้มา ก็เพราะเบื่อหนังสือเล่มแรก
    หนังสือเล่มนี้ก็เหมือนกับผู้ชายเลวๆ คนหนึ่ง
    วูบวาบ หวือหวา น่าไขว่คว้า แต่ไร้สาระเต็มที่ ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเราได้เลยสักครั้ง

    นี่ล่ะเหตุผลว่า ทำไมผู้หญิงถึงชอบหนังสือเล่มหลัง มากกว่าเล่มแรก
    และก็มักเจ็บปวดกับการหยิบหนังสือผิดอยู่เสมอ....
    กว่าจะรู้ตัว หนังสือเล่มแรกก็ไม่ค่อยจะเหลือให้หยิบสักเท่าไร

    มาถึงเรื่องของมันนี่บ้าง

    ใจว่าใจไม่ได้เป็นคนที่อยู่ข้างมันนี่เสมอ
    แต่เพราะใจหวือหวา  นานๆ มาที ไม่ชินหน้าชินตามันสักเท่าไร
    หรือเพราะสาว สวยกว่าคนที่บ้านก็ไม่รู้ 5555 (อันนี้เข้าข้างตัวเอง)

    ไม่เหมือนกับคนที่บ้านที่ให้นม ให้ข้าว และเป็นห่วงเป็นใยมัน
    แต่มันกลับไม่ใส่ใจ และทิ้งเขาไว้ข้างหลัง มาตามใจเสียแจ
    จนพี่สาวกับแม่แอบค้อนไปหลายหน
    มันเป็นแบบนี้...

    ไม่ต้องถึงกับว่าใจเป็นเหมือนหนังสือเลวหรอก
    แต่อยู่ๆ ดีก็เห็นว่ามันเข้าทำนองนั้น
    เข้าทำนองที่ว่า อะไรที่อยู่ข้างๆ ให้ประโยชน์กับเรา
    เรามักจะไม่เห็นคุณค่า และมองว่ามันเป็นของตาย
    ปล่อยให้เจ็บปวดกับการกระทำอะไรหลายๆ ของเรา
    เรามักจะให้เขามาทีหลัง และให้ความสำคัญกับเขาน้อยกว่าของบางอย่าง
    จนกว่าจะเข้าใจ บางครั้งก็ต้องทำเอาทั้งเขาและเสียใจไปบ้างก็มี

    แต่จนแล้วจนรอด...ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และมันนี่
    ก็ไม่เคยเข้าใจในสิ่งที่ใจกำลังบอก
    เพราะก็เห็นอยู่ว่าหลายคนก็ยังเลือกที่จะหยิบหนังสือเล่มหลัง
    หวือหวา วูบวาบ มากกว่าหนังสือสารานุกรมอยู่ดี.....
    ทั้งๆ ที่รู้ว่าจะเจ็บปวด และทำให้คนอื่นๆ เจ็บปวดได้มากแค่ไหน....

    คิดเอง ช้ำเอง....แง้ว....
    ไม่รู้เอามาเกี่ยวกันได้ยังไง....

    ว่าแล้วใจก็เห็นว่ามันนี่วิ่งไปดูพ่อที่ขับรถมาจอดหน้าบ้าน
    เปิดประตูรั้วเข้ามาในบ้านในช่วงกลางวันแบบนี้
    และมันก็วิ่งกลับมานอนข้างๆ เท้าใจเหมือนเดิม....


    6/29/2008

    ภาพเก่าๆ



     
    6

    วันนี้ใจตื่นแต่เช้า
    ไม่ใช่เพราะว่าอยากจะอินกับบรรยากาศของที่บ้าน
    แต่เป็นเพราะว่ามันนอนแทบจะไม่ได้ทั้งคืน
    ทั้งๆ ที่ฝนตก อากาศเย็นควรจะได้นอนตื่นสาย
    แต่เป็นเพราะเจ้ามันนี่ หมาปั๊ก ทะลึ่งมานอนด้วยข้างๆ ทั้งคืน
    มันไม่ยอมไปนอนกับใครในบ้านสักคน
    หวังแต่จะนอนกับคนแปลกหน้า นานๆ กลับบ้านหนอย่างใจ

    ทุกวันนี้มันนี่น้ำหนักตัวเกือบถึงสิบกิโลกรัม
    คิดดูแล้วกันว่าเวลามันนอนทับ หรือว่าเอาหัวหนุนแขนจะหนักแค่ไหน
    หมาพันธุ์นี้ไม่เพียงแต่ตัวหนัก แต่ยังนอนกรน...ดังลั่นไปทั่ว
    สุดท้ายใจเลยไม่ได้นอนเพราะมันแย่งที่นอนและก็ทำเสียงดังตลอดทั้งคืน

    เอ๋แวะมาหาที่บ้านมือเปล่า
    ขากลับได้เสื้อผ้าในตู้ของพวกเราใส่กระสอบติดมือกลับไปด้วย
    พอเอ๋กลับบ้านเพราะติดสอนพิเศษภาษาจีนให้กับเด็กๆ
    ใจก็ลุกมาทานข้าวเช้าโดยที่ยังไม่ได้แปรงฟันเสียด้วยซ้ำ
    มันดีก็ตรงนี้ ตรงที่เวลากลับบ้านมีคนเอาใจและดูแลเราตลอด
    บางทีก็รู้สึกสบายไป... แต่ว่าคิดไปอีกที นานๆ สบายดีก็ดีเหมือนกันฟะ 555

    ตกบ่ายใจมานั่งรื้อตู้ดูภาพเก่าๆ ในอัลบั้ม
    ที่บ้านมีอัลบั้มรูปเยอะมากๆ
    เยอะจนใช้เวลาเป็นชั่วโมงก็ยังเปิดดูรูปไม่หมด
    อิทธิพลจากการเป็นคนชอบถ่ายรูปจากพ่อและแม่
    ส่งต่อมายังใจได้ไม่มีขาดหายไปเลยสักนิด
    ในบรรดาภาพทั้งหมด ใจพบภาพเก่าๆ ของพ่อและแม่สมัยยังสาวรวมอยู่ในนั้นด้วย

    ตอนที่พลิกดูภาพเก่าๆ ในอัลบั้ม
    มีแม่นั่งถักตุ๊กตาไหมพรมอยู่ข้างๆ ด้วย
    ใจเห็นภาพตัวเองตอนประถม
    ตอนมัธยมที่อ้วนยังกับอึ่งอ่าง จำได้ว่าน้ำหนักตอนนั้นมากถึง 50 กิโลกรัม
    ใจเห็นรูปตัวเองกับผู้ชายที่มาแอบชอบนานถึง 4 ปีเต็ม
    เห็นอัลบั้มรวมภาพกับแฟนเก่า แม้ก็บไว้อย่างดี...ไม่มีหายสักใบ เง้ออออ
    อัลบั้มวันรับปริญญา
    และอัลบั้มของพี่สาว ของแม่ ของพ่ออีกหลายอัลบั้ม 

    ใจหยิบภาพสองใบขึ้นมา..มันเป็นภาพของพ่อที่อยู่ในความทรงของลูกสาวทั้งหมดเสมอ
    วันก่อนใจเพิ่งคุยกันเรื่องภาพใบนี้กับพี่สาวคนกลาง
    พูดถึงภาพของพ่อวัยหนุ่มที่ไปทำเป็นภาพซ้อนสีขาวดำมันแปลกตาดี

    1

    ไม่รู้นึกเอะใจอย่างไร
    ใจพลิกดูด้านหลังของภาพทั้งสองใบ
    และก็พบข้อความที่เขียนด้วยลายมือของพ่อด้วยใจความที่ใกล้เคียงกันว่า

    "ผมขอมอบภาพใบนี้ให้แด่คุณจิ๋น เพื่อกันลืม เพราะอยู่ห่างกัน รอผมก่อนนะครับคุณ
    จากสงวน
    ..ภาพนี้เป็นภาพของผมทั้งสองภาพเลย เป็นไงฮะ หน้าแปลกไหมครับ"

    2

    ภาพที่ว่าเป็นภาพที่พ่อมีสองคนใบภาพใบเดียวกัน
    อนุมานว่าสมัยนั้นคงมีการทำภาพซ้อนได้แล้ว

    อีกภาพมีข้อความด้านหลังว่า

    "ผมขอมอบภาพใบนี้ให้แก่คุณสุจินไว้ดูเล่นเมื่อยามคิดถึง เพราะอยู่ห่างกัน
    จากสงวน วันที่ 7 มค. 2512 ถ่ายที่อำเภอเชียงดาว จ.เชียงใหม่"

    ใจร้องเสียงหลง รีบเรียกพี่สาวคนโตมาดูข้อความที่ว่า
    หันไปมองหน้าแม่พร้อมกับพูดว่า

    "มีแบบนี้ด้วยเหรอแม่"
    แม่ตอบกลับมาพร้อมกับหัวเราะปนเขินๆว่า
    "พ่อเขาฝากลุงผู้ชายที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันกับแม่มาให้สมัยไปเรียนขับรถที่เชียงใหม่"
    ใจจำได้ว่าลุงคนนั้นอยู่บ้านตรงกันข้ามกับใจเมื่อครั้งยังอยู่หมู่บ้านเก่า

    นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นข้อความนี้
    ทั้งๆ ที่ภาพใบนี้มีให้เห็นมาตั้งแต่ใจเกิด
    แถมภาพยังถ่ายก่อนใจเกิดตั้ง 8 ปี
    นี่คือความสุขอย่างหนึ่งที่จะเจอได้บ้าน
    การค้นภาพเก่าๆ มานั่งเปิดดู
    คือสิ่งที่หนึ่งที่ใจทำทุกครั้งที่ได้กลับบ้าน
    และแทบทุกครั้งจะเจออะไรแปลกๆ อยู่ในนั้นเสมอ

    ใจดึงภาพออกมา แล้วบอกกับแม่ว่าจะเอาไปขยายแล้วใส่กรอบให้
    เป็นที่ระลึกที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นความรักที่เกิดขึ้นของแม่ทั้งพ่อ
    ใจดึงภาพอีกหลายใบกะว่าจะเอาติดมือกลับไปกรุงเทพฯ ด้วย

    ก่อนเก็บอัลบั้มเข้าตู้
    ใจถามหาใบเกรดเฉลี่ยตั้งแต่ประถมว่าแม่เก็บไว้ไหม
    แม่บอกว่าแม่เคยเก็บไว้แต่ยังหาที่เก็บไม่ได้ว่าอยู่ตรงไหนของบ้าน
    แต่ใบเกรดของมัธยมทุกชั้นปี
    และใบประจำตัวสอบเอนเทรานซ์แม่ยังเก็บไว้ให้ทุกชิ้น

    ที่บ้านมักจะมีอะไรแบบนี้ให้ได้พบเจอเสมอ
    ที่นี่มักมีความทรงจำเก่าๆ ให้เราได้ขุดคุ้ยตลอด

    ใจไม่อยากจะบอกด้วยว่า
    ตัวเองหัวเราะจนตัวงอแค่ไหน
    เมื่อไปนั่งเปิดดูเฟรนด์ชิพสองเล่มทั้งม.ต้นและม.ปลาย
    นึกอุตริคิดว่ามีเบอร์โทรฯ รุ่นน้องที่เคยแอบชอบอยู่ในนั้นด้วย
    นึกในใจ แอบเอาเบอร์ไปโทรฯ หาตอนนี้เขาจะยังอยู่ดีไหมนะเนี่ย

    แต่พิจารณาแล้วคงไม่เหมาะ
    เคยเห็นไตเติ้ลหนังที่กำลังจะเข้าโรงเร็วๆ นี้บอกว่า
    "พิสูจน์รักในวันที่ยังมีโอกาส"
    ตอนนี้คงหมดโอกาสไปแล้วล่ะ...ปล่อยให้มันผ่านไปละกัน

    ว่าแล้วเสียงแม่พูดออกมาจากห้องนอนของแม่ว่า
    "แม่หาแล้วไม่เจอ ไม่รู้มันอยู่ไหน"
    ไม่นึกว่าที่แม่เงียบหายไปเวลานี้จะหายไปหาสมุดพกตอนประถมของใจ

    แม่เดินออกจากห้องนอน
    ในมือเดินถือเอาใบประกาศนียบัตรที่แสดงว่าใจสอบได้ตามหลักสูตร..
    งงล่ะสิ...มีกันทุกคนแหละ
    มันเป็นใบที่บอกว่าเราสอบจบชั้นประถม ชั้นมัธยม ยังไงล่ะ
    ไม่ได้บอกว่าเราจบแล้วนะ แต่บอกว่าเราสอบได้หลักสูตรนี้แล้วต่างหาก
    เออ เพิ่งเคยสังเกต แปลกดี....

    6/28/2008

    กลับบ้าน



    home

    ใจเพิ่งกลับมาถึงที่บ้านเกิดของใจเมื่อช่วงหัวค่ำ
    หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาของการเดินทางมาด้วยเครื่องบิน
    ให้พ่อแม่ไปรับที่สนามบิน แวะไปกินเอ็มเคสุกี้หม้อใหญ่ในบิ๊กซี แห่งเดียวของจังหวัด
    ซื้อของเข้าบ้าน และใช้เวลาขับรถจากตัวเมืองมาที่บ้านนานร่วม 2 ชั่วโมง

    เมื่อแรกเจอหน้าพ่อกับแม่ที่สนามบิน
    ใจน้ำตาแทบไหล
    แม่ถามใจว่า กี่เดือนแล้วที่ใจไม่ได้กลับบ้าน
    หากนับไม่ผิดก็ร่วม 6 เดือนเข้าไปแล้ว
    ถือว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องห่างจากบ้านนานที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา
    ภาระอะไรหลายๆ อย่าง
    ทำให้ใจเอ่ยปากกับแม่ว่า
    จนกว่ามันจะคลี่คลายใจจะยังไม่กลับบ้านในสภาพก่อนหน้านี้
    โชคดีที่ทางออกบางอย่างไม่ได้มาในเวลาที่ยาวนานกว่านี้
    และดูเหมือนเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นกับใจเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
    ช่างประจวบเหมาะทำให้การกลับบ้านในครั้งนี้ของใจมีความหมายมากยิ่งขึ้น

    "บ้าน" ที่มีพ่อแม่ และพี่สาว คงจะเป็นที่ที่มีความรักให้กับใจโดยไม่มีเงื่อนไข
    ไม่เจ็บช้ำ น้ำตาไม่ไหล ไม่เจ็บปวดยาวนาน และร้าวรานจนไม่สามารถจะทำอะไรได้
    ที่นี่มีแต่คนที่คอยถามว่า เหนื่อยไหม ผอมไปนะ พรุ่งนี้เช้าจะทานอะไร
    งานหนักไหม อดทนหน่อยนะ มีแต่คำถามที่แสดงออกด้วยความเป็นห่วงเป็นใยตลอดเวลา

    ระหว่างทางที่เรามุ่งหน้ากลับบ้าน
    ถนนว่างเปล่า นานๆ จะมีรถยนต์สักคันสวนทางมา
    บางระยะเราจะเห็นเพียงเด็กปั่นจักรยานไปมา
    เห็นหมาวิ่งอยู่ข้างถนน
    เห็นคนขับมอเตอร์ไซด์ไปอย่างช้าๆ

    จริงๆ แล้วใจว่ามันเป็นเรื่องไม่แปลกอะไรเลยสำหรับทางหลวงหลัก
    ที่มุ่งหน้าไปยังอำเภอชายแดนติดแม่น้ำโขงของเรา
    หากแม่กับพ่อไม่ลงความเห็นสำทับว่า
    อาจจะเป็นเพราะน้ำมันแพงด้วยกระมัง ทำให้รถราวิ่งขวักไขว่กันน้อยลง
    หนหนึ่งเราทั้งหมดมองไปยังปั๊มน้ำมันที่อยู่ข้างทาง
    ป้ายบอกราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่นี่ราคาลิตรละ 44.90 บาท
    พ่อบอกว่าราคาน้ำมันแต่ละจุดแพงไม่เท่ากัน
    บนผาตั้งและภูชี้ฟ้าซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเราไปอีก ราคาแพงถึงลิตรละ 50 บาทไปแล้ว

    นี่คือที่มาของท้องถนนที่รถราแทบจะไม่มีให้เห็น
    รถของเราเลยวิ่งฉิวมาเรื่อยๆ
    ถึงขนาดที่พี่สาวทักพ่อว่า

    "ขากลับมันเร็วกว่าขามาเยอะเลยนะพ่อ"

    พ่อเปิดกระจกรถรับลมให้เข้ามา
    ฝนเพิ่งหยุดตก อากาศเลยชื้นๆ
    แอร์ในรถยนต์พ่อเสียมาหลายวัน
    ยังไม่ทันได้ซ่อม ใจก็ดันมากลับบ้านตรงกับเวลาที่มันเสียพอดิบพอดี
    แต่อากาศเย็นๆ แบบนี้ จะพึ่งแอร์ก็คงจะเสียดายบรรยายกาศรอบข้างเป็นแน่

    ระหว่างที่ลมพัดกระพือเข้ามา
    เราต่างสนทนากันถึงเรื่องมากมาย
    หลายเรื่องวนอยู่ถึงอดีตของครอบครัวที่เต็มไปด้วยความสุขความทุกข์

    ใจถามพ่อในเรื่องที่ใจเคยสงสัยมานาน
    "พ่อจำกระต่ายสองตัวที่พ่อเอามาให้ใจตอนเด็กๆ ได้ไหม พ่อไปเอามาจากไหน"
    พ่อตอบกลับมาหลังจากนิ่งไปสักพัก
    "จำไม่ได้แล้วล่ะ ไปเอามาจากไหนก็ไม่รู้"
    ใจได้คำตอบแล้วล่ะ เลยไม่ได้ถามอะไรต่อจากนั้น

    เราคุยกันถึงเรื่องงานอดิเรกของพ่อที่เป็นเรื่องขำประจำบ้านและเราไม่เคยลืม
    หนนึงพ่อลงทุนขุดบ่อขนาดใหญ่หน้าบ้านไม้มะค่าสีแดงเถือกที่บ้านเกิดของใจ
    ลงทุนกว้านซื้อกบตัวยักษ์มาใส่บ่อ
    เอาผักบุ้งลงไปกลบ ตั้งใจเลี้ยงกบในบ่อเอาไว้ขายและไว้ชม
    ชาวบ้านหลายคนเดินมาดูบ่อหน้าบ้านแล้วก็ทำยังกับมันเป็นสวนสัตว์เปิด
    วันหนึ่งพ่อพบว่าจำนวนของกบมันลดลง
    และแล้วก็พบว่ามีรูเกิดขึ้นข้างบ่อ พอที่ตัวกบจะมุดหายไป
    สุดท้ายอาชีพเลี้ยงกบของพ่อเลยได้ชะงักลง
    เพราะกบมุดดินหายไปซะเกือบเกลี้ยงบ่อ
    ใจจำไม่ได้แล้วว่าพ่อทำยังไงกับกบที่เหลือ
    แต่จำได้ว่าพ่อเอาดินมากลบบ่อและกลายเป็นที่โล่งหน้าบ้านในเวลาต่อมา....

    ใจนั่งมองไปข้างนอกกระจกรถยนต์ของพ่อ
    คิดย้อนกลับไปว่า หลายเดือนก่อนหน้านี้ใจต้องเจอกับอะไรบ้างในชีวิต

    หลายๆ อย่างที่ใจได้เจอที่กรุงเทพฯ
    มันบั่นทอนความเป็นตัวตนของใจไปเสียมาก
    ใจยอมรับว่า บางสถานการณ์มันกดดันให้ใจต้องเป็นคนไม่ดีไปบ้าง
    ทั้งๆ ที่ไม่อยากทำ ทั้งๆ ที่รู้ว่าผลลัพธ์ของการกระทำครั้งนั้นมันจะออกมาอย่างไร
    แต่สุดท้ายใจก็ยังเลือกจะทำ...
    มาถึงเวลานี้ต่อให้ใจเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไปมากแค่ไหน
    มันก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรให้ดีขึ้นเลย
    การกลับบ้านครั้งนี้จึงมีความหมายกับใจไม่น้อย

    ในวันที่ใจกำลังคิดว่าตัวเองกำลังลืมความเป็นตัวเองมากแค่ไหน
    "บ้าน" น่าจะเป็นที่ที่ช่วยดึงใจกลับมายังจุดเดิมได้ดีไม่น้อย
    ใจหวังว่าใจจะได้เห็นตัวตนของตัวเองที่เคยเป็นก่อนหน้านี้
    ได้เห็นว่าตัวเองมาจากตรงไหน จุดเริ่มต้น รากเหง้าและจิตใจที่แท้จริง
    ใจอยากจะมองเห็นเงาของตัวเองในเวลาก่อนหน้านี้
    อยากจะให้จิตใจในส่วนลึกที่ดีๆ ที่เคยมีกลับคืนมา
    อย่างน้อยก็ให้มันกลับมาในที่ๆ ที่มันควรจะอยู่

    หากจะเป็นไปได้....ใจขอใช้พื้นที่เล็กๆ ที่นี่
    ขอโทษกับทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกเหตุการณ์ที่ใจได้ทำผิดพลั้งไป ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม
    กับทุกคนที่ใจทำไม่ดีด้วย ไม่ว่าจะการกระทำหรือคำพูด
    ให้อภัยกับใจ อโหสิกรรมให้กับใจด้วยนะคะ

    หลายวันนับจากนี้....
    ใจคงจะมีเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นที่นี่มาเล่าให้ฟัง
    ใจอยากจะให้เห็นว่า สังคมที่น่าอยู่สุดคือ "บ้าน"
    บ้านที่จะช่วยยกระดับจิตใจของใจให้ดียิ่งขึ้นด้วยนับจากนี้....

    และที่บ้านใจมีอะไรให้ทำบ้าง...ใจจะมาเล่าให้ฟังเรื่อย ๆ นะคะ

    ของที่เธอไม่รัก



     

     


    เนื้อเพลง: ของที่เธอไม่รัก
    อ๊อฟ ปองศักดิ์ รัตนพงษ์
    อัลบั้ม: Offering Love

    ของที่เธอไม่ได้รัก สักพักเธอคงจะขว้างทิ้ง
    ต่างจากสิ่งที่รักจริง เธอกลับทิ้งไม่ลง

    ของบางอย่างที่เธอรัก แม้จะนานสักเพียงไหน
    เก่าจนแทบดูไม่ได้ เธอก็ยังชื่นชม
    ของที่เธอไม่ได้รัก สักพักเธอคงจะขว้างทิ้ง
    ต่างจากสิ่งที่รักจริง เธอกลับทิ้งไม่ลง

    เธอยังคงไม่ลืมเขา เขาที่เธอนั้นฝังใจ
    แม้จะนานสักเท่าไร ก็ยังคิดถึงเรื่อยมา
    เธอก็คงจะเลือกเขา ถ้าเขาจะกลับมาหา
    และฉันก็รู้ว่า ฉันต้องไปอยู่ดี

    นึกหรือว่าจะไม่รู้ นึกหรือว่าจะไม่เห็น
    รูปเก่าๆพร้อมลายเซ็น คนที่เธอมีใจ
    ฉันที่อยู่ข้างๆเธอ แทบเป็นเงาข้างๆกาย
    แต่ลึกๆของหัวใจ ไม่ได้อยู่ในสายตา

    เธอยังคงไม่ลืมเขา เขาที่เธอนั้นฝังใจ
    แม้จะนานสักเท่าไร ก็ยังคิดถึงเรื่อยมา
    เธอก็คงจะเลือกเขา ถ้าเขาจะกลับมาหา
    และฉันก็รู้ว่า ฉันต้องไปอยู่ดี

    และฉันก็รู้ว่า ต้องเสียน้ำตาอยู่แล้ว

    ฉันไม่ใช่ตัวจริง


    ++++++++++++++

    6/27/2008

    เรื่องของน้องโอม



    น้องเอ้ แวะมาไหว้วานให้ใจช่วยเหลือกัน
    ด้วยการส่งต่อเรื่องของน้องโอมให้กับเพื่อนๆ ที่ใจรู้จัก
    ใจไม่ถนัดส่งอีเมล์มากนัก
    ไม่ใช่คนที่เข้าไปอีเมล์และส่งต่อให้ใครต่อใครบ่อยนัก
    สิ่งที่พอจะช่วยเหลือสิ่งที่เอ้ต้องการได้
    ก็คงเห็นจะมีแต่ทางนี้

    ใจได้แต่หวังว่าใครที่แวะเวียนเข้ามาที่ space ของใจ
    จะได้อ่านเรื่องราวของน้องโอมที่กำลังรอคอยกำลังใจและน้ำใจจากเพื่อนร่วมสังคมอย่างเราๆ

    ข้อความบางส่วนจาก
     
    http://ohmmelas.multiply.com/ 

    ระบุว่า

    รู้จักน้องโอมเมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา เพราะคุณพ่อ คุณแม่น้องโอมมาขอความช่วยเหลือ
    เนื่องจากน้องโอมป่วยด้วยอาการของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงและสมองตาย
    น้องโอมขณะนั้นอายุ 1 ปี 5 เดือน เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้
    ตอนแรกแพทย์สันนิษฐานว่าป่วยเป็น MELAS Syndrome
    ท่านที่ต้องการช่วยเหลือน้องโอมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษา

    สามารถโอนเงินช่วยเหลือได้ที่ ชื่อบัญชี : เด็กชายกันตพัฒน์ วงค์หนายโกด
    เลขที่บัญชี : 860-0-05897-1 /
    บัญชีสะสมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาย่อยอาคารซิลลิค เฮาส์

    จริงๆ น้อยครั้งมากที่ใจจะส่งต่อเรื่องนี้ไปให้คนอื่นๆ
    นั่นเพราะเกรงว่าจะเป็นเรื่องหลอกบ้าง อย่างที่กระแสข่าวบางกระแสเคยประโคมข่าวออกมา
    แต่เมื่อสอบถามน้องเอ้แล้ว ก็พบว่าเป็นเรื่องจริง
    ซึ่งเพื่อนของน้องเอ้เพิ่งจะไปเยี่ยมน้องเอ้ที่โรงพยาบาลมาด้วยตนเองค่ะ

    แวะไปอ่านเรื่องราวได้เพิ่มเติมอีกที่
    http://www.lovingcorner.com/diary/ 

    ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกความช่วยเหลือค่ะ
    ขอให้ผลบุญส่งกลับให้ทุกคนมีความสุขค่ะ

    ใจ
     


     
    6/26/2008

    คิดบวก ชีวิตบวก




    เห็นข้อความพวกนี้ในอีเมล์ Fw. มานาน
    แต่ไม่เคยรู้ว่าเป็นของท่าน ว.วชิรเมธี
    จนกระทั่งวันนี้เห็น space ของพี่เปิ้ลอัพเดต
    ใจเลยแวะเข้าไปมองหาอะไรอ่านในนั้น

    ปรากฎว่าพี่เปิ้ลเอาข้อความเหล่านี้มาแปะ
    และบอกด้วยว่าเป็นข้อความจาก ท่าน ว.วชิรเมธี

    ใจเลยขออนุญาตเอามาแปะบ้าง
    อ่านแล้วมันให้ความหมายอะไรบางอย่างได้ชัดเจนดี....
    ช่วงเวลาแบบนี้แหละ
    อ่านข้อความให้กำลังใจ
    จะช่วยปลุกหัวใจตัวเองให้ตื่นได้ดียิ่งนัก....



    คิดบวก ชีวิตบวก 
    โดยท่าน ว.วชิรเมธี

    เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า
    นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ

    เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า
    นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ

    เวลาเจอความทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า
    นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต

    เวลาเจอนายจอมละเมียด ให้บอกตัวเองว่า
    นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ (Perfectionist)

    เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า
    นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ

    เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า
    นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย

    เวลาเจอความผิดหวัง ให้บอกตัวเองว่า
    นี่คือวิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต

    เวลาเจอความป่วยไข้ ให้บอกตัวเองว่า
    นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี

    เวลาเจอความพลัดพราก ให้บอกตัวเองว่า
    นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง

    เวลาเจอลูกหัวดื้อ ให้บอกตัวเองว่า
    นี่คือโอกาสทองของการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง

    เวลาเจอแฟนทิ้ง ให้บอกตัวเองว่า
    นี่คือความเป็นอนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ

    เวลาเจอคนที่ใช่แต่เขามีคู่แล้ว ให้บอกตัวเองว่า
    นี่คือประจักษ์พยานว่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง

    เวลาเจอภาวะหลุดจากอำนาจ ให้บอกตัวเองว่า
    นี่คือความอนัตตาของชีวิตและสรรพสิ่ง

    เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน ให้บอกตัวเองว่า
    นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม

    เวลาเจอคนเลว ให้บอกตัวเองว่า
    นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์

    เวลาเจออุบัติเหตุ ให้บอกตัวเองว่า
    นี่คือคำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด

    เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง ให้บอกตัวเองว่า
    นี่คือบททดสอบว่าที่ว่า “มารไม่มี  บารมีไม่เกิด”

    เวลาเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า
    นี่คือบทพิสูจน์สัจธรรม “ในวิกฤตย่อมมีโอกาส”

    เวลาเจอความจน ให้บอกตัวเองว่า
    นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต

    เวลาเจอความตาย ให้บอกตัวเองว่า
    นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์


    อ้ะ...ไหนๆ ก็ไหนแระ
    ใจเอาข้อความของท่านพุทธทาสมาแปะไว้อีกอันละกัน
    เตือนใจตัวเอง...

     dhama

    สาธุ.......อโหสิกรรม อโหสิกรรม

    ภาพของใจ



    มีรุ่นพี่ที่ใจไม่ได้ติดต่อเสียนาน
    ทักใจในบ่ายวันหนึ่งของการสนทนาเมื่อปีกลายว่า

    "ใครถ่ายรูปให้แกไอเขียวศักดิ์"
    หลังจากพิจารณาภาพใน space ของใจนานร่วมปี
    สุดท้ายเขาเลยยิงคำถามกลับมาด้วยความสงสัยอะไรบางอย่าง

    ใจถามย้อนกลับไปว่า
    "ทำไมเหรอพี่ มันผิดปกติตรงไหน"

    "ชั้นกำลังคิดว่าแววตาของแกที่มองลอดไปหาคนถ่าย
    ...มันต้องเป็นคนพิเศษ แกถึงจะมองแบบนั้นได้"

    นี่คือคำตอบที่ใจได้กลับมาในบ่ายวันนั้น
    และเป็นผลให้ใจกลับไปค้นภาพทุกภาพที่มีอยู่ในมือ
    เพื่อมองภาพที่เคยเก็บเอาไว้ว่า...มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ???

    นานเท่าไรแล้ว ที่ใจไม่สามารถมองผ่านเลนส์ของใคร
    แล้วทำให้คนที่มองภาพนั้นแล้วรู้สึกว่า...
    ใจมองคนถ่ายด้วยสายตาและความรู้สึกอีกรูปแบบหนึ่ง

    มันเป็นเพราะอะไร??

    จริงๆ คำตอบไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก
    นั่นเป็นเพราะใจยังไม่ค้นพบใครบางคนที่ทำให้ใจรู้สึกว่า

    เมื่อใจมองไปที่เขาแล้ว
    เขาจะมองผ่านเลนส์นั้นกลับมาที่ใจ และมองใจเพียงคนเดียว
    ใจยังไม่ค้นพบใครคนนั้น ที่ทำให้รู้สึกแบบเดียวกัน....
    มันยากก็ตรงที่...บางครั้งเราก็ได้แต่มองข้างเดียว
    หรือไม่ ต่อให้จ้องไปตรงๆ เขาก็มองผ่านตัวเราไปเห็นคนที่อยู่ถัดไปได้ชัดเจนกว่า

    ใจยิ้มไม่ได้อย่างบริสุทธิ์ใจ จนใครหลายคนทัก ยิ้มแล้วเหมือนคนไม่มีสติ
    ใครหลายคนยังบอกว่าเหมือนกำลังฝืนใจ...มันไม่ช่วยอะไรเลย...

    มันเป็นแบบนั้นมาเสียนาน จนเจ้าตัวอย่างใจเองก็ลืมคิดว่าผ่านมานานเท่าไร
    ตั้งแต่วันที่ความรัก...เดินจากไป...ในวันนั้น
    จนถึงวันนี้ แม้จะอยากมองลอดผ่านเลนส์เพื่อมองไปหาอีกคนด้วยสายตาก่อนหน้า

    แต่ว่าความเจ็บปวดบางอย่างก็ทำให้...สายตาที่มองออกไปเป็นอีกแบบ
    ทั้งๆ ที่ปรารถนา แต่บางครั้ง เพราะเขาปิดตาข้างหนึ่งเอาไว้
    ใจจึงมองไปเห็นท่าทางของการปิดตานั้นเอาไว้
    และส่งผลกับสายตาที่ใจมองไปยังเขาในทันที.....
    แม้อยากจะมองเขาด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความรู้สึกข้างในที่มีต่อเขามากมายเพียงไหน
    สุดท้ายเขาก็มองใจด้วยตาเพียงข้างเดียว...อยู่เสมอ...เจ็บปวดจนเกินไป

    บางทีมองภาพตัวเองแล้วก็เห็นอะไรหลายๆ อย่างในนั้น
    มันเห็นความเจ็บปวด ความเศร้า และความเหงา
    บางครั้งภาพจะบอกได้ว่าอารมณ์นั้นใจกำลังเป็นเช่นไร

    ไม่ต้องสงสัยกับภาพที่ใจให้เอม ช่างภาพที่ออฟฟิศถ่ายให้ใจ เมื่อวันสองวันก่อนหน้านี้
    ไม่ต้องคิดอะไรมาก....ก็จะรู้ได้ทันทีว่า...ภาพของใจนั้นกำลังบอกอะไร...




     jai

    สะท้อน01

    Aha 01

     Aha 5-1 



     jajai13



    jai8


    jai7

      
    ไม่ต้องบอก ก็รู้อยู่ใช่ไหม ว่าใจกำลังรู้สึกอย่างไร....ในช่วงเวลานี้


    6/25/2008

    ภาพของ Yann Arthus-Bertrand




    yann11
     
    ภาพส่วนหนึ่งที่จัดแสดงในนิทรรศการ Earth From Above: An Aerial Portrait of Our Planet.
    Towards a Sustainable Development นำมาจากเว็บไซต์ http://www.yannarthusbertrand.org



    ตั้งแต่เมื่อปี 2542 ปีแรกที่เริ่มทำงานประจำหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย
    ใจมีโอกาสได้ใช้กล้องดิจิตอลของสำนักงานที่สั่งซื้อมาให้ใช้ถ่ายภาพงานสัมมนา
    หรือแม้แต่เวลาออกไปทำงานนอกสถานที่

    กล้องไม่ถึงสองล้านพิกเซลราคาเกินครึ่งแสน
    ถูกใจจับจองเอาไว้กับตัว เอาออกไปทดลองถ่ายภาพเล่นอยู่เสมอ
    ตอนนั้นยอมรับว่าตื่นเต้นกับเทคโนโลยีใหม่เอี่ยมนี้
    เคยแต่ต้องใช้กล้องฟิล์มที่ใครๆ ก็ว่ามันปัญญาอ่อน (ไม่รู้ทำไมไปว่ามัน)
    และต้องรอให้ฟิล์มหมดม้วน ถึงจะเอาไปล้างและมานั่งดูภาพ
    แต่ตอนนี้กล้องราคาแพง เห็นภาพผ่านหน้าจอได้เลย
    ไม่ชอบรูปใหม่ก็ลบแล้วถ่ายซ่อม

    เพียงแต่ข้อจำกัดของกล้องยุคนั้นก็เห็นจะเป็น
    การที่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการใช้แบตเตอรี่แบบ AA สี่ก้อน
    แถมยังกินแบตเตอรี่เสียจนน่าเบื่อหน่าย
    ต้องพกแบตเตอรี่ซึ่งแพงหูฉี่ติดตัวไปด้วยเสมอ
    แถมหน่วยความจำก็ให้เราสามารถเก็บภาพได้ไม่กี่ MB
    อย่าว่าแต่ GB เลย เอาให้ผ่านขั้นของ MB ไปเสียก่อนเถอะ

    ก่อนมีโอกาสได้ใช้กล้องดิจิตอลของคาสิโอ
    กล้องสองล้านพิกเซล ราคาตั้งสามหมื่นกว่าบาท
    และกล้องโซนี่ F717 กล้องฉลาดของโซนี่ราคาเกือบสี่หมื่นบาท
    และมาโผล่ที่กล้องตัวเล็กอย่าง Fuji Z2
    จนกระทั่งตอนนี้มี G9 อยู่ในกระเป๋าด้วย

    ถ่ายภาพแบบเด็กๆ ฝีมืออ่อนๆ ตามประสาคนธรรมดามาตั้งหลายปี
    จนป่านนี้ก็ยังถ่ายรูปไม่ดีขึ้นเลยแม้แต่นิด
    แต่ก็ยังไม่เลิกนั่งดูรูปของคนอื่นอยู่แทบทุกวัน
    เขาว่าการนั่งดูภาพบ่อยๆ จะช่วยให้เขาเคยชินกับมุมมองอื่นๆ บ้าง
    แต่ทั้งภาพของตัวเองและภาพทั้งหมดที่เคยนั่งดูมา
    ไม่เคยมีอิทธิพลกับจิตใจของใจได้มากเท่ากับคนๆ นี้เลย......

    เมื่อเดือนที่แล้ว มีคนเอาข่าวมาบอกว่า
    จะมีนิทรรศการแสดงภาพถ่ายงามๆ ที่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์และให้ใจรอ
    หลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน พี่โอ ก็ไปถ่ายภาพงานแถลงข่าวนิทรรศการที่ว่านี่มา
    และก็ส่ง link ของเว็บไซต์ช่างภาพคนดังกล่าวมาให้ใจดู
    จริง ๆใจแอบไปดูมาก่อนที่พี่โอส่งมาก่อนหน้านั้นไม่กี่วันเอง

    http://www.yannarthusbertrand.com/ และ http://www.yannarthusbertrand.org/

    คือชื่อเว็บไซต์ที่ว่า ทั้งหมดเป็นผลงานภาพของ
    Yann Arthus-Bertrand (ญานน์ อารฺตุส-แบรฺทรองด์)
    ซึ่งกำลังมีผลงานนำเสนอในงานแสดงนิทรรศการลานน้ำพุ
    ด้านหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน จนถึง 9 กันยายนนี้
    รวมทั้งสิ้น 99 วันเต็ม

    yann1

    ใจตั้งท่าจะไปหลายวัน จนกระทั่งเมื่อวันก่อน
    ทั้งๆ ที่เจ็บขาแต่ก็ยังอุตส่าห์ไปเดินวนอยู่แถวๆ นั้นนานเกิน 1 ชั่วโมง
    หากไม่ติดเจ็บขาเพราะยืนลงน้ำหนักที่เท้านาน ก็คิดว่าน่าจะอยู่ได้นานกว่านี้
    แต่ไม่เป็นไร เอาไว้ไปอีกรอบก็ยังได้

    ผลงานของ Yann Arthus-Bertrand ซึ่งนำมาจัดแสดงในเมืองไทยใช้ชื่อว่า
    The Earth From Above:สาสน์สำรวจสภาวะโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
    (Earth From Above: An Aerial Portrait of Our Planet. Towards
    a Sustainable Development)

    ว่ากันว่า "Earth from Above"  เป็นปรากฎการณ์ทางวัฒนธรรมระดับโลก
    มีคนเคยชมผลงานนี้มาแล้วมากกว่า 120 ล้านคน จาก 110 เมืองทั่วโลก
    เคยจัดแสดงครั้งแรกตามแนวรั้วของสวน Luxembourg กรุงปารีส เมื่อปี 2543
    และไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่  "Earth from Above"   นั้นวนมาจัดแสดงให้ชม
    บอกตรงๆ ว่า ก็มีของดีมาวางอยู่ตรงหน้า
    มีเหตุผลอะไรที่คนรักการดูภาพจะไม่ตรงดิ่งไปดูงานนิทรรศการนี้??

    theme ของนิทรรศการภาพถ่ายนี้ค่อนข้างชัดเจน
    ช่างภาพชาวฝรั่งเศสรายนี้ถ่ายภาพจากมุมสูงหรือถ่ายภาพทางอากาศ
    เพื่อต้องการการส่งสารว่าโลกต้องการการพัฒนาอย่างยั่งยืน
    หาใช่แต่เพียงใช้แล้วทิ้งไป ปล่อยปละละเลย
    ดังนั้นภาพจึงไม่เพียงแต่ออกมาจากมุมบน
    ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนคนดูอยู่ในมุมสูงแล้วมองสู่เบื้องล่างเท่านั้น

    yann5


    yann7


    yann10

    แต่ยังเป็นภาพที่อยู่ใจข่ายของการสำรวจภาวะของโลกในหลายๆ ประเทศ
    ภาพที่ถ่ายจากทางอากาศ ทั้งเฮลิคอปเตอร์ หรือแม้แต่บอลลูน
    บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกว่ากำลังไปในทิศทางใด

    ใจเริ่มเดินจากภาพแรก วนมาดูด้านหลังอีกฝั่งหนึ่ง
    กลับไปดูภาพที่แถวใหม่ วนกลับมาดูด้านหลัง
    ทำอย่างนั้น โดยใช้เวลามองภาพนานกว่าที่เคยเป็น
    ยืนอ่านข้อมูลที่ประกอบภาพด้วยความทึ่ง
    ไม่เพียงแต่เขาต้องถ่ายภาพให้สื่อความหมาย
    แต่เขายังต้องทำการบ้านกับสถานที่ที่เขาถ่ายภาพมานั้นค่อนข้างมาก
    ข้อมูลที่บอกว่าภาพนั้นคือที่ไหน และกำลังเป็นอย่างไร เปลี่ยนแปลงอย่างไร
    ทำให้เห็นได้ว่า โลกของเรากำลังประสบปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง
    เห็นแล้วก็สะท้อนจิตใจตัวเอง.....มันต้องแบบนี้สิ....

    yann9

    มีไม่น้อยที่ช่างภาพหันเหอาชีพมาเป็นนักข่าวในตัว
    นั่นเพราะความเชี่ยวชาญในการถ่ายภาพ การเดินทางและประสบการณ์ที่จำเพาะเจาะจงเหนือชั้นกว่าใคร
    Yann Arthus-Bertrand ก็เป็นแบบนั้น

    เคยอ่านข้อมูลของเขาจากเอกสารหลายแหล่ง
    เขาว่าภาพถ่ายทางอากาศของเขาเป็นผลแห่งความพากเพียรของการออกสำรวจตั้งแต่ปี 2533
    ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นความหลากหลายทางธรรมชาติและสีสันแห่งชีวิตเท่านั้น
    แต่ยังบ่งบอกถึงรอยประทับของมนุษย์และการล่วงละเมิดต่อสิ่งแวดล้อม
    รูปทั้งหมดถ่ายจากความสูงระหว่าง 30-3,000 เมตร
    ใช้ชั่วโมงบินรวมทั้งหมด 4,000 ชั่วโมง

    yann8

    มาถึงตอนนี้ก็อดไม่ได้ที่จะบอกว่า
    อยากให้ไปดูภาพกัน
    ภาพใหญ่เต็มตา มีมากมายถึง 120 ภาพ แต่กลับเดินชมแบบไม่รู้สึกเบื่อเลย
    จะเบื่อก็ตรงเสียงของคนพากย์ที่มักจะมาเป็นคู่ๆ
    ไม่ดูกันเงียบๆ แต่ยังวิจารณ์เผื่อแผ่คนข้างๆ เท่านั้นเอง (แอบบ่น)
    ติดๆ กันมีแผนที่โลกขนาดยักษ์เอาไว้ให้คนที่ชมนิทรรศการ
    ถอดรองเท้าและเดินขึ้นไปเหยียบย่ำแผนที่
    มองสู่เบื้องล่างของแผนที่ใหญ่ๆ นั้น เพื่อให้เห็นว่าภาพถ่ายแต่ละที่นั้นมาจากมุมไหนของโลก
    (บอกตรงๆ บางประเทศใจยังไม่รู้จักเลยว่าอยู่ตรงไหนของโลก....)

    สวยจริง ๆ นะ เกิดมาไม่ได้เท่าเขา
    ไปดูเขาถ่ายภาพงามๆ ก็ยังดี

    หรืออยากชมแกลอรี่ภาพของช่างภาพนักอนุรักษ์ผู้นี้ก่อนไปดูของจริงที่
    http://www.yannarthusbertrand.org/v2/yab_us.htm
    ดูไปก่อนพลางๆ ก็ได้นะ

    ว่าแล้วก็ขอคลิกไปนั่งดูอีกหน่อยละกัน....มันเป็นแรงบันดาลใจดีแต๊ๆ

    yann4

    ปล.ภาพบางภาพในเว็บไม่มีจัดแสดงในเมืองไทยก็มีเด้อออ
    และมีภาพหลายภาพที่ถ่ายจากเมืองไทยด้วย...สวยแต๊ๆ

    6/22/2008

    ขวดน้ำหอมแตก





    jai
    วันนี้แอบไปไดร์ผมให้ตรง เพื่อวัดความยาวของผมตัวเองดู ไม่ได้เห็นว่าผมตัวองยาวแบบนี้มานานหลายปีดีดัก
    แถมขวดน้ำหอมแตก แพงด้วย ซวยมาตั้งแต่เช้า ยังมานั่งยิ้มถ่ายรูปตัวเองอยู่ได้ เหอะเหอะ....


    เพิ่งซื้อน้ำหอมขวดใหม่มาจากสิงคโปร์
    ยังไม่ทันจะได้ฉีดสักหยด
    ก็ทำหลุดมือหล่นตกพื้น....ดัง...โพล๊ะ....โคะ ฮานิบ่าเฮ่ยยยยย
    แค่นั้นแหละ น้ำหอมกระจุยเต็มห้อง
    ขวดแตก  แถมกระดอนมาบาดเท้า

    ด้วยอารมณ์งงๆ
    เหตุการณ์เพียงเสี้ยววินาทีนั้นทำเอาสมาธิเตลิด
    มันเหมือนกับตอนที่เราเอาแขนศอกไปชนขอบประตู
    แล้วมันก็ปวดจี๊ด ชาไปทั้งแขน
    หรือไม่ก็โดนประตูหนีบ แต่อารมณ์นั้นอยากจะเอามือออก
    แต่มันทำอะไรไม่ถูก กลายเป็นว่าปิดประตูหนีบอีกรอบ จอร์จ....
    บางทีก็เหมือน เดินชนขอบเตียง อยากเตะเตียงมาก แต่กลัวเจ็บอีกรอบ
    เหมือนกันแบบนั้นเลย....

    พอตั้งสติได้ใจก็ยืนนิ่ง ก้มลงมองที่พื้น
    ก็เห็นว่าที่พื้นเจิ่งนองไปด้วยน้ำหอม

    ขวดน้ำหอมที่มีความหนากว่าขวดแก้วปกติยังแตกวางกับพื้น
    ทำให้เห็นได้ว่ามันหล่นลงแรงแค่ไหน

    ตู้เย็นที่เพิ่งเปิดหยิบขวดน้ำหอมออกมาก็ยังเปิดค้างไว้แบบนั้น
    สักพักก็รู้สึกว่า เท้ามันเจ็บๆ
    ก้มดูที่เท้า ก็พบว่าเลือดไหล...

    ขวดกระดอนแรงมาแทงที่ด้านข้างเท้า
    จนเลือดมันไหลออกมาให้เห็น
    ใจไม่ปิดตู้เย็น แต่ลากเท้ามาให้ห่างจากพื้นที่เต็มไปด้วยน้ำหอม
    เอาทิชชูซับเลือด แล้วก็เอาแอลกอฮอล์เช็ด
    เทเบตาดีนลงที่แผล แล้วก็เอาพลาสเตอร์แปะทับไว้

    นั่งนิ่งพอให้หายมึน
    ก็ลุกไปปิดตู้เย็น
    เอาผ้ามาเช็ดพื้น
    เก็บขวดน้ำหอมไปทิ้ง

    เห็นแล้วก็อดไม่ได้
    อดอะไรอ่ะเหรอ...อดเสียดายน้ำหอมไม่ได้อ่ะดิ...
    ยังไม่ได้ฉีดยังหยด หล่นแตกซะอย่างนั้น เง้ออออ

    แถมเท้าก็เจ็บนิดๆ แต่ยังอุตริเดินทรหดมาก ไม่รู้ว่าทำได้ยังไง
    เดินช็อปปิ้งตั้งแต่โบนันซ่า ทะลุมาที่มาบุญครอง
    เดินลัดมาที่สยาม ผ่านพารากอน เดินไปที่เซ็นทรัลเวิร์ล
    แวะดูนิทรรศกาลภาพที่ด้านหน้าลานของเซ็นทรัลเวิร์ลนานร่วมชั่วโมง
    หลังจากนั้นก็เดินไปที่แพลทินั่ม ประตูน้ำ ปิดท้ายที่พันธุ์ทิพย์
    จอร์จ.....เจ็บเท้านะเนี่ย...อึดจริงๆ

    นี่แหละที่เขาว่า
    ผู้หญิงมักมีผีนักช็อปปิ้งเข้าสิงมาตั้งแต่เกิด 5555555555

    6/21/2008

    บทสนทนากับเพื่อนไฝ




    phai 
    โอ้...อุตส่าห์ไปหาภาพประกอบมาได้
    อดีต (น้ำหนัก) ของไอไฝ (เสื้อแดง) ที่ไม่หวนกลับคืน 5555



    เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
    ระหว่างที่นั่งปั่นต้นฉบับจนหัวฟู
    เสียงโทรศัพท์ก็ดังแทรกความเงียบงันขึ้นมา
    ทำเอาสะดุ้งโหยง...

    ยกโทรศัพท์ขึ้นมารับ
    "ไอไฝมีไร"
    "แกรู้ยัง"
    "รู้ไรฟะ"
    "โคนันเล่มใหม่ออกแล้ว เมื่อวานเย็น"
    "จริงเหรอ เออ เดี๋ยววันนี้ไปหาซื้อ"

    นั่นคือบทสนทนาสั้นๆ แต่ได้ใจความระหว่างใจกับเพื่อนในก๊วนตั้งแต่มหาวิทยาลัย
    เพื่อนเทค ที่ชื่อ "คลำไฝ"
    จำไม่ได้ว่าเมื่อไร ที่ไฝจะโทรฯ มาหาเพื่อรายงานว่าการ์ตูนสืบสวนสอบสวน "โคนัน"
    วางแผงหรือยัง หรือยังไม่วางแผง
    พร้อมกับอธิบายให้ด้วยเสร็จสรรพว่าทำไมมันถึงวางแผงช้ากว่าที่ควรจะเป็น

    แต่จนถึงวันนี้ใจก็ยังหาร้านการ์ตูนเพื่อซื้อโคนันเล่ม 56 ยังไม่ได้
    พรุ่งนี้ก่อน..พรุ่งนี้ก่อน เริ่มลงแดง ตะหงิดๆ แล้วล่ะ

    ส่วนข้อความข้างล่างนี้
    เป็นบทสนทนาของใจกับเพื่อนไฝอีกเหมือนกัน

    ระหว่างที่กำลังนั่งฟังเพลงเพลิน
    เคลิ้มๆ ตาใกล้ปิด
    ไฝก็แวะมาทักทายด้วยประโยคเปิดว่า

    "ง่วงก็ไปนอนดิ"

    และก็มีการโต้ตอบกันไปมาสั้นๆ ได้ใจความดังนี้

    Italy...ถ้าใจบอกยังไม่แพ้ มันยังมีโอกาสชนะได้ says:
    แล้ว แก อะ เมื่อไร จะ นอน ว่ะ

    jai says:
    ยัง

    jai says:
    ชั้นนั่งดูรูปสวยๆ อยู่

    jai says:
    แกรู้มั้ยรูปอาราย

    Italy...ถ้าใจบอกยังไม่แพ้ มันยังมีโอกาสชนะได้ says:
    รูป ไร ว่ะ

    jai says:
    รูปชั้นเอง

    jai says:
    ฮิ้ววววววววววววววว

    Italy...ถ้าใจบอกยังไม่แพ้ มันยังมีโอกาสชนะได้ says:
    เอาล่ะ ขอบคุณ มาก

    jai says:
    555

    jai says:
    ไอนี่

    ไม่รู้ใครจะฮาด้วยไหม แต่ใจฮา....

    Singapore Flyer




    flyer21 


    Singapore Flyer ถือว่าเป็นชิงช้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกขณะนี้
    ไม่เพียงแต่สูง 165 เมตรจากพื้นเท่านั้น แต่ชิงช้ายังออกแบบให้เป็นกระจกโดยรอบ
    ทำให้มองเห็นภาพในมุมพาโนราม่าได้ทั้งเกาะของสิงคโปร์
    หากว่าวิสัยทัศน์ดี ก็มองเห็นถึงเกาะสุมาตรา
    เห็นทางใต้ของมาเลเซียที่อยู่ติดกับสิงคโปร์

    ก่อนเดินทางไปสิงคโปร์ มีโอกาสแวะเข้าไปอ่านรายละเอียด
    ของเจ้าชิงช้ายักษ์นี้ที่เว็บไซต์ทางการของเขา
    (http://www.singaporeflyer.com/)
    ในเว็บไซต์ระบุว่าแนวคิดในการออกแบบอาศัยและอ้างอิง
    จากสัญลักษณ์สำคัญของประเทศฝรั่งเศสอย่าง
    Eiffel Tower  และ London Eye ในประเทศอังกฤษ
    โดย Singapore Flyer เกิดขึ้นจากจินตนาการของ Dr. Kisho Kurokawa  จากญี่ปุ่น
    และทำการพัฒนามาเป็นรูปร่างโดย DP Architects
    ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในวงการสถาปนิกหรือวงการออกแบบสถาปัตยกรรม

    flyer5

    Singapore Flyer  เพิ่งจะเปิดทำการอย่างเป็นทางการ
    เมื่อวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา (ตอนไปเลยเห็นว่ายังใหม่เอี่ยม)
    โดยวันงานมี Lee Hsien Loong  นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์
    และแขกผู้เกียรติมากมายเข้าร่วมงาน
    ทั้งๆ ที่จริงๆ ก่อนหน้านั้นหนึ่งเดือน
    ชิงช้ายักษ์ได้ทดลองหมุนแบบที่เขาเรียกว่า Soft launch 
    ให้กับคนทั่วไปได้ทดลองนั่งกันไปแล้วบ้าง

    เย็นของวันเสร็จสิ้นภาระหน้าที่การงาน
    ใจนั่งแท็กซี่จากโรงแรมตรงดิ่งไปที่ Singapore Flyer
    เดินขึ้นไปที่ห้องขายตั๋วชั้นสองโดยไม่ลังเล แพงขึ้นมาอีก
    แต่ตอนหลังมารู้ว่าชั้นหนึ่งก็มีห้องขายตั๋ว แล้วตูจะเดินให้เหนื่อยทำแม้ว....

     flyer14 

    หลังจากเสียเงินในกระเป๋าไป S$29.50  หรือ 29.50 ดอลลาร์สิงคโปร์
    ใจก็เดินเข้าช่องให้พนักงานสแกนบาร์โค้ดที่ตั๋ว
    และไปยืนรอคิวเพื่อขึ้นไปนั่งในแคปซูลของชิงช้า
    ขอบอกว่าชิงช้าไม่หยุดหมุนขณะที่เราก้าวเข้าแคปซูล
    แม้จะหมุนด้วยความเร็วที่ช้าเสียจนเราไม่พลาดตกลงไปเบื้องล่างที่ว่างเปล่า
    มีเพียงตาข่ายสีเขียวรองรับหากมีอะไรหล่นลงไป
    ยังแอบคิดในใจอยู่ว่า หากชิงช้าหมุนด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงคงจะอ้วกกันทิวแถว
    ไม่รู้คิดได้ยังไง แต่คิดไปแล้วล่ะ...เหอะเหอะ


    flyer18

    เป็นเพราะชิงช้าสูงมาก ใจเลยได้เห็นเมืองของสิงคโปร์ฝั่งอ่าวได้ชัดเจน
    ชิงช้าหมุนไปเรื่อยๆ อย่างช้าๆ ผลัดตำแหน่งของแคปซูลจนครบหนึ่งรอบ

    สำหรับตั๋วแบบที่ใจเลือกเป็นตั๋วแบบ Singapore Flight
    ตั๋วราคาถูกสุด สำหรับเด็ก 20.65 ดอลลาร์ ผู้ใหญ่ก็นั่นแหละราคาเดียวกันกับใจ
    ส่วนคนแก่ก็ 23.60  ดอลลาร์ โดยใช้เวลา 30 นาทีต่อหนึ่งรอบในการนั่งมองวิว
    พนักงานจะให้แผ่นพับสองอัน หน้าตาสวยงาม
    เปิดเข้าไปจะเห็นภาพแบบพาโนราม่า และชี้ตำแหน่งสำคัญของเมือง
    และตำแหน่งที่อยู่ห่างไกลออกไป เช่นมาเลเซีย หรือเกาะสุมาตรา
    เพื่อให้ผู้คนที่นั่นได้มีอะไรทำ นอกเหนือไปจากแค่นั่งมองตลอดครึ่งชั่วโมง

    flyer11

    นอกจากนี้ยังมีแพ็กเก็จ Signature Cocktail Flight
    ราคาก็แพงขึ้นเท่าตัว มีฟรีคอกเทลด้วย
    มีแพ็กเก็จ Express Boarding Flight
    เพื่อใช้ลัดคิวคนอื่น โดยไม่รอ สำหรับใครที่กระเป๋าหนักและไม่อยากรอ

    ใจแอบเห็นเขามีบริการบัตรสมาชิกรายปีสำหรับครอบครัวด้วย
    หรือที่เรียกว่า Annual Family Pass 
    ขึ้นแบบไม่จำกัดเที่ยว ราคาเฉลี่ยแค่ 3 ดอลลาร์
    กะขึ้นกันให้เบื่อไปข้างหนึ่ง
    เห็นเขาคิด 150 ดอลลาร์ต่อปีนะ

    flyer23

    จริงๆ แล้วระหว่างที่ใจนั่งอยู่บนนั้นกับเพื่อนร่วมแคปซูลอีก 4 ชีวิต
    ซึ่งเป็นคนต่างชาติทั้งหมด
    ใจก็นั่งคิดว่าใจควักเงินจ่ายไปเทียบเป็นเงินไทยเท่าไร
    นั่งกดๆ เครือ่งคิดเลข....จอร์จ...นี่เที่ยวละ 700 กว่าบาทเลยนะเนี่ย...

    ประสบการณ์มันมีค่าก็จริง
    แต่ว่าความจริง
    บางครั้งเราก็ต้องแลกด้วยค่าของเงินเสียก่อน
    กว่าจะได้ประสบการณ์บางอย่างกลับมา... ฮิ้วววววววววววววว


    flyer22

    ปล. มีคนบอกว่า การท่องเที่ยวมีมูลค่าในแง่ของการบอกต่อ
    การได้เล่าและบอกต่อคนอื่นว่าได้ไปเที่ยวที่ไหน
    คือคุณค่าที่แฝงอยู่ในการท่องเที่ยว.... สงสัยจะจริง

    6/20/2008

    ขาว-ดำ แก้เครียด



    กำลังอินรูปขาวดำ
    เครียดๆ ก็มานั่งทำรูปตัวเองให้มันขาวและดำ
    สวยบ้างไม่สวยบ้าง
    ไม่เป็นไร ให้สมองโล่ง เดี๋ยวกลับไปทำงานต่อ



    1


    2


    3 


    4

    6/19/2008

    Air Show




    เหนื่อยน่ะ ขอพักสมองก่อนได้มั้ย??
    ไม่ว่ากันใช่มั้ย?? หายใจไม่ทัน มันเหนื่อย จริงๆ นะ


    ------------------------

    วันก่อนไปสิงคโปร์มา
    และยอมเสียเงินในกระเป๋าของตนเองเกือบพันบาท
    เพื่อแลกกับการขึ้นชิงช้ายักษ์
    ที่เรียกว่า Singapore Flyer

    air6

    ชิงช้าที่เพิ่งเปิดใหม่
    ใครหลายคนคงเคยขึ้นที่ London มาแล้วล่ะมั้ง
    ที่นั่นเรียกว่า London Eye นี่เนอะ
    ตอนไปเมลเบิร์นก็เห็นแบบเดียวกัน
    แต่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง
    ส่วนที่สิงคโปร์เพิ่งเปิดทำการให้ไม่นาน
    ไหนๆ ก็มีโอกาสไปทั้งทีเลยยอมควักเงินจ่ายทดลองขึ้นสักที

    air2

    ถ่ายมาเยอะพอสมควร
    แต่กำลังง่วนอยู่กับงานประจำ
    ขอแปะเอาไว้ก่อน
    เดี๋ยวปิดต้นฉบับเมื่อไร
    จะเอารูปมาอวดกันในเร็ววัน
    ตอนนี้ขอพักสมอง
    บิวท์อารมณ์เขียนงานด้วยการเอารูปของ Air Show มาฝากกันก่อน

    air17

    เป็นเพราะว่าหลังจากลงจากชิงช้ามา
    อยู่ดีๆ ก็มีเครื่องบินของทหารบินไปบินมาบนฟ้าที่นั่น
    บินแบบแสดงผาดโผนกันกลางอากาศได้น่าตื่นเต้นมาก
    ใจยืนอยู่ข้างล่าง Singapore Flyer  นานเกินครึ่งชั่วโมง
    เพื่อดู Air Show ที่ว่า...

    บอกตรงๆ ว่าวันนั้นไม่ได้ประทับใจเจ้า Singapore Flyer  มากนัก
    แต่กลับประทับใจ Air Show ที่บินมาโชว์แบบฟรีมากกว่า
    หากไม่มีเจ้า Air Show ช่วยไว้ เจ้า Singapore Flyer คงตกกระป๋องเป็นแน่

    ยืนมองทหารอากาศที่นั่นเขาเอาเครื่องบินมาแสดงแบบนี้ไป
    ในใจก็คิดไปว่า..สมัยเด็กๆ อยู่บ้านนอก
    แค่ได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์
    ก็ถึงกับต้องวิ่งออกจากบ้านมายืนอยู่กลางแจ้งเพื่อดูให้ชัดๆ เต็มตา
    ขนาดนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียนตอนชั้นประถมต้น
    ได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์มาแต่ไกล
    ก็ถึงกับวิ่งออกมายืนมุงกันเป็นเด็กๆ มุงกันเลยทีเดียว

    ทุกวันนี้ได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์บินอยู่แถว ๆที่พัก
    ใจก็มักจะออกไปยืนที่ระเบียง
    แอบส่องว่าเขาบินต่ำแค่ไหน
    สีอะไร และบินไปทางไหน...แทบทุกครั้ง หากยังตื่นอยู่

    พอได้เห็นเขาเอาเครื่องบินมาบินโชว์แบบนี้
    ก็เลยรู้สึกว่าดีใจอย่างบอกไม่ถูก

    ขากลับจากที่นั่น
    ก็ได้ยินคนขับแท็กซี่บอกว่า
    ทหารอากาศที่นั่นเขาซ้อมการแสดงก่อนถึงวันชาติสิงคโปร์
    ในวันที่ 9 สิงหาคม ที่กำลังจะมาถึง

    ว่าแล้วก็สงสัยแล้ววันชาติไทยเราวันไหนฟะ...
    ถือสัญญาไทยมาตั้งนานนม
    บอกตรงๆ ไม่เคยจะจำได้เลยว่าวันชาติไทยของเราคือวันไหน...

    ขออภัยจริงๆ ความรู้รอบตัวเรื่องนี้ทำเอาตกเก้าอี้นางงามจักรวาลได้
    สุดท้ายเลยตรงดิ่งไปที่ google.com
    ใส่คำว่า "วันชาติไทย" เข้าไป
    ก็จ้ะเอ๋กับประโยคที่ว่า

    "วันชาติของไทย คือ วันที่ 5 ธันวาคม"  โอ้จอร์จ......


    air10 air11
    air12 air13
    air13 air14
                air1 
                 ชุดนี้ขอตั้งชื่อเองว่า ใครว่าฉันเขียนคำว่า รัก ไว้บนฟ้าไม่ได้?? อิอิ


    ปล. ตะกี้แอบถามเจ้าบาส รู้ไหมวันชาติไทยวันที่เท่าไร
    ปรากฎว่าเจ้าบาสก็ไม่รู้ อย่างน้อยก็มีคนเป็นเพื่อนตูหนึ่งคน พอใจแระ....

    6/18/2008

    อ่านออกไหม?



    เครื่องบินขากลับจากสิงคโปร์มาเมืองไทยวันนี้ว่างกว่าขาไปเมื่อสามวันก่อน
    เกือบสิบแถวหลังเว้นไว้เปล่าๆ
    ให้คนแถวหน้า ขยับขยายมาจับจองเพื่อนอนเหนียวยาวตลอด 3-4 แถว
    แม้วอย่างใจหนีมาแถวหลังสุดไม่มีใครอยู่ข้างหลัง
    เพราะหวังเพียงเพื่อหามุมสงบ...ในการแอบถ่ายรูปตัวเอง
    ถ่ายรูปมาสีเหลืองอ๋อย
    เลยเปลี่ยนเป็นสีขาวดำ
    ไม่ใช่มืออาชีพในการปรับแต่งสีขาวดำด้วย Photoshop
    แต่อยากให้เห็นความหมายของภาพมากกว่า
    อ่านออกไหม ว่าภาษามือที่คิดค้นเองนี่ คือคำว่าอะไร??


    i





    l
    o
    v
    e 





    u 


    แค่นี้แหละ ไม่มีอะไรทำบนเครื่อง
    เครื่องสั่นจนเวียนหัว จะอ้วก....

    6/14/2008

    ลูกชิ้น



    วันนี้หนีไปตลาดน้ำวัดดอนหวายกับ
    ชมรมนักข่าวเทคโนโลยีสารสนเทศ
    ตั้งแต่เช้ายันบ่าย
    เล่นเอาเหน็ดเหนื่อยไปตามๆ กัน

    แต่ดูเหมือนจะคุ้มค่าเพราะได้ทั้งรูปงามๆ
    และของกินอร่อยๆ ติดมือกลับมาเพียบ

    ในบรรดารูปทั้งหมดที่ถ่ายมา
    ใจชอบรูปเช็ตนี้มากกว่าใคร
    รูปลูกชิ้นกองพะเนินบนถาดอะลูมิเนียม
    หากมีคนถามว่าจะตั้งชื่อรูปเช็ตนี้ว่าอะไร
    ใจจะตอบว่า

    "ผักชีโรยหน้า"

     

    don3 
    เดินเข้าไปถึงหน้าร้าน พี่แกเอาผักชีมาโรยหน้าประกอบทันที


    don1
    อันนี้กำลังจัดแจงไส้กรอกอีสานให้กับสาวดาว

     don2
    โรยเข้าไป

    don4
    ยังๆ ยังโรยไม่พอ


    don5
    โชะ...โรย ๆ

    6/13/2008

    เรื่องวุ่นๆ ของคำว่า "นางสาว"




     mrs

    หลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้
    มีข่าวครึกโครมที่ใครๆ ก็โหมประโคมกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา
    ข่าวที่ว่าก็คือข่าวการให้สิทธิ์สาวๆ ที่ผ่านการหย่าร้าง หรือแม้แต่ยังอยู่ในสถานะของการมีสามี
    สาวๆ ที่กำลังจะมีสามีในอนาคตสามารถเลือกใช้คำนำหน้าว่า "นางสาว"
    แทนคำว่า "นาง" ได้หากต้องการ

    จำได้ว่าเรื่อง "นาง" กับ "นางสาว" ถูกนำเอาไปเปรียบเทียบกับฝ่ายชาย
    ซึ่งเลือกใช้คำว่า "นาย" เพียงอย่างเดียวเมื่อพ้นวัย 15 ขวบ มานานหลายปีดีดัก
    พอวงสนทนาไหนพูดถึงสิทธิของหญิงและชายในสังคมไทยที่ไม่เท่าเทียมกัน
    ก็มักจะยกตัวอย่างของการที่ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วต้องถูกบังคับให้ใช้ "นาง" แทนนางสาว
    ขณะที่ฝ่ายชายยังคงสภาพของการเป็น "นาย" อยู่เหมือนเคย
    หลายคนเคยคิดไปไกลว่า ผู้ชายก็น่าจะเปลี่ยนคำนำหน้าตัวเองบ้างหากแต่งงานแล้ว
    ป้องกันไปหลอกลวงสาวๆ ว่าไม่ได้แต่งงาน ประมาณว่าเจ้าชู้ว่ากันไปนั่น
    เคยได้ยินว่าควรให้เปลี่ยนเป็น "นายหนุ่ม" กับ "นายบ่าว"
    แต่จนถึงป่านนี้ผู้ชายก็ยังมีคำนำหน้าเดียวคือ "นาย"

    ก็เห็นเขาพูดถึงเรื่องกันอยู่นาน แต่ก็ไม่เห็นมีทีท่าว่าจะหาข้อสรุปได้
    จนกระทั่งเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนที่ว่า...มาถึง...

    ใจนั่งดูรายการข่าวแทบทุกรายการมีแต่คนทำสกุ๊ปข่าวเรื่องการใช้ "นางสาว" ได้ตามใจชอบ
    รายการเล่าข่าวช่วงเช้าของทุกวัน มีสี่สาวนั่งอยู่บนเก้าอี้สูงๆ ที่เธอเองก็บ่นทุกวันว่าเมื่อย
    ให้นักข่าวภาคสนามไปสัมภาษณ์ผู้หญิงกลุ่มหนึ่งในวันแรกของเปิดใช้สิทธิ์

    เธอเลือกไปรอตั้งแต่เช้าของวันแรกที่เปิดให้ใช้คำว่า "นางสาว" ได้
    หลายคนหย่าร้างกับสามีมานานหลายปี
    และเห็นว่าถึงเวลาเสียทีที่ได้ใช้สิทธิ์ของตนเองอย่างชอบธรรม
    บางคนแยกกันอยู่ แยกกันกินคนละทางมาสักพักใหญ่
    และอยากกลับไปใช้คำว่านางสาวกับเขาบ้าง

    "ก็เขาให้เลือกได้ เราก็เลือกทางนี้ ก็ไม่เห็นจะผิด"

    มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งอยู่ตรงหน้านายทะเบียนเพื่อรอจดทะเบียนสมรส
    ระหว่างนั้นนักข่าวก็เอาไมโครโฟนไปจ่อแล้วถามว่า
    ฝ่ายสาวเจ้าจะเลือกใช้อะไรระหว่างนาง กับ นางสาว
    เธอบอกว่า เธอเลือกใช้คำว่า "นางสาว"
    ส่วนนามสกุลเลือกจะใช้ของสามี
    นักข่าวหันไปถามสามี เขาบอกว่า "ยังไงก็ได้ครับ แล้วแต่เขาเลือก"
    ดังนั้นสาวเจ้าจึงมีคำนำหน้าเป็น "นางสาว" และมีนามสกุลใหม่เป็นของเจ้าบ่าว...

    จริงๆ แล้วก่อนหน้านั้นสังคมไทยเคยเปิดโอกาสให้ฝ่ายสาวที่แต่งงาน
    สามารถเลือกใช้นามสกุลของตนหรือของสามีก็ได้มาแล้ว
    ในตอนนั้นหลายคนก็มองว่า
    มันค่อนข้างจะสับสน
    เพราะผู้หญิงแต่งงานแล้วแต่ยังใช้นามสกุลตัวเอง
    หลายคนคิดลึก คิดซับซ้อนถึงขนาดว่าไม่ให้เกียรติสามี
    แต่งงานแล้วยังจะใช้นามสกุลตัวเอง

    แต่ในยุคนั้นใจกลับบอกกับแม่ว่า

    "แม่ ต่อไปนี้ นามสกุลเราจะไม่หายสาบสูญเพียงเพราะบ้านเรามีผู้หญิงหมดแล้วนะ"

    ตอนนี้เขาให้ผู้หญิงเลือกใช้นางสาวได้
    หากบวกกับการเลือกใช้นามสกุลของตัวเองได้
    ทำให้ผู้หญิงยังคงสถานะชื่อและนามสกุลได้หมด
    ยกเว้นจดทะเบียนสมรส ซึ่งก็คงจะยังจะเป็นหลักฐานว่าเคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว
    แต่ในบัตรประชาชนคงไม่ปรากฎเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว...

    แม้วอย่างใจออกจะงงๆ นะ
    ถ้าสมมติว่าแม้วได้แต่งงาน แล้วยังเป็นนางสาวแล้วยังใช้นามสกุลตัวเอง
    แต่มีใบทะเบียนสมรสเป็นของตัวเอง...

    หรือจะเอาทางเลือกใหม่ เลือกใช้นาง แต่ใช้นามสกุลตัวเอง
    หรือจะเลือกใช้นางสาว แต่ใช้นามสกุลสามีดี?

    ไม่เป็นไรกว่าจะถึงเวลานั้นยังมีเวลาให้คิดพอสมควร
    ตอนนี้ก็นั่งคิดก่อนว่าจะเอาใบทะเบียนสมรสมาเป็นของตัวเองได้อย่างไร
    จะใช้นางสาว กับ นามสกุลใครนี่ ค่อยว่ากันอีกที...ฮิ้ววววววววววววววววววววววววววว

    6/8/2008

    หมอดูคู่กับหมอเดา ....จริงไหม??




    9


    นี่คือบทสนทนากับเพื่อนบ้านในเช้าวันอาทิตย์
    ที่ฝนตกหนักเสียจนไม่ลืมหูลืมตา ....
    เรื่องมันมีอยู่ว่า....ต้องอ่านยาวหน่อย แล้วจะเข้าใจ

    jai says:
    มีเรื่องตลกเรื่องนึง เรื่องดูหมอ...ขำ

     Ryoichi says:
    ว่า?

    jai says:
    วันก่อนในงานงานหนึ่ง  เขาก็มีแบบว่าจ้างหมอดูมาดูหมอให้นักข่าว
    มันจะมีกิจกรรมให้นักข่าวร่วมสนุก มีทั้งให้เพ้นท์สีพวกทำลาย tatoo ดูหมอ นวดเท้า
    แล้วแต่เราอยากทำไร เราก็ไปต่อคิวดูหมอกับคนอื่นเขามั่ง

     Ryoichi says:
    *0*

    jai says:
    เราว่าหมอดูกับนักข่าวไม่ถูกกัน เพราะอาชีพของเราจ้องสงสัย
    จ้องจับผิดอยู่เรื่อย มันต้องมีเถียงกันมั่งหากไม่ถูก
    เขาโผล่มาเลย ถามวันเดือนปีเกิด เวลาเกิด
    เสร็จแล้วก็เอาไรไม่รุใส่ช่องเต็มหมด
    จิ้มๆ สักพักเขาก็บอกว่าเราเนี่ย ตอนมหาลัยเรียนไม่เก่ง
    เป็นพวกที่เรียนหนังสือไม่เอาอ่าว...
    เราก็นั่งเงียบ... สักพัก ก็บอกหมอว่า ไม่จิงมั้งคะ
    หนูเรียนได้ตั้ง 4.00
    หมอว่าเรียนหนังสือเก่งวัดกันตรงไหนคะ
    มหาวิทยาลัย หากว่าวัดที่เกรดหนูได้ตั้งสองเทอมนะ 4.00

    jai says:
    5555555555 โดนเข้าแล้ว

     Ryoichi says:
    5555555555

    jai says:
    สักพักหมอก็หน้าซีดเผือด พูดด้วยน้ำเนสียงตกใจ จิงเหรอคะ จิงเหรอ
    ถามย้ำอยู่นั่น เราบอกว่าจิงค่ะ
    เขาก็เลยเปลี่ยนท่าทีใหม่ เป็นแบบว่า ไม่งั้นก็เป็นแบบเรียนมาแล้วไม่ได้ใช้
    เรียนมาไม่ได้ใช้อย่างที่เรียน ตอนทำงาน เออ เราก็ว่าเข้าแก๊ปแระ
    สักพัก หมอก็ดูตัวเลขในวงกลมนั่นตอ่แล้วพูดว่า...
    น้องเนี่ยเป็นพวกใจใหญ่ เสียฟอร์มไม่ได้ เสียตัวได้ เสียฟอร์มไม่เป็น.แล้วก็หัวเราะ

    jai says:
    ดูมัน..หมอดู

    Ryoichi says:
    ......
    ต่อยหมอแม่มเลย

    jai says:
    สักพักยังไม่หยุดยังพูดต่อว่า จิงๆ แล้วเนี่ย ช่วงอายุ 27 อ่ะเป็นช่วงลำบากของชีวิต
    แต่ 28 เป็นปีทุกข์ยากสาหัสที่สุด แต่ 29 30 เริ่มผ่อนคลายแล้ว
    ปีนี้น้อง 31 จะดีขึ้น ๆ หากครบ 31
    ตุลานี้จะป็นปีที่หนูได้ย้ายงาน ตำแหน่งดีขึ้น ได้เดินทางไกลไปตปท.
    เออ ตูจะไปอาทิตย์หน้าอยู่แว้ว ไม่ทายเร็วๆ ก่านี้หน่อย

     Ryoichi says:
    ฮา

    jai says:
    สักพักเขาก็ว่าปี 32 33 เนี่ยเป็นปีที่รุ่งมาก หากจะทำอะไร แต่งงานก็ทำมันสองสามปีนี้แหละ
    จิงๆ ช่วงนี้มีเรื่องทุกข์ใจหนักมาก อยากบอกอะไรกับแฟนหรือแม่สักอย่างแต่ไม่รู้จะบอกยังไง
    แล้วก็ว่าเราจะได้คนรักที่อายุมากก่า มีตำหนิ เราเลยถามย้อน ตำหนิคืออะไรคะ
    เขาก็ว่าเคยผ่านการแต่งงานมาแระ

     Ryoichi says:
    ...

    jai says:
    แล้วก็ถามเราว่ามีอะไรจะถามไหม
    เราเลยไม่ถามแระ เลิกถาม
    ตอนแรกเราก็ว่าแม่นแฮะ หลังๆ ชักแม่นฟ่ะ อิอิ ชักอิน ตูจะรุ่งๆ

    Ryoichi says:
    ติดใจตรงคู่ผ่านการแต่งงานแล้ว 55555

    jai says:
    ที่ไหนได้ ... ตอนหลังนักข่าวหลายชีวิตมานั่งคุยกัน
    จอร์จ....คนดูหมอคนเดียวกันเนี่ย เริ่มคำถามเหมือนกันหมดเลย
    ...เริ่มด้วยการถามว่า.... น้องเนี่ย เรียนไม่เก่งเท่าไร
    เจอพี่ป้อมจากกรุงเทพธุรกิจเข้าไป ไม่จริงค่ะ หมอ หนูเรียนเก่ง ได้สามกว่าทุกเทอม
    5555555555

    Ryoichi says:
    หมอมีมีเทปเดียว ?

    jai says:
    แถมทุกคนยังทายแบบเดียวกันเลย สองสามปีนี้รุ่ง
    แม้วมาก
    .... เออ เลยเลิกเชื่อเลย ตูอุตส่าห์อิน เสียรมณ์
    จบ



    ปล. สมัยเป็นนักข่าวรายวันที่คมชัดลึก
    จะแอบอ่านทำนายดวงของหมอไพศาลก่อนตีพิมพ์เสมอ
    วันหนึ่งหมอทำนายว่าจะถูกหวย
    บ่ายเลยไปซื้อหวยหนึ่งใบ
    ตกเย็นหวยออก ถูกเลขท้ายสองตัวซะอย่างนั้น...แม่นจริงๆ ....

    รูปโพลารอยด์





    pola1 pola4

    นานเท่าไรแล้ว...ที่ไม่ได้ถ่ายรูปด้วยกล้องโพลารอยด์
    พอวันก่อนมีโอกาสได้ถ่าย ก็รู้สึกอินไปกับมันไม่น้อย
    เมื่อยืนแอ๊คท่าให้ช่างภาพวัยละอ่อนถ่ายให้เสร็จสิ้น
    แผ่นกระดาษสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาดย่อมก็โผล่ออกมาจากตัวกล้อง
    พอได้มาก็รีบสลัดไปมา หวังว่าจะได้เห็นภาพไวๆ
    เด็กที่รับถ่ายรูปให้รีบออกปากว่าไม่ต้องสลัดก็ได้ครับ เดี๋ยวภาพมันจะเบลอ
    ไอเราก็ยังติดภาพเอาโพลารอยด์มาสลัดๆ เผื่อภาพจะแห้งไว
    แถมไม่พอ คนที่ถ่ายรูปแบบเดียวกันก็สลัดภาพมันทุกคนเลย 5555


    pola2 pola3

    เมื่อได้เห็นภาพโพลารอยด์ก็อดนึกถึงประวัติการถ่ายภาพของครอบครัวเสียไม่ได้

    จำได้ว่าเมื่อก่อนที่บ้านเริ่มต้นถ่ายภาพหมู่ในบ้านจากโพลารอยด์
    ช่างภาพประจำที่เราเรียกใช้บริการ สมัยนั้นใช้โพลารอยด์เป็นหลัก
    ที่บ้านเลยรูปโพลารอยด์แปะอยู่ที่หน้ากระจกตู้เก็บของมากมาย
    แต่มันเริ่มหายไปก็ตอนที่ย้ายบ้านบ่อยๆ เข้านั่นแหละ


    pola6 
              เหอะๆ ใส่ชุดไม่ได้เข้ากันเล้ยยยย


    ในยุคต่อมาช่างภาพรายนั้นก็เปลี่ยนมาใช้กล้องฟิล์ม
    ที่บ้านจะถ่ายรูปบ่อย แต่ว่าก็ต้องคอยช่างภาพให้คิวว่าง
    เราจะรอนานหลายสัปดาห์กว่าช่างภาพมืออาชีพจะวนมาถึงบ้าน
    ทุกคนจะแต่งองค์ทรงเครื่องกันครบชุดเพื่อถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก
    มีเพียงหนเดียวที่ถ่ายภาพครอบครัวเอาไว้
    พ่อกับแม่และใจนั่งโซฟาข้างบน
    ส่วนพี่สาวนั่งพับเพียบกับพื้นด้านหน้าพ่อกับแม่

    เซ็ตหนึ่งพี่สาวลงทุนไปยืมชุดจีนฮ่อจากป้าข้างบ้านมาใส่
    ส่วนใจใส่ชุดแม้วของตัวเอง
    พี่สาวคนกลางใส่ชุดร.ด. เขียวอี๋ยืนตรงกลาง มีแม้วกับจีนฮ่อขนาบข้าง...

    pola5
    นี่ถ่ายตอนสามขวบ มีแมวกินหมูต้มกับน้ำส้มแฟนต้าของโปรดเป็น prop


    ช่างภาพรายเดียวกันนี้ยังเป็นคนถ่ายภาพใจตอนเด็กๆ ตอนสามกับสี่ขวบ
    ภาพมุมเดียวกัน เปลี่ยนเสื้อผ้า แต่ว่ามีองค์ประกอบสองอันเหมือนเดิม
    คือแมวกับน้ำส้มแฟนต้า...เพียงแต่ว่ามันคนละปี

    pola7 
    นี่ถ่ายตอนสี่ขวบ ยังมีแมวกินหมูต้มกับน้ำส้มแฟนต้าของโปรดเหมือนเคย


    ใจจำไม่ค่อยจะได้แล้วว่าเราเลิกใช้บริการช่างภาพรายนี้ตอนไหน
    เพราะในเวลาต่อมา กลายเป็นว่าน้าสาว น้องสาวของแม่กลายเป็นช่างภาพแทน
    จนกระทั่งโตขึ้นมาอีกนิด แม่ก็เริ่มคิดได้ ตัดสินใจซื้อกล้องฟิล์มมาใช้ที่บ้าน
    และทุกวันนี้กล้องตัวเดิมที่ว่า แม่ก็ยังใช้มันอยู่เหมือนเคย....

    แค่ถ่ายรูปโพลารอยด์ไม่กี่แผ่น คิดย้อนกลับไปไกลถึงสมัยเด็กเลย...โฮะโฮะ

    งานแต่งโดนัท




    nut 


    เมื่อวานไปงานแต่งของ โดนัทกับน้องใหม่มา
    โดนัทเคยเป็นช่างภาพของออฟฟิศ
    ก่อนแยกค่ายและลาออกไปเมืองนอก
    จนกระทั่งกลับมาสร้างธุรกิจใหม่ที่ระนอง
    และถึงเวลาที่จะลงหลักปักฐานอย่างจริงจังกับคนรักที่คบกันมานาน 6 ปี

    งานดูเรียบง่ายกว่าหลายๆ งานที่เคยไปมา
    ออกไปแนวค่อนข้างเป็นทางการพอสมควร
    และที่สำคัญกินระยะเวลาของการจัดงานไม่นานนัก

    เริ่มจากรอแขกนั่ง อาหารเริ่มเสิร์ฟลงโต๊ะ
    บ่าวสาวเดินขึ้นเวที
    ผู้ใหญ่วีไอพีฝ่ายบ่าวสาวอวยพร คล้องพวงมาลัย
    พิธีกรถามบ่าวสาวรู้จักกันได้อย่างไร
    ขอเป็นแฟนได้อย่างไร ขอแต่งงานกันอย่างไร
    และปิดท้ายบนเวทีด้วยการหอมแก้ม
    ก่อนจะเดินลงเวทีมุ่งหน้าไปที่เค้กแล้วก็ใช้มีดตัด
     
    อาจจะเพราะโดนัทเป็นช่างภาพ
    และเพื่อนร่วมอาชีพของพวกเราก็เป็นช่างภาพเสียมาก
    เคยเจอโดนัทก่อนแต่งงาน
    โดนัทบอกว่าผมค่อนข้างซีเรียสตอนตัดเค้ก
    ไม่เข้าใจว่าทำไม
    แต่เดาเอาว่าตอนเด็กๆ คงใฝ่ฝันตัดเค้กก่อนใหญ่เอาไว้
    เวลาลงมีดเลยมีแสงแฟลชจากกล้องโปรหลายตัว

    หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว บ่าวสาววนไปหาแขกเหรื่อเผื่อถ่ายภาพ
    ก่อนคั่นด้วยการยกน้ำชาตามประเพณีจีนของฝ่ายเจ้าบ่าวกระมัง
    และพวกเราก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

    ตอนที่ทราบข่าวว่าโดนัทจะแต่งงาน
    เคยยิงคำถามที่เขาบอกว่าได้ยินคนถามเยอะมากที่สุดเมื่อทราบข่าว
    นั่นก็คือ

    "คิดว่าอายุน้อยไปไหมสำหรับการแต่งงาน"

    แม้คำถามเดียวกันนี้พิธีกรไม่ได้เลือกถามเฉพาะเจาะจง
    แต่คำถามทั้งหมดมันได้ตอบคำถามที่ว่าได้ดีไม่น้อย


    mai
                       น่าอิจฉาไหมละ


    ตอนหนึ่งของเจ้าสาวตอบคำตอบบนเวทีว่าโดนัทขอเธอเป็นแฟนได้อย่างไร
    เนื้อหาจำไม่แม่นนัก แต่เข้าทำนองว่า

    "โดนัทอาจจะคิดว่าธรรมดาสำหรับการขอเป็นแฟน แต่หนูใหม่ว่ามันดีมากเลย
    เพราะเขาเขียนจดหมายมาหา เหมือนกับว่า เราเป็นแฟน คบกันเลยดีไหม
    ทำไมถึงจะไม่คบ แล้วจะปล่อยให้คืนวันผ่านไปโดยที่เราไม่ได้มีความสุขร่วมกันหรืออย่างไร"


    เช่นเดียวกันกับคำถามที่ว่าโดนัทขอเธอมาเป็นเจ้าสาวได้อย่างไร

    "เมื่อวันวาเลนไทน์ที่แล้วโดนัทเขียนจดหมายมาหา
    แล้วก็บอกว่า วาเลนไทน์นี้เราคงจะเป็นวาเลนไทน์ครั้งสุดท้ายที่เราจะเป็นแฟนกันแล้วนะ
    เพราะวาเลนไทน์หน้าเราจะกลายเป็นสามี ภรรยากันแล้วนะ"

    โดยเนื้อหางานแล้วก็ดูเหมือนจะธรรมดา
    มันเป็น format ดูไม่อิจฉาอะไรมากนัก
    มันจะอิจฉาขึ้นมาก็ตอนที่เขาบอกว่าเขารักกันอย่างไรนี่แหละ

    เอาแล้วไหมละ อารมณ์นั่งมองคนเขาแต่งงานมันมักจะเป็นแบบนี้
    มันก็คงจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน
    อารมณ์คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า
    นั่งมองเขาไปน้ำลายไหลไป



    alone 
                    รูปนี้รู้สึกเหมือนกับกำลังนั่งถ่ายรูปตัวเองอยู่......



    ที่สำคัญหลังๆ ชักไม่มีใครถามแล้วว่าจะแต่งงานเมื่อไร
    เพราะดูเหมือนจะเป็นคำถามที่หาคำตอบไม่ได้ไปเสียแล้ว....ดีแล้วที่เลิกถาม