Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    6/30/2007

    ไม่เข้าพวก





    ตะกี้เพิ่งเปิดตู้เย็นเพื่อหยิบขวดน้ำ
    เทใส่แก้วแล้วยกดื่มแก้กระหาย
    สายตาพลางกวาดมอง....ข้าวของที่เต็มตู้เย็นเป็นพิเศษ

    เพิ่งสังเกตเห็นว่าตัวเองเอากล่องน้ำหอม
    น้ำปลา และยาสตรีเพ็ญภาควางติดกันซะยังงั้น
    เห็นแล้วอดขำไม่ได้ มันช่างไม่เข้ากันเสียนี่กระไร

    น้ำหอม Adidas สามขวด
    น้ำหอม Zara  หนึ่งขวด 
    น้ำปลาตลาคนแบกกุ้งหนึ่งขวด
    และยาสตรีเพ็ญภาคหนึ่งขวด
    ....มันวางติดกันอยู่...ดูไม่เข้าพวกพิกลปนพิลึก

    แต่มาคิดดูอีกทีแล้ว ก็เราเลือกที่มันจะให้มันวางอยู่ติดกัน
    สิทธิ์ของเราซึ่งเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน ไม่เกี่ยวกับใคร
    ดังนั้นต่อให้มันจะขัดแย้งไม่เข้าพวก
    แต่ขอให้สะดวกที่ทาง และวางได้ลงตัว
    ก็อย่าสนใจเลยว่าจะต่างขั้วกันแค่ไหน
    ขอแค่ใจเราเลือกให้แต่ละอย่างมันอยู่ด้วยกันก็เพียงพอแล้ว...


    หึหึ ..... ก็แค่ขวดน้ำหอม น้ำปลาและยาบำรุงสตรี
    คิดไปเรื่อย... เปรียบเปรยกับอะไรกันฟะเรานี่....

     

    6/29/2007

    ต้องปรับตัว





    หมาทะเลก็ต้องปรับตัว ใช้ช่วงพระอาทิตย์ตกให้เป็นประโยชน์....


    เช้าวานนี้ ขณะที่รถแท็กซี่ส่วนบุคคลสีเขียวเหลือง
    มุ่งหน้าจากรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีหัวลำโพงตรงไปยังถนนพระอาทิตย์
    รถแล่นผ่านมาถึงด้านหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ติดกับสนามหลวง

    เสียงหัวเราะ "หึหึหึ" ที่ดังมาจากลำคอของใจเอง
    ทำให้พนักงานขับรถแท็กซี่วัยกลางคนถึงกับต้องหันมามอง
    เพราะระหว่างการเดินทางก่อนหน้านี้เกือบยี่สิบนาที
    ใจไม่มีแม้แต่ทีท่าจะชวนเขาพูดคุยหรือมีเสียงอะไรเล็ดลอดมากลบความเงียบเลยสักนิด
    เมื่อมีเสียงหัวเราะแปลกๆ ดังขึ้นมาในเวลาเช่นนั้น
    ใจเลยไม่แปลกใจนักที่เขาจะระแวงและถึงกับต้องหันมามองในทันที

    ไม่ได้มีเหตุผลใดที่จะทำให้สมองของใจต้องสั่งการสร้างเสียงในลำคอเช่นนั้นออกมา
    นอกไปเสียจากการมองผ่านหน้าต่างกระจกใสบานซ้ายมือของตัวรถ
    แล้วใจก็ได้พบเห็นนกพิราบสามตัวกำลังพัลวันกับการใช้ปากจิกกัดปาท่องโก๋กันอยู่

    พิราบสามตัวนี้เอาปากแหลมจิกปาท่องโก๋ขึ้นมาแล้วก็สลัดให้แกว่งซ้ายขวา
    ก่อนมันจะได้ปาท่องโก๋ชิ้นเล็กเข้าปาก ปล่อยให้ปาท่องโก๋ชิ้นใหญ่ตกหล่นถึงพื้น
    มันทำแบบนั้นวนไปวนมา นับครั้งไม่ถ้วน
    เห็นแล้วอดทึ่งกับความสามารถของสมองและปัญญาของมันอย่างเสียไม่ได้

    นกทั้งสามตัวกับปาท่องโก๋ชิ้นขนาดใหญ่กว่าหัวและเกือบเท่าตัวของมัน
    ทำให้ใจอดนึกถึงภาพอิริยาบทของสัตว์ประเภทอื่นๆ ในเมืองกรุง
    แล้วก็ย้อนกลับมาคิดเปรียบเทียบในใจว่า
    "เมืองกรุงไม่ได้ทำให้คนเปลี่ยนไปเท่านั้น แม้แต่หมา แมว และนกก็ยังต้องปรับตัว"

    ใจเคยผ่านไปแถวๆ ท่าพระจันทร์ และใช้บริการเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา
    เพื่อพาตัวเองให้ไปยังฝั่งของโรงพยาบาลศิริราช
    และเห็นหมาที่อาศัยเรือข้ามฟากไปกลับระหว่างสองฟากฝั่งแม่น้ำแห่งนี้บ่อยครั้ง
    บางครั้งเห็นมันมากับเจ้าของ และบ่อยครั้งเห็นมันข้ามกันเอง
    ไม่มีคนจูงหรือบอกให้มันกระโดดลงโป๊ะ ขึ้นเรือ หรือลงเรือแต่อย่างใด
    แต่มันก็ใช้บริการเรือข้ามฟากกันเป็นประจำ แบบไม่เสียเงินด้วยซ้ำไป

    หลายครั้งใจเห็นหมามันขึ้นสะพานลอยข้ามถนน
    ขณะที่คนหลายคนวิ่งตัดผ่านจากอีกฟากหนึ่งของถนนอยู่ด้านล่างสะพานลอย
    อันนี้เคยเจอกับตัวเอง...หากม่วยมันมาอ่านเจอ blog นี้มันคงจำได้ดี
    เมื่อก่อนใจเคยพักอยู่ย่านประชาชื่น
    หากม่วยมันมานอนด้วยในบางวัน ตอนเช้าเมื่อต้องออกไปทำงานพร้อมกัน
    มันก็มักจะพาใจวิ่งข้ามถนนโดยไม่ใช้สะพานลอย
    หลังจากมันใช้วิจารณญาณแล้วพบว่า..รถไม่เยอะ วิ่งข้ามได้ โดยไม่โดนชน

    จนวันหนึ่งใจลากมันขึ้นสะพานลอยด้วยความที่ก็ยังรู้สึกกลัวรถชนอยู่ตะหงิดๆ
    ระหว่างการเดินข้ามสะพานลอยอยู่นั้นก็เห็นหมาเดินตามมาติดๆ....
    ส่วนด้านล่างก็ยังเห็นคนวิ่งข้ามถนนไปมาเหมือนเช่นเคย...เหอเหอ...
    เห็นภาพที่ขัดตากันอย่างชัดเจน...ไม่ต้องเปรียบเทียบให้ได้ยิน
    เห็นด้วยตาก็พอจะนึกภาพออกได้ว่า เวลานั้นรู้สึกอย่างไร....

    บางทีใจก็เห็นหมามันนั่งรอไฟแดง....เพื่อที่จะได้ข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง
    เคยเจอหนหนึ่งมันนั่งรอของมันตัวเดียว โดยที่ไม่เห็นจะมีคนมายืนรอแต่อย่างใด
    แถมบางตัวยังรอที่เกาะกลางถนน
    รอให้สัญญาณคนข้ามออกมาแล้วมันก็ข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งเสียด้วย

    เช่นเดียวกันกับหมาแก่รูปร่างอ้วน ตัวเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น
    ใจเห็นมันอยู่แถวๆ หลังห้างจัสโก้ ใกล้ที่พักของใจ
    เคยได้ยินว่ามีวินมอเตอร์ไซด์และป้าขายข้าวโพด ขายข้าวแกงแถวนั้นเป็นคนเลี้ยงดู
    มันมีถุงข้าวอยู่ติดตัวทุกเช้า กลางวันและเย็น
    วันไหนโชคดีเดินผ่าน จะเห็นภาพของมันนอนทับถุงข้าวเอาไว้
    หรือไม่ก็เดินคาบหูหิ้วของถุงข้าวมันข้ามถนนไปมา....เห็นแล้วก็ประหลาดใจดี
    ทำไมมันถึงรู้ว่าเป็นของมัน และมันเรียนรู้การหิ้วถุงแบบนี้ได้อย่างไร?

    กลับมาที่ช่วงเวลาที่ใจอยู่นั่งเบาะหลังแท็กซี่เขียวเหลืองเมื่อวานก่อนอีกหน
    เมื่อคนขับแท็กซี่หันมาแล้วไม่เห็นว่าใจจะพูดอะไรให้เขาได้ยิน
    และไม่เห็นต้นตอหรือสาเหตุของการเกิดเสียงหัวเราะ
    เพราะเวลานั้นมันก็ผ่านจุดที่นกพิราบคาบปาท่องโก๋ไปแล้วหลายเมตร
    เมื่อเช่นนั้น....เขาก็เลยต้องหันกลับไป...ไม่รู้ในใจคิดอะไรอยู่
    อาจจะกลัวใจเป็นบ้า หรือกำลังกลัวว่าเสียงนั่นไม่ได้มาจากใจ..
    แต่ในเวลานั้นใจก็แอบขำกับท่าทางของหมาและนกเหล่านั้นอยู่มากมาย....
    ช่วยไม่ได้ ในใจมันคิดไปไกลจนเกินกว่าจะเรียกกลับมาซะแล้วนี่นา
    คิดแล้วฮา ก็เลยขำออกมาอย่างที่เห็นนั่นแหละ แหะแหะ


    แปลกหลายประการ



    วันนี้ออกจากบ้านแต่เช้าตรู่
    เพราะว่ามีภารกิจต้องเดินทางไปดูงานที่จันทบุรี
    การเดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับ...เป็นสิ่งที่ไม่อยากทำ
    แต่เมื่อเห็นว่าเป็นการพาไปดูการใช้ Tag RFID
    หรือป้ายคลื่นความถี่วิทยุที่ใช้ติดตาม ตรวจสอบแบบย้อนกลับได้ว่า
    กระบวนการผลิตหรือที่มาของตัวสินค้านั้นมาจากไหน
    ทำให้ใจปฏิเสธงานเหนื่อยครั้งนี้ไม่ได้

    โรงงานส่งออกกุ้งแปรรูปแทบทุกชนิดคือเป้าหมายของการเดินทาง
    ตามธรรมเนียมไทย ผู้จัดงานมักนัดหมายเผื่อไว้เสมอ
    แปดโมงครึ่ง จึงกลายเป็นเก้าโมงครึ่งกว่าล้อรถตู้จะเคลื่อนออกจากที่นัด
    เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำให้ทุกคนจึงมาถึงจันทบุรีก็เกือบบ่ายโมงครึ่ง
    บวกกับการแวะทานข้าวร้านอาหารเล็กๆ ข้างทะเล
    เล็กมากจนสงสัยว่าเป็นร้านอาหารที่ยังขายอยู่หรือว่าเจ๊งไปแล้ว
    ทำให้กว่าจะได้เริ่มดูงานกันจริงๆ ก็เกือบสามโมงเข้าไปแล้ว

     

    ร้านไม่โอเค แต่ติดทะเล ยอมให้อภัย

    การเดินทาง วันนี้เจอเรื่องแปลกหลายประการ....
    ประการแรกคือ...นอกจากข่าวคราวของการกลัวหนามทุเรียน
    ที่พบเห็นจากหน้าจอทีวี ว่ามีดาราเค้ากลัวกันแล้ว...
    วันนี้ใจเห็นเพื่อนนักข่าวร่วมวงการด้วยกันดันทะลึ่งกลัวไข่เจียว

    จริง ๆ แล้วใจนั่งจ้องมองไข่เจียวของโต๊ะข้างๆมาตั้งนาน
    เพราะบนโต๊ะมีแต่เมนูปลา...บาดใจคนไม่ทานปลาอย่างใจยิ่งนัก
    แต่พอไข่เจียวมาถึงที่โต๊ะ เพื่อนนักข่าวตัวดำ บึกบึน เพศชายแต่ใจเป็นหญิง
    ก็วิ่งไปหลบอยู่หลังต้นมะพร้าวเสียอย่างนั้น
    ทุกคนก็สงสัยว่าเค้าวิ่งไปไหน จึงถามไป...คำตอบที่ได้ก็คือเขากลัวไข่เจียว....

    ไข่เจียวเหลือ เจ้าตัวนี้รับโชคไปซะงั้น

    การเดินทางไปโรงงานผลิตสินค้าประเภทกุ้งแปรรูป
    ทำให้ต้องแต่งกายตามข้อกำหนดของโรงงานก่อนเข้าเยี่ยมชม
    ระหว่างที่กำลังใส่ที่ปิดจมูก...ใส่หมวกคลุมผมชั้นที่หนึ่งและสอง
    ใส่เสื้อคลุม รองเท้ายาง และล้างมือด้วยสบู่ ตามด้วยน้ำตาฆ่าเชื้อ
    ประกบด้วยการล้างรองเท้าด้วยคลอรีน....
    ในใจก็นึกถึงการไปชมโรงงานผลิตฮาร์ดดิสก์เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน
    หนนั้นก็ต้องใส่ชุดคลุมและใส่รองเท้าคลุมรองเท้าของตัวเองด้วยเช่นกัน
    ไปโรงงานผลิตทูน่ากระป๋องก็ต้องใส่เสื้อผ้ารัดกุม หมวกและรองเท้ายางกันเลอะเหมือนกัน
    เลยกลายเป็นว่า เป็นเรื่องเคยชินไปเสียแล้ว....
    แต่ต่อให้เริ่มชิน แต่ก็ยังรู้สึกแปลกๆ ที่ตัวเองอยู่ในสภาพแบบนั้นทุกครั้ง....

     

     

    แปลกประการต่อไปพบเห็นเมื่อตอนกลับมาถึงกรุงเทพฯ ตอนสองทุ่มครึ่ง
    ระหว่างทางเดินขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีอนุสาวรีย์
    ใจสังเกตเห็นผู้หญิงหุ่นดีในชุดนักศึกษา ขายาว ผิวดี....อันนี้พิจารณาแบบถี่ถ้วนมาก
    แถมยังหน้าตาสะสวยอีกต่างหาก .....เธอเดินจูงมือกับผู้หญิงร่างอ้วนในชุดทำงาน
    จูงแบบหญิงและชายแสดงความรักต่อกัน.....เหมือนที่วันก่อนก็เจอแบบนี้....
    ไม่รู้จะคิดว่าเป็นเพื่อนรัก...พี่น้อง...หรืออะไรดี.....แต่เห็นแบบนี้ทีไร
    ก็รู้สึกแปลก ๆ พอกับเห็นผู้ชายสองคนที่เดินกอดกันที่ห้างดังย่านสยามวันก่อนทุกที
    แต่ก็นั่นแหละ ต่อให้รู้สึกแปลก ก็ต้องเคารพสิทธิส่วนบุคคลในการตัดสินใจอยู่ดี ....

    แปลกสุดก็คือ ไม่รู้ว่าพาตัวเองกลับมาถึงห้องพักได้ยังไง
    ก็เพราะว่ามึนๆ เวียนหัวตลอดแทบทั้งวัน ไม่รู้เพราะกลิ่นคลอรีนในโรงงาน
    หรือว่าความสามารถในการขับรถของคนขับรถตู้กันแน่
    แต่ก็ยังสามารถพาตัวเองมานั่งอัพ blog ตอนเที่ยงคืนได้อยู่นี่....เอิ้ก

    6/26/2007

    ไอศครีมตัดสิงคโปร์




     

    ไอศครีมตัดแสนธรรมดา
    ประกบด้วยเวเฟอร์ธรรมดาๆ ทั้งสองข้าง
    แต่ทำให้เราคิดได้ว่า...
    ความต่างของสิงคโปร์กับไทยมันอยู่ตรงนี้นี่เอง
    มันอยู่ที่ไอเดีย ... หึหึ...มันอยู่ตรงนี้จริง ๆให้ตายสิ

    หากใครเคยไปสิงคโปร์มา....สักหนสองหน ...
    คงมีโอกาสได้เห็นรถเข็นขายไอศครีมที่เรียงรายอยู่บนถนน Orchard กันอยู่บ้าง
    รถเข็นมีร่มสีสันสวยงาม มีคนแก่เป็นคนขายนั่งยืนเฝ้าอยู่
    มีให้เห็นมาก โดยเฉพาะด้านหน้าของห้าง Takachimaya และ Paragon


    จริง ๆแล้วก็ไปสิงคโปร์ตั้งหลายหน...นับแล้ว 9 หนเห็นจะได้
    แทบทุกหนไม่อยากจะบอกเลยว่า จะต้องกินไอศครีมนี่แทบทุกครั้ง
    แต่มักจะเลือกกินแบบขนมปัง หรือไม่ก็แบบที่ใส่ถ้วย
    เมื่อไม่นานมานี้ มีโอกาสได้กินแบบเวเฟอร์ประกบข้าง
    ใครบางคนบอกว่า
    มีคนแนะนำมาว่ามันเป็นออรินัล....ของแท้เลยว่างั้น...

    ไอศครีมมีให้เลือกหลายรส หลายยี่ห้อ
    แต่รถเข็นที่เลือกซื้อเป็นยี่ห้อ Kings
    ลุงคนแก่เจ้าของรถเข็นที่เลือกซื้อ พูดภาษาไทยได้เกือบจะคล่องปรื๋อ
    ถามว่ากินรสอะไรได้ชัด
    เอาไม่เอา เอาอันนี้ ไม่เอาอันนี้ แกฟังรู้เรื่องหมด

    นับหนึ่ง นับสองได้ ถามได้มาจากไหน
    แถมยังรู้จักคำว่า เหนือ กลาง อีสาน ใต้
    ขอต่อลดราคาอีก 90 เซ็นต์ ยังให้อีกต่างหาก...
    เลยอดนินทาแกเลย...เสียดายเป็นบ้า 555

    ไอศครีมทั้งรสข้าวโพดหวาน, ช็อคโกแลต
    บลูเบอรี่ กาแฟ และอีกสารพัดจะรสในถังแช่
    มีลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดย่อม
    ห่อด้วยกระดาษและแช่แข็งไว้

    ถึงเวลาคนขายจะใช้มีดตัดทั้งๆ ที่เป็นกระดาษแบบนั้น
    ให้ไอศครีมมีชิ้นเล็กลง ขนาดย่อมลงกว่าเดิม
    หลังจากนั้นหยิบเวเฟอร์แผ่นบางๆ
    เหมือนกับนิชชินบ้านเรา เพียงแต่ไม่มีไส้เท่านั้นเอง

    ประกบแปะไว้ทั้งสองข้างของไอศครีมที่ดึงกระดาษออกแล้ว
    เอาถุงพลาสติกสีขุ่น ห่อหุ้มไว้ให้คนกินมือเปื้อนอีกชั้น
    เป็นอันเสร็จพิธี..ไอศครีมชิ้นนี้ชิ้นละ 1 เหรียญสิงคโปร์
    คิดแล้วก็ประมาณ 22 บาท ... อัตราเลือกเปลี่ยนปัจจุบัน ....

    ไอม่วยบอกว่าอยากจะกินบ้าง....มันกินไปหนนึงเมื่อครั้งไปสิงคโปร์
    ง่ายๆ แค่นี้ ที่เมืองไทยไม่มีขาย...
    และดูเหมือนจะไม่มีใครคิดจะเลียนแบบซะด้วย

     

    6/25/2007

    "I Miss You"

     


    Here in the silence I wait
    There’s nothing else I can do
    It feels like my heart’s gonna break
    And all I can think of is you
    And how my aching arms long to hold you
    And show you how much I care
    But I’m counting the hours without you
    And I don’t know how much I can bear
    Cos I miss you
    More than words can say
    And I need you here
    In my life always
    Yeah I miss you
    And I’ll always be
    Waiting here for you
    Til you’re back with me

    You found a place in my heart
    From the first moment I saw you
    And you are my light in the dark
    And I would do anything for you
    Cos you’re everything I’ve ever wished for
    The answer to all of my dreams
    And I want you back
    Home is here with me

    Oh I miss you
    More than words can say
    And I need you here
    In my life always
    Yeah I miss you
    And I’ll always be
    Waiting here for you
    Til you’re back with me

    Yes i, would be right there beside you
    If I only knew where you are
    Cos it feels like I’m dying without you
    My whole world falling apart

    And I miss you
    More than words can say
    And I need you here
    In my life always
    Yeah I miss you
    And I’ll always be
    Waiting here for you
    Til you’re back with me

    พรหมลิขิต








    ผึ้ง พี่สาวคนกลาง
    เพิ่งเดินทางกลับมาจากสเปนเมื่อช่วงเช้า
    พอช่วงสายก็มาพักที่ห้องของใจ
    ก่อนเข้ารายงานตัวกับก.พ. ในวันพรุ่งนี้เช้า

    นั่งคุยกันตั้งหลายเรื่อง
    เปิดดูรูปสถานที่ท่องเที่ยวที่ผึ้งล่องทั้งเหนือและใต้ของสเปน
    ชนิดที่ว่า...หากว่าเขียนหนังสือคงได้เล่มหนา
    นั่งฟังผึ้งคุยเรื่องคอร์สเรียนมูลค่าสามล้านกว่าของเธอ
    เล่นทำเอาอึ้ง ทึ่ง และเหนื่อยแทน กว่าจะจบมาได้

    ชมของฝากเป็นน้ำหอม เสื้อสีขาว
    นอนพักไปหนึ่งเฮือก ก่อนออกไปช็อปปิ้ง และหาของกินกัน

    ตอนหนึ่งของการพูดคุยในร้านเอ็มเค สุกี้
    ซึ่งผึ้งบอกว่าอยากจะกินมานานแล้ว
    ผึ้งเล่าให้ฟังว่าระหว่างที่อยู่ที่สเปน
    ไปเจอป้าคนหนึ่งเจ้าของร้านอะไรสักอย่างใจจำไม่ได้
    ป้าแกเล่าว่า...แต่งงานกับสามี และอยู่กินกันมาตั้ง 20 กว่าปี
    แต่สิ่งที่เธอรับรู้ได้ก็คือ...สามีที่อยู่กินกันมา..ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "feeling"

    ความรู้สึกรัก เมื่อมองตา เหมือนกับว่า เราเฝ้ารอคอยเพื่อกันและกันมายาวนาน
    มันไม่มีแม้แต่น้อยในสายตาของคนนี้ ...
    โดยเฉพาะเมื่อเวลาผ่านยาวนานไป
    สิ่งที่เรียกว่ารักเหมือนเมื่อครั้งวัยหนุ่มสาว มันจางหาย และฟ้าฟาง ไปกับวัย
    วันหนึ่ง....ป้าแกก็บอกเลิก แยกทางกับสามี...
    หลังจากเจอกับสามีคนที่อยู่กินกันในปัจจุบัน
    เพียงได้สบตากับชายผู้นี้...ป้าแกก็บอกว่า...มันเหมือนกับพรหมลิขิต
    เหมือนกับที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตเพื่อจะได้เจอคนคนนี้
    ความรู้สึกหรือ feeling ของการอยากจะใช้ชีวิตเพื่อเขา
    อยากจะดูแล และห่วงใยแต่คนๆ นี้ตลอดชั่วระยะเวลา
    ของการมีชีวิตอยู่นับจากนี้...นี่คือสิ่งที่เธอปรารถนา...

    มันดูออกจะเว่อร์ไปสักนิดสำหรับใครบางคนที่ได้อ่านข้อความ
    แต่ใจก็ว่า...จริงๆ แล้วมันก็เป็นความจริงที่อยู่ใกล้ตัวนี่แหละ
    เห็นกันได้ไม่ยาก แต่บางทีก็ไม่เคยคิดจะเก็บมันมาคิด
    หรือแม้แต่จะสังเกตว่า เรื่องแบบนี้มักเกิดขึ้นได้เสมอ

    บางทีเราอาจจะใช้ชีวิตกับใครสักคนมายาวนาน
    เพื่อที่จะมีโอกาสได้เจอใครอีกคน...และยินดีจะพูดได้เต็มปากว่า
    คนนี้คือคนที่เราค้นหาและเฝ้ารอคอยมาตลอดชั่วชีวิต

    บางครั้งเราอาจจะพลัดพรากจากเขาอันเป็นที่รัก
    มีใครบางคนหลงทางผ่านเข้ามาพบเจอและได้รักกัน
    แต่วันหนึ่ง เรากลับได้ใช้เวลากับอีกคนที่พลัดพรากกันมาแสนนาน...ในวันหนึ่ง

    ป้าคนที่อยู่ตรงกันข้ามกับบ้านของโฮเซ่ เพื่อนของผึ้ง
    แกไม่สบายต้องนั่งรถเข็น
    สามีแก่งั่ก เดินไม่ถนัด กลับเข็นรถเข็นให้ภรรยาแทบทุกวัน...
    กิจวัตรเป็นแบบนั้น จนคนแถบนั้นชินตา...
    คงเพราะรัก..ถึงทำแบบนั้นได้กันจนแก่เฒ่า...
    คนที่มองตาแล้วเราก็รู้ว่า เขาคือคนที่เราเฝ้ารอนาน
    ใครสักคนที่เรารู้สึกว่า...เรารัก....ห่วงหา ... ห่วงใย
    เขาคนที่ผ่านมาเพื่อพบและไม่จาก...แต่อยู่กันจนแก่เฒ่า
    คนที่เราไม่เคยคิดอยากจะจากไปแม้แต่วินาที
    ต่อให้มีเรื่องทุกข์...เราก็จะอยู่ด้วยกัน
    ต่อให้สุขเราก็จะไม่ลืมเขาไว้ตรงที่มุมไหน
    มันคงดีไม่น้อยเนอะ.....

    6/23/2007

    ไม่มีพี่ชาย ไม่มีน้องชาย...เลยไม่เข้าใจ



    หลายคนใน list msn messenger ของใจ
    ถูกตั้งคำถามแปลกๆ ... วันนี้ ...
    อาจจะเป็นเพราะว่า ใจกำลังทำความเข้าใจอะไรบางอย่างอยู่

    เป็นเรื่องจริง ที่ใจไม่มีพี่ชาย และน้องชาย
    ครอบครัวของเรามีประชากรชายในบ้านเพียงคนเดียวก็คือ "พ่อ"
    ที่เหลือก็เต็มไปด้วยผู้หญิง ทั้งแม่ และพี่สาวอีกคน
    การที่เป็นลูกสาวคนสุดท้อง และพี่ๆ ก็เป็นผู้หญิงหมด
    ทำให้ใจไม่เข้าใจความรู้สึก ความรัก และความผูกพันระหว่าง
    พี่สาว กับน้องชาย หรือ พี่ชาย กับน้องสาว เหมือนอย่างใครเขา

    วันนี้ใจถามไอเอ๋ว่า "แกเคยส่งข้อความหวานๆ หาไอโอ๋มั่งป่าวฟะ"
    คำตอบที่ได้ก็คือ "หากเอ๋ส่ง ก็ฟ้าผ่าแล้วเจ้"
    ไอเอ๋มีพี่คือไอโอ๋....มันห่างกันแค่ไม่กี่ปี ต่อให้สนิทสนม
    มันก็คงทำใจยากอยู่ที่จะส่งข้อความหวานๆ หาพี่มัน ซึ่งก็เป็นลูกพี่ลูกน้องใจด้วย

    บ่ายๆ ใจถามพี่โดว่า พี่โดมีพี่สาวรึเปล่า
    พี่โดมีพี่สาวสองคน คนโตห่างกันคราวแม่ เพราะห่างกันตั้ง 18 ปี...ห่างกันมาก
    อีกคนห่างกัน 5 ปี... แต่เขาก็ไม่เคยส่งข้อความหวานๆ
    หรือได้รับข้อความหวานๆ หากันเลย
    พี่โดบอกว่า ที่บ้านเลี้ยงมาแบบห้าวๆ แนวทหาร เลยอาจจะต่างกับครอบครัวอื่น
    คนต่อมาก็คือชโร...ใจถามไปว่า ชโรเคยส่งข้อความหวานสุดให้กับน้องชายที่ห่างกัน 5 ปีอย่างไร
    คำตอบก็คือ.....
    "พอดีไม่เคยส่งข้อความถึงกันทางโทรศัพท์นะ ไม่นิยมทั้งสองคน
    นอกจากโปสการ์ดอย่างเดียว บอกเล่าเรื่องราวเฉยๆ "

    หรือเป็นเพราะว่าเราไม่มีพี่ชาย หรือ น้องชายนะ
    เราเลยไม่เข้าใจว่าเวลาเค้าคิดถึงกัน และรู้สึกดีต่อกันมันเป็นยังไง
    และเวลาแสดงออกต่อกันบางอย่างมันเป็นเรื่องปกติ
    คิดแล้วก็ชักอยากจะมีพี่ชายเพิ่มขึ้นอีกสักคน
    ทำไมเจ้าคุณปู่ถึงได้เลิกตามหาใจนะ...เผื่อว่าวันนึงอยู่ดีๆ ก็มีพี่ชายจริง ๆ
    หรือน้องชายจริงๆ แต่พลัดพรากจากกันไป 30 ปีเต็มโผล่มาเจอหน้ากันบ้าง
    จะได้เข้าใจ....ว่าเขาคิดยังไงกับน้องชายและพี่ชายตัวเอง

    ว่าแต่...หากมีพี่ชายหรือน้องชายจริงๆ
    พี่ชายหรือน้องชายของเราจะส่งข้อความแบบนี้มาหาเราเหรอฟะ??
    แล้วเราจะส่งข้อความหาพี่ชายหรือน้องชายของเราแบบนี้เรอะ???
    ....ท่าจะไม่มีให้เห็น...ไม่ใช่แนว...แล้วมันก็ดูแปลกๆ...จริงๆ นะ


    ดับร้อน


    ตั้งใจว่าจะทำอะไรตั้งหลายอย่างวันนี้
    แต่เป็นเพราะว่าอากาศมันร้อน แถมยังปวดท้องเลยล้มแผนตั้งหลายอย่าง
    ออกจากบ้านใกล้เที่ยง แดดร้อนเปรี้ยง กะว่าจะไปรับแอร์เย็นๆ ในร้านทำเล็บ
    ปรากฎว่า คนเพียบ เลยต้องเดินผ่านมาอย่างเสียดาย
     
    เปลี่ยนแผนเอาเสื้อไปเปลี่ยนไซต์ที่เจเจ
    แต่แม้ค้าใจร้ายไม่ยอมให้เปลี่ยน ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ....เศร้าจิตแท้
    ร้านออกจะดูดี ไม่คิดว่าจะใจร้ายได้ปานนี้ เฮ้อ....บ่นๆๆๆ

    เดินผ่านร้านใจร้ายมาแล้ว ใจซื้อน้ำแดงโซดามะนาวดับร้อนหนึ่งแก้ว
    ดูดไปด้วย เลือกซื้อกระเป๋าไปด้วย
    สุดท้ายได้กระเป๋าสะพายกิ๊บเก๋ติดมือมาหนึ่งใบ...
    สายสะพายมันเป็นแขนเสื้อที่เอามาผูกเข้าด้วยกัน
    คนขายบอกว่าเป็นของฮ่องกง ลดราคาเหลือแค่ใบละ 200 บาท...
    ถูกกว่า m phosis ใบใหม่ตั้งหลายบาท

    เห็นสภาพอากาศและสภาพตัวเองแล้วคิดว่าคงจะเดินต่อไม่ไหว
    เลยตัดสินใจทิ้งแก้วน้ำแข็งลงถังขยะ แล้วเดินเข้ารถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อกลับมาพักผ่อน

    อากาศในรถไฟฟ้าใต้ดินหนาวจับใจ ขัดกับภายนอกสถานีอย่างชัดเจน
    หากใครร่างกายไม่แข็งแรงพอ อาจจะเป็นหวัดได้โดยฉับพลัน

    ใช้เวลาไม่กี่นาที ใจก็มาถึงสถานีศูนย์วัฒนธรรม
    เดินออกมาซื้อหมูทอดและข้าวเหนียวมากินที่ห้อง
    ในมือหนึ่งถือร่ม อีกมือหนึ่งถือถุงหมูทอดและข้าวเหนียวฝ่าอากาศร้อนตับแลบอีกหน...

    ระหว่างการเดินตุบตับ ในสมองก็เริ่มนึกถึงบรรยากาศหน้าร้อนสมัยก่อน
    นอกชานเรือนของบ้านหลังเก่า...พี่สาวและใจ นอนเรียงกันเป็นตับบนเสื่อกก
    มีวิทยุแบบเก่าหมุนไปหมุนมารับชมรายการละครและเพลงลูกทุ่ง
    สักพักมีพ่อกับแม่มาสมทบ พร้อมกับมะพร้าวน้ำหอมที่เพิ่งจ้างคนปีนต้นเก็บให้
    พ่อลงมือเฉาะ แม่ลงมือใช้ช้อนตักเอาเนื้อมะพร้าวอ่อน ๆ
    ทั้งน้ำมะพร้าวและเนื้อถูกนำมาใส่รวมกันในกาละมังใบย่อม
    เพื่อความรวดเร็วในการรับประทาน และไม่ต้องรอนาน
    เราจัดแจงเอาน้ำแข็งที่ทำเองในช่องฟีซ
    ทุบแล้วเทใส่ลงไปในกะละมัง น้ำมะพร้าวเลยเย็นได้ใจ
    แม่เทน้ำตาลใส่ลงไปแล้วคนให้มันละลาย...

    ช้อนแกงห้าใบ กลายเป็นอาวุธของพวกเราที่ใช้ในการตัก
    น้ำมะพร้าวและเนื้อมะพร้าวเข้าปาก
    ไม่เพียงแต่เย็นชื่นใจ แต่ยังอร่อยมากมายอีกด้วย
    อากาศร้อนภายนอกบ้าน ถูกดับลงด้วยน้ำมะพร้าวเย็นๆ
    ยิ่งมีลมพัดผ่านชานบ้านยิ่งเย็นไปกันใหญ่

    บางหนก็ต้มถั่วดำ และถั่วเขียวใส่น้ำตาล และเคี่ยวน้ำกระทิใส่น้ำตาล
    พักให้เย็น ตักใส่ถุงพลาสติกที่ใช้ใส่น้ำจิ้ม น้ำปลาพริก
    ผูกปากด้วยหนังรัดพลาสติก หลังจากนั้นเอาใส่ช่องฟีซข้ามคืน
    กลางวันร้อน ๆ ก็เอาออกมากัดก้นถุง...เป็นไอติมแฮนด์เมดที่อร่อยที่สุดในโลก
    เพราะทำเองกับมือ จะบอกว่าไม่อร่อยก็กระไรอยู่
    คิดแล้ว อดที่อยากจะย้อนไปเวลานั้นเสียไม่ได้ แต่ก็ได้แค่นั้น...แค่คิดถึงเรื่องเก่าๆ

    วันก่อนมีโอกาสได้คุยกับเจ้าของธุรกิจซินไฉฮั้วซักแห้ง
    เขาบอกว่า ...นี่เรามานั่งคุยเรื่องเก่าๆ กัน เขาว่าเป็นคนแก่แล้วนะเนี่ย....

    ใจก็ว่า พักหลังใจพูดถึงเรื่องเก่าๆ บ่อยครั้งจังเลยแฮะ
    แต่นั่นอาจเป็นเพราะ บรรยากาศเก่าๆ มันทำให้สุขใจเสมอ
    บางครั้งมันก็ช่วยดับร้อนจากสภาพของความเมืองหลวงได้ดีทีเดียว
    ใครจะหาว่าเป็นคนแก่ คิดถึงแต่เรื่องเก่าๆ ก็ไม่ว่า...ก็ถ้าหากว่ามันช่วยให้สบายใจ
    ใจก็ว่า...การคิดถึงมัน...ก็ไม่เห็นจะผิดตรงไหนนี่เนอะ
    คิดแล้วเศร้าสิ ... ไม่อยากจะคิดถึงมันสักเท่าไรหรอก
    6/16/2007

    Time Capsule : ฝังไว้ในผืนดิน

     


    นึกว่ามีแต่ในการ์ตูนญี่ปุ่นเสียอีก
    ที่เด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายสมัยประถมและมัธยม
    จะลงมือเขียนข้อความบางอย่างที่เป็นความลับสุดยอดเอาไว้ในกล่อง
    หลังจากนั้นก็เอาไปฝังไว้ใต้ต้นซากุระ
    หรือตรงสถานที่ใดสถานที่หนึ่งที่ตกลงกันได้
    พร้อมกับสัญญากันว่า...อีกกี่ปีให้หลังจะกลับมาขุดอ่านพร้อมๆ กัน
    อย่างกับเป็นกล่องไทม์แมชชีน...กล่องแห่งความทรงจำ
    ... สุดที่จะเรียกขานกัน
    พร้อมกับแอบลุ้น แอบเก็บความทรงจำกันว่า เราเคยทำ
    เคยคิดอะไรกันบ้างก่อนหน้านั้น

    แต่เพิ่งจะเห็นข่าวจากในทีวี
    เรื่องที่รัฐ Oklahoma ฉลองครบรอบ 100 ปีของรัฐ
    ด้วยการขุดกล่องใส่รถยนต์คลาสสิก  Plymouth Belvedere รุ่นปี 1957
    ขึ้นมาจากใต้ดิน หลังจากถูกฝังเอาไว้นานถึง 50 ปีเต็ม
    คนงานมากมายช่วยกันขุดให้มันโผล่ออกมารับอากาศ
    และลมบนพื้นดินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

    หลังจากคณะกรรมการของรัฐและประชาชน
    ร่วมตกลงกันตั้งแต่เมื่อ 50 ปีที่แล้วว่า
    จะฝังเจ้ารถคลาสสิกคันนี้เอาไว้
    แต่ก็เฝ้ารอคอยให้ถึงปี 2550
    เพื่อทำการขุดมันขึ้นมาเฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปีของรัฐ
    เหตุผลมันก็แค่นั้น....แต่ทำให้คนเฝ้ารอกันยาวนานมานานตั้ง 50 ปีเต็ม

    "Ladies and gentlemen, I present to you Miss Belvedere," 

    ดูเหมือนคำประกาศของ Sharon King Davis หลานรุ่นที่ 4 ของคุณปู่ Tulsan
    ซึ่งมีส่วนร่วมฝังเจ้า  Plymouth เมื่อ 50 ปีที่แล้วด้วย
    ต่อหน้าประชาชีเรือนพันใน Tulsa Convention Center
    จะสร้างอารมณ์ลุ้นให้กับคนที่นั่งรอได้ดี
    คงต้องคนลุ้นเท่านั้นถึงจะรู้ดีว่า...
    อารมณ์ที่จะได้รู้ได้เห็นอะไรบางอย่างมันเป็นยังไง
    (อยากรู้เหมือนกันว่าแม่จะรู้สึกอย่างไร เมื่อตอนลุ้นให้ใจโผล่ออกมาลืมตาดูโลก....)

    สภาพของรถคลาสสิกที่โผล่ขึ้นมา...
    หลังจากถูกไว้นานเป็นยังไงบ้าง ...ก็อย่างที่เห็นในรูป
    ส่วนใครอยากรู้ว่าภาพของรุ่นนี้ก่อนฝังเป็นยังไง ก็ดูในรูปด้วยเช่นกัน....

    ข่าวที่ว่าสร้างความแปลกใจให้กับใจพอสมควร
    แต่ที่สร้างความประหลาดใจทับถมยิ่งกว่าเดิมอีกก็เห็นจะเป็น
    การี่ใจสืบค้นข้อมูลไปเรื่อยๆ
    ทะลึ่งไปเจอเว็บไซต์ของการขุดรถนี่อย่างเป็นทางการเสียด้วยสิ
    นี่ไง ...
    http://www.buriedcar.com/ ....
    แวะเข้าไปชมสิ มีทั้งคลังภาพ คลังข่าว
    กำหนดของงาน และอื่นๆ อีกมากมาย
    อึ้งค่ะอึ้งงานนี้....โลกนี้ยังมีสิ่งที่เราไม่เคยรู้และคาดคิดว่าจะมีอีกเยอะแยะเลยทีเดียว....


    ปล. อ่านข่าวจบนึกถึงอารมณ์คนชอบเขียนชื่อ
    และเบอร์โทรฯ เอาไว้ในที่ธนบัตร
    บางรายถึงกับเขียนข้อความว่า...ขอให้วนกลับมาเจอกันอีกหน
    ....คนเรานี่ช่างคิดหาเรื่องทำกันเนอะ
    อยากฝังมั่ง...ความทรงจำเนี่ย
    เขียนข้อความบนธนบัตรนี่ไม่ค่อยชอบใจไอเดียสักเท่าไร
    เอาเป็นว่า.....ฝังกลางวัน...ละกัน....ท่าจะดี อิอิ

     

     

    เข้าไปถ่ายท้อง..ออกมาได้ดอกกุหลาบ



    วันนี้นึกครึ้มอก ครึ้มใจอยากกินมะม่วงดิบ
    ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่ากินทีไรต้องท้องเสียทุกที
    กินของเปรี้ยว ของเผ็ดทีไร
    เป็นได้เรื่อง...จี้แตก...ทุกทีสิน่า

    หลังจากกินเข้าไปไม่กี่ชั่วโมง
    ก็ต้องวิ่งโร่เข้าห้องน้ำเป็นว่าเล่น
    นับรอบได้เกินสิบแน่นอน
    ร้อนๆ แบบนี้ ท้องเสีย เล่นทำเอาใจหมดแรงทีเดียว

    ร้อนก็ร้อน ในห้องน้ำยิ่งกว่าห้องอบซาวน่า...
    (ขออภัย ใครที่กำลังกินขนมไปด้วย)
    ระหว่างกำลังถ่ายท้อง
    นั่งมองใบพลูด่างสีเขียวสดที่แขวนอยู่
    ในใจก็พลางคิดว่า..มันอึดนะ
    ในนี้ร้อนก็ร้อน เหม็นบ้างบางหนที่คนบางคนเข้ามา
    บางทีกลางคืนก็ถูกขังไว้ในห้องลำพัง
    มันก็ยังอยู่รอดปลอดภัยไม่ตาย
    แถมยังสีสันสวยงาม...งอกยาวขึ้นเรื่อย ๆ อีกต่างหาก
    สำรวจที่บนชั้นติดกับกระจกในห้องน้ำ
    เห็นน้ำยาบ้วนปากที่ได้จากโรงแรมในสิงคโปร์
    ตั้งแต่ปีที่แล้ว ยังไม่ได้เปิดใช้...นี่ก็อึดพอกัน
    ไม่มีอะไรให้มองแล้ว...นอกจากกระจก...เปื้อน
    ไม่ได้ล้างสักที คิดไว้ว่าเย็นนี้จะล้างห้องน้ำสักหน่อย

    ระหว่างนั่งมองไปเรื่อยๆ ตาก็เหลือบเห็นทิชชูบนที่แขวนหมุนๆ
    ก็เลยนึกอะไรได้ขึ้นมาฉับพลัน
    ใจหยิบเอาทิชชูมานั่งพับเป็นดอกกุหลาบ
    เคยได้ยินใครบางคนเล่าให้ฟังว่า รู้สึกประทับใจสาวที่ทำแบบนี้ให้
    เธอนั่งพับทิชชู ม้วนไปม้วนมา กลายเป็นดอกกุหลาบ
    ยื่นแล้วยิ้มให้..วินาทีนั้น...แทบจะหลอมละลาย หึหึ

    ดอกกุหลาบจากทิชชูเหรอ...(สมองใจเริ่มคิด)
    สาวไม่สวยแบบใจก็ทำได้เฟ้ยยยย ...
    แม้คนทำจะไม่สวย ดอกจะไม่สวยเท่า... แต่ก็คงพอไปวัดไปวาได้ล่ะน่า
    หึหึ ออกมาจากห้องน้ำเลยชักภาพเอาไว้สักหน่อย ...เก็บเอาไว้เป็นผลงาน
    นี่ไงละ ดอกกุหลาบที่พับได้ตอนนั่งบนชักโครก โฮะโฮะ





    ป้ายนี้...เพื่อคุณ..จากเรา






    หากมีการจัดอันดับว่าประเทศไหนมีการเขียนป้ายและข้อความ
    แปะไว้ตามสถานที่ต่างๆ มากที่สุด
    ใจเชื่อว่าประเทศไทยน่าจะชิดซ้าย แซงหน้าและเข้าวินชนะเลิศอย่างไม่ยากนัก

    แม้จะไม่มีตัวเลขการสำรวจแน่นอนแบบป้ายต่อป้าย ระบุชัดจำนวนว่า
    จริงๆ แล้วทั่วประเทศของเรามีป้ายบอกทางมากกี่ป้าย
    มีการแปะแผ่นโฆษณาคอนเสิร์ตตามหน้าฝาผนังตึกร้าง
    และมีการเขียนคำบอกเล่าต่างๆ บนพื้นที่บ้านและห้างที่เจ๊งแล้วสักเท่าไร
    แต่ใจก็ยังมีความเชื่ออย่างหนึ่งที่ว่า...บ้านเราน่าจะเป็นผู้นำของโลกได้ไม่ยาก

    แม้จะมีการแปะผิดที่ผิดทางอยู่บ้าง
    แต่มันก็ได้ผลชะงักงัน เพราะติดตาคนที่ผ่านไปผ่านมาอยู่เสมอ

    วันก่อนตาดีแอบเผลอเห็นคนแปะป้ายบอกว่าจะมีคอนเสิร์ต
    ของสาวผมบลอน Gwen Stefani ยาวเป็นแถบ
    ดูรก แปลกตา แต่ติดตาไปอีกแบบ
    เพราะมันดันไปแปะที่ตึกร้างหน้าปากซอยโรงพยาบาลแห่งหนึ่งก่อนถึงแยกคลองตัน

    หรือจะเป็นป้ายบอกทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ
    ที่สามารถมองเห็นได้ตั้งแต่ถนนพุทธมณฑล ยันลาดพร้าว
    โผล่ที่สุขุมวิท รามอินทรา หรือว่า หน้าดอนเมือง...
    แถมยังมีป้ายพร้อมเครื่องบินลำเบ้อเร่อก่อนขึ้นสะพานวนเข้าอาคารเช็คอินของสุวรรณภูมิ
    ขนาดของมันคงจะใหญ่กว่าประตูรั้วบ้านใจอีกด้วยล่ะมั้ง...

    เรายังชินกับป้ายบอกว่าที่นี่รับซ่อม และปะยาง...24 ชั่วโมง
    ที่บางครั้งคนเขียนผันวรรณยุกต์ไม่ถูกกลายเป็น..
    ที่นี่รับปะ ซ้อมยาง...24 ชั่วโมง
    หรือที่ว่างโล่งๆ ซึ่งเจ้าของอุตส่าห์เอารั้วสีเขียวมาล้อม
    หวังว่าคนจะไม่บุกรุก หรือทำอะไรมิดีมิร้าย
    แต่สุดท้ายก็มีใครบางคนแอบฉี่รดอยู่เรื่อย
    คำคุ้นเคยอย่าง "ที่หมาเยี้ยว" ....จึงมีให้เห็นอยู่เสมอ
    ออกเสียงแล้วชวนให้นึกถึงหมามันจะมาชุมนุมกันแล้วเย้วๆ ยามค่ำคืนดีพิลึก

    หรือจะเป็นป้ายบอกราคาผลไม้และอาหาร
    ที่แม่ค้าสมัยใหม่บางรายหัวใสไม่ใช่ย่อย
    ช่วงก่อนๆ แม่ค้าลำใย , ลินจี่ แอบหมกเม็ด
    เขียนป้ายบอกราคาตัวเบ้อเร่อว่า
    "15 บาท" .... ใจก็ตรงรี่เข้าไปสั่งซื้อ
    ที่ไหนได้ที่ใต้นั่นมีตัวหนังสือเล็กๆ แอบซ่อนอยู่
    "ครึ่งโล"
    โถนึกว่าลำใยกิโลละ 15 บาท
    ที่ไหนได้นั่นอ่ะ แค่ครึ่งโล แต่อุตส่าห์เอาไปซ่อนไว้ข้างใต้
    แถมยังมีลำใยกองโตบังคำว่าครึ่งโลนั่นไว้อีกต่างหาก
    จะบ้าตาย.... หัวหมอจริงๆ

    เมื่อวานออกไปข้างนอก
    เพิ่งสังเกตว่าเสาไฟฟ้าหน้าที่พัก
    มีป้ายแปะเอาไว้...บอกว่ามีบริการรถรับจ้างขนของ

    ยืนมองด้วยสายตาพินิจพิจารณา
    พบว่าป้ายคงแปะมานาน แปะทับกันไปมาจนสีเริ่มซีด
    บางป้ายเบอร์หายไปแล้วมีแต่ป้ายขาวๆ
    ใจยังแอบนึกอยากเอาเบอร์ตัวเองเติมลงไปเหมือนกัน
    อยากจะรู้ว่าจะมีคนโทรฯมาถามขอใช้บริการรึเปล่า เหอเหอ

    แบบที่แปะอยู่ออกจะคล้ายคลึงกัน ไม่รู้ว่าเป็นเจ้าเดียวกันไหม
    รู้แต่ว่าหมายเลขโทรศัพท์ที่เขียนเอาไว้ไม่เหมือนกัน
    น่าจะเป็นคนละเจ้า หรือว่าเจ้าเดียวกันแต่เปลี่ยนเบอร์ก็ไม่รู้แฮะ ..แอบคิดไปเรื่อย
    ใครได้คำตอบ...โทรมาบอกใจก็ดีนะ 

    แต่ป้ายที่ถูกใจใจมากที่สุด ก็เห็นจะเป็นป้าย "SALE"
    ลดกระหน่ำทั้งห้าง 50-80%
    เห็นเป็นไม่ได้ต้องรี่เข้าไปที่นั่นทุกที...อิอิ


    หน้าขนบนโฆษณา

     

    ถ้าในตอนแรกบอกว่าเจ้าหน้าขนพวกนี้เป็นพรีเซ็นเตอร์
    โฆษณาสินค้าประเภทหนึ่ง ยี่ห้อหนึ่ง
    คุณจะนึกถึงโฆษณาอะไรเป็นอันดับแรก??

    ใจเห็นเจ้าพวกนี้อยู่ในนิตยสาร WAY
    ก็นั่งมองตั้งนานว่ามันคืออะไร....
    พอเห็นรูปไอคอนเล็กๆ  ขอบขวาของหน้ากระดาษ
    ก็เลยถึงบางอ้อว่า....มันคือโฆษณาสินค้านั่นเอง

    และก็นั่งเล็งอยู่ตั้งนาน
    เพิ่งจะถึงว่า
    ที่แท้ก็โฆษณาผงซักฟอกยี่ห้อหนึ่งนั่นเอง
    คงอยากจะบอกว่า ซักแล้วผ้านุ่มขึ้นรึเปล่านะ
    เพราะมานั่งจ้องหน้าสัตว์เหล่านี้อีกหน
    ก็นึกถึงขนนุ่มๆ ของมันตลอดเวลาเลยแฮะ
    หรือใครว่าไม่จริง??

    6/15/2007

    I quit, says TV newsman

     
     
    หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการนั่งทำงานใน coffee world
    ซึ่งอยู่ด้านใน B2S สาขาโรบินสัน รัชดาฯ
    เพราะว่าไม่มีปลั๊กให้เสียบชาร์จไฟเข้าโน้ตบุ๊ก....ทั้งๆ ที่แบตเตอรี่ก็เริ่มเตือนว่ามันใกล้หมดแล้ว
    สุดท้ายก็เลยต้องย้ายก้นกันมานั่งที่สตาร์บัคส์แทน
    พนักงานดูเหมือนจะใจดี กุลีกุลอไปแบกโต๊ะด้านนอกมาให้ใกล้กับจุดที่เสียบปลั๊ก
    ยกเก้าอี้มาให้นั่ง....แบบว่า บริการสุดใจขาดดิ้น
     เพราะหากเรานั่งก็ต้องซื้อของในร้านด้วยอย่างปฏิเสธไม่ได้
    ไม่กี่นาทีต่อมา มีได้โอกาสปั่นต้นฉบับได้ต่อ
    ปั่นไปจนเบื่อก็เปลี่ยนบรรยากาศมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่ใกล้ๆ
    เจอข่าวถูกใจ ทั้งข่าวการกระจาย IPO ของดีแทค
    ข่าวชินคอร์ปขายหุ้นแอร์เอเชียให้กับ managment  6 ราย
    เป็นการผลักภาระธุรกิจที่ไม่เชี่ยวชาญออกไปจากตัว รวมถึง capital OK
    บริษัทของเพื่อนเจ๋อเราด้วย ....เห็นมันร่ำ ๆ มานาน ฝันมันเป็นจริงแระ หึหึ
    อ่านเรื่อยไปเจอข่าวนี้.....I quit, says TV newsman ....เลยหยิบมาฝากชโรเพื่อนซี้
    ไม่แน่ใจว่าชโรได้เห็นหรือยัง มันตีพิมพ์ลงใน The Nation ฉบับเมื่อวาน
    หากเห็นแล้วก็ขออภัยที่เอามะพร้าวห้าวมาขายสวน
    หรืออาจจะมีเวอร์ชั่นภาษาไทยมามากละ อ่านเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ กินใจเหมือนกันนะเพื่อน
    หวังว่าเพื่อนคงจะปลื้มบ้าง...หรือว่าไม่ปลื้มเพราะไม่ได้เห็นหน้าทุกเช้าก่อนทำงาน 555

    I quit, says TV newsman

    A popular newscaster yesterday resigned from
    a TV morning news programme
    because of the "sensationalised and
    tasteless coverage" of crime news in Thai media.
    ML Natthakorn Dhevakul said his resignation on Monday
    from "Rueng Lao Chao Nee" [This Morning's Tales] programme
    on Channel 3 was not a result of any conflict with producer
    and anchor Sorrayuth Suthassanachinda.
    Most of the news details read out
    and discussed in the show are taken from newspapers.

    "I was against the idea from the beginning,
    whether it's newspapers or television news,
    to give every detail about crimes or women
    [who are rape victims] repeatedly.

    "Thai people are used to violence
    being planted in their minds unwittingly by the media,
    and now they have to hear everything reported again on TV.
    The media in developed countries do not do such a thing.

    "No newspaper has stopped this practice,
    possibly because there is nobody influential enough to change it.
    I am not an influential enough person to make any change
    to what is reported again on TV. So I quit."

    The Nation

     

    ซวย


    เมื่อวานค่ำระหว่างทางเดินจากรถกลับมาที่ที่พัก
    ถังขยะสีเหลืองที่ตั้งอยู่ด้านหน้าบ้านเช่ารั้วสีฟ้า
    ตรงกันข้ามกับตึกที่พักของใจ....
    กำลังเป็นเป้าหมายสำคัญของ "แมว" ตัวหนึ่ง

    ฟังไม่ผิดหรอก ...แมว...จริงๆ
    แมวตัวเกือบจะผอม ตัวสีมอๆ จะขาวก็ไม่ขาว
    จะดำก็ไม่ดำ ประมาณกึ่งดำกึ่งขาว
    มันกำลังท่าจะกระโดดขึ้นไปนั่งเกาะขอบถังขยะสีเหลืองนั่น
    หากเดาไม่ผิดมันคงใช้เป็นทางลัด เพื่อทำให้ตัวเองกระโดดต่อไปยังรั้วที่ติดกัน
    และข้ามไปด้านในได้โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินไปเข้าทางเข้าที่อยู่ถัดไปไม่กี่ก้าว

    แต่ดูเหมือนโชคจะไม่ช่วย หรือไม่สายตามันก็สั้นเกินไป
    เจ้าแมวกะระยะผิด...แทนที่จะกระโดดเกาะขอบถังขยะได้สำเร็จ
    กลายเป็นว่ากระโดดลงถังขยะ.....ตูมมมมมมม
    ใจซึ่งมองตามอยู่ตั้งแต่แรก ร้องเสียงหลง...เหมือนคนกำลังลุ้นไปด้วย
    แต่จากเสียงร้องก็กลายเป็นเสียงหัวเราะดังลั่น

    เจ้าแมวคงจะคิดได้แล้ว หลังจากตกใจในความผิดพลาดนั้น
    จึงรีบโผล่หัวให้พ้นขอบถังขยะ
    มันอาจจะโชคดีอยู่บ้างเล็กน้อย ที่ถังขยะเต็ม ทำให้มันไม่ได้อยู่ที่ก้นถังขยะ
    ไม่กี่วินาทีมันก็กระโดดขึ้นเกาะขอบถังขยะ
    หันตัวมาทางถนน ยืนนิ่ง และมองตาของพวกเราด้วยความเขินอาย...
    เสีย self อย่างแรง....เป็นแมวแล้วกระโดดลงถังขยะ..มันคงคิดแบบนั้น
    ซวยจริงๆ ....อยู่คนเดียวยังไม่เท่าไร
    นี่มันสายตาประชาชีตั้งหลายคู่....
    คิดถึงภาพนั้นทีไรก็ขำทุกทีสิน่าาา 5555  

    6/12/2007

    ถึงเอ๋...น้องรักของเจ้

    ถึง ...เอ๋ ....

    นานแล้วที่ไม่ได้อัพเดตข้อความมาถึงเอ๋น้องของเจ้
    อยู่เมืองจีน หนาวเหน็บแค่ไหนกันช่วงนี้
    หิมะหยุดตกรึยังนะ หรือว่ามันเข้าฤดูที่ไม่หนาวแล้ว?
    จริง ๆ แล้ววันนี้เราก็คุยผ่าน  msn messenger กันเนอะ
    เจ้ยังบอกเอ๋เลยว่า พี่นิค รักแรกของเจ้ยกหูมาหา
    เอ๋ยังตกใจ...แบบโคตรๆ ....แถมยังบอกเจ้ว่า..เจ้น่าจะตกใจแบบ
    โคตรๆ ยิ่งกว่าเอ๋อีกหลายเท่านี่นา....

    หลังจากไม่มีโอกาสได้เสวนากับพี่นิคมาตั้งแต่ปีที่แล้ว
    เจ้คิดว่า สงสัยเรื่องที่เจ้ไม่ยอมรับรักเค้านั่นแหละ 555
    อยู่ดีๆ แกก็ยกหูมาหาเจ้ เพียงเพราะ...เห็นเจ้ออกทีวี

    แกถามเจ้ว่าคนเสื้อเหลือง ผมสั้นๆ ออกแดงๆ นั่นอ่ะเจ้ใช่ไหม
    เห็นยืนหลบอยู่หลังผู้บริหารของกสิกรไทย ...แต่แกก็ยังจะจำได้
    แกยังบอกด้วยว่าเจ้ขึ้นกล้อง..แต่เจ้ได้ยินเสียงในใจแกบอกว่า ...เจ้อะขึ้นอืดแทน
    หายไปตั้งเป็นปี อยู่ดีๆ โทรฯ มาถามว่า ไอคนที่มันอยู่ข้างหลังผู้บริหารนั่นอ่ะ
    ...เจ้รึเปล่า....เชื่อเค้าเลย... หึหึ

    จริงๆ แล้วเจ้อยากจะเขียนถึงเอ๋ยาวกว่านี้นะ
    แต่พอดีว่า ช่วงนี้เจ้กำลังหัวหมุนกับการปั่นต้นฉบับ...ก้นเริ่มดำนิดๆ แล้วล่ะ
    แต่เจ้ก็ไม่พลาดที่จะส่งรูปมาฝากเอ๋น้องรักของเจ้อย่างชื่อเรื่องนะ
    หวังว่ารูปๆ เดียวคงจะบอกเล่าเรื่องราวอะไรๆ ได้ดี
    เหมือนที่ใครๆ ชอบเอามาใช้...

    รูปๆ เดียว บอกเล่าเรื่องราวได้นับพัน บอกผ่านถ้อยคำได้นับล้าน...
    ไม่ต้องมีถ้อยคำใดบรรยายข้างใต้ บางทีมันก็บอกได้ว่า...ความหมายของมันคืออะไร

    และหวังว่ารูปนี้จะทำให้เอ๋ขอตั๋วเครื่องบินพ่อกลับมาเมืองไทยตอนปิดเทอมได้สำเร็จ
    ....มันคงช่วยให้เอ๋คิดถึงเมืองไทยมากขึ้นทวีคูณ...มากกว่ารูปคนหล่อที่ไหน
    เจ้จริงใจนะ...ถึงเอารูปมาฝาก 5555

     

    ปล. อย่าบอกพี่เจี๊ยบละว่าเจ้แอบกินส้มตำ....หุหุ

    6/10/2007

    เกมกระต่ายโหม่งกระดิ่ง

     

    คลิกหาโค้ดมาลง blog
    คลิกไปคลิกมา แวะเว็บนั้นออกเว็บโน้น
    จนกระทั่งไปเจอเว็บไซต์นี้เข้าโดยบังเอิญ

    http://www.ywlt.com/flash/0bells.swf

    มีเด็กคนหนึ่งแนะนำให้เพื่อนๆ ที่เข้าไปใน blog ของเขา
    ได้ลองเล่นเกมกระต่ายโหม่งกระดิ่ง ...
    แถมยังพูดติดตลกเอาไว้อย่างกินใจว่า
    ไม่เล่นเกม แต่เปิดให้เพลงมันเล่นไปเรื่อยๆ ก็ได้
    เพลงก็เพราะได้ใจ...เห็นว่าอย่างนั้น

    ใจเลยคลิกเข้าไป และมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ
    อย่างที่เด็กคนนั้นบอกเอาไว้
    เกมกระต่ายก็ดูน่ารักดี
    เพลงก็เพราะ...สบายใจดีแฮะ...
    อ่ะ เอาไปเลย แบ่งปัน แบ่งปัน ...

    6/9/2007

    ขอแหวนเพชร



    วันนี้เห็นคนจัดงานแต่งที่สวิสโฮเทล เลอคองคอร์ด...
    พนักงานเตรียมงานกันใหญ่
    เจ้าสาวและเจ้าบ่าวดูมีความสุขดี...แม้งานคงจะยุ่งน่าดู
    เห็นแบบนั้นแล้ว...รู้สึกหดหู่พิกล...
    มันดูแปลกๆ เนอะ ที่เห็นเขามีความสุขแล้วเรากลับหดหู่
    แต่ใจก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ แฮะในวินาทีนั้น....

    เมื่อก้าวเท้าออกจากโรงแรมนั้น
    ตัวและหัวใจก็มาโผล่ที่คาร์ฟู รัชดาฯ
    วันนี้มีนัดพารองเท้าเจ้ากรรมที่พังมานานแสนนาน
    เข้าอู่ ซ่อมบำรุงรักษา ให้มันกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม

    ก่อนถึงร้านซ่อมรองเท้า เดินผ่านตู้ขายแหวน...
    พนักงานเขียนป้ายติดไว้ว่า
    นาทีทอง...ทุกเรือน 390 บาท..
    มันดูสวยงาม และน่าเดินเข้าไปซื้อใส่นิ้ว
    แต่คิดแล้วไม่เอาดีกว่า
    เลิกใส่แหวนมาสักพักใหญ่ๆ เพราะใส่ทีไรแล้วหดหู่...

    หดหู่อีกแล้วตู....อะไรกันหนักหนา....

    ก็มันมีความทรงจำแย่ๆ เกี่ยวกับแหวนนี่หว่าทำไงได้
    เรื่องมันก็มีอยู่ว่า.....
    เมื่อครั้งเดินทางไปยังเกาะเต่าหนก่อน
    รุ่นพี่ผู้ชายจากบริษัทพีอาร์ที่พาพวกเราไปเที่ยวทักใจว่า...
    "ขอโทษนะครับอย่าหาว่ายังงั้นยังงี้เลย
    แหวนทองเกลี้ยงที่ใส่ที่นิ้วนางข้างซ้ายนั่น ได้แต่ใดมาครับ"
    ใจยิ้มตอบกลับ ไม่ได้บอกคำตอบใดให้กับเขา
    แต่ดูเหมือนเขาจะเข้าใจได้เอง พร้อมกับตอบกลับมาว่า
    "จริงๆ แล้วมันมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า
    หากใครซื้อแหวนทองเกลี้ยงให้สาวสวมใส่ที่นิ้ว
    ก็มักจะแคล้วคลาดไม่ได้อยู่ด้วยกันด้วยเหตุการเลิกลาทุกครั้งนะครับ"


    บรรยากาศของทะเลที่ทั้งสวยงามจนหัวใจแทบละลาย
    ทำให้ใจไม่สนใจถ้อยคำนั้น
    เมื่อถึงกำหนดกลับมาจากทะเลหนนั้น....
    ปรากฎว่า ใจโดนแฟนบอกเลิกซะยังงั้น 555 แม้วจริงๆ
    ตั้งแต่นั้น เลยเลิกคิดจะใส่แหวนทองเกลี้ยงไปเลย

    หากจะใส่อีกที ขอเป็นแหวนเพชรไปเลยละกันนะคะ ฮิ้วววววววว

    6/6/2007

    คุยกับอั๋น..สืบเนื่องมาจากเรื่องชื่อจริงของกรุงเทพฯ

    ก่อนไปทานข้าวเที่ยง อยู่ดี ๆอั๋นก็มาทัก
     เพราะ sub name ใน msn messenger
    ของใจตั้งเอาไว้ว่า "โก๋แก่ทำพิษ ปากระบม....."
    ใจเลยขอพ่วงปัญหาคับอกคับใจเรื่อง...
    เด็กสมัยนี้จะตอบยังไงหากถามถึงชื่อจริงของกรุงเทพฯ
    และนี่คือบทสนทนาของพี่น้องที่ได้คุยกันเมื่อไร ก็บ้าทุกที...

    noh SSIW says:
    ทำไมล่ะ  ถั่วกัดเหรอ

    jai says:
    ....มันแข็ง จัดฟันอยู่

    noh SSIW says:
    อ๋อออ  ....  กินอาหารนิ่มๆสิ   เหมาะกะอายุด้วย  อิอิ

    jai says:
    ขอบใจ เด็กนักนิ...หึหึ

    noh SSIW says:
    20 กว่าๆ  อิอิ

    jai says:
    กว่าไม่เยอะเนอะเราอ้ะ

    noh SSIW says:
    22

    noh SSIW says:
    555+++

    jai says:
    อายุสมอง ไม่ยอมโต

    noh SSIW says:
    อือ  จริง  เป็นผู้ใหญ่แล้วรูสึกใช้ชีวิตยาก.....ไม่ตรงไปตรงมาเหมือนเด็กๆ

    jai says:
    เด็กสมัยนี้มันใช้ชีวิตยากกว่าเราอีกพี่ว่า

    jai says:
    พี่ไม่ค่อยรู้ละว่า เด็กๆ มันคิดยังไง เด๋วนี้

    jai says:
    วันก่อนพี่เห็นเด็กตัวเล็กยืนคุยกันเรื่องเกมออนไลน์

    jai says:
    พี่ยังสงสัยมันคุยเรื่องอะไรกัน

    noh SSIW says:
    แบบเพลงที่เค้าว่าเป็นสัยรุ่นมันเหนื่อยใช่มั้ย

    noh SSIW says:
    วัยรุ่น

    jai says:
    และที่สำคัญ มันคุยกันรู้เรื่องได้ยังไงนี่ดิ

    jai says:
    สงสัยมานานละ

    noh SSIW says:
    อ๋อออ   แต่ถ้าอั๋นฟังน่าจะพอเข้าใจนะ   อิอิ   วัยใกล้เคียงกันไง

    noh SSIW says:
    ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปเร็วเนาะ

    noh SSIW says:
    เด็ก ในวันนี้  ......  น่ากลัวมากขึ้น

    noh SSIW says:
    เลยต้องมีครูอย่างอั๋น  ไว้ 0......0 ไง

    jai says:
    ....

    jai says:
    พี่สงสารอนาคตของชาติขึ้นมาโดยฉับพลัน

    jai says:
    ตอนที่พี่ไปเป็นครู พี่ก็สำนึกได้ทันทีว่า พี่ต้องทำเพื่อชาติ

    jai says:
    หากชาติมีครูอย่างพี่ พี่จะสงสารเด็ก ๆ มาก 555

    noh SSIW says:
    เอิ้กๆๆๆ   จริงๆๆๆ

     noh SSIW says:
    ไปทานข้าวกันป่ะ  เที่ยงละ

    jai says:
    อื้ออ

    jai says:
    รอหนุ่มๆ มารับ

    noh SSIW says:
    กำ

    noh SSIW says:
    เฮ้อออออ.....งั้นเราไปกะ......สาว..(ทอม)   แถวนี้ก้อได้

    jai says:
    พี่ฝากถามหน่อยดิ

    jai says:
    พี่อยากรู้ว่าหากอั๋นถามเด็กๆ ที่โรงเรียนว่า รู้จักชื่อเต็มของ กทม. รึป่าว มันจะตอบยังไง

    jai says:
    ไปถามมาที...

    noh SSIW says:
    ถามนักเรียนชั้นไหนล่ะ

    noh SSIW says:
    มี ป.1 - ม.6

    jai says:
    ไม่เอาอนุบาล

    jai says:
    เอาม.ปลายละกัน

    jai says:
    ดูมันจะรู้เรื่องหน่อย

    noh SSIW says:
    ถ้ามันตอบว่ารู้ ...... ต้องให้มันบอกชื่อเต็มมั้ย

    jai says:
    อือ

    jai says:
    ดูจังหวะวรรคตอนของมันด้วยนะ

    noh SSIW says:
    อ้าว  แล้วอั๋น จะรู้ได้ไงว่ามันตอบถูก

    jai says:
    ว่าเมหือนเพลงอัสนี วสันต์รึป่าว

    jai says:
    พี่สงสัย

    jai says:
    .....จิงง้ะ อั๋นไม่รู้เหรอ ถามจริง

    jai says:
    อย่ามาตุ๊ด

     noh SSIW says:
    5555+++   ล้อเล่นๆๆๆ  ไม่ต้องทำหน้าตกใจขนาดนั้น

    ไว้ได้คำตอบเมื่อไร....ค่อยมาเมาท์กันอั๋นใหม่อีกหน โฮะโฮะ....

    ชีวิตมีปัญหากับ Z-pak elastics



     

    รู้สึกว่าตัวเองกำลังมีปัญหากับเจ้า Z-pak elastics
    เรียกซะยาก แต่จริงๆ แล้วมันเป็นหนังยาง
    ที่ออกแบบมาให้คนจัดฟันเอาไว้เกี่ยวระหว่างหมุดที่ติดบนฟันล่าง
    และฟันบนให้อยู่ชิดใกล้กัน หลังผ่านพ้นการจัดฟันไปสักพักใหญ่ๆ
    เมื่อฟันเริ่มเข้าที่ หมอจัดฟันก็จะยื่นเจ้าหนังยางนี่ให้กับพวกเรา...

    ตอนแรก ๆ ใจมีปัญหากับมัน คือการจำไม่ได้
    ว่าหมอบอกให้เกี่ยวกันหรือถอดมันตอนไหนบ้าง
    ผ่านไปตั้งเกือบครึ่งเดือน เพิ่งจะสำนึกถึงความสำคัญของมัน
    เลยถามชโรเพื่อนรักว่า...มันเกี่ยวตอนไหนบ้างนะ...555

    สักพักใหญ่ๆ ใจเริ่มมีปัญหาข้อที่สอง คือ เริ่มหลงลืม
    บางทีถอดแล้วลืมใส่ ใส่แล้วลืมถอด....วนอยู่ยังงั้น...
    และก็ยังแก้ไม่ได้จนถึงทุกวันนี้....

    ข้อที่สาม...วันหนึ่งระหว่างที่อยู่บนเตียงทำฟัน ....
    หมอก็จะเกี่ยวให้ก่อนออกจากห้องทำฟันตามที่นัดหมายไว้ประจำเดือน
    ด้วยความที่ใช้คีมคีบให้ยางเกี่ยวกับหมุด และหมอหาใช้มือไม่...

    ทันใดนั้นหนังยางที่โดนง้าง ก็ดีดป้าบบบบบเข้าให้!!!!!
    เสียงหัวร่อของหมอดังพอๆ กับผู้ช่วยหมอที่นั่งอยู่ใกล้ๆ
    (เสียงสะใจพิกล)
    แต่คนป่วยอย่างใจสิ....ปากเจ่อออกมาเลย ...หึหึ
    แต่หลังจากนั้น การโดนหนังยางดีดกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาซะละ
    พอบางทีก็โดนดีดมันซะเอง..ปากแดงตลอด ....



    ข้อที่สี่...สีของยางเดือนแรก...มันช่างแสบสัน
    เวลาออกงาน ต้องคอยหุบปาก เพราะว่าสีมันจัดจนเกินไปดูไม่สุภาพ
    เดือนที่สองเลยขอหมอเป็นสีใสๆ อย่างที่เห็น...
    ไม่ค่อยจะเห็นเท่าไร โชคดีไป

    ข้อห้า...เพิ่งจะเจอปัญหาใหม่ที่คอยระวังไม่ให้เกิดอยู่เสมอ
    เพราะว่ารัดยาง เลยอ้าปากไม่ได้ถนัดนัก
    และเมื่อเคี้ยวอาหารหรือขนม หมอก็แนะนำให้ถอดมันออกก่อน
    แต่หลังๆ ชักเชี่ยวชาญ...จะเคี้ยวอาหารก็มีหนังยางหงุบหงุบอยู่เหมือนเดิม
    ปรากฎว่า.......ตะกี้ตอนเคี้ยวทิวลี่อยู่ ยางทะลึ่งหลุดรวมไปกับทิวลี่
    ทิวลี่อร่อยจนทำให้ใจลืมว่ามีหนังยางอยู่ในปาก
    สรุปคือทั้งหนังยางและทิวลี่ถูกกลืนลงท้องไปเรียบร้อยโรงเรียนแม้วซะแล้ว.....

    อันนี้ไม่รวมกับการพูดไม่ชัด การเมื่อยปากที่เคยบอกมาก่อนหน้านี้ด้วย
    ที่ซวยกว่านั้น รู้สึกว่าตัวเอง รัดหนังยางแล้วเหมือนโดนใส่ตะกร้อพิกล 5555

    เมื่อวาน...กับโรงงานผลิตฮาร์ดดิสก์


    มื่อวานบุกไปชมโรงงานผลิต Hardisk Drive  ของ WD
    หรือ Western Digital ถึงนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน
    เดินไปเดินมาในโรงงาน...เห็นป้ายตั้งเอาไว้
    เพิ่งเคยเห็น..ปกติเคยเห็นป้ายแบบนี้เขาเอาไว้ตั้งบอกว่า
    พื้นเปียก ระวังลื่น.....
    หากเป็นนิวซีแลนด์จะเป็นป้ายโฆษณาสินค้าในร้าน
    แต่ที่นี่เอาไว้ทำอะไรไปดูกันเอง...




    ++++++++++++++++++++++++++

    กระบวนการผลิต Hardisk Drive นั้นจะ sensitive กับไฟฟ้าสถิตย์
    เส้นเหลืองระหว่างทางเดิน
    เป็นการกันไม่ให้คนนั้นเดินล้ำเส้นเข้าไปในเขตการผลิต
    ตัวคนเต็มไปด้วยไฟฟ้าสถิตย์ หากเข้าไปใกล้การผลิต  Hardisk 
    จะมีผลกระทบกับการผลิตค่อนข้างมาก
    จริงๆ แล้ว  Hardisk  ที่เราใช้ก็ค่อนข้างจะไม่ถูกกับไฟฟ้าสถิตย์เหมือนกัน
    โดยเฉพาะกับส่วนที่เป็นขั้วเสียบสายระหว่างคอมฯ
    ตรงนั้น วิศวกรบอกว่ามีผลมากที่สุด
    หากเลี่ยงได้อย่าไปจับ...แม้จะไม่มาก แต่ก็มีผล
    สายไฟเล็กๆ ที่เชื่อมระหว่างบอร์ดหรือแผงวงจร
    กับหัวอ่าน และตัวเขียนนั่นแหละที่มักจะเสียหายทุกครั้ง
    เพิ่งจะรู้เหมือนกันนะเนี่ย....
    ที่โรงงานเลยให้พนักงานทุกคนใส่รองเท้าที่เรียกว่า conductive shoe
    รองเท้านำไฟฟ้า ที่จะนำกระแสไฟฟ้าในตัวเราทั้งหมดลงพื้น
    ที่มือก็มีสายสีดำๆ ให้พนักงานเกี่ยวเสมอ
    เพื่อนำกระแสไฟจากมือเข้าสายไปอีกทางหนึ่ง...





    ++++++++++++++++++++++++++

    กลับมาจากโรงงาน รถตู้รับส่งสื่อมวลชน
    แวะไปส่งพวกเราหลายคนที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสหมอชิต
    ใจเลือกลงใต้ดินที่อยู่ติดกันแทนการขึ้นฟ้า
    ก่อนเข้า พนักงานรักษาความปลอดภัยขอดูข้าวของในกระเป๋าเช่นเคย
    ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา การขอดูข้าวของในกระเป๋าก่อนเข้ารถไฟฟ้าใต้ดิน
    เข้าตึก อาคารสำคัญ และสถานที่ต่างๆ กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว
    ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ แทบทำใจไม่ได้ รับไม่ทัน
    ก็บางวันกระเป๋ามันรกมากมาย อยู่ดีๆ ก็มาขอดูกันดื้อๆ
    บางทีแอบซื้อมะม่วงและลูกชิ้น ไส้กรอกอีสาน ซ่อนไว้ในกระเป๋า
    กะว่าจะเอาไปกินที่บ้าน....
    เปิดให้ดูทีไร กลิ่นก็กระจาย แถมไม้ลูกชิ้นยังโผล่มาให้เห็น รู้สึกเขินอายพิกล
    แต่หลังๆ ชักชินซะแระ ต่อให้รกขนาดที่งูเข้าไปแล้วหลงแค่ไหนก็ไม่สนใจ

    แต่สำหรับ วันนี้มันต่างจากทุกวันก็ตรงที่...
    ใจมีห่อของขวัญอยู่ในมือติดเข้าไปด้วย
    ห่อของขวัญที่มีคนห่อเป็นรูปเสื้อเอาไว้ พอเดาได้ว่าข้างในเป็นเสื้อ...

    พนักงานรักษาความปลอดภัยนายนั้นบอกว่า "แกะได้ไหมครับ"
    ใจหันไปมองหน้าเขาแบบตรงๆ แล้วก็บอกว่า "หากแกะแล้วจะห่อกลับยังไงละคะเนี่ย"
    เขาคิดอยู่นาน ท่าทางจะหาทางออกไม่เจอ
    และดูเหมือนจะก็อยากจะแกะห่อของขวัญนั้นเต็มที่
    ใจเลยแนะนำเขาไปว่า...พี่จับดูไหมคะ ข้างในมันเบา น่าจะเป็นเสื้อ
    เขาคว้ามือมาจับ เขย่าๆ สักนิด ก่อนลังเลว่าจะทำยังไงกับมันดี
    สุดท้ายคนที่รอต่อคิวด้านหลังเริ่มยาว สุดท้ายก็เลยต้องจำใจปล่อยให้ใจเข้าไปข้างใน
    .....ของใครของมัน ริจะมาแกะห่อของขวัญของใจ อยากรู้ล่ะดิว่าข้างในเป็นอะไร
    ใสเจีย เสียใจด้วยพี่ หึหึ  โฮะโฮะ............