Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    5/29/2008

    เรื่องที่ซ่อนอยู่ใต้คำว่า "อันเดอร์แวร์"




    underware

    วันนี้ใช้เวลาช่วงบ่ายทั้งวันไปกับการนั่งฟังสัมมนาเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์
    วิทยากรของงานเพียบพร้อมไปด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิและตำแหน่งใหญ่โต
    หลายคนคลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมอสังหาฯ มานานและถือได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ

    บอกตรงๆ ว่าไม่ผิดหวังเลยที่ใช้เวลาครึ่งค่อนวันไปกับการนั่งอยู่กับที่
    ใช้สายตาพุ่งเป้าไปยังที่ที่เดียว และใช้หูฟังเสียงดังที่ลอดมาจากลำโพง Boston นั่น
    เพราะไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยสาระแล้วยังสร้างเสริมภูมิปัญญาได้เป็นอย่างดี
    ชอบประโยคที่เขาว่าวิทยากรไม่ควรจะหวงสไลด์และข้อมูลที่ตัวเองนำเสนอบนเวที
    เพราะคุณต้องยอมรับเงื่อนไขตั้งแต่แรกว่า หากคุณจะมาคุย ใครๆ ก็อยากจะได้ข้อมูลจากคุณ

    หนก่อนเคยไปงานสัมมนาชื่อดังบางอย่าง
    วิทยากรไม่ได้บอกว่าจะห้ามถ่ายภาพ
    ใจยกกล้องถ่ายภาพมาบันทึกสิ่งที่ต้องการ สักพักพนักงานที่ดูแลการสัมมนาเดินมาหา
    "ขอโทษนะคะ วิทยากรแจ้งไว้ว่าไม่ให้ถ่ายภาพสไลด์ค่ะ"

    ใจถึงกับอึ้ง นี่มันงานสัมมนาระดับนานาชาติ และมีนักข่าวจากหลายสำนักมาร่วมงาน
    แต่วิทยากรบอกว่าไม่ให้ถ่ายภาพสิ่งที่เขากำลังพูดอยู่
    พนักงานบอกว่าให้ช่วยลบภาพออกจากกล้องด้วย ใจก็ยอมทำ เขาตั้งเงื่อนไขแบบนั้น
    ต่างกันกับวิทยากรวันนี้อย่างชัดเจนเขาบอกว่า

    "knowledge is not private property"

    นี่สิ ถึงจะถูกต้อง คนที่หวงความรู้สงสัยไม่เคยดูละครสมัยก่อน เพราะเขาเรียกว่า "เวตาล"

    งานสัมมนาวันนี้มีวิทยากรที่มีฝีปากเป็นกล้าอยู่รายหนึ่ง
    พอวนมาถึงเขาทีไร คนทั้งห้องที่เพิ่งจะทานข้าวกลางวันมาก็ไม่ง่วง เอาแต่หัวเราะเพราะคำพูดของเขา

    ตัวอย่างหนึ่งที่ใจจดจำได้ดีจากฝีปากของวิทยากรท่านนี้ก็คือ

    "ผมมีเพื่อนคนหนึ่งครับเป็นเพื่อนชาวสิงคโปร์
    เขาเคยบอกว่า โอ้ย ประเทศของยูน่ะเหรอ ฉันไม่มาลงทุนหรอก
    เพราะประเทศของยูเปลี่ยนนายกรัฐมนตรียิ่งเสียกว่าเปลี่ยนอันเดอร์แวร์เสียอีก
    ผมได้ฟังเช่นนั้นก็โมโหทันทีครับ มาพูดถึงประเทศผมแบบนี้ได้อย่างไร
    ว่าแล้วผมก็สวนกลับทันที
    ก็ยังดีกว่าประเทศของยูแหละน่า 30 กว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยเปลี่ยนอันเดอร์แวร์เลยนี่....."



    ฮิ้ววววววววววววววววววววววว ฮาครับท่านงานนี้

    วิดิโอตลก




    dvd

    เมื่อหลายวันก่อน ตัดสินใจควักเงินในกระเป๋าซื้อดีวีดีลิขสิทธิ์จากร้านแมงป่องมาหนึ่งแผ่น
    ดีวีดีชื่อเรื่องว่า "P.S." ทั้งที่ไม่เคยมีใครได้บอกว่าหนังมันดี หรือไม่เคยอ่านเจอที่ไหนว่าใครเขาแนะนำ
    แต่เพียงเพราะเห็นตรารวงข้าวสีทองติดอยู่บนหน้าแผ่น
    ตราที่ถูกทำให้เรามักจะคิดว่า
    มันถูกส่งเข้าประกวดหนังดี หลายสาขา หลายงาน หลายรายการมาแล้ว
    และเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เลยสมมติฐานเอาไว้ล่วงหน้าว่าน่าจะเป็นหนังที่ดี
    เชื่อเถอะ คงมีใครหลายคนเป็นแบบใจอยู่บ้างแหละน่า
    เลือกซื้อหนังเพียงเพราะเห็นเจ้าตราที่ว่านี้ติดอยู่ข้างหน้า

    จนถึงวันนี้ผ่านมาเกือบสัปดาห์ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะแกะพลาสติกห่อออกมาใส่เครื่อง
    นอนดูแล้วพิสูจน์กันให้รู้เสียทีว่า เจ้าตรานั่นให้ผลอย่างที่คาดการณ์ไว้ไหม

    พอซื้อดีวีดีมาดูที่บ้านแบบนี้แล้ว ก็อดนึกถึงภาพเก่าๆ แต่ก่อนไม่ได้
    ที่บ้านไม่รู้จักหรอก วีซีดี หรือดีวีดี
    อย่างมากเราก็ไฮเทคสุดในหมู่บ้านเพราะมีเครื่องเล่นวิดิโอ

    เสียเพียงแต่ว่า ร้านเช่าม้วนวิดิโออยู่ห่างเกิน 20 กิโลเมตร
    เวลาจะเช่าม้วนที พ่อจะต้องขับมอเตอร์ไซด์เข้าตัวอำเภอ
    เช่าทีก็เหมาไปสิบม้วน ที่ร้านจะแถมให้อีกสองม้วน รวมเป็นหนึ่งโหล
    แผ่นกระดาษที่บอกว่าเราเช่าและมีกำหนดคืนเมื่อไรจะยาวเฟ้ยเสียจนน่าตกใจ
    แถมระยะเวลาที่เช่าก็ได้นับสิบวัน ตามจำนวนม้วนที่เราเลือกเช่า
    ใจมักจะติดสอยห้อยตามพ่อไปที่ร้านวิดิโอด้วยเสมอ
    พ่อมักจะเป็นคนเลือก ส่วนใจก็นั่งคอย
    แต่ขอบอกทุกม้วนที่พ่อเช่า กลับไม่ใช่หนังหรือซีรีส์
    มันมีแต่ "วิดิโอตลก" แทบทุกม้วน

    ไม่ใช่อะไรเลย นั่นเป็นเพราะที่บ้านโปรดปรานการดูวิดิโอตลกเป็นอย่างมาก
    ม้วนวิดิโอสมัยตะก่อนเขาจะบันทึกเพื่อเอาไว้ให้เราชมในบ้าน
    แต่ส่วนมากจะเป็นการบันทึกบนเวทีคาเฟ่
    แสดงไปบันทึกไป ได้ทั้งเงินจากคาเฟ่แถมได้เงินจากม้วนวิดิโอด้วย
    เราเช่ากลับบ้าน นั่งดูไป ขำกันไปทั้งบ้าน
    บางทีมานั่งคิดถึงมุขบางมุขทีหลังก็นั่งขำอยู่คนเดียว...เหมือนคนบ้า

    มุขที่จำได้เสมอก็เห็นจะเป็นมุขคนหน้าเหมือนสายันต์ สัญญา
    เขาจะออกมาพร้อมเคราขนแพะตรงคาง
    มือสองข้างพนมเป็นรูปทรงการไหว้ หัวและคอจะสั่นริกๆ พร้อมกับก้มลงไหว้คนชม

    "สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้อง ...น้อง ....น้อง น้อง....
    สายันต์ดีใจที่ได้มาพบปะกับพ่อแม่พี่น้องในวันนี้
    ในงานสมโภชสี่แยกไฟเขียวไฟแดง ...
    ไม่ต้องรักสายันต์มากก็ได้ ให้รักน้อยๆ แต่รักนานๆ"


    นั่นคือคำพูดที่จำได้เสมอมา ไม่ว่ายุคสมัยได้ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีให้เห็น

    นอกจากนี้ตลกคาเฟ่ยังมีพวกมุขง่ายๆ
    อย่างจำพวกเล่นเกมเรียงหน้ากระดาน
    เปลี่ยนกันนับหนึ่งถึงสิบใครเจอเลขสิบคนนั้นโดนตีหัว...
    อุปกรณ์ตีหัวมียังยางดำๆ ทรงกลมยาวๆ ตีหัว "โชะ"
    หรือก็ถาดตีหัวดังเหมือนถาดโดนหัว (ไม่รู้จะบรรยายเสียงยังไงดี)
    จะให้ขำหน่อยก็ให้สลับที่กันแล้วคนเดิมก็โดนตีหัวทุกที
    ขำยิ่งขึ้นด้วยการให้คนเดิมโดนตีด้วยสันหรือขอบของถาด
    เสียงดัง "ป้อก" อันนี้เจ็บจริง แต่คนดูจะฮา...

    หรือไม่ก็มุขพูดผิด แต่คนอื่นท้วง
    มุขคำผวนแต่ลามก....มุขแบบนี้หากินได้ตลอด
    นั่งดูไปก็ฮาได้ใจคนดูอยู่เสมอ

    ครอบครัวของเราต้องลำบากเดินทางไกลไปเช่าม้วนวิดิโอนานหลายปี
    จนกระทั่งไม่มีม้วนวิดิโอใหม่ๆ ให้เช่า
    เล่นเหมาเช่าทีละโหล คงไม่มีใครมาผลิตได้ทัน
    (บางทีพ่อก็เช่าม้วนเดิมๆ เอากลับไปดูอีกหลายรอบ)
    แถมยังเช่าติดๆ กันหลายปี
    สุดท้ายเราไม่ได้เลิกดูวิดิโอเพราะมดเข้าไปทำรังในเครื่องวิดิโอมีไข่มดขาวจั๊วะแต่อย่างใด
    แต่เป็นเพราะว่าร้านวิดิโอปิดตัวจากพวกเราไปต่างหาก
    นี่หากร้านวิดิโอไม่ปิด
    และมดเข้าไม่เข้าไปทำรังในเครื่องวิดิโอ
    คงมีใครสักคนในบ้านกลายเป็นแฟนพันธุ์แท้คณะตลกเป็นแน่

    ปล.
    เราดูวิดิโอตลกกันเสียนานจน รู้แม้กระทั่งว่า ดาราตลกที่โด่งดังบางคน
    เขาเคยเป็นคนเล่นเบสประกอบการแสดงตลกของบางคณะอยู่แท้ ๆ
    สักพักเขากลับขยับมาเป็นนักแสดงตลกแทนเสียอย่างนั้น
    คงเคยชินกับมุขมานาน..มันซึมซาบ

    มุขบางมุขเรารู้ทันเขาเลยว่าเขาจะเล่นอะไรต่อไป
    พ่อกับแม่เลยขำรอไว้ก่อนก็มี...มันชิน...มันดูมานานหลายปี


    5/28/2008

    กระเป๋าหนัก




    bag17 
                 กระเป๋ามหาสมบัติมีทุกอย่าง ยกเว้นน้ำปลา ปลาร้าและน้ำพริก


    เรื่องพกของใส่กระเป๋า จนหนักอึ้ง และก็แบกขึ้นบ่า
    พาออกไปนอกบ้านทุกวี่ทุกวันนี่ ยอมรับว่าแก้ไม่ตกเสียที
    เพราะไม่เคยจะทำใจทิ้งของอย่างหนึ่งอย่างใดออกจากกระเป๋าได้
    มันเป็นอารมณ์ประมาณว่าเราเอาของออกแต่หากจะเป็นต้องใช้
    เราจะรู้สึกเซ็งอยู่ในอารมณ์อย่างหนัก และจะพาลโมโหตัวเอง
    เหมือนรอแท็กซี่ตั้งนาน แล้วเสียงโทรศัพท์ดัง ก้มควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋า
    แล้วรถว่างๆ มันก็วิ่งผ่านหน้า ฟิ้ววววววววววววววววว .... วิ่งฉิวเลย


    bag14 bag13 bag8
                     กระเป๋าตังค์ใบเบ้อเร่อ ยาดมสมุนไพรกานพลู (ช่วยได้เยอะ) และสมุดจดข่าวและปากกาแจกฟรี


    ดังนั้นวิธีการแก้คือ ต้องพกของที่คิดว่าจะได้ใช้และคาดว่าจะใช้ใส่กระเป๋าไปด้วยเสมอ
    ซึ่งเมื่อมานั่งพิจารณาดูดีๆ มันก็มีของหลายชิ้น จนกระเป๋าก็กลับมาหนักเหมือนเคย

    อาการแบกกระเป๋าหนัก ไม่ได้ทำให้เราหนักเพียงอย่างเดียว
    แต่มันทำให้เราปวดไหล่อย่างปฏิเสธเสียไม่ได้
    หากเป็นกระเป๋าสะพายข้างมันก็หนักที่ไหล่ข้างใดข้างหนึ่งที่สายพาดอยู่
    หากเป็นกระเป๋าถือแบบสะพายได้ แต่สายไม่ยาว
    มันก็จะหนักข้างที่ไหล่ใช้สะพายกระเป๋าหนักที่ว่า
    หนักเข้าก็ทำเอาปวดไหล่ถาวร
    พาลไม่อยากสะพายกระเป๋า ได้นั่งที่ไหนเอากระเป๋าวางกับพื้นที่นั่น
    เหมือนสวรรค์ทรงโปรดทุกครั้งที่ได้วางกระเป๋ากันเสียที


     bag12 bag9 bag10 
                กระเป๋าใส่ของได้สองด้าน เขากั้นครึ่งเอาไว้ ครึ่งหนึ่งใส่ small talk และนามบัตร อีกข้างใส่โทรศัพท์สีฟ้า


    วันนี้แบกกระเป๋าหนักออกนอกบ้านเหมือนเคย
    พาไปถึงตากสิน กลับมาที่รัชดาฯ เพราะกลางวันมีนัดกับต้อม เพื่อนสาวที่เป็นแอร์โฮสเตท
    สายการบินเจแปนแอร์ไลน์
    นัดชำระหนี้ตามกฎหมายพร้อมรับส่งมอบของที่ฝากซื้อ
    ทั้ง hood และ filter ของกล้องอีกสองขนาด


    bag2 bag3 
    พวงกุญแจห้อง ร่มบางมาก ฝากสาวต้อมซื้อมาจากญี่ปุ่นนานมาแล้ว ห้ามกางเวลาลมแรงมันจะหักครึ่ง


    หลังจากรับของ กินข้าวกลางวันด้วยกันเสร็จ
    เพื่อนต้อมบอกว่าอย่าเพิ่งกลับเลยไปนั่งเป็นเพื่อนกันก่อนที่ร้านกาแฟ
    เราเดินลงไปชั้นล่างของดิเอสพละนาด
    ใจเห็นเก้าอี้มาแต่ไกล ดีใจ...แล้วก็วางกระเป๋าทันที

    bag4 bag5
    ที่อัดเสียงดิจิตอลของ Sony เครื่องมือทำมาหากิน อีกอันเป็น iPod ช่วยได้ดีเวลานั่งรถนานๆ


    ระหว่างที่ต้อมกำลังง่วนกับการรับสายโทรศัพท์ที่โทรฯเข้ามา
    ใจก็เปิดดูกระเป๋าดูว่ามันมีอะไรให้ทำแก้เหงาไปพลางๆ บ้าง
    เปิดกระเป๋าตัวเองดูแทบจะหงายหลังลงพื้น อกอีแป้นจะแตก
    นี่มันกระเป๋าหรือกระสอบฟะเนี่ย
    เมื่อตะกี้แอบเห็นกระเป๋าของต้อมไม่มีของเยอะแยะมากมาย...ทำไมไม่เหมือนเรา


    bag11 bag6 
       ที่ห้อยโทรศัพท์ Mr.P แขวนคอตาย ส่วนอีกอันเป็นกระเป๋าใส่กล้อง Canon G9


    ว่าแล้วก็เอาของทุกชิ้นมาวาง ค่อยๆ บันทึกภาพเอาไว้
    ขอบอกว่าภาพที่เห็นมาตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้
    มันยังไม่รวมกับเอกสารอีกปึกใหญ่ที่ได้จากงานแถลงข่าววันนี้

    bag7 bag1
    หนังสือเล่มนี้มีลายเซ็นต์ของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ด้วย ซื้อมาเป็นปีอ่านไม่จบสักที
    ส่วนกระเป๋าสีลายใส่แปรงสีฟัน ยาสีฟัน  ไม้จิ้มฟัน แป้งปะหน้า
     


    ทีนี้ก็รู้แล้วว่าอะไรทำให้กระเป๋าหนักบ้าง
    เอกสารน่ะไม่ได้ถ่ายเก็บไว้ ..... มันเริ่มทำใจไม่ได้....
    แต่ยังไงเสียของทุกอย่างที่พกก็ได้ใช้แทบทุกอัน
    และมันก็คงจะต้องปวดไหล่เหมือนเดิม


    bag16
    bag15
    ชอบกระเป๋าใบยักษ์ ช่วงนี้ต้องหันเอาด้าน "อย่าเพียงแต่พูด" เข้าตัว ...กลัว



    ปล. เห็นตั้งชื่อ นึกว่าใจใหญ่ ใจป้ำ กระเป๋าหนักควักเงินซื้อของล่ะสิ


    ราคาเป๊บซี่ และหมาหิว




    dog1 

    วันอังคารที่ผ่านมา ใจเข้าออฟฟิศ
    ตอนบ่ายมีพีอาร์เอาพิซซ่าให้กองบรรณาธิการข้างบ้าน
    แต่พวกเราก็ได้กุศลผลบุญกินพิซซ่าถาดใหญ่ไปกับเขาด้วย
    กินพิซซ่าจนจุกก็หิวน้ำ

    เลยคิดว่าน่าจะตบท้ายด้วยการกินเป๊บซี่
    ใจเลยเดินลงไปชั้นล่าง
    มุ่งหน้าไปยังร้านขายของชำสองร้านสุดท้ายในละแวกนั้น


     dog3

    ก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง เห็นเจ้าเอม ช่างภาพที่ออฟฟิศ
    ซื้อเป๊บซี่ใส่ถุงมากินเหมือนกัน
    เจ้าเอมชวนกิน แล้วพูดสำทับว่า

    "ป้าเจ้าของร้านของชำบอกว่าเป๊บซี่จะขึ้นราคาอีก 4 บาท"
    หากพิจารณาราคาเป๊บซี่ใส่น้ำแข็งและถุงหิ้วตอนนี้ 11 บาท
    ขึ้นอีก 4 บาทราคาจะอยู่ที่ 15 บาท


    ใจเดินมาถึงร้านขายของชำแล้ว
    มีร้านขายของชำสองร้านติดกัน
    แต่ไม่รู้ทำไมใจมักจะเลือกร้านซ้ายมือของตัวเองเสมอ
    มันเหมือนกับความชอบส่วนตัว
    บอกไม่ได้เหมือนกันใช่ไหมว่าทำไม?

    ทำไมเราถึงชอบกินข้าวจากฝั่งใกล้ตัวก่อน
    ขณะที่บางคนก็ชอบกินข้าวจากฝั่งไกลตัวเข้ามาหาตัว
    อีกคนอาจจะชอบกินลูกชิ้นก่อน
    ขณะที่บางคนก็ชอบกินลูกชิ้นทีหลัง....บางครั้งก็ซวยโดนเพื่อนแกล้งแย่งกินต่อหน้าต่อตา

    ใจสั่งเป๊บซี่ใส่ถุง
    พร้อมกับถามป้าใส่แว่นเจ้าของร้านที่เจอกันอยู่เป็นประจำว่า

    "ป้าเป๊บซี่จะขึ้นราคาเหรอ?"

    dog2

    ป้าแกตอบกลับมาว่า

    "ไม่เห็นเขาบอกว่ายังไงนะ เขาจะขึ้นเหรอ ไม่เห็นเขาบอก
    ป้าว่าหากเขาขึ้น เขาได้เงินเยอะขึ้น แต่จำนวนยอดขายเขาจะลดนะ
    เพราะเดี๋ยวคนเขาก็บ่นว่ามันแพงแล้วพาลเลิกกิน
    นี่เขายังไม่อิ่มอีกเหรอ ป้าว่าเขาควรจะอิ่มได้แล้วนะ
    หากไม่อิ่มเขาจะท้องแตกเอาเสียก่อน"


    โหหหหหหหหหหหหหหหหห ป้าทำเอาหนูอึ้งกิมกี่
    หนูถามหน่อยเดียว ป้าเล่นซะคำคม โดนนะนี่...

    เออ...ว่าแต่เป๊บซี่ร้านป้าแกคิดราคา 12 บาทใส่น้ำแข็งด้วยนะ..ขึ้นมาอีก 1 บาท....


    dog4

    อึ้งเพราะคำคมจากปากป้าแกเป็นที่เรียบร้อย
    ใจก็เดินกลับออฟฟิศ
    แต่ก่อนจะเดินพ้นร้านป้าร้านของชำ
    ใจก็พบกับภาพที่ไม่รู้จะบรรยายยังไงดี

    มีหมาสีขาวตัวหนึ่ง
    มันคงมีเจ้าของ แต่มันมาจากไหนใจไม่ทราบ
    เจ้าของมันจะรู้ไหมว่าหมาของเขามานั่งจ้องหน้าคนซื้อลูกชิ้นและหมูทอด

    น้ำลายมันไหลย้อยเหมือนจะขอของกิน
    คงเหมือนกับคนมีแฟน แต่มองผู้หญิงสวยน่ารักเดินผ่าน แต่ทำอะไรไม่ได้
    เหมือนหมามองปลากระป๋อง อยากกินแต่เปิดไม่เป็น ไม่มีปัญญา
    เหมือนกับคนไม่มีแฟน แต่เห็นคนอื่นเดินจับมือกันมันก็พาลอิจฉา
    เกี่ยวกันมั้ย??? ไม่เกี่ยวใช่ไหม... งั้นกลับมาที่หมานั่งจ้องหน้าคนต่อละกัน

    ใจเห็นหมานั่งจ้องอยู่นาน
    แต่ใครแถวๆ นั้นก็ไม่สนใจมัน
    ใจควักกล้องมาถ่ายรูปไว้ไม่ทัน
    ทันแต่ตอนมันลุกขึ้นยืนจ้อง

     dog5

    หมาจ้องไปทางร้านหมูทอดสักพัก
    ก็หันหน้ากลับมาร้านขายลูกชิ้น
    ใจยืนดูมันสักพัก....ก็เดินจากมา

    คนเราหิว มีเงินในกระเป๋ายังหาของกินได้
    เด็กๆ หิวยังร้องไห้งอแง พ่อแม่ก็รู้และดูออก
    หมาแมวหิว หากเจ้าของรักและใส่ใจก็มีของให้กิน
    แต่หมาแมวหิว เจ้าของไม่รักและเข้าใจ
    จ้างให้ก็ไม่มีอะไรให้กิน


    dog6

    หมาข้างทางหิว
    คนแอบถ่ายภาพมันไม่ใจดี หมามันก็ไม่ได้กิน...5555 ใจร้ายพิกลนะเรานี่


    ปล.วันหลังเจอจะแก้ตัว ซื้อให้ทั้งหมูทอดและลูกชิ้นเลย วันก่อนขออภัยเด้อออ

    5/26/2008

    สุจริตใจอย่าไปกลัว




    5

    เวลาฉันบอกแม่ว่าฉันกำลังไม่สบายใจอย่างหนัก
    แม่ก็บอกว่าคนข้างบนเขามักส่งบททดสอบใหม่ๆ มาให้เราเสมอ
    ถึงแม้จะเข้าใจที่แม่พูด แต่ก็ทำใจไม่ได้สักหน
    บทพิสูจน์ของคนข้างบนช่างมากมายหลายข้อ
    ข้อแล้วข้อเล่า ยากเย็นขึ้นตามจำนวนตัวเลขของอายุ

    1

    หนึ่งขวบไม่เคยเห็นต้องมานั่งคิดมากว่าพรุ่งนี้จะตกงานไหม
    สองขวบฉันก็ไม่เคยได้สนใจว่าคนรักจะทิ้งฉันไปเมื่อไร
    สามขวบฉันก็ไม่ต้องใส่ใจว่าเงินในกระเป๋าจะหมดลงเมื่อไร


    2

    สิบขวบฉันเริ่มกังวลว่าป. 5 โรงเรียนบ้านนอกแบบนี้จะสอนภาษาอังกฤษไหม
    สิบสองขวบฉันเริ่มปวดหัวกับการอ่านหนังสือสอบเข้าเรียนชั้นม.1
    สิบแปดปีฉันเริ่มคิดหนักจะเรียนอะไรดีในมหาวิทยาลัย
    ยี่สิบเอ็ดฉันเริ่มมองไม่เห็นว่าอนาคตจะทำงานอะไรได้กับคณะที่เลือกเรียน
    ยี่สิบห้าทำไมชีวิตสั่นคลอน แทบจะเอาชีวิตไม่รอด
    ยี่สิบแปด ทำไมปีนี้ใช้ชีวิตได้ยากเย็น น้ำมันมันแพงข้าวของก็ขึ้นราคาเสียนี่กระไร
    ปีที่ผ่านมาสามสิบฉันเริ่มคิดหนักแล้วว่าจะอยู่บนคานทองเสริมเหล็กกล้านี่ไปอีกนานแค่ไหน....

    3

    แต่ถึงอย่างไรเสีย .... ฉันก็ประกอบกิจกรรมอันเป็นสุจริต
    ฉันทำงานสุจริตไม่ขูดเลือดเนื้อใครมาเผาต้มยำกิน
    ฉันคิดสุจริตไม่ทำร้ายหรือเบียดเบียนใคร
    ฉันสุจริตใจต่อหน้า ลับหลังมันก็เหมือนกัน
    ดังนั้นฉันจึงไม่สนใจว่า ใครจะทำร้ายฉันแค่ไหน
    ก็เพราะฉันสุจริตเสียทุกอย่าง จะกลัวอะไร

    4

    พูดถึงเรื่องสุจริต ก็อดคิดถึงเรื่องวันนี้ไม่ได้
    วันนี้ฉันไปพันธุ์ทิพย์พลาซ่ามา
    เห็นคนประกอบกิจกรรมอันไม่สุจริตอยู่แถวลานชั้น 1 และอีกหลายชั้น
    แม้หากฉันได้เดินผ่านกับเพื่อนชายเขาก็จะถาม "โป๊ ไหมพี่"
    เคยได้ยินเขาว่ายังไงเสียก็เอาไม่อยู่
    แต่บางคนก็บอกว่า "คอยดูเหอะ แผ่นผียังไงก็ตายเพราะโหลดบิท"

    6

    ก่อนเข้าพันธุ์ทิพย์ฉันเห็นคนประกอบอาชีพสุจริต
    เขาเอาทุกอย่างวางพื้น...บางชิ้นเอาห้อยคอ
    บางส่วนเขาหอบไว้ ที่เท้ายังมีอีกชิ้น
    ด้านหน้าตั้งเครื่องมือที่จะให้ผู้คนเข้ามามอบกำลังใจให้

    เขาแต่งแต้มสีสันที่ใบหน้า
    นั่นอาจจะเพราะจงใจอยากจะให้อาชีพสุจริตนั้นโดดเด่นยิ่งขึ้น
    บอกตรงๆ ฉันยืนอยู่นานจนคนข้างหลังเขาไม่มองคนข้างหน้า
    แต่เริ่มมามองฉันแทน..มันจะยืนทำไมนาน แถมยังยืนขำฟรีด้วย
    คนเริ่มหนาตาขึ้น มีบางคนนั่งลงตรงบันได ตั้งอกตั้งใจดูผู้ชายคนนี้

    7

    เขาเล่นมุขประมาณว่า
    รองเท้ามาจากอิตาลีนะฮ้า เสื้อผ้าที่ใส่นี่ฝรั่งเศสเห็นๆ
    ส่วนหน้าตาไม่ต้องสงสัย กาฬสินธุ์ชัดๆ
    แต่วๆๆๆๆ (เสียงดีดเครื่องดนตรีประกอบจังหวะแสดงอารมณ์ฮา)

    จำไม่ได้ว่าเขาพูดอะไรต่อ แต่รู้ว่ากระตุกต่อมฮาได้ดี
    ต่อจากนี้เป็นเสียงเพลงที่เขาเล่นเอง ร้องเอง
    สังเกตุได้จากจำนวนชิ้นเครื่องดนตรี
    การประกอบอาชีพสุจริตสำหรับคนนี้ไม่ง่ายเอาเสียเลย....ให้ตายเหอะ

    8

    ขอให้ชายผู้ประกอบอาชีพสุจริตรุ่งเรือง
    เหงื่อที่หยดลงบนหน้าหายไปทีละน้อย
    ขอให้เขาได้ในสิ่งที่เขาปรารถนา
    พระท่านว่า ทำบุญก็จะได้บุญ ทำชั่วก็จะได้ชั่ว
    เราทำบุญกลบชั่วไม่ได้ ขาว ก็ขาว ดำก็ดำ
    ขาวเป็นดำ และดำก็เป็นขาวไม่ได้
    ดำลบขาวไม่ได้ มันแบ่งแยกข้างกันอย่างชัดเจน
    ตราบใดที่ประกอบอาชีพสุจริตก็ขอให้ได้อย่างที่ควรจะเป็น

    ฉันเข้าใจแม่ แม้จะทำใจไม่ค่อยจะได้ แต่ก็หวังว่าด้านขาวของฉันจะขาววันขาวคืน
    คิดบวก คิดดี สุจริตเข้าไว้...อย่าไปกลัว...สักวันจะมีอะไรดีๆ เข้ามาเอง

    5/25/2008

    ประกวดนางงาม



    เป็นเวลาสองวันเต็มกับการติดตามชม
    เวทีการประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส
    ไม่ใช่เพราะมีคนที่รู้จักมักคุ้นลงประกวด
    แต่เป็นเพราะว่าปีนี้เห็นเขาโฆษณาหนักว่าเปลี่ยนสถานที่จัด
    สำคัญกว่านั้นก็คือดันกดรีโมทไปจ้ะเอ๋พอดิบพอดี

    คืนก่อนหน้ากดไปเจอการประกวดในรอบสื่อมวลชน
    คืนวานตั้งใจกดไปดูประกวดในรอบ 12 คนสุดท้าย
    นานๆ จะเห็นว่าโผล่ออกมาพิธีกรบนเวทีก็ประกาศผล 12 คนเลย
    แปลกดี รวบรัดตัดตอน แต่ก็ชอบ ไม่ยุ่งยากเยิ่นเย่อ
    ชีวิตของเรามันยุ่งยากซับซ้อนเพียงพอแล้ว เจออะไรที่ง่ายๆ บ้างก็ดี

    พิธีคนเดียวบนเวทีทำหน้าที่ทุกอย่าง
    มันดีตรงนี้ตรงที่ไม่ต้องรอว่าเขาจะแย่งกันพูดตอนไหน
    แต่ก็ยังอึดอัดใจอยู่ดีกับการประกวดนางงามแบบนี้
    เพราะเอาแต่ลุ้นว่านางงามตกบันไดขั้นเล็กเกือบเท่าฝ่าเท้านั่นไหม
    จะเหยียบชายกระโปรงของชุดราตรียาวนั่นหรือเปล่า
    บางทีบางหนอึดอัดและลุ้นเสียจนต้องกดหนีไปช่องอื่น
    เพราะไม่เห็นปีไหนสักปีที่นางงามจะไม่สะดุดจนคนดูแอบใจหายใจคว่ำ..ปีนี้ก็เหมือนกัน...

    ความทรงจำเกี่ยวกับการดูประกวดนางงามนี่มีเยอะ
    เมื่อก่อนที่บ้านไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง
    แต่พ่อซื้อทีวีมาดูกันแล้ว
    และทั้งครอบครัวก็ดูเหมือนจะชอบดูการประกวดนางสาวไทยเอาเสียมากๆ

    เราต่อสายไฟเข้ากับไดนาโมปั่นไฟ
    เอาน้ำมันใส่เข้าไปในเครื่อง
    ใช้มือหมุนให้เครื่องเริ่มทำงาน
    เสียงดังของเครื่องปั่นไฟทำงานกลบเสียงการประกวดอยู่อย่างนั้น
    นั่งดูไปก็ดมกลิ่นน้ำมันไปพลางๆ...มันช่าง..ยากเย็นเข็ญใจ

    ที่หมู่บ้านมีทีวีไม่กี่เครื่อง
    บ้านของใจเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวและเป็นที่ผูกปิ่นโตให้กับครูต่างถิ่นที่มาสอนหนังสือในหมู่บ้าน
    ดังนั้นวันไหนมีประกวดนางสาวไทย
    ครูจากบ้านพักครูก็แห่มานั่งดูนางสาวไทยกันที่บ้าน
    เสียงไดมาโมดังลั่นทุ่ง ก็ไม่เห็นมีใครสนใจมากไปกว่าสาวงามในจอตู้นั่น

    วันนี้ไฟฟ้าในห้องของในส่องสว่าง
    ใจนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์พร้อมกับคุยกับเพื่อนๆ ทางอินเตอร์เน็ตไปด้วย
    ทนไม่ไหว ลุ้นจนกลัวว่าเธอจะตกบันไดไปต่อหน้าก็ปิดเสียงไว้ก่อน
    หันมาฟังเพลงให้ผ่อนคลายแล้วค่อยไปดูต่อ พอปะติดปะต่อได้ไม่ยากอะไร

    หลายปีมานี้เวทีนางงามแบ่งข้างเป็นสองเวที
    มีช่อง 3 และช่อง 7 เป็นคนจัดประกวด
    แต่ละคนก็พยายามหาแนวทางในการประกวดใหม่ๆ กันเรื่อยๆ
    ปีนี้เวทีของช่อง 7 เหมือนเน้นให้นางงามใส่ผ้าไทยบนเวที
    รอบ 40 คนให้ทุกคนเดินวนมาแนะนำตัวพร้อมกับพูดถึงคำคมบาดใจ
    อะไรประมาณที่ว่า "นางสาว.....หมายเลข....
    อุปสรรคและปัญหา เป็นสิ่งที่ท้าทายสติและปัญญา"

    ในรอบ 12 คนสุดท้าย กรรมการเลือกคำถามจากสิ่งที่ใกล้ตัวนางงาม
    ชีวิตส่วนของเขา เรื่องราวและความชอบของเธอ
    เอามาถาม แล้ววัดกึ๋นกันว่าเธอจะตอบออกมาเช่นไร

    ปีก่อนโน้นนนเคยแอบเชียร์นาตาลีให้เป็นนางงามจักรวาล
    เพราะตาเธอช่างโดดเด่นเหนือใคร
    แต่ปีนี้หมายเลขที่เชียร์ตกม้าตาตอนตอบคำถาม
    มันไม่เพียงแต่วัดไหวพริบสติปัญญา แต่ว่ามันใช้เป็นเครื่องหมายยืนยันได้ว่า
    ในวันที่เธอจะเป็นตัวแทนของสาวไทยไปประกวดนางงามจักรวาล
    เธอจะสามารถตอบคำถามได้ฉะฉานบนเวทีนั้นโดยไม่ประหม่าด้วย
    ขนาดเวทีเล็กๆ แล้วยังประหม่า เวทีใหญ่จะดีขึ้นไหมนะ??

    เอาเหอะ แต่เบอร์ 13 ก็สวยนะ...พอยอมรับได้ ... ฮิ้วววววววววว

    5/21/2008

    เมาไม่ขับ ง่วงไม่ขับ หลับบ้านกิ๊ก




    วันนี้นั่งแท็กซี่เจอสติ๊กเกอร์ติดท้ายแท็กซี่คันข้างๆ


    1 

    อ่านชัดไหม?
    ไม่ชัดจะขยายให้
    คำเตือน : เมาไม่ขับ ง่วงไม่ขับ หลับบ้านกิ๊ก


    มีอีกภาพมาฝากจากคันเดียวกัน


    2 

    ประโยคข้างล่างเด็ดกว่า
    ถ่ายไม่ทันเพราะมีแท็กซี่สีชมพูอีกคัน
    โฉบมาจากไหนไม่ทราบ บังเฉยเลย
    จริงๆ แล้วเขาเขียนว่า

    "การพกพากิ๊กไว้ในรถ ทำให้การขับขี่ลดลง"

    (สงสัยจะตกคำว่า "สามารถ" )


    ปล. ชีวิตเรามันเครียดพอแล้วล่ะ
    ไม่อยากให้การนั่งแท็กซี่เพิ่มความเครียดให้เราอีกทวีคูณ

    5/19/2008

    Melbourne Seaplanes

    seaplane 

               
            

    Melbourne Seaplanes


                                  -4-


         อยู่ดีๆ ก็เคยนั่งคิดไหมว่าตัวเองจะมีโอกาสได้นั่งเครื่องบินลำจิ๋วร่อนอยู่เหนือน่านฟ้าเพื่อใช้สายตาทั้งสองข้างมองทัศนียภาพเบื้องล่าง นักบินจะพาเราขับวนไปฝั่งซ้าย กลับลำมาฝั่งขวาเพื่อชมความงามเบื้องล่างนั้น

     sea1
         ไม่หรอก บอกตรงๆ ว่าไม่เคยคิดสักครั้งว่าตัวเองจะได้รับสิทธิพิเศษแบบนั้นมาก่อน จนกระทั่ง...จนกระทั่งได้รางวัลไปท่องเที่ยวฟรีที่เมลเบิร์นนี่แหละ โชคดีเสียจริงที่ไม่ต้องเสียทั้งเงินค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าเข้าชมทุกสถานที่และไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มจากที่เคยเสียไปทุกเดือนอยู่แล้ว

         เช้าวันที่สองของการเดินทางไปถึงเมลเบิร์น หลังจากตื่นนอน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และลงมานั่งทานอาหารมื้อเช้าเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาเดินทางไปตามกำหนดการณ์ท่องเที่ยวที่เห็นแล้วยังแอบคิดในใจว่านี่กำหนดเที่ยวหรือ Annaul Report กันแน่ ความหนาของกระดาษ A4 ที่ระบุเอารายละเอียดว่าจะต้องเดินทางไปที่ไหนบ้าง เที่ยวที่ไหนและสถานที่แต่ละแห่งสำคัญอย่างไร มีความหนาเทียบเท่ากับรายงานประจำปีของบริษัทขนาด SME หรือบริษัทขนาดกลางบางแห่งได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

     sea2
          เจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวแห่งรัฐวิคตอเรียที่ชื่อเจมส์มารอทั้งเราอยู่ก่อนแล้ว เขาขับรถนำพวกเรามุ่งหน้า ไปยัง Gem Pier ใน Williamstown โดยลัดเลาะผ่านชุมชนเก่าแก่ของเมือง ... ทำไมถึงบอกว่าเป็นชุมชนเก่าแก่ ก็ดูจากสภาพของบ้านเรือนที่ด้านหน้าประดับด้วยไม้ปักฉลุ มีต้นไม้ใหญ่ยักษ์หน้าบ้าน ข้างบ้าน ข้างถนน มีต้นกุหลาบที่และเห็นก็บอกได้ว่าคงปลูกมานานหลายปี เห็นแล้วสบายใจดี ไม่ใช่ตึกเสียทั้งหมด แบบนี้ก็หาดูได้ในเมืองเมลเบิร์น

         เป้าหมายแรกในเช้าวันที่สองในเมลเบิร์นก็คือ การนั่งเครื่องบินที่เรียกกันว่า Seaplanes
    เครื่องบินที่ร่อนจากผิวน้ำขึ้นสู่ฟ้าเบื้องบน ขับวนชมความงามของเมลเบิร์นภายใต้บริการที่เรียกว่า Melbourne Seaplanes  บางคนอาจจะเรียกบริการแบบนี้ว่า Scenic Seaplane Flights 
     
         หญิงชายวัยกลางคนสองคนรอเราอยู่ที่นั่นแล้ว เมื่อเห็นเจมส์ ซึ่งดูเหมือนจะคุ้นหน้าคุ้นตาสำหรับเขาทั้งสองดี เขาก็รีบมายืนต้อนรับ จับมือทักทายกับเราอย่างเร่งรีบ สองสามีภรรยาเปิดกิจการทัวร์เครื่องบินเล็ก ที่ร่อนจากผิวน้ำให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมลเบิร์นนานหลายปีดีดัก เขาแบ่งบริการทัวร์ออกเป็นหลายแพ็กเก็จ ไม่ว่าจะเป็น

         Melbourne City Skyline หรือบริการขับวนชมทิวทัศน์ของเมลเบิร์น กินเวลา 15 นาที หรือบริการที่เรียกว่า The Ultimate Experience บินยาวนานไปไกลถึง 60 นาที บวกอาหารกลางวัน แพ็กเก็จ Historic Port Phillip Bay บริการบินพาชมอ่าวแห่ง ประวัติศาสตร์ 55 นาที และ Flights to the Dandenongs บริการบินไปยัง Dandenongs ใช้เวลาทั้งสิ้น 30 นาที

      
     

         ค่าขึ้นเครื่องบิน เพื่อชมความงามของเมลเบิร์น ราคาขั้นต่ำสุดเริ่มจากการบินเพียง 15 นาที คิดค่าใช้ต่อหัวที่ 125 เหรียญออสเตรเลีย หรือประมาณ 3750 บาท (1 เหรียญออสเตรเลีย ณ เวลานั้นอยู่ที่ 30 บาท) แต่เหนือสิ่งอื่นใด บริการนี้จะทำไม่ได้เลย หากสภาพอากาศในเช้านั้นไม่ดีเอาเสียเลย นักบินจะงดบิน ดังนั้นต่อให้มีเงิน อากาศไม่ดีก็อดบินกันได้

         เจมส์บอกกับเราล่วงหน้าเมื่อวานเย็นแล้วว่า เมื่อเขาตื่นขึ้นมาก็คือการยกหูโทรศัพท์ถามนักบินว่าวันนี้พวกเราจะได้นั่งเครื่องบินของเขาไหม และดูเหมือนโชคจะเข้าข้างเราตั้งแต่ขามา เพราะเมื่อเราลงเครื่องที่ซิดนีย์เพื่อต่อเครื่องมายังเมลเบิร์น ฝนที่ซิดนีย์ทำให้ที่ซิดนีย์มืดมิดทั้งๆ ที่เป็นเวลา 8 โมงเช้าเข้าไปแล้ว

          แต่เมื่อเราลงเครื่องที่เมลเบิร์นฝนกลับไร้เม็ดที่เมลเบิร์น ฟ้าโปร่งโล่ง ไร้เมฆ... ไร้เมฆ ฟ้าเป็นฟ้า สีฟ้าสดสะท้อนเข้าตาอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
    เราโชคดีเกินกว่าจะบรรยาย ยังนึกไม่ออกว่าหากฝนตก กำหนดการณ์ที่ระบุเอาไว้ในกระดาษหนาปึกนั่นคงจะต้องเลื่อน หรือไม่ก็ล่ม วุ่นวายพอสมควรเลยทีเดียว แต่เวลานี้เราก็มายืนอยู่ที่หน้าเครื่องบินลำจิ๋วสีฟ้าขาวกึ่งเก่ากึ่งใหม่ที่จอดอยู่บนน้ำทะเลสีฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

     sea5
         กัปตันใช้เวลาอธิบายถึงวิธีการใช้ชูชีพแบบสั้นๆ
    ใส่อย่างไร รัดอย่างไร และเป่าลมเข้าอย่างไร
    หากมืดๆ อยากให้ไฟออกจะทำอย่างไร บอกตรงๆ ว่าเวลานั้นไม่ได้สนใจมากนัก เพราะนึกภาพไม่ออกว่าหากเกิดอุบัติเหตุจริงๆ เครื่องบินหยุดร่อนแล้วหล่นสู่เบื้องล่างที่เป็นทะเล เราจะมัวใช้ชูชีพทำไม...ในเวลานั้นคงนึกพระรอดเพียงอย่างเดียว เราจะรอดไหม รอดมาชูสองนิ้วเหมือนเจมส์ ข้าวมันไก่ไหม?

          ในยุคหนึ่งเคยเห็นถ่ายทอดสดจากทีวี นักข่าวลงพื้นที่ที่เครื่องบิน TG โหม่งพื้นที่สุราษฎร์ธานี
    ในเครื่องบินมีเจมส์ ชูศักดิ์ หรือเจมส์ข้าวมันไก่ร่วมเดินทางด้วย แต่เขากลับเป็นหนึ่งในอีกหลายคนที่รอดชีวิตเขานอนบนเปล ช่างภาพถ่ายภาพเขา
    เขายิ้มแล้วชูสองนิ้ว...ไม่รู้จะสื่อความหมายว่าอะไร
    รอดตายแล้วหรือสู้สู้.... งง ๆ อยู่เหมือนกัน

    sea6
       
         เมื่อกัปตันอธิบายเสร็จสิ้น ก็ถึงเวลาที่พวกเราจะขึ้นเครื่องบินไปผจญภัย 15 นาทีกันแล้ว เริ่มจากคนที่ต้องขึ้นคนแรก เพราะในหนนี้ต้องหน้าที่กึ่งพรีเซ็นต์แหล่งท่องเที่ยวของออสซี่ เก้าอี้ข้างกัปตันเลยตกมาอยู่ในมือของใจ คนนั่งหน้าสุดต้องนั่งก่อน หลังจากปีนขึ้นไปนั่ง กัปตันก็อ้อมไปหาเข็มขัดมารัดที่เอวให้
    คนที่นั่งหลังสุดต้องตามไปนั่งในที่ที่ของเขา อีกสองคนนั่งตรงกลาง  ทุกคนต้องวางกระเป๋าไว้เบาะที่ว่างอยู่ กันให้ทุกข้าวของห่างพ้นจากตัว ส่วนกัปตันก็ปีนขึ้นมานั่งในที่ที่ของตัวเอง

        sea3 เขาบอกว่าเราจะร้อนสักหน่อย เครื่องปรับอากาศจะยังไม่ทำงาน จนกว่าเครื่องจะค่อยๆ อุ่นเครื่องและพร้อมร่อน เขากดปุ่มอะไรต่อมิอะไรมากมายตรงหน้า ใจเห็นชัดเจนว่าทั้งปุ่มและคันชักมันเริ่มเก่า บางจุดสนิมขึ้น แต่ก็ดูเหมือนจะไว้ใจได้ในระดับหนึ่ง มันไม่เก่ามาก..จนน่าตกใจอะไรขนาดนั้น ขนาดเครื่องบินการบินไทยที่บินกลับบ้าน เราเองก็ยังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำว่ากัปตนกดปุ่มเก่าแค่ไหนกัน?

     


     
    sea8
         เครื่องร่อนไปตามผิวน้ำสี่ถึงห้านาที กัปตันเปิดบานประตูให้ลมด้านนอกพัดเข้าสู่ด้านใน แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก อากาศภายนอกร้อนระอุ แสงแดดของเมลเบิร์นในช่วงต้นเดือนมีนาคมช่างบาดใจ 37 องศาเซลเซียส ลมก็ช่วยอะไรไม่ได้นอกจากช่วยให้ดำยิ่งขึ้น

          เมื่อเครื่องพร้อม ลูกเรือพร้อม กัปตันก็เร่งเครื่องเต็มที่ เครื่องบินลำจิ๋วร่อนไปบนพื้นทะเลอย่างรวดเร็ว  ก่อนยกตัวร่อนขึ้นสู่ท้องฟ้า สูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้น...

         เมื่อเครื่องทรงตัวในระดับความสูงที่พอเหมาะกัปตันก็สละมือข้างหนึ่งคอยชี้โบ้ชี้เบ้ ปากก็พรรณาถึงความงามและแต่ละสถานที่ที่บินผ่านเบื้องล่าง ไม่ว่าจะเป็นหาดที่สวยสุดของเมลเบิร์นอย่างหาด St. Kilda หาด Brighton Beach  เราบินผ่าน Melbourne Park  Botanical Gardens , Government House , Rialto Towers , Crown Casino  หรือแม้แต่ Yarra River แม่น้ำสายหลักสายสำคัญของเมลเบิร์นที่เชื่อมกับทะเล

    sea4

          เขาบินวนไปทางซ้าย อ้อมไปทางขวา ทะลุผ่านเมือง แบบนี้ไปเรื่อยๆ ห้านาทีแรก ใจยังตื่นเต้นไม่หาย ห้านาทีหลังยังถ่ายรูปไม่หยุด แต่ห้านาทีที่เหลือ เกือบจะสลบเหมือดเพราะความง่วง ไม่ใช่ว่าเบื้องล่างจะไม่น่าสนใจหรือการบินมันน่าเบื่อ แต่เพราะตัวเองตื่นเช้า และเข้าใจว่ากลิ่นน้ำมันและกลิ่นเครื่องยนต์ ทำให้ภายในห้องโดยสารอบอ้าวพอสมควร ออกซิเจนอาจจะไม่เพียงพอมากนัก ทำให้ตัวเองง่วงจนตาแทบจะปิดลงไปในห้วงเวลาหนึ่ง

         อ้างไปเรื่อย ที่จริงน่ะง่วงเอง... แต่ต่อให้ง่วงแค่ไหน แต่ก็เก็บความประทับใจจนถึงวินาทีสุดท้าย ใจเก็บเอาความทรงจำใส่กระเป๋ากลับมาบ้านด้วย และมันก็ยังอยู่จนถึงวันนี้ ... ชอบจริงๆ Melbourne Seaplanes 

     sea7

     

                      -----------------









    ชีวิตในซอย



    TESCO

    ในยามที่ใจเครียดๆ
    ใจมักจะเดินออกไปนอกบ้าน
    เดินออกไปปากซอย หาข้ออ้างว่าไปหาของกิน
    ซื้อน้ำ หรือซื้อส้มตำก็ว่ากันไป

    การเดินออกไปนอกบ้าน
    มักจะช่วยบรรเทาอาการเครียดและเบื่อ หรือเหงาได้เป็นอย่างดี
    ระหว่างทางเดินได้เจอแมวนอนใต้รถยนต์
    เจอหมาตัวยักษ์ ไม่รู้กินหมูเป็นอาหารหรือเปล่า
    มันนอนแอ้งแม้งอยู่ที่เดิมเป็นประจำ เห็นแล้วก็แอบขำทุกที
    เจอเด็กนอนอยู่บนรถเข็นพ่อกำลังป้อนข้าว แต่มันก็มองหน้าเรา...สบตากันปิ๊งปั๊ง
    หากเราไม่มองแต่ตัวเอง เราก็จะเห็นอะไรรอบข้างได้มากมายยิ่งขึ้น

    วันก่อนเดินไปซื้อน้ำหวานกินจากร้านของอาบัง
    แม้จะเดินเทียวไปซื้อโอวัลตินเย็นอาบังปากซอยเป็นเวลาเกือบสามปีแล้ว
    แต่ก็ไม่สนิทกับอาบังถึงขนาดถามชื่อจริงอาบัง หรือรู้ว่าอาบังบ้านอยู่ไหน
    แวะไปทีก็ถามอาบังทีว่า วันนี้จะไปละหมาดไหม?
    วันนี้ที่มัสยิดมีอะไรกัน คนคึกคักน่าดู หรือไม่ก็อาบังแต่งงานกับคนอิสลามต้องทำยังไงบ้าง?

    เมื่อวานอาบังยืนคุยกับอาบังเรื่องการเปลี่ยนยี่ห้อของนมข้นหวาน
    สืบเนื่องมาจากอาบังเพิ่งจะเปลี่ยนนมข้นหวานยี่ห้อมะลิมาเป็นยี่ห้อ TESCO
    ทั้งๆที่ราคาต่างกันแค่ 3 บาท แต่อาบังก็บอกว่า หากซื้อเยอะ จะใช้มะลิต่อไปก็ไม่คุ้ม
    ที่สำคัญนับวันTESCOเริ่มทำสินค้าได้ดี สีของนมไม่เข้ม ทำให้อาบังเริ่มติดใจ
    บนโต๊ะอาบังเลยไม่มีนมข้นหวานยี่ห้อมะลิอีกต่อไป...

    dog

    เมื่อเช้าไปซื้อโอวัลตินเย็นจากอาบังอีกถุง
    อาบังถามกลับว่า...ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่หรือเปล่า
    คำถามอาบังเข้าขั้นวิชาการ ปกติเขามักจะถามด้วยคำถามง่ายๆ ว่า
    "เรียนอยู่หรือเปล่า หรือว่าทำงานแล้ว"
    แต่อาบังมาแปลก ถามว่า "กำลังศึกษาอยู่หรือเปล่า"
    ใจตอบกลับว่าทำงานแล้ว จะสิบปีเข้าไปแล้ว
    อาบังทำหน้างง ใจก็ไม่ได้บอกว่าตัวเองอายุเท่าไร
    ปล่อยให้อาบังกลับไปงงต่อเอง...

    เดินข้ามฝั่งจากร้านอาบังมาซื้อปีกไก่ทอดกินกับส้มตำปูพริกหนึ่งเม็ด
    เจ้าของร้านออกแนวคนงานต่างด้าว แรงงานพม่า หรืออะไรไม่ทราบ
    ฟังจากน้ำเสียงไม่ชัดเจน ต้องให้ถามหรือทวนซ้ำคำพูดสองรอบ
    ทำให้พอจะเดาได้ว่าไม่ใช่คนไทยแต่คงไม่ใช่คนฝรั่งเศสเป็นแน่

    "ปีกไก่สองปีกค่ะ" ใจสั่งแบบนั้น
    ขณะที่ข้างๆ มีป้าแก่ๆ คนหนึ่งใช้ที่หนีบหนีบโครงไก่ทอดมากองไว้ 4 โครง
    ใจเดาว่าแกคงจะซื้อไปให้หมาหรือแมว เพราะว่าลำพังแกจะกินโครงไก่ทอด 4 โครงก็กระไรอยู่
    คนขายถามกลับใจ ทำให้ใจต้องหันมามองหน้าเขาชัดยิ่งขึ้น
    "เอาสามปิม้ะ ยี่สิห้าบะ" (เอาสามปีกไหม ยี่สิบหน้าบาท)
    "ก็ได้ค่ะ" ใจตอบ
    "เอาข้าวเหนียะมะ" (เอาข้าวเหนียวไหม) เขาถามกลับ
    ใจส่ายหน้า
    "เอาน้ำจิ๊มะ" (เอาน้ำจิ้มไหม) ยังไม่เลิกถาม
    ใจพยักหน้า
    "เอาน้ำจะมะ"
    มันถามอะไรของมันฟะ ฟังไม่รู้เรื่อง น้ำจะเนี่ย
    ใจถามกลับ "เอาอะไรนะคะ"
    แอบชำเลืองเห็นป้าข้างๆ หยุดหนีบโครงไก่ตั้งใจฟังด้วย
    "เอาน้ำใจมะ" คนขายตอบชั้นขึ้น ตอบเสร็จแล้วก็ยืนขำอยู่คนเดียว
    ป้าข้างๆ ขำร่วมวงด้วย
    ส่วนใจยังขำไม่ออก ออกจะงง มุขท่านเหลือเกิน
    จ่ายเงินแล้วเดินออกจากร้านมา แกยังขำกันไม่เลิก

    เง้อออออออออออออออออ

    5/18/2008

    รูป




    1

    ได้รูปนี้มาจากพี่โอ..
    ตอนแรกนึกว่าตัวเองไปม็อบกู้ชาติมา
    เคยไปมา และก็โพกผ้าที่แขนแบบนี้เลย สีเดียวกันเด๊ะ


    พอมาดูอีกรูป
    อ้อ ไม่ใช่ไปม็อบกู้ชาติหรอก
    ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับ AIS มา 5555


    2 

    อย่าเผลอคิดว่าเป็นพอลล่าล่ะ ฮิ้วววววววววววววว

    5/16/2008

    อเวจีฯ ติดเพิง...


     

    1581

    เมื่อคืนดูละครหลังข่างทางช่อง 3
    "อเวจีสีชมพู" เรื่องราวความรักของน้ากับหลานที่ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน
    บอกตรงๆ ไม่เคยดูละครเรื่องนี้มาก่อนเลยในชีวิต
    มาถึงตอนนี้กำลังคิดผิดที่กดรีโมทเลื่อนไปเจอะมันพอดี
    เพราะทำให้ผู้หญิงคนนี้ติดละครหลังข่าวเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนแม้วไปเสียแล้ว

    นั่งดูไปบ่นไป แต่ก็ดูมันจนจบ
    มีเจย์นั่งดูเป็นเพื่อน ... คือต่างคนต่างดู แล้วออนไลน์คุยกัน
    เจย์ก็บ่นพระเอกไม่หล่อ ใจก็เถียงคอเป็นเอนมันหล่อ มันเท่ห์
    เจย์ชอบนางเอก แม้จะหน้าแก่แอ๊บไม่เหมือนเด็กม.ปลายอย่างในบทที่บอกเอาไว้
    แต่สุดท้ายก็นั่งดูกันทั้งคู่จนจบตอน

    ยิ่งเจย์นะ บ่นอยู่นั่น แต่พอถามว่าต้นตอของเรื่องเป็นยังไง
    แม่นางเอกตายเพราะอะไร ทำไมพ่อนางเอกถึงได้เลว
    พระเอกหลงรักนางเอกเมื่อไร และทำไมมันต้องหมั้นหมายกัน...ตอบได้หมด

    ตอนหนึ่งของละครพระเอกกับนางเอกไปดูกุ้งฝอยขึ้นมาวางไข่บนบกซึ่งมีปีละหน
    ต่างคนต่างเพลิดเพลินกับการดูกุ้งขึ้นฝั่งมาวางไข่
    จนลืมเผลอไผลละห่างไปจากกลุ่มคนงานในสวน
    สุดท้ายเลยลงทางเข้าไปในสวน หรือไม่ป่าก็ไม่ทราบ

    อารามบรรยากาศเป็นใจ ฝนทะลึ่งตก ฟ้าก็มืด...บทมันมาแนวนี้ ตูรู้ ตูตามทัน
    ทั้งใจกับเจย์ต่างพูดก่อนบทละครจะดำเนินต่อไป

    "เดี๋ยวมันต้องติดฝนกลางกระท่อมมุงหญ้าคาแน่"

    และ...มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

    พระเอกนางเอกวิ่งมาเรื่อยๆ มาเจอเพิงมุงหญ้าคาเล็กๆ
    ตามบทแล้วนางเอกต้องกลัวเสียงฟ้าร้อง
    ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน ฟ้าร้องต้องทำท่ากระโดดไปกอดพระเอกให้ได้
    หากจบละครเรื่องนี้ นางเอกน่าจะไปเป็นทีมงานกระโดดไกลได้
    ฟ้าร้องที กระโดดที... ป๊าดดดดดดด

    ที่เพิงมีปิ่นโตห้อยอยู่
    คงมีคนลืมเอาไว้
    จะเดาว่าพระเอกกับนางเอกเกิดหิวเลยโซ้ยข้าวในปิ่นโตก็ใช่เรื่อง
    ก็ตามบทละครหลังข่าว ฝนตก ติดเพิงขนาดนี้
    บรรยากาศมันเต็มที่ พระเอกกับนางเอกซึ่งมีใจกันอยู่
    อ้ะ.......ฟ้าร้องทันที.... นางเอกโผไปกอดพระเอก
    ตาต่อตาจ้องกัน ซึ้งในอารมณ์...

    พระเอกเอามือจับตัวนางเอกไว้
    ก้มหน้า.................. ฟะ จบตอนซะอย่างนั้น... เจอกันอาทิตย์หน้า
    มีตอนต่อไปนำเสนอด้วยนะ แต่ไม่มีบอกว่าเกิดอะไรขึ้นที่เพิง

    แหม้.......................... ต้องรอไปหนึ่งอาทิตย์ถึงจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่เพิง เหอะเหอะ


    ปล. 1 พระเอกหล่อ.. ชอบ
    ปล. 2 ตอนที่กำลังดูละคร เลยตั้งชื่อว่า ชอบน้าโป๊ะ (ชื่อพระเอกในเรื่อง)
    ไอไฝเพื่อนซี้แวะมาส่งข้อความว่า "สงสัยแกต้องอาศัยโป๊ะแตกไปก่อน" ดูมัน
    หากชั้นขอบโก๊ะตี๋แกจะไม่มีดักคอชั้นแบบนี้ใช่ม้ะ???

    ทำงานนอกบ้าน...แก้เบื่อ



    เคยเป็นไหมคะ ทำงานไม่ได้?

    คงไม่ต้องรอคำตอบจากโพลหรือสำนักวิจัยไหนให้ยุ่งยาก
    1 ใน 10 ของคนที่ทำงานแล้ว (โดยเฉพาะฉัน)
    คงจะยินดีตอบอย่างเต็มปากเต็มคำว่า "เคย"
    2 ใน 10 อาจจะเคยบ่อยๆ
    3 ใน 10 อาจจะบอกว่าเคยเป็นครั้งคราว
    4 ใน 10 คงนิ่งไปสักพักเพราะลังเลว่าจะตอบว่าอย่างไรดีและสุดท้ายก็ลงเอยด้วยคำว่า "เคย"
    5 ใน 10 อาจจะเคยเหมือนกัน แต่ไม่นานนัก
    6 ใน 10 แม้จะไม่เคยเมื่อวานแต่ก็เคยเมื่อเดือนก่อน
    7 ใน 10 ไม่อยากจะเคยแต่มันก็เคยไปแล้ว
    8 ใน 10 เคยเหมือนกัน แม้มันจะไม่อยากเคย
    9 ใน 10 เคยมั้งแต่นานมาแล้ว
    มาถึงตรงนี้10 ก็เคยทำงานไม่ได้ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดมาแล้ว

    แล้วจะถามไปทำไมว่าคนเคยทำงานได้หรือทำงานไม่ได้
    ไม่ใช่อะไรหรอก เพียงแต่อยากจะรู้ว่าหลายๆ คนหาทางออกกันอย่างไร

    วันนี้โยนโพลสติแตกไปให้เพื่อนใน list เล็กน้อยพอเป็นกระสัย
    เพื่อดูว่าคนส่วนใหญ่เขาแก้ปัญหากันยังไง
    ส่วนหนึ่งบอกว่าจะลุกไปห่างหน้าจอสักพัก ไปทำอะไรอย่างอื่น
    พวกหนึ่งจะหาของกินลูกเดียวเลย ชวนให้คิดว่ากว่าจะหายเครียดคงอ้วนตายกันไปข้างหนึ่ง
    อีกกลุ่มมุ่งออกนอกบ้าน ทำลายล้างเงินในกระเป๋า จนแล้วจะหายเครียดทันที
    รุ่นน้องบางคนก็บอกว่านอน สนับสนุนแนวความคิดของรุ่นพี่อีกคนเต็มที่
    มีบางคนบอกว่าไปเที่ยว ทั้งๆ ที่นั่งอยู่ในที่ทำงานยังบอกว่าจะไปเที่ยว
    สุดขั้วไปหน่อยก็เพื่อนอีกคนบอกว่าทนไม่ไหวทำไม่ได้ก็ให้ลาออก...

    ใจแก้ปัญหาอย่างไรเวลานั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแล้วทำงานได้
    วันนี้มีวิธีแก้ไขเฉพาะตัวมาฝาก
    ก็เอาโน้ตบุ๊กใส่กระเป๋า กระดาษ สมุดโน้ต
    อุปกรณ์ช่วยชีวิตทุกอย่างใส่กระเป๋าเป้ และกระเป๋าเงิน ร่ม เครื่องสำอางใส่กระเป๋าสะพายข้าง
    เดินออกนอกบ้าน มุ่งไปหาที่ทำงานนอกบ้าน
    โดยไม่รู้ว่าที่หมายที่จะไปคือที่ไหนกันแน่...

    นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินมาเรื่อยๆ แล้วก็เริ่มมองหาจุดที่พอดี
    มีแอร์ มีของกิน คนไม่เยอะ เสียงไม่ดัง มีปลั๊กให้เสียบคอมฯ แบบไม่เสียเงิน
    สำคัญสุดคือมีอินเตอร์เน็ตไร้สาย หรือ wifi ให้ใช้ฟรีๆ

    แต่กี้แต่ก่อนเลือกพักผ่อนอิริยาบทในการทำงานที่สตาร์บัคส์สาขาอัมรินทร์หรือโซโก้
    นั่งในร้านกาแฟแต่เลือกใช้อินเตอร์เน็ตจากแม็คโดนัลด์ติดๆ กัน
    หลัง ๆที่นั่นคิดเงินค่าเน็ต อย่างที่เคยเขียนบ่นไปแล้ว
    ตอนนี้หาทำเลใหม่ เจย์รุ่นน้องที่ไปออสเตรเลียด้วยกัน
    แนะนำ Bug & Bee สีลมมานานนม เพิ่งจะเห็นประโยชน์ของมันก็วันนี้

    แบกกระเป๋าเข้าร้าน พนักงานเชิญชวนให้ขึ้นชั้นบน
    "ตรงนี้มีปลั๊กค่ะ นั่งตรงไหนดีคะ ตรงนี้ดีไหมคะ วิวดีนะคะ"
    นี่คือประโยคคำพูดของพนักงานในร้าน

    สอดส่องสายตาเห็นว่ามีอีกหลายชีวิตพกโน้ตบุ๊กมาทำงานในร้าน
    ดูจากท่าทางแล้วคงนั่งกันนาน ตูดบานกันเป็นแน่
    มีเด็กนักศึกษากลุ่มหนึ่ง เอาโน้ตบุ๊กมาวางบนโต๊ะรวมกัน
    แล้วต่างคนต่างยุ่งหรือง่วนอยู่กับหน้าจอของตนเอง
    ชายหญิงสองคนนั่งอยู่ด้วยกัน มีคอมพิวเตอร์สองตัว
    หญิงสาวอีกคน....เป็นใบ้หรือเปล่าไม่ทราบ
    นั่งอยู่ข้างหลังใจ .. เธอใช้ภาษาใบ้กับเว็บแคม..แอบเดินอ้อมไปดูมา
    ฝรั่งแก่ๆ คนหนึ่งนั่งอยู่ข้างหน้า สั่งอาหารมากินสองจานเบ้อเร่อ
    เสียบปลั๊ก เช็คอีเมล์ แล้วก็เอาไอพอดมาเสียบหู
    เหมือนตูเลย...ต่างกันตรงที่ โต๊ะนี้มีอาหารจานเดียว เค็มด้วย..เขาจะเค็มไหมนะ

    ตอนที่พิมพ์ข้อความทั้งหมดอยู่นี้
    มีแขกชายสองคน โพกหัวเข้ามาในร้าน
    หน้าตาและการแต่งกายเข้าข่ายวัยรุ่น ฉีดน้ำหอมฟุ้งไปทั่ว
    แตกต่างจากแขกขายถั่ว แบกโต๊ะ แบกผ้า กลิ่นแรงบางคน
    ไม่แน่ใจว่ามาทำอะไร แต่ใจกำลังเห็นด้วยว่า
    ถูกแล้วที่เลือกสถานที่นี้เป็นที่มานั่งพักร้อน
    จะนอนก็ได้ ใจแอบเห็นเก้าอี้ไม้ยาวอยู่ตรงโน้น
    จะนอนพนักงานก็คงไม่ว่า ขอให้สั่งอาหารเขาเอามาวางไว้

    ตอนนี้งานเสร็จไปหนึ่งชิ้นเพิ่งส่งมันออกไปจากเมล์บ็อกซ์
    ต้องขอบคุณ wifi ฟรีที่นี่ ทำงานได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น
    เสียอาหารลงท้องให้หายหิว และอิ่มตื้อ คิดแล้วถูกกว่าซื้อแพ็กเก็จ wifi มาใช้...
    ไม่เหมือนร้านกาแฟหน้าออฟฟิศ จะเข้าไปนั่งกิน นั่งนาน ทั้งๆ ที่คนไม่เยอะ
    กลับบอกว่าไม่มีปลั๊ก แต่หากจะเสียบจะคิดเงินเพิ่ม... ช่างเป็นคนใจดำ

    ตะก่อนเคยบอกว่าทำงานไม่ได้จะไปเที่ยว
    ตอนนี้ไปเที่ยวคงไม่เหมาะ เพราะงานยังไม่เสร็จ
    สิ่งที่จะแก้ปัญหาได้บ้าง บิวท์อารมณ์อยากทำงานให้กลับมา
    ก็ด้วยการ หอบคอมพิวเตอร์ออกนอกบ้าน ระเห็จออกมานั่งในร้าน Bug & Bee นี่แหละ

    5/15/2008

    เพราะอะไร...โฆษณาดีแทค





    จริงๆ แล้วนักข่าวหลายคนได้เห็นภาพโฆษณาชิ้นใหม่ของแฮปปี้มานานพอสมควร
    จนกระทั่งมันออนแอร์ ก็ยังอดนั่งดูมันจนจบทุกครั้งที่เห็นเสียไม่ได้
    วันก่อนขอพี่ปุ๋ย ทีมพีอาร์ของดีแทคว่า อยากได้เพลงประกอบโฆษณามาฟัง
    พี่ปุ๋ยก็อุตส่าห์ไปขอทีมงานมาให้
    ได้ทั้งตัวโฆษณามาดู ได้เพลงมาฟังด้วย

    เขาอนุญาตให้ส่งต่อ
    เพระถือเป็น viral maketing
    ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ เหมือนไวรัส
    คนก็จะได้รู้จักกันไปเรื่อยๆ


    อ้ะ..แบ่งกันฟัง

      

    อ้ะ แบ่งกันชม


     




    ปล. เพลงนี้ผู้บริหารซึ่งอยู่ในทีมแฮปปี้เป็นคนร้องเองด้วย
    ปกติแล้วเวลาไปงานแถลงข่าวของดีแทค
    ผู้บริหารท่านนี้จะลงทุนร้อง และเล่นกีตาร์เองอยู่บ่อยครั้ง
    เล่นกีตาร์เก่งขั้นเทพ ร้องเพลงก็เสียงดีขั้นเทพเหมือนกัน


    5/14/2008

    เรื่องของน้ำผึ้ง

     

    เช้านี้คลิกเข้าไปใน pantip.com
    ด้านบนก่อนถึงตัวกระทู้ในหน้าหนึ่ง
    มีข้อความระบุว่า "น้ำผึ้ง ณ บางช้าง" ถูกจับแล้ว

    ใจเห็นว่านามสกุลมันคุ้นดี
    เลยอยากรู้ว่าเรื่องราวนี้เป็นอย่างไร
    แต่โชคร้าย หลังจากข้อความที่ว่านี้ก็ไม่มีอะไรบอกให้รับรู้ว่า
    ทำไมน้ำผึ้ง ถึงถูกจับ
    แล้วเธอสำคัญแค่ไหนถึงได้รับเกียรติให้ระบุชื่อว่าถูกจับหราอยู่บนหน้าเว็บของ pantip
    เท่าที่เห็น มีแต่บอกว่า ถูกจับแล้วที่ไหน
    ตามเลขที่แจ้งความอะไร
    และใครเป็นคนจับ

    ใจเห็น link อยู่ในข้อความถัดมา
    เลยก๊อปปี้มาใส่ในช่อง address ของ IE
    คลิก enter รอให้หน้าเว็บโหลด
    คลิกต่อ link ไปเรื่อยๆ สักสองสามเว็บไซต์
    ก็มาเจอข้อความรายละเอียดที่ทำให้รู้ว่า
    ทำไมน้ำผึ้งถึงถูกจับ
    นั่งอ่านไปอินไป.....ชอบจริงๆ

    เทคโนโลยีก็มีข้อดี
    หากใครใช้ไปในทางที่ไม่ดี
    ก็สมควรจะชดใช้กรรมที่ทำไป....เนอะ...

    ติดตามเรื่องราวของน้ำผึ้งที่ว่าได้ที่
    http://www.kkthai.com/webboard/index.php?topic=4.0

    คนที่เขาตามหาน้ำผึ้งนี่อินยิ่งกว่าคนอ่านอีกนะนี่

    มีเวลาก็อ่านตามคนที่เขาตามหาน้ำผึ้งว่ากว่าจะได้ตัวต้องทำอะไรบ้าง
    ได้สาระดี....

    5/11/2008

    แก่แล้ว

     

     64 
                  แก่แต่ยังมีไฟเฟ้ยยยยยย 
               (ขออภัยนะเมศร์ พี่ยื้มรูปหน่อย พี่ชอบ)


    เดือนนี้มีคนอายุมากขึ้นหลายคนสินะ
    ใครบางคนจะ 32 ขวบแล้วเดือนนี้
    แก่หง่อมเข้าไปทุกวี่ทุกวัน
    ส่วนใจปีนี้...จะ 31 แล้วล่ะสิ

    อารมณ์ตื่นเต้นน้อยกว่าตอนที่ 29 จะเข้า 30 นิดหน่อย
    แต่ก็ไม่ลดหย่อนไปกว่ากันมากเท่าไรนัก
    ยังตื่นเต้น และรู้สึกอยู่เสมอว่า ไม่เคยอายุมากเท่านี้มาก่อน
    เกิดมาก็เพิ่งจะเคย 31 กับใครเขานี่แหละ

    คิดเอาไว้ล่วงหน้าว่า หากถึงเดือนตุลา
    แม่คงบอกว่า "ใจเอ้ยย ปีนี้ย่างเข้า 32 แล้วนะ"
    ไม่เคยออมมือเลยเรื่องอายุมากเนี่ยแม่อ่ะ

    ชโรฯ เพื่อนม.ปลายมีลูกชายโตจนเข้าโรงเรียนไปแล้ว
    เพื่อนหลายคนคลอดลูก คลอดหลานไปแล้ว
    อีกหลายคนมีน้องอยู่ในท้อง
    อีกหลายหน่อกำลังทำให้จำนวนคนเป็นโสดลดลง
    แต่กลับเพิ่มจำนวนคู่ของคนสมรสให้มากขึ้น
    แต่...ฉันยังคงมั่น...ยังทำให้จำนวนคนโสดมีอัตราแน่นอน

    เรื่องอายุเกินนี่ มีผลกับการใช้ชีวิตพอสมควร
    หลายคนคาดหวังว่าโตแล้วมักจะต้องคิดได้ดีกว่านี้
    บอกตรงๆ อายุนี่ไม่สัมพันธ์กับความคิดความอ่านของคนสักเท่าไรหรอกนะ
    อายุมากขึ้นเท่าไร ประสบการณ์หลากหลาย แค่จำนวนปีที่ผ่าน
    แต่หาใช่ว่าจะเรียนรู้และคิดกันได้เสมอไป
    ดังนั้น หากคาดหวังว่าแก่ขึ้นแล้วจะคิดได้
    ไม่ถูก... คนแก่ไม่ใช่คนถูกเสมอไป คนแก่คิดผิดมีมากไป
    แก่แต่อายุ แต่ไม่แก่ทางความคิดมีให้เห็นถมถืด

    หลายคนคาดหวังว่า ผู้หญิงแก่แล้วจะขึ้นคาน
    ไม่จริงเสมอไป... บางคนแก่แต่เข้าข่ายสวยเลือกได้เฟ้ยยยย
    ดังนั้นไม่ใช่ว่าไม่มีคนมาสอยให้ลงคาน
    แต่เลือกที่จะนั่งบนคานทองเสริมเหล็กเองต่างหาก...
    อันนี้ถามดาวได้ ดาวเพื่อนรัก จะสำทับเห็นด้วยอย่างแรง
    สวยเลือกได้เนอะดาวเนอะ 555

    แก่ขึ้นจำอะไรไม่ค่อยจะได้ หลงๆ ลืมๆ
    เออ พักหลังๆ นี่ชักลืมหนัก
    วันก่อนพี่นาถ รุ่นพี่นักข่าวที่มติชน
    ซื้อของเล่นไม้เอามาประกอบกันเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าติดมือมาจากเชียงใหม่
    แกบอกว่า เราแก่กันแล้ว หากไม่เล่นอะไรแบบนี้ สมองจะฝ่อ 5555
    จริงๆ อยากเป็นคนจำอะไรยาวๆ เหมือนกันนะ
    แต่กลัวว่าจะกลายเป็นแค้นฝังหุ่นแทน...เอาแบบจำเรื่องดีๆ ยาวๆ
    ไม่ดีก็ทิ้งไว้ตรงหน้านั่นละกัน

    เคยเห็นโฆษณายาหม่อง ยาดม ยาลมอะไรสักอย่าง
    ที่ผู้หญิงเขาออกมาจากห้อง
    แล้วโยนกระเป๋าถือลงถังขยะ
    แต่ว่ายังถือถุงขยะเอาไว้ในมือเหมือนเดิมไหม?
    เออนั่นแหละ... แก่แล้วจะเป็นแบบนั้น
    วันก่อนนอนไม่พอ บวกแก่แล้ว
    ก็เลยโยนของในมือลงถังขยะ
    แต่ถุงขยะยังอยู่ในมือเหมือนเดิม
    โชคดีถังขยะเต็ม เลยไม่ต้องมุดหัวลงไปเก็บของลึก...เหอะๆ

    แก่แล้วตอบแบบสอบถามไม่ได้
    อันนี้เพิ่งจะเคยเจอเหมือนกัน
    หนนึงเคยไปเดินสยาม
    มีเด็กนักศึกษาสองคนเรียกดักกักตัวไม่ให้ไปไหน
    บอกว่าขอให้ช่วยตอบแบบสอบถามให้หน่อย
    ใจก้มดูนาฬิกา เวลายังไม่ถึงที่นัดหมายไว้
    ช่วยเขาหน่อยละกัน ทุกคนล้วนแล้วแต่มีหน้าที่ของตัวเอง
    น้องเขาถามเรื่อง..... อุปนิสัยในการใช้ผ้าอนามัย

    ถามซอกแซกตั้งแต่ปัจจุบันใช้ยี่ห้ออะไร
    ทำไมถึงใช้ และใช้แบบมีปีกไหม หรือไม่มีปีก
    เปลี่ยนวันละกี่หนในวันที่รอบเดือนมา...ลึกซึ้งมาก...ชักสงสัยถามเรื่องส่วนตัวมาก
    ถามจนครบที่พอใจ
    เธอก็ปิดท้ายด้วยการถามข้อมูลส่วนตัว
    ซึ่งมักจะเป็นธรรมเนียมของการทำแบบสอบถาม
    เธอถามว่าพี่ทำงานที่ไหน เรียนจบระดับไหน
    และอายุเท่าไร...

    มาถึงคำถามสุดท้าย พอใจตอบไป "30 ค่ะ"
    เธอถึงกับหยุดเขียนบนแบบสอบถาม
    หยุดชะงักแล้วเงยหน้ามามอง อ้าปากค้าง... แล้วบอกว่า
    ขอโทษค่ะ ..."พี่อายุเกิน"....

    เง้ออออออออออออออออออออออออ

    แล้วทำไมไม่ถามเป็นคำถามแรกเลย
    คนถามก็ไม่ได้อะไร
    คนตอบเศร้ากลับมารู้มั้ยเนี่ย....

    เซ็ง...แก่แล้วตอบแบบสอบถามการใช้ผ้าอนามัยไม่ได้ อย่าลืม....

    นี่แค่เบาะๆ เอาไปนั่งกุมขมับกันก่อน
    วันหน้ามีมาเล่าอีก ยัง ยัง ไม่หมดหรอก ...มีอีกเยอะ

    เพลงบอกอารมณ์





      73  


    ชอบเพลงนี้
    บอกอารมณ์ของตัวเองในตอนนี้ได้ดี...

     


    อ้ะ..เพื่อความบันเทิง....อยากเป็นเจ้าของ ก็ต้องหาซื้อ
    หรือไม่อยากซื้อก็ฟังเพื่อความบันเทิงเท่านั้นก็พอ.... เอิ้ก


    ปล. รูปไม่เข้ากับเพลงกับอารมณ์สักเท่าไร
    แต่ขอขายของหน่อย
    กางเกงเลลายลูกไม้ คอเลคชั่นใหม่ของร้านพี่โอ๊ะ

    แวะไปโลด ที่
    http://www.myhappymom.com/ 


    5/9/2008

    เยอะแยะ...แต่ได้ทำ




    mo1


    วันนี้ตั้งใจว่าจะทำอะไรเยอะแยะไปหมด
    ทั้งๆ ที่อากาศร้อนแต่ก็ยังวางแผนเอาไว้เสียมาก
    แอบคิดในใจลึกๆ ว่ากลับมาช่วงเย็น
    จะมานั่งเช็คลิสต์ดูว่าจะได้ทำอะไรอย่างที่คิดเอาไว้ทั้งหมดไหม?

    มันยากที่จะทำอะไรตั้งมากมายภายในครึ่งวัน
    แต่คิดเอามันส์ด้วยการตั้งเป้าเอาไว้ว่าตัวเองจะทำอะไรแบบนี้ได้ไหม?

    เริ่มต้นด้วยการออกไปทำงานนอกบ้านตอนบ่ายสอง
    หลังจากนั้นก็ต่อด้วยการไปหาหมอฟันหลังเลิกงาน
    คิดเอาไว้ว่าจะเอาฟิล์มสไลด์ไปล้างที่ราชเทวี
    หลังจากดองไว้ตั้งแต่ปีใหม่ ...ไม่เอาไปล้างมีหวังเสียเร็วๆ นี้แน่
    และคิดเผื่อเอาไว้ว่าจะไปเดินตลาดนัดขายของแฮนด์เมดหน้าเซ็นทรัลเวิร์ล

    ตอนที่นั่งเขียน blog นี้
    นาฬิกาบอกเวลาที่ 21.40 น.
    ขอบอกว่าใจสามารถทำได้ครบทุกอย่างที่ตั้งใจเอาไว้

    ไปสัมภาษณ์คนที่นัดหมายไว้ในการทำงานเป็นที่เรียบร้อย
    ต่อด้วยการไปหาหมอฟันก็สำเร็จเสร็จสิ้น
    หมอฟันบอกข่าวดี แกมเหน็บแนมพอกระตุ้นต่อมสำนึกของใจ

    "มาให้ต่อเนื่องหน่อยนะครับ อีกแค่ 4-5 เดือนก็จะถอดเหล็กดัดฟันได้แล้ว"

    ไม่อยากจะบอกว่า ดีใจแค่ไหน ก็นี่เข้าปีที่ 3 มะร่อมมะร่อแล้ว
    เหล็กดัดฟันยังอยู่เต็มปากเหมือนเดิม แผลร้อนในยังรุมเร้า ตามเป็นเงาอยู่ทุกเดือน
    ว่าแล้ว สงสัยต้องรักษาความต่อเนื่อง
    อีกแค่อึดใจเดียว เหล็กดัดฟันก็จะไม่ได้แอ้มฟันฉันอีกต่อไป โฮะโฮะ

    หลังจากที่ไปหาหมอฟันให้หมดเงินในกระเป๋า
    ใจก็เดินขาลากมาอีกฝั่งถนนเพื่อมุ่งหน้าไปยังร้านแลปสี

    ได้ข่าวว่าเอเชียสไลด์สาขาราชเทวีมีแววจะปิดตัว
    จะเปิดแค่สาขาสยามและหน้าเซ็นทรัล ลาดพร้าวเท่านั้น
    อ้อ...เด็กในร้านบอกว่าเจ้าของว่าจะเปิดที่รังสิตอีกสาขา
    แต่ว่าที่ราชเทวี ตึกหมดสัญญาเช่าพอดี เลยปิดเสียเลย...

    ยื่นฟิล์มให้เด็กในร้านเอาไปล้าง
    เด็กผู้หญิงเพียงสองคนในร้านเริ่มจำหน้าใจได้แล้ว
    พูดคุยทักทายด้วยความเป็นกันเอง
    และเมื่อย้ำบอกว่าให้สแกนรูปกลมๆ ในโลโม่ของใจให้ตรงช่องหนามเตย
    จะได้ไม่ต้องเปลืองแรงไปสแกนใหม่อีกหนหากพบว่าสแกนไม่เป็นวงกลม
    เธอก็มักจะก้มหน้ารับฟังและจำได้ว่า ...ใจมักจะย้ำแบบนี้เสมอ

    ยื่นฟิล์มสไลด์ไปล้างน้ำยาฟิล์มสีสามม้วน
    บอกเขาว่าจะนั่งรอ "ครึ่งชั่วโมงใช่ไหม รอได้...ไปเซเว่นก่อน"

    ข้างๆ ร้านเอเชียสไลด์ ราชเทวีมีเซเว่นอีเลฟเว่น
    ใจเดินไปซื้อเป๊บซี่หนึ่งกระป๋อง และก็แซนวิชไส้หมูหยอง และมายองเนสร้อนๆ อีกหนึ่งชุด
    ที่เซเว่นฯ สาขานี้คนเป็นแน่นขนัด เพราะอยู่ตรงทางขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส ราชเทวี
    ข้างหน้ามีป้ายรถเมล์ และรถก็ติด เพราะข้างหน้าเป็นไฟแดง
    ทั้งคนเดินผ่าน คนรอรถเมล์ คนลงมาจากบีทีเอส ก็แวะเข้าที่นี่ก่อน
    ใจยืนรอแซนวิชสักพัก แม้จะได้กลิ่นแปลกๆ เหมือนของไหม้ แต่ก็หาต้นตอไม่เจอ
    สุดท้ายพนักงานร้องจ๊าก

    โอ้แม้เจ้า.....แซนวิชไหม้... เพราะพนักงานมัวแต่คิดเงินอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์
    ลงเอยด้วยการเอาแซนวิชใส่เข้าไปอีกหน ใจเลยต้องยืนรออีกหลายนาที
    กว่าจะได้แซนวิชมานั่งกินกับเป๊บซี่ในร้านแอร์เย็นๆ ของเอเชียสไลด์

    เดินเข้ามานั่งได้แป๊บเดียว
    ก็เห็นไอม่วยเพื่อนซี้เดินเข้ามาในเอเชียสไลด์เฉยเลย
    แถมมันยังจะไปที่เซ็นทรัลเวิร์ลต่ออีกด้วย...แหม้..มันช่างบังเอิญอะไรแบบนี้

    บังเอิญยิ่งกว่านั้น บังเอิญที่ว่า ฟิล์มที่เอาไปล้าง
    มันไม่ใช่ฟิล์มโลโม่ของใจทั้งสามม้วน
    ม้วนที่สาม...ดันไม่รู้ว่าเป็นสถานที่ไหน
    ใจแทบจะจำไม่ได้ว่าเคยไปสถานที่ในรูปที่เห็นนั่นเมื่อไร
    ถามพนักงานว่าสแกนของใครมาผิดหรือเปล่า? เราไม่เคยไปที่แบบนี้นี่หว่า?
    ตั้งสมาธิได้ก็ยกหูหาตุ้ม เพื่อนในกองบก.ว่าเคยไปทำข่าวที่ไหนที่มีสถานที่คล้ายคลึงกับในภาพไหม?
    ตุ้มบอกมาถึงกับบางอ้อ....ซวยแล้ว หยิบฟิล์มต้อมช่างภาพมาล้างสีซะอย่างนั้น
    โชคดีต้อมบอกว่า ไม่เป็นไร รูปใช้ไปแล้ว และก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร
    นั่นมันกล้องฟิล์มตัวใหม่ที่ต้อมเอาไปทดลองใช้เท่านั้นเอง
    เออ ต้อมไม่เป็นไร แต่ใจสิ...เสียค่าล้างและสแกนฟรี 60 บาท....เง้ออออ

    ไอม่วยมุ่งหน้าไปก่อนแล้วเพราะมีนัดกับน้าสาว
    ใจเดินตามออกจากร้านมุ่งหน้ามาเซ็นทรัลเวิร์ลหลังจากนั้นหลายสิบนาที

    เออ....สรุปว่าวันนี้ทำได้ครบ แม้จะไม่ค่อยเต็มบาทสักเท่าไร
    ไปสัมภาษณ์ก็ต้องนั่งรอเขานานหน่อย
    มาร้านหมอก็ร้อนเหงื่อแตก กว่าจะไปถึง เพราะหาแท็กซี่ไม่ได้เลย
    เอาฟิล์มไปล้างก็ล้างผิดม้วน แถมรูปยังไม่สวยอย่างที่คิด ฝีมือตกอย่างเห็นได้ชัด เซ็งจิตนิดหน่อย
    ไปเซ็นทรัลเวิร์ล เออ...ไม่เห็นมีอะไรขายเลย เห็นมีแต่ลานเบียร์
    หน้าร้อนนะ มานั่งกินเบียร์กันทำไมเนี่ย...เดี๋ยวก็ลมจับกันพอดี

    เอาเหอะ...ถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วล่ะ
    แม้ไม่ดีอย่างที่คิดก็ช่างมันเหอะ
    ทำได้ครบแล้วนี่เนอะ....คิดอะไรมากมาย


    ปล. วันนี้ต้องเชื่อกรมสุขภาพจิต
    อากาศวิปริตร้อนจัดทำให้คนอารมณ์ไม่ดี
    อารมณ์ไม่ดีเพราะอากาศมันร้อนนี่แหละ แหม้....

    5/8/2008

    กาดหลวง



    ไปเชียงใหม่มาสองวัน
    วันแรกตากแดดทั้งวัน
    วันที่สองเลยไม่สบาย
    ตอนนี้กลับมากทม.แล้วก็ยังไม่หาย
    เหนื่อยจัง ไม่ค่อยจะมีแรงทำอะไร....

    แต่จะให้นอนซมอยู่บนเตียงอย่างเดียว
    สงสัยจะไม่หายได้ไวๆ แต่จะยิ่งไปกันใหญ่แน่ๆ

    ลุกขึ้นมาอารูปออกจากกล้อง
    หนนี้ไปเชียงใหม่ ไม่ค่อยมีเวลายกกล้องมาถ่ายอะไร
    ตอนไปเดินกาดหลวงถ่ายมาแค่ 10 กว่ารูป
    ขนาดไม่สบายยังอุตส่าห์ไปยืนส่องกล้องอยู่ได้
    มีแรงถ่ายนิดเดียว
    ดูกันเองละกันนะ วันนี้ไม่แรงโม้สักเท่าไร


    1 
    ตอนแรกนึกว่าแคบหมูแต่จริงแล้วคือใยบวบ
    ยิ่งมัดรวมกันนึกว่าแคบหมูรวมหมู่
    ทั้งๆ ที่คือบวบหมู่....


    2
    ปลาไหล...กำลังถ่ายรูปอยู่มันเลื้อยออกกะละมัง ตกใจหมดเลย
    เรียกป้าคนขาย "ป้ามันออกมาแล้ว ออกมาแล้ว"
    ป้าคนขายเดินมาเงียบๆ เอามือจับมันลงกะละมังใหม่
    อึ้ยยยยย คงลื่นนะนี่


    3 
    นี่คือสาเหตุที่ใจไม่กินปลา..ไม่อยากเห็นภาพแบบนี้
    แต่ว่าถ่ายรูปนี้เอามานั่งดูอีกที
    คนขายก็มีศิลปะนะนี่...นั่งเรียงปลาซะสวยเชียว


    5 
    ข้าวยาก น้ำมันแพง..ใช้ชีวิตลำบากกันดีแท้



    6
    คนรับยิ้ม คนให้ก็ยิ้ม เส้นละ 39 บาทเอง



    7
    แมงมันคั่ว ไม่ได้กินนานแล้วเนี่ย
    ตะก่อนหน้าฝน พ่อเอาไฟแมงดาสีม่วงๆ ติดเสาไม้ไผ่
    เปิดทิ้งไว้ พวกเราเอากะละมังใส่น้ำไปวางไว้ใกล้ไฟ
    แมงเม่าหลงแสงสี บินมาตกใส่กะละมัง
    เช้ามาพวกเราเลยได้แมงเม่าคั่วซะเลย
    ใส่เกลือนิดหน่อย อร่อยดี

    8
    ไอนี่ ไข่จั๊กจั่น
    เพิ่งเคยเห็นว่าเขากินกันด้วย
    ใจยืนมองตั้งนาน
    สังเกตเห็นว่ามันไม่ใช่ไข่ แต่เป็นตัวอ่อน
    มีขาเดินได้ทีละนิด ทีละนิด ....น่ากลัว...

    9 
    ที่บ้านเรียกเห็นถอบ
    คนกทม. เขาเรียกเห็ดเผาะ
    ไม่ได้กินนานมากกกกก
    เพราะกลับบ้านทีไรไม่มีเห็ดถอบให้กินแล้ว

    5/5/2008

    อยู่ในห้องน้ำก็โอนเงินได้





    sim

    รู้ไหมรูปนี้อยู่ตรงไหน??
    อ่านข้อความสิแล้วเดา...

    อ้ะ....หากไม่รู้ เดาไม่ถูก จะเฉลยให้

    มันอยู่ในนี้.....

    sim1 

    ในห้องน้ำชั้นล่างของตึกดีแทค วิภาวดีน่ะ
    เขาแปะแผ่นสติ๊กเกอร์โฆษณาบริการ ATM SIM อยู่
    คงเคยเห็นกันแล้วล่ะมั้ง โฆษณาบริการเช็ค โอน เตือน เงินในบัญชีผ่านมือถือของค่ายดีแทค
    ที่มีผู้ชายตื่นมาก็มีตู้เอทีเอ็มนอนอยู่ข้างๆ นั่งชิงช้าสวรรค์ก็ยังมีเอทีเอ็ม
    เข้าร้านขายมือถือซื้อที่ซิลิโคนกันตู้เอทีเอ็มเป็นรอย
    หากไม่เคยก็ลองไปเปิดทีวีดูแล้วนั่งดูว่าเมื่อไรมันจะมาไอโฆษณานี้

    บอกตรงๆ ว่าติดตามข่าวสารในวงการมือถือก็นาน
    มีอะไรใหม่ๆ ก็พยายามจะลองทดลอง ทดสอบใช้ดู
    จำได้ว่าหนหนึ่งเคยเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือใหม่แบบใช้กันเป็นคู่
    เพียงเพื่อจะได้ใช้บริการ Navigator ตามกันได้ไม่ว่าจะอยู่ตรงที่ไหน
    แต่ในเวลามาก็พบว่าเราสนุกกับมันแค่ไม่กี่ครั้ง
    แล้วก็ต้องมานั่งทนอีกหนึ่งปีกว่าจะเปลี่ยนค่ายมือถือได้
    เพราะเงื่อนไขที่ระบุไว้มีมากมาย.....
    ในตอนหลังเลยระมัดระวังการเลือกใช้บริการใหม่ๆ ตามใจชอบมากยิ่งขึ้น
    ทดลองเป็นอย่างๆ ไป เอาแบบว่าอันไหนดี ค่อยเลือกใช้
    อย่างถ่ายรูปแล้วส่งผ่าน MMS นี่ก็เพิ่งใช้จริงๆ จังๆ เมื่อไม่ปีกลาย
    เหตุผลสำคัญไม่ใช่อะไร...ถ่ายรูปแล้วส่งมันแพง...

    ล่าสุดมี ATM SIM บริการผูกหมายเลขบัญชีธนาคารกสิกรไทยกับซิมการ์ดของโทรศัพท์ค่ายดีแทค
    เห็นว่าสนใจดี.....และยิ่งไปเจอโฆษณาในห้องน้ำนี่...ยิ่งได้ใจมาก

    หากใครทดลองใช้ ATM SIM จะพบว่าในโทรศัพท์มีเมนูเพิ่มเข้าไป
    เมนูที่ว่าเอาไว้กดเช็คยอดเงินในบัญชีที่ผูกติดกับโทรศัพท์ไว้
    หรือเอาไว้โอนเงินจากบัญชีของตัวเองให้คนอื่นที่ถือบัญชีธนาคารกสิกรไทยเหมือนกัน
    จ่ายค่าบัตรเครดิตในเครือกสิกร จ่ายบริการโทรศัพท์รายเดือนของดีแทค

    นอกจากนี้หากมีการใช้จ่ายผ่านบัตรเอทีเอ็มของเรา
    ทั้งกดเงิน ถอนเงิน หรือโอนเงิน ชำระค่าบริการต่างๆ
    ทุกต้นชั่วโมงจะมีการแจ้งเตือนการทำธุรกรรมนั้นผ่านโทรศัพท์มือของเราด้วย
    เป็นการเตือนว่า มีการทำธุรกรรมอะไรบ้าง

    ยกเว้นถอนเงิน บริการนี้ยังใส่เงินเข้าไปไม่ได้
    ดังนั้นจะถอนก็ถือเอทีเอ็มเดินไปที่ตู้และกดแบบเดิม

    เคยถามผู้บริหารของดีแทคว่า หากโทรศัพท์หายจะแจ้งใครดี?
    แจ้งที่ call center ของดีแทค หรือแจ้งที่กสิกรไทย หรือแจ้งตำรวจดี?
    เพราะต่อไปนี้ โทรศัพท์จะไม่เป็นเพียงโทรศัพท์อีกต่อไปแล้วใช่ไหม?
    แต่โทรศัพท์จะกลายร่างเป็นบัตรเอทีเอ็มไปโดยปริยาย

    คำตอบที่ได้ก็คือ แจ้งที่ call center หรือที่เคาน์เตอร์ธนาคารกสิกรก็ได้
    ที่แรกจะทำการอายัติการใช้ซิมการ์ดทุกประการ
    ส่วนที่เคาน์เตอร์จะอายัติการใช้งาน ATM SIM .....

    ฟังแล้วเหมือนจะน่ากลัว โดยเฉพาะคำพูดโบราณที่เขาว่า...
    คนไทยมักชอบไปธนาคารด้วยตัวเอง
    ชอบเห็นบิล ชอบเอาเงินยื่นให้กับพนักงานแบบตัวต่อตัว
    เพราะกลัวว่าเงินจะไม่ถึง

    สมัยหนึ่งเราเคยเป็นกันแบบนั้น
    จะทำธุรกรรมอะไรก็แห่ไปที่หน้าเคาน์เตอร์
    จะฝากจะถอนเอาหมอนไปกันเอง...นานเท่าไรก็นอนรอกันไป

    แต่ในตอนหลังเราก็เห็นว่าตู้เอทีเอ็มผุดเอาๆ มีเช็คเงิน โอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ตได้
    คิวหรือแถวหน้าเคาน์เตอร์ก็รอไม่ยาวเท่าแต่ก่อน
    คนหันไปต่อแถวตู้ฝากเงินอัตโนมัตหน้าธนาคารแทนไปรับแอร์ด้านใน
    ธนาคารก็บอกว่า เขาอยากจะลดกำลังคนเอาไปทำอย่างอื่น
    เพิ่มเครื่องไม้เครื่องมืออัตโนมัติมากขึ้น ให้คนมาต่อแถวกันน้อยลง
    และทำให้คนเคยชินกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้น

    บริการใหม่สะดวกดี ยิ่งทำได้บนโทรศัพท์มือถือก็ยิ่งสบายไปกันใหญ่
    คนไทยใช้มือถือกันตั้งมากมาย บางบ้านสายโทรศัพท์บ้านเข้าไม่ถึงแต่สัญญาณโทรศัพท์มือถือเข้าถึง
    เพียงแต่พึงระมัดระวังกันให้มาก เขาว่ากันว่า...ดูแลให้เหมือนกับบัตรประชาชน และเอทีเอ็ม
    อย่าให้ใครที่ไม่ไว้ใจมากดมือถือเล่น
    หรือก็อย่าวางไว้ไม่เป็นที่ หายก็ต้องรีบแจ้ง

    และที่สำคัญ หากไม่มีเงินในบัญชี
    ก็อย่าเอาแต่กดเล่นดูว่ามีเงินอยู่เท่าไร...จะกดดูไปทำไม ในเมื่อไม่มีเงิน โฮะโฮะ???

    โลกมันร้อน



    window 
             เรามีหน้าต่างไว้ปิด...และเปิดแอร์


    เมื่อวันก่อนดูทีวี
    มีพิธีกรไปตะลอนสัมภาษณ์ดารามากหน้าหลายตา
    เขายื่นไมโครโฟนเข้าไปหาดาราแล้วตั้งคำถามว่า

    "โลกร้อน จะแก้ปัญหาอย่างไรดี?"

    คำตอบที่มีกลับมา มีทั้งช่วยกันเอาขยะที่ใช้ได้มาหมุนเวียน
    ปลูกต้นไม้ เปิดไฟแต่จำเป็น ลดการใช้พลังงาน
    คำตอบอีกมากมายจากดารามีทั้งแบบที่คนตอบไม่ทำ
    และคนฟังก็ไม่รู้จะทำหรือเปล่า

    พอมาถึงแม่นางหนึ่ง เธอเป็นดาราที่คุ้นหน้า
    แต่ว่าใจก็ไม่เคยจะจำชื่อเธอได้
    หลังๆ ชักไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
    ดาราใหม่เกิดขึ้นทุกวัน ยิ่งกว่าเห็ด
    อย่าถามว่าคนนี้เป็นใคร ต้องใช้เวลาไปสืบค้นกันนานทีเดียว

    แม่นางที่ว่า ตอบคำถามชนิดที่ทำคนถามถึงกับอึ้ง
    คนดูอย่างใจก็อึ้งตามไปด้วย
    ฮ่วย!!! ก็เธอตอบกลับการแก้ปัญหาโลกร้อนว่า

    "โลกร้อนเหรอคะ ก็เปิดแอร์สิคะ ตรงจุดดี"


    แหม้ ไม่รู้จะขำหรือไม่ขำดี
    หากเป็นมุขก็ใช้ได้ แต่หากไม่ใช่ก็คิดต่อเองละกัน....