Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    5/30/2007

    ความรักคืออะไร?

     
     
    ความรักคืออะไร....
    คำถามง่ายๆ ที่เมื่อถามใคร
    คำตอบของใครก็ไม่เหมือนกัน
    มันคืออะไร...???
    5/24/2007

    the moment of choose ของหนูมาลี





    จะมีใครสักกี่คนที่สนใจ......เขาเหล่านั้น...
    และคิดหรือไม่ว่าเขาเหล่านั้นมีผลกับการขายสินค้าของเขา....ไม่น้อยทีเดียว

    นั่นคือประโยคที่หนูมาลีนึกได้ในวินาทีนั้น
    หลายต่อหลายครั้งหนูมาลีมักใช้เวลาไปกับการสอดส่อง
    แอบมองเขาที่ว่า...ลอบมองท่าทาง และการพูดคุยสารพัดอย่าง
    และพินิจพิเคราะห์อะไรได้ตั้งมากมายจากสิ่งที่ได้เห็นและได้สัมผัส
    จนปัจจุบันก็รู้ดีกว่าเขาเหล่านั้นมีผลกับภาพลักษณ์
    ขององค์กรและสถานที่แห่งนั้นเอาเสียมากๆ

    เขาที่ว่าของหนูมาลี ก็คือ แม่บ้านและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย....

    เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ดิเอสพละนาด
    ห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่ย่านรัชดาภิเษก
    ตอบคำถามชายหน้าตาดีที่เดินมาถามแกเมื่อตอนกลางวัน
    ระหว่างที่หนูมาลีกำลังเดินสวนทางออกจากห้าง
    ชายคนดังกล่าวถามลุงแกว่า...ตู้เอทีเอ็มอยู่ที่ไหน
    แม้จะเป็นยามรักษาการณ์หน้าประตูเข้าออกของห้าง
    แต่แกก็ชี้มือขึ้นไปชั้นบนของห้าง
    และตอบได้ว่า ตู้เอทีเอ็มที่ชายคนนั้นต้องการอยู่ตำแหน่งใด
    หนูมาลีแอบชื่นชมอยู่ในใจ
    เขาช่างใจดี ยินดีจะตอบคำถาม
    แม้จะน้อยนิด แต่เมื่อตอบได้
    แต่ก็เชื่อได้ว่า ชายคนนั้นจะกลับมาเยือนที่นี่อีกหนแน่นอน....

    เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ใส่เสื้อแขนยาวสีน้ำตาล
    ถือวิทยุสื่อสารดูโก้หรูบนห้างเปิดใหม่แถวๆ สยาม...
    บอกกับพี่เจี๊ยบกับหนูมาลี เมื่อวันไปถ่ายภาพงานแสดงกล้วยไม้เมื่อหลายวันก่อนว่า
    "กรุณาเก็บกล้องด้วยครับ"
    พี่เจี๊ยบตอบกลับโดยไม่ลังเลว่า เก็บไม่ได้เพราะไม่ได้พกกระเป๋ามาด้วย
    พนักงานคนเดิมยังพยายามสอดส่องส่ายตามองพี่เจี๊ยบตลอดเวลา
    จนกระทั่งทนไม่ไหวหันมาบอกอีกครั้งว่า "เขายึดผมไม่รู้ด้วยนะครับ"
    เราสองคนหันมามองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย
    เราในฐานะของประชาชนก็ล้วนแต่ทราบดีถึงกาละเทศะในยามนั้น
    ในยามที่มีการปิดกั้นทางเดินบางส่วนเอาไว้ เพื่อการเสด็จเปิดงาน

    แม้การศึกษาไม่ได้ทำให้คนเป็นคนดีขึ้นก็จริง
    แต่มันทำให้เราได้เรียนรู้ถึงโอกาสบางอย่างที่ไม่สมควรจะทำ
    และสมควรจะทำอยู่บ้าง
    เราสองคนต่างก็ไม่ได้เคืองยามรักษาการณ์
    ก็ทำได้แค่เพียงสงสัยในความคิดบางอย่าง...ของเขาคนนั้น

    เราไม่ได้เดินออกมาจากสถานที่แห่งนั้นด้วยเพราะไม่อยากเห็นเขาไม่สบายใจ
    ที่ต้องแอบลอบมองเราสองคนว่าจะยกกล้องชุดสามแสนบาทนั่นออกมาถ่ายเมื่อไร
    แต่เพราะฝนต่างหาก...เราเห็นท่าว่ามันจะเทลงมาในไม่ช้า
    จึงเดินจากมา...โดยยังคิดว่าอยู่เสมอว่า...
    ยามหรือแม่บ้าน...ก็ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้กับหน้าตา ภาพลักษณ์ของสินค้า
    องค์กร สถานที่ และเจ้าของร้านค้าได้แทบทั้งสิ้น
    the moment of choose ไม่ได้ขึ้นอยู่บนเวลาเสมอไป
    แต่มันหมายถึงการบริการ และ service mind ด้วยใช่ไหม....หรือไม่จริง???

    เมื่อหลายเดือนก่อนหนูมาลีไปร่วมงานสัมมนาเรื่องหนึ่ง
    ที่มูลค่าของที่นั่งราคาตั้งหมื่นกว่าบาท
    วิทยากรท่านหนึ่งที่คลุกคลีอยู่ในวงการการตลาดของเมืองไทย
    ให้ความรู้แก่หนูมาลีที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เท่ากับห่างอึ่งก็ไม่ปาน
    เขาบอกว่า หลายต่อหลายครั้ง เอามักจะต้องเดินทางไปงานสัมมนาโน่นนี่อยู่เสมอ
    มีอยู่หนหนึ่ง เมื่อสองปีที่แล้ว เขาไปงานสัมมนาที่โรงแรมติดแม่น้ำเจ้าพระยา
    ที่ได้ชื่อว่าเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดในโลก...
    อันนี้หนูมาลีไม่อยากจะโฆษณา แต่รู้ว่าคือโรงแรมสีขาวงามสะอาดตา

    ระหว่างการเป็นวิทยากร พนักงานชายคนหนึ่งเดินมาสอบถามเขาว่า
    ต้องการน้ำเพื่อดับกระหายไหม
    เขาบอกไปว่า "ขอน้ำส้มคั้นหนึ่งแก้ว ใส่น้ำแข็งเพียงก้อนเดียว"
    เวลาผ่านไปสองปีให้หลัง เมื่อกลับไปอีกหน....
    ไม่ใช่ว่าน้ำส้มแก้วนั้นเพิ่งจะเดินทางมาถึงแต่อย่างใด
    แต่พนักงานคนใหม่ กลับมาพร้อมน้ำส้มคั้นใส่น้ำแข็งเพียงก้อนเดียว.....
    เพื่อเสิร์ฟให้เขาที่ไปเป็นวิทยากรที่นั่น

    ในอีกหน กับโรงแรมเดิม....
    เช้าวันหนึ่งของการรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
    เขาได้ทิ้งเศษอาหารที่ไม่ชอบรับประทานเอาไว้ให้แม่บ้านได้ดูต่างหน้า
    เช้าอีกวัน อาหารทุกอย่างที่วางบนโต๊ะของเขากลับเป็นอาหารที่เขาชอบทั้งหมด
    ไร้ร่องรอยสิ่งที่ไม่ชอบ
    เขาเรียกแม่บ้านที่ยืนอยู่ใกล้ๆ มาสอบถามว่า รู้ได้อย่างไรว่าเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร
    เธอบอกว่า ก็ถ้าทานอะไรเหลือแสดงว่าไม่ชอบสิ่งนั้น
    ส่วนผลไม้นั้น อาจจะดูยากไปนิด เพราะต้องไปนั่งดูในถังขยะใกล้ตัว
    เพราะเสร็จเปลือกผลไม้อันไหนที่มากสุด
    แสดงว่าเป็นผลไม้ที่เขาชอบรับประทานมากที่สุด....
    นี่คือสิ่งที่เราไม่เคยสนใจ.... สร้างคนได้ดีเท่าไร
    ก็ล้วนแล้วแต่สร้างความพึงพอใจในแบรนด์อย่างปฏิเสธไม่ได้...

    หนูมาลีไม่ได้คิดเล็กคิดน้อย...
    แต่หากมีคนคอยเดินตามในร้านขายเสื้อผ้าอยู่ตลอดเวลา
    คอยจับตาดูหนูมาลี และเดินไปจัดเสื้อผ้าทันทีที่ราวซึ่งหนูมาลีเพิ่งเดินไปดูมา
    ....ยังกับว่าหนูมาลีทำมันรกเสียแล้ว
    หรือมีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยกันท่า พูดจาไม่ดีใส่หนูมาลี
    ก็ทำให้หนูมาลีอึดอัดไม่ใช่น้อย
    สุดท้ายก็ล่าถอย....ไปหาที่อื่น ที่พนักงานใจดี แม่บ้านเอาใจ สนใจเอาน้ำมาให้กิน
    มีลุงยามหน้าตาธรรมดา แต่งตัวไม่สะอาดเท่าไร แต่กลับมีน้ำใจช่วยเข็นรถคันหน้าให้
    ต่อให้ของแพงกว่า ที่จอดรถแพงกว่า หนูมาลีก็ยอม.....
    the moment of choose ของหนูมาลีไม่ได้มีระดับ
    แต่มันเป็นสิทธิอันชอบธรรมอันพึงจะมีของผู้บริโภคอย่างหนูมาลี
    .... ไม่ใช่หรือ???
     

    5/23/2007

    หนูมาลีกับการเดินทาง

    หนูมาลียกกระเป๋าเป้สีดำใบโตขึ้นบ่า
    พาดกระเป๋าสะพายสีขาวไว้ที่ไหล่ขวา
    ตัวกระเป๋าวางขวางด้านหน้าลำตัวด้านซ้าย...
    หยิบร่มสีดำราคาแพงเกือบพันบาท
    ที่ซื้อมาเพียงเพราะอยากจะได้โลโก้ habitat ที่ด้ามจับ
    มากางบังแดดตอนสิบเอ็ดโมงครึ่ง
    ที่ถึงแม้ทาครีมกันแดดขนาด SPF 50
    ตัวก็คงเป็นสีแทนได้ภายในพริบตา

    รองเท้าคัชชูสีขาว เหมือนกับนักศึกษาแพทย์ พยาบาล
    ถูกสองเท้าของหนูมาลีสวมเข้าไป
    แค่นี้.....การเดินทางของวันก็เริ่มต้นขึ้น

    รถไฟฟ้าใต้ดินช่วงเวลานี้คนไม่เบียดเสียดแน่นหนาเหมือนกับช่วงเร่งด่วน
    เช้าก่อนเก้าโมง หรือ หกโมงเย็นเวลาคนเลิกงาน
    หนูมาลีเคยเปรียบเปรยภาวะปลากระป๋องอัดแน่นในรถไฟฟ้าในชั่วโมงเร่งด่วนว่า
    "หากเปิดประตูออกมา ชั้นคงคลอดได้ลูกพอดี............."

    หนูมาลีเลือกเก้าอี้ตามใจชอบ
    ถึงจะมีสีเดียวกันหมด คือสีน้ำเงิน แต่หนูมาลีก็เลือกที่จะนั่งริมสุดของแถว
    ทั้ง ๆที่ มันเป็นเก้าอี้ที่ได้รับความเย็นจากเครื่องปรับอากาศมากที่สุด
    แม้เสื้อแขนสั้นสีฟ้าที่หนูมาลีใส่มาวันนี้ ไม่ได้ช่วยทำให้อบอุ่น
    แต่หนูมาลีก็เลือกเก้าอี้ตรงนี้ เพราะเชื่อว่ามันสงบสุขและปลอดตาผู้คนที่สุด

    ไม่รู้ว่ามันผ่านไปกี่นาที กี่ชั่วโมง
    เพราะเอาเข้าจริงๆ หนูมาลีที่เป็นผู้ใช้ขาประจำของรถไฟฟ้าใต้ดิน
    ก็ไม่เคยนั่งมองนาฬิกาว่าเดินทางทั้งหมดกี่นาทีในแต่ละวันสักที
    แต่ไม่กี่อึดใจ หนูมาลีก็มาถึงที่หมาย...สถานีหัวลำโพง....

    หนูมาลีปล่อยให้ผู้คนเดินเบียดเสียดขึ้นบันไดเลื่อนทีละคนสองคน
    จนเหลือตัวเองเป็นผู้รั้งท้ายของแถว
    เธอเรียกแท็กซี่สีเขียวสดที่กำลังผ่านมาที่หน้าสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน
    บอกเป้าหมายที่ต้องการไป....
    เมื่อพนักงานขับรถพยักหน้าตอบรับ เธอก็ขึ้นนั่ง และวางข้าวของทุกอย่างไว้ข้างตัว
    กระเป๋าสีดำที่หนักอึ้งไปด้วยอุปกรณ์ไฮเทคด้านใน
    ทำเอาไหล่และบ่าของหนูมาลีพกช้ำได้ง่าย ๆ หากว่ายังแบกมันไว้อีกนานกว่านี้

    หนูมาลีนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างของรถ
    ฟ้าในยามนี้ช่างงามนัก
    เมื่อฝนจาง ฟ้าก็เปิดกว้าง ให้เห็นสีฟ้าและสีขาวของเมฆสลับเหลื่อมกันไป
    เธออยากจะถ่ายภาพท้องฟ้ายามี้เอาไว้นัก
    แต่น่าเสียดายวันนี้เธอเลือกวางกล้องไว้ที่หัวเตียง
    และเลือกที่จะทำให้กระเป๋าเบาๆ เข้าไว้
    นี่ล่ะนะ...บางทีความต้องการก็สวนทางกับความเป็นจริงเสมอ....หนูมาลีคิด

    ทั้งคนขับและผู้โดยสารอย่างหนูมาลี
    ต่างก็นิ่งเงียบไร้การสนทนาแต่อย่างใด ...
    มีเพียงเสียงคุ้นหูจากการไหลของมิเตอร์วัดระยะทาง
    และบอกเป็นมูลค่าของเงินผ่านหน้าจอ..เล็ดลอดออกมาเป็นระยะให้ได้ยิน

    ต่างคนต่างก็ใช้สมองของตัวเองไปกับเรื่องอะไรใครก็ไม่ทราบ
    เวลาผ่านเนิ่นนาน ถนนหนทางก็เปลี่ยนตามไปตลอด
    หนูมาลีเห็นผู้คนที่นอกหน้าต่างนั้น มีอิริยาบทที่หลากหลาย
    หลายคนกำลังนั่งคุยโทรศัพท์มือถือ
    บางคนกำลังยืนรอข้ามถนน
    ป้าคนหนึ่งกำลังปิ้งหมู ควันลอยพุ่ง
    มอเตอร์ไซด์คันหนึ่งกำลังขับผ่านรถแท็กซี่ที่หนูมาลีนั่งอยู่นั่นไปอย่างรวดเร็ว
    เราล้วนแล้วแต่เป็นคนละครหนึ่งในสังคม
    เราเกิดมาเพื่ออยู่ในบทบาทของตัวเอง
    แต่ละวันมันก็มีกิจกรรมที่ต่างกันออกไป
    ต่อให้ซ้ำเดิมวนเวียน แต่สิ่งรอบข้างกลับเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม
    วันนี้ก็เช่นกัน ต่อให้หนูมาลีผ่านมาในที่ที่เดิม
    ผู้คนที่นั่งข้างๆ ในรถไฟฟ้าใต้ดินก็ไม่ใช่คนเก่า
    คนขับแท็กซี่ก็หาได้ขับซิ่งเหมือนคนเมื่อวาน
    ถนนหนทางแม้จะเป็นเส้นทางเดิม
    แต่ก็ไม่เคยได้เจอผู้คนซ้ำหน้าแต่อย่างใด....

    การเดินทางของหนูมาลีสิ้นสุดที่ถนนพระอาทิตย์
    หลังจากชำระค่าเดินทาง 60 บาทไทย
    หนูมาลีก็แบกกระเป๋าทั้งสองใบเดินเข้าไปในอาคารเก่าแก่
    ที่ใคร ๆ ก็แอบอิจฉา เพราะว่าสถาปัตยกรรมตึกเก่าที่เขาเรียกกันว่าวังเก่า
    กลายเป็นที่ทำงานที่หนูมาลีได้นั่งทำงานในบางวัน....
    และการเดินทางก็หยุดนิ่งยาวนานหลายชั่วโมง
    ก่อนมันจะเริ่มต้นอีกครั้งในยามเย็น....
    จะเป็นเช่นไรต่อไปนั้นหนูมาลีก็ยังคิดไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร....
    ช่างเป็นการเดินทางที่คาดเดาไม่ได้เลยจริงๆ....ชีวิตคนเรา...

    รอผึ้งกลับบ้าน


    นับตั้งแต่งผึ้ง พี่สาวคนกลางเดินทางไปเทคคอร์สระยะสั้น
    เป็นเวลาเกือบ 5 เดือนของ  Harvard Business School 
     หลังจากสอบชิงทุนพัฒนาข้าราชการของกพ.
    และก็ได้ทุนรัฐบาลไปเทคคอร์สแค่ไม่กี่วัน.... แต่ใช้เงินไปเกือบสองล้านกว่าๆ
    และกลายเป็นคนเอเชียในคอร์สนี้ที่ไปเรียนไกลถึงที่แมดริด ประเทศสเปน...

    ใจก็เพิ่งได้มีโอกาสคุยกับผึ้งจริง ๆจัง นานนับชั่วโมงก็เมื่อวานนี้เอง
    แม้ก่อนหน้านั้นจะคุย และติดต่อกันอยู่เป็นประจำ
    เพราะผึ้งอาศัย VoIP ที่นั่นกริ๊งกร๊างราคาถูกมาทักทายทั้งบ้าน
    แต่ว่าก็ไม่ได้นานอะไรแบบนี้มาก่อน

    ดูเหมือนผึ้งชักจะเริ่มเคยชินกับการใช้ชีวิตที่นั่นไม่น้อย
    ชอบวัฒนธรรมบางอย่าง และที่สำคัญเหมือนจะประทับใจ ZARA
    แบรนด์เสื้อผ้า local ของสเปนเป็นอย่างยิ่ง
    แม้มาที่นี่ ZARA จะขึ้นห้างเพราะพารากอนและเซ็นทรัลเวิร์ล
    และทั้งคู่ก็กลายเป็นร้านที่มีพื้นที่มากที่สุดของพารากอน
    และที่เซ็นทรัลเวิร์ด ZARA ยังมีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่าพารากอนก็ตาม
    แต่ที่สเปน ราคา ZARA ถูกกว่ามากมาย
    หนนี้ผึ้งกลับเมืองไทย ของฝากก็คงไม่พ้น ZARA เป็นแน่แท้

    ความไม่ลงตัวเรื่องงาน และอะไรหลายๆ อย่าง
    ทำให้ใจอดไปหาผึ้งที่นั่น ทั้งๆ ที่วางแผนเอาไว้แม่นเหมาะ
    หนึ่งในนั้นก็คือตั๋วเครื่องบิน
    ที่จนถึงที่สุด ก็หาตั๋วไปยุโรปในช่วงพีคๆ แบบนี้ไม่ได้
    เลยกลายเป็นว่าต้องรอให้ผึ้งกลับมาซะยังงั้น.....

    แต่ใจเชื่อว่าใจจะได้กลับไปที่นั่นวันหนึ่งแน่ ๆ
    หากว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนับจากวันนี้ถึงอีกสองปีข้างหน้านะ....
    และครั้งนี้ ดูเหมือนเรื่องตั๋ว และเรื่องเวลา .. ยังไงก็เอาใจไม่อยู่แน่ๆ 555
    5/21/2007

    สลบเหมือด



    เป็นเพราะเมื่อวานไปเดินในงานกล้วยไม้ซะยาวนาน
    เดินในพารากอนเข้าคิโน โผล่ซาร่า
    ไปดูเครื่องแม็ค ... และก็ข้ามไปฝั่งเซ็นเตอร์พ้อยท์
    เมื่อคืนกลับมาถึงห้องเลยสลบเหมือดชนิดที่...กู่ไม่กลับ
    หลับยาวจนถึงเช้า.....ลืมตามาอีกที ตีห้าสี่สิบสามนาที
    หยิบนาฬิกาเอามาใส่มือ เพราะกลัวจะตื่นไม่ทันหกโมงเช้า
    เจ็ดนาทีผ่านไป เสียงปลุกจึงดังขึ้น...
    และก็สลบต่ออีกหนจนถึงแปดโมงครึ่ง....

    เห็นว่าแดดดี ตั้งท่าจะเอาผ้าไปใส่เครื่องตั้งหลายวันละ
    วันนี้ได้โอกาสเลยหยิบผ้าไปใส่เครื่องซักผ้าซะเลย
    เดี๋ยวอีกไม่กี่วัน ฝนตกอีก ...จะไม่มีผ้าใส่เอา
    และตอนนี้ก็เก้าโมงครึ่งแล้ว
    ก็ยังต้องนั่งรอให้ผ้าซักเสร็จก่อน...
    ค่อยอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ไปนั่งรอตรวจงานที่ออฟฟิศต่อไป....

    blog ของใจ


    ไม่ได้ตั้งใจเขียน blog เพื่อบอกเล่าให้ใครฟัง
    และไม่ได้ตั้งใจจะให้ตัวหนังสือมันออกมาสวยงาม
    สวยหรู เพื่อให้ใครดูมันแล้วก็หลงใหล
    และคิดพิเศษจนเกินไปว่าใจตั้งใจให้เขารักตัวหนังสือของใจ
    หรือเก็บเอาไปจินตนาการว่าใจสรรหาเรื่องราวใดๆ
    มาให้เขาได้อ่านทุก ๆ วัน ............

    ใจแค่ใช้พื้นที่ที่มีอยู่เขียนเรื่องราวที่อยากจะเขียน
    อยากเขียนอะไรก็เขียน ก็แค่นั้น...ไม่ได้คิดมากอะไร
    อยากจะเขียนด้วยปากกา แต่ว่ามันก็ขี้เกียจจนเกินไป
    ให้เขียนบันทึกเป็นเล่มหน้าเหมือนไอม่วย
    สารภาพและบอกตรงๆ ว่าทำแบบมันไม่ได้แน่ๆ
    มันเก่งกล้าจนใจยกให้มันเป็นเทพแห่งการเขียนไดอารี่....

    ครั้นใจจะไม่บันทึกอะไรเลย ที่อยากจะจำก็ดันลืมเสียหมดสิ้น
    ความทรงจำดีดีที่อยากจะเก็บไว้
    เรื่องราวที่มาเยือนในชีวิต ก็มีอันต้องเหือดหายไปในที่สุด

    ที่สำคัญก็คือ...ที่นี่คือที่ระบายอารมณ์ของใจแต่ไหนแต่ไรมา
    ไม่ได้มีจุดประสงค์ให้มันเป็นสถานที่ที่ออกแบบมาเพื่อใครบางคน
    ดังนั้นตั้งแต่วันแรกที่เปิด space
    จนถึงวันนี้ ใจก็ยังเขียนมันเหมือนเดิม
    คิดเหมือนเดิม และทำเหมือนเดิม
    ก็เพราะมันเป็นที่ที่ใจจะเขียนเรื่องที่อยากจะเขียนได้ก็เท่านั้นเอง...
    ไม่เกี่ยวกับใคร หรือ ทำมันขึ้นมาเพื่อใคร
    ใจทำเพื่อตัวใจเอง....... โปรดเข้าใจ

    ส่วนใครจะอ่านแล้วรู้สึกดีกับเรื่องราวบางอย่างบ้าง
    ใจก็ยินดีที่เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมแบ่งปันเรื่องดีดีให้กับคนอื่นบ้าง...เท่านั้นจริงจริง

    5/18/2007

    กินใจกับ Way



    เมื่อวานซื้อ Way -- better life, better world เล่ม 8 ติดมือกลับมาที่ห้อง
    หลังจากจดๆ จ้องๆ วนเวียนอยู่ที่แผงหนังสือเป็นเวลาหลายวัน
    สุดท้ายมันก็ออกมาวางแผงให้ซื้อในราคาเท่าเดิมคือครึ่งหนึ่งของร้อยบาทไทย

    นิตยสารรายเดือนฉบับขนาดไม่ถึง 100 หน้า สัดส่วนเป็น A4 แต่เตี้ยกว่าใครเขา
    เป็นของสะสมของใจไปตั้งแต่เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว
    หลังจากสบตากันอย่างจังบนแผงหนังสือ
    ตั้งแต่นั้นดูเหมือนมือของใจก็จะคอยหยิบพามันไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์
    และก็มานั่งเปิดอ่านแทบทุกหน้าในทุกต้นเดือน ........

    เนื้อหาหนักๆ ค่อนข้างกระเดียดไปทางเสียดสีสังคม ตลอดจนผู้คนในสังคม
    คนทำหยิบจับเรื่องราวที่ร่วมสมัย ผูกประเด็นที่คนไม่เคยจะสนใจ และกำลังสนใจมาบอกเล่า
    มีข่าวทั่วโลก มีเรื่องของคนไปเที่ยว คนเก่งศิลปะ คนนับถือศาสนาพุทธ คนเก่งกฎหมาย
    คนที่เอาแต่วิจารณ์นักการเมือง และคนวาดการ์ตูน อยู่รวมกันในหนึ่งเล่ม

    วันนี้ได้ฤกษ์ก็เลยหยิบเปิดอ่านดู แก้อาการเครียดที่รุมเร้าหลายวันติดต่อกัน
    และดูเหมือนจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติส่วนตนที่ไม่เคยคิดจะล้มล้างมันไปเสียแล้ว
    คือเมื่ออ่านบทความ หนังสือ หรือข่าว สิ่งที่ต้องทำคือการหาข้อความกินใจเก็บเอาไว้หัว

    บทความคอลัมน์ her theatre ที่เลขหน้า 56 หายไปจากมุมหนังสือ
     มี Alice Skinhead เป็นคนเขียนเรื่อง "คนไทยทำหนังกรีก"
    บอกเล่าเรื่องของชายผู้ชื่อ เชน บุนนาค หนุ่มไทยเชื้อสายไอริช
    ที่กำลังเติบโตในสายงานหนัง กลายเป็นผู้ทำหนังกรีก
    เนื้อหาเรื่องราวเป็นอย่างไร ใจไม่อยากพูดถึง
    เพราะว่า ....อยากให้ไปหาซื้อมาอ่านกันเอง
    เป็นการสนับสนุนให้คนทำหนังสือได้มีกำลังใจไปในตัว
    กลัวว่า อธิคม คุณาวุฒิจะถอดใจไม่เป็นบก.
    ปล่อยให้ใจรอหนังสือเก้อทุกเดือน อดอ่านหนังสือดีๆ กันพอดี

    สิ่งที่อยากจะพูดถึงคือคำพูดกินใจของเชน บุนนาค
    ตัวละครเด่นในบทความเรื่องสั้นที่ว่าข้างบนนั้นต่างหาก
    เพราะเพียงแค่ได้อ่านถึงประโยคกินใจที่อยู่ในเครื่องหมายคำพูด
    ใจก็ถึงกับต้องหยิบดินสอมาขีดเป็นสี่เหลี่ยมล้อมรอบ เป็นกรอบเอาไว้

    "ผมได้ศึกษาทุกขั้นตอนของการผลิตและการเงิน
    แต่ในที่สุดผมก็ต้องสรุปว่า ทางเดียวที่จะได้ทำหนังของตัวเองก็คือ
    ต้องออกไปสร้างมันขึ้นกับมือ นี่คือข้อเท็จจริง
    ไม่ว่าคุณจะถ่ายรูปหรือเขียนหนังสือ
    ถ้าคุณอยากจะเป็นนักเขียน ไม่มีใครบอกให้คุณไปทำงานในสำนักพิมพ์
    วิธีเดียวที่จะเป็นนักเขียนก็คือคุณต้องเขียนหนังสือใช่มั้ยครับ"

    แค่นั้นแหละที่อยากจะพูดถึงใน blog วันนี้
    มีแค่นี้ ...  สั้นๆ แต่กินใจใจเหลือรับประทาน......

     

    แบบไหนดี?


    ไม่รู้ว่าใครจะเป็นเหมือนใจไหม
    แต่สิ่งเดียวที่ใจยอมรับไม่ได้มาตลอด
    ในช่วงเกือบ 30 ปีของการใช้ชีวิต
    นั่นก็คือ "การโกหก" .....

    ใจว่าการโกหกมันใช้ได้ดีในบางหน
    สำหรับเรื่องที่เราอยากจะปิดบังกับใครบางคน
    ด้วยเรื่องนั้นไม่สำคัญพอ หรือ ไม่จำเป็นต้องบอกก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
    อาจารย์ท่านหนึ่งสมัยมัธยมต้นเคยพูดเอาไว้ว่า
    หากเราต้องโกหกให้เขาสบายใจในบางหน
    ก็ไม่บาปนักหรอก หากว่าผลของการโกหก
    เป็นไปในทางบวกมากกว่าทางลบ
    แต่คุณต้องยึดมั่นเสมอว่า..คุณไม่ได้คิดในแง่ลบทุกครั้งที่จะโกหก.....

    หลายครั้งใจคิดอยู่เสมอมาว่า
    การโกหกนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า....ใครคนนั้นที่คุณต้องการจะโกหก
    สามารถยอมรับเรื่องราวที่โกหกนั้นได้มากน้อยแค่ไหน
    และใครคนนั้นเรียกร้องและใฝ่หาความจริงมากกว่าหรือไม่
    เพราะสุดท้ายเมื่อความจริงปรากฎ คุณจะพบว่า
    ความคิดที่จะปิดบังนั้นเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์........

    เอาล่ะมาถึงตอนนี้....คุณคิดว่าการโกหกกับไม่โกหกในบางครั้ง
    แบบไหนดีกว่ากัน???

    แล้วถ้าถามในแง่ของคนที่กำลังจะถูกโกหกล่ะ...
    กลับกัน ...หากให้คุณต้องเลือกระหว่างความจริง
    ที่เมื่อคุณได้รับทราบแล้วต้องทรมานไปนานแสนนาน
    แม้จะเยียวยาได้แผลที่ได้รับก็ไม่ได้จางไป
    มันกลับยึดติดฝังแน่นในสมองซีกใดซีกหนึ่ง
    หรือติดตรึงแน่นในหัวใจนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

    หัวใจที่เต้นดังตุบตุบ แทบจะทะลุอกข้างซ้ายออกมาแผ่หรา
    มือที่สั่นจนไม่สามารถจับอะไรได้อยู่นิ่ง
    สมองที่เอาแต่คิดถึงเรื่องที่ได้รับรู้วนเวียนไม่หยุดหย่อน
    เจ็บปวดทรมานแทบจะไม่เป็นอันกินอันนอน
    นี่คือสิ่งคุณจะได้รับเมื่อรับรู้ความจริงบางอย่าง
    คุณรับสภาพนี้ได้ไหม.....และจะอยู่ทนกับมันได้นานเท่าใด???

    แต่หากว่าคุณได้รับคำโกหก....
    เรื่องที่คุณควรทราบมันจะกลายเป็นเพียงความลับ
    มันจะอยู่ในที่ที่ของมัน...ที่ที่มันควรจะอยู่
    ขณะที่คนโกหกก็ยังจะโกหกแบบนั้นอยู่เสมอ
    เรื่องราวบางอย่างถูกปิดบังซ่อนอำพราง
    ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาได้เรียนรู้ว่า
    การโกหกนั้นให้ผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ....
    คุณจะกลายเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องเบื้องหลังอะไรเลย
    แต่ก็ใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยไม่เจ็บปวดอะไรเลย
    คุณว่าแบบนี้ดีกับคุณไหม???

    ไม่ต้องถามต่อว่าหากคุณเลือกความจริง
    สิ่งที่คุณพบจะเป็นอะไรบ้างในเวลาต่อมา
    นั่นคือเหตุการณ์ที่คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอ

    แต่ถ้าหากคุณเลือกการโกหก....
    มันมีความเป็นไปได้อย่างหนึ่งเสมอที่คุณจะพบกับสิ่งที่เรียกว่า
    "ความลับไม่มีอยู่ในโลก"

    เป็นไปได้ไหม....ที่
    เหตุการณ์เช่นเดียวกันกับการได้รับรู้ความจริง
    เมื่อวันหนึ่งคำโกหกนั้นสิ้นสุด....
    ความจริงปรากฎ ไม่ต่างอะไรกับน้ำลดตอผุด...
    ความผิด หรือ คำโกหกสารพัดที่เคยโยนลงน้ำ
    วันหนึ่งน้ำลด มันก็ผุดขึ้นมา
    จากหนึ่ง เป็น สอง สาม และ สี่.....

    ใจบอกไม่ได้ว่าความเจ็บปวด ทรมาน
    โศกเศร้า เสียใจ จะเพิ่มขึ้นเป็นกี่เท่า
    ระหว่างการได้รับรู้ความจริงก่อน
    กับการที่ถูกปิดบังก่อน โกหก แล้วความจริงปรากฎในภายหลัง

    เพราะที่ผ่านมา ไม่เคยได้รับรู้ความจริงก่อนสักครั้ง
    มีแต่คำโกหก....ก่อนเสมอ....แล้วถึงจะเจอความจริง
    สำหรับใจแล้ว อย่างหลัง เจ็บปวดกว่าเสมอ....

    เพราะยังไม่เคยเจอใครสักคนที่กล้าจะบอกความจริง.....
    สุดท้ายเราก็ยังต้องเจอกับเรื่องโกหกอยู่วันยังค่ำ
    .....มันไม่มีทางเลือก.....ไม่อย่างนั้นคงไม่ใช่คำว่า "โกหก"
    แต่ใจว่าใจเลือกได้.....อีกอย่างหนึ่ง.....
    คือเลือกที่จะไม่ทนกับการโกหกอีกต่อไป......มันคงดีกว่า
    ทางไหนไหน ที่มีให้เลือกข้างบน......


     

    5/16/2007

    ภาพลวงตา....

     
     
    ภาพที่ทำว่ามีเยื่อใย ภาพที่ทำอะไรเพื่อฉัน
    การแสดงว่าห่วง หวง กัน
    เธอคิดใช่ไหมว่าฉันคงเชื่อจริง

    ในทุกๆ ถ้อยคำ เบื้องหลังแววตา
    ซื่อตรง อ่อนโยนจากเธอ
    ฉันรู้ดีหมดแล้ว และไม่เคยคาดคิด

    มันก็เป็นแค่เพียงภาพลวง หลอกตา
    ที่เธอสร้างขึ้นมาให้ฉันได้ใจ
    มันไม่เคยจะเป็น ของจริง
    แค่ลวง แค่หลอกกันไป ....แค่นั้น

    ภาพที่เธอแต่งเติมสร้างมา
    ทำให้ฉันศรัทธาเชื่อถือ
    เป็นแค่ควันอยู่ในสองมือ
    แค่เพียงไม่นานก็เลือนลางหายไป

    ในทุกๆถ้อยคำ เบื้องหลังแววตา
    ซื่อตรง อ่อนโยนจากเธอ
    ฉันรู้ดีหมดแล้ว และไม่เคยคาดคิด

    มันก็เป็นแค่เพียงภาพลวง หลอกตา
    ที่เธอสร้างขึ้นมาให้ฉันได้ใจ
    มันไม่เคยจะเป็น ของจริง
    แค่ลวง แค่หลอกกันไป ....แค่นั้น

    มันก็เป็นแค่เพียงภาพลวง หลอกตา
    ที่เธอสร้างขึ้นมาให้ฉันได้ใจ
    มันไม่เคยจะเป็น ของจริง
    แค่ลวง แค่หลอกกันไป ....แค่นั้น

    ที่เธอทำ

    มันก็เป็นแค่เพียงภาพลวง หลอกตา
    ที่เธอสร้างขึ้นมาให้ฉันได้ใจ
    มันไม่เคยจะเป็น ของจริง
    แค่ลวง แค่หลอกกันไป .....แค่นั้น
    5/12/2007

    ถ่ายแบบหนที่สอง


    วันนี้ไปถ่ายแบบชุดนอนแบบใหม่ ลายผ้าใหม่
    ให้กับแบรนด์ myhappymom ที่มีพี่โอ๊ะนั่งแท่นซีอีโออยู่เต็มตัว
    ทุกคนนัดหมายกันที่หน้าตึก RS รัชดาภิเษก
    หลังจากนั่งรอทีมงานจนเกือบ 11 โมง ทีมงานก็มากันครบหน้า

    พี่โอ๊ะเป็นสารถี มีทีมงานนั่งเต็มรถอีก 5 คน
    ออกเดินทางไปยังสตูดิโอของพระจอมเกล้าธนบุรี
    วิทยาเขตบางขุนเทียนโน่น....
    กว่าจะถึงก็เที่ยง และกว่าจะหมุนเวียนสลับเปลี่ยนชุด
    วนกันทั้งถ่ายเที่ยว คู่ และถ่ายหมู่ ก็ปาเข้าไปเย็นย่ำแล้วล่ะ

    ทุกคนเร่งรีบกันอย่างเต็มที่ หลังจากงานเสร็จ
    ก็
    ปิดท้ายด้วยการกินอาหารทะเล
    ที่กว่าจะได้กินก็ขับรถฝ่าด่านน้ำทะเลบนถนนกันนานโข

    บางขุนเทียนหน้าฝน คนไม่รักกันจริง คงไม่อยากจะไปเยือนสักเท่าไร
    ถนนเละเทะ เพราะว่ามีการขยายเลนให้กว้าง
    หวังว่าถนนบางขุนเทียนจะลงตัว ไม่เละเทะ
    และไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ หรือน้ำท่วมทุกฤดูกาลกันอีกต่อไป

    ระหว่างทางพี่โอ๊ะเริ่มแซวว่า
    ได้ยินเสียงลมหายใจของเพื่อนร่วมทางที่นั่งเบียดกันในรถอย่างชัดเจน
    เพราะว่าแต่ละคนอยากจะทำตัวเบาเบา
    ให้พี่โอ๊ะได้ขับรถผ่านหลุมเหล่านั้นแบบไม่จม
    หรือไม่ต้องลงไปเข็นกันให้เละ ...

    จริงๆ ตั้งใจจะไปครัวลุงแถมกัน แต่ว่ามันไปถึงฝั่งฝัน
    ถึงแค่อ่าวกระเบน ที่เหลือหลุมเท่าอุกาบาตนอกโลกขวางอยู่
    มีน้ำโอวัลตินอยู่ในหลุมนั้น...เดาไม่ได้ว่าลึกขนาดไหน
    สุดท้ายพี่โอ๊ะก็เลยตัดสินใจเข้าอ่าวกระเบนซะเลย
    นั่งกินกันไป ฮากันไป...จนอิ่มอืด
    งานนี้ได้กินกันครบทุกอย่าง ยกเว้นพี่โอ๊ะ...
    ที่หมอดูจากข่าวสดทำนายไว้ว่า
    ช่วงนี้อย่าได้กินปู.... ไม่รู้เพระอะไร หมอดูไม่ได้บอกพี่โอ๊ะไว้
    ตอนแรกนึกว่ามุข เพราะกลัวจ่ายแพง
    แต่ที่ไหนได้ พี่โอ๊ะก็ไม่กินปูเลย...ยกเว้นส้มตำปูม้า
    ที่โอ๊ะกินแต่เส้น เว้นปูไว้ให้อาร์ม เพื่อนชายน้องตาลหม่ำเท่านั้นเอง

    ถ่ายแบบหนแรกไม่ค่อยลงตัว หนนี้ค่อยยังชั่ว
    ไม่มีใครยอมใคร ออกแบบท่ากันเองไม่มีใครเช็ต
    ทำงานด้วยใจ...มีอาหารทะเลเป็นกำลังใจคนทำงาน...555
    ชุดนอนกิจการในครัวเรือนของพี่โอ๊ะแบบสวย ลายผ้าก็งาม
    (โฆษณากันเห็นๆ)
    แถมตอนนี้พี่โอ๊ะออกแบบเป็นห่อผ้ามีชุดนอนอยู่ด้านใน
    มีตุ๊กตาหลับตาปุ๋ยแขวนห้อยมากับถุงผ้าน่ารักนั่นด้วย

    อยากให้เพื่อนพ้อง น้องพี่ แวะเข้าไปเยี่ยมเยือน
    เว็บไซต์แนะนำชุดนอนของพี่โอ๊ะกันสักหน่อย
    เชื่อว่าพี่โอ๊ะคงทยอยเอาชุดนอนแบบใหม่ที่เพิ่งถ่ายกันวันนี้ขึ้นในเร็ววัน
    ช่วงนี้ก็ไปดูแบบที่มีขายกันอยู่พลางๆ ละกันนะ

    http://www.myhappymom.com/ นะจ้ะ
    ยลโฉมลายผ้า และแบบที่อยากจะได้
    ใครสนใจก็หยิบใส่ตะกร้าสั่งซื้อไปฝากคนอื่นๆ กันได้เลยจ้า...


    ปล. วันนี้ช่างภาพไม่บอกว่ากล้ามแขนโต โฮะโฮะ
    แม้จะโดนบอกว่าอย่ายิ้มกว้างเพราะมันเห็นฟัน...ก็ตามที

    ปล.อีกหน...
    กรุณาอย่าหัวเราะ นักข่าวเป็นนางแบบเนี่ย...ก็ได้อย่างที่เห็นนี่แหละ 555
    ใครหัวเราะ ใครขำ....ระวังข้าวติดคอ หึหึ

    5/10/2007

    กว่าจะมีวันนี้..




    ช่วงนี้มีเหตุการณ์หลายอย่างทำให้หวนคิดไปถึงชีวิตการทำงานในวัยเยาว์
    หลายอย่างที่พบเจอ ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า เราผ่านวันนั้นมาด้วยความยากลำบาก
    โอกาสที่จะมีมันไม่ได้มาในเวลาฉับพลันอย่างใครเขา สิ่งที่เราต้องทำคือการพยายาม...
    แต่เมื่อเห็นใครเขามีโอกาสกลับไม่คว้าไว้ หรือปล่อยให้มันเป็นเพียงลมพัดผ่าน
    เลยอดรู้สึกหดหู่  ดูแล้วเสียดายโอกาสที่เขาได้มาอย่างเสียไม่ได้....

    หลังจากตัดสินใจออกจากโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย
     ในอาชีพของอาจารย์สอนวิชาสุขศึกษา
    หันหลังจากนักเรียนในโรงเรียนชายล้วน...
    หันหน้ามาเป็นผู้ช่วยนักวิจัยที่ไบโอเทค ...
    สิ่งที่ใจพบเจอ มันเป็นอะไรที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า
    ต่อให้ยากเท่าไร เมื่อเราผ่านมันได้ นับจากนั้นมันจะเป็นเรื่องง่าย
    แต่ต่อให้ไม่เป็น หากว่ารักที่จะเรียนรู้
    สิ่งที่ไม่เคยได้ลิ้มลองจะเป็นของที่เราทำเป็นมันไปตลอดชีวิต

    ใจเริ่มจากการเป็นผู้ช่วยพี่นเรศ ดร.คนเก่งประจำไบโอเทค ที่ตอนนี้เป็นใหญ่เป็นโตไปแล้ว
    พี่นเรศจบ post doc จากม.โตเกียว ไม่เพียงแต่เก่งเรื่องไบโอเทค
    แต่พี่นเรศยังเขียนหนังสือเก่ง และเล่นกีตาร์เก่ง
    พูดภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ได้คล่องปร๋อ ... พอๆ กันหมดทุกๆ ภาษา

    ใจถูกทดสอบสารพัดกว่าจะได้เก้าอี้ผู้ช่วยนักวิจัยตัวนั้นมานั่ง...
    และแล้วอะไรหลายๆ อย่างมันเริ่มมาจาก ณ จุดนั้นนั่นเอง

    เรื่องการทำงานอย่างอื่นไม่ขอเอ่ยถึงมันแต่อย่างใด รายละเอียดมากมายจนนับไม่ถ้วน
    ตั้งแต่เดินทางไปต่างจังหวัดเป็นว่าเล่น ขึ้นเหนือ ล่องใต้แบบของแท้ ไม่ใช่แค่ไปในเมือง
    แต่ทะลุบนดอย เข้าป่าคีรีวง และนั่งวงสัมมนากับชาวป่า ชาวบ้านกันจริงๆ

    แต่สิ่งหนึ่งที่ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้ใจเป็นใจได้อย่างทุกวันนี้ก็คือ งานวารสาร
    เมื่อได้ชื่อเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการวารสารประจำฝ่าย...
    ซึ่งในตอนนั้นโดดเด่นเสียยิ่งกว่าวารสารประจำหน่วยงาน
    พี่นเรศให้ใจทำงานเป็นผู้ช่วยบก. ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ
    และดูเหมือนว่าเด็กวิทยาศาสตร์จบใหม่ไม่เคยจะใคร่รู้วิธีการทำวารสารอย่างใจ
    แม้จะชอบเขียนกลอน อ่านหนังสือ อยู่เป็นทุนเดิม
    แต่ก็ต้องใช้เวลาเรียนรู้กระบวนการทำงานอยู่นานกว่าจะผ่านมาได้

    หลังจากพี่นเรศเลือกบทความจาก Science และ Nature
    วารสารวิทยาศาสตร์ที่ได้ชื่อว่าใช้ศัพท์และรูปประโยคได้ยากเย็นเข็ญใจแล้ว
    หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของใจและทุกคนในฝ่ายที่จะช่วยกันแปล
    ตามแต่จะถูกมอบหมายและความถนัด
    ซึ่งหมายถึงว่าใจเองก็ทำหน้าที่แปลบทความและข่าวเหล่านั้นด้วย....

    กระดาษ A4 ว่างเปล่าถูกแปลเป็นดัมมี่เฉพาะกิจ
    เราตีดัมมี่ให้แต่ละข่าว บทความ ให้มันอยู่ในที่ที่มันสมควรจะได้อยู่
    ข่าวย่อยที่แปลมา ข่าวสัมมนา ข่าวประชาสัมพันธ์ ถูกนำมาแปะไว้ในหน้าเหล่านั้น

    การแปลบทความภาษาอังกฤษจากวารสารต่างประเทศมันกินแรงใจไม่น้อย
    กินแรงที่ว่ามันมาทั้งแรงใจและแรงกาย...ภาษาอังกฤษก็ช่างกระดิกเสียนี่กระไร
    ใช้เวลาแปลข่าวแค่ไม่กี่บรรทัดนานข้ามสัปดาห์ แถมถูกพี่นเรศแก้เละเสียอีก

    หลายครั้งพี่นเรศช่วยเหลือให้วิชาการแปลดีขึ้น ด้วยการจัดคอร์สการแปลหนังสือภาษาอังกฤษ
    พนักงานในไบโอเทคเข้าร่วมชมรมการอ่านในทุกเช้าวันใดวันหนึ่งของสัปดาห์
    ทุกคนถูกแบ่งหน้า บทและตอนออกไป แปลเสร็จก็มาเล่าให้เพื่อนร่วมชมรมฟังตามลำดับ
    ทำอย่างนั้นกันอยู่หลายเล่ม...มีหลายเล่มที่ใจเห็นว่าเพิ่งมีคนเอามาแปลในภายหลังอีกตั้งหลายปี
    หนึ่งในนั้นก็คือ Six Thinking Hats ... มันเป็นประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้อีกเลย
    ยกเว้นที่เนชั่น...ที่บก.โต๊ะข่าวให้แปลข่าวทุกวันเป็นเวลาสองปีเต็มเช่นกัน....

    เมื่อบทความทุกอย่างลงตัว การติดต่อหาคนจัดหน้าบทความคือลำดับต่อไป
    คุณเก๋า..คือคนจัดหน้าที่เราหามาได้ในราคาพิเศษ
    หลังจากแก้ไขงานอยู่หลายครั้ง แผ่น ZIP รุ่นเก่าแก่ก็ถูกส่งมาถึงมือเรา
    และส่งต่อไปยังโรงพิมพ์อีกครั้ง...พร้อมดัมมี่ และภาพประกอบที่ใจค้นหาเองกับมือ

    โรงพิมพ์พิมพ์ไม่นานนัก ด้วยกระดาษที่เลือกกันเองกับมือด้วยเช่นกัน
    วารสารสีแดงขาวพร้อมส่งถึงมือสมาชิกมาวางบนโต๊ะไม่กี่วันหลังจากนั้น
    รายชื่อสมาชิกกิตติมศักดิ์ตั้งแต่หอสมุด คณบดี อธิการ ผู้บริหารระดับสูง
    นักศึกษา นักเรียน เกษตรกร แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าที่เขาร่ำเรียนด้านนี้
    ถูกใจจัดพิมพ์เข้า excel และสั่งพิมพ์ส่งสติ๊กเกอร์อย่างเป็นระบบ
    เพราะเรียน excel ขั้น advance มาแล้วจากเนคเทค ...

    การนั่งแปะสติ๊กเกอร์ลงบนวารสารหลายพันฉบับเป็นเรื่องไม่ยาก
    แต่เรื่องยากคือการนั่งเย็บแม็กลงบนวารสารที่หนาๆ นั่น...มันเจ็บมือไม่น้อย
    ใช้เวลาหลายวันกว่าจะหมดทั้งกอง ...
    ก่อนทะยอยยกไปให้กับพนักงานส่งเอกสารข้างหน้านำไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์
    และขั้นตอนที่เหลือคือการวางบิล นำต้นฉบับที่เปลี่ยนเป็นไฟล์ PDF ลงในเว็บไซต์
    อัพเดตเว็บไซต์ของฝ่าย ใส่ข้อความโฆษณาเรียกให้คนมาอ่าน มาดาวน์โหลด
    และส่ง PDF ที่ว่าถึงสมาชิกที่ให้อีเมล์แนบมาด้วยทุกเดือน
    วนเวียนกระบวนการแบบนี้จนผ่านไปเกือบสองปีเต็ม

    ประสบการณ์จากการทำวารสารสีแดงขาวที่ว่า..ทำให้ใจเข้มแข็งขึ้น
    ใจรักงานหนังสือมากขึ้น แม้มันจะยากเย็นบ้าง
    แต่เมื่อผ่านจุดที่ยากมาแล้ว ก็อย่างที่ว่ามันก็ไม่ยากอีกแล้ว
    แต่เมื่ออยากจะโตก็ต้องโผบิน เมื่อไม่ได้มีโอกาสก็ต้องไปหาโอกาส
    และนั่นก็ทำให้ใจมาถึงจุดนี้.....มันไม่ได้สูงอย่างที่ใจหวัง
    แต่มันมาถึงเกินครึ่งทางแล้วล่ะ...ใจพาตัวเองมาได้ถึงจุดนี้ก็เหมือนอย่างที่ตั้งไว้แล้ว
    ที่เหลือก็แค่หาโอกาสที่ตัวเองอยากจะได้อีกสักนิด...และเชื่อว่ามันก็น่าจะไม่ยากอีกแล้วล่ะ
    ความหวังก็มี ประสบการณ์ก็มี...ที่เหลือก็แค่ค้นหาโอกาสที่อยากจะไปก็เท่านั้นเอง ...
    กลัวอะไร....กำลังใจท่วมท้น...เดินหน้าต่อไป ไม่ว่าจะใช้เวลาเท่าไร
    หากรักจะเรียนรู้ ยากแค่ไหนก็จะง่ายในบัดดล
    คนข้างๆ ที่ให้กำลังใจก็มีแล้ว...จะกลัวอะไรเนอะ.... สู้ต่อไป ใจเอ้ยยยย

    5/9/2007

    Big Picture III

     







     



     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    5/8/2007

    อิจฉาเด็ก


    วันนี้มีภาระที่ต้องไปพบป้อมเจ้าของ Thaisecondhand.com ถึงออฟฟิศ
    พบป้อมตั้งแต่เที่ยง ก็นั่งคุยกันยาว แวะพักทานข้าวแค่ไม่กี่นาทีก็มานั่งคุยต่อ
    คุยกับป้อม คุยกับรุ่นน้องของป้อมอีกยาวนาน กว่าจะได้กลับบ้านก็ปาไปห้าโมงเย็น

    ความพิเศษของการไปพบป้อมหนนี้
    ไม่ใช่แค่การก้าวขาข้ามเขตแดนการทำงานแบบเดิมๆ
    แต่เพิ่มฟังก์ชั่นพิเศษบางอย่างเพิ่มเติมเข้ามาในหน้าที่การงานของตนเอง...
    แต่ก็นั่นแหละ.... มันไม่ใช่แค่งาน
    แต่มันหมายถึงภาระของการเป็นเพื่อนที่ดีด้วยในเวลาเดียวกัน

    ก่อนกลับออกจากออฟฟิศของป้อม มีโอกาสได้เจอนักเขียนคนหนึ่ง
    ที่รับหน้าที่เขียนหนังสือให้กับบริษัทของป้อมด้วย ...
    ได้พบหน้า ได้คุย และได้เสวนาไม่นานนัก
    แต่ก็รู้สึกอิจฉาเขาคนนี้ไม่น้อย....

    เด็กผู้ชายใส่แว่นร่างเล็กจากสิงห์บุรี
    อายุไม่ถึง 18 มาเยือนกทม. โดยมีพ่อเป็นธุระให้
    เรียนอยู่แค่ชั้น ม. 6 แต่กลับมีโอกาสได้เขียนหนังสือ
    มีชื่อของตัวเองแปะหราด้านหน้า
    ไม่รู้สินะ...จะว่าตัวเองมีชื่ออยู่ทุกเดือน....ก็จริงอยู่
    แต่สุดท้ายกว่าตัวเองจะได้เขียนหนังสืออยากที่จะทำก็ปาไปอายุ 24 เข้าไปแล้ว
    ต้องสร้าง profile ยาวนานกว่าจะได้เข้าวงการ...ได้ทำงานข่าวและเขียนหนังสือ

    แต่เพราะเทคโนโลยีก้าวไกล เด็กไทยบางคนจึงมีโอกาสมากกว่าคนแก่อย่างเรา
    ยิ่งพ่อแม่สนับสนุนอยู่ข้างหลัง เป็นกำลังหนุนสำคัญ...โอกาสยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ
    นี่ล่ะนะที่เขาว่า ...โอกาสที่ดีไม่ได้มีกันทุกคน...
    เขาคนนี้โชคดีกว่าใคร...ที่โอกาสมาเยือนในวัยไม่มากนัก
    หากเขารักในสิ่งที่เขาทำ และโอกาสมันก็มาพบเจอถึงหน้าบ้าน
    ก็น่าดีใจแทนและแอบอิจฉาอยู่ไม่น้อย...

    พอเห็นเด็กก็ย้อนมาดูตัวเอง
    ระหว่างทางนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินกลับบ้าน
    นั่งจ้องผู้ชายคนที่นั่งเก้าอี้ตรงข้าม
    แม้สายตาจับจ้องที่ใบหน้าที่ไม่ค่อยจะหล่อเหลา
    แต่สมองของเราก็กลับเตลิดไปไกลกว่าที่ใครจะวัดระยะทางได้

    ใจกำลังคิดว่า อะไรคือสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำกันแน่
    และเมื่อนิ่ง สงบ ปัญญามันก็แวบมาพบปะและทักทาย
    สุดท้าย...เราก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ถึงความฝันและสิ่งที่ต้องการมายาวนาน
    เราทิ้งมันไว้ข้างหลัง แอบซุกซ่อนเอาไว้ตั้งหลายวัน

    ช่วงนี้เจอเหตุการณ์บางอย่าง....
    เมื่อคิดในแง่ดีแล้ว ใจก็เชื่อว่า.....
    โชคชะตาอาจจะกำลังช่วยให้เราเอาฝันที่ซุกซ่อนไว้ขึ้นมาเปิดเผยก็ได้
    ดวงของปีนี้เคยทำนายเอาไว้ว่า...งานในที่ลับจะกลายเป็นผลงานในที่แจ้ง
    ที่เคยเก็บงำให้มันเป็นเพียงเงาตามตัว
    จะกลายเป็นตัวทำเงินและเป็นอนาคตของเรา...
    เอาฟะ....ว่าแล้วก็เอาผลงานที่ว่ามาขัดมาถู ปัดฝุ่นดีกว่า
    แล้วก็เดินหน้าไปตามทางของตัวเองอีกหน
    หากเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี...สิ่งที่กำลังพบเจอ
    น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เจออะไรดีๆ ในเร็ววันนี้ก็ได้นี่นา...
    ถือว่าเป็นโอกาสที่จะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำจริงๆ ก็แล้วกันเนอะ...





    5/7/2007

    แม่กับพ่อ


    วันนี้โทรกลับบ้าน
    มีพ่อมารับสาย...คุยกับพ่อได้ไม่ถึงห้านาที
    ก็โยนหน้าที่ไปให้แม่อันเป็นที่รัก....
    คุยกับแม่ได้นิดเดียว แม่บอกว่าให้คุยกับพี่สาวก่อน
    พอจะวางหูจากพี่สาว พี่สาวบอกว่าแม่รอจะคุยต่อ
    กว่าจะได้วางสายเลยได้คุยครบคนในบ้าน
    ยกเว้นไอพริกไทย และไอมันนี่ก็เท่านั้นแหละ

    ตกดึก อยู่ดีๆ ก็คิดถึงแม่ขึ้นมาแวบหนึ่ง
    ในห้วงแห่งความคิดนั้นเอง
    ใจก็คิดถึงว่าในวัยเด็กเคยถูกแม่กับพ่อตีตอนไหนบ้าง?
    และวินาทีนั้นภาพของเด็กหญิงน้ำค้างก็เริ่มผุดขึ้นในบัดดล...

    เพราะเป็นลูกสาวคนเล็กของบ้าน
    ที่พ่อเลี้ยงมาให้เหมือนกับลูกผู้ชาย
    กิจกรรมยามว่างคือการติดสอยห้อยตามพ่อเข้าป่าไปตัดไม้...
    นอนเต้นท์ข้างห้วย ข้างคลอง
    พกหนังสติ๊กยิงกิ้งก่า หนีบตะขาบกลับบ้านมาดองเหล้า
    บางวันโดนพ่อใช้ให้ขัดปืน และมีฉายาว่า "ลูกพี่"

    พ่อเลี้ยงมาให้ยิ่งใหญ่ในบ้าน
    อภิสิทธิ์เหนือใคร เพราะทุกคนในบ้านเป็นลูกน้องหมด
    แม่กับพ่อหวงยิ่งกว่าไข่ในหิน
    ไม่มีอะไรที่เด็กหญิงน้ำค้างอยากได้แล้วจะไม่ได้ในวัยนั้น...
    มันยิ่งกว่าสวรรค์เสียนี่กระไร.....

    แต่แม้จะอย่างนั้นก็เถอะ
    หากทำผิด แม่กับพ่อก็หวดด้วยไม้เรียวเหมือนกัน
    หนหนึ่งของวัยเด็ก....ที่ชอบดูทีวีเป็นชีวิตจิตใจ
    ทำไมเด็กชอบทีวี??
    เพราะมันมีการ์ตูนกับหนังจักรๆ วงศ์ๆ ล่ะมั้ง

    เพราะที่บ้านมีความเชื่อว่า
    เวลาฟ้าผ่า ฟ้าร้อง อย่าได้เสียบปลั๊กทีวีทิ้งไว้
    ทั้งปลั๊กทีวี และปลั๊กที่เสียบกับ บูทเตอร์ ก็ถูกดึงออกซะเรียบ

    เย็นวันนั้นใจย่องเงียบไปแอบดูทีวี
    ทั้งๆ ที่แม่คิดว่ากำลังนั่งทำการบ้านอยู่
    ด้วยความอยากดู ประกอบตูไม่รู้ว่าปลั๊กไหนเป็นปลั๊กไหน
    หยิบเอาปลั๊กทีวีไปเสียบกับบูทเตอร์
    และเอาปลั๊กบูทเตอร์ไปเสียบที่เต้ารับ...
    เท่านั้นแหละ เสียงระเบิดก็เกิดขึ้นดังตู้มมมมมมมมมมม
    มีควันลอยพุ่ง กลิ่นเหม็นคลุ้ง
    เสียงแม่ร้องหลงมาแต่ไกล
    ใจไม่รู้ทำยังไง ด้วยอารามตกใจจึงหาที่ซ่อนตัวเอาไว้ก่อน
    เสื่อที่ใช้ปูนั่งทานข้าว ที่ถูกพิงผนังเอาไว้
    กลายเป็นหลุมหลบภัย
    เพราะรู้ใจแม่ล่วงหน้าว่าต้องมาวิ่งมาฟาดก้นแน่ๆ

    แม้จะหลบแล้ว แต่เสื่อก็มิได้ปิดความผิดของใจได้มิด
    สุดท้ายแม่ก็เห็นหางโผล่ออกมา.....
    ไม้กวาดที่อยู่ข้างๆ เลยกลายเป็นอาวุธในมือแม่

    ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา...ข้าพเจ้าก็ไม่เคยย่องเงียบดูทีวีคนเดียวอีกเลย
    ฟ้าร้องฝนตกก็ไม่เคยคิดจะเปิดทีวีดู
    แถมกลับบ้านทีไร ก็มักจะถามแม่ทุกหนว่าปลั๊กไหนเป็นปลั๊กไหน
    เพราะแม่ก็ยังถอดซะเรียบเหมือนเดิม
    ที่สำคัญ เห็นไม้กวาดทีไร เรื่องนี้ก็ผุดขึ้นมาให้คิดถึงทุกทีสิน่า.....

    นี่แค่หนึ่งในบรรดาไม้เรียวของแม่
    ที่หวดลงก้นของใจเท่านั้น
    มันก็ยังมีอีกนับไม่ถ้วน
    รวมถึงการแอบไปว่ายน้ำในคลองใกล้ ๆ บ้าน
    ห่วงยางไม่มี ยังอุตส่าห์เอาแกลลอนน้ำมันเก่า ๆ ไปเกาะว่าย
    หลายคนเอาผ้าถุงไปตีโป่ง
    แต่เด็กกะโปโลอย่างใจให้ใส่ผ้าถุงล่ะฝันไป

    แต่ที่จดจำมากที่สุดเห็นจะเป็นช่วงม.ต้น
    ด้วยอาการหลงผิด
    หลังเลิกเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์
    บ่ายวันเสาร์ก็แอบซ้อนมอเตอร์ไซค์เพื่อนผู้หญิงร่วมชั้น
    พร้อมๆ กับเพื่อนผู้ชายอีกหลายคน...
    แกงค์เพื่อนฉันที่มีมอเตอร์ไซค์หลายคัน
    ไปโผล่ที่น้ำตกเลื่องชื่อของอำเภอ

    กว่างานเลี้ยงจะเลิกรา
    ก็ใช้เวลายาวนานจนค่ำมืดกลับบ้านของใจไม่ได้
    แต่เพราะแม่กับพ่อไม่ได้ทราบข่าวว่าใจไปไหน
    สมัยนั้นโทรศัพท์ที่บ้านก็ไม่มี วิธีการสื่อสารคือการส่งจดหมาย...
    เห็นผิดเวลาจะกลับบ้าน...
    ปกติจะกลับบ้านหลังเลิกเรียนไม่เกินนาน 1 ชม.
    ใจได้ข่าวว่าพ่อไปตามหาหลายที่ไม่มีวี่แวว
    และสุดท้ายก็มาโผล่ที่หน้าบ้านของเพื่อนในเย็นวันนั้น

    หลังจากรับตัวกลับบ้าน
    แม่กับพ่อก็บอกกับใจด้วยสีหน้าปกติ น้ำเสียงเรียบเฉยว่า
    ให้ไปอาบน้ำ และก็มาทานข้าว ....
    "หิวไหม" นี่คือประโยคที่แม่ถาม
    ใจเข้าห้องน้ำ ร้องไห้ชนิดที่ไม่เคยรู้สึกผิดแบบนี้มาก่อน
    แม่กับพ่อไม่คิดจะว่าด่าตักเตือนด้วยซ้ำ
    แต่ความรู้สึกที่เรารับรู้ได้ว่าเขาเป็นห่วงนี่ละ
    ทำให้ใจคิดว่า...เราได้ทำผิดไปตั้งมากมาย
    นั่นเป็นหนเดียวและหนสุดท้ายในชีวิต
    ที่คิดจะหนีเที่ยวโดยไม่บอกพ่อกับแม่...
    เพราะแค่คิดก็เสียใจล่วงหน้าละ
    นี่ล่ะนะ ที่เขาว่า สายตา ท่าทาง การกระทำและความรู้สึกบางอย่าง
    บางครั้งก็ฟาดฟัน เชือดเฉือด
    สร้างบรรยากาศให้คนได้เจ็บปวดและคิดได้
    ยิ่งกว่าคำพูดเสียด้วยซ้ำ ...ใจก็เพิ่งจะเคยเจอ

    โตมาอีกหน่อย ตอนเรียนประถมใจอยากได้ชุดกีฬาราคาแพงหูฉี่
    ทั้งชุดนั่นปาไปกว่าครึ่งพัน
    เช้าวันหนึ่ง แม่กับพ่อมาเคาะที่หน้าบ้านพักครู
    ซึ่งใจไปอาศัยอยู่กับครูผู้หญิงที่ย้ายมาจากต่างจังหวัด
    แม่กับพ่อควักชุดกีฬายี่ห้อ Yashika สีแดงสลับขาวน้ำเงิน
    บอกว่าเป็นของขวัญวันเกิดให้ใจ...
    นั่นเป็นของขวัญที่จำได้แม่นยิ่งกว่าอะไรในโลก
    เพราะมันเป็นหน้าหนาว แม่กับพ่อต้องฝ่าหอบของขวัญนั่นมาให้ใจ...
    ส่วนเสื้อกันหนาวราคา 550 บาท ที่แม่ให้อีกหนตอนม.ต้น
    ทุกวันนี้ยังอยู่ในตู้เสื้อผ้าในห้องนอนที่บ้าน
    ใจก็ยังรักมันเหมือนเดิม และก็ไม่ยินยอมให้ใครเอาไปที่ไหนเลย

    โตขึ้นมาถึงสอบเข้าโควต้าภาคเหนือเข้ามช.ไม่ได้
    น้ำตาไหลท่วมห้องน้ำ ห้องนอน
    หัวถึงหมอน ตัวถึงน้ำเป็นได้ไหลร่วงรินทุกทีสิน้ำตาเนี่ย
    แม่กับพ่อแค่บอกว่า...อย่าเสียใจเลย ใคร ๆ ก็เคยผิดหวัง
    มันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต และไม่เคยคิดตำหนิแม้สักน้อย
    คล้อยหลังไม่นาน การไม่ติดโควต้าภาคเหนือวันนั้น
    บวกกับกำลังใจจากแม่ ทำให้ใจฮึดอ่านหนังสือสอบ
    และก็ส่งผลให้ใจสอบเอนทรานซ์ติดที่กทม.
    มีวันนี้ได้ก็เพราะไม้เรียวของแม่ และน้ำใจของพ่อแท้ๆ
    ไม่ว่าจะเป็นวันไหน สิ่งที่ได้รับคือกำลังใจจากคนทั้งคู่
    ครึ่งชีวิตที่ผ่านมายังคิดไม่ออกว่า หากขาดเขาเหล่านี้จะเป็นอย่างไร
    จะเป็นใจอย่างใจเช่นทุกวันนี้ไหมนะ??

    เกรดจะออกแต่ละทียังมีคนแอบลุ้น
    จะไปต่างประเทศแต่ละหนก็มีแต่คนบนขอให้บินอย่างปลอดภัย
    จะเปลี่ยนงานใหม่แต่ละครั้งก็ยังขอให้ได้งานที่อยากจะได้โดยไม่มองถึงเงินเดือน
    จะมีแฟนใหม่หนนึงก็ยังขอให้ได้คนที่อยากจะพบเจอ ....เหอเหอ
    ท่ามกลางการลุ้นและการสนับสนุนแต่ละหน
    ต่างก็ปนไปด้วยความรักความห่วงใยของเขาเสมอมา
    นี่ละ แม่กับพ่อ....พูดแล้วก็ยิ่งคิดถึงแท้น้ออออ


    ปล.ขอบอกว่าการโดนตีหลังหนีไปเล่นน้ำนั่นอ่ะ
    ตั้งแต่นั้นทำให้ไม่กล้าไปว่ายน้ำอีกเลย
    และก็ว่ายน้ำไม่เป็นจนถึงทุกวันนี้ โฮะโฮะ

    5/6/2007

    พบเพื่อน


    ใช้เวลานัดกันล่วงหน้าไม่กี่วัน
    ในที่สุดวันนี้พวก เราเพื่อนพ้องจากสามัคคีวิทยาคม
    ห้อง 6/8 ก็ได้มาเจอะเจอกันที่เซ็นทรัลลาดพร้าว

     11 โมงตรงก็มาถึงที่นัดหมาย
    เลือกร้านไม่นาน...ก็ตัดสินใจไปที่ฟูจิ
    มากันครบหน้า 6 คน
    เจิน น้อย โอ๋ ป้อม โจ๊ก และใจ
    จริงๆ จะนัดได้มากกว่านี้
    ทั้งต้อมหญิง สาว JAL แต่ติดบินไปซะไกล
    นิดติดคุมสอบอะไรสักอย่าง
    ส่วนแนนก็ติดธุระมาไม่ได้
    ที่เหลือห่างหายกันไปบ้างจนไม่รู้จะชวนใครต่อดี ....

    แม้จะกลุ่มน้อย แต่เสียงไม่ได้ขนาดเดซิเบลน้อยแต่อย่างใด
    ดังลั่นตั้งแต่หน้าร้าน
    เข้าร้านยังดังไม่เลิก.....
    เหมือนดาราตลกมารวมกัน
    กินไปแซวกันไป ด่ากันไป หัวเราะกันไป...
    โดยเฉพาะน้อยกะโจ๊ก....หึหึ ตัวเปิดโรงตลกดีแท้

    จริงๆ แล้วการนัดหมายครั้งนี้
    สืบเนื่องมาจากโจ๊กลาออกจากงานแล้วมาเที่ยวกรุงเทพฯ
    และหลายคนอดไปเจอเพื่อนๆ กว่า 30 ชีวิต
    ที่ไปเจอกันโดยนัดหมายเอางานแต่งของกุ๊กกะเอก
    เพื่อนร่วมรุ่นเป็นสถานที่นัดหมาย เมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมา....
    นัดล้างตากลุ่มเล็กๆ ที่กรุงเทพฯ เลยเกิดขึ้นอย่างที่เห็น

    ช่วงนี้เพื่อนๆ ร่วมชั้นม.ปลาย
    ที่เคยหายหน้ากันไปบ้าง
    กลับมารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น
    อันเนื่องจากมาเว็บบอร์ดที่บาสช่วยทำให้

    มีสมาชิกเป็นเพื่อนร่วมชั้นแล้วกว่า 30 คน...
    หลายคนอยู่ต่างประเทศ
    หลายคนอยู่ที่เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน
    หลายคนอยู่ที่กทม. และจังหวัดอื่นๆ 

    เพิ่งมาสังเกตว่า เพื่อนร่วมชั้น
    ทำงานได้หลากหลายอาชีพ สารพัดดีแท้

    เช่น อุบล หลังจากจบอินเดียก็ไปทำงานที่อเมริกา
    แถมกำลังเรียนต่อด็อกเตอร์อีกต่างหาก
    อ้อน ลูกสาวอาจารย์สอนฟิสิกส์
    ตอนนี้แต่งงานและเป็นอาจารย์สอนดนตรีคลาสสิกที่สิงคโปร์
    ม้อยทำงานและอาศัยอยู่ที่แคนาดามาตั้งหลายปี...
    เอ๋ กนกวรรณก็ไปเรียนและเปิดร้านอาหารไทยที่ออสเตรเลีย
    ต้อมหญิงเป็นแอร์โฮสเตสของ JAL
    โอ๋ สาวสวยของห้องแต่งงานกับหนุ่มหล่อ พ่อรวย
    ตอนนี้เป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดัง ขายบนห้างดิเอ็มโพเรียม
    เซ็นทรัล เดอะมอลล์ พารากอน และอีกสารพัด
    ชโรก็เป็นใหญ่เป็นโตอยู่ที่ห้องสมุดคณะเกษตรมช.
    นายก็ทำงานที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
    อ๋อมก็สบายไปแระ มีกิจการเป็นของตัวเอง
    แถมได้อยู่ที่บ้านอีกต่างหาก...ชักอิจฉา อากาศดี
    ต้อมเป็นซีเนียร์ที่ LTEC นิคมลำพูน
    และอีกหลายคน มากมายก่ายกอง....

    ช่วงนี้เหงาๆ ก็แอบคลิกไปที่เว็บบอร์ด
    อ่านกระทู้ที่เริ่มต่อยาวเป็นหางว่าว....
    เห็นรูปหน้าเพื่อนๆ เราแล้วก็อดคิดถึงช่วงม.ปลายไม่ได้แฮะ
    ดีจังที่ได้พบปะเพื่อนอีกหน แม้จะไม่ได้เจอตัวเป็นเป็นของบางคน
    แต่เจอบนเว็บบอร์ดก็ยังดีน้อออออ ....


     

    5/2/2007

    จากน้องทราย ถึงน้องตั๊ก



    อึดอัดมาหลายวัน...
    เอาแต่นั่งดูทีวี นั่งฟังเพลง
    ตุเลงไปนั่นมานี่อยู่ตลอด
    วันก่อนตั้งใจจะอัพ blog
    และแล้ว blog ก็ว่างเปล่า...
    เพราะเอาแต่นั่งจ้องไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี

    วันนี้อารมณ์ดีขึ้นมาหน่อย
    ก็เลยมานั่งปลดปล่อยอารมณ์ที่หน้า blog
    แห่งนี้......เช่นเคย

    เริ่มจากดาราตลกก่อนละกันนะ
    วันก่อนนอนกลิ้งอยู่บนเตียง
    กดไปที่ช่องอะไรสักอย่างในทีวีดาวเทียม
    มีรายการตลกฉายวนทั้งวัน
    ไม่ควบอะไรทั้งสิ้นล่ะนะ

    วันนี้มีตลกน้องทราย คุณแม่ขอร้องออกมาเล่น
    ใจหยิบเอามาฝาก...ใครบางคนขำไปแล้ว
    ใครยังไม่ขำ...ก็อยากให้ขำกันบ้าง
    เล่าไม่ขำก็แล้วไป...ใจขำคนเดียวก็ได้ หึหึ

    หนุ่ม 1 : น้องทรายเคยฉลองวันเกิดให้ตัวเองรึเปล่าครับ
    น้องทราย : มรึงคิดว่าคนอย่างตรูเนี่ยจะฉลองวันเกิดเหรอ?
    หนุ่ม 1 : เอ้า... ทำไมล่ะครับ ใครๆ ก็ฉลองวันเกิดกัน
    น้องทราย : แล้วคิดว่าหน้าตาอย่างตรูเนี่ยสมควรที่จะฉลองเหรอ
    หนุ่ม 1 :  ทำไมละ?
    น้องทราย :  เพราะหากว่าตรูจุดเทียนเป่าเค้ก แสดงว่าตรูกำลังยินดี
    ที่ตรูเกิดมามีหน้าตาแบบนี้น่ะสิ......
    หนุ่ม 1 :   ...............

    น้องทราย : จริงๆ แล้วน้องทรายน้อยเนื้อต่ำใจตัวเองมากๆ ที่เกิดมา
    มีหน้าตาแบบนี้
    หนุ่ม 1 :  แล้วน้องทรายทำใจยังไง
    น้องทราย : ไม่ทำใจหรอก น้องทรายพยายามฆ่าตัวตายมาหลายครั้งแล้ว
    หาเชือกก็เจอแล้ว อยากจะผูกคอตายให้มันรู้แล้วรู้รอดไป
    หนุ่ม 1 :  แล้วทำไมรอดมาถึงทุกวันนี้ละ
    น้องทราย : ก็เพราะว่าน้องทรายหาคอไม่เจอ.........

    น่าเสียดายแทนน้องทรายรึเปล่านะเนี่ย???


    +++++++++++++++++++++++

    เมื่อวานดูไนน์ เอนเตอร์เทน
    ข่าวบันเทิงช่วงพักเที่ยงทางช่องเก้า
    นักข่าวสาวสวย เอาข่าวบันเทิงมาฝาก

    ข่าวบอกว่า น้องตั๊ก แพ้คดีความพจน์ อานนท์
    ข้อหากล่าวหาว่าพจน์ต่อหน้าธารกำนัล
    ว่าพจน์เป็นผู้กำกับไร้ความสามารถ...

    ตั๊กบอกว่า ตั๊กไม่ติดใจอะไร
    เพราะศาลได้เห็นชอบอย่างไร
    เธอก็ยินดีน้อมรับ...
    โดยเฉพาะศาลพิพากษาให้ชดใช้เงินแก่พจน์
    เป็นจำนวนทั้งสิ้น ห้าหมื่นบาทถ้วน....

    ตั๊กบอกว่า ตั๊กไม่ติดใจค่ะ
    เพราะไม่ได้เห็นว่าเป็นเรื่องแพ้ชนะ...

    ด้านนักข่าวก็อุตส่าห์ไปถามพจน์
    อยากรู้ว่าเขาคิดยังไงกับการตัดสินครั้งนี้
    ไม่มีข้อคิดเห็นใด
    แต่มีข้อความฝากมาบอกในรายการว่า

    เงินที่ได้จากตั๊ก....
    จะไปบริจาคให้กับมูลนิธิเพื่อเด็กปัญญาอ่อนต่อไป...

    แง้ว.....

    5/1/2007

    มองหาใครสักคน...มานั่งข้างข้าง



    มานั่งตรงนี้ได้ไหม...ข้างข้างนี่
    ขยับเข้ามาสิ...ข้างข้างฉัน
    วันนี้ฉันท้อแท้...และเหนื่อยล้า
    มองหาใครสักคน...ให้กำลังใจ

    ฉันไม่ต้องการคำพูดหวานหวาน
    ไม่ต้องมีดอกไม้หรือของขวัญก็ได้
    ไม่ต้องการอะไร...
    แค่นั่งใกล้ใกล้กันก็เพียงพอ

    ชีวิตมันยากเย็น...
    สิ่งที่ฉันเป็นและกำลังพบเจอ
    บางทีฉันเชื่อว่าเธอก็ไม่เข้าใจ

    ไม่เป็นไร..ไม่ได้คาดหวังให้เข้าใจ
    ไม่ได้คาดหวังให้ช่วยเหลือ ลงมือแก้ไข
    ฉันว่าเวลามันคงช่วยฉันได้
    เมื่อเวลาผ่านไป...อะไรหลายๆ อย่างจะผ่านเลย
    และมันก็เหมือนอย่างเคย..มันก็ผ่านไป

    มันก็เป็นอย่างนี้...ก็แค่ใช้ชีวิต
    เอาอะไรมากมาย...ฉันเข้าใจ
    แต่เวลาที่มันไม่สบายใจ
    บางทีเราก็ต้องการใครสักคน...มานั่งเป็นกำลังใจ
     
    ไม่ต้องเข้าใจ
    ไม่ต้องพูดหวาน
    แค่นั่งข้างข้าง... แค่นั้นพอ...ขอนะ...แค่นั้นจริงจริง