ช่วงนี้มีเหตุการณ์หลายอย่างทำให้หวนคิดไปถึงชีวิตการทำงานในวัยเยาว์
หลายอย่างที่พบเจอ ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า เราผ่านวันนั้นมาด้วยความยากลำบาก
โอกาสที่จะมีมันไม่ได้มาในเวลาฉับพลันอย่างใครเขา สิ่งที่เราต้องทำคือการพยายาม...
แต่เมื่อเห็นใครเขามีโอกาสกลับไม่คว้าไว้ หรือปล่อยให้มันเป็นเพียงลมพัดผ่าน
เลยอดรู้สึกหดหู่ ดูแล้วเสียดายโอกาสที่เขาได้มาอย่างเสียไม่ได้....
หลังจากตัดสินใจออกจากโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย
ในอาชีพของอาจารย์สอนวิชาสุขศึกษา
หันหลังจากนักเรียนในโรงเรียนชายล้วน...
หันหน้ามาเป็นผู้ช่วยนักวิจัยที่ไบโอเทค ...
สิ่งที่ใจพบเจอ มันเป็นอะไรที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า
ต่อให้ยากเท่าไร เมื่อเราผ่านมันได้ นับจากนั้นมันจะเป็นเรื่องง่าย
แต่ต่อให้ไม่เป็น หากว่ารักที่จะเรียนรู้
สิ่งที่ไม่เคยได้ลิ้มลองจะเป็นของที่เราทำเป็นมันไปตลอดชีวิต
ใจเริ่มจากการเป็นผู้ช่วยพี่นเรศ ดร.คนเก่งประจำไบโอเทค ที่ตอนนี้เป็นใหญ่เป็นโตไปแล้ว
พี่นเรศจบ post doc จากม.โตเกียว ไม่เพียงแต่เก่งเรื่องไบโอเทค
แต่พี่นเรศยังเขียนหนังสือเก่ง และเล่นกีตาร์เก่ง
พูดภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ได้คล่องปร๋อ ... พอๆ กันหมดทุกๆ ภาษา
ใจถูกทดสอบสารพัดกว่าจะได้เก้าอี้ผู้ช่วยนักวิจัยตัวนั้นมานั่ง...
และแล้วอะไรหลายๆ อย่างมันเริ่มมาจาก ณ จุดนั้นนั่นเอง
เรื่องการทำงานอย่างอื่นไม่ขอเอ่ยถึงมันแต่อย่างใด รายละเอียดมากมายจนนับไม่ถ้วน
ตั้งแต่เดินทางไปต่างจังหวัดเป็นว่าเล่น ขึ้นเหนือ ล่องใต้แบบของแท้ ไม่ใช่แค่ไปในเมือง
แต่ทะลุบนดอย เข้าป่าคีรีวง และนั่งวงสัมมนากับชาวป่า ชาวบ้านกันจริงๆ
แต่สิ่งหนึ่งที่ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้ใจเป็นใจได้อย่างทุกวันนี้ก็คือ งานวารสาร
เมื่อได้ชื่อเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการวารสารประจำฝ่าย...
ซึ่งในตอนนั้นโดดเด่นเสียยิ่งกว่าวารสารประจำหน่วยงาน
พี่นเรศให้ใจทำงานเป็นผู้ช่วยบก. ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ
และดูเหมือนว่าเด็กวิทยาศาสตร์จบใหม่ไม่เคยจะใคร่รู้วิธีการทำวารสารอย่างใจ
แม้จะชอบเขียนกลอน อ่านหนังสือ อยู่เป็นทุนเดิม
แต่ก็ต้องใช้เวลาเรียนรู้กระบวนการทำงานอยู่นานกว่าจะผ่านมาได้
หลังจากพี่นเรศเลือกบทความจาก Science และ Nature
วารสารวิทยาศาสตร์ที่ได้ชื่อว่าใช้ศัพท์และรูปประโยคได้ยากเย็นเข็ญใจแล้ว
หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของใจและทุกคนในฝ่ายที่จะช่วยกันแปล
ตามแต่จะถูกมอบหมายและความถนัด
ซึ่งหมายถึงว่าใจเองก็ทำหน้าที่แปลบทความและข่าวเหล่านั้นด้วย....
กระดาษ A4 ว่างเปล่าถูกแปลเป็นดัมมี่เฉพาะกิจ
เราตีดัมมี่ให้แต่ละข่าว บทความ ให้มันอยู่ในที่ที่มันสมควรจะได้อยู่
ข่าวย่อยที่แปลมา ข่าวสัมมนา ข่าวประชาสัมพันธ์ ถูกนำมาแปะไว้ในหน้าเหล่านั้น
การแปลบทความภาษาอังกฤษจากวารสารต่างประเทศมันกินแรงใจไม่น้อย
กินแรงที่ว่ามันมาทั้งแรงใจและแรงกาย...ภาษาอังกฤษก็ช่างกระดิกเสียนี่กระไร
ใช้เวลาแปลข่าวแค่ไม่กี่บรรทัดนานข้ามสัปดาห์ แถมถูกพี่นเรศแก้เละเสียอีก
หลายครั้งพี่นเรศช่วยเหลือให้วิชาการแปลดีขึ้น ด้วยการจัดคอร์สการแปลหนังสือภาษาอังกฤษ
พนักงานในไบโอเทคเข้าร่วมชมรมการอ่านในทุกเช้าวันใดวันหนึ่งของสัปดาห์
ทุกคนถูกแบ่งหน้า บทและตอนออกไป แปลเสร็จก็มาเล่าให้เพื่อนร่วมชมรมฟังตามลำดับ
ทำอย่างนั้นกันอยู่หลายเล่ม...มีหลายเล่มที่ใจเห็นว่าเพิ่งมีคนเอามาแปลในภายหลังอีกตั้งหลายปี
หนึ่งในนั้นก็คือ Six Thinking Hats ... มันเป็นประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้อีกเลย
ยกเว้นที่เนชั่น...ที่บก.โต๊ะข่าวให้แปลข่าวทุกวันเป็นเวลาสองปีเต็มเช่นกัน....
เมื่อบทความทุกอย่างลงตัว การติดต่อหาคนจัดหน้าบทความคือลำดับต่อไป
คุณเก๋า..คือคนจัดหน้าที่เราหามาได้ในราคาพิเศษ
หลังจากแก้ไขงานอยู่หลายครั้ง แผ่น ZIP รุ่นเก่าแก่ก็ถูกส่งมาถึงมือเรา
และส่งต่อไปยังโรงพิมพ์อีกครั้ง...พร้อมดัมมี่ และภาพประกอบที่ใจค้นหาเองกับมือ
โรงพิมพ์พิมพ์ไม่นานนัก ด้วยกระดาษที่เลือกกันเองกับมือด้วยเช่นกัน
วารสารสีแดงขาวพร้อมส่งถึงมือสมาชิกมาวางบนโต๊ะไม่กี่วันหลังจากนั้น
รายชื่อสมาชิกกิตติมศักดิ์ตั้งแต่หอสมุด คณบดี อธิการ ผู้บริหารระดับสูง
นักศึกษา นักเรียน เกษตรกร แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าที่เขาร่ำเรียนด้านนี้
ถูกใจจัดพิมพ์เข้า excel และสั่งพิมพ์ส่งสติ๊กเกอร์อย่างเป็นระบบ
เพราะเรียน excel ขั้น advance มาแล้วจากเนคเทค ...
การนั่งแปะสติ๊กเกอร์ลงบนวารสารหลายพันฉบับเป็นเรื่องไม่ยาก
แต่เรื่องยากคือการนั่งเย็บแม็กลงบนวารสารที่หนาๆ นั่น...มันเจ็บมือไม่น้อย
ใช้เวลาหลายวันกว่าจะหมดทั้งกอง ...
ก่อนทะยอยยกไปให้กับพนักงานส่งเอกสารข้างหน้านำไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์
และขั้นตอนที่เหลือคือการวางบิล นำต้นฉบับที่เปลี่ยนเป็นไฟล์ PDF ลงในเว็บไซต์
อัพเดตเว็บไซต์ของฝ่าย ใส่ข้อความโฆษณาเรียกให้คนมาอ่าน มาดาวน์โหลด
และส่ง PDF ที่ว่าถึงสมาชิกที่ให้อีเมล์แนบมาด้วยทุกเดือน
วนเวียนกระบวนการแบบนี้จนผ่านไปเกือบสองปีเต็ม
ประสบการณ์จากการทำวารสารสีแดงขาวที่ว่า..ทำให้ใจเข้มแข็งขึ้น
ใจรักงานหนังสือมากขึ้น แม้มันจะยากเย็นบ้าง
แต่เมื่อผ่านจุดที่ยากมาแล้ว ก็อย่างที่ว่ามันก็ไม่ยากอีกแล้ว
แต่เมื่ออยากจะโตก็ต้องโผบิน เมื่อไม่ได้มีโอกาสก็ต้องไปหาโอกาส
และนั่นก็ทำให้ใจมาถึงจุดนี้.....มันไม่ได้สูงอย่างที่ใจหวัง
แต่มันมาถึงเกินครึ่งทางแล้วล่ะ...ใจพาตัวเองมาได้ถึงจุดนี้ก็เหมือนอย่างที่ตั้งไว้แล้ว
ที่เหลือก็แค่หาโอกาสที่ตัวเองอยากจะได้อีกสักนิด...และเชื่อว่ามันก็น่าจะไม่ยากอีกแล้วล่ะ
ความหวังก็มี ประสบการณ์ก็มี...ที่เหลือก็แค่ค้นหาโอกาสที่อยากจะไปก็เท่านั้นเอง ...
กลัวอะไร....กำลังใจท่วมท้น...เดินหน้าต่อไป ไม่ว่าจะใช้เวลาเท่าไร
หากรักจะเรียนรู้ ยากแค่ไหนก็จะง่ายในบัดดล
คนข้างๆ ที่ให้กำลังใจก็มีแล้ว...จะกลัวอะไรเนอะ.... สู้ต่อไป ใจเอ้ยยยย