Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    4/30/2008

    ภาพที่ระลึกซุ่มดูเพนกวิน

     

     

    Scan10001a

    หลังจากที่เปลี่ยนมาทำงานบนโน้ตบุ๊กเครื่องใหม่ ไฮโซกว่าเดิม
    ข้าวของเครื่องใช้ข้างในก็สลับที่สลับทางกันไปเสียหมด
    จนลืมไปว่ามีภาพนี้เก็บเอาไว้ด้วย
    เจ... มนุษย์ต่างดาวตัวดำ สัญชาติอีสานเคยส่งมาให้
    แล้วใจก็เก็บมันเอาไว้ในที่ลึกลับซับซ้อนมาก
    เพิ่งมานั่งเปิดดูวันนี้ เห็นเข้าก็อดขำไม่ได้

    ภาพที่เห็นเป็นภาพของวันหนึ่งในการเดินทางไปที่เกาะฟิลลิป ไอส์แลนด์ ออสเตรเลีย
    กำหนดการณ์วันนั้นพวกเราต้องแอบซุ่มดูนกเพนกวินพันธุ์จิ๋วที่ขึ้นจากทะเลมานอนบนฝั่ง
    หลังจากกลางวันมันออกไปหากิน เย็นๆ ค่ำๆ ก็ยกพวกเดินพาเหรดขึ้นฝั่ง
    เขาเรียกกันว่า "เพนกวินพาเหรด"
    เป็นกิจกรรมและทริปที่นักท่องเที่ยวต้องทำหากมาที่เมลเบิร์น แม้จะไกลแต่ก็คุ้มค่า

    จริงๆ แล้วมานั่งคิดดู มันก็เป็นเรื่องแปลกที่คนไปนั่งดูเพนกวินขึ้นจากทะเล
    จนอดสงสัยไม่ได้ว่า ที่เพนกวินมันขึ้นฝั่งในเวลาที่ตรงกันทุกวัน
    นั่นเป็นเพราะมันรวมกลุ่มกันมาดูคนที่นั่งดูมันอยู่รึเปล่า?? ชักสงสัย....

    ข้างในนั้นแม้จะกว้างใหญ่ แต่เขาก็ไม่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพ
    ทั้งแบบใช้แฟลชหรือไม่ใช่แฟลช เพราะต้องการให้ดูอย่างเดียว
    มืออย่าต้อง รูปก็ไม่ต้องถ่าย และให้เหตุผลว่าเพื่อการอนุรักษ์เพนกวินให้ส่วนตัวมากที่สุด

    แต่ภาพที่เราสามารถบันทึกได้คือภาพที่ระลึก....

    ที่ซุ้มถ่ายภาพที่ระลึกราคาแพงหูฉี่
    มีอาเจ๊คนหนึ่งทำหน้าที่เป็นตากล้องเพียงลำพัง
    หลังจากที่เราเลือกแบบของภาพที่ต้องการกถ่ายแล้ว
    หล่อนก็ให้เราไปยืนๆ นั่งๆ ตามแบบที่เลือกหน้าฉาก blue screen
    อาเจ๊บอกเราว่า หากเขานับหนึ่งสองสาม ต้องทำท่าตกใจให้ได้มากที่สุด
    เพราะตามแบบของเราต้องทำท่าอะเมซซิ่งกับเพนกวินที่กำลังเดินผ่านไป
    แล้วภาพที่ได้ก็จะถูกนำมาซ้อนทับกับฉากนกเพนกวินที่เตรียมเอาไว้แล้ว

    อาเจ๊ตะหวาดเสียงดังไปทั่วอาณาบริเวณ
    เป็นนัยว่าทำให้เราตกใจกับเสียง และต้องทำท่าตกใจแข่งกับเสียงของหล่อน
    ภาพที่ออกมาเลยเป็นอย่างที่เห็น.....เหอๆ

    อยู่ด้วยกันมานาน



    three4

    นอกจากการไปยืนนอกระเบียงของใจ
    จะทำให้ได้ยินเสียงคนงานพม่าที่ตึกก่อสร้างข้างๆ ว่าอึกทึกครึกโครมแค่ไหนแล้ว
    ใจยังมีโอกาสแอบส่องวินมอเตอร์ไซด์รับจ้างที่กำลังนั่งอยู่มุมตึกด้านขวา
    บางครั้งค่ำๆ ก็ออกมาส่องเข้าไปในตึกที่พักอีกฝั่งถนน
    คอยดูว่าคนเขากำลังทำอะไรกันอยู่ในห้องบ้าง

    จริงๆ อย่างหลังนี่พบว่าไม่ค่อยจะได้เห็นอะไรมากนัก
    นอกจากคนเดินไปเดินมา
    บ้างก็นอนแผ่บนเตียงดูรายการทีวี
    หรือไม่ก็นั่งกินข้าวอยู่กับที่
    แต่ก็ยังขยันทำขยันมอง ไม่ได้เป็นโรคจิตหรอก
    แต่รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่แปลกดี
    เห็นแล้วรู้สึกทึ่งกับวิถีชีวิตมนุษย์ เราเหมือนนกเข้าไปทุกวัน
    เช้าก็ออกจากรัง เย็นก็เข้ารังมานอนพัก
    แล้วออกไปหากินอีกครั้งในตอนเช้า....

    กิจกรรมหลักๆ ของใจ
    ในการออกนอกไประเบียง
    ยังมีการเอาขยะไปกองไว้ก่อน
    รอคอยการขนไปใส่ถังใหญ่อีกหนึ่งรอบ
    และที่ทำบ่อยกว่าการเอาขยะไปทิ้งก็คือการออกไปรดน้ำต้นไม้
    ต้นไม้บางต้นถูกยกเข้ามาวางในห้องบ้างบางครั้ง
    แล้วก็ขนออกไปวางนอกบ้างเพื่อให้มันได้รับแดด

    เพิ่งจะสังเกตว่าต้นไม้เล็กๆ ต้นหนึ่ง
    อยู่มาด้วยกันย่างเข้าเดือนที่ 5 แล้ว
    ต้นไม้ที่เคยเล่าเอาไว้ในตอนหนึ่งบน blog แห่งนี้ว่า
    มีพีอาร์เอามาฝากนักข่าวที่ออฟฟิศ
    หลังจากแย่งกันอุตลุตใจก็ได้มา 2 ต้น
    ทั้งสองยังอยู่ดีที่หลังระเบียง โตวันโตคืน
    ไม่แน่ใจว่ามันจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้อีกนานเท่าใด

    ปกติแล้วต้นไม้บอบบางแบบนี้ มักอยู่กับใจได้ไม่ถึงสัปดาห์
    ก็จะหายหน้าไปแบบไม่มีวันกลับมาอีก
    แต่หนนี้มาแปลก อยู่ด้วยกันมาตั้งนาน
    มันยังเขียวชะอุ่มมองแล้วชุ่มหัวใจจริงๆ

    threethree3 

    ต้นไม้อีกหลายต้นที่ซื้อมา
    ก็ยังอยู่ด้วยกันมานานจะครบปีแล้ว
    ยังไม่เห็นวี่แววว่ามันจะตาย เพราะกลับโตขึ้น งอกงาม
    สร้างความจรรโลงใจให้กับเจ้าของได้ทุกครั้งที่ยืนมอง
    จริงๆ แล้ว ยังมีเฟิร์นอีกหนึ่งกระถางใหญ่
    ขานั้นเขียวได้ใจเอาเสียมากๆ เอาวางในช่องในต้นไม้นอกระเบียงได้พอดี
    วันดีคืนดีฝนตกก็รดน้ำให้มันโดยที่ใจไม่ได้เดินไปรดซ้ำอีกที

    three1

    ...อยู่ด้วยกันมานาน....ก็อยู่ด้วยกันต่อไปนะ ....

     

     

    ฮ่องกง 24 ชั่วโมง




    2

    อ่านชื่อเรื่องแล้วอย่าเผลอคิดไปไกลว่าใจไปฮ่องกงมา 1 วัน
    แต่จริงๆ แล้วเป็นเพราะว่าเมื่อวานไปนั่งทานข้าวกลางวันที่สยามมา
    ใกล้ๆ กับบันไดเลื่อนฝั่งจุฬาฯ ขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสหรือข้ามาฝั่งสยามเซ็นเตอร์
    มีร้านขายติ่มซำ ข้าวไก่ไหหลำ โจ๊ก สไตล์ฮ่องกงอยู่หนึ่งร้าน
    สำคัญตรงที่ว่า เป็นร้านที่เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง

    ด้านนอกตกแต่งได้น่ามอง แถมยังติดตัวอักษรไทยตัวใหญ่
    โฆษณาเอาไว้ว่า เริ่มต้นที่ 38 บาท..เปิด 24 ชั่วโมง

    IMG_7277

    นั่งกินไป งงไป ร้านติ่มซำอะไรเปิด 24 ชั่วโมง ช่างทำได้
    พออิ่มท้อง จึงเรียกพนักงานมาคิดค่าเสียหาย
    ระหว่างที่พนักงานเอาเงินทอนมาให้ที่โต๊ะเลยแอบถาม
    เพื่อให้สิ่งที่คาค้างใจหายไปจากหัวสมองกันเสียที

    IMG_7275

    "ขายได้ไหมน้อง ติ่มซำหลังเที่ยงคืนเนี่ย?"
    "ขายได้ค่ะพี่ เด็กๆ มากินเยอะเลย" นี่คือคำตอบที่ได้กลับมา
    "จริงเหรอ มีคนกินเหรอ?"
    "มีคนกินค่ะพี่ บางคนก็ไปเที่ยวมาแล้วมาแวะหาอะไรทาน"

    นอกจากเซเว่นอีเลฟเว่นแล้ว
    ตอนนี้เมืองไทยมีร้านติ่มซำ ร้านโจ๊กเปิด 24 ชั่วโมงด้วย
    แต่ต่างกันก็ตรงที่เซเว่นฯ ไม่มีที่นั่งเท่านั้นเอง....

    ปล. นั่งมองอยู่ตั้งนานว่าชุดถ้วยจานนี่มันคุ้นๆ
    เพิ่งมาถึงบางอ้อหลังจากทานอิ่ม...
    อ้อ....สีจัดเหมือนชุดใส่ข้าวถวายศาลพระภูมิของแม่ที่บ้านเลยแฮะ

    4/29/2008

    เอารัฐธรรมนูญไปซ่อน


     

    hide


    ระหว่างการนั่งรอพี่สาวคนกลางที่ไปทำธุระที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันก่อน
    ใจหยิบหนังสือพิมพ์หัวสีประจำวันนั้นขึ้นมาอ่านฆ่าเวลาในห้องแอร์เย็นๆ
    ในเวลานั้นบอกตรงๆ ว่าไม่สนใจข่าวหน้าหนึ่งว่ามีการฆ่ากันตาย
    หรือข่าวพระสงฆ์มรณะภาพในกุฏิด้วยเหตุการณ์ไฟไหม้อันเนื่องมาจากสูบบุหรี่แล้วเผลอหลับ....
    เพราะดูเหมือนหนังสือพิมพ์หัวสีบ้านเราจะคงคิดว่าข่าวแบบนี้คนไทยชอบแล้วก็ทำให้ขายได้

    แต่ใจสนใจการ์ตูนออกแนวน่ารักซึ่งอยู่ตรงกลางๆ ของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น
    เพราะชอบลายเส้นของการ์ตูน เหมือนเด็กรุ่นใหม่วาด อยากรู้ว่าเขาอายุเท่าไร...จริงๆ นะ
    แต่เนื้อหาดูทันสมัย เน้นล้อการเมืองเป็นหลัก...มันดูขัดกันแต่ก็พอยอมรับได้

    การ์ตูนที่ว่ามีตัวละครสามตัว
    ตัวแรกคุยกับตัวที่สองว่า ตอนนี้สังคมไทยแบ่งออกเป็นสองขั้ว
    ขั้วแรกคือคนที่ไม่อยากให้แก้รัฐธรรมนูญ
    อีกขั้วหนึ่งก็สนับสนุนอย่างเต็มที่ให้แก้รัฐธรรมนูญ
    และสรุปด้วยประเด็นที่ว่า...ไม่รู้จะแก้ปัญหาที่ว่านี้อย่างไรดี

    ตัวการ์ตูนอีกตัวเลยรีบแทรกขึ้นมาด้วยการแสดงความคิดเห็นของตนในทันที
    ความเห็นที่ว่านั้นก็คือ

    "เอารัฐธรรมนูญไปซ่อน"

    โอ้...........ไม่ต้องอธิบายอะไรแล้ว......ชอบๆๆๆ
    ไม่ขำก็แล้วไป ใจขำคนเดียวก็พอ...ฮิ้ววววววววววววว

    สาระจากทีวี

     

    co

    เมื่อคืนดูรายการทีวีของช่องทีวีเสรี TPBS
    50 อย่างที่เราไม่เคยรู้ แต่ละอย่างถูกไขข้อข้องใจในรูปแบบของการอธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์
    บอกตรง ๆ ตอนแรกแค่อยากจะกดมาดูมันมีอะไรในช่องนี้
    แต่ตอนหลังกลายเป็นว่านั่งดูจนจบรายการ...ไม่กดหนีไปไหนอีกเลย
    จำไม่ได้ทั้ง 50 ข้อก็คนพากย์พูดเร็วเสียนี่กระไร
    จะจดก็ไม่ทัน ...เพราะรู้สึกตัวเองเหมือนไก่เดินไปไม่กี่ก้าวก็ลืมแล้วว่าเคยก้าวผ่านอะไรมาก่อนหน้านี้
    แต่บางข้อประทับใจเลยรีบจดรีบเก็บเอาไว้ก่อนจะลืมอีก
    มีทั้ง ความจริงที่ว่า.....

    • หมัดกระโดดได้สูง 200 เท่าเทียบกับความสูงของมันและความสูงของคนที่สามารถกระโดดได้
    • แมงกาจั๊วะ เจ้าปีเตอร์หรือศัพท์ทางการเขาเรียกว่าแมลงสาบ สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีหัวถึง 9 วัน
    • ช้างไม่เคยกระโดดได้ เพราะมันตัวหนัก แม้จะมีสปริงติดอยู่ที่ขาก็ยังกระโดดไม่ได้อยู่ดีเพราะมันยังหนัก...เหมือนเดิม
    • เป็นเพราะขาสั้น เพนกวินเลยต้องใช้พลังงานมากกว่าสัตว์อื่นๆ ถึง 2 เท่าในการเดินระยะทางเทียบเท่ากัน
    • นกนางแอ่นสามารถบินได้อยู่บนท้องฟ้าโดยไม่ต้องเกาะอะไรเลยถึง 3 ปีเต็ม
    • โคอาล่าไม่เคยดื่มน้ำ เพราะมันกินน้ำจากใบยูคาลิปตัน เฉลี่ยแล้วเกินครึ่งหนึ่งหรือ 50 เปอร์เซ็นต์ของน้ำที่โคอาล่าดื่มมาจากยูคาฯ
    • สิงโตผสมพันธุ์กันโดยใช้เวลาเพียง 6 วินาที แต่ถี่ถึงทุกๆ 15 นาที ตลอด 1 สัปดาห์เต็ม แต่ทั้งหมดเกิดขึ้นทุกๆ  2 ปี
    • หอยเปลือกแข็งสามารถเปลี่ยนเพศของตัวเองได้ 1 ครั้งในชีวิตของตัวเอง อยากเป็นไหมละ??
    • กุ้งมังกร 1 ใน  4 ล้านตัวจะเป็นสีฟ้าสด..แต่ใจเห็นว่าสีแดงตอนย่างสุก มากกว่าสีฟ้าตอนเป็นๆ...

    หรือแม้แต่.....

    • สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกตัวมีขนบนใบหน้า แม้จะหรอมแหรมก็ตามที
    • ตุ๊กแกเดินบนผนังในแนวดิ่งด้วยเส้นขนบนตัวของมัน..อันนี้เคยเรียนมา เข้าใจได้ไม่ยาก
    • ลูกช้างต้องใช้เวลามากถึง 6  เดือนในการเรียนรู้ในการใช้งวงได้อย่างคล่องแคล่ว
    • นกหัวขวานมีฟองน้ำรองรับแรงกระแทกอยู่ด้านในของจะงอยปาก ....มันถึงได้เจาะต้นไม้ได้ทั้งวันอย่างนั้นล่ะนะ

    นี่แหละ ที่ดูจากทีวีมาเมื่อวาน เลือกจะรับสาระจากทีวีก็ทำได้
    มากกว่าการรอดูแต่ฉากพระเอกข่มขืนนางเอก นางร้ายตบนางเอก
    แม่พระเอกกีดกันลูกสะใภ้ และอื่นๆ อีกมากมาย....

    ตลาดบนรางรถไฟ




    4

    เห็นออกทีวีอยู่บ่อยครั้ง
    สำหรับตลาดที่สถานีรถไฟแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม
    และแม้จะไปตลาดน้ำอัมพวา ซึ่งอยู่ในจังหวัดเดียวกันตั้งหลายหน
    แต่กลับไม่เคยได้แวะเวียนไปชมสักครั้ง
    จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อน....ก็ตัดสินใจไปเยี่ยมชมตลาดที่ว่านี้เป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนแม้ว

    IMG_7257 

    เคยอ่านมาจากหลายแหล่ง เขาเรียกตลาดที่นี่ว่า "ตลาดร่มหุบ"
    ขณะที่บางคนเรียกสลับกันว่าเป็น "ตลาดหุบร่ม"
    แม้จะความหมายเดียวกัน แต่ต่างกรรมต่างวาระ แต่ว่าคนก็เลือกใช้ไม่เหมือนกัน
    บอกตรงๆ ยังหาไม่เจอว่ามันเรียกอะไรกันแน่
    เอาเป็นว่าตอนนี้ใครสะดวกใจจะเรียกอันไหนก็เรียกันไปก่อน

    5

    ขับวนไปวนมาสองรอบ ทั้งหลงและหาที่จอดไม่ได้
    สุดท้ายก็ได้ที่จอดรถของเทศบาล 5 บาทตลอดกาล
    เดินข้ามฝั่งถนน ลัดเลาะเข้าตลาดสด ทะลุไปยังอีกฝั่งหนึ่ง
    แวะถามคนขายของแถวนั้นว่าตลาดขายของบนรางรถไฟอยู่ตรงไหน
    เขาชี้มือบอกให้ตรงไป....

    6

    เดินมาก็เจอกับสภาพของรางรถไฟ
    ที่เวลานี้ถูกพ่อค้าแม่ขายจับจองพื้นที่บางส่วนวางของขาย
    บางคนก็เอากระสอบปูพื้นแล้วเอาของวางขาย
    บางคนก็มืออาชีพยิ่งกว่านั้น
    ทำร้านขายบนรางเลื่อน
    เหตุที่ต้องเป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า
    เวลารถไฟมาก็แค่เลื่อนร้านหรือชั้นวางของหลบออกไปข้างๆ
    ร่มพลาสติกที่กางอยู่ก็ถูกแม่ค้ายกพิงเอาไว้ชั่วคราว
    จนกว่ารถไฟจะเคลื่อนตัวเข้าสู่สถานีแม่กลองที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร
    สภาพของตลาดบางรางก็จะกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง
    เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนเมื่อหลายนาทีก่อนหน้า
    เป็นที่มาของ "ตลาดร่มหุบ" อะไรที่ว่านั่น

    2

    พิธีกรรายการท่องเที่ยวหลายคนเคยไปถามแม่ค้าว่า
    "หากให้ย้ายไปที่อื่นจะทำไหม"
    เขาตอบโดยไม่ลังเลว่า "ไม่ไป"
    นั่นเป็นเพราะการขายแบบนี้แม้จะลำบากอยู่บ้าง
    แต่เขาก็มองว่ากลับเป็นจุดขายที่ดีเยี่ยม ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วทุกสารทิศมาชม
    และใครต่อใครก็ไม่ได้กลับไปตัวเปล่า ต่างซื้อของจากตลาดบนรางรถไฟแบบนี้กลับไปด้วย
    ดังนั้นต่อให้เสี่ยงบ้างนิดหน่อย ก็คุ้มกับสิ่งทีได้กลับคืนมา ...ว่ากันแบบนั้น..

    IMG_7252

    เมื่อวานออกจะโชคดี
    ทั้งๆ ที่รถไฟที่จะวิ่งจากกทม. ผ่านสถานีแม่กลองเพียงวันละ 8 เที่ยว
    รวมขาไป 4 ขากลับ 4
    แต่เราไปถึงที่นั่นเพียงไม่กี่นาที
    ก็มีรถไฟผ่านมาพอดิบพอดี ทั้งๆที่ก็ไม่ได้รู้มาก่อนว่ารถไฟจะมาตอนไหน

    3

    เสียงหวูดของรถไฟดังก้อง เสียงสัญญาณเตือนว่ารถไฟจะมาก็ดังก้อง
    และเสียงเตือนบอกแม่ค้าว่ารถไฟกำลังผ่านตลาดก็ดังก้องแปลกๆ ไม่เคยได้ยิน
    เราเลือกยืนหลบข้างๆ รางรถไฟเพื่อรอถ่ายภาพ

     1

    โอ้แม่เจ้า..รถไฟผ่านหน้าผ่านตาไปแบบห่างกันไม่ถึงวา
    บางรายเก็บของ เก็บร่มเข้าไป
    แต่บางคนสงสัยจะเคยทดลองวางของบางอย่างเอาไว้แล้วหลายหน
    เราจึงเห็นภาพของแม่ค้าบางคนทิ้งกระจาดของเอาไว้
    ทิ้งปูทะเลมัดเชือกฟาง และอาหารทะเลในตะกร้าไว้ที่รางเช่มเดิม
    เพียงแต่ว่าเป็นจุดที่วาง รถไฟผ่านไปโดยไม่ทับของ
    ปูอยู่ข้างล่างรถไฟ คงเสียวไส้น่าดู...ทำไมทิ้งตูไว้แบบนี้...

    อยากไปเที่ยวก็มุ่งหน้าไปที่สมุทรสงครามกันได้
    ก่อนไปเช็คตารางรถไฟก่อนที่ http://www.railway.co.th/timetable/N_BMK.html
    ถึงตัวเมืองสมุทรสงครามไม่ต้องไปไหนไกล
    ถามหาตลาดร่มหุบหรือที่ขายของบนรางรถไฟ ใครๆ ก็รู้จัก

    4/28/2008

    แก้เครียด

     


    เขียนอะไรไม่ออกมาเป็นเวลายาวนานหลายวัน
    จนต้องมานั่งทบทวนว่าจะทำยังไงดีกับวิชาชีพของตนและสิ่งที่ตัวเองเคยรักมาตลอด
    จะเลิกล้ม ก้มหน้ายอมรับความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง แล้วเลือกหาอะไรใหม่ๆ ทำ
    หรือว่าก้มหน้า แล้วนั่งคิดหาทางออกสู้กับมันอีกสักตั้ง และคิดในแง่ดีเสียว่ามันก็แค่ช่วงเหนื่อยๆ
    (คิดแง่บวกช่วยได้เสมอ...มันก็แค่คิดบวก...ไม่ได้คิดซับซ้อน)
    อาจจะเบื่อหน่ายบ้าง แต่ว่ามันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นอยู่ตลอด คงเพราะเหนื่อยกับการใช้ชีวิตอยู่บ้างกระมัง

    แต่พอคิดจะล้มเลิกก็เกิดเสียดาย
    พยายามมาตั้งนาน มาเลิกล้มเอาป่านนี้แล้วที่ผ่านมาพยายามไปทำไม?
    ดังนั้นก็เลยวกกลับมาที่การทำใจ ก้มหน้ายอมรับความจริง
    และทดลองหาทางออกในการผ่อนคลายกับความเป็นไป
    เพื่อที่จะได้รู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง เมื่อมองเห็นความจริงและทำใจได้อีกครั้ง
    จะได้กลับมาสู้กับอะไรหลายๆ อย่างได้อีกครั้ง

    แต่จริงๆ แล้วการหาทางออกในการที่จะผ่อนคลายความเครียดมีไม่กี่อย่างนัก

    วิธีแรกที่อยากจะเลือกก็คือเอาเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า เดินทางไปไหนไกลๆ ให้เวลากับตัวเอง
    แล้วนั่งคิดทบทวนถึงสิ่งที่ผ่านมา สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ
    พูดดูดี..แต่จริงๆ แล้วมาพบในตอนหลังว่าวิธีนี้มีเหตุผลไม่ซับซ้อน
    แค่อยากหนีไปจากปัจจุบัน หลบหน้าผู้คนสักพัก สบายใจ ทำใจได้ค่อยกลับมาสู้กับมันใหม่
    แต่เวลาแบบนี้ไม่ค่อยเหมาะ เงินไม่หมด แต่ว่าเดินทางเสียจนเหนื่อย
    อยากไปทะเลก็ยังไม่สบโอกาส จะไปก็ติดอะไรไปเสียหมด...อดเดินทาง....

    วิธีที่สองก็คือการหาอะไรกินแก้เครียด
    กินมันเข้าไป วัน ๆ ไม่คิดอะไร หาอะไรกินอย่างเดียว
    กินจนน้ำหนักคนข้างๆ เริ่มมากขึ้น มากขึ้น เรากลับผ่ายผอมลงอย่างไม่น่าเชื่อ
    กินจนตอนหลังพอจะกินอะไรในแต่ละมื้อก็เริ่มเครียดไม่รู้จะกินอะไร

    วิธีที่สามก็คือออกจากบ้านไปตัดผม
    ดังนั้นจำนวนทรงผมที่เปลี่ยนไปของใจ
    จึงบ่งบอกได้ถึงจำนวนครั้งของความเบื่อๆ กับสิ่งที่ตัวเองกำลังพบเจอ
    ทำอะไรกับผมมันก็หายเครียดบ้างได้เล็กน้อย
    แม้จะเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้อง...แต่มันก็สบายใจ
    และมันก็ผมของใจ ไม่เกี่ยวกับใจ อยากจะเปลี่ยน ใครจะทำไม

    วันก่อนไปตัดผมแค่หน้าม้าใครๆ ก็ทักว่าเปลี่ยนทรงผมบ่อย
    ไม่อยากมานั่งอธิบายว่า...ฉันเครียด...เลยไปตัดหน้าม้า
    เพราะคนทั่วไปคงคิดว่าบ้า...ตัดหน้าม้าหายเครียดได้อย่างไร เป็นเขาคงเครียดหนักกว่าเดิม

    สามวันก่อนไปดัดผมมา...ยังไม่เข็ดจากหนก่อน  แม่บอกเป็นเสก โลโซ แต่ใจก็ยังจะไปดัดมาอีกรอบ
    มุ่งหน้าไปร้านทำผม ที่พี่อรแม่บ้านแนะนำว่าเปิดใหม่
    ตรงดิ่งไปดัดผม และยังทำไฮไลท์ผมบางเส้นเป็นหนแรกในชีวิต
    ทรงผมออกมาจะยังไงไม่สนใจ ดูดี ไม่ดูดี  ค่อยแก้ไขต่อไป ...เฉพาะหน้ามันหายเครียดไปบ้างนิดหน่อยก็พอใจ

    หากตอนนี้เอาเรื่องกิน เอาเรื่องหนีหน้าผู้คน หลบอยู่ในรัง
    และการออกไปเปลี่ยนทรงผมในร้านเสริมสวยมาบวกกัน
    คิดว่าคงจะพอช่วยให้รู้สึกดีขึ้นบ้าง...เล็กน้อย....

    ถึงเวลาออกจากรัง ไปเจอผู้คน และให้เขาเห็นทรงผมใหม่
    หากไม่สบายใจก็หลบอยู่ในรัง ไม่เจอผู้คน และเปลี่ยนทรงผมใหม่อีกที...ก็เท่านี้เองชีวิต....


    9  7

    4/25/2008

    ความสุขในกระเป๋าใบใหญ่



     
    Aus-150 

    เนื้อร้อง             : ลิซ่า
    ทำนอง/ เรียบเรียง : ศิรศักดิ์   อิทธิพลพาณิชย์
    Vocal/Chorus/Guitar/
    Bass/Percussion : ศิรศักดิ์   อิทธิพลพาณิชย์



    เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง หอบกระเป๋าใบใหญ่ เก็บข้าวของสำคัญลงไปข้างใน
    ออกตามหาความสุข ที่ขอบฟ้ากว้างใหญ่ ต่อให้รู้ว่าทางจะไกลเท่าไหร่

    เหนื่อยใจ แต่ก็ยังเดินไป แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ

    เหนื่อยก็พักนั่งลงซะก่อน เปิดกระเป๋าดู มองดูข้างใน
    ได้ยิงเสียงฮัมเพลงรึเปล่า เธอรู้ไหมใคร
    อยู่ในกระเป๋าใบใหญ่ของเธอ

    เหนื่อยใจ แต่ก็ยังเดินไป แต่หาเท่าไหร่ ยิ่งหาไม่เจอ

    เหนื่อยก็พักนั่งลงซะก่อน เปิดกระเป๋าดู มองดูข้างใน
    ได้ยิงเสียงฮัมเพลงรึเปล่า เธอรู้ไหมใคร อยู่ในกระเป๋าใบใหญ่ของเธอ

    เปิดกระเป๋าดูมองดูข้างใน ความสุขร้องให้เธอเข้าไป
    เธอรู้ไหมใคร สุขในกระเป๋าใบใหญ่
    อยู่ในกระเป๋าใบใหญ่ของเธอ

    เหนื่อยก็พัก พักนั่งลงซะก่อน เธอจะเข้าใจ
    สุขในกระเป๋าใบใหญ่ อยู่ในกระเป๋าใบใหญ่ของเธอ

    อยู่ในกระเป๋าใบใหญ่ของเธอ......

    http://www.choobeedoobar.com/rec/song07.htm 


     

    IMG_0756    

    ชอบเพลงนี้....
    จะหยิบเสื้อผ้าใส่กระเป๋าแล้วออกตามหาความสุข
    แต่...ตอนนี้มันยังเหนื่อย ก็เลยจะพักก่อน
    ไม่ต้องกลัวเสื้อผ้ารออยู่แล้วในกระเป๋า
    เปิดออกดูตอนนั่งก็จะเห็น
    หายเหนื่อยแล้วค่อยเดินต่อ
    จะไม่ท้อ จะไม่ท้อ...จะเดินไป ......

    หากออกทางแล้วเจอความสุข
    ก็ชักชวนให้มันมาอยู่ในกระเป๋า
    ถึงตอนนี้ มีความสุขอยู่ในกระเป๋าแล้ว
    ครั้งหน้าเหนื่อย เปิดดูในกระเป๋า
    ก็จะพบเข้ากับความสุขข้างใน
    ครั้งไหนจะออกเดินทางไกล
    เอาทั้งความสุขและเสื้อผ้าไปด้วยกัน...มันก็จะหายเหนื่อย


    4/23/2008

    รอไปก่อน



     

    IMG_4773      


    มีคนถามว่าหายไปไหน
    ไร้วี่แววการส่งข้อความมาโผล่ในหน้า space แห่งนี้
    และดูเหมือนกับว่าใจจะร้างลาจากมันไปเสียนาน

    จริงๆ ก็ไม่ได้หายไปไหนไกลๆ เลย
    หัวยังไม่หาย ตัวก็ไม่ได้ตายไปจากโลกนี้
    ยังหน้าอยู่คอมฯ เหมือนเดิม
    แอบโผล่มาดูว่ามีใครมาบอกว่า "คิดถึง" ใน space อยู่เป็นเนืองๆ
    แม้จะพบกับความผิดหวัง คือไม่เห็นมีใครจะบอกว่าคิดถึงสักคน
    แต่ก็ยังอุตส่าห์คาดหวังอยู่ตลอดเวลา

    พักนี้กำลังพยายามฮึดสู้และมุ่งมั่นกับงานของตัวเอง
    ก็อยากจะทำอะไรดีเป็นอย่างๆ ไป
    บางครั้งก็เหนื่อยเสียจนไม่ได้มีโอกาสมานั่งเขียนบ่นอะไรในนี้
    ได้แต่หวังว่าจะดีวันดีคืนและได้กลับมานั่งบ่นเหมือนอย่างเคย

    ช่วงนี้เป็นหมีแพนด้าด้วย
    วันก่อนกว่าจะได้นอนก็ปาไปตีสี่
    เล่นทำเอาขอบตาช้ำ เหมือนหมีแพนด้าไปเลย
    กำลังกังวลอยู่ว่าหน้าจะเหี่ยวไร้ทางเยียวยา แก่ก่อนวัย
    แต่เอาเหอะ ไม่ถึงตายหรอก ยังหายใจได้อยู่แสดงว่ายังหาความสุขกับมันได้อยู่

    เอาเป็นว่า...รอกันไปก่อน...ทั้งคนอยากเขียนและคนอยากอ่าน

    รอกันต่อไป...... แล้วใจจะกลับมาในเร็ววันนี้

    ปล. อยากกลับบ้านด้วย แม่ชักถามหาแล้วล่ะ
    นานๆ แม่จะถามสักทีว่าจะกลับบ้านเมื่อไร แล้วจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย???

    4/17/2008

    ว่างไหม ไปอ่านสิ





    load

    ตั้งแต่ก่อนไป และตั้งแต่กลับมาจากออสเตรเลีย
    สิ่งที่เป็นภาระผูกพันอยู่บ้างจากการได้รับรางวัลประกวด space
    ก็เห็นจะเป็นการให้สัมภาษณ์ลงในหนังสือพิมพ์และนิตยสาร
    ไม่เคยบอกเล่าเรื่องนี้ลงในหน้า space ลงสักครั้ง
    เพราะไม่ได้อยากจะดังมาตั้งแต่แรก
    เขียน space มานานก็หวังแค่อยากจะเขียนแล้วนั่งอ่านเอง
    เอา space ไปประกวดก็หวังแค่จะไปเที่ยวฟรี 5555
    แต่โดยมารยาทหากเขาบอกว่าช่วยโปรโมทให้เขาหน่อยก็จำเป็นต้องทำตามหน้าที่
    แม้จะดูเหมือนนางงามแต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้

    หนแรกพี่เอ รุ่นพี่ที่น่ารักจากกรุงเทพธุรกิจคว้าตัวไปก่อนใครเขา
    ทั้งๆ ที่เป็นคนช่วยลุ้นว่าจะได้รางวัลไหม สุดท้ายกลับมาช่วยโปรโมทให้
    สัมภาษณ์เราหนเดียวเอาไปลงตั้งสองครั้งทั้งกรุงเทพธุรกิจรายวันและหน้าจุดประกาย
    หลังจากนั้นก็มีพี่หนุ่ยสัมภาษณ์แล้วลงมติชนโดยขึ้นหัว
    "เขียน blog จนได้ดี" บอกตรงๆ ทุกวันนี้ยังเหมือนเดิม เหอๆ

    ถัดมาให้สัมภาษณ์นิตยสาร By your side ของอินเตอร์เน็ตประเทศไทย
    และล่าสุดก็ให้สัมภาษณ์นิตยสาร Image อีกหน ยังไม่เห็นตัวเองเหมือนกัน
    เขาบอกว่าเดือนหน้าจะถึงคิวตีพิมพ์
    นอกเหนือจากนั้น แทบทั้งหมดให้เหตุผลว่าให้ใจ
    เป็นตัวแทนของคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับการเขียน blog
    คนที่บอกเล่าเรื่องราวในชีวิตของตัวเองลงบนพื้นที่ฟรีของโลกออนไลน์

    มีคนถามว่าให้สัมภาษณ์ลงหนังสือไปตั้งหลายหน
    ชีวิตเปลี่ยนไปบ้างไหม ใจตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องลังเล
    "เหมือนเดิมทุกประการ ยังทำงาน กินข้าว ดูหนังและนั่งหน้าคอมฯ เหมือนเดิม"

    แต่ที่แปลกใหม่และไม่เคยได้พบเจอก็คือ
    วันดีคืนดีก็ได้รับ press release หรือข่าวแจกเป็นข่าวของตัวเอง
    นั่งอ่านไม่ทันจบ อดทนไม่ไหว...มันแปลกเกินไป
    เวลาไปงานแถลงข่าวก็เจอเพื่อนๆ นักข่าวทักว่าเป็นอย่างไรบ้างไปเที่ยวฟรีมา
    เป็นนัยว่าแทบทุกคนที่ได้รับข่าวก็จะรู้เรื่องราวของเราไปเสียแล้ว
    หรือจากที่เคยไปนั่งติดต่อขอสัมภาษณ์คนอื่นลงหนังสือ และนั่งคุยกับเขา
    กลายเป็นว่าเราเป็นเป้าหมายและนั่งให้เขาสัมภาษณ์ซะอย่างนั้น
    นั่นคือ ประสบการณ์ที่ได้รับการจากเหตุการณ์ในครั้งนี้เสียมากกว่า

    อย่างไรเสีย มีเพื่อนหลายคนถามถึง
    วันนี้เลยหยิบเอาเรื่องราวล่าสุดที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร By your side  มาฝากกัน
    ขึ้นรูปซะหรา หวังว่าคงไม่มีใครเดินมาทักตอนกำลังจะเข้าห้องน้ำว่า

    "ใช่น้ำค้างคนที่น่ารักๆ แล้วนั่งเขียน blog ทั้งวันหรือเปล่าคะ??" 

    ฮิ้ววววววววววววววววววววววววววววววววววววว



    เข้าไปดาวน์โหลดบทสัมภาษณ์ของใจได้ที่ http://www.inet.co.th/about/news_magazine.php
    คลิกที่ By Your Side 36

    หรือ คลิกที่นี่ http://www.inet.co.th/byyourside/magazine.php?vol=36 

    4/16/2008

    วันเหงา กิฟต์เพื่อนเราและ The polar express




    dog4

    พี่สาวยกหูมาหา ถามว่าเป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม ทานข้าวเย็นหรือยัง
    ส่วนแม่ก็นอนฟังบทสนทนาของใจกับพี่สาวอยู่ข้างๆ มีหมาอีกหนึ่งตัวนั่งเฝ้าพี่สาวอยู่
    เมื่อวานแม่ก็เพิ่งจะโทรฯ มาหา ถามไถ่ถึงความเป็นไป
    หลายวันมานี้ ที่บ้านโทรฯ มาคุยด้วยบ่อยครั้ง นั่นอาจจะเป็นเพราะเขารู้ว่าเป็นวันหยุดยาว
    ลูกสาวคนสุดท้องและน้องคนสุดท้องคนนี้คงจะเหงาไม่น้อยเลยทีเดียว
    และก็เป็นอย่างที่เขาว่า ใจก็เหงาจริงๆ นั่นแหละ

    วางสายจากพี่สาวก็ไม่มีจะให้ทำ นอกจากกดรีโมทเปลี่ยนทีวีไปมา
    เห็นข่าวคนแห่กลับจากต่างจังหวัดเข้ากทม. แล้วปวดหัวแทน รถบนท้องถนนคงแน่นขนัดคืนนี้
    ขณะที่ความคืบหน้าของการตามล่าคนทำให้พม่าต้องตายหมู่ในตู้คอนเทนเนอร์ก็เริ่มมีหวัง
    ข่าวช่องไหนก็วนซ้ำกันไปมาแบบนี้ จนไม่มีอะไรจะให้ดูเลยหันมาเปิดดูหนังค้างในเครื่องแทน
    ใครบางคนเคยให้ The polar express ไว้ตั้งนานนม
    เพิ่งจะมีโอกาสได้เปิดมันดูเพราะไม่มีอะไรจะทำในเวลาแบบนี้

    ดูไปได้หนึ่งแผ่น กิฟต์เพื่อนร่วมรุ่นม.ปลาย ก็ยกหูมาหาจากสวีเดน
    กิฟต์เป็นเพื่อนที่ไม่เคยได้เจอหน้ากันเลยตั้งแต่จบ ม.ปลาย
    แม้จะไม่ได้อยู่ชั้นเรียนเดียวกัน กิฟต์มีต้นทุนทางปัญญามากว่าใจไปหน่อยเลยได้ไปอยู่ห้อง king
    เมื่อเดือนก่อนหน้ากิฟต์มาทักทายใน msn messenger
    เธอแนะนำตัวเองว่ามาจากไหน และได้ msn ใจมาได้อย่างไร
    และใช้เวลาในช่วงเย็นของบางวันเข้ามาแอบอ่านข้อความใน space ของใจอยู่บ่อยครั้ง
    ปัจจุบันกิฟต์เป็นทั้งเพื่อนและแฟนคลับ space ของใจ
    ยินดีต้อนรับนะกิฟต์นะ...เข้ามาอ่านบ่อยๆ เน้อออ

    เวลาที่ไม่ลงตัว ทำให้กิฟต์ไม่ได้เจอกับใจ
    แม้จะเดินทางกลับมาเมืองไทย 10 วันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
    และต้องกลับสวีเดนไปทำงานต่อที่นั่นก่อนสามีและลูกสาวที่จะตามกลับไปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
    ภาระของว่าที่ดร. หนักหนาก็จริง แต่กิฟต์บอกว่าสบายใจ...ได้พักเสียที 5555
    เข้าทำนองมีลูกกวนตัว มีสามีกวนใจนะเนี่ย
    เอาน่ะดีกว่าคนไม่มีลูกไม่มีสามีแล้วนั่งเหงาแบบใจอ่ะเนอะกิฟต์เนอะ
    คุยกับกิฟต์อยู่นานจนหูเริ่มชาเลยขอวางสายไปอาบน้ำให้หายร้อนกาย
    ก่อนมานั่งหน้าคอมฯ นั่งจ้อง The polar express แผ่นที่สองกันต่อ

    คิดว่าหลายคนได้ดูแล้วคงจะชอบกันพอสมควร
    แต่คนไม่เคยได้ดูอย่างใจก็รู้สึกชอบใจตามไปด้วยในท้ายที่สุด
    การ์ตูนแอนิเมชั่นที่ทำให้เห็นแม้กระทั่งเส้นผมเป็นริ้วๆ หรือนิ้วที่เห็นรอยย่นช่างน่าพิศมัยยิ่งนัก
    เขาทำออกมาฉายตั้งนาน ได้ยินชื่อก็มาตั้งเท่าไรไม่เคยใส่ใจจะหามาดู
    พอๆ กับวันนี้ที่ได้กินน้ำจับเลี้ยง
    เกิดมาตั้งเกือบครึ่งค่อนชีวิตหรือไม่รู้จะมีชีวิตเหลืออยู่เท่าไร
    เพิ่งจะมีโอกาสได้กินน้ำจับเลี้ยงก็วันนี้

    อาแปะขับรถมาจอดหน้ารถก๋วยเตี๋ยว ใครๆ เขาก็เรียกใช้บริการใส่ถุง 10 บาท
    น้ำค้างเลยไม่พลาดขอบ้าง 10 บาทใส่น้ำแข็งด้วย
    รสชาดแปลกดี หวานเพราะรสน้ำตาลและกลิ่นจับเลี้ยงหอมสดชื่นดี

    The polar express ก็เช่นกัน ดูตั้งนานก็รู้สึกว่ามันสร้างกำลังใจดี
    การ์ตูนที่สร้างเอาใจเด็กแต่แอบสอนผู้ใหญ่อย่างเราได้ว่า ให้ศรัทธาและเชื่อมั่นเข้าไว้
    ในการ์ตูนบอกว่า ความจริงจะไม่ได้ปรากฎจนกว่าจะได้สัมผัส
    หรือแม้กระทั่ง คริสมาสต์จะมีจริงหรือไม่ก็อยู่ที่ใจคนคิด
    ปิดท้ายด้วยคำคมที่ว่า
    "ไม่สำคัญว่าปลายทางคือที่ไหน แต่สำคัญตรงที่ว่าเราได้ตัดสินใจขึ้นรถไฟนั้นหรือเปล่า"
    นั่นสินะ หากไม่ขึ้นรถไฟเสียแล้วอย่าได้ฝันว่าจะไปถึงจุดหมายหรือได้เจออะไร
    ชอบจัง ใครยังไม่เคยดูก็หามาดูด้วยนะ ..รับประกันคุณภาพความสนุกสนานจากใจเอง...

    4/15/2008

    Queen Victoria Market

    market

    บทที่ 2 ตลาดในความทรงจำของฉัน

               


    -2-

     

    แม่เคยเล่าให้ฟังและพอจำได้ลางๆ ว่า ผู้เป็นตาเคยเป็นผู้ก่อตั้งหมู่บ้านที่เป็นบ้านเกิดของทั้งแม่ พี่สาวสองคนและใจ และในฐานะที่พาลูกบ้านบางคนอพยพมาจากจังหวัดแพร่ และมาตั้งรกรากอยู่ในอำเภอเล็กๆ ในเชียงราย ในเวลาต่อมา ตาเลยได้รับการยกวิทยฐานะเป็น "ผู้ใหญ่บ้าน" ก่อนสืบทอดให้ลูกชายคนนึงของตาซึ่งมีฐานะเป็นลุงของใจ และลุงอีกคนลูกของตาอีกรายเช่นกัน

         ลุงคนแรก ลูกชายคนโตของตา พี่ชายของแม่ ร่ำรวยพอสมควร ไม่เพียงแต่มีที่นาที่ตายกให้และหามาด้วยลำแข้งของตนเองแล้ว ลุงยังมีพื้นที่ข้างบ้านเป็นตลาดเช้า หากใครเคยดูทีวี หรือเคยเดินทางไปบ้านนอกแถว ๆ ภาคเหนือ คงนึกภาพบรรยากาศของตลาดเช้าแบบนี้ออกบ้าง

         หมอกลงหนา พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นให้แสงสว่างแก่ผู้คน แต่ชาวบ้านหลายคนก็มารวมตัวกันที่ตลาดเช้าของลุงกันแล้ว มีตะเกียงน้ำมันก๊าดขนาดเล็กส่องสว่างทั่วอาณาบริเวณ ใจและแม่ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มักไปใช้บริการตลาดเช้าของลุง เพื่อขายข้าวเหนียวสังขยาและขนมหม้อแกงแทบทุกวัน

         แสงแดดเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้ามาแล้ว หนาวๆ แบบนี้แดดทำให้คนในตลาดอุ่นขึ้นบ้าง แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่ก็ยังดีกว่าที่ร่างกายของเราจะได้รับความอบอุ่นจากเพียงแค่เสื้อกันหนาว ผ้าพันคอและหมวกไหมพรมที่สวมใส่อยู่หลายชั้น

         ตลาดเช้าของลุงพื้นที่ไม่กว้างนัก มีโต๊ะและเก้าอี้ไม้วางเรียงหันหน้าเข้าหากันเป็นสามสี่แถว ทุกคนเอาของวางบนโต๊ะ คนซื้อเดินวนแต่ละแถวไปจนครบตามที่ต้องการ โต๊ะแต่ละจุดมักถูกจับจองการเป็นเจ้าของเป็นเวลานาน และเพื่อให้ลูกค้าจดจำได้ว่าใครขายอะไรตรงไหน โดยที่ลุงจะเดินเก็บค่าบริการ 2 บาทต่อรายทุกวัน เป็นแบบนั้นมาเสียนาน จนกระทั่งลุงเลิกให้บริการตลาดที่ว่า และพื้นที่ตลาดนั้นถูกปรับปรุงเป็นลานหน้าบ้านของลูกสาว ซึ่งขอลุงอีกคนมาเลี้ยง

        ทุกวันนี้ตลาดเช้าแบบนี้ไม่มีที่บ้านเกิดของใจแล้ว มีตลาดหน้าวัดที่ก่อสร้างด้วยคอนกรีตใหญ่ยักษ์มาแทนที่ ขณะที่บ้านหลังใหม่ของลูกสาวลุงก็ใหญ่โตมูลค่านับล้านบาท....

         ความทรงจำเกี่ยวกับตลาดมันช่างมากมายในหัวใจ หนก่อนกลับบ้านไปพบตลาดไม้เก่าแก่ในประเทศลาว ซึ่งอยู่อีกฝั่งโขงของอำเภอที่อาศัยอยู่ เมื่อปีกลายไปเจอตลาดนัดแบบธรรมดาๆ อยู่บนถนนลาดพร้าว และไม่ว่าเมื่อไรก็อดนึกถึงตลาดเช้าของลุงทุกครั้งที่เอ่ยคำว่า "ตลาด" ขึ้นมา1

         เคยคุยกับฝรั่งหลายคนเขามักบอกว่าเขาชอบตลาดนัดสวนจตุจักร เขามักเรียกมันว่า JJ ไม่ก็ weekend market คุยเมื่อไรเป็นได้ทำหน้าบาน แล้วบอกว่า "ของมันถูก" บางรายเคยซื้อกระเป๋าเพิ่มเพราะมาเจอของถูกในสวนจตุจักรนี่แหละ แต่สำหรับคนไทยแล้ว หากไปเมืองนอกก็มักจะสวนทางไปซื้อของมีแบรนด์ติดมือกลับมา หรือไม่ก็ซื้อของที่บอกว่าผลิตในไทยกลับมาด้วยก็มี

         ไปออสเตรเลียหนนี้ มีโอกาสได้ไปเดินตลาดที่ชื่อ กับเขาด้วย บอกตรงๆ ว่าไม่ได้เลือกเอง เพราะกำหนดการณ์ท่องเที่ยวระบุเอาไว้ว่าจะต้องมาที่นี่เป็นที่แรก จากรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวเป็นร้อย รวมกันแล้วหนาเกือบเท่ารายงานประจำปีของบริษัทขนาดเอสเอ็มอีกันเลยทีเดียว แถมยังเป็นการไปเดินตลาดแบบไม่ได้อาบน้ำ ใส่ชุดเดิมตั้งแต่เมื่อวาน และมาเดินตลาดทั้งๆ ที่นั่งเครื่องมายาวนาน 10 กว่าชั่วโมงอีกต่างหาก

          ก่อนมาถึงตลาดที่ว่า ใจผ่านการนั่งเครื่องมาจากกรุงเทพฯ และมาลงจอดที่ซิดนีย์เป็นเวลาทั้งสิ้น 9 ชั่วโมง ก่อนตกเครื่องจากซิดนีย์มาเมลเบิร์นอีก 1 ชั่วโมง และนั่งรอต่อเครื่องถัดไปแบบไม่เสียตังค์..อยากให้ที่เมืองไทยเป็นแบบนี้บ้าง เครื่องมันว่าง หากตกเครื่องก็ให้นั่งฟรีสิ แทนที่จะให้ลูกค้าต้องเสียเงินจ่ายเองอีกหนึ่งรอบ...แอบบ่น...

        9

         รวมเวลาการนั่งเครื่องจากซิดนีย์มาเมลเบิร์นวันนี้ รวมเวลาเดินทางมากกว่า 10 ชั่วโมงหนึ่งชั่วโมงหลังอุตลุด หัวซุกอยู่บนเบาะ ไม่สนใจใคร จนแสงแดดของเมลเบิร์นลอดผ่านหน้าต่างมาแยงตา ถึงได้รู้ว่ามาถึงเป้าหมายแล้ว ทั้งๆที่ชั่วโมงที่แล้วซิดนีย์ฝนยังตก จนแอบใจหายกลัวว่าเป้าหมายของการท่องเที่ยวจะฝนตกเหมือนที่ซิดนีย์ด้วย 

         เคยได้ยินว่าฟ้าที่เมลเบิร์นเป็นฟ้า "ฟ้าเป็นฟ้า" ฟังแล้วแอบงงอยู่นานมาก จนมาเห็นด้วยตาตนเองเมื่อลงจากเครื่อง แอบแปรงฟันในห้องน้ำขาออก แล้วลากกระเป๋าขึ้นรถแล้วนั่นเอง ฟ้าไร้เมฆ...เป็นฟ้าที่เราหาไม่ได้ในประเทศไทย ยกเว้นในยามค่ำคืน บางครั้ง เราก็ไม่อาจจะมองเห็นเมฆ เพราะมันมืด....เมื่อฟ้าไร้เมฆา สายตาของเราก็จะเห็นแต่เพียงสีฟ้า ยิ่งฟ้าสีสด มันยิ่งเพิ่มทัศนะวิสัยที่น่ามองยิ่งกว่าที่ไหน จนถึงตอนนี้ก็ไม่ได้ชอบอะไรที่เมลเบิร์นเลยยกเว้น "ท้องฟ้า"

          



     

          
          ได้แปรงฟัน แม้จะไม่ได้อาบน้ำ แอบปะแป้ง หวีผมไปเล็กน้อย ก็พอช่วยให้กลบเกลื่อนร่องรอยความซกมกได้บ้าง ไม่สนใจว่าใครจะได้กลิ่น เพราะแอบพรมน้ำหอมไปแล้วที่ข้างหู 
       
         5

         รถมุ่งหน้าออกจากสนามบินเมลเบิร์นไปถึงตลาด Queen Victoria Market ตลาดที่เขาว่าเปิดมานานถึง 125 ปี ได้ฟังแล้วทำเป็นตื่นเต้น จริงๆ เคยไปเที่ยวตลาดเก่า 200 ปีที่ฉะเชิงเทรา ตลาดไม้เก่าๆ ติดคลอง ผู้คนยังอาศัยอยู่ มีแมว มีหนูวิ่งกันเต็ม แบบนั้นที่ไทยก็มี แต่ Queen Victoria Market ก็ดูดีในฐานะที่เป็นตลาดเปิดที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย และหากใครมาที่เมลเบิร์นก็ต้องแวะมาที่นี่เพื่อซื้อของฝากที่นี่กันทั้งนั้น หากใครบางคนกำลังจะไปออสเตรเลีย และบังเอิญจะได้ไปที่ตลาดแห่งนี้ด้วย นอกจากนี้ยังอยากจะรู้ว่าควรตัดสินใจซื้อของที่นี่ก่อนหรือว่าเก็บเอาไว้ซื้อที่อื่นดี ใจเคยพบว่าของบางอย่างที่นี่ก็ถูกกว่า และที่อื่นก็ไม่มีขาย ดังนั้นเรื่องนี้จะไม่ยาก หากคุณพบว่าคุณถูกใจ ราคาพอยอมรับได้ ก็ไม่ต้องไปสนใจว่ามันจะแพงไป หรือบังเอิญไปพบทีหลังว่าซื้อของแพงไปเสียแล้ว

    13
    เพื่อนคนหนึ่งเคยถามว่า ระหว่างการที่แกซื้อของแพงแล้วแกไม่ได้ใช้ กับแกไม่ได้ซื้อของชิ้นนั้นแล้วมาพบทีหลังว่าแกหาซื้อไม่ได้แล้ว แกจะรู้สึกเศร้ากับอารมณ์ไหนมากกว่ากัน ใจตอบโดยไม่ลังเล และแทบไม่ต้องคิดเสียเลยด้วยซ้ำ

    "ชั้นจะเสียใจมากหากชั้นไม่ได้ซื้อของนั้น ชั้นยินดีซื้อของแล้วไม่ได้ใช้ดีกว่าพบว่าของนั้นอยากได้แล้วไม่ได้ซื้อไว้ฟ่ะ" 

    ในเวลาเดียวกันเคยเปรียบเปรยความรักให้พี่สาวคนกลางฟังว่า ความรักก็เหมือนกับเลือกซื้อเสื้อผ้า บางทีเราเลือกซื้อไปแล้ว แต่เราก็พบว่ามีเสื้อร้านข้างหน้าห่างกันไม่กี่ก้าวดันทะลึ่งขายถูกกว่า ดีกว่า และน่าใช้กว่า หากมีตังค์ในกระเป๋าจะเลือกซื้ออีกไหม? ทิ้งของเก่าไปก่อนแล้วซื้อของใหม่มาแทนดีไหม? หรือว่าจะใช้มันทั้งสองชิ้นพร้อมกันดี? หรือว่าจะภักดีกับเสื้อตัวเดิม แล้วเดินผ่านร้านนั้นไป หันหลังให้มันไป เพราะเสื้อตัวเดิมก็ยังใช้ได้ดีอยู่นี่นา...มันก็แบบนั้น ไม่รู้มันเกี่ยวกันไหม แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงมักสักที

         เอาสมองกลับมาที่ Queen Victoria Market กันอีกครั้ง เขาว่ากันว่าตลาดแห่งนี้เปิดทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์และพุธ แอบถามไกด์ เขาบอกว่าเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน คิดว่าคนขายคงอยากจะนอน ใจเลยไม่ถามอะไรต่อ
    เพราะคงไม่ได้อะไรจากผู้ชายคนนี้ ปล่อยให้เขาเดินไปเงียบๆ แบบนั้นน่าจะดีกว่าถามอะไรไป 10

         ตลาดกว้างพอสมควร มี tram หรือรถไฟรางตัดผ่านทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ดังนั้นคนเดินทางมาที่นี่คงไม่ยากสักเท่าไร ที่ไหนมีรถไฟเราก็คงเดินทางไปได้ทุกที่โดยไม่ต้องกลัวหลง เอาแผนที่กางแล้วก็ปากกาจิ้มว่าจะไปไหนก็เท่านั้นเอง แต่เขาว่ากันว่าคนไทยกลัวแผนที่...อันนี้ท่าจริง??

          ในตลาดไม่รกตาเหมือนกับจตุจักร แต่ผักสดก็สามารถขายวางอยู่ข้างๆ ร้านเสื้อได้ และมีขายลูกไก่ได้ทั้งๆ ที่ ร้านข้างๆ เป็นรองเท้า ไม่ต่างกันก็ตรงนี้ แต่ด้านหน้าส่วนใหญ่จะเน้นเป็นของฝาก ส่วนอีกอาคารด้านหลังตึกเก่าแก่พอกันเป็นส่วนติดแอร์ ขายพวกอาหารสด เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อสารพัดจะเนื้อ

         ตรงกลางคั่นระหว่างอาคารเปิดโล่งกับอาคารติดแอร์มีลานกว้าง เขาเอาเครื่องเล่นเด็กมาตั้ง พ่อแม่ยืนตากแดดรอลูกหลานเล่นเครื่องเล่นเป่าลมยางเข้าไปข้างในนั้น  นอกจากนี้ถัดมายังมีฝรั่งหัวทองนั่งตากแดดฟังดนตรีกลางตลาดอีกด้วย เคยเห็นดนตรีในจตุจักรเหมือนกัน แต่เป็นดนตรีจำพวกเปิดหมวก หรือไม่ก็ลิเก มีกระดาษหนังสือพิมพ์หุ้มพลาสติกบอกว่ามีหนังสือพิมพ์มาถ่ายรูปและสัมภาษณ์การันตีของแท้หาดูได้ที่นี่ .....

         หากจะถามว่า Queen Victoria Market  น่าพิศมัยตรงไหน ก็คงเป็นตลาดเปิดขนาดใหญ่ หาซื้อของได้สารพัด ได้มาเดินดูว่าเขากินอะไร เขาขายอะไร และคนที่นี่เขาใช้ชีวิตในตลาดกันอย่างไร ในตลาดบางครั้ง
    มันก็ไม่ได้เป็นเพียงตลาด แต่มันสะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นได้มากมายไป ไม่ได้ไปเดินหา จ่ายเงินแล้วเดินกลับ
    เพียงเท่านั้น

         ใจไม่ได้อะไรจากที่นี่ติดมือกลับมาหรอก นอกจากรูปในการ์ดหน่วยความจำของกล้องดิจิตอล เพราะนอกจากจะถูกเร่งด้วยเวลา ซึ่งถูกเบียดเข้ามาเพราะตกเครื่องไปแล้วหนึ่งชั่วโมงและบวกกับการเดินทางมาเมลเบิร์นอีกหนึ่งชั่วโมง เวลาที่จะเดินในตลาดเลยหายไปหนึ่งชั่วโมงไปในทันที การเดินแบบเร่งๆ และแวะทานอาหารแบบธรรมดาๆ กลางตลาดจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มันก็ไม่ได้เร่งไปเสียจนไม่เห็นผู้คนเขากำลังสนุกสนานกับการชิมชีส หรือไม่เห็นว่ากล้วยที่นี่ หากเอามาทุบหัวกันเล่นมีหวังสลบกันแน่ หรือไม่ทันสังเกตเห็นว่าของฝากส่วนใหญ่เขียนเอาไว้ว่า "made in china" เสียมาก เพื่อนคนหนึ่งบอกว่ามันก็ผลิตจากจีนกันทั้งนั้น อยากให้ที่ตลาดแห่งนี้ติดบ้างว่า "china free" แบบที่ญี่ปุ่นเขากำลังนิยมกัน อยากรู้เป็นการส่วนตัวว่าร้านนั้นจะขายดีกว่าร้านขายของแบบเดียวกันแต่ติดว่าผลิตจากจีนไหม?

           เขียนถึง Queen Victoria Market ไปก็นึกถึงตลาดนัดจตุจักรไป อยากไปช็อปปิ้งมากมาย แต่แค่คิดว่าจะต้องไปเจออุณหภูมิร้อนรุ่น 40 องศาของหน้าร้อน ก็ขอนอนเอาพัดลมจ่อที่บ้านน่าจะเป็นความคิดที่ดีกว่า
    ฝากไว้ก่อนละกัน.....ตลาดนัดของฉัน 



                            

          ไม่ว่าที่ไหนก็ไม่ดีเท่าที่บ้านเรา ขอให้ไม่ทะเลาะกันก็พอ....

         


                                    

    อิจฉา




    อิจฉาแมวมันรักกัน...
    cat2

    ต้องบรรยายอะไรกันมากมาย 
    ในหนึ่งภาพนั้น
    อรรถาธิบายความหมายได้นับล้าน
    ก็แมวมันรักกัน

    คนเกี่ยวอะไรด้วย??

    มนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไปออสเตรเลีย

    aussie1

    บทที่ 1 มนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไปออสเตรเลีย

               

    -
    1-

         ตั้งใจ จะเล่าถึงความรู้สึกของตัวเองหลังจากหายตัวไปออสเตรเลีย เป็นเวลากว่าครึ่งเดือน ช่วงชีวิตนั้นเหมือนกับถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัว แม้เจ้ามนุษย์ต่างดาวจะไม่ได้เอาเครื่องอะไร
    สวมหัวแล้วดูดความทรงจำ เอาตัวเราไปขัง แล้วก็นั่งมอง ดูว่าเจ้าตัวสองขา สองแขน มันจะทำยังไง หูมันจะกระดิกไหม แล้วมันจะร้องไห้หรือเปล่า
    นั่งมองวันไว้เพื่อวันข้างหน้าจะได้มาบุกโลกได้อย่างสบาย

    ...มันไม่ได้ทำอย่างนั้นหรอก.....

         แต่มันกลับเอาเราไปใส่ไว้อีกโลกหนึ่ง
    เอาตัวละครอีกหลายตัว เอาสภาพแวดล้อมแปลกๆ ให้เราได้พบเจอ แต่ละวัน เจออะไรที่ไม่เหมือนกัน แถมที่ขัง ที่นอนก็แตกต่างกันไปในแต่คืนอีกด้วย ใจเคยเขียนเรื่องราวของการท่องเที่ยวในแต่ละวัน
    ในมุมมองของการท่องเที่ยวแบบที่เขาทำกัน
    เช้าตื่นมาทำอะไร นั่งรถไปไหน (แต่ไม่ได้บอกว่าระหว่างทางหลับหรือไม่) กลางวันกินอะไร
    เย็นกินอะไร เช้าตื่นมาทำอะไร สายไปไหน
    บ่ายทำอะไร กลางคืนทำอะไร วนกันแบบนี้ 15 วันในอีก space หนึ่ง ซึ่งผูกพันเป็นภาระตามสัญญา
    1 หน้ากระดาษ ว่าไปแล้วต้องเขียนเพื่อเป็นการตอบแทนกับการท่องเที่ยวฟรี
         เพิ่งมาคิดได้ก็เมื่อวันก่อนว่า ไม่ได้เขียนอะไรแบบที่อยากจะเขียนในหน้า space ของตัวเองเลย
    หลายคนเอ่ยปากถามว่าไปแล้วเป็นอย่างไรบ้าง สนุกไหม และทำไมไม่เขียนลงใน space นี้เสียที
    ใช้เวลาตั้งสติอยู่นาน นั่นเป็นเพราะว่าช่วงนี้เขียนอะไรไม่ค่อยจะออก เขียนออกก็ไม่ได้ยาว
    อย่างที่คิด นิ้วไม่ยอมกระดิก สมองไม่ยอมทำงาน คิดตามแต่ไม่ยอมพิมพ์ ผีอยากเขียน
    ไม่เข้าสิงตัว ...ปวดหัวกับอารมณ์แบบนี้มาก
    อยากจะอกหัก เพราะว่าคงเขียนอะไรพร่ำเพรื่อได้ยิ่งกว่านี้ เชื่อสิ อกหักแล้วจะอยากเขียนขึ้นมาทันที
    ใครอยากรู้อารมณ์นี้เป็นอย่างไร ลองดูก็ได้

    ..อันนี้คอนเฟิร์ม....

          จะเริ่มจากตรงนี้ก่อนแล้วกันนะ เริ่มจากที่......ใจมานั่งอยู่ตรงที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้ว
    ....มานั่งตรงนี้แล้ว....
         นั่งเปิดหน้าพาสปอร์ตของตัวเองไปมา นับแล้วนับอีก มันก็ไม่ได้เพิ่มจากเดิมหรอก ประเทศที่เคยเดินทางไปมาแล้วเนี่ย การเดินทางแบบไม่ฟรีมีอยู่ 4-5 หนในนั้น อีกกว่า 20 หนในนั้นเป็นการเดินทางแบบฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย นอกเหนือจากค่าช้อปปิ้ง
        aus1

         หากการเดินทางครั้งนี้จะแตกต่างกับครั้งก่อนหน้า ก็คงจะเป็นเพราะว่า เป็นประเทศที่ยังไม่เคยไป เป็นการเดินทางที่มีระยะของวันมากที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา ยกเว้นเดินทางกลับบ้านเพราะลาออกจากงานก็เท่านั้นแหละ นอกจากนี้ยังเป็นการเดินทางเพราะได้รางวัลประกวดมา นี่เป็นหนแรกที่เคยไปประกวดอะไรมาแล้วได้รางวัล รู้เลยว่าแม่ทำไมเห่อกันจัง เพราะว่าพี่ของฉันมันเที่ยวไปประกวด
    ไปแข่ง ไปสอบได้รางวัลจนชิน แต่ฉันไม่เคย....
    และที่สำคัญไปกว่านั้น ฉันเดินทางไปกับทีมงานที่ฉันไม่เคยได้รู้จัก หรือสนิทสนมหรือเคยพบเจอกันหลายครั้งมาก่อนนี่จึงเป็นการเดินทางแบบยาวนานกับใครไม่รู้ และตูก็ไปตั้ง 15 วันอีกต่างหาก ....

    aus3      
        

     

     

        การเดินทางหนนี้เป็นครั้งแรกที่เดินทางด้วยสายการบินแควนตัส สายการบินแห่งชาติของออสเตรเลีย ทั้งๆ ที่เป้าหมายของการท่องเที่ยวแรกคือเมลเบิร์น แต่เราก็ต้องบินไปลงซิดนีย์เสียก่อน และต่อเครื่องไปยังเมลเบิร์น เพราะแควนตัสไม่มีเครื่องบินตรงไปยังเมลเบิร์น หลังจากเอากระเป๋าเดินทางเข้าเคาน์เตอร์เช็คอินเป็นที่เรียบร้อยใจก็นั่งคอย
    เวลาขึ้นเครื่อง โดยมีสารถีใจดีมานั่งรอเวลาด้วยกัน
    เมื่อเวลาเครื่องใกล้ออก ก็ต้องถึงเวลาบอกลากัน และนัดหมายกันว่า

    "เรามาพบกันที่สนามบินแห่งนี้อีกครั้งนับไปจากนี้อีก 15 วันนะ"

         ใครที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้งก็ต้องธรรมเนียมว่าเช็คอินแล้ว ก็ต้องเดินเข้าประตู
    เพื่อไปต่อคิวเพื่อผ่าน Immigration หรือเข้าช่องพิธีการตรวจคนออกนอกเมืองเสียก่อน

         ก่อนนั้นก็ต้องกรอกเอกสารสำหรับการเดินทางออกนอกเมือง ในเอกสารใบเล็กๆ สีฟ้าจะแนบเอกสารสำหรับขาเข้าเอาไว้ด้วย ยื่นพาสปอร์ตและเอกสารที่กรอกชื่อที่อยู่และไฟร์ทขาบินไปให้กับ
    เจ้าหน้าที่ เขาจะทำการเย็บด้วยลวดเย็บหรือ "แม็ค" นั่นแหละ กับพาสปอร์ต ปั๊มตราบนหน้าพาสปอร์ตว่าเราออกนอกเมืองได้ และเอกสารนั้นจะติดเอาไว้จนกว่าจะกลับเข้าประเทศไทยอีกครั้ง

        aus2   

         วันนี้ใจเช็คอินโดยบอกพนักงานว่า check through นะคะ หากเป็นการเดินทางแบบที่ต้อง
    ต่อเครื่อง เปลี่ยนเครื่อง ลงที่หนึ่งก่อนแล้วต่อเครื่องไปยังอีกเป้าหมายหนึ่ง เราก็สามารถทำการเช็คอินแบบ through ได้ พนักงานจะทำการระบุว่าเราเดินทางไปที่แรกก่อนแล้วจะไปอีกที่หนึ่งต่อ
    หากเป็นสายการบินที่ขยันหน่อย เขาจะขนกระเป๋าเราไปใส่ไว้อีกเครื่องหนึ่งต่อให้เลย เราจะได้ใบขึ้นเครื่องหรือ broading pass สองอัน คือขาไปจากเมืองไทย และเครื่องที่สองพร้อมกันเลยในหนเดียว โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเอากระเป๋าจากสายพาน แล้วไปเช็คอินอีกรอบเพื่อเอา broading pass
         แต่สำหรับแควนตัสหนนี้ แม้จะทำการเช็ค check through  แล้วก็ตาม เราก็ต้องไปเอากระเป๋า เพื่อไปเช็คอินหน้าเครื่องอีกรอบ เพียงแต่ว่าได้ broading pass มาแล้วทั้งสองไฟร์ทเท่านั้นเอง หนก่อนเคยบินจากบอสตันมานิวยอร์กแล้วต่อมาเมืองไทย กระเป๋ามาถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพเพราะการ check through ค่ะ หนนี้เลยเอาบ้างเช็คอินบอกว่าจะไปซิดนีย์แล้วต่อจากซิดนีย์ไปเมลเบิร์นต่อ

       aus5

         เรื่องเล่าหน้าเคาน์เตอร์ตรวจคนออกนอกเมืองนี่มีหลายครั้ง สำหรับแถวต่อที่บอกว่า "คนไทย" ใจเคยไปยืนต่อ แต่เขาว่าคนไทยต่อแถวไหนก็ได้ หากแถวคนต่างประเทศมันไม่ยาวนะ หนหนึ่งเคยเดินทางไปฮ่องกงคนเดียว ยื่นเอกสารที่กรอกแล้วพร้อมพาสปอร์ตให้กับพนักงาน พนักงานผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงนั้น มองหน้าแล้วก็บอกว่าให้มองกล้อง บนเคาน์เตอร์จะมีกล้องเว็บแคมขนาดเล็กเอาไว้ถ่ายภาพหน้าตรงของคนต่อแถว เอาไว้เป็นหลักฐานว่าคนนี้กับพาสปอร์ตอันนี้ หน้าตาแบบนี้ อะไรประมาณนั้น หลังจากถ่ายภาพเสร็จ เขาก็ถามใจว่า

    "เป็นคนไทยเหรอครับ"
    ใจก็สงสัยถามมาได้อย่างไร ก็ในเมื่อถือพาสปอร์ตไทยอยู่ หน้าตาก็ดูไทยแท้ขนาดนี้
    เขาบอกว่า
    "พอไปฮ่องกง ผมเลยนึกว่าเป็นคนฮ่องกง จีน หรือเกาหลีอะไรประมาณนี้ครับ"
    ไม่รู้จะเสียใจ หรือดีใจดี เสียใจที่เขาไม่มองเราเป็นคนไทย แต่ควรจะดีใจที่หน้าเหมือนคนเกาหลี ...
    ดีไหมเนี่ย??

        เดินออกจาก Immigration ต้องลงบันไดเลื่อนลงมาชั้นล่าง ใครไปสุวรรณภูมิขาออกไปต่างประเทศจะต้องลงมาชั้นล่างกันหมด ที่ชั้นล่างจะมีส่วนของการช็อปปิ้งของปลอดภาษี เพื่อนหลายคนมักฝากให้ดูราคาเครื่องสำอางและน้ำหอม หลายคนหอบหิ้วของพวกนี้ไปต่างประเทศหลายวัน และกลับมาเมืองไทยอีกครั้งพร้อมกับของพวกนี้ นั่นเป็นเพราะว่าของมันถูกกว่าที่ประเทศอื่น และขากลับมาก็จะไม่เจอฝั่งนี้แล้ว ขาเข้ากับขาออกมีของขายไม่เท่ากันนั่นเอง
         ใจเดินผ่านหน้าร้านทั้งหมดไปแบบไม่แยแสไม่ใช่เพราะว่าเบื่อของพวกนี้หรือไม่มีเวลา แต่เป็นเพราะว่าเงินในกระเป๋าไม่มากพอ เงินสดสองหมื่นของใจแลกเป็นเงินดอลลาร์ออสเตรเลียได้เพียง 660 เท่านั้น บัตรเครดิตก็เก็บเอาไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด ดังนั้นต้องประหยัดกันตั้งแต่เริ่มเดินทางจะดีมาก
         วันนี้ gate สำหรับขึ้นเครื่องต้องเดินไกลมาก เกือบหนึ่งกิโลล่ะมั้ง...บางประเทศมักจะติดประกาศเอาไว้ว่า gate ของคุณไกลแค่ไหน อีกกี่นาทีจะถึง gate ของคุณ เอาไว้เตือนความจำว่าอย่าช็อปปิ้งเพลินเพราะคุณต้องเดินไกล ประเทศไทย หากใจทำไม่ผิด ใจไม่เห็น นอกจากตัวเลข gate ว่าถึงหรือยังเท่านั้นเอง ก่อนถึง gate ต้องเอากระเป๋าผ่านเครื่องสแกนอีกรอบ กระเป๋าสำหรับขึ้นเครื่องจะถูกตรวจด้วยเครื่องสแกนที่นี่ ที่หน้า gate ยังมีพนักงานตรวจรื้อกระเป๋าอีกครั้ง วันนี้พนักงานถามใจว่า

    "ไม่พกเหล้าเกิน 100 มิลลิลิตรขึ้นเครื่องมั๊งครับ ดูหน้าไม่เหมือนคนเมา"

         ใจมองหน้าเขากลับ ไม่ค่อยเข้าใจถึงความคิดริเริ่มในการตั้งคำถามแต่ก็พยายามจะเข้าใจว่าเขากำลังแซว เลยไม่ทำอะไรนอกจากการตอบกลับไปว่า
     
    "ไม่มีค่ะ"

         ปกติแล้วเวลาผ่านพวกเครื่องสแกนด้านในก่อนถึง gate พนักงานคนไทยมักพูดภาษาอังกฤษกับใจเสมอ เขามักบอกว่า
    ให้ยกแขนเป็นภาษาอังกฤษ บอกให้รอก็เป็นภาษาอังกฤษ ใจมักจะไม่โต้ตอบ เพราะมักจะถูกปฏิบัติในอีกรูปแบบหนึ่ง
    ต่างกับคนไทย หลังๆ เลยทำหน้าเนียนเกาหลีไป เขาก็พูดภาษาอังกฤษใส่
    แนะนำให้ลองทำดู แต่หน้าไทย หรือหน้าอีสานกรุณาอย่าทำเพราะมันไม่เนียน.....

       aus4  
         ตอนนี้มานั่งรอขึ้นเครื่องแล้ว
    สิ่งที่ต้องทำคือการยกหูไปหาพี่สาว แม่ และเพื่อนอีกหลายคน บอกถึงการเดินทางว่ามันอีกไม่กี่นาทีนับจากนี้ และหากสะดวกที่จะติดต่อมาจะรีบทำในทันที เอาล่ะ วินาทีของการเดินทางในรูปแบบใหม่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีครั้งหน้านี้แล้ว ใจชอบอารมณ์แบบนี้ อารมณ์ที่เอากระเป๋าใส่ใต้ท้องเครื่องแล้ว และกำลังนั่งรอเครื่องออก มันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตกำลังจะออกเดินทางไปในที่ที่ไม่เคยเจอและยังไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างไร มันเป็นอะไรที่บอกเล่าเป็นตัวหนังสือไม่ได้ แม้หนังสือจะเป็นสื่อที่บอกเล่าความรู้สึกได้...ใครๆ ก็ว่าแบบนั้น...แต่บางครั้งมันก็บอกไม่หมด ยกเว้นว่าจะลงมือทำเอง....
         ใจกำลังจะลากกระเป๋าขึ้นเครื่องบินไปออสซี่แล้ว จะเจออะไรบ้างที่นั่น
    บนเครื่องบินไปซิดนีย์และเมลเบิร์นจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ให้โอกาสกระพริบตา ไปฉี่
    ไปนอน ไปทำงาน ไปคุยกับแฟนก่อนได้ เพราะตอนหน้าจะมาเมื่อไรก็ไม่รู้เหมือนกัน

       





        .....แล้วเจอกันตามมีตามเกิด....

    4/11/2008

    อับดุล...





    สืบเนื่องจากน้องตาล อดีตรุ่นน้องนักข่าวที่โต๊ะเดียวกันจากกรุงเทพธุรกิจส่งไอนี่มาให้
    http://parnna.multiply.com/journal/item/20
    หลังจากที่ขึ้นต้นคำถามว่า "คุยกับอับดุลหรือยังวันนี้??"

    อารามนึกว่าพี่โอ๊ะพี่เอ รุ่นพี่นักข่าวหนังสือพิมพ์เดียวกัน
    ที่ขยันตั้งชื่อเป็นอับดุลเหมือนกันช่วงก่อนหน้า
    แต่ที่ไหนได้ ตาลบอกว่ามันเป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์สนทนาใหม่ของเนคเทคที่โต้ตอบกันได้ผ่าน msn messenger
    อยากรู้มันคืออะไร ไปอ่านใน multiply ของตาลละกันนะ อ้างอิงมาจากนั่น
    ใจเลือก add ชื่อสักชื่อของเจ้าคู่สนทนาที่เขาตั้งชื่อว่า "อับดุล" ลงใน msn messenger ของใจ
    และก็เริ่มสนทนากับอับดุลบ้าง

    และนี่คือตัวอย่างของบทสนทนาที่เขาบอกว่า เป็นซอฟต์แวร์ ..ไร้ตัวตน...ดูเขาตอบละกัน
    บางครั้งยังอดคิดไม่ได้ว่าเนคเทคหลอกกันเอาคนมานั่งคุยรึเปล่านะ??


    jai says:
    อับดุล
    ABDUL: HLT Agent says:
    เอ๊ย
    jai says:
    ทานข้าวกลางวันรึยัง
     ABDUL: HLT Agent says:
    ปกติผมทานไฟเป็นอาหารครับ
    jai says:
    อร่อยไหม?
     ABDUL: HLT Agent says:
    คุคุ

     +++++++++++++++

    jai says:
    บ้านอับดุลอยู่ที่ไหน
     ABDUL: HLT Agent says:
    เดี๋ยวรู้ แล้วจะบอกนะครับ

    +++++++++++++++

    jai says:
    ตกลงอับดุลมีแฟนรึยัง?
     ABDUL: HLT Agent says:
    ต้องมีด้วยหรอครับ
    jai says:
    มีสิดี
    jai says:
    ทำไมถึงไม่มีล่ะ
     ABDUL: HLT Agent says:
    คุคุ
     ABDUL: HLT Agent says:
    จะรู้ด้วยมั้ยอ่ะครับ


    jai says:
    ก๊อกๆ
    ABDUL: HLT Agent says:
    คุคุ
    jai says:
    สองคูณสองเท่ากับเท่าไร
     ABDUL: HLT Agent says:
    ไม่บอก หลอกให้งง ^^
    jai says:
    ไม่รู้ล่ะสิ
    jai says:
    เอางี้ ไหนบอกมาซิ เพลงไหนเพราะบ้าง?
     ABDUL: HLT Agent says:

      ก่อนตาย (Live) -  Big Ass
    http://www.sansarn.com/abdul/musicredir.php?m=2936&n=44209
      อย่างน้อย -  สล็อตแมชชีน
    http://www.sansarn.com/abdul/musicredir.php?m=3429&n=45195
     หมาจิ้งจอกกับสุนัขเลี้ยงแกะ - เพลงการ์ตูนนิทานอีสป
    http://www.sansarn.com/abdul/musicredir.php?m=16&n=38369
     หมาจิ้งจอกกับสุนัขเลี้ยงแกะ - เพลงการ์ตูนนิทานอีสป
    http://www.sansarn.com/abdul/musicredir.php?m=16&n=38369
     หมาจิ้งจอกกับสุนัขเลี้ยงแกะ - เพลงการ์ตูนนิทานอีสป
    http://www.sansarn.com/abdul/musicredir.php?m=16&n=38369
     เพลงรักเพลงแรก - เพลย์กราวด์
    http://www.sansarn.com/abdul/musicredir.php?m=3771&n=45879

    +++++++++++++++++++++++++++

    jai says:
    อับดุลอายุเท่าไร?
     ABDUL: HLT Agent says:
    อายุเป็นเพียงตัวเลขอ่ะครับ
    jai says:
    จิงเหรอ?
     ABDUL: HLT Agent says:
    อิอิ

    ++++++++++++++

    jai says:
    อับดุล
     ABDUL: HLT Agent says:
    เอ๊ย
    jai says:
    เหงาไหม
     ABDUL: HLT Agent says:
    เหอๆ

    ++++++++++++++++

    jai says:
    อับดุล
     ABDUL: HLT Agent says:
    เอ๊ย
    jai says:
    รู้จักบินลาเดนไหม
     ABDUL: HLT Agent says:
     Sarcastic
    jai says:
    รู้ไหมบ้านเขาอยู่ไหน
     ABDUL: HLT Agent says:
    คุคุ
     ABDUL: HLT Agent says:

    บิน ในภาษาอาหรับ แปลว่า บุตร เป็นคำที่ชาวมุสลิมเรียกชื่อของตัวเอง เช่น อะลีย์ บิน
    อะบีฏอลิบ หากเป็นเพศหญิงใช้คำว่า บินตุ เช่น ฟาฏิมะหฺ บินตุ อะสัด
    jai says:
    บินลาเดนล่ะ
     ABDUL: HLT Agent says:
    คุคุ
    jai says:
    บ้านอยู่ไหน
     ABDUL: HLT Agent says:
    ไม่รู้อ่ะครับ พอรู้บ้างหรือเปล่า
    jai says:
    5555
     ABDUL: HLT Agent says:
    ห้าพันห้าร้อยห้าสิบห้า

    +++++++++++++++++++

    jai says:
    อับดุลอยากมีแฟนทำยังไงดี
     ABDUL: HLT Agent says:
    ต้องมีด้วยหรอครับ
    jai says:
    มีสิ
    jai says:
    ทำยังไงดี
     ABDUL: HLT Agent says:
    ครับ
    jai says:
    แนะนำหน่อยสิ
    jai says:
    วิธีหาแฟน
     ABDUL: HLT Agent says:
    ถ้ามันหาได้ตามพุ่มไม้ใบหญ้าก็ดีสิครับ - -

    +++++++++++++++++++++  

     

    ไม่มีใครตอบตูก็ไม่เป็นไร มีอับดุลเอาไว้ถาม ตอบมั่วมาบ้างก็ยังดี....


    snack street ที่บุรีรัมย์




     
             ซื้อกลับก็ได้ จิ้มกินที่ร้านก็ได้


    ไปบุรีรัมย์สองวันข้าวเย็นทั้งสองวันคือลูกชิ้นทอด
    ที่นั่นมีลูกชิ้นทอดแบบเทใส่กระทะ พอสุกคนขายก็เอามาเสียบไม้วางให้คนซื้อหยิบ
    ใครสะดวกจะยืนกิน ก็หยิบลูกชิ้นหมู ไก่ ปลามาจิ้มน้ำลิ้มในหม้อตรงหน้า

    แล้วก็เอาเข้าปากแบบร้อนหรือไม่ร้อนแล้วแต่ชอบและแล้วแต่ความสามารถของลิ้น
    ใครอยากจะอิ่มมากขึ้น อร่อยมากขึ้นก็ให้เอาไม้จิ้มแตงกวาหั่นชิ้นที่เขาบริการฟรีเข้าปากไปด้วย


    จะกินร้านไหนดี? ตัดสินใจไม่ได้ชิมมันหมดทุกร้านเลย


    รถเข็นที่ขายลูกชิ้นทอดแบบนี้มีหลายร้าน
    วันแรกเราพบว่ามันมีอยู่ไม่กี่ร้าน แอบชิมทุกร้านก็ยังยืนยันว่าชอบร้านแรกมากสุด
    วันที่สองพบว่ารถเข็นเพิ่มขึ้น ร้านใหม่แปลกตาเข้ามา แอบถามร้านแรกเขาว่าร้านนั้นเก่าสุด
    ส่งพี่เจี๊ยบไปลองชิม เขากลับมาบอกว่า ร้านแรกอร่อยกว่า... 

         
    น้ำจิ้มเผ็ดเจอลูกชิ้นร้อน...จอร์จจริงๆ ปากเจ่อกันไปข้างนึง

    จริง ๆ แล้วร้านแบบนี้มีอยู่อีกหลายที่ นอกจากที่หน้าสถานีรถไฟบุรีรีมย์ที่เราไปแวะ
    ยังมีหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฎ และอีกหลายๆ ที่ในเมือง
    เขาว่ามันมีไว้นัดเจอกันระหว่างหนุ่มสาว วันที่เราไปเป็นวันหยุด จึงเห็นเด็กๆ นักเรียน และหนุ่มสาวบางตากว่าที่ควรจะเป็น
    ยิ่งสงกรานต์เขาว่าจะออกมาขายเร็วกว่าปกติ จากที่เคยออกมาบ่ายสองจะเป็นเที่ยงเพราะเด็กเล่นน้ำก็จะมาแวะกินลูกชิ้นทอด
    จิ้มน้ำจิ้มไป มองตากันไป ดูร้อนดี...เขาว่าฮิตกันในหมู่วัยรุ่นบุรีรัมย์มาก
    ถึงขนาดกาละแมร์ไปถึงถิ่น เก็บเอามาออก "เก็บตก" ด้วยตนเอง

    อันนี้คุณพี่ผู้ชายลูกชายเจ้าของร้านดูภาคภูมิใจมาก....

    ใจเคยเห็นลักษณะของร้านค้าแบบนี้อยู่ที่ปักกิ่ง
    มีคนบอกว่าแถวนั้นเรียกว่า snack street เคยแต่ขับรถผ่านไม่เคยได้มีโอกาสแวะสักที
    เพิ่งรู้ว่าเมืองไทยก็มี กินลูกชิ้นแบบยืนอยู่ที่ร้านแบบนี้...ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องไปถึงปักกิ่งก็ได้
    ไปกินที่บุรีรัมย์ ถามคนแถวนั้นเขาก็จะบอกว่าต้องไปกันที่ไหน 


    แตงกวาที่นี่สดอร่อย และไปที่ไหนก็เจอแตงกวากินฟรีตลอดด้วยเช่นกัน

    วันแรกที่เราไปกิน ความสามารถของกระเพาะทำได้ไม่ถึงสิบไม้
    ก็เล่นกินแตงกวาไปเสียหลายชิ้น ทำเอาจุกพอสมควร แต่ยังมีหน้าไปกินส้มตำ และยำได้อีกสองจาน....

    วันที่สองความพยายามยังไม่ลดละ ยังไปกินต่อ
    หนนี้กินไปคนละสิบกว่าไม้...แถมยังซื้อใส่รถกลับมากรุงเทพฯ ด้วยอีกต่างหาก
    วันนี้ไม่ไปกินร้านไหนแล้ว ยังปักใจอยู่ที่ร้านแรก เพราะเขาทำลูกชิ้นเอง ลูกชิ้น 4 ลูกต่อไม้ แม้จะเล็กกว่าร้านอื่นแต่อร่อยกว่า


    นึกภาพไม่ออกว่ายืนจีบกันหน้าร้านแบบนี้จะเป็นยังไง มองไปที่พื้นเห็นเป็นดวงๆ เลย ดวงของน้ำจิ้ม....


    ทั้งแตงทั้งลูกชิ้นกินรวมกันจนท้องป่อง
    กินไปถามคนขายไป มีใครเคยเอาข้าวมากินด้วยไหม?
    คนขายมองหน้า แล้วตอบกลับว่า "ไม่เคยครับ"
    หน้าตาเขาแสดงออกมาเหมือนกับว่า ไม่เคยมีใครถามคำถามนี้และคงไม่มีใครคิด...เห็นแล้วปวดจิต..ตูคิดได้ยังไง?

    ลูกชิ้นไม้ละสองบาท กินกันจนจุกยังไม่ถึง 50 บาท....
    อยากมีบ้านอยู่ใกล้ๆ จะไปกินให้หน้าเป็นลูกชิ้นไปเลย
    อ้อ...อยากไปยืนจีบหนุ่มหน้าร้านลูกชิ้นด้วย ....โฮะโฮะ

     

    เรื่องของช้อนกลม...





    Open-mouthed ล้างช้อนกลมเอามาตักส้มตำกิน
    ในใจก็นึกถึงว่า ...ทำไมต้องช้อนกลม..
    ช้อนซุปคันนี้ใจใช้มันมานานเกิน 6 ปีแล้วกระมัง
    แต่มันกี่นาน..ที่ใจไม่ทันสังเกตว่าใจหยิบมันมาใช้ก่อนใครเพื่อน
    ช้อนคันอื่นก็ยังอยู่ที่เดิม แต่ช้อนคันนี้จะถูกล้างและเก็บเข้าที่รอใจใช้งานอยู่เสมอ

    ไม่เคยมีใครถามว่า "ทำไม"
    แต่ใจชอบมันมากกว่าช้อนโต๊ะและช้อนแกงรูปทรงปกติ
    มันอาจจะกลมงับได้คำพอดี...ไม่รู้สิ อธิบายยืดยาวก็ไม่มีใครเข้าใจ ยกเว้นคนชอบเหมือนกัน

    หนก่อนพ่อกับแม่มากทม. พ่อเคยได้ทดลองใช้งานมันหนึ่งหน
    ถึงกับออกปากว่า "ชอบ" และ "อยากได้บ้าง"

    แม้พ่อจะชอบช้อนคันนั้น
    แต่ใจก็ชอบมันมากกว่าพ่อ และใช้มันมานาน
    เลยสัญญากับพ่อว่าจะหาคันใหม่ให้แทนอันนี้

    ใจใช้เวลาเดินผ่านร้านขายช้อน ขายส้อมอยู่นานมาก
    พี่เจี๊ยบบอกว่าทำไมไม่ซื้อสักที บางทีเขาก็เอามาบางยี่ห้อมาฝาก
    เราเห็นร้านขายช้อนเป็นไม่ได้ ต้องแวะไปดูเสมอ
    เห็นช้อนกลม ก็ทนไม่ไหวต้องยืนมอง
    ไปต่างจังหวัดไปเจอก็เอาแต่จ้อง
    นานหลายเดือนกว่าจะได้ช้อนกลมสักคันส่งกลับไปให้พ่อที่บ้าน

    วันนี้เอะใจ...เลยยกหูไปหาแม่ แม่รับสายใจก็เอ่ยปากถามทันทีว่า

    "แม่ พี่เคยส่งช้อนกลมไปให้พ่อ มันอยู่ไหนแล้ว?"
    "เออ โทรฯ มาพอดีเลย วันนี้แม่ไปรื้อตู้ ก็เจอว่าพี่สาวเขาเอาไปเก็บไว้ในตู้โชว์"

    มันเป็นความบังเอิญที่เสียงตามสายของใจไปประจวบเหมาะกับเหตุการณ์
    ที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
    แม่บอกว่าพี่สาวเห็นว่าเป็นของใหม่ ด้ามช้อนซุปสวยงาม ถูกใจเลยแอบเก็บไว้ในตู้โชว์
    ตามประสาของคนต่างจังหวัด ซื้อของมาไม่ยอมใช้ เอาแต่วางในตู้อวดคนแถวนั้น
    แม่เห็นว่าเป็นช้อนกลมเลยเอาออกจากถุงไปล้างแล้วเอาไปให้พ่อ
    พ่อเห็นก็ดีใจ บอกว่า "จะเอาไว้ตักแกง"

    ใจบอกแม่ว่าใช้เวลานาน ไม่ใช่เพราะมันไม่มีขาย หายากหรืออะไร
    แต่พิรี้พิไรอยู่นั่นไม่ยอมเสียเงินเลือกมันสักที ใบนี้ใจซื้อมาจากตลาดนัดที่ไหนสักทีนึกไม่ออก
    แต่จำได้ว่าด้ามจับมันเป็นสีฟ้า สวยงาม ถูกใจ เลยหยิบใส่กระเป๋าจ่ายเงินแล้วเดินหนี

    ดีใจที่รู้ว่าพ่อชอบ และดีใจที่ช้อนคันเดิมของใจไม่ถูกพ่อแย่งด้วย...โฮะโฮะ...

    ความเปลี่ยนแปลงบนหลังคา





    ถ้าจะถามว่าสังคมไทยเราจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน
    แหงนดูบนหลังคาก็ได้ มีอะไรบางอย่างที่เป็นสัญลักษณ์
    ที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นเด่นตะหง่านอวดสายตาอยู่ 

    เสาอากาศทีวีกับจานดาวเทียม
    ต่างยุคต่างสมัย
    ใช้งานในวัตถุประสงค์เดียวกัน แต่คุณภาพที่ได้
    และราคาที่ต้องแลกกับคุณภาพที่ได้นั้นต่างกันอย่างชัดเจน



    ซ้ายเก่าและถูกกว่าขวา ขวาใหม่แม้แพง แต่คุณภาพดีกว่า
    แม้ของเก่าจะเริ่มลดน้อยลง ขณะที่แนวโน้มของใหม่เริ่มเข้ามาแทนที่
    แต่อย่างไรเสีย ทั้งสองก็ยังอยู่ตากแดด ตากฝน ตามลม บนหลังคาด้วยกัน
    และต่างก็คุณภาพลดลงทุกครั้งเมื่อฟ้าฝนไม่เป็นใจ....

    เดินผ่านไปทางไหน ก็หันขึ้นมองบนหลังคาบ้าง
    เผื่อจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้น??






    4/6/2008

    บัตรเอกสิทธิ์สำหรับคนขี้หนาว


     


    ขึ้นหัวข้อมาเสียเครียด ใครที่เห็นชื่อเรื่องก็อาจจะพาลหลบลี้หนีหายไม่ยอมคลิกเข้ามาอ่านได้
    แต่ ขอแสดงความยินดีกับท่านที่เสียเวลาอ่านบรรทัดแรก และตัดสินใจจะอ่านต่อไปยังบรรทัดอื่นๆ

    เป็นเวลานานร่วมเดือนแล้ว นับตั้งแต่เดือนทางไปต่างประเทศยาวนาน 15 วันเต็ม
    บวกกับเวลาก่อนหน้านี้นั้นอีกหลายวัน ที่ใจไม่เคยได้ย่างกรายเข้าไปใกล้โรงหนังเลยแม้สักนิด
    แม้จะคิด แต่ก็ไม่เคยได้ทำ มันเป็นความปวดร้าวเล็ก ๆที่ฝังอยู่ในซอกหรืบของหัวใจดวงน้อยๆ
    เมื่อได้ยินใครถามว่า "ไปดูหนังเรื่อง....มาหรือยัง?" หรือ "ช่วงนี้ทำไมไม่ค่อยได้ไปดูหนังเลย??"

    จริง ๆ อยากจะบอกว่า หัวจิตหัวใจมันเรียกร้องอยากจะเสียเงินไปนั่งดูหนังในโรงอยู่เสมอ
    แต่ด้วยภารกิจที่รัดตัว บวกกับค่าตั๋วหนังที่นับวันๆ วันไม่เคยจะลดลง
    สุดท้ายเลยลงเอยด้วยการไม่เคยได้ใกล้โรงหนังเพื่อซื้อตั๋วหนังเข้าไปนั่งดูหนังนั่นเอง

    แต่.....ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ใจก็มีโอกาสได้แวะเวียนกลับไปที่โรงหนังอีกครั้ง
    ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม เคาน์เตอร์หนังก็ยังคราคร่ำไปด้วยหนุ่มสาว วัยกลางคน ไปจนคนแก่ผมหงอก
    หลังจากหาที่จอดรถได้ ใจก็มายืนอยู่ต่อคิวซื้อตั๋วหนังเป็นที่เรียบร้อย

    พนักงานชายของโรงหนังคนหนึ่งยืนแจกแผ่นพับโฆษณาให้ผู้คนที่ยืนรอคิวซื้อบัตรพิเศษ
    บัตรที่ว่าก็เหมือนกับบัตรเติมเงิน หากคุณซื้อคุณจะได้เงินเป็นตัวเลขในบัตรขนาดเท่ากับบัตรประชาชน
    ข้างในระบุวงเงิน 1,000 2,000 และ 5,000 บาท จริง ๆ แล้ว ใจเคยเห็นบัตรแบบนี้มานาน
    ช่วงเวลาของการอกหัก รักคุด บัตรแบบนี้อยู่ในกระเป๋าใจบ่อยครั้งยิ่งกว่าบัตรประชาชน
    เงินเดือนทุกเดือนจะถูกเจียดไปซื้อบัตรเติมเงินที่ว่าอย่างน้อย 2,000 บาทต่อเดือน
    มันมีคุณสมบัติในการเป็นบัตรที่ใช้จ่ายเงินค่าตั๋วหนังในโรงหนังนั้นๆ หรือในเครือเดียวกันได้
    ในเวลาเดียวกันยังสามารถใช้ซื้อข้าวโพดคั่ว น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยวของโรงหนังได้จากบัตรเดียวกัน
    วงเงินจะถูกลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ ตามความเป็นจริง จนกระทั่งไม่มีเงินในนั้นคุณก็สามารถเติมเงินเข้าไปใหม่อีก

    แต่มันต่างกันกับหนก่อนหน้าที่ใจเคยซื้อบัตรแบบนี้มาใช้งานก็ตรงที่
    พนักงานไม่ได้บอกว่ามันมีคุณสมบัติเป็นบัตรที่ใช้จ่ายในโรงหนังเพียงอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน
    แต่เขากับบอกว่า

    "พี่สามารถซื้อตั๋วได้เลยจากตู้ซื้อตั๋วที่ตั้งอยู่ข้างๆ นั่น
    (ว่าพลางก็ชี้โบ้ชี้เบ้ไปยังตู้สี่เหลี่ยมเหมือนตู้เอทีเอ็มที่ตั้งอยู่ข้างช่องขายตั๋ว)
    แถมพี่ยังใช้เป็นบัตรซื้อป๊อบคอร์นได้ พี่ได้รับสิทธิพิเศษแบบ VIP เลยนะครับ
    หนาวก็ขอผ้าห่มจากพนักงานได้ด้วย ข้างในนั้นมันอุณหภูมิตั้ง 20 องศาเลยนะครับพี่
    หากได้ผ้าห่มสักผืน ก็จะดีไม่น้อย เอาไหมครับพี่สักบัตรนะครับ สะดวกนะครับ"

    ไม่เคยมีใครบอกว่าทำไมโรงหนังถึงต้องติดตั้งระบบความเย็นจนคนนั่งชมหนังหนาวสั่นกันทั้งบาง
    หลายคนสันนิษฐานว่ามันเป็นระบบปรับอากาศแบบรวม คือใช้เหมือนกันทั้งห้าง ลดมันจะลดหมด
    บางวันคนเยอะมันจะร้อน บางวันคนน้อยมันจะหนาว ก็ว่ากันไป
    แต่บางคนก็ให้ความเห็นว่า มันช่วยไล่ยุง ไล่แมลงได้ อากาศเย็นๆ แบบนี้แมลงจะไม่กวนคนในโรงหนัง
    จนถึงปัจจุบันอาจจะมีข้อสันนิษฐานได้อีกอย่างหนึ่งว่า

    "มันอาจจะเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของโรงหนังก็ได้นะ มันอาจจะเป็นบัตรเอกสารสิทธิ์สำหรับคนขี้หนาว"
     
    ทำให้โรงหนังหนาว คนจะได้ซื้อบัตรเติมเงิน เพียงเพราะไม่อยากพกเสื้อกันหนาวในหน้าร้อน
    และอยากจะได้ผ้าห่มไปห่มตอนดูหนัง ใช้บัตรบ่อยๆ เข้า  วงเงินในบัตรก็หมด
    กระตุ้นให้คนใช้จ่ายกันเพลิน ไม่ทันรู้ตัว แบบว่าเพลินไป ไม่ทันได้ดูว่าใช้ไปอะไรเท่าไรบ้างนั่นเอง

    แต่ดูเหมือนเขาจะไปถูกทาง เพราะว่าอย่างน้อยตอนนี้เขาก็ได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นหนึ่งคนแล้ว....


    ปล. ใครไปดูหนังที่ดิเอสพละนาด อยากกินป๊อบคอร์น ราคาป๊อบคอร์นที่ซื้อจากเคาน์เตอร์ด้านล่าง
    ไม่เท่ากับราคาที่หน้าโรงหนัง ดังนั้น หากไม่อยากเสียเพิ่ม 10 บาท
    ก็ให้ซื้อจากข้างล่างไป อันนี้พนักงานเขาบอกมา

     

    4/3/2008

    แม่บ้าน ช่างซ่อมสุขา ฉันและยี่ห้อสบู่

     

     
    ใครตาดีจะเห็นถุงเป๊บซี่ของช่างซ่อมสุขาแขวนอยู่ด้วย


    "ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก"
    เสียงเคาะประตูดังขึ้น ฉันซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ข้างใน
    หรี่เสียงเพลงดังลั่นจากลำโพง และเงี่ยหูฟัง ก่อนลุกไปยังที่มาของเสียง

    "เอ๊า พี่อร ช่างมาแล้วเหรอ" ฉันทักทายแม่บ้านของอพาร์ทเม้นท์ที่เหมือนจะใหญ่ที่สุดในซอยนี้
    เธอตั้งใจมาหา พร้อมกับช่างซ่อมสุขาที่ฉันได้แจ้งความจำนงให้เรียกมาพบ
    "ใช่ มาแล้ว ไหนห้องน้ำที่ว่าอุดตัน"
    พี่อรทักทาย แล้วก็เดินนำหน้าช่างวัยกลางตรงดิ่งไปยังห้องน้ำที่อยู่ด้านในสุดของตัวห้อง

    เมื่อสองวันก่อน ฉันปวดเศียรเวียนเกล้ากับห้องน้ำของตัวเองพอสมควร
    หลังจากทะลึ่งทำสบู่ก้อนโตหลุดมือตกลงไปในชักโครก
    สบู่ก้อนใหญ่ เพิ่งแกะจากกล่องมาไม่นาน ไปนอนราบ
    แผ่หราในห้องน้ำ กดมันจะเข้าไปว่ายน้ำตาท่อทางเดินของชักโครก
    แล้วก็ส่งผลร้ายแรง เมื่อทำให้ชักโครกกดไม่ลงอย่างที่เคย

    "กดไม่เห็นจะได้เลย" ช่างพูด
    "ก็มันกดไม่ได้นั่นแหละ หนูถึงจนปัญญาต้องเรียกช่าง"
    "โอ้ย น้องเอ้ยพี่เจอมาสารพัดแบบแล้วไม่อยากจะบอกว่าตึกนี้นะพี่รื้อชักโครกมาเป็นสิบห้องแล้วมั้ง
    น้องคนนึงเพิ่งถูกอาเฮียเจ้าอพาร์ทเม้นท์ด่าไป ในฐานะที่ไม่บอกความจริง ว่ากดเอากางเกงบ็อกเซอร์ลงไปทำให้ส้วมตัน
    ก็แฟนเธอซักกางเกงบอกซ์เซอร์แล้วหลุดลงชักโครก แล้วดันไม่เก็บขึ้น แต่เลือกกดชักโครกแทน
    แค่นั้นแหละ ล้นเลย เรารื้อมาเจอกางเกง เถียงไม่ออกเลย โดนลุงด่าเลย วันก่อนพี่ก็ยังเจอไม้หนีบในห้องของน้องผู้หญิงคนหนึ่ง
    ห้องชั้น 2 ไม่รู้ล้างห้องน้ำแรงไปหรือเปล่า ทำหัวแปรงขัดห้องน้ำแบบที่เป็นลวดหลุดลงชักโครกไปทั้งพวงเลย ตันเลยทีนี้
    น้องนี่ยังดีนะ เป็นสบู่ อาจจะง่ายก็ได้ เดี๋ยวพี่จัดการให้"
    "เออ พี่ หนูไม่ดูนะ หนูยังไม่ได้กินข้าวเที่ยง"
    ประโยคปิดท้ายเป็นของพี่อร แม่บ้านอพาร์ทเม้นท์ ฟังแล้วดูจริงใจดีพิกล

    เราต่างนั่งเงียบทำงานของตนเหมือนรู้หน้าที่ ถ้าคนในประเทศทำแบบนี้
    โลกจะสงบสุข คนขับแท็กซี่ก็ขับไปไม่หวาดเสียว
    คนขายก๋วยเตี๋ยวก็ขายไป ไม่ใช่คนขับแท็กซี่ไปรับจ้างเป็นม็อบประท้วง
    หรือคนขายก๋วยเตี๋ยวจ้องแต่จะด่าลูกค้า มากกว่าจะขายก๋วยเตี๋ยว

    ผ่านไปร่วมสองชั่วโมง กว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้น
    ฉันเห็นช่างซ่อมเคาะเสียงดัง "ป้อกๆๆๆ " แว่วมาจากห้องน้ำ
    พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศ แบบที่ใช้นิ้วกดเป็นครั้งคราวยามที่ต้องการลอยมาตามลมเป็นระยะๆ
    ฉันเดาว่าช่างคงจะทนกลิ่นไม่ไหว เลยใช้นิ้วกดเครื่องปล่อยน้ำหอมในยามที่เขาต้องการ

    "ก๊อก ก๊อก ก๊อก"
    "เอ๊า พี่อร ว่ายังไง"
    "เสร็จหรือยังห้องน้ำ"
    "ใกล้แล้วมั้ง หนูไม่ได้ดูเลยไม่กล้า พี่ดูสิ"
    "พี่ใจ เสร็จยัง"
    ฉันได้ยินชื่อช่างซ่อมสุขาเป็นหนแรก ชื่อมันทำไมช่างมาคล้ายคลึงกับฉันด้วยความบังเอิญ
    "เสร็จแล้ว" เสียงช่างลอดมาจากห้องน้ำ"
    "ไหน พี่หนูดูสบู่หน่อยสิ" ฉันวิ่งตามพี่อรไปดูผลงาน
    "นี่ไงล่ะ สบู่....ก่อนไม่กี่บาท น้องต้องเสียเงินค่าซ่อมสุขา 500
    ว่าแต่น้องใช้สบู่ยี่ห้ออะไรเนี่ย อุดชักโครกได้ดีขนาดนี้ พี่จะได้ไม่ต้องซื้อมาใช้"

    เรื่องมันก็เป็นแบบนี้ สบู่ยี่ห้ออะไรนี่ ดราโนก็แล้ว
    เปลี่ยนยี่ห้อน้ำยาก็แล้วไม่ละลาย สุดท้ายต้องรื้อชักโครก แล้วโบกปูนใหม่???