Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    4/28/2007

    จดหมายถึงแม่ 1

     

    กราบเท้าคุณแม่ที่เคารพรักของลูก

    นี่เป็นจดหมายฉบับแรกในรอบหลายเดือนที่ลูกได้เขียนถึงแม่
    หลังจากที่เราห่างเหินการเขียนโต้ตอบด้วยจดหมายมานานไม่น้อย
    เพราะเราหันไปใช้โทรศัพท์ที่ใช้มือถือแนบหู
    พูดคุยสนทนาส่งเสียงวาจาเจื้อยแจ้วแทนการจรดปากกาบนกระดาษสีขาว
    และส่งผ่านบุรุษไปรษณีย์

    ลูกคิดว่าแม่คงดีใจที่เนื้อหาในจดหมายไม่ได้ระบุจำนวน
    ตัวเลขของเงินที่อยากจะขอยืมมาใช้ประกอบชีวิตประจำวันแต่อย่างใด
    และแม่ก็คงจะภูมิใจที่เนื้อหาจดหมายฉบับนี้เต็มไปด้วยสาระ
    เพราะนั่นหมายถึงว่า
    ลูกของแม่ยังใช้สมองซีกซ้ายไปกับ
    การคิดคำนวณเรื่องที่มีประโยชน์อยู่บ้าง
    นอกเหนือจากการใช้เพียงสมองซีกขวา
    ไปกับการจินตนาการหรือสร้างสรรค์เพียงเท่านั้น

    ลูกสาวของแม่ตัดสินใจเขียนจดหมาย
    ลงหน้ากระดาษถึงแม่ที่รักยิ่งของลูกในทันที
    ที่ข่าวต้นชั่วโมงของช่อง 3 จบลง
    ผู้ประกาศข่าวสาวสวยรายงานข่าวรอบโลก
    ให้ลูกได้ทราบข่าวดียิ่งสำหรับเราแม่ลูกว่า
    ขณะที่โลกกำลังวุ่นวาย รอบเดือน
    รอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีแต่ข่าวการสูญเสียของชีวิต
    และทรัพย์สินสำคัญหลายอย่าง
    ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิตลงของ บอริส เยลซิน
    ประธานาธิบดีคนแรกของรัสเซีย
    เยลซินจบชีวิตในวัย 76 ปีของเขาด้วยอาการหัวใจล้มเหลว
    แม้รัฐบาลจะจัดงานยิ่งใหญ่ระดับรัฐ
    และมีประธานาธิบดีหลายประเทศเข้าร่วม
    แต่นั่นก็ยังคงเป็นการสูญเสีย
    ที่ยังความโศกเศร้ามาให้คนในประเทศรัสเซียอยู่ดี

    ข่าวที่ไม่น่ายินดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ
    ตอนนี้ตำรวจสหรัฐเพิ่งจะนับลูกกระสุนของโช
    หนุ่มชาวเกาหลีใต้ที่ย้ายครอบครัวไปพำนักในสหรัฐ
    และได้ก่ออาชญากรรมที่ร้ายแรงยิ่ง
    ด้วยการปลิดชีพเพื่อนและอาจารย์ร่วมสถาบันไปถึง 32 ราย
    และยิงตัวตายตามเป็นศพที่ 33 ได้ครบถ้วนถึง 170 กว่าลูก
    โดยลูกกระสุนทั้งหมดถูกยิงไปในเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น.....
    น่าเศร้าไหมคะแม่ กระสุนแค่นี้ฆ่าคนตายไปตั้ง 33 ศพแน่ะ ....

    แต่ข่าวดีที่แทรกอยู่ระหว่างข่าวร้ายทั้งหมดก็คือ
    เมื่อไม่นานมานี้นักดาราศาสตร์เข้าค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่ค่ะแม่.....

    มันไม่สำคัญหรอกค่ะว่าใครจะพบดาวเคราะห์ดวงใหม่ที่ไหน
    แต่มันสำคัญที่ว่าแม้มันจะอยู่ไกลถึงขนาด
    ไม่ได้อยู่ในระบบสุริยะจักรวาลเดียวกันกับเรา
    แต่กลับมีลักษณะเหมือนกับว่า
    เราจะได้ย้ายบ้านใหม่ไปอยู่บนนั้นได้ต่างหากล่ะคะ

    ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ และน้ำ
    เราอาจจะเจอได้บนดาวเคราะห์ดวงใหม่ที่เรียกชื่อยาก
    จำไม่ง่ายเหมือนไอมันนี่หรือไอพริกไทยหมาบ้านเรานัก
    เพราะมันชื่อ "ดาวฤกษ์ Gliese 581"

    บอกตรงๆ ค่ะแม่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มดาวว่ามันอยู่ตรงไหน
    หากไกลจากโลกของเราเท่าไร
    เขตแดนวงโคจรอันใดคือที่อยู่ของเจ้า
    ดาวฤกษ์ Gliese 581 นี้
    ลูกก็มิอาจจะจำได้แม่นนัก จำได้แค่ว่า....
    มันมีน้ำและมีอุณหภูมิที่พอเหมาะ

    ข่าวดีใช่ไหมคะแม่
    อย่างน้อย เราก็มีความหวังขึ้นมานิดนึง
    และหวังต่อไปว่านักดาราศาสตร์จะรีบเร่งค้นคว้า
    และเดินทางไปสำรวจดาวใหม่ที่ว่านี้เร็ววัน
    และกลับมาพร้อมกับข่าวดีว่า
    แท้ที่จริงแล้วเราก็ไปอยู่บนนั้นได้เช่นเดียวกันกับโลกใบนี้....

    ขณะที่ทั้งแม่และลูกกำลังตั้งตารอคอย
    ให้ได้เห็นดาวดวงใหม่กับตาตัวเองอยู่นี้
    ข่าวดียิ่งกว่าค่ะแม่....
    เมื่อวานนี้รายการเมก้า เครเวอร์ ช่อง 9
    ทำให้ลูกไขปริศนาที่ค้างคาใจมานานหลายเดือนลงไปแล้วค่ะแม่

    ก่อนหน้านี้เราคิดว่าไอมันนี่
    หมาปั๊กบ้านเรามันไม่ยอมเล่นลูกบอล
    เพราะบอลไม่ใช่สีแดงใช่ไหมคะ
    แต่เมื่อวานนักวิทยาศาสตร์บอกเราแล้วค่ะแม่
    ว่าหมาน่ะมันตาบอดสีแดง มองไม่เห็นสีแดงต่างหาก....
    เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะบอลสีไหน มันก็เล่นค่ะแม่
    ขอให้มีเสียงแอ๊บ แอ๊บก็พอ....
    ฝากบอกพ่อด้วยนะคะ ข่าวดีทีเดียว....

    สุดท้ายนี้ ลูกอยากจะบอกแม่ว่าลูกจะโอนเงิน
    เข้าบัญชีของพ่อสิ้นเดือนนี้ตามสัญญา
    ที่ทำกันมาตั้งหลายปีตามเดิมนะคะ...
    หวังว่ามันไม่ใช่ข่าวดีเฉพาะหน้ายิ่งกว่า
    การที่มนุษย์โลกค้นพบดาวดวงใหม่ที่มีน้ำที่ว่า
    กับข่าวที่หมามันนี่มันตาบอดสีแดงนะคะแม่.....


    รักแม่เสมอ
    ลูกสาวของแม่บนโลกใบเดิม


    ปล. ลูกหวังว่าจะได้ส่งจดหมายอีกหนึ่งฉบับ
    ตามมาให้แม่ หากว่ามีข่าวดียิ่งกว่าเร็วๆ นี้....

    4/27/2007

    โอว้ Mega Clever ...เธอทำให้ฉันหายโง่ดีแท้


    เพิ่งจะถึงบางอ้อก็เมื่อวานหัวค่ำ
    ระหว่างที่กำลังคิดอยู่ว่าจะทำอะไรให้หายกลัวจากฟ้าร้องฟ้าแลบดี
    ก็ตัดสินใจหยิบรีโมททีวีมาเปิดรับชมรายการบันเทิงจากฟรีทีวีไปเรื่อยๆ
    กดไปจ้ะเอ๋กับรายการ Mega Clever ฉลาดแบบบรรพบุรุษ
    จากช่องเลข 39 ในรีโมท
    แต่ขอโทษจริงๆ แล้วมันเป็นช่องเก้าของไทย....

    ที่ว่าบางอ้อนั่นอ่ะ คือเพิ่งจะรู้ว่าที่เข้าใจมาตลอดว่า
    ไอหมาปั๊กชื่อมันนี่ของใจมันชอบลูกบอลสีแดง
    ที่มีเสียงแอ๊บแอ๊บด้านในน่ะผิดถนัด
    จริงๆ แล้วหมาน่ะมันตาบอดสีแดงทั้งตระกูล....มองไม่เห็นสีแดง
    แสดงว่า...ไอมันนี่มันแค่ชอบที่มันเป็นบอลกลิ้งได้
    และก็มีเสียงแอ๊บแอ๊บด้านในก็เท่านั้น...
    นี่เข้าใจผิดกันทั้งบ้านเลยนะเนี่ย
    ก็อุตส่าห์ไปหาบอลสีแดงให้มันตั้งนาน
    แวะร้านขายอุปกรณ์ของเล่นหมามาก็ตั้งหลายหน..ดูเด๊ะ....
    เลยทำให้เหนื่อยฟรีเลย...
     

    พิธีกรภาคสนามสุดบ้าระห่ำ และสุดแสนจะลงทุน
    ขนาดแค่จะดูว่าหน้าเราย่นเพราะสภาพไร้น้ำหนักเพราะอะไร
    ยังลงทุนขนาดขึ้นจรวดบินไปนอกโลก
    แล้วดิ่งหัวจรวดลงมาให้เกิดสภาพไร้น้ำหนักหรือ G ....
    ลำบากชีวิตมากกว่าจะได้คำตอบทางวิทยาศาสตร์มายืนยันหนึ่งอย่าง

    หนนี้พิธีกรเดินทางออกไปนอกสถานที่เพื่อพิสูจน์ว่า
    แท้ที่จริงแล้ว วัวหนุ่มที่มาธาดอร์เอาผ้าสีแดงล่อน่ะ...
    มันเกลียดผ้าสีแดงจริงหรือไม่
    ลองเอาผ้าสีแดงสะบัดกลางฝูงวัว มันก็ไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้น
    แถมยังยืนนิ่งดูพิธีกร ในใจคงแอบนึก "มันทำบ้าอะไรอยู่....."
    พิธีกรเลยลองเอาผ้าสีน้ำเงินมาลองสะบัดมั่ง....
    มันก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    คำตอบที่ได้ก็เลยทำให้ใจฉลาดขึ้นอีกตึ๋งนึง...
    เพิ่งจะมารู้ว่าจริงแล้วๆ วัวน่ะมันไม่ได้เกลียดสีแดงจนวิ่งเข้าชนมาธาดอร์
    เพราะแท้ที่จริงมันก็เหมือนไอมันนี่ที่มองไม่เห็นสีแดง
    ตาบอดสีแดงนั่นแหละ
    ที่วิ่งชนคนในคอกนั่นอ่ะ เพราะว่ารำคาญไอผู้ชายแต่งตัวโบราณ
    เอาผ้ามาสะบัดพรึ่บๆๆ แถมยังเอาดาบมาแหย่ก้นอยู่ได้
    หันไปมอง หันไปค้อนแล้วก็ยังไม่หยุด ตูเลยวิ่งชนซะเลย

    โอว้ Mega Clever.......เธอทำให้ฉันง่ายโง่ดีแท้

    4/26/2007

    กำลังใจจากใครบางคน....



    หายไปหลายวัน
    ด้วยธุระปะปังที่ยังไม่ทราบชะตาว่าผลจะออกมายังไง
    และยังต้องใช้เวลาอดทนรอคอยให้มันออกมาอย่างที่หวัง

    ระหว่างวันแม่ก็โทรฯ มาหาตลอด
    คุยกับแม่ทุกวัน เพราะแม่คงดูออกว่าใจคงเครียดๆ ไม่น้อย
    และทุกครั้งที่แม่โทรฯ มาหาก็จะมีพ่อนั่งอยู่ข้างข้างฟังเพลงแม่คุย

    สักพักก็ต้องเรียกพี่สาวคนโตออกมาคุยด้วยเป็นคิวต่อไป
    คุยกันได้สักพัก ใจก็มักจะวางสายจากพี่สาว
    และฝากดูแลแม่กับพ่อด้วยทุกครั้ง

    วันนี้ก็เช่นกัน......มันก็ยังเป็นแบบนั้น
    แม่ก็ยังโทรฯ มาหา แต่หัวข้อสนทนา
    มันมากกว่าการถามว่าอยู่ที่ไหน กินข้าวกับอะไร
    ร้อนไหม เหนื่อยไหม เบื่อไหม เหงาไหม
    แต่ใจเล่าเรื่องราวที่เจอมาวันนี้ให้แม่และพี่สาวฟังค่อนข้างยาว

    ทุกคนตื่นเต้นกับข่าวที่ใจเล่าให้ฟังไม่น้อย
    และก็ต่างอดทนรอคอยให้ใจบอกข่าวคราวบางอย่างให้รู้ด้วยวันพรุ่งนี้

    อาการเบื่อๆ ที่ค้างมาตั้งแต่หัววันหายไปปลิดทิ้ง
    ที่เหนื่อยๆ ท้อๆ กับเหตุการณ์ประจำวันเริ่มผ่อนคลาย
    ที่กำลังเหงา และกำลังกลัวฟ้าแลบ ฟ้าร้องก็เกลี้ยงไปซะแระ
    และแค่คิดว่าจะได้กลับบ้านอีกหนเดือนหน้าที่จะถึงก็อุ่นๆ ที่หัวใจแฮะ

    แม่จ๋า พ่อจ๋า พี่จ๋า ใจ๋อยากกลับบบ้าน
    แต่จะกลับไปพร้อมข่าวดีเน้อ.....

    4/22/2007

    ตัวอาราย?


    นั่งวาดไปตั้งนาน
    ยังคิดอยู่ว่าตัวเองเริ่มสับสน
    กับการวาดตัวสัตว์
    วันก่อนวาดเป็ดเป็นไก่
    กะวาดเป็ดแต่ทะลึ่งใส่หงอน
    แล้วก็ตอนวาดขาดันทำให้มันยาว....
    เป็นไก่ขายาวมีหงอนซะงั้น

    วันนี้วาดหมา...
    มันออกมาเป็นตัวนี้
    ถามคนอื่นมีแต่คนว่ามันเป็นวัว
    โอว้....มั่วแล้วเรา

    กระสอบบิน


    เมื่อกลางวันลงไปซื้อสไปร์ทในเซเว่น
    ออกจากร้านวิ่งหน้าตั้งเข้าที่พัก
    ระหว่างทาง...เห็นมอเตอร์ไซค์วิ่งสวนทางมาแต่ไกล
    ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา อ้ะ...........
    กระสอบอะไรไม่รู้ขาวๆ บินฟิ้ววววววววว
    เห็นอีกทีก็มาหล่นอยู่ตรงหน้าเท้าของเราซะยังงั้น

    ก้มลงมอง..เย็นวาบทันที
    ที่แท้กระสอบน้ำแข็งหล่นจากหลังเบาะของท่าน
    หล่นที่ตรงหน้าเท้าของใจพอดิบพอดี

    โชคดีน้ำแข็งมันทุบแล้ว...หากว่าเป็นก้อนอยู่ล่ะมันส์แน่วันนี้
    ยังไม่ทันได้ยกเท้าออก ยายร้านเครป แม่พี่ร้านเครปก็พูดให้ได้ยินว่า
    ดีนะไม่โดนคนแก่.....
    ใจหันไปมองหน้าพร้อมกับพูดว่า...มันโดนเท้าหนูอ่ะยาย..

    โชคดีไม่บาดเจ็บตรงไหน อาศัยว่ามันเย็นเลยยกโทษให้
    คนขับไม่หล่อหรอก แต่เห็นขอโทษเป็นการใหญ่ก็เลยปล่อยตัวไป


    ปล. ยากได้ปากกาวาดการ์ตูนมาฉับพลัน
    สงสัยต้องเจียดเงินค่าขนม
    ไปหาซื้อสักอันแล้วล่ะมั้ง...
    มันจะแพงไหวว้า
    ถ้าหากว่ามันเกินพันม้ะเอาละ
    ใช้เมาท์มันต่อไป โฮะโฮะ

    lomo seasonII

     


    นั่งอัพโหลดภาพขึ้น space ไม่ได้..
    ขอแปะอย่างนี้ก่อนละกัน
    เอาไว้เค้าอนุญาตหรือเปิดทางให้ภาพขึ้นได้เมื่อไร
    ค่อยเอามาใส่ในอัลบั้มเนอะ...

    ร้อนทุกหนแห่ง

    ร้อน....
    ไม่รู้จะบรรยายสรรพคุณ
    ของพระอาทิตย์ในหน้านี้ยังไงดี
    แต่มันได้เปล่งแสงได้เต็มอัตรา
    ส่งแสงอุลตร้าไวโอเลตออกมาเต็มที่
    กะให้คนทั้งปฐพีได้เหงื่อเล็ดไปตามๆ กัน


    เมื่อวันก่อนไปกินไดโดมอนกะไอม่วยและไอไฝ
    เดินผ่าน Watson เห็นครีมกันแดดราคาถูกใจ
    เลยหยิบเอามาซะหนึ่งหลอดติดมือ...
    เมื่อวานก่อนออกจากบ้านไปกินข้าว
    จัดการทามันบนแขน....

    กางร่มสำทับอีกต่อ เพื่อไม่ให้ดำไปกว่านี้
    ฟะ...ต่อยกันเลยดีกว่า
    ไปถึงจัสโก้ปากซอย..ลิ้นห้อย
    เสื้อเปียก....เกือบเป็นลม
    จากร้อนไปจ้ะเอ๋ลมแอร์เย็นๆ ในห้าง
    ....กลับมาถึงห้องสลบเหมือด....

    สองวันก่อนแอบดีใจ
    ฝนจะตก กะนอนให้เย็นสบายใจ...
    ที่ไหนได้มันครืน ครืน แล้วมันก็หายวับ
    กลับมาแดดเหมือนเดิม....ซะยังงั้น

    เมื่อคืนก่อนระหว่างการนอนหลับสลบไสล
    อยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่ามันร้อนมาก...หายใจไม่ออก
    แต่ด้วยอาการกึ่งหลับกึ่งตื่น
    ทำได้เพียงผงกหัวขึ้นมามอง....
    เกิดอะไรขึ้นกับพัดลม

    ทั้งห้องมืดมิด ข้างนอกก็มืดมิดผิดกับทุกวัน
    ที่มักจะมีแสงลอดหน้าต่างเข้านิดนิด
    พัดลมก็ดับสนิท ไม่ส่ายหน้าอย่างเคย

    สักพักได้ยินเสียงเฮ.....
    ทีวีใจเปิดขึ้นมา พัดลมส่ายหน้าอีกหน
    ไฟดับ.....มันดับได้ทุกวี่ทุกวัน
    ดับตอนไหนไม่ดับ ดับตอนที่ร้อนตับสุก

    เฮ้อออออออออออ ร้อนเจ้ยยยย
    ไปทางไหนก็ร้อน
    เข้าห้าง ออกนอกห้างก็ร้อน
    ในห้องก็ร้อน นอกห้องก็ร้อน...
    ในใจก็ร้อนนนนนนนนนนนนน
    มันร้อนไปทุกหนแห่งจริงจริง

    4/19/2007

    วาดรูปปลากันม้ะ??



    สะกดคำว่าเกล็ดปลา เป็น เกร็ดปลาซะงั้น...ช่างเหอะ
    มันต้องแก้ใน photoshop ขี้เกียจแระ....แหะ แหะ

    font ใหม่และปากกาบน MSN Messenger


    ไปดาวน์โหลด font ใหม่มา
    เป็น font iannnnnGMO
    กะ ah_lugdek
    เห็นว่าน่ารักดี...เลยขอหยิบยืมมาลองดูบ้าง
    ทานข้าวเสร็จ
    พุงกำลังการ ทางการแพทย์บอกว่าอย่าเพิ่งอาบน้ำ
    แม้จะอยากอาบแทบตายก็ให้กลั้นใจไว้ก่อน
    ไม่ยังงั้น อาหารอาจจะไม่ย่อย....

    ระหว่างการรออย่างทรมาน..
    ก็เลยหันมาทดลองติดตั้ง font ใน photoshop
    เอามาลองทำไอนี่...




    และก็ทำเผื่อดาวอีกหนึ่งอัน..ด้วย
    เราสองคนเลยน่ารักกันทั้งคู่
    บนหน้า display Msn Messenger อิอิ

    หลังจากนั้นใจกับดาวก็เริ่มหันมาสนใจอย่างอื่น..
    นั่นก็คือ ฟังก์ชั่น ดินสอ ปากกาในหน้าจอ Msn Messenger
    ใจก็เลยวาดโชว์ซะเลย...ด้วยไอนี่...



    แต่สุดท้ายดาวดันใช้ Msn Messenger เวอร์ชั่นเก่า
    เลยอด...โฮะโฮะ....

    คุณป้าขอร้อง....

    ระหว่างทางจากออฟฟิศมาบ้าน..
    อาการท้องเสียที่กำเริบมาตั้งแต่ช่วงสาย...
    ทำให้ต้องตัดสินใจเลี้ยวเข้าไปร้านขายของชำข้างๆ
    มันเป็นร้านขายของชำสองร้านสุดท้าย...ในระแวกนี้
    ไม่รู้เป็นอะไร มันมีสองร้าน แต่ร้านซ้ายมือจากออฟฟิศ
    มักเป็นร้านตัวเลือกในหัวสมองอยู่เสมอ
    ร้านขวามือไม่เคยแม้แต่จะคิดซื้อ....
    นี่ล่ะนะ...เขาว่าเมื่อเราต้องชะตากับอะไรแล้ว
    หาได้แคล้วจากมันไม่...ร้านขายของชำก็เหมือนกัน...

    ป้าตัวผอม..ใส่แว่นโตโต (กรุณาจินตนาการตามหากจำเป็น)
    ใส่เสื้อลายดอก กระโปรงจีบรอบตัว...
    ออกมาต้อนรับ พร้อมถามว่า วันนี้เอาอะไรหนู
    และต่อไปนี้มันคือบทสนทนาของป้าและใจ....

    ใจ : หนูอยากได้ยาคูลท์ สองขวดและก็สไปร์ทใส่ถุงค่ะป้า
    หนูท้องเสียค่ะป้า คิดว่ามันจะช่วยได้บ้าง
    ป้า : เอ้าาาา แล้วไหนใครว่าท้องผูกก็กินยาคูลท์ไงมันจะช่วยระบาย
    ใจ : หนูเคยได้ยินมาอ่ะป้า เขาว่าแลคโตบาซิลัสในยาคูลท์มันช่วยทั้งระบาย
    และระงับอาการท้องเสียได้เหมือนกัน เขาว่ามันมีคุณสมบัติพิเศษ
    วันก่อนหนูก็เถียงกับพี่คนนึงแบบนี้แหละ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่กินแบบที่หนูบอก
    ป้า : ป้าก็เพิ่งจะเคยได้ยินจากหนูนี่แหละ (ป้าทำท่า...อีนี่มันแปลก)
    ป้า : แล้วสไปรท์นี่ใส่น้ำแข็งไหม
    ใจ : ใส่ค่ะป้า
    ป้า : เอ้าาา ท้องเสียแล้วใส่น้ำแข็งทำไม มันไม่สะอาดนะ
    ท้องเสียเนี่ย เราต้องทำให้ท้องเราสะอาดไม่ใช่เหรอ
    ใจ : เอ้า เหรอคะ น้ำแข็งมันไม่สะอาดเหรอ....
    (แอบหลอกด่าขายน้ำแข็งไม่สะอาดนี่หว่า)
    ป้า : ใช่น่ะสิ อย่าใส่เลย
    ใจ : .......

    เดินจากป้ามาพร้อมยาคูลท์ ที่ยังไม่ได้กินจนถึงตอนนี้
    และมีน้ำสไปรท์ใส่ถุงไม่มีน้ำแข็งติดมือมาด้วย...
    และก็ยังท้องเสียเหมือนเดิม.....ขอบอก

    +++++++++++++++++++++++++++

    ปล.วันนี้ลืมหยิบกล้องถ่ายภาพป้ามาประกอบ วันหลังจะเอามาแปะนะ...

    อะไรบางอย่างเกิดขึ้นที่ใต้ดิน

    เมื่อวานเย็น ใช้รถไฟฟ้าใต้ดินเดินทางไปจตุจักร
    ตู้รถไฟฟ้าใต้ดินช่วงสองโมงครึ่งคนไม่เยอะ
    เหมือนกับช่วงเช้า...ที่เบียดกันจนไม่ต้องเกาะอะไร

    ที่สถานีสุทธิสาร มีเด็กตัวเล็ก...
    พี่เจี๊ยบบอกว่าท่าจะเป็นเด็กก่อนอนุบาล
    เข้ามานั่งๆ กับคุณพ่อ ...ที่ดูท่าแล้วน่าไปรับกลับจากโรงเรียน
    ไอตัวเล็กพูดเป็นต่อยหอย
    ตั้งแต่สถานีสุทธิสาร ไปจนถึงพหลโยธิน
    เอาแต่เกาะเสาเต้น...มีพ่อมองดู...
    "จาปายสถานีพาหลโยธินนนนนนนน"
    นี่คือเพลงที่เธอใช้ประกอบการเต้นเกาะเสา....

    ใจไม่สนใจหรอกการเต้นการร้อง
    แต่สนใจไอป้ายห้อยคอนั่นต่างหาก
    นึกว่าเอาป้ายพนักงานพ่อมาแขวนคอ
    แต่มองไปอีกทีที่สายมันเป็นชื่อโรงเรียนอนุบาล
    แถมรูปหน้าและชื่อ ดั้นเป็นชื่อไอตัวเล็กซะยังงั้น...
    จำได้ว่าสมัยเด็กๆ ไม่เคยใส่แฮะ
    กว่าจะได้ใส่ป้ายห้อยคอแบบนี้ก็ตอนทำงานละ...เอิ้ก...
    โลกมันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ แฮะ
    แม้แต่เด็กเล็กก็ยังต้องห้อยคอเอาไว้
    แต่ให้เดาคงไม่ใช่เพื่อเอาไว้เข้าโรงเรียนได้หรอกมั้ง
    แต่คงเอาไว้กันเด็กหายมากกว่า....รึป่าวนะ???

    4/17/2007

    4+10+2+5+2+0 = 23 .....ตูว่าแล้ววว


    รู้สึกเครียดๆ กับอะไรบางอย่าง
    จนต้องตัดสินใจออกนอกที่พักกระทันหัน
    ใช้เวลาเดินจ้ำพอเหงื่อออกไม่กี่นาทีก็ไปอยู่หน้าโรงหนังของดิเอสพลานาด
    สำรวจด้วยสายตามีเพียง "Number 23" เท่านั้น
    ที่ใกล้ความเป็นจริงกับเวลาในนาฬิกาข้อมือมากที่สุด

    ใจรีบตรงรี่ไปที่เคาน์เตอร์
    แจ้งพนักงานอยากดูหนังเรื่องนี้
    พนักงานดูนาฬิกา แล้วหันมาบอกว่า
    "กำลังฉายตัวอย่างหนังครับ เข้าทัน"
    เวลาหน้าตั๋วหนัง 14.30 แต่ตอนนี้มัน 14.45 เข้าไปละ
    คอแห้งผากด้วยเพราะอากาศร้อนอบอ้าวนอกโรงหนัง
    แต่เมื่อเวลาไม่เป็นใจ เลยต้องเข้าโรงหนังก่อน
    แล้วแก้ไขด้วยการอมลูกอมแทน.....

    แถว C6 คือที่นั่งสำหรับคนชมหนังคนเดียวอย่างใจ
    ขณะที่ข้างๆ กายเป็นคู่หนุ่มสาว...
    ที่มีเรานั่งคั่นกลางความสุนทรีย์เอาไว้
    แต่ด้วยความไม่มั่นใจในที่นั่งของตนเอง
    ใจเลยหันไปถามผู้หญิงข้างๆ ว่า...
    "ขอโทษนะคะ..นี่แถว C รึเปล่าคะ?"
    เธอหยิบตัวหนังมาดูแล้วก็ตอบว่า "ค่ะ"
    ค่อยยังชั่ว...กลัวโดนไฟฉายส่องหน้า
    แล้วก็ประจานว่า "นั่งผิดที่ครับ" เป็นบ้าเลยเรา...

    เป็นเวลานานเท่าไรแล้วนะ
    ที่ไม่ได้ไปดูหนังเพียงลำพังเช่นนี้
    เป็นเพราะมีคนอาสาจะไปดูหนังด้วยตลอด
    การดูหนังเลยเป็นกิจกรรมต้องห้าม...ทำลำพังไปเสียแล้ว
    แต่แล้ววันนี้กำแพงนั้นก็พังทลาย...เพราะใจก็เลือกจะไปมันคนเดียวซะยังงั้น
    และก็ดันทะลึ่งมาเลือกดูหนังเรื่อง Number 23 ซะด้วยซวยแล้ว..น่ากลัวนี่หว่า

    Number 23 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหวย หรือล็อตเตอรี่หรอก
    แต่เนื้อหาออกจะสยองขวัญ กระตุกขุมหนวด ขุมขนได้ดีไม่น้อย
    เห็นสาวและหนุ่มข้างๆ อิงแอบแนบชิด คอยกุมมือเมื่อเกิดฉากกำลังน่ากลัว
    ก็นึกถึงตัวเอง...ตอนนี้มีเบาะพนักนิง และกระเป๋าสีแดงคู่ชีพช่วยปลอบขวัญ
    หนักข้อเข้า หนังน่ากลัวเกินจะห้ามใจ...ก็ตัดสินใจยกมือบังตาซะให้รู้แล้วรู้รอด
    ตัวหนังราคา 160 ...วันนี้ใช้สิทธิ์ไม่คุ้มค่า แค่ 140 บาทล่ะมั้ง..ที่เหลือมือบัง..

    จิม แครี่ พระเอกหนัง...ผู้นำบทบาทของชายผู้หลงใหลคลั่งใคล้
    ในหนังสือชื่อ "Number23" ที่ภรรยาซื้อให้ในวันเกิดของเขา
    แต่เรื่องราวไม่ได้เริ่มจากหนังสือหน้าปกสีแดง...และเขียนเอาหน้าปกว่า
    หนังสือที่อ่านด้วยความลุ่มหลง แต่อย่างใด....
    ...มันเริ่มจากอดีตทั้งหมดของเขา....
    แต่รวบรวมมันมาเก็บไว้หนังสือเล่มนี้....

    ขึ้นต้นมาก็ดีแระ...ตัวหนังสือของซับไตเติ้ลกินใจเอามากมาก
    ใจหลงใหลคลั่งใคล้มันไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    เรื่องราวของหนัง เกี่ยวพันกับตัวเลขที่ไม่ว่าจะทำการ
    บวก ลบ คูณ หาร หรือผ่านกระบวนการคณิตศาสตร์ทุกประการ
    แต่ผลลัพธ์ท้ายที่สุดก็มักจะเป็นเลข "23" อยู่ทุกครั้งไป

    ตัวเอกในหนังกำลังหลงใหลมันไม่แพ้กับตัวเอกในหนังสือ
    เรื่องราวในหนังสือตรงกับชีวิตของเขาอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
    การผูกเรื่องของคนเขียนหนังสือที่ชื่อ ท็อปส์ซี่ เคร็ท ...
    ทำเอาเขาถึงกับอึ้ง เพราะมันเหมือนกับเขาเป็นตัวละครตัวนั้น
    เมื่อตัวเอกในหนังสือคลั่งตัวเลข 23

    ทุกหนแห่งที่ตัวเอกในหนังกำลังจะไป...และเกี่ยวข้องด้วย
    ทุกคนที่ผ่านเข้ามา และสถานที่กำลังจะย่างกายเข้าไป
    ก็ล้วนแล้วแต่บวก ลบ คูณ หาร ถอดราก ได้ตัว 23 มาด้วยเช่นกัน...
    มันอะไรกัน... ทำไมเป็นเช่นนั้น....มันเริ่มมาจากตรงไหนกัน...

    ต้องยอมรับว่า เสียเงินไป 160 วันนี้ รู้สึกดีกว่าเสียเงิน 140 บาท
    ไปกับมิสเตอร์ บีน ที่ดูแล้วแทนที่จะตลกกลับเครียดเพราะมันไม่ตลก...
    เริ่มต้นเรื่องดี เนื้อหา ผูกกันอย่างตั้งใจ...และแม้จะไม่ตั้งใจ แต่มันก็เหมือนตั้งใจ
    สุดท้าย....หนังก็จบด้วยการตั้งใจ...
    "เรื่องจบแฮปปี้นัก แต่มันจบได้ถูกต้อง" นี่คือคำพูดส่วนหนึ่งของพระเอกเอง
    ที่ใจว่ามันก็ตรงกับหนังไม่น้อย...จบไม่แฮปปี้อ่ะ ...แต่ว่าจบได้ถูกแระ ใช้ได้

    ใจไม่เล่าหรอกว่า เนื้อหาจริงๆ มันเป็นอย่างไร
    บอกตรงๆ แค่คิดจะลำดับเรื่อง...เล่ามาเป็นฉาก คงจะใช้ 10 หน้ากระดาษไม่พอ
    และอาจจะทำให้เวียนหัวได้...คนเล่านะ...
    เพราะฉากทับซ้อนไปมา ระหว่างตัวเอกในหนังสือและตัวเอกของเรื่อง

    ดังนั้น...ขอเชิญชวนให้ไปดูเอง ใครชอบหนังแนวนี้...น่าจะดี
    สืบสวน สอบสวน สยองขวัญ และก็สีหนังจัดจัดหน่อยนะ..แนวเลยล่ะ....

    ตอนหนึ่ง..ของเกือบจบหนังเรื่องยาว....
    พระเอกพูดกินใจว่า "ชะตา หรือดวงชะตาอ่ะไม่มีหรอก
    มีแต่ทางเลือกที่แตกต่างออกไปเท่านั้น
    ยิ่งมีทางเลือกให้เราต้องฝ่าฟันยากเย็นเท่าไร
    ก็ยิ่งทำให้เราแสดงความเป็นมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น....."
    ไปดูกันนะ Number 23 น่ะ หนังดีทีเดียว....

    ปล.ระหว่างที่หนังกำลังดำเนิน...
    หัวสมองข้างเหตุผลก็แวบคิดถึงตัวเลข 23 ในชีวิตของเองบ้าง
    พระเอกคำนวณมันจากอายุของตัวเอง
    ใจเลยคำนวณบ้าง...
    ตูเกิดวันที่ 4 เดือน 10  ปี 2520
    4+10+2+5+2+0 = 23 ....โอว้ จอห์น
    เซ็งแม้วแล้วไหมละ....ตูว่าแล้วววววว  แม้วแล้วไหมละ

    P.S ตบท้ายด้วย
    http://www.number23movie.com/ 
    บอกตรงๆ ตะกี้แอบแวบเข้าไป หัวใจเกือบวายแน่ะ...
    ทำเว็บได้น่ากลัวดีแท้...แง้...จะฟ้องแม่ จะฟ้องแม่

    ปล.อีกหน...มีคนถามว่าเลข 23 มันน่ากลัวยังไง
    ตะกี้ใจไปหามา..เจอใน pantip เพราะในหนังอ่ะดูไม่ทัน
    มีคนรวบรวมไว้ดังนี้...ยาวหน่อย แต่สะใจดี อ่านดู

    เกร็ดภาพยนตร์

    +พ่อและแม่ถ่ายทอดโครโมโซม คนละ 23 เส้นสู่ DNA ของลูก
    +ระยะเวลาที่เลือดไหลเวียนทั่วร่างกาย เท่ากับ 23 วินาที
    +ในมนุษย์ โครโมโซมตัวที่ 23 เป็นตัวบ่งชี้เพศ
    +มีตัวอักษรทั้งหมด 23 ตัวในภาษาละติน
    +จูเลียส ซีซาร์ ถูกแทง 23 ครั้งจนเสียชีวิต
    +โลกหมุนรอบตัวเองใช้เวลา 23.56 ชั่วโมง ไม่ครบ 24 ชั่วโมงพอดี
    +กลุ่มอัศวินเทมเพลอร์ (อัศวินผู้พิทักษ์ศาสนาคริสต์)
    มีผู้นำทั้งหมด 23 คน
    +วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ เกิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 1564
    +วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ ตายวันที่ 23 เมษายน 1616
    +ปฏิทินอียิปต์และสุเมเรียนเริ่มต้นที่วันที่ 23 กรกฎาคม
    +เรือไททานิคจมลงสู้ก้นมหาสมุทร
    ในเช้าวันที่ 15 เมษายน 1912
    (4+1+5+1+9+1+2=23)
    +ชาวมายันเชื่อว่าโลกจะถึงกาลอวสาน
    วันที่ 23 ธันวาคม 2012 (20+1+2=23)
    +จอห์น ดิลลิงเกอร์ ปล้นธนาคารทั้งหมด 26 แห่ง
    แต่ปล้นเอาเงินแค่ 23 แห่ง
    +ระยะทางจากใจกลางดาวอังคาร
    ถึงดวงจันทร์บริวารที่ใกล้ที่สุด เท่ากับ 23,500 กิโลเมตร
    +เหตุเครื่องบินระเบิดในเที่ยวบิน TWA 800
    มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 230 คน
    +เคิร์ท โคเบน เกิดเมื่อปี 1967: 1+9+6+7=23
    +เคิร์ท โคเบน เสียชีวิตในปี 1994: 1+9+9+4=23
    +ชาร์ลส์ แมนสัน (อาชญากร, นักดนตรี) เ
    กิดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน (11+12=23)
    +และ ....ภาพยนตร์เรื่อง The Number 23
    เข้าฉายในอเมริกาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2007

    ฉันเคยผิดพลาดมา...

    ฉันเคยผิดพลาดมา จะกี่ครั้งเธอก็คงรู้
    และเธอคงจะเฝ้าดู อย่างไม่มั่นใจ

    เมื่อมีความรักอีกครั้ง เมื่อเธอมาเป็นครั้งใหม่
    จะอยู่กันไปได้นานเท่าไร ฉันยังไม่รู้เลย

    พูดกันตรงนี้เลย คนอย่างฉันจริงกับความรัก
    เห็นบางคนเล่นเกม แต่ฉันไม่เคย

    ที่ผ่านมานั้น ... ความรัก ไม่เคยดูแลฉันเลย
    ก็กลายเป็นคนไร้ค่าอย่างเคย ฉันเลยต้องถามเธอ

    เธอใช่ไหม ที่เป็นคนเดียวที่ไม่เหมือนใคร
    เป็นคนที่ควรไว้ใจ ไม่เป็นอย่างฉันเคยเจอ

    เธอใช่ไหม ที่ยอมอภัยให้ฉัน
    ถ้าหากเธอเองได้รู้ รู้เรื่องราวที่ผ่าน
    ว่าฉันเจออะไรมา

    เห็นบางคนเล่นเกม แต่ฉันไม่เคย

    เธอใช่ไหม ที่เป็นคนเดียวที่ไม่เหมือนใคร
    เป็นคนที่ควรไว้ใจ ไม่เป็นอย่างฉันเคยเจอ

    เธอใช่ไหม ที่ยอมอภัยให้ฉัน
    ถ้าหากเธอเองได้รู้ รู้เรื่องราวที่ผ่าน

    ถ้าหากเธอเองมั่นใจ ก็เพียงพอ

    ก็เพียงเท่านี้ ....
    จะมีกันและกันแบบนี้ตลอดไป

    4/16/2007

    (T.T)

     
     
    (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T)
    (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T)
    (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T)
    (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T)
    (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T)
    (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T)
    (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T)
    (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T)
    (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T)
    (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T)
    (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T)
    (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T)
    (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T)
    (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T)
    (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T)
    (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T) (T.T)

    ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว....
    ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว....
    ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว....
    ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว....
    ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว....
    ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว....
    ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว....
    ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว....
    ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว....
    ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว....
    ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว....
    ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว....
    ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว....
    ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว....
    ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว....
    ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว ปวดหัว....
     
    4/13/2007

    ค้นหาว่าตัวเองเหมือนดาราคนไหน


    เมื่อเย็น ดาวส่งเว็บไซต์นี้มาให้
    http://www.myheritage.com/
    ดาวบอกว่ามันช่วยบอกว่าเราหน้าตาเหมือนดาราคนไหน
    ใจเลยแอบแวบไปเล่นยามดึก หลังจากไม่มีอารายทำแล้ว

    คลิกไปสมัครสมาชิกก่อน แล้วก็ลองอัพโหลดภาพเข้าไป
    รอให้มันประมวลผล 5 4 3 2 1 9 ตู้ม.... ออกมา...
    ภาพแรก...เหมือนกับดาราของเกาหลี  Jang Nara
    ชักสนุก เริ่มเปลี่ยนเป็นภาพที่สองมั่ง...ฟะ ...ทำไมเหมือนคนเดิม
    เปลี่ยนภาพอื่น ที่มีทรงผมใหม่มั่ง หนนี้ทะลึ่งดาราเกาหลีผู้ชาย...
    เหมือนป้า Kathy Bates ยังมีเลย...555 หนุกหนาน...
    อัพไปตั้งหลายรูป ได้เป็นดาราเกาหลีก็ตั้งหลายหน
    เหลือทนรับไม่ได้เป็นดาราอินดียก็ยังมีแฮะ
    เอามาแปะใน blog ด้วยซะเลย
    ใครอยากรู้ว่าตัวเองมีโครงหน้าเหมือนดาราคนไหนบ้างลองแวะไปเล่นโลด

    ปล. บาสได้หน้าเหมือน Song Hye-kyo เฉยเลย... รับไม่ได้
    ทำไมใจใส่หน้าตัวเองแล้ว ไม่เหมือนพอลล่าร์มั่งนะ...

    4/12/2007

    lomo หนแรก...กับความซวยที่ร้านแล็ปสี


    หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต
    คิดส่งของไปให้ไอเอ๋น้องบังเกิดเกล้าที่เมืองจีน
    ส่งได้แค่กล่องชิ้นเดียว มูลค่า 800 กว่าบาท
    ใจ๋ก็ตัดสินใจหอบของที่เหลือส่งไม่ได้อีกสองกิโล
    ไปฝากไว้ที่พนักงานประชาสัมพันธ์คนบ้านเดียวกัน
    ที่ออฟฟิศเก่าๆ ใกล้กับที่ทำการไปรษณีย์ใต้ตึกไทยประกัน
    ยืนคุยพอเป็นพิธีกับข่าวคราวของน้องคนนี้
    เป็นพนักงานรับคนที่หน้าบริษัท...สอบบรรจุข้าราชการได้
    กำลังจะลาออกไปทำงานที่บุรีรัมย์เร็วๆ นี้...คงไม่ได้เห็นหน้าอีกแระ

    หลังจากนั้นคุยพอหอมปาก หอมคอ
    ใจก็นั่งรถไฟฟ้าไปร้านแล็ปภาพที่ร้านแล็ปสีปลายทางไม่อยากบอกสถานี...
    เพราะวันก่อนแห้วจากไปร้านกนกศิลป์ที่พี่เจี๊ยบแนะนำ
    วันนี้เลยต้องหาร้านใหม่ที่นี่แทน...

    ไม่อยากจะระบุชื่อ... แต่ร้านมันทำเอาใจปวดหัวใจไม่น้อยทีเดียว
    พนักงานไม่รับแขก... มีสองคนในร้าน...ร้านเล็ก ๆ แต่คนเข้ามาเยอะมาก
    คนนึงกำลังปรับสีภาพในคอม อีกคนรับแขกเฉพาะล้างฟิล์ม
    และก็ง่วนอยู่กับการดึงภาพออกจากเครื่องอัดมาใส่อัลบั้ม

    คนไหนเข้ามาก็ไม่สนใจ ไม่แม้กระทั่งจะหันมามอง
    รับของมั่วไปหมด คนไหนมาก่อนมาหลังไม่สนใจ
    นั่งตอบคำถามลูกค้า...บ้าชะมัด
    คนไหนมา ถามว่ารอรับได้ไหม...บอกไม่ได้ งานเยอะช่างมีน้อย
    ต้องคอยหกโมงเย็นหรือทุ่มนึง
    บางคนรอยื่นไฟล์ และฟิล์มหลายนาที...
    วินาทีแห่งการเลือก หรือ the moment of choose ไม่ได้ถูกนำมาใช้ที่นี่

    เค้าว่ากันว่า 12 วินาทีเท่านั้นที่คนเราจะรอคอยให้ร้านบริการเรา
    หากนานกว่านั้นไม่หันมามองหรือไม่สนใจ คนจะไปทันที
    ที่หน้าลิฟต์บางที่ถึงได้มีทีวีให้ดูค่าเวลา
    ร้านค้าบางที่ถึงได้มีกิจกรรมให้คนไม่รู้สึกว่ารออะไรนานเกินไป
    นั่นไง... เค้าให้ความสำคัญกับการรอคอยของลูกค้าขนาดไหน

    และก็เป็นแบบนั้นจริงๆ มีคนเข้ามาหลายสิบคนในร้านแล็ปภาพนี่อ่ะ
    และก็เดินออกไปโดยที่พนักงานสองคนไม่ได้สนใจจะเรียกไว้
    ไอคนที่เข้ามา ก็กลับไปมือเปล่า เลี้ยวเข้าร้านอื่นซะยังงั้น

    ขณะนั้นฝนตกหนัก.... บางคนเปียกฝน ฝ่าฝนมาอัดรูปร้านนี้
    แต่ก็เปียกออกไปอีกรอบ...กับคำตอบว่า งานเยอะ คนน้อย... เจ๋งจริงๆ
    ไม่รู้เจ้าของร้านจะรู้ไหม ร้านอาจจะจบได้ เพราะการบริการแบบนี้...

    ช่างเหอะมันผ่านไปละ ..กลับมาที่รูปที่ใจเอาไปล้างกันดีกว่า
    ฟิล์มสไลด์สี 400 pro ของฟูจิ ถูกล้างครอส... ออกมาเป็นสีเพี้ยนๆ
    ใจไปเดินซื้อหนังสือที่ฝั่งตรงข้าม และเดินเล่นฆ่าเวลา
    ระหว่างที่ให้พนักงานล้าง และสแกนภาพให้เป็นเวลาสองชั่วโมง
    กลับมาอีกที พอทวงฟิล์มที่ล้างทิ้งไว้
    คนรับก็เดินไปร้านข้างๆ ....กลับมาอีกทีพร้อมถุงใส่ฟิล์มและซีดี
    ปรากฎความจริงต่อหน้าต่อตาที่ว่า...
    เค้าเอางานไปให้ร้านข้างๆ ทำให้...โอว้..จอร์จ มันยอดจริงๆ อีกรอบเหอะ...
    แถมไม่พอ หันมาเอากรรไกรยื่นให้แล้วบอกใจว่า..ตัดเองนะ
    นับ 1 2 3 4 5 6 ตามช่องฟิล์มและตัดใส่ซองฟิล์มเอง
    ....................บ้าไปแว้วววววววววววววว ............

    ใจถือฟิล์มออกมาจากร้าน...ด้วยความผิดหวังในการบริการอย่างแรง
    ไม่รู้ชาติที่แล้วไปทำกรรมอารายไว้กับร้านนี้
    เลยต้องมาชดใช้กันในชาตินี้... 5555

    กลับมาถึงบ้านเอาซีดีมาเปิดดู....
    รูปออกมา เสียบ้างดีบ้าง ตามประสามือใหม่หัดถ่ายเป็นหนแรก
    ถามตูนว่า พี่บอกว่าให้เค้าแก้สี...มันมีแต่เหลืองๆ ไหงเป็นงี้
    ตูนมือดีจากผู้จัดการรายสัปดาห์ รุ่นน้องที่ช่ำชองถ่าย fish eye
    บอกใจว่า...ของงี้มันแล้วแต่ดวง แล้วแต่น้ำยาที่ล้างพี่
    ล้าง lomo เนี่ย...อย่าคิดมาก..ล้างออกมาดวงดีสีก็สวย
    ดวงซวยสีก็เห่ยอย่างเห็น....ฟะ......เซ็งนะเนี่ย

    ม้วนนี้ 300 กว่าบาท บวกค่าล้างอีก 100 ค่าสแกนอีก 30 บาทต้นทุนสูงจริงๆ
    ออกมาได้แค่นี้...เท่าที่เห็น...ที่เหลือเจ๊ง เพราะลืมเปิดฝากล้อง...
    ถ่ายในที่มืดโดยไม่เปิดแฟลช...เสียไปหมดเกือบสิบกว่าภาพ..แหะแหะ
    เอาไว้หัดใหม่...ที่สำคัญ
    หนต่อไป ไม่ไปล้างที่ร้านนี้ละ เพราะว่ามันเอาไปให้ร้านอื่นล้าง
    เพื่อว่าไปล้างร้านอื่นดวงจะดีกว่านี้บ้าง...สีอาจจะไม่เหลือง
    ไม่ต้องไปนั่งตัดฟิล์มเองด้วย...โฮะโฮะ

    4/10/2007

    "Tuzki" : ที่มาของกระต่ายกวนทีน

     

    หลายอาทิตย์ก่อน
    นอนดึกดื่น เพราะไปนั่งหาเจ้าตัวนี้มา....
    หลังจากหลายเดือนมาแล้ว
    ใจได้ตัวนี้มาอยู่ใน list ของ emoticons บน msn messenger
    แต่เพราะว่าไม่รู้ว่ามันมาจากไหน
    และก็มีอะไรให้ทำวุ่นวายเลยไม่ได้สนใจมันมากนัก

    จนกระทั่งดึกวันหนึ่ง บาสส่งหน้าเว็บของ pantip
    ผู้คนสนใจเจ้าตัวนี้และกำลังหาว่ามันชื่ออะไร...
    คนหนึ่งตั้งชื่อ folder ตัวเองไว้ แยกจากตัวหัวหอม
    และ emo ตัวอื่นๆ ว่า "ตัวเชี่ยไรไม่รู้" (ขออภัยที่ไม่สุภาพ ก๊อบมาทั้งหมดเลย)

    ใจก็แอบขำ และก็อดไม่ได้ที่จะไปตามหามันว่ามันคืออะไร
    จนกระทั่งไปเจอ blog นี้....http://blog.sina.com.cn/wangmomo
    เด็กผู้หญิงคนจีน คนหนึ่ง ....
    ชื่อ Wang MoMo เป็นผู้วาดภาพลายเส้นเจ้ากระต่ายหน้าตากวนทีน
    และตั้งชื่อมันว่า "Tuzki" (ใจแอบตั้งชื่อว่า ตุ๊ดจี้ ตุ๊ดฉี่ และสรุปที่ กุ๊ดจี่)



    ใน blog มีตัวการ์ตูนกุ๊ดจี่ที่ว่าหลายแบบ...แอบ save แล้วมา addเป็นemo เพิ่ม
    และแบ่งปันให้เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องตั้งมากมาย...
    กลายเป็น Tuzkism อย่างที่เขาบอกเอาไว้ใน blog ซะยังงั้น

    เคยไปอ่านในข่าวข่าวนึงมีคนเขียนเอาไว้ว่า
    พอผมได้เห็นตัว Tuzki ก็อดนึกถึง Mashimaro
    เจ้าตัวการ์ตูนสายเส้นสีดำ พื้นขาวสะอาด มีที่กดส้วมเต็มแปะไว้บนหัวแทบไม่ได้
    ตอนแรกเจ้า Tuzki แพร่พันธุ์ตาม QQ และ MSN Messenger เพียงไม่กี่ตัว
    มีท่าเต้น ท่ายกซ้าย ยกขวาเพียงเท่านั้น



    ก่อนมีตัวอื่นๆ ตามมาอย่างที่ใจไปพบปะใน blog
    คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ เจ้าตัวนี้มันชื่ออะไร และใครเป็นคนวาด....
    บทสัมภาษณ์ตอนหนึ่งของ Wang MoMo คนวาดบอกว่า
    เพื่อนร่วมชั้นสมัยเด็กของเธอตั้งชื่อให้เธอว่า ‘Rabbit’
    เพราะพวกเขาคิดว่าเธอนั้นเหมือนกระต่ายหลายประการด้วยกัน
    และดูเหมือนเธอจะชอบไม่นอย และเมื่ออัพ blog เมื่อไรก็ใช้กระต่ายเป็น
    ตัวแทนตัวเองในกิจกรรมที่เกิดขึ้นหลายอย่าง และตอนแรกได้ตั้งชื่อกระต่ายตัวเองว่า
    “Tuski.” ก่อนเปลี่ยนจากตัว s มาเป็นตัว z
    หลังจากได้อ่านเรื่อง “Spell My Name With An S” 
    ของท่าน  Isaac Asimovเจ้าแห่งมหากาพย์บนอวกาศ..อ่านแล้วงงนั่นแหละ
    ใครจำ  Isaac Asimov ก็ให้นึกถึง Foundation  หรือสถาบันสถาปนายังไงละ
    ตั้งไม่กี่เล่มจบ ยิ่งกว่าใจรอคอยโคนันซะอีกแน่ะ

    ในเนื้อเรื่อง “Spell My Name With An S” 
    ตัวละครหลักอย่าง “Zebatinsky”
    มีเหตุการณ์ทำให้ตัวเองเปลี่ยนไปมากมายหลังจากเปลี่ยนชื่อมาเป็นตัว s......

    Mo เลยทำมั่ง คิดว่ากระต่ายของเธอจะเปลี่ยนไปจากหันมาใช้ z แทน s

    โดย Mo ได้ออกแบบเจ้า  Tuzki
    เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ตอนแรกก็ออกแบบง่ายๆ
    มีคลื่นที่แขน (ใครมีเจ้าตัวนี้แรกๆ จะจำได้ท่าเย้น โยกคลื่นแขนซ้ายแขนขวา)
    และหลังจากนั้นก็เขย่าหัวโยกเยกๆ....

    เมื่อคุยกับเพื่อนผ่านโปรแกรมสนทนา QQ เธอก็ใช้ภาพนี้เป็น default เอาไว้
    และเริ่มออกแบบ Tuzki ในท่าทางที่มากขึ้นมากขึ้น....
    โดยอาศัยชีวิตตัวเองเป็นต้นแบบ
    กิจกรรมที่เกิดขึ้นแทบทุกวันกลายเป็นที่มาของท่าทางเจ้ากระต่ายหน้ากวนทีนนี้

    หลังจากนั้นก็เริ่มวาดให้กระต่ายไปอยู่บน msn,
    postcard และก็บน poster สารพัดอยาง
    และเตรียมจะทำเป็นวิดิโอเจ้ากระต่ายด้วยเร็ว ๆ นี้

    เป็นไงละ ไปหามาให้อ่านจนได้ อยากดูลายเส้นอื่นๆ ของ Tuzki
    เข้าไปได้เลยที่ http://blog.sina.com.cn/wangmomo 
    ช่วยโฆษณา สำหรับคนบ้ากระต่ายตัวนี้ อิอิ


    ปล. อนุมานว่าเด็กผู้หญิงคนนี้น่าจะทำงานที่ Innokids Limited แฮะ