Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    3/31/2008

    ปวดหัวกับ wifi




    book 

    วันนี้แบกโน้ตบุ๊กไปที่สตาร์บัคส์ ไม่บอกว่าสาขาไหนแต่มันอยู่ใกล้กับแยกราชประสงค์
    หวังไว้ในใจอย่างยิ่งยวด จะยอมซื้อกาแฟเขียวดำราคา (โคตร) แพง
    ที่ราคาหนึ่งแก้วใจได้กาแฟอาบังปากซอย 10 ถุง
    เพื่อให้ได้ใช้สถานที่ แลกกับอากาศเย็นๆ ของเครื่องปรับอากาศในการนั่งทำงาน
    อ้อ.. สำคัญมากคือหวังจะแอบใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไร้สายหรือ wifi ของแม็คโดนัลด์ที่อยู่ติดกันแบบฟรีๆ
    แต่ที่ไหนได้ มันกลับไม่ได้เป็นอย่างที่หวังเลยแม้แต่น้อย

    เก้าอี้ที่เคยได้นั่งเป็นประจำ ถูกพนักงานของสตาร์บัคส์เองจับจอง
    ใจชอบตรงนั้น มันมีปลั๊กไฟ พอใจเห็นพนักงานกลุ่มหนึ่งลุกไป ใจก็ถามเขาว่าขอนั่งได้ไหม?
    เขาบอกว่า

    "ไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวเขาจะกลับมานั่งค่ะ เขามีเรียนกัน"

    ใจไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร ไหนใครว่า ลูกค้าคือพระเจ้า
    พนักงานไม่ได้เรียนทำกาแฟ ก็จะไม่มีลูกค้าอย่างเราหรืออย่างไร??

    ใจเลยตัดสินใจถอยทัพ ก็เขาจะนั่งกันอีก แม้ตอนนี้มันจะว่างอยู่ แต่เขาบอกว่าเขาจองแล้ว
    ใจถอยมานั่งเก้าอี้ข้างหน้า มีปลั๊กเหมือนกัน ไม่เป็นไรนั่งตรงไหนก็ได้มีปลั๊กเหมือนกัน
    แต่มันช่าง.......ซวย... ปลั๊กตรงนั้นใช้การไม่ได้
    พนักงานอีกคนบอกว่า ปลั๊กไฟมันช็อตแถบนั้นทั้งหมดใช้ไม่ได้ครับ
    แล้วจะทำยังไงฟะ... ตรงนี้ใช้ไม่ได้ ตรงนั้นพนักงานนั่ง อีกฝั่งคนจองไปแล้ว
    เขาไม่ช่วยแก้ปัญหาให้ใจอีกต่อไปแล้ว เหมือนกับหนหนึ่งในเจอฝรั่งถามพนักงานในร้านเดิมว่า
    "ทำไมร้านยูไม่มีช้อน ฉันต้องการช้อนไม่ใช่ส้อม"
    เออ .. ใจก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสตาร์บัคส์ไม่มีช้อน มีแต่ส้อม
    จริงๆ แล้วพนักงานเขาบอกว่าเขามีช้อนนะ แต่เอาไว้ตักนมใส่กาแฟเท่านั้น....

    ยัง มันยังไม่จบแค่นี้ วันนี้ขอบ่นอย่างแรง
    ใจไม่อยู่เมืองไทยไม่กี่วัน และพักเหนื่อยไปครึ่งเดือน
    แม็คโดนัลด์ที่อยู่ติดๆ กัน ไม่ให้ใช้ wifi ฟรีอีกต่อไปแล้ว
    ใจเดินไปถามพนักงานที่เคาน์เตอร์แม็คโดนัลด์ว่าใจอยากจะใช้ wifi ของ TOT wifi
    ซึ่งเป็นคนวางระบบที่นี่ ใจจะต้องทำยังไง
    พนักงานบอกว่า สั่งสินค้าในแม็คฯ หนึ่งออเดอร์จะได้ชั่วโมง wifi ฟรี 30 นาที
    ใจเลยถามกลับว่า อยากซื้อเลยได้ไหม ไม่อยากกินแม็คฯ อิ่มแล้ว
    พนักงานบอกว่าไม่ได้ครับ อยากได้มากกว่านั้นก็คืออาหารเพิ่ม..
    ใจเลยนั่งคิดเพลินๆ ใจต้องซื้อน้ำแบบสั่งทีละแก้วทั้งสิ้น 6 แก้ว
    เพื่อให้ได้ชั่วโมงอินเตอร์เน็ต 3 ชั่วโมง
    และเพิ่มเป็น 1 โหล สำหรับการนั่งใช้อินเตอร์เน็ตแถวๆ นี้ 6 ชั่วโมง
    เออ ไม่นึกถึงละกันว่าซื้อไก่กี่ปีก กี่น่อง หรือเบอร์เกอร์กี่อัน มันจุกเกินกว่าจะคิดได้

    ไม่เป็นไร ของฟรีย่อมเป็นต้นทุนของทางร้าน ใจเข้าใจ .. เอาไว้หมดหนทางค่อยกลับมาซื้อไก่กินละกัน

    ใจเดินกลับมาที่สตาร์บัคส์ ใจตัดสินใจซื้ออินเตอร์เน็ต wifi ของสตาร์บัคส์ดีกว่า
    จริง ๆ แล้วมันคือของ KSC hotspot นั่นแหละ ปกติแล้วจะขายที่หนึ่งชั่วโมง 150 บาท
    หรือซื้อได้มากกว่านั้นแต่คิดเงินตามสัดส่วนไป แต่ใจเลือกซื้อผ่านระบบออนไลน์
    อยากซื้อแบบ one day pass ใช้มันทั้งวัน 250 บาท เพียงแต่ว่าใช้ได้วันเดียว และจ่ายผ่านบัตรเครดิต
    เขาให้กรอกรายละเอียดมากมาย ชื่ออะไร บ้านอยู่ไหน เขตอะไร เบอร์โทรฯ
    เห็นแล้วตกใจ นี่จะซื้อชั่วโมงอินเตอร์เน็ตใช่ไหม?? ราคา 250 บาทใช่ไหม??
    เคยซื้อที่ออสเตรเลีย 4 ชั่วโมง 600 บาทไม่ต้องกรอกอะไรเลยนอกจากเลขบัตรเครดิต
    ช่างมันเหอะ กรอกไปแล้วล่ะ.. คิดว่าเขาอยากเก็บเป็นข้อมูลเอาไว้ทำการตลาดได้ถูกกลุ่ม
    แบบที่เขาเรียกกันว่า segment อะไรนั่น ทำสินค้าให้ถูกใจคนใช้

    แต่ว่าพอใจใส่หมายเลขบัตรเครดิตเสร็จสิ้นทุกอย่าง
    มันดันทะลึ่ง error .. ตูกรอกไปสองครั้งมัน error ทั้งสองครั้ง
    ยกหูไปหาพนักงานของบัตรเครดิตถามว่ามียอดขึ้นไหม เมื่อกี้ใช้ไป 250 บ.
    พนักงานเงียบไปสักนิด 250 บ.ยังโทรฯ มาถาม แหม้สองครั้ง 500 แล้วนะคะพี่...
    เขาว่าไม่มี โชคดีไป ... ยกหูหา call center ของ KSC
    เขาให้ถือสายรอนานเกิน 3 นาที กลับมาอีกทีบอกว่าจะติดต่อกลับ
    นับตั้งแต่ 4 โมงเย็นจนถึงตอนนี้... 4 ทุ่มครึ่ง ก็ไม่เห็นมีคนโทรฯ กลับสักคน ยกเว้นช่างภาพของออฟฟิศ...

    หลังจากกลับมาจากออสเตรเลียใจรู้สึกว่าที่เมืองไทยนี่แหละ ค่าอินเตอร์เน็ตถูกที่สุดแล้ว
    ใจเคยใช้งานอินเตอร์เน็ต 3 วัน จ่ายไป 1400 บาทตอนที่อยู่ซิดนีย์
    จ่ายไป 10 เหรียญหรือ 300 สำหรับอินเตอร์เน็ตคาเฟ่หนึ่งชั่วโมงของการหย่อนก้น
    พอกลับมาเมืองไทย 250 บาทใช้มันทั้งวัน ตูยอมรับได้ แถมยังยิ้ม ตูยอมจ่ายเพื่อให้งานเดิน
    แต่ขอโทษ... นอกจากยังจะใช้งานไม่ได้ ต้องหอบโน้ตบุ๊กกลับบ้าน
    เสียค่าเดินทางอีกต่างหาก... เสียอารมณ์นั่นไม่นับ มันเกินจะบรรยายและประเมินราคาได้

    อย่าว่าแต่ถามหาอินเตอร์เน็ตฟรีทั่วประเทศแบบคนอื่นเขาเล้ยยยยย
    เอาแค่ว่า จ่ายเงินให้ได้โดยไม่ error ทั้งๆ ที่กรอกหมายเลขบัตรเครดิตให้ผ่านก่อนเถอะ..... แหม้....

    หลังๆ ชักถามคนข้างๆ แระ ตูมีปัญหาอยู่คนเดียว หรือว่าทุกอย่างรอบข้างมันมีปัญหานะ??
    เห็นป้ะ หนังสือข้างบนน่ะ อารมณ์เป็นแบบนั้นแหละ
    อ้อ.. ไม่ใช่อารมณ์ค้นหาบินลาเดนไม่เจอเหมือนกับหนังสือฝั่งซ้ายเน้อออออออ


    ชอบเด็ก


    อย่าเข้าใจผิดไปว่าใจกำลังจะหลอกเด็ก
    วัวแก่กินหญ้าอ่อนเหมือนอย่างที่สุภาษิตใจว่า
    แต่ใจกำลังจะบอกว่า..ใจชอบรูปเด็กเซ็ตนี้ ไม่รู้ทำไม
    เห็นแล้วอดยิ้มกับทุกอิริยาบทของท่านเสียไม่ได้
    ใจเก็บภาพเหล่านี้ได้ระหว่างการยืนต่อคิว
    รอซื้ออาหารมื้อเที่ยงในสวนสนุก Dreamworld
    เมืองโกลด์โคสต์ ประเทศออสเตรเลีย

    จริง ๆ น่ะเตะตากับถังขยะที่อยู่ข้างหลังนั่นมากกว่า
    กำลังคิดว่า ที่ไหนก็มักจะมี recycle bin แบบนี้
    แต่เอ๊ะ...ตัวอะไรนั่งอยู่ข้างหน้าถังขยะนั่น
    เหมือนเจ้าตัวเล็กนี่จะไม่มีฟัน แถมพ่อยังให้นั่งงับเฟรนซ์ฟรายชิ้นใหญ่เบ้อเร่อ
    เอาเหงือกงับๆ ... เละเทะหมด ดูสิ ท่าทางของเจ้าเด็กคนนี้

    1 |
    เขามากับพ่อ ถ้าเป็นเด็กบ้านเราวัยเท่านี้ เขาคงได้ลิ้มลองเฉพาะข้าวบดหรือกล้วยบดกระมัง?


    2
    หาทำเลนั่งได้ดี ดูเข้ากันดี


    3 
    แหงนหน้า กะว่ามันฝรั่งทอดชิ้นนี้เสร็จตูแน่


    4 
    อ้ะ .. มีอะไรอยู่ตรงโน้น



    7 
    ไม่สนหรอกกำลังหม่ำ
    เคืองแล้วนะเฟ้ยยยย ไม่ละลายสักที


    9 
    นี่แน่ะๆๆ งั่บๆๆๆ


    14
    อะไรเลยละลายในปาก ไม่ละลายในมือ


    15 
    พ่อ..ไม่คิดจะช่วยกันทำมาหากินเลยเหรอ เมื่อยแล้วนะ ... กรามของหนูน่ะ



    11
    ถ้าเกิดชาติหน้า ขอให้มีฟันมาตั้งแต่เกิด

    6
    จะได้งับมันฝรั่งทอดได้ง่ายๆ กว่านี้หน่อย

     

    3/28/2008

    จดหมายถึงแม่ ..อีกแล้ว...และจะมีมากขึ้น

     

    แม่คะ วันนี้ใจตื่นตั้งแต่เช้า เพราะรู้ว่าจะมีประชุมตอนสิบโมง แม่อาจจะไม่เคยรู้ว่าใจต้องเผื่อสำหรับการเดินทางอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ใจเอาโน้ตบุ๊กใส่กระเป๋าเป้ แล้วก็เอาฮาร์ดดิสก์แบบต่อพ่วงขนาด 120 กิ๊กะไบต์ใส่ลงไปด้วย ใจว่าแม่รู้จักโน้ตบุ๊กใจก็หอบกลับบ้านไปใช้ที่บ้านนอกบ่อยๆ แต่แม่คงไม่รู้จักไออย่างหลังที่ใจพูดถึง มันเพิ่งเป็นของเล่นใหม่ของใจเมื่อไม่นานมานี้ค่ะแม่ ก่อนหน้านี้ใจมีของเล่นแบบนี้เหมือนกันแต่มันใหญ่เทอะทะกว่า จนใจพกพาไปไหนต่อไหนไม่ได้ เอาไว้ใจกลับบ้านจะพกมันไปให้แม่ดูนะคะว่าหน้าตาไอฮาร์ดดิสก์แบบต่อพ่วงที่ว่า หน้าตามันเป็นยังไง 

    จะเก้าโมงแล้วค่ะแม่ ขอใจไปนั่งมอเตอร์ไซด์หน้าอพาร์ทเม้นท์ตรงดิ่งไปยังสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินก่อนนะแม่นะ ใจต้องเบียดเสียดยัดเยียดกับผู้คนหลากหลายประเภท หลายชนิด ทั้งหญิงและชาย แม่เชื่อไหมเวลาเร่งด่วนของวันทำงาน อย่างเช่นเจ็ดโมงเช้าจนถึงเก้าโมงกว่าๆ รถไฟฟ้าใต้ดินสายเดียวของกรุงเทพมหานครมันช่างแน่นนัก บางครั้งใจต้องรอรถไฟหลายขบวนเลยค่ะแม่ เสียงประกาศบอกว่ารถมันแน่น ให้คนในออกก่อน คนนอกค่อยเข้าไป หรือไม่ก็รอขบวนถัดไป ใจอยากให้เขาประกาศด้วยค่ะว่า พวกเสือ สิงห์ กระทิงแรดเนี่ยให้ออกไปจากขบวนด้วย คงมีอยู่บ้าง ที่พยายามตื่นนอนแต่เช้าเพื่อมารอเบียดสาว ๆ ออฟฟิศ โรคจิตพวกนี้จับได้จะเอามาแก้ผ้า ใส่กรงแล้วไปตากแดดโชว์ประชาชนที่สนามหลวง ใจเคยได้ยินความคิดเดียวกัน แต่เป็นการใส่กรงไปโชว์ที่สนามเดียวกัน ก่อนหน้านี้ทางทีวีค่ะแม่ ใจเลยหยิบไอเดียแบบนี้มาคิดด้วย มันก็ดูกิ๊บเก๋ดี 

    ใจมาถึงรถไฟฟ้าใต้ดินแล้วล่ะแม่ คนไม่แยะอย่างที่คิด แต่ใจก็ยังไม่มีโอกาสได้นั่งค่ะแม่ ใจยังต้องโหน ตัวไม่ค่อยสูง การโหนรถไฟเลยไม่ค่อยสะดวกมาก ส่ายไปส่ายมา ดูแล้วน่าหัวร่อสำหรับคนรอบข้าง
    แต่ใจเลือกโหนเวลารถว่างๆ ดีกว่ายืนไม่ต้องเกาะอะไรก็ได้ เพราะคนมันเบียดกัน ใจกลัวออกจากรถไฟไปแล้วสามารถคลอดลูกเป็นเสือสิงห์กระทิงแรดได้หนึ่งตัวค่ะแม่

    จุดหมายของใจในทุกวันคือสถานีหัวลำโพงค่ะแม่ ต้องเรียกแท็กซี่เพื่อไปถนนพระอาทิตย์อีกหนึ่งต่อ
    คนขับมักจะทำหน้างง ใจก็สงสัยจะงงทำไม แต่พอบอกจะไปบางลำพูค่ะพี่ เขาจะหายงงทันทีค่ะแม่ ค่าแท็กซี่จากที่หัวลำโพงไปถนนพระอาทิตย์จะประมาณ 60 บาท ภายใต้เงื่อนไขการไม่ขับอ้อมโลกของคนนะคะ อยู่ที่กรุงเทพฯ ต้องทำหน้าเหมือนรู้จักทาง หรือทำหน้าเคยชินกับบรรยากาศรอบข้างให้ได้ ไม่งั้นเราจะโดนโกงค่ารถค่ะแม่
    ใจเคยโดนตอนมาเรียนมหาวิทยาลัย วัย 18 หยกๆ แม่คงนึกออก ตอนนั้นแม่กับพ่อไปยืนโบกมือหยอยๆ
    ส่งเด็กดอยมาเรียนในเมือง ตรงสถานีรถไฟเชียงใหม่ ใจนึกถึงภาพนั้นทีไร น้ำตาก็พาลจะไหลทุกที หากเลือกเอนทรานซ์


    เป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เราคงได้เจอกันบ่อยขึ้น แต่ใจจะเป็นใจอย่างทุกวันนี้ไหมนะแม่นะ ใจก็สงสัย แม่ก็คงจะสงสัย เอาเป็นว่าปล่อยมันไปแล้วกันค่ะ กลับมาที่เรื่องโดนโกงค่ารถต่อกันอีกสักนิดนะ ตอนนั้นใจกับไออุ้มเพื่อนซี้ในก๊วน แม่ก็รู้จัก นั่นแหละใจกับมันเรียกรถสามล้อ อ้อ...ตุ๊กๆ จากหน้าโชว์รูมเบนซ์ ตรงข้ามกับร้านค้าคุรุสภา ถนนราชดำเนิน ติดกับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บอกว่าจะไปบางลำพู คนขับบอกว่ามันไกลค่ะแม่และรถก็ติด เลยคิดตั้ง 30 บาท แค่คะ ตอนนั้นหนูยังอายุ 18 ตอนนี้ 30 มันตั้งกี่ปีมาแล้ว ตอนนั้น 30 บาทนั่นแพงแม้วมาก รถไมโครบัสมีแล้ว 30 บาทตลอดสาย แพงมากมาย คนกรุงเทพฯ บ่นกันจะตายค่ะแม่ แต่แม่รู้ไหม เขาขับตรงดิ่งมาสักร้อยเมตร มันเป็นสี่แยก ตอนหลังหนูรู้แล้วมันคือสี่แยกคอกวัว เขาเลี้ยวขวา เข้ามาผ่านตรอกข้าวสาร แล้วมันก็ถึงบางลำพูค่ะแม่ .... ดูมันสิแม่ มันบอกไกล รถติด คิด 30 บาท เถียงอะไรมันไม่ได้และ หนูบ้านนอก บอกตรงๆ ไม่กล้ามีปากเสียงในตอนนั้น หากเป็นตอนนี้น่ะเหรอ เมื่อวันก่อนหนูนั่งรถตุ๊กๆ มากับพวกช่างภาพที่ออฟฟิศ ต้อมกับ เอม เราเรียกมาจากเทเวศน์มาโผล่ถนนพระอาทิตย์ 3 คน แค่ 30 บาทค่ะแม่ อะเมซซิ่งดีแท้...

    หนูมาถึงออฟฟิศยังมีหน้าแวะไปกินก๋วยเตี๋ยวอีกนะแม่ หนูบอกคนทำบอกว่า ขอเส้นหมี่น้ำ ไม่เอาลูกชิ้นปลา และก็ใส่ถั่วลิสงคั่วให้ด้วย หนูได้ก๋วยเตี๋ยวมา ได้ลูกชิ้นปลาครบ แต่ถั่วบดหายค่ะแม่ ใจไม่กินลูกชิ้นปลา แต่ขอถั่วเพิ่มได้ ...

    ประชุมผ่านไปแล้ว หนูกลับบ้านแล้วแม่ตอนนี้
    นั่งอยู่บนรถแท็กซี่กับคนขับผู้ชาย ถ้าไม่มีฟิล์ม รัฐภูมิ หรือ ติ๊ก เจษฎาภรณ์ อยู่บนโลกนี้ หนูจะบอกว่าเขานี่แหละค่ะแม่ หล่อเป็นที่สุดแล้วล่ะ แต่ว่าน่าเสียดาย เขาชิดซ้ายไปเลยเพราะน้องฟิล์มยังมีชีวิตอยู่ แม้จะมีข่าวกับเสี่ยอู๊ดแต่หนูยังชอบน้องเขานะแม่ แค่เพราะหล่อนี่แหละ เรื่องอื่นอย่าไปพูดถึงเลยค่ะแม่ เดี๋ยวแม่จะเศร้าเกินไปกับการตัดสินใจของลูกสาวแม่

    หนูนั่งมาเงียบ ๆ ค่ะแม่ ปกติหนูจะยกหูโทรศัพท์หาใครต่อใครในช่วงเวลาของการนั่งแท็กซี่ แต่เป็นเพราะว่าวันนี้หนูรู้สึกเหนื่อยๆ พิกล เลยนั่งเงียบๆ มองข้างทางไป อะไรต่อมิอะไรมันก็ผุดขึ้นมาในห้วงของความคิด เพลงเพราะด้วยค่ะแม่ หนูเสียดาย คนขับอุตส่าห์เปิดให้ฟัง ก็เลยนั่งเงียบฟังไปกับเขาด้วย
    บางหนหนูอยากให้เขาหรี่เสี่ยง แต่เขาก็เปิดเสียดัง มันเพลงอีสานขนานแท้ แถมเสียงดังออกไปนอกรถ แต่เขาก็ยังภูมิใจคิดว่ามันไม่ดัง หนูคิดว่าประสาทหูเขามีปัญหา อยากให้รัฐบาลออกกฎหมายห้ามเปิดเสียงเพลงในรถดังเกิดกี่เดซิเบล แต่แค่นี้รัฐบาลก็ปวดหัวจะแย่แล้ว หมูแพงแต่โน้ตบุ๊กถูก แก๊สขึ้น 3 บาทต่อถัง ป้าขายก๋วยเตี๋ยวปากซอยของค่าแก๊สแพง เลยขึ้นราคามันซะเลยถ้วยละ 25 บาท จาก 20 บาท ไม่เป็นไรเสียงดังในรถยังไม่ใช่ปัญหาระดับชาติ เอาไว้เขาแก้ปัญหาที่ว่านั่นได้เมื่อไร ค่อยมาให้ความสำคัญกับเรื่องเสียงดังในแท็กซี่ก็ได้ เพราะเข้าข่ายมลพิษทางเสียงอย่างหนึ่งนะใจว่า

    คนขับลัดเลาะมาตามทางตอนนี้เรากำลังขึ้นสะพานข้ามแยกพญาไทค่ะแม่ สะพานใหม่แห่งนี้
    ช่วยให้เราไม่ต้องติดแหงกกับไฟแดงแยกพญาไทข้างล่างนั่น เสียงนักจัดรายการวิทยุพูดแทรกตอนท้ายของเพลงเพลงหนึ่งค่ะแม่ เขาบอกว่า วันนี้มีแต่คนบ่นเรื่องงานกันเยอะมาก บอกว่าอยากกลับบ้านไม่อยากทำงาน งานมีปัญหา เงินเดือนไม่ขึ้น โบนัสไม่มี คนจัดรายการเลยเล่าสำทับว่าเมื่อเช้าเขาดูรายการเล่าข่าวตอนเช้าเห็นว่า สามี ภรรยาคู่หนึ่งออกเงินกันคนละครึ่งไปซื้อล็อตโต้ของอังกฤษ แม่จะเจ้าใจไหม ล็อตต้ง ล็อตโต้ มันเป็นหวยค่ะแม่ หวยของอังกฤษเขา แต่ว่ารางวัลมันมากกว่าบ้านเรา ไม่ใช่สองตัวท้ายท่อนบนหนึ่งพัน ท่อนล่างหนึ่งพัน ค่ะแม่ แต่นี่สองคนนี้เขาถูกทีเป็นเศรษฐีใหม่ไปเลยทันที หนึ่งร้อยล้าน แต่เขาบอกว่า สองสามีภรรยายังกลับมาเป็นคนขายแฮมเบอร์เกอร์ของแม็คโดนัลด์เหมือนเดิม
    หลังจากเอาเงินส่วนหนึ่งไปซื้อบ้าน ซื้อรถแล้ว แถมค่าจ้างของเขายังแค่ 300 บาทต่อวัน

    เธอบอกว่า ก็เพราะว่าเงินไม่ใช่คำตอบของทั้งชีวิตค่ะแม่ ที่กลับมาทำงานเพราะเธอและเขายังอยากจะงาน มีเพื่อน มีสังคม และยังอยากจะมีความสุข เพราะเงินไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอต้องการ แถมนักจัดรายการยังทิ้งท้ายไว้ว่า

    "แม้เงินจะไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต แต่ไม่รู้ทำไมเรายังนั่งทำงานกันงกๆ เพื่อหาเงินกันอยู่นะคะ"

    ใจกับคนขับขำพร้อมกันทั้งคู่ค่ะแม่ นี่เป็นประโยคแรกที่ใจได้ยินจากปากเขา ตั้งแต่เขารับคำว่าจะไปส่งไปที่หน้าปากซอยว่า "ครับ" แต่นี่เขาหันมานิดหน่อยแล้วก็พูดว่า "ก็จริงของเขานะครับ"

    ใจเลยตอบเขาว่า "ใช่ค่ะ เงินไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตหรอก แต่บางทีมันก็ช่วยบันดาลความสุขได้บ้าง" 

    นั่นแหละค่ะแม่ ใจว่าแม่เข้าใจอะไรไม่ยาก ขนาดบางวันใจยกหูไปหาแม่ยังล้อเล่นกับใจว่า วันนี้อยู่ที่ห้องได้ ดีนะ เอาอ.อ่างมาแทนจะสระอาได้

    ใจว่าประโยคปิดท้ายเนี่ย แม่ก็คงจะตีความมันได้ง่ายๆ ล่ะค่ะ

    วันนี้หนูปวดไหล่จังเลยค่ะแม่ ตาก็บวม คงเพราะแบกโน้ตบุ๊กหนักไป คอมพิวเตอร์สมัยนี้เบาดันแพง น่าจะเบา ๆ แล้วถูกเนอะแม่เนอะ หนูไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร แต่เขาว่ามันออกแบบด้วยวัสดุพิเศษ และมันก็เทรนด์ เขาว่าแบบนั้น แถมหนูก็นั่งเขียนจดหมายฉบับนี้หาแม่ซะยาวเฟ้ยยย เหนื่อยแล้วค่ะแม่ ขอตัวไปนอนก่อนได้ไหมคะ รักแม่เหมือนเดิมค่ะ ไม่น้อยและมากไปกว่านี้ รักแม่เท่าเดิม และยาวนาน รักษาสุขภาพนะคะ

    ปล. แม่คะ เพลาๆ เรื่องอีเย็นบ้างก็ได้ค่ะ ละครมันก็ยังเป็นละคร เดี๋ยวแม่ก็แก่กว่าไปนี้ แค่นี้แม่ก็แก่กว่าเบิร์ดธงชัย แม้จะวัยเดียวกันก็ตามเหอะ เหอๆๆๆ แต่ก็ยังรักแม่เน้อ 

    3/26/2008

    hi5 ของใจหลังวันแดงเดือด


     

    ใจเห็นข้อความนี้ในกล่องคอนเม้นท์หรือแสดงความคิดเห็นของ hi5 ที่นานๆ ใจจะแวะไปสักที แต่มักจะไปก็ตอนที่มีอีเมล์เตือนบอกว่ามีคนมาคอนเม้นท์ก็เท่านั้น หากว่างและสะดวกใจก็จะตอบกลับไปตามมารยาททางสังคม วันนี้ Spikie ก็ส่งข้อความนี้มา Spikie เป็นใครคนหนึ่งที่บังเอิญได้โต้ตอบบทสนทนาทาง hi5 ใจไม่รู้จักเขาเป็นใครมาจากไหน รู้แต่ว่าชื่อว่าแต้ม ใจเห็นว่าเป็นคนเขียนเรื่องราวได้ชวนหัวดี คมคาย ทำให้นักเขียนอย่างเราบางทีก็อายไปบ้างเหมือนกัน หลังๆ ก็เลยส่งคอมเม้นท์กลับไปหาบ้างเท่าที่จะทำไปได้ บางทีมันก็ช่วยให้เราเห็นภูมิปัญญาของคนก็ตอนที่แสดงความคิดเห็นอะไรบางอย่างนี่แหละ เอิ้กเอิ้ก

    ลองไปอ่านกันดู นี่คือบทโต้ตอบระหว่างคุณแต้มกับใจใน hi5 หลังวันแดงเดือด

    Hi Jai,

    I just posted the following comment on your profile:

    คุณใจครับ วันนี้ ผมมีคำสารภาพของแฟนหงส์อย่างผม มาบอกคุณครับ...ว่า หลังจากคืนวันอาทิตย์ ผมได้เรียนรู้ว่า 1. Life is tough 2. เพื่อนแท้ ไม่มีในโลก เพราะหลังจากที่ Liverpool แพ้ ผมได้รับ message มากมาย จากเพื่อนที่ไม่เคยได้เจอกัน มานาน แต่พอบอลแพ้ แมร่ง มากันตรึม 3. ความรัก ไม่ได้ทำให้คนตาบอด แต่วันแดงเดือดสามารถ ทำให้คนเราตาถั่วได้ โดยเฉพาะกรรมการ 4. hi5 เป้นสิ่งหนึ่งที่ตอกย้ำความเจ็บช้ำได้ดี เพราะมันมาทั้งภาพและเสียง 5.จะจีบผุ้หญิง ควรพิจารณาให้รอบคอบ ด้วยว่า เธอคนนั้น เชียร์ทีมใด ถ้าเป้นแฟน Man U คุณจะรู้สึกเจ็บ มากกว่าเดิม...เฮ้อ..อ่อนแอเพราะรัก 6. การไปดูฟุตบอลนอกสถานที่ ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะใส่เสื้อทีมรักไป เพราะเมื่อทีมแพ้ จะมีสายตาสะใจ จับจ้องอยู่ที่คุณ ไม่เว้นแม้แต่เด็กเชียร์เบียร์ 7. หนังสือพิมพ์ สยามกีฬาสตาร์ soccer ในวันรุ่งขึ้นหลังจากศึกแดงเดือด ยอดขายจะลดลง เพราะแฟนหงส์ส่วนใหญ่ จะไม่ซื้ออ่าน เนื่องจากจะได้รับาร forward รูปภาพ การทำประตู ของแมนยู ในมุมต่างๆ มาให้คุณใน E-mail จากบุคคลที่ประสงค์ดี แต่(อาจจะ)เจตนาร้าย 8. สรยุทธ์ จะไม่พูดเรื่อง Liverpool ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ หลังจากที่บอลแพ้ 9. และหลังจากที่บอลแพ้...มันเป้นช่วงที่ดีที่สุด ในการไปหาซื้อหนังสือ "ศาลาคนเศร้า" มาอ่าน เพราะมันจะทำให้เราอินไปกับเนื้อหาได้อย่างง่ายดาย 10.มันทำให้เราได้เพื่อนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะพวกเพื่อนที่เป็นแฟนปืน รักย่อมเข้าใจในรัก เหมือนคนเหงาๆ 2 คนมาเจอะเจอกัน...555+ บุญรักษา

    Thanks,
    Spikie

    สวัสดีค่ะ คุณแต้ม

    อันเนื่องมาจากข้อความที่คุณแต้มส่งไปให้ ซึ่งอ้างอิงเอาไว้แล้วข้างล่าง เลยคิดว่าคงน่าเสียดายที่ไม่ได้มีโอกาสมานั่งตอบ จริงๆ แล้วใจไม่ได้เป็นแฟนหงส์ค่ะ ก่อนหน้าเคยเป็นแฟนผีตามเพื่อน จนกระทั่งฟุตบอลหายไปจากโลกของใจ

    ดังนั้น คุณแต้มไม่ต้องเสียใจค่ะ ยังมีประชากรอีกครึ่งค่อนโลกที่ไม่สนใจเรื่องฟุตบอล และไม่สนใจว่าใครจะแพ้จะชนะ

    แต่ถึงแม้คุณแต้มจะพลาดพลั้งเลือกข้างไปเป็นแฟนหงส์เข้าเสียแล้ว ดังนั้นใจก็เลยมีอะไรดีๆ มาฝากคุณแต้มหลายข้อค่ะ 1. วันก่อนใจอ่านโคนันเล่ม 55 File 3.ลูกยิงของเก็นตะ ในนั้นมีประโยคเด็ดค่ะ "ผู้ที่แข็งแกร่งไม่ใช่ผู้ที่ชนะเสมอไป แต่ผู้ชนะคือผู้ที่แข็งแกร่ง" ราชาลูกหนังชาวเยอรมัน ฟรานซ์ เบ็คเค่น บาวเออร์ เคยพูดเอาไว้ค่ะ คิดว่าคุณแต้มคงเข้าใจความหมายนี้ได้เป็นอย่างดี 2.เพื่อนส่งข้อความมาหา แสดงว่าเพื่อนคิดถึง จะมีสักกี่วันในชีวิตที่เพื่อนส่งข้อความมาหาเยอะมากขนาดนี้ ใจเคยคิดเหมือนกันจะเป็นแฟนหงส์เพราะเพื่อนจะได้ส่ง sms มาหาว่าประตูทำลูกหลุดลอดขาเสียแต้ม อีกแล้ว....คิดในแง่บวกไว้ค่ะ

    3. ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้ เราต้องอดทนอดกลั้นเสมอ นั่นเป็นเพราะเราแพ้ค่ะ.... 4.เทคโนโลยีก้าวไกล จริงๆ ไม่ได้มีแต่ hi5 นะคะ ใจเห็นมีเว็บไซต์หลายสำนักเลยทีเดียวเสนอภาพของหงส์แพ้ในวันแดงเดือด 5. เรื่องจีบสาวนี่เคยได้ยินค่ะ เพื่อนคนหนึ่งเลือกหงส์ เธอเลือกผี พอแต่งงานกันต้องทะเลาะกันเพราะผ้าปูที่นอนมันลายผี ตีกันทุกคืน 6. ให้เลือกใส่เสื้อสองชั้นค่ะ ชั้นด้านในเป็นสีอะไรก็ได้ ข้างนอกเป็นลายหงส์ หากแพ้ก็ถอดมันตรงนั้นแหละค่ะ แต่ว่าคุณแต้มจะมีเสื้อลายอื่นแล้วหนนี้ 7. เห็นเพื่อนหลายคนบอกว่า "ซาดิสก์" ซื้อ soccer มาดูอยากรู้มันเขียนยังไงหลังวันแดงเดือด 5555 8. สรยุทธ์นี่ไม่เห็นจะพูดทุกครั้งที่หงส์แพ้นะคะ ใจว่า 9. ศาลาคนเศร้าไม่ได้ช่วยอะไรค่ะ ให้ยอมรับความจริงเข้าไว้ นั่นจะเศร้ายิ่งกว่า 10. เพื่อนคุณแต้มจะเท่าเดิมค่ะ แต่ว่ามันจะแยกข้าง ฉันชนะ แกแพ้ อะไรประมาณนั้น..... ขอให้ความสุขกับการเลือกเป็นแฟนหงส์ค่ะ

    ใจ

    ปิดเทอมแล้ว เราก็ไปเก็บกระป๋องขายกัน



      ---------- ช่วงนี้ เด็กปิดเทอม
    ผู้ใหญ่หลายคนเลยกระชุ่มกระชวยเป็นพิเศษ ทำไมถึงจะไม่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าใจได้ข่าวจากวิทยุหลายสำนัก
    เขาบอกว่าดีใจที่รถไม่ติด สาเหตุหลักคงมาจากเด็กปิดเทอม ผู้ใหญ่หลายคนเลยไม่ต้องขับรถไปรอหน้าโรงเรียนเพื่อรับเด็กกลับบ้าน หรือไปจอดขวางทางอยู่หน้าโรงเรียนในยามเช้า
    คนที่ผ่านไปผ่านมาไม่มีลูกกับเขา บางครั้งก็ต้องพยายามเข้าใจ เขาจำเป็น มันไม่มีระบบสาธารณะที่จะให้พวกเขามาโรงเรียนกันได้ตั้งแต่เช้า และทันเวลาเคารพธงชาติ  

    พี่อรแม่บ้านของที่พักใจ ดีใจเพราะลูกปิดเทอม
    เพราะส่งลูกกลับบ้านไปอยู่กับตาและยายที่บ้านนอก
    พี่อรบอกว่า เย็นพี่เลิกงานพี่ก็นอน ไม่ต้องทำกับข้าวให้ลูกกิน

    เช้าก็ไม่ต้องไปส่ง เย็นก็ไม่ต้องไปรับ พอใจถามว่า "แล้วสงกรานต์พี่จะกลับไปเยี่ยมลูกไหม" พี่อรบอกว่า
    "ไม่ไปดีกว่าเดี๋ยวมันจะอยากกลับมา" 5555 เออนะ

    ช่วงนี้ใจเลยเห็นเด็กอยู่เต็มซอย แปลกตาไม่น้อยที่เห็นเด็กบางคนมานั่งคอยแม่ และพ่อขายของ ก็นาน ๆจะเจอที จะเจอเป็นช่วง เป็นฤดู คิดดูๆ ก็แปลกดีแฮะ แทนที่เด็กจะได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวมากที่สุด กลับกลายต้องใช้ชีวิตอยู่กับห้องเรียน กับครู เพื่อน และการบ้านซะอย่างนั้น

    ใจเดินสวนทางกับเด็กผู้ชายตัวดำสองคนในซอย คนหนึ่งสองมือถือถุงพลาสติกใสใบใหญ่
    มองเห็นด้านในเป็นกระป๋องน้ำอัดลมหลายยี่ห้อ
    คนหนึ่งเดินมือเปล่าแต่ทำท่าชี้ไปทางถังขยะสีเหลืองใบเขื่อง ซึ่งใจก็เดินผ่านมันทุกวัน

    ใจถามว่า

    "ไปไหนกัน เก็บกระป๋องขายเหรอ"

    "ครับ" เด็กคนตัวโตกว่าตอบมา ขณะที่เด็กตัวเล็กซึ่งถือถุงเต็มมือก็มองตามเสียง

    "ขายได้ราคาเท่าไรกระป๋องน้ำอัดลมเนี่ย" ใจถามขณะที่มือหนึ่งถือถุงน้ำอัดลมใส่น้ำแข็งอยู่ในมือ

    "กิโลละ 50 ครับ"

    "โห แพงนะเนี่ย แล้วกระดาษละ"

    "กระดาษก็ไม่กี่บาทครับ กระป๋องขายได้ราคาดีกว่า"

    นี่คือสิ่งที่ใจพบเห็นว่าพ่อแม่บางคนอาจจะดีใจเหมือนกันที่ลูกของตนเองปิดเทอม
    นั่นเป็นเพราะอย่างน้อยเด็กบางคนก็รู้จักว่าควรจะทำอะไรในช่วงนี้
    มากกว่าขอเงินพ่อแม่ไปดูหนัง ฟังเพลง หรือเที่ยวตุเลงๆ ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
    บางคนหาเรื่องเป็นคนขยัน บอกไปเรียนพิเศษ แต่ไปนั่งมองสาว มองผู้ชาย
    แหม้...พูดแล้วมันช้ำใจแทนจริงๆ 

    สมัยเด็กใจเคยพับถุงกระดาษไปขายตอนปิดเทอม รั
    บจ้างแกะเอาเม็ดถั่วลิสงซึ่งตากแห้งแล้วออก เราจะมีค้อนเล็กๆ ทุบเปลือกถั่วให้แตก
    แล้วก็เอาเม็ดมารวมๆ กันไว้ กระป๋องใหญ่เท่ากับกระป๋องนมผงเด็กได้ 50 สตางค์ หรือ 2 บาท
    แล้วแต่ขนาดกระป๋อง นอกจากนี้ยังรับโม่เม็ดข้าวโพดด้วยเครื่องแบบใช้มือหมุน ทำอะไรอีกตั้งมากมาย

    ไม่ว่าจะตามพ่อเข้าป่าไปดูไม้ และตามเข้าสวนมะม่วง
    รดน้ำต้นมะม่วงกันมันตายเพราะแดดร้อน เด็กๆ บางคนในซอยเลือกเก็บกระป๋อง
    และกระดาษขายโรงรับซื้อของเก่า มันก็ดูแปลกกันดี เปลี่ยนไปตามยุคสมัยแท้ๆ

    จริงๆ แล้วเรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะใจพบเด็กทั้งสองคนไปขายกระป๋อง
    ใจเลยอยากจะรู้ขึ้นมาในบัดดลเขาขายของเก่ากันราคาเท่าไร
    เพราะทุกวันนี้กระป๋องน้ำอัดลม ขวดใส่น้ำ กระดาษทุกอย่างจะถูกใจเก็บรวบรวมไว้
    แล้วเอาไปให้พี่อร แม่บ้านอยู่เสมอ พี่อรบอกว่าเธอจะเก็บเอาไว้ให้ลูกชายไปขายโรงรับซื้อ
    ที่อยู่ติดๆ กับที่พักของใจแค่ไม่กี่เมตร ดังนั้นงานอดิเรกของใจคือการเก็บของไว้ให้พี่อรไปด้วยในตัว

    ใจขอให้พี่อรไปเป็นเพื่อน เราเดินเลยไปร้านของ "ชายใหญ่"
    ใครๆ แถวนี้เรียกเจ้าของโรงรับซื้อของเก่าในซอยนว่าแบบนี้
    ชายใหญ่หน้าไม่ค่อยรับแขกเท่าไร เพราะไม่รู้ว่าใจและพี่อรจะมาไม้ไหน  

    ใจแค่อยากจะรู้ว่าเขารับซื้อของเก่ากันในราคาอย่างไร
    ก็ไม่มีเพื่อนหรือใครอยู่ในวงการนี้ เลยต้องหอบสังขารมาถาม "ชายใหญ่" ในท้ายที่สุด

    ชายใหญ่ไม่ค่อยเต็มใจบอก ถามแต่ว่าใจจะเอาไปทำอะไร
    พี่อรมาอธิบายในภายหลังว่า แกคงกลัวคู่แข่ง หลังๆ ร้านแกชักเงียบ
    เพราะใครๆ ก็รับซื้อของเก่ากันทุกที่ บางคนให้ราคาดีกว่าแก
    คนงานพม่าที่อยู่กับแกเลยว่างงานพิกล แต่แกก็ไม่ใจร้ายขนาดนั้น
    แกก็ยังอุตส่าห์บอกว่า แกรับซื้อกระดาษกิโลกรัมละ 3 บาท
    กระป๋องน้ำอัดลมกิโลกรัมละ 50 บาท เศษเหล็กกิโลกรัม 5-10 บาท
    และแก้วกิโลกรัมละ 50 สตางค์ พี่อรเสริมทับว่าพวกขวดเบียร์หากอยู่ในกล่องสภาพเดิม
    ขายได้ราคาดี ราคาของขวดเบียร์ช้าง สิงห์ หรือขวดเขียวของไฮเนเก้นต่างกัน
    แต่ขวดแบบหลังได้ราคาดีกว่าใครเพื่อน

    อ้อ...ข่าวเรื่องมีคนลักลอบตัดสายไฟ สายโทรศัพท์ไปขายที่โรงรับซื้อของเก่าทำให้ใจรู้ว่า
    สายทองแดงเขารับซื้อตั้ง 200 ต่อกิโลกรัม โอโห....ราคาดีนะเนี่ย

    ใจเคยเห็นแม่เอากระดูกหมูจากหม้อต้มก๋วยเตี๋ยวของที่ร้านมากองรวมๆ กันแล้วตากแดด
    หลังจากนั้นก็รอให้รถรับซื้อของเก่าที่วิ่งผ่านไปตามหมู่บ้านต่างๆ แวะมารับซื้อในแต่ละเดือน
    แม่บอกว่าราคาดี เขาเอาไปขายให้โรงงานฟอกหนัง ส่วนเศษกระดาษเก่าๆ ในตู้
    วันดีคืนดีแม่ก็รื้อเอามาชั่งกิโลขาย หนหนึ่งแม่ถามว่าการ์ตูนญี่ปุ่นของใจที่ใส่เต็มตู้ เอาไปชั่งขายดีไหม

    ใจถึงกับเงียบ บอกแม่กลับไปว่า

    "แม่นั่นอ่ะ มันตั้งเล่มละ 35-40 บาทนะ ชั่งกิโลขายเนี่ยไม่คุ้ม ขอเก็บไว้ได้ไหม อย่าไปชั่งเชียว"

    เง้อ...นั่นมันของสะสมแม่ กว่าจะมีเงินซื้อมาอ่านและเก็บเป็นของตัวเองเนี่ยก็อายุปาไปเท่าไรแล้ว
    ขอแม้วเก็บไว้หน่อยนะแม่นะ อย่าไปชั่งกิโลขายเล้ยยยยยย

    3/24/2008

    Positive Thinking


     

    18]ยอมรับ ว่าช่วงนี้จิตใจไม่ค่อยจะอยู่กับร่องกับรอย
    มันเหนื่อยๆ เพลียๆ ประกอบกันไปเสียหมด
    เหมือนจะไม่สบายตอนกลางคืน ตื่นมาตอนเช้าทะลึ่งหาย
    กลางวันก็ง่วงหาว อยากจะนอนมันซะตรงนั้น แปลกๆ พิกล
    วันนี้อาการเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียก็ยังไม่หาย
    ทั้งๆ ที่เป็นวันที่ยุ่งวุ่นวายแต่ก็มีอะไร ๆ ดีเกิดขึ้นบ้าง

    "ในยามที่มืดมน เรามักจะพบเจอสิ่งที่ดีปะปนอยู่บ้างเสมอ" เคยได้ยินแฮรี่พอตเตอร์พูดไว้ในตอนหนึ่ง

    ได้คุยกับเพื่อนเก่า เพื่อนแก่ที่ไม่ได้คุยกันเสียนาน
    ตั้งแต่จบ ม.ปลายออกมาเรียนมหาวิทยาลัย
    ทำงานมาตั้ง 8-9 ปี ก็เพิ่งจะวันนี้นี่แหละที่ดันมาคุยกันผ่าน MSN Messenger ซะอย่างนั้น



    32ริน เพิ่งออกจากงานและมาตั้งใจเรียนโทให้จบ เห็นอย่างนั้น
    ส่วนจูน คู่หูของรินตอนนี้เป็นพยาบาลอยู่ใกล้บ้าน
     
    แต่ยังอุตส่าห์ออนไลน์มาคุยพร้อมๆ กันได้ ทึ่งจริงๆ 
    เราทั้งสามคนเคยเรียนอยู่ร่วมชั้น อยู่หอพักเดียวกัน
    เคยสนิทสนมกลมเกลียวกันดี พอกลับมาคุยกันอีกที
    ใจก็อดคิดถึงแต่เรื่องเก่าๆ เสียไม่ได้
    ชักแก่เข้าไปทุกวันๆ เอาแต่คิดถึงเรื่องเก่าๆ จะบ้าตาย
    วันก่อนนั่งดูรูปตัวเองที่ไปถ่ายคู่จิงโจ้ โอโห..... ตีนแมวบุกเต็มหางตาเลย 555
    จริงๆ จั่วหัวเอาไว้ว่าจะเขียนเรื่องการคิดบวก
    เคยเขียนเรื่องนี้ไปหลายรอบ แต่ก็ยังหากินกับมันได้เสมอ

    ไอเรื่องคิดบวก คิดลบเนี่ย สำคัญนักกับชีวิตคนเรา 
    ใจว่ามันมีอิทธิพลกับชีวิตของเรามากมาย
    ก็ถ้าคิดลบตลอดเวลา ชีวิตเราก็คงบ้าหาที่เปรียบไม่ได้
    คิดบวกตลอดเวลา เขาว่าเราจะไม่มีภูมิคุ้มกัน
    อาจถูกหลอกได้ แต่ใจก็ไม่เคยหาความพอดีได้เจอ
    38ไม่รู้ว่าควรจะคิดดีแค่ไหน ลบเท่าไร
    พอคำนวณไม่ได้เลยพาลใช้ชีวิตมันไปตามปกติซะเลย

    แต่ที่บอกว่าอยากจะเขียนเรื่องนี้ในวันนี้นั่นเป็นเพราะว่า
    คำพูดหลายคำของคนที่เราบังเอิญเดินผ่านมันทำให้เราคิดว่า
    บางทีการคิดแบบเขามันทำให้เราสดชื่นได้
    การคิดบวกเหมือนเป็นการหลอกตัวเอง ปลอบตัวเอง
    สุดแล้วแต่ใครจะนิยามมัน แต่ใจว่ามันก็ให้ผลดีกับเรา
    หากเราไม่เอนเอียงบวกมากไป มันก็ดูจะเกินไปสักนิด

    พี่เอ็นดู รุ่นพี่ที่ออฟฟิศซึ่งดูแลตรวจทานงานเขียนเราเสมอ บอกว่า

    "ใจก็คิดเสียว่ามันเป็นการดีหากเราจะถูกแก้งาน
    กะทิน่ะไม่เคี่ยวก็ไม่ข้นนะ รู้ไหม??"

    ได้ฟังแบบนี้แล้วชื่นใจ ต่อให้เขียนอะไรไม่ดี
    ถูกตีคืนกลับมาแก้ก็รู้ว่ามันจะดีกับเราด้วยเหตุผลทั้งปวง

    18ริน เพื่อนที่เพิ่งจะได้กลับมาคุยกันหลังจากหายไปตั้งสิบปี
    มีคำพูดดีๆ หลุดออกมา
    ทำให้ใจเก็บมาคิดว่าบางทีมันก็เป็น positive thinking
    เราถามกันว่าทำไมถึงนอนดึก รินก็ตอบกลับว่า

    "ช่วงนี้ต้องกอบโกยนะนอนดึกเนี่ย เพราะแก่ตัวมานอนดึกไม่ได้"

    ออกจะกำปั้นทุบดินไปสักนิด แต่ได้ยินแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้
    ไม่รู้คิดได้ยังไง แต่ใจรู้สึกดีขึ้นมากมายที่ได้ยิน บางทีนอนไม่หลับ
    บางคนเครียดจนไม่รู้จะหาทางแก้ยังไง กินยาก็แล้ว กินนมก็แล้ว
    แต่ก็ยังไม่วายนอนดึก ดังนั้นก็คิดเสียว่า
    เป็นช่วงเวลาของการกอบโกย เมื่อนอนก็จะไม่ได้ตื่น
    และแก่ตัวก็จะนอนดึกแบบนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

    5555 เออ แหม้...ชอบจริงๆ อารมณ์ดีๆ

    3/23/2008

    กระโดด



     

    มีคนถามใจเข้ามาค่อนข้างมาก
    ว่าใครเป็นคนถ่ายรูปกระโดดที่ปรากฎบนภาพด้านบน space นี่
    และที่สำคัญคือใช้กล้องอะไรถ่าย

    คนที่ถ่ายรูปให้ใจคือ "เจ"
    เพื่อนร่วมทริปไปออสเตรเลียด้วยกันถึง 15 วัน
    เป็นผู้ชายคนแรกที่ใจออกเดินทางยาวไกลด้วยนานขนาดนี้
    ส่วนคุณผึ้ง ผู้หญิงอีกคนที่ร่วมทริปไปด้วย
    ก็กลายเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ใจร่วมทริปในต่างประเทศด้วยนานที่สุดเช่นกัน
    มันจะมีใครที่เราเจอหน้าทุกวันเช้า กลางวัน เย็น กลางคืน
    และ เช้า กลางวัน เย็น กลางคืน แบบ 15 วันติด
    หมายเหตุอยู่ที่การใช้ชีวิตทั้งหมดอยู่ในต่างประเทศด้วยนะ
    บอกตรงๆ ใจยังแอบคิดเลยว่า ถ้าใจแต่งงานไป
    ใจจะเห็นหน้าที่รักของใจแบบตลอดเวลาอย่างนี้ถึง 15 วันรวดไหมนะ?? เอิ้ก...

    อ้ะ... กลับมาเรื่องกล้อง
    จริงๆ กล้องที่ใช้ถ่ายรูปนี่ก็คอมแพ็กธรรมดา
    แต่หลายคนบอกว่ากล้องแคนอน G9 เนี่ยมันผ่านจุดของคำว่า "คอนแพ็ก" มาแล้ว
    เพราะไม่เพียงแต่สามารถปรับ ISO และค่าสารพัดแบบแมนนวลได้ในตัวแล้ว
    ยังมีที่เสียบแฟลช ใจเคยลองเอาแฟลชตัวโตของ 1D Mark II มาใส่ เหอะๆ ใส่ได้ด้วย
    เพียงแต่ว่า แฟลชตัวเท่ากับกล้องเลยล่ะ แถมยังหน้าค่ำด้วย
    นอกจากนี้ใจยังไปถอย tube และเลนส์ไวด์มาต่อด้านหน้า
    ปรากฎว่าตอนนี้ "โคตรจะรักมันเลย"

    เวลาใจกระโดดเจจะเป็นคนถ่าย
    เจกับคุณผึ้งกระโดดส่วนใหญ่ใจเป็นคนถ่าย
    หลักการง่ายๆ เรานับ หรือใครนับก็ได้ 1 2 3  แล้วกระโดด
    แต่ได้โปรดกดชัตเตอร์ระหว่าง 2 กับ 3 นะ ไม่งั้นไม่ทัน
    เราต้องกดชัตเตอร์ก่อนเล็กน้อย เพราะเขามักจะลอยละล่องอยู่กลางอากาศอยู่พอดี
    เอากล้องวางกับพื้น หรือต่ำกว่าเข่าจะดีมาก หากว่าเขากระโดดได้ไม่สูง
    กดกล้องลง แล้วมองผ่านจอแอลซีดีที่แสดงผล
    มันเหมือนกับเราถ่ายมุมเงย เขาจะกลายเป็นคนกระโดดสูงไปในทันที
    ยกเว้นคุณอยากจะจะถ่ายมุมธรรมดา ก็ว่ากันไป

    หนหนึ่งใจเคยเห็นม่วยเพื่อนซี้
    เอากล้องฟูจิไปถ่ายเพื่อนๆ ที่ทำงานข้างทะเล
    ทุกคนทำท่ากระโดดเหมือนหนังจีนกำลังภายใน
    ทาทางแตกต่างกันหมด แต่ม่วยกดได้ทัน
    รูปออกมา "สวยเป็นบ้า" แสดงว่าม่วยกดเก่ง
    และกล้องคอมแพ็กก็ถ่ายรูปแบบนี้ได้

    อ้อ.. ท่าซูเปอร์แมนก็มีนะ แบบว่ากระโดดลงมาจากที่สูง ทำท่าเหาะ
    หากคนกดกดทัน จะกลายเป็นเหาะอยู่กลางอากาศพอดิบพอดี
    มีคนถ่ายท่านี้เอาไว้หลายหน ใจเคยเปิดเจอ ดูทึ่งกับความคิดนี้ไม่น้อย


    ปล1.
    พี่เจี๊ยบบอกว่าดีนะที่ฝึกกระโดดไปก่อน ไม่งั้นไม่ได้แบบนี้
    ท่าจะจริง กระโดดทีละ 6-7 ครั้ง ทำเอาเหนื่อยหอบตลอด
    ท่าไม่สวยมั่ง ขอหาย หน้าแหก แขนบังหน้า
    เขาบอกว่าเวลากระโดดต้องมองกล้อง เก๊กยิ้ม และทำท่าที่คิดว่าคอมโพสต์สวยที่สุดด้วย
    ฮ่วย.......เหนื่อยนะ ขอบอก

    ปล.2
    ใจเห็นแล้วล่ะ บางคนกดไม่ทัน เพราะมือมันไม่ไหวเท่ากับหัวใจในบางครา
    เอาเป็นว่า ไปฝึกกันดู... ได้รูปกระโดดสวย ๆ ก็ช่วยเอามาอวดกันด้วย

     

    3/20/2008

    ผมหน้าม้า



     

    มีคนทักว่าใจอายุ 30 แล้วตัดหน้าม้าไม่แอ๊บแบ๊วไปเหรอ?
    เออ ... ก็เพิ่งจะมีคนมาทักแบบนี้เป็นหนแรก

    ยังงี้ใครเลย 30 ตัดผมหน้าม้าก็ถือว่าแอ๊บแบ๊วไปเสียหมดสินะ??

    มีกฎหมายข้อไหนไหม ห้ามหญิงไทยตัดหน้าม้าเมื่อเลยวัย 30?
    แล้วมันผิดด้วยหรือยังไง หากจะไปตัดผมหน้าม้ามั่ง เพียงเพราะ "อยากจะตัด"

    แม้จะออกจะรู้สึกตื่นเต้นในวันก่อนที่ตัวเองจะ 30 ขวบซึ่งมันก็ผ่านมานานแล้ว
    แต่จนแล้วจนรอด ใจก็คิดแค่ว่ามันก็เป็นแค่อายุนั่นแหละ มันก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นๆ
    ไม่มีใครมีตัวเลขอายุแบบถอยหลัง ลดลง ลดลง หนุ่มลง ไม่แก่ขึ้น
    เราจะเคยชินกับตัวเลขที่มากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
    เราจะไม่รู้สึกว่าทำตัวให้เด็กลง เพราะอายุมากขึ้น นั่นเป็นเพราะใจคิดว่า
    "มันจะเป็นของมันไปเอง"
    เคยเป็นอย่างไร ลักษณะนิสัยมันบ่มเพาะมายาวไกลจนเกินกว่าจะถอยหลังกลับไปได้
    ต่อให้แก้ไขได้ ก็จะไม่ยาวนานนัก มันเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกจนยากที่จะแก้กันได้เพียงข้ามคืน
    ดังนั้นต่อให้ใจตัดหน้าม้า หน้าตา ท่าทางมันก็ยังเป็นใจที่สั่งสมมาตลอดอายุ 30

    หากหน้าใจจะมีริ้วรอยบ้างขัดกับทรงผม มันจะแปลกตรงไหน?
    หรือหากใครบางคนจะคิดว่าใจหน้าเด็กทั้งๆ ที่ 30 ควรจะทำทรงผมหยิกๆ ให้สมวัย



    ใจก็อยากจะได้เหตุผลว่า "ด้วยเหตุใด??" 

    เรื่องของทรงผมเป็นเรื่องของปัจเจก เราเลือกได้โดยไม่มีใครมาสั่ง
    ยกเว้นว่ากำลังเรียนอยู่ในโรงเรียน ไปโกรกผมจะโดนอาจารย์ปกครองเฉ่งเอาได้
    แต่หากทำงานแล้ว หาเงินเองได้ เลือกไปเลยที่ชอบ ไม่เหมาะกับหน้าก็อย่าสน เพราะสุดท้ายเราเป็นคนเลือกเอง

    เมื่อสองเดือนก่อนระหว่างนั่งรถแท็กซี่ข้ามฟากจากฝั่งอาร์ซีเอไปโผล่ลาดพร้าวกับพีอาร์รายหนึ่ง
    เธอบอกว่า "คุณใจเหมือนจะเด็ก แต่พอทำงานจริงๆ ดูแก่ไปเลยทันที"
    นั่นแหละที่ใจปรารถนา นั่นหมายถึงใจผ่านในแง่ของการปรับตัวตามกาลเทศะ
    หากใจอยากจะสนุกสนานในยามหนึ่งนั่นก็คือใจ
    แต่หากใจจะต้องภูมิฐานต่อหน้าผู้ใหญ่และใครที่ทำงานด้วยนั่นก็ยังเป็นใจอยู่ดี
    ใจว่าจะมีบางคนเริ่มเห็น จะมีคนเริ่มสัมผัสและรับรู้ว่า "มันเป็นยังไง" ก็ต่อเมื่อเห็นผลงาน
    และอยู่ต่อหน้าใจในเหตุการณ์บางอย่าง หรือได้พูดคุยกันบ้างในเรื่องที่มันต้องใช้สมอง
    (มันในที่นี้ หมายถึงใจเอง)

    หน้าม้าไม่ได้วัดคนหรอกว่า ดีหรือไม่ดี หรือมีนิสัยอย่างไร
    ทรงผมมันก็แค่ครอบหัวสมองเราไว้ ป้องกันแดด และทำให้ดูสมบูรณ์ในตัวของเรา
    จะแดง จะมีหงอก จะหยิก หรือจะตรง

    สุดท้าย มันก็แค่ภายนอก ไม่ใช่หรือไง????

    ปล. เหนือสิ่งอื่นใด ก็มันผมของใจ.. จะตัดหน้าม้า ใครจะทำไม.. เหอะๆ จบข่าว


    พี่โอ๊ะมองหาปาล์ม



    เมื่อวานพี่โอ๊ะบอกว่าจะไปหาซื้อปาล์ม ...
    ไม่ใช่พีดีเอยี่ห้ออื่น เหมือนเราเรียกรวมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นมาม่า
    เรียกแฟ้บ เป็นผงซักฟอก
    เรียกเครื่องดื่มบำรุงกำลังเป็นแบรนด์กระทิงแดงไปหมด
    หรือเรียกอุปกรณ์บันทึกหน่วยความจำแบบแฟลช
    หรือ flash memory เป็น trump drive
    ทั้ง ๆ ที่มันเป็นยี่ห้อที่ผลิตแฟลชไดร์ฟเป็นรายแรก
    เราเคยเรียกรวมพีดีเอเป็นปาล์มเสียหมดในช่วงหลายปีก่อนหน้า
    แต่ว่าใจกำลังหมายถึง "ปาล์ม" พีดีเอยี่ห้อ "ปาล์ม" จริงๆ ต่างหาก

    ใจเป็นนักข่าวไอทีมาก็หลายปี แต่นานแล้วที่ชื่อนี้หลุดออกไปจากระบบของสมอง
    พอพี่โอ๊ะพูดถึงปาล์มขึ้นมาเลยคิดได้
    แม้จะยุ่งๆ ง่วนๆ อยู่กับการปั่นต้นฉบับไปด้วย แต่ก็ยังแอบตกใจไปพลางๆ

    พี่โอ๊ะชอบปาล์มมาตั้งแต่สมัยเป็นนักข่าวอยู่ที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ..อันนี้จำได้แม่น
    สาวกปาล์มตัวจริง รักจริง หวังใช้มันมานาน ใจก็เห็นมันอยู่ คนรอบข้างก็คงจะเห็น
    แต่เมื่อวานใจเพิ่งเห็นความมุ่งมั่นของพี่แกในการหามันมาใช้งานอย่างจริงจัง
    (หรือว่าแกพยายามมานานแล้ว แต่ใจทะลึ่งไม่เห็นเองนะเนี่ย??)
    แกบอกว่าแกแอบไปส่องหลายร้าน บางร้านบอกไม่มีขายแล้ว ใจแกเริ่มแป้ว
    คิดว่าจะไปเดินหาซื้อในงานคอมมาร์ต หวังว่าคงจะมีหลุดมาขายบ้าง
    บางครั้งแกเคยโทรฯ ไปที่ร้านขายเขาบอกว่าเหลือน้อย หรือไม่มีขายแล้วบ้าง
    แกส่งเว็บมาให้ใจดูว่าแกอยากได้รุ่นไหน ใจเลยบอกให้แกสั่งจากเว็บมาซะเลย
    แต่ใจได้รับคำตอบว่ามันแพง ต้องไปหาซื้อเอง

    มันเป็นความมุ่งมั่น ในวันที่ใจแอบแซวแกว่า 

    "พี่คะ ใจว่าปาล์มมันคงใกล้ไปแล้วล่ะ"

    BR>ดูเหมือนพี่โอ๊ะก็จะเห็นด้วย มันคงใกล้ไม่มีให้เราเห็นแล้ว
    การหายากเป็นคำตอบอย่างหนึ่งที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจน
    หรือว่ามันเป็นกลยุทธ์การขาย ยิ่งหายาก ยิ่งแพง???

    ใจไม่เคยมีความพยายามในการหา gadget มาใช้งานเท่าพี่โอ๊ะ
    หากมันไม่มี ใจก็แค่เปลี่ยนอันอื่นมาทดแทน แบรนด์อื่นใจก็ใช้ได้
    ยกเว้นเรื่องรองเท้า ใจจะหามันจนเจอ ไม่เจอก็จะปวดหัวใจแบบที่พี่โอ๊ะกำลังเป็นอยู่

    หวังว่าความพยายามครั้งนี้จะบรรลุผล
    ไม่เป็นอย่างที่ใจแอบแซวพี่แกอีกรอบว่า

    "มันเป็นความพยายามครั้งยิ่งใหญ่ แต่ไม่มีใครเห็นใจ"

    หวังว่าดวงจะดี โชคจะบรรดาล ขอให้พี่โอ๊ะได้ปาล์มมาใช้ไวๆ

    ปล. พี่คะ รุ่นมันเก่า แถมราคายังแพงเท่าแบรนด์ใหม่ๆ ที่ใจบอกเลยนะคะ 5555


    3/19/2008

    เพราะรถคันนี้สีขาวเราเลยต้องบอกว่ามันเป็นสีแดง



    เมื่อไม่นานมานี้ได้ฟังรายการวิทยุรายการหนึ่ง
    ฟังแล้วถูกใจ เก็บมาคิด เก็บมาจำจนถึงทุกวันนี้

    ดีเจรายการวิทยุที่ว่า พูดถึงอุปนิสัยเก่าแก่ของไทยกลุ่มหนึ่ง..ย้ำ...กลุ่มหนึ่ง
    เขาว่ากันว่าคนไทยกลุ่มนี้เป็นพวกนิยมหลอกตัวเอง
    เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เขายกตัวอย่าง ทำให้เราเห็นภาพได้อย่างชัดเจน

    คนกลุ่มหนึ่งชอบเอาสติ๊กเกอร์มาแปะรถ

    "รถคันนี้สีแดง รถคันนี้สีน้ำเงิน รถคันนี้สีชมพู"

    ทั้งๆ ที่รถคันนั้นสีกลับตรงกันข้าม
    เช่นรถสีแดง เจ้าของแปะสติ๊กเกอร์ให้คนรอบข้างอ่านว่า

    "รถคันนี้สีขาว"

    เป็นเสียอย่างนี้
    แม้แต่สีรถยังหลอกตัวเอง
    หลอกตัวเองได้หรือยังไง ในเมื่อเห็นสีของรถแบบนั้นอยู่ทุกวัน
    แล้วคิดว่าจะหลอกผีหลอกเจ้าได้ที่ไหน
    เขาจะยอมให้หลอกหรือนี่กระไร?

    ดีเจคนเดิมยังบอกด้วยว่า หากว่าเชื่อเรื่องโชคลางหรือดวง
    ก็ให้ซื้อรถสีที่ถูกกับดวงและโฉลกของตัวเองตั้งแต่แรก
    จะได้ไม่ต้องชอบรถสีแดง แต่แปะสติ๊กเกอร์บอกว่ามันเป็นสีอื่น

    ชอบๆ ... พูดอีกถูกอีก ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมมันเป็นอย่างนั้น
    หรือเพราะว่าคนไทยกลุ่มนั้น ชอบหลอกตัวเองจริงๆ ??

    ปล. อยากจะหลอกตัวเองว่าน่ารักเหมือนพอลล่าร์บ้าง แต่ดูท่าจะไม่ไหว
    เขียนป้ายแปะว่าใจเป็นพอลล่าร์ ก็คงจะมีแต่คนด่าตามเป็นแน่ เหอะๆ
    เป็นใจแหละดีแล้วเนอะ....



    ความทรงจำในการเก็บเห็ด






    เพราะพี่สาวคนกลางและคนโตออกจากบ้านไปเรียนในเมืองตั้งแต่ม.ต้น
    และเราก็อายุห่างกัน 5 และ 6 ปีตามลำดับ ดังนั้นเวลาที่ใจอยู่ป.1 พี่สาวจะอยู่ ป.6
    และอีกคนก็เข้ามัธยมไปแล้ว เวลาที่ใจกำลังจะเข้ามัธยมพี่สาวคนหนึ่งก็จบไปปีก่อนหน้า
    ส่วนอีกคนก็กำลังจะจบในอีกไม่ช้า เราเลยไม่มีโอกาสได้ร่วมสถาบันการศึกษาเดียวกันได้ยาวนาน
    เวลาของการพบปะกันนานๆ จึงกลายเป็นช่วงของการปิดเทอมของแต่ละภาคการศึกษาเพียงเท่านั้น
    ใจจำได้ว่าปีหนึ่งของการปิดเทอมของทั้งพี่สาวและใจ เรามีโอกาสได้อยู่กันพร้อมหน้าที่บ้าน

    ในหมู่บ้านเกิดของใจและพี่สาว รวมถึงแม่ ซึ่งไม่ใช่หมู่บ้านปัจจุบันที่เราเพิ่งย้ายมาในช่วงสิบปีนี้
    เป็นที่พักพิงของทุกคนได้เป็นอย่างดี ที่นี่มีทั้งที่นา สวนมะม่วง ของเราที่เกิดมาก็รู้ว่ามีมันอยู่แล้ว
    ที่นาที่ทุกปีแม่กับพ่อจะไถ หว่านกล้า ถอนต้นกล้า ดำนา ดูและและเก็บเกี่ยวมันกับมือทุกปี
    ใจมีหน้าที่เดินตามรถไถนาในช่วงของการเตรียมพื้นที่ก่อนหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อเอาต้นกล้าที่ดี

    น้ำฝนที่ตกหล่นจากฟ้าในช่วงฤดูฝนมันขังในกรอบสี่เหลี่ยมของคันนา กลายเป็นที่นาขนาดหนึ่งไร่
    ปลามาจากไหนไม่ทราบ รู้แต่ว่าพอไปแอบมองดูจะเห็นปลาในนาข้าวเก่าๆ อยู่เสมอ
    เมื่อรถไถติดเครื่องและเริ่มทำให้ดินเป็นน้ำโคลนเละๆ เด็กๆและชาวบ้านหลายคนจะเดินถามรถไถที่แหวกทางโคลนจนเห็นพื้นดิน
    ทางน้ำเปิดทาง ปลาจะกลิ้งผ่านลอดออกมาตรงกลาง หรือไม่ก็แหวกว่ายเห็นเป็นตัวชัดเจนในโคลน
    เราทุกคนที่เห็นปลาพร้อมกันจะกระโจนจับปลา ใครดีใครได้ ใครมือแม่นจับได้ปลาก่อนก็จะมีปลาอยู่ในมือของตนเอง
    ใจชอบอารมณ์หาปลาแบบนี้ ได้ปลามาอวดแม่ในตอนเย็นแล้วมันภูมิใจ บางทีมันก็กลายเป็นน้ำพริกของอาหารมื้อเย็น
    แต่แม่ไม่ค่อยชอบใจ ที่ใจแก้ผ้าเปื้อนโคลนวางทิ้งไว้ในห้องน้ำ ให้แม่ช่วยซัก
    แม้แม่จะบ่น แต่ใจก็เห็นว่าเช้ามาเสื้อผ้าที่ใจถอดวางไว้ แม่ก็ซักแล้วเอามามันตากไว้ที่ราวตากผ้าหลังบ้านทุกครั้งไป
    เด็กๆ มักสนุกสนานกับการเล่นกับโคลนเมื่อผู้ใหญ่เขาไถนา
    ใจมักจะชักชวนเพื่อนฝูง เด็ก ๆแถวบ้านไปหาปลากันแบบนี้เป็นประจำ โดยมีแม่กับพ่อช่วยเตรียมอุปกรณ์ให้
    กลับมามือเละ เล็บดำบ้าง แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดี อย่างน้อยเด็กในเมืองเขาก็คงไม่เคยทำกัน

    ช่วงฤดูฝน ฝนตกหนัก ลมก็มักจะแรง สวนมะม่วงของเรามักจะเกิดปัญหาตามมาเสมอ
    ทำไมมะม่วงต้องออกหน้าฝน ก็เพราะฝนมันตก ลมแรง แล้วทำไมมันไม่ออกไปออกหน้าหนาว ใจก็ไม่เข้าใจ...
    เวลาฝนตกหนักในคืนก่อนหน้า เช้าวันรุ่งขึ้นใจกับพ่อมักจะขับรถมอเตอร์ไซด์ไปที่สวนมะม่วง
    ไปเก็บมะม่วงที่ถูกลมพัดให้หล่นลงพื้นดินเป็นจำนวนมาก ไอที่แตกเราจะปล่อยมันทิ้งไว้แบบนั้น กลายเป็นปุ๋ยบำรุงไป
    ไอที่ไม่เละ ไม่พังเราจะเก็บใส่กระสอบแล้วขนกลับบ้าน นำมาดองในไหเก็บไว้ใต้ถุนบ้านถึงเวลาก็ขายให้กับพ่อค้าในราคาส่ง

    ใต้ถุนบ้านหลังใหญ่ของเราเลยมีไหเป็นร้อยๆ ใบ ใสมะม่วงดองไว้เป็นเดือน ถึงเวลาก็มีคนมาซื้อ
    มะม่วงดองบ้านใจกรอบ เค็มและหวานกำลังดี ไม่เห็นจะเคยกินแล้วท้องเสียเหมือนมะม่วงดองสมัยนี้
    กินทีไรแวะลงกลางทางหาห้องน้ำทุกทีสิน่า ลำบากชีวิตดีพิลึกเวลาอยากกินมะม่วงดองเนี่ย เหอะเหอะ

    หากว่าไม่มีฝน กลางวันบางวันเราก็พกกะปิตราเรือใบกระป๋องละสองบาทฝาเหลืองติดใส่ย่าม
    ปีนไปนั่งบนต้นมะม่วง สอยมะม่วงสด ๆ มาปอกเปียก หรือไม่ก็เฉาะเป็นชิ้นๆ นั่งจิ้มกินกับกะปิกันเสียอย่างนั้น
    ใต้ต้นมะม่วง แม่มักจะปลูกถั่วลิสงเอาไว้ มันเป็นการบำรุงดินและเราก็เก็บมันไปต้มกินและขายได้เป็นเงินกลับมา

    บางฤดูเราพากันไปขุดหาจิ้งหรีดที่แถวบ้านเรียกกันว่า "จี้กุ่ง" เอามาทอดกรอบ และทำเป็นน้ำพริก อร่อยมากมาย
    ความทรงจำเกี่ยวกับสวนมะม่วงมากมายเหลือล้น รวมถึงคุณตาคนเฝ้าสวน
    ที่พี่สาวคนกลางเขารักของเขามากมาย รักในที่นี้หมายถึงเคารพรักและนับถือ
    คุณตา อายุมาก พ่อกับแม่จ้างไปช่วยดูแลสวนให้ เรามักจะคุ้นเคยกับแกเมื่อเข้าไปในสวนมะม่วง
    ไปเมื่อไรก็เจอ เมื่อไรก็เจอแกที่สวน เป็นเวลาหลายปีที่เราเห็นหน้าค่าตาแกในฐานะคนดูแลสวนอันเป็นที่รักของเรา
    หลายปีมาแล้วที่ใจได้ข่าวว่าแกเสียไป อาจจะเป็นช่วงสมัยใจเรียนม.ต้นเสียด้วยซ้ำ นานมากจนแทบจะจำหน้าแกไม่ได้เสียแล้ว

    ที่หมู่บ้านเกิดของแม่ ใจและพี่สาว ยังมีป่าที่อยู่ติดกันให้เราได้เข้าไปเยี่ยมชม
    คนบ้านนอกที่มีหมู่บ้านติดภูเขาคงเคยเข้าไปหาเห็ดในช่วงฤดูฝนต้นฤดูหนาว หรือปลายฤดูร้อนต้นฤดูฝนกันบ้าง

    ช่วงหนึ่งของการกลับบ้านและอยู่กันพร้อมหน้า เราทุกคนตกลงปลงใจกันว่าจะเข้าไปปิคนิคกันกลางป่า
    พูดซะโก้หรู จริง ๆมันเป็นการเอาห่อข้าว ขนมและน้ำใส่ย่ามของแต่ละคนแล้วเดินเข้าป่า
    เราเดินไปเรื่อยๆ ตั้งใจจะไปหาเห็ดเพื่อนำมาเป็นกับข้าวในมื้อต่อไป
    เงินก็มีซื้ออยู่หรอกเห็ดราคาไม่กี่บาท แต่ว่าการออกไปหาเห็ดร่วมกันเป็นแบบนี้เป็นความทรงจำ
    ที่อยู่ได้นานในหัวสมองของใจจวบจนถึงทุกวันนี้

    เราเดินออกจากบ้านเดินออกไปเรื่อยๆ เลี้ยวขวาห่างจากบ้านไม่กี่ร้อยเมตร
    ทางดินลูกรังมุ่งหน้าไปยังป่าของหมู่บ้าน เราเดินเข้าไปเรื่อยๆ แม่และพ่อแนะนำว่าดิน หรือต้นไม้แบบไหนจะมีเห็ด
    เห็ดแบบไหนกินได้ แบบไหนกินไม่ได้ เราอยากได้เห็ดหูหนูติดขอนไม้ อยากได้เห็ดเผาะที่แพงนักหนา

    เดินมาจนเหนื่อยและหิว พวกเรานั่งตรงริมน้ำ พ่อตัดใบตองตึง เหมือนกับใบสัก แต่ใบใหญ่กว่ามากาง
    เราเทกับข้าวและข้าวเหนียวบางไว้บนนั้น นั่งกินข้าวกันอย่างเงียบ
    อากาศในป่ามันเย็น เสียงน้ำไหลทำให้หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
    ใจจำได้ว่าใจอิ่มก่อนคนอื่น กินน้ำจากคลองเสร็จ ใจก็วิ่งไปเก็บมะไฟต้นใกล้ๆ
    มะไฟป่าหาได้ง่าย เปรี้ยวบ้างหวานบ้างตามอายุของมัน  แต่กินแล้วท้องเสียได้พอๆ กัน

    การเข้าป่าไปหาเห็ดด้วยกันหนนั้นเป็นหนที่เท่าไรไม่ทราบ แต่ใจจำไม่ได้อีกเลยว่าเราเคยเข้าป่าด้วยกันหลังจากนั้นอีก
    เมื่อเราย้ายบ้าน ป่าก็ไม่คุ้นเคย มันห่างไกลเกินไปสำหรับทุกคน จนถึงทุกวันนี้ใจก็ไม่เคยได้เข้าป่าที่ว่านั่นอีกเลย
    กำลังแอบคิดว่า กลับบ้านหนหน้าจะชวนพ่อกับแม่ไปเข้าป่าที่หมู่บ้านเก่าของแม่สักหน
    พี่สาวทุกคนก็อยู่ที่นั่น เราจะได้มีโอกาสอยู่กันพร้อมหน้าและหาเห็ดในป่าเดิมกันอีกครั้ง
    แค่คิด ก็จินตนาการภาพไม่ออกแล้วว่าจะมีความรู้สึกสนุกแค่ไหน
    ต้องรีบปฎิบัติภารกิจให้เสร็จสิ้น เราจะได้กลับบ้านไปหาเห็ดกัน

    เอาอีกละ หลัง ๆนี่ชักมีคนทักแล้วล่ะว่าเป็นคนแก่เอาแต่รำลึกความหลัง
    ก็ดูสิ ความหลังมันช่างเป็นความทรงจำที่มีค่า ไม่ขุดมานั่งนึกถึงมันก็ไร้ค่าที่จะจดจำ
    ว่าง ๆ ก็นั่งลองขุดความทรงจำเก่าๆ มาคิดถึงมันบ้างก็ได้นะ จะได้เห็นภาพดี ๆ เกิดขึ้นตั้งมากมายก็ได้ เหมือนใจนี่ไง

    ว่าแล้ว เราจะไปเก็บเห็ดกันนะ หนหน้าที่กลับบ้านเนี่ย


    3/14/2008

    ตื่นตีสี่ไปโรงเรียน




     
                                           คิดถึงแม่จัง


    เท่าที่จะพอจำความได้ ช่วงชีวิตในวัยเด็ก โดยเฉพาะวัยประถม
    ใจไม่เคยตื่นเช้าตีสี่ ตีห้า เพราะว่ากลัวจะไปโรงเรียนไม่ทันเลยสักหน
    โรงเรียนอยู่ใกล้บ้านเพียง สามสี่ร้อยเมตร ดังนั้นการตื่นตีห้าจึงไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก
    สามสี่นาทีจากการเดิน แถมเสื้อผ้าก็น้อยชิ้น ไม่หรูหรา ตื่นตีห้าคงไม่ดี

    ใจมักจะตื่นไปโรงเรียนก็ต่อเมื่อตะวันออกมาแยงตา แถวบ้านเขาเรียกว่าสายโด่ง
    ยังคงใช้เสียงแม่ด่า พ่อบ่น เป็นนาฬิกาปลุกที่ดีทุกเช้า 
    ไม่ค่อยจะอาบน้ำตอนเช้า ตามธรรมเนียมของเด็กต่างจังหวัด (อาจจะเฉพาะใจ ตอนนี้ไม่แล้วนะ 555)
    แปรงฟัน ใส่ชุดนักเรียน ใส่ถุงเท้าแล้วก็คว้ากระเป๋าออกไปเลย

    ยกเว้นวันที่แม่ต้องไปขายขนมที่ตลาด
    มีอยู่หลายปีที่แม่ขายขนมที่ตลาดเช้าของหมู่บ้าน
    ทุกเย็นใจต้องเป็นลูกมือในการจัดเตรียมขนม
    สารพัดร้อยแปดขั้นตอนการทำขนมแม่ ทำเอาเพลียไปได้ทั้งคืน

    ขนมหม้อแกงของแม่เกิดจากการเอาถั่วเขียวกระเทาะเปลืองมานึ่ง
    บดแล้วเคี่ยวกับกระทิและน้ำตาล
    เมื่อถั่วกลายข้นเละได้ที่ ก็เทใส่ถาดแบน แม่เอาหอมเจียวพร้อมน้ำมันเจียวหอมทาด้านหน้าพอประมาณ
    หลังจากนั้น เอาสังกะสีวางทับถาดแล้วเอาถ่านแดงๆ ร้อนๆ วางด้านบน
    นั่งเฝ้าพอเหงื่อออก ยกออก ด้านหน้าของขนมไม่เพียงแต่จะเกรียม แต่ด้านหลังยังสุกอีกด้วย
    จินตนาการถึงกลิ่นของถั่วกับกระทิ และหอมเจียวสิ ... ชักหิวแล้วล่ะตอนนี้
    แม่เอาไม้บรรทัดขีดสมุดเรียนของใจมาทาบ
    วัดขนาดของช่องถาดให้เท่าๆ กัน ทำรอยไว้เล็กๆ แต่ละด้าน
    หลังจากนั้นก็กดปลายมีดลงลึกถึงก้นถาด ทะแยงไปมา
    สุดท้ายขนมหม้อแกงเลยกลายเป็นชิ้นย่อมๆ แม่ขายชิ้นละห้าสิบสตางค์
    ไม้บรรทัดใจก็เปื้อนน้ำมันด้วย จำได้ว่าสมุดทุกเล่มเป็นกลิ่นขนมหม้อแกงหึ่งเลย

    นอกจากนี้ยังมีข้าวเหนียวสังขยา
    แม่เอาข้าวเหนียวอย่างดีมาแช่น้ำข้ามคืน เทน้ำออก แล้วนึ่ง
    ยกจากเตาได้ ก็ผสมกับน้ำกระทิเคี่ยวผสมกับน้ำตาล
    กลายเป็นข้าวเหนียวมูนมาในทันที

    ส่วนสังขยาเกิดจากการที่แม่เอาไข่แดงเทในกระละมังเล็กๆ
    เอาน้ำตาลปึกเคี่ยวผสมกะทิเทใส่ลงไปทีละนิด ค่อยๆ ตีด้วยที่ตีไข่ด้วยมือ
    ตีจนฟองขึ้น ทั้งไข่และน้ำตาลเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน เติมเกลือนิดหน่อย
    แล้วก็เทใส่กระละมังอีกใบขนาดย่อม บางทีก็เป็นถาด
    ยกไปใส่เตานึ่ง จนกระทั่งสุกหอม เหลืองงาม บาดใจคนทำแท้ๆ
    โดยมากแล้วกล้ามใจจะขึ้น เพราะถูกใช้ให้ตีไข่...

    แม่ยังทำข้าวต้มมัด สังขยาในฟักทอง ขนมเปียกปูน
    วุ้นกระทิ และอื่นๆ อีกมากมาย

    ทุกเช้าตีสี่ครึ่ง แม่จะปลุกใจให้ลุกจากเตียง
    แม่หาบกระบุงที่ใส่ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างเอาไว้ด้านใน
    ใบตองตัดเป็นชิ้นๆ ให้พอใส่ขนมขนาดที่ต้องการ
    ไม้ทางมะพร้าวที่หั่นแล้วให้เป็นเหลี่ยมคมเอาไว้กลัดใบตองห่อขนม
    ไม้บรรทัดของใจเผื่อเอาไว้วัดขนมถาดที่ยังไม่ทันได้วัดและตัดเป็นชิ้น
    กระป๋องใส่เศษเหรียญ ถุงพลาสติกสำหรับใส่ห่อขนม มีดและอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย

    เราเดินออกจากบ้านท่ามกลางความมืด
    เวลานี้ใครๆ เขาก็นอนกัน บ้านนอกแบบนี้หน้าบ้านเขาไม่ค่อยเปิดไฟกันสักเท่าไร
    มีเสียงของหมาเห่าเวลาเราเดินผ่านหน้าบ้านของใครบางคน
    มีแสงไฟลอดออกมาจากตัวบ้านของชาวบ้านที่เริ่มตื่นกันบ้างแล้ว
    พอให้เราได้เห็นทางเดินลางๆ แต่อาศัยแสงจันทร์ และไฟฉายในมือช่วยเหลือเสียมากกว่า
    นอกจากนี้เสียงไก่ขัน ยังทำให้ใจหายวาบๆ เป็นบางครั้ง
    เพราะมันมักจะตีปีกก่อน ทำให้ความเงียบงันถูกแทรก แรกๆ ก็นึกว่าเสียงผี....
    ใจถูกปลุกไปช่วยแม่ขายของแบบนี้ทุกเช้าเป็นเวลาหลายปี
    เดินไปเป็นเพื่อนแม่ ช่วยแม่ขาย ช่วยแม่เก็บของใส่กระบุงแล้วหาบกลับ
    จนกระทั่งกลับบ้าน ใจเอาไม้บรรทัดคืนมา แล้วก็เอาใส่กระเป๋า ไปโรงเรียน

    พี่สาวคนอื่นๆ ออกจากบ้านไปเรียนหนังสือกันแล้ว เพราะเราห่างกันก็ตั้ง 5-6 ปี
    ใจเลยกลายเป็นคนที่แม่สอนให้ทำขนมพวกนี้มาเสียนาน
    แอบทำกินเองก็บ่อยครั้ง บางทีมันก็ไม่เสียหายอะไรนะเนี่ย โฮะโฮะ

    ย้อนกลับมาที่การตื่นเช้าอีกหน
    เป็นเพราะว่าใจเห็นเด็กนักเรียนสมัยนี้เขาตื่นเช้ากัน
    บางคนตื่นตั้งแต่ตีสี่ ตีห้า เพราะว่ารถจะมารับไปโรงเรียน
    หรือไม่ก็ต้องนั่งรถไปโรงเรียนก่อนแปดโมง ไม่งั้นจะสายเอา
    เห็นแล้วเศร้าแทน กว่าใจจะตื่นเช้าไปเรียนแบบนั้นได้ก็ปาเข้าไป 18-19 สมัยเรียนมหาวิทยาลัยกันแล้ว
    เด็กอนุบาลยังตื่นตีสี่ ตีห้า แล้วไปหลับบนรถ นอนในห้องเรียน แหม้.... อะเมซซิ่งจริงๆ

    ถามชโรเพื่อนซี้ ชโรบอกว่าลูกชายตื่นตีห้ามานั่งเล่นเกมกับแม่ก่อนไปโรงเรียน
    เจ็ดโมงไปโรงเรียน แล้วบ่ายคุณครูก็ให้นอนในห้อง เพราะยังเล็กอยู่มาก นั่นก็สมเหตุสมผลอยู่
    แต่หากว่าเด็กนักเรียนประถม มัธยม ต้องตื่นตีสี่ แล้วไม่มีให้นอนแล้วล่ะก็
    ให้จินตนาการกันเองว่าวิชาพระพุทธศาสนา หรือว่า ภาษาอังกฤษ เด็กถึงนั่งหลับกันและโดนปรับกันคนละห้าบาท
    เพราะว่าต้องตื่นกันตั้งแต่ตีสี่ตีห้าเพื่อไปให้ทันโรงเรียนเคารพธงชาตินี่แหละส่วนหนึ่ง
    แม้อาจจะไม่ใช่เหตุผลสำคัญทั้งหมด เพราะเด็กบางคนอาจจะติดละครหลังข่าว
    บางคนอาจจะกำลังติดแชท หรือแอบกินกาแฟเย็นจนนอนไม่หลับ
    แต่ใจก็อดคิดไม่ได้ว่า เพราะว่าต้องตื่นเช้าไปโรงเรียน มันน่าจะเป็นสาเหตุทำให้ง่วงได้เหมือนกันนะเนี่ย....
    หรือใครว่าไม่จริง???

    จริงๆ น่าจะมีสำรวจความคิดเห็นในหมู่ประชากรนักเรียนบ้าง
    ว่าเขาอยากจะไปโรงเรียนกี่โมงกัน เอาแบบที่อยู่ตรงจุดกึ่งกลางพอดี และไม่ให้เสียการเรียน
    นอกจากนี้ต้องมีรถไฟฟ้าไปถึงหน้าโรงเรียนทุกโรงเรียนในประเทศ
    เราจะได้ไม่ต้องตื่นตีสี่ ตีห้านั่งรถนานเป็นชั่วโมง เพื่อให้ทันแปดโมง

    ช่วงนี้ก็จินตนาการไปก่อนละกัน โชคดีของเด็กต่างจังหวัดอย่างเรา อย่างน้อยก็ไม่ต้องตื่นตีสี่ตีห้าไปโรงเรียน


    3/11/2008

    คำถามเกียรติยศ





    เวลามีคนตั้งคำถามกับใจว่า

    เป็นเด็กต่างจังหวัดแล้วเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ แบบนี้  กลับบ้านบ่อยไหม และกลับช่วงเทศกาลไหนกัน?
    ใจจะหันไปมองหน้าเขาแล้วตอบด้วยความภาคภูมิใจ ประมาณว่ามันเป็นคำถามเกียรติยศสำหรับตนเอง

    "กลับทุกๆ 2-3 เดือนและกลับได้บ่อยได้เท่าที่อยากจะกลับและมีเงินในกระเป๋าค่ะ"
    นี่คือคำตอบเกียรติยศของใจ

    ใจไม่ต้องการคำตอบ
    "มีแฟนหล่อ"
    "มีพ่อรวย"
    "ทำงานเก่ง"
    "หน้าตาดี"

    ใจขอแค่คำตอบนี้ก็พอแล้ว .... ใจว่า... มันเหมาะกับใจดี

    เป็นเวลานานมาแล้ว ที่ใจมักให้ความสำคัญกับการเดินทางกลับบ้านเสมอ
    มันอาจจะไม่ถี่ไม่บ่อยเหมือนใครบางคน แต่ใจว่ามันก็มากพอสำหรับตัวเองและครอบครัว
    ใจกับแม่ พ่อ และพี่สาวไม่เคยห่างหายกันไปนานเกิน 4 วัน หายไปไหนเกินกว่านั้นมันต้องดิ้นรนติดต่อกันตลอดเวลา
    อย่างน้อยให้ได้สื่อสารกันบ้างเป็นเสียงตามสาย พอให้ได้รับรู้ข่าวคราวกันว่าสบายดีในช่วงเวลานั้น ช่วงเวลานี้มันก็ดีถมเถ

    เด็กบ้านนอกอย่างเราไม่มีที่ไหนจะคุ้มค่าเท่ากับทำงานแล้วหาเงินแล้วกลับบ้านอีกแล้ว
    ดังนั้นใจจึงไม่ค่อยจะกลับบ้านในช่วงเทศกาลอย่างใครเขา ใจเลือกเวลาที่ใจคิดว่าสะดวกสุดสำหรับตัวเอง และการงาน
    แพ็กกระเป๋าแล้วมุ่งหน้ากลับบ้านนาน 4-5 วัน มาก หรือน้อยกว่านั้นเท่าที่จะทำได้
    แต่บ่อยครั้งเท่าที่ตัวเองต้องการ ดังนั้นไม่เคยจะจำได้ว่าตัวเองกลับบ้านปีหนึ่งกี่หน

    เมื่อวันก่อนเล่าให้เพื่อนฟังว่าใจมักจะส่งของกลับให้ที่บ้านตลอดแทบทุกเดือนสองเดือนหากทำได้
    หรือแม้ไม่บ่อยเท่านั้น เมื่อมีโอกาสมักจะทำแบบนั้นกันเสมอ
    ของกินแถวบ้านเรามันไม่ดีเหมือนกับกรุงเทพฯ ของใช้บางอย่างเขาก็ต้องลำบากขับรถไกลไปหาซื้อ
    ดังนั้นใจก็แค่หาซื้อ เก็บมันใส่กล่องสี่เหลี่ยม จ่าหน้าผู้รับ แล้วก็ส่งข้ามคืนผ่านบริการขนส่งของบริษัททัวร์
    ค่าส่งบางครั้งอาจจะเกือบครึ่งหนึ่งกับมูลค่าของที่ส่ง แต่ใจก็รู้สึกว่าคนรับจะยินดีที่ได้เปิดกล่องแล้วเห็นมันอยู่ข้างใน

    เวลากลับบ้านใจก็มักจะหาของไปฝากคนทั้งบ้าน พ่อ แม่ พี่สาวทั้งสอง หมาสอง และแมวอีกสอง
    บางครั้งหมดมุขหาซื้อของให้หมา ก็เอาแค่อาหารกระป๋อง กระดูกรูปแบบใหม่ เอาไปแบ่งกันแทะ แบ่งกันกิน
    ไม่อยากจะบอกว่าบางทีแม่กับพ่อ และพี่สาวยังบอกว่า ซื้อยาสีฟัน กับผงซักฟอกให้หน่อย
    บ่อยครั้งสั่งให้ซื้อขนม เมื่อเดือนที่แล้วใจส่งขนมปังปี๊บไปให้สองปี๊บให้แม่กับพ่อที่บ้าน
    ได้ข่าวว่า ไม่กี่วันให้หลัง ขนมเกลี้ยงกระป๋อง เพราะคนที่นั่นชอบของขบเคี้ยวกันเอามากๆ
    ทุกวันนี้ที่บ้านใจมีกระสอบแบบใส่ผ้าสีสันสดใสเหมือนกับกระสอบประตูน้ำเต็มบ้าน
    นั่นเพราะใจมักจะส่งข้าวของ เสื้อผ้า และของใช้ใส่มันกลับไป และแม่ก็เก็บสะสมมันไว้เผื่อให้ใจนำมันกลับมาใช้ได้อีก

    เราถูกปลูกฝังให้เป็นแบบนี้มาตั้งนานนม อาจจะเป็นเพราะเคยเห็นแม่เคยทำแบบนี้กันมาก่อน พวกเราในฐานะลูกสาวเลยทำตาม
    หลายครั้งใจมักเห็นแม่ฝากของกิน ของใช้ไปให้กับตา ในช่วงเวลาก่อนที่จะลาจากโลกนี้ไปแล้ว
    ทุกวันนี้แม่ยังขยันส่งของกินดีๆ ไปให้กับลุง และป้าที่บ้านเกิดของใจ
    กลับบ้านหนก่อน แม่บอกว่า น้า น้องสาวของแม่ส่งปั๊มทำบ่อปลาหน้าบ้านมาให้จากกรุงเทพฯ เพราะที่บ้านไม่มีขาย แม้ราคาของมันจะแค่ไม่กี่ร้อย

    ใจจำได้ว่าจออกจากบ้านมาตั้งนาน แม้จะมาอาศัยบ้านของญาติๆ พักเพื่อเรียนหนังสือในช่วงหนึ่งของชีวิต
    แต่แม่ก็มักจะส่งข้าวของเครื่องใช้ และของกิน หรือแม้แต่ฝากมาให้ถึงมือใจเสมอ
    เมื่อช่วงทำงานแรกๆ แม่ใจดีถึงขนาดส่งก๋วยเตี๋ยว และเครื่องปรุงรสทั้งหมด หมูหมัก ลูกชิ้น ถั่วงอก จากเชียงของมาที่กรุงเทพฯ
    เพียงเพราะว่ารุ่นพี่ที่ทำงานอยากชิมก๋วยเตี๋ยวฝีมือแม่ และใจก็ทะลึ่งไปโม้เอาไว้เยอะนั่นเอง

    พี่สาวคนกลางทำงานอยู่ในตัวเมืองจังหวัด แม่ก็มักจะฝากหมูปิ้ง น้ำพริก และอะไรต่อมิอะไรที่เป็นของโปรดพี่สาว
    แม่ถือข้าวของมากมายไปหน้าปากซอย นั่งรอรถโดยสารประจำทาง แม่จ่ายเงิน ส่วนพี่สาวไปรับถึงบขส. เป็นแบบอยู่เสมอ
    แม้แต่ข้าวสารที่เพิ่งกระสอบแรกจากนาข้าวของครอบครัวไปให้พี่สาว ด้วยธรรมเนียมธรรมดา...
    ข้าวถังแรกที่ได้รับการสีจากโรงสี ถือว่าเป็นข้าวที่ดี ใหม่ และเหมาะกับการรับประทานมากที่สุดเท่านั้นเอง

    ในเวลาเดียวกันพี่สาวก็มักจะฝากข้าวของบางอย่างกลับไปให้แม่
    เคยได้ยินว่าพี่สาวฝากพุทราจีนและข้าวของอื่นไปให้แม่ที่บ้านผ่านรถบขส. แบบเดียวกันนี่บ่อยครั้ง

    ความสุขเล็ก ๆ ของครอบครัวเราเป็นแบบนี้เสมอมา
    เรามักหยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้กันและกันเสมอ มันอาจจะไม่ได้มีค่าอะไรมากมายเมื่อตีราคามันเป็นเงินตรา
    แต่ว่าสำหรับเราในฐานะทั้งผู้ส่งและผู้รับแล้ว มันมีค่ามากมายแอบแฝงเอาไว้เสมอ
    เราก็มีกันอยู่เท่านี้ ไม่รักกันไว้ แล้วใครจะรัก
    ของดีๆ หากเราไม่ให้คนที่เรารัก แล้วเราจะเอาไปให้ใครใช้ ใครกิน

    แม่ก็คงจะดีใจที่ได้รับของของใจ ไม่ใช่เพราะของมันดี แต่ว่าคงเพราะลูกส่งไปให้
    ลูกก็ดีใจที่แม่จะดีใจที่ได้รับของ และดีใจที่แม่บอกว่ามันอร่อย หรือแม่ใช้หมดแล้ว เพราะนั่นหมายถึงเราเลือกของที่ถูกใจแม่

    ดังนั้นหากใครถามว่าใจกลับบ้านกี่หน จะซื้อของฝากอะไรให้พ่อกับแม่
    ใจว่ามันเป็นคำถามธรรมดาสำหรับคนถาม แต่คนตอบอย่างใจสิ ใจว่ามันเป็นคำถามเกียรติยศสำหรับใจไปเสียแล้ว
    ว่าแล้วก็คิดถึงพ่อกับแม่ พี่สาว และหมาแมวเป็นบ้า ชักอยากจะกลับบ้านอีกแล้วสิ
    ทำงานเสร็จหนนี้หาเวลากลับไปบ้านนอกอีกสักสี่ห้าวันก็ดีเหมือนกันนะนี่....

    3/8/2008

    รองเท้าพัง




     


    อยู่ดีๆ รองเท้าคู่โปรดของใจก็มามีอันเป็นไปเสียอย่างนั้น
    หลังจากที่มันก็ทำหน้าที่รองรับสองเท้าของใจมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง

    รองเท้าแบบเดิม ยี่ห้อเดิม ขนาด 4 สำหรับเด็กฝรั่ง ถูกใจจับจองเป็นเจ้าของเมื่อสามปีที่แล้ว
    เมื่อรองเท้าแบบเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกันและขนาดเดียวกันเริ่มเก่า และไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป
    ใจเลยเดินเข้าร้านดิม ซื้อรองเท้าแบบเดิมมาสวมใส่ เพียงเพราะพิจารณาแล้วพบว่า...มันถูกใจ...

    แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน ใจเริ่มสังเกตว่าเริ่มมีชิ้นส่วนบางอย่างหลุดลอกออกมาจากพื้นรองเท้า
    เมื่อเอียงส้นเท้าขึ้นมาชม ปรากฎว่าใจก็ถึงกับอึ้ง นี่ตูใส่รองเท้าจนพังได้ขนาดนี้เลยเหรอนี่
    ทดลองหยิบชิ้นส่วนที่หลุดนั่นออกมา ทีนี้รองเท้าก็กลายเป็นรูโหว่ไปเลยทันที
    ใจเคยแวะเวียนไปที่ร้านขายรองเท้ายี่ห้อนี้ที่เซ็นทรัลเวิร์ล แยกราชประสงค์ ตลอดจนอีกหลายห้างดังในกรุงเทพฯ
    แต่ก็ต้องคอตกออกมา เพราะได้ยินจากปากพนักงานดูแลลูกค้าในร้านว่า
    ทางโรงงานเลิกผลิตรองเท้าแบบนี้ไปแล้ว ไม่เพียงแต่ตกรุ่น แต่ยังผลิตออกมาหลายปีถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแบบใหม่กันบ้าง

    ใจเคยเขียนเรื่องรองเท้าอยู่บ่อยครั้ง
    จนถึงตอนนี้ก็ยังยืนยันว่าเรื่องการหารองเท้าที่ถูกใจมาสวมใส่เป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติสำหรับใจ
    ซื้อรองเท้าผิด ซวยโดนกัด เล็บเละ มีเลือดออก หรือไม่ก็โดนกัด จนเป็นแผลเป็น เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น

    ในเวลาเดียวกันชีวิตนี้เราจะสามารถหารองเท้าที่เราชอบ ติดตา ตรึงใจได้มากเท่าไรกัน
    เคยนับไหมว่าเคยซื้อรองเท้ามากี่คู่แล้วในชีวิตนี้ แล้วมีกี่คู่ที่อยู่ในหัวใจแบบตลอดกาล
    และมีกี่คู่กันที่คุณยอมควักเงินในกระเป๋าชนิดที่แพงหูฉี่ ทั้งๆ ที่เป็นแบบเดิมกับคู่ก่อนหน้าแท้ๆ
    สำหรับใจแล้ว รองเท้าคู่ที่กำลังนั่งไว้อาลัยกับการจากไปของมันในหนนี้
    คือรองเท้าในหัวใจของใจตลอดกาล ....อย่างปฏิเสธไม่ได้
    ราคาของรองเท้าอยู่ที่อีกหนึ่งร้อยบาทจะถึงสองพัน ใจใช้มันสามปี ใจว่ามันก็ดูสมเหตุสมผลดีที่ใจจะยอมแลกเงินในกระเป๋า
    เคยคิดอุตริเอาราคารองเท้าหารจำนวนวันที่สวมใส่แล้วรู้สึกคุ้มมากๆ

    มีรองเท้าหลายคู่ที่ใจซื้อมาแล้วไม่เคยได้ใส่
    มันยังคงใหม่เอี่ยมไร้รองรอยของฝุ่นหรือดินในซอกของพื้นรองเท้า
    มีบางคู่ที่ใจใส่แล้วไม่ยอมถอดสักวัน จนพบว่ามันเก่าเร็วกว่าคู่ไหน ๆ

    เมื่อวันก่อนใจเอารองเท้าอีกคู่หนึ่งใส่ถุงกระดาษ แล้วมุ่งหน้าไปร้านซ่อมรองเท้าในคาร์ฟูฯ หน้าปากซอย
    มันเป็นร้านซ่อมรองเท้าที่แพง แต่ใจคิดว่ามันไม่แพงเท่ารองเท้าในถุงกระดาษที่กำลังถืออยู่นั่น
    รองเท้าอีกคู่ที่กำลังจะกลายเป็นคู่ที่ใจโปรดและชอบมาก พังเพราะถูกฝนแบบจังๆ ถึงสองวันเต็ม
    จากการเดินทางไกลไปทำงานไกลนับพันกิโลเมตรเมื่อช่วงต้นเดือนที่แล้ว
    กลับมาถึงกรุงเทพฯ ใจพบว่ารองเท้าที่ว่าเริ่มเสียทรง ปูดๆ บวมๆ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
    ที่รองพื้นด้านในตัวรองเท้าก็หลุดลอก ใจเลยพามันไปหาหมอซ่อมรองเท้าซะเลย

    พนักงานเฝ้าร้านจับรองเท้าขึ้นมา แล้วก็พูดว่า หมดทางเยียวยา
    ใจถามเขาว่ามันซ่อมไม่ได้เลยหรือไง
    สิ่งที่เขาตอบกลับทำให้ใจเลิกถามอะไรต่อจากนั้นในทันที

    "ปกติคนอื่นมา ผมไล่กลับทันที แถมยังบอกว่า อย่าซ่อมเลยพี่มันไม่คุ้ม ยังไงก็ไม่ดีไปกว่านี้"

    สุดท้ายใจก็ต้องเสียรองเท้าไปสองคู่ในรอบสองเดือน
    พนักงานแถมท้ายว่า รองเท้าผู้หญิงแทบทุกคู่ ถูกบุกระดาษแข็งเอาไว้ด้านใน ให้รูปทรงมันคงที่
    แต่หากว่าคุณใส่ลุยน้ำ ลุยฝนเป็นเวลาติดต่อกันนานๆ ยังไงเสียกระดาษมันก็ผุ และเริ่มพัง
    เอาเป็นว่า สำหรับรองเท้าแบบเดียวกันคู่ต่อไปก็ต้องระวังกันหน่อย

    ต้องรอดูวาระแห้งชาติว่าใจจะหารองเท้าคู่ไหนมาแทนคู่ที่พังลงไป....
    แค่คิดก็ปวดหัวใจแทนตัวเอง จะไปหาที่ไหนกัน ปวดขาเมื่อยตุ้มอีกแล้วงานนี้


    3/5/2008

    หายไปเสียนาน


    หายหน้าหายตาไปหลายวัน
    อาจจะเพราะภารกิจหลายอย่างรัดตัว
    ไม่ใช่เพราะเบื่อที่จะเขียน หรือล้มเลิกความตั้งใจในการเขียน space
    แต่ช่วงนี้ขอหายเงียบ หายหน้าหายตา ไปสักพักไปปฏิบัติภารกิจเสียก่อน
    เก็บตัวไปประกวดนางงามประจำหมู่บ้านอยู่ ... 555 อย่าหลงเชื่อเชียว
    คนเรามันก็ย่อมจะมีบ้าง เวลายุ่งจนโงหัวไม่ขึ้นเนี่ย
    หรือไม่ก็ไม่มีอินเตอร์เน็ตใช้ space ก็ space เหอะ ก็คงจะไม่มีโอกาสเช่นกัน
    เอาน่ะ อีกไม่กี่วันหรอก เรื่องที่ดองๆ ไว้จะกลับมาเล่าให้ฟังแล้วกันนะ

    ส่วนวันนี้ไปนอนก่อนนะ... เดี๋ยวไม่สวย
    3/1/2008

    แก้ขากางเกง



     

    เอากางเกงไปแก้ไขรูปทรงของขาที่ร้านหน้าปากซอย
    เหตุเพราะว่าขามันใหญ่กว่าความเป็นจริงเอาการอยู่
    ขาจริงๆ ของใจมันไม่ได้เล็กอะไรมากมายหรอก
    ใหญ่กว่าข้าวหลามหนองมนนิดหน่อย (รึเปล่านะ?) 
    แต่ว่าก็ยังสามารถใส่ข้าวหลามลงไปในกางเกงที่ว่าได้ถึงสองกระบอก

    ในสมองก็คิดว่าควรจะเอากางเกงไปให้ลุงกับป้าที่ร้านไม่มีชื่อ
    เคยเห็นผลงานก่อนหน้าเลยคิดว่าน่าจะกลับไปอีก
    หลังจากอธิบายว่าต้องการแก้ไขงานส่วนไหนเสร็จสรรพ
    ใจก็นัดหมายป้ากับลุงว่าว่าจะมารับของในอีกสองวันนับจากนี้
    แกก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าอย่างไรเสียจะรีบทำให้ก่อน

    วันที่กลับไปร้าน ปรากฎว่า ทั้งป้าและลุงทำหน้างงกันทั้งคู่

    "ตูไปรับของของแกมาตั้งแต่ไหนเมื่อไร" อะไรอย่างนั้น

    ใจก็บอกว่าเป็นเด็กหน้าตาดีคนหนึ่งที่มาหนก่อน
    แล้วบอกว่าจะแก้ขากางเกงให้เล็กลง 3 ตัว

    ป้าร้อง

    "อ๋อ"
    "อะไรนะ แก้ขาใช่ป้ะ เดี๋ยวนะคุยกันก่อน แก้แบบไหนนะ"

    แค่นั้นแหละ ใจรู้ได้ทันทีว่าพี่แกยังทำงานไม่เสร็จแน่
    ยืนคิดสักครู่ ก็เลยตัดสินใจหอบกลับ
    เพราะเรียนรู้ด้วยเช่นกันว่าทั้งป้าและลุงแกชอบเบี้ยวงานทำให้ช้า
    แกมักจะบอกเผื่อให้มารับ และพอกลับไปรับก็จะยังไม่ได้
    จำได้ว่าหนหนึ่งต้องวนไปรับงานถึง 4 ครั้งกว่าจะได้กางเกงใหม่กลับมาใส่ที่บ้าน

    ใจว่านี่คือสาเหตุที่ทำให้โชว์ห่วยหรือร้านค้าขนาดเล็กของไทยไปไม่รอด
    ลองคิดดูสิว่า หากมีร้านแบบนี้ 70 ร้านจาก 100 ร้านที่มีในประเทศ (สมมตินะ)
    เราต้องเสียพลังงานในการเดินกลับไปกลับมาเช่นนี้สักเท่าไร
    ต้องหงุดหงิดหัวใจมากมายแค่ไหน ป้าและลุงคงไม่เข้าใจ The moment of choose
    ใจเคยเขียนเอาไว้ก่อนหน้า 12 วินาทีเท่านั้นที่ผู้หญิงจะตัดสินใจซื้อของ
    ยืนอยู่หน้าชั้นวางของ 12 วินาทีไม่มีคนดู ตูไม่ซื้อหรอก ไปร้านอื่น
    ยืนอยู่หน้าชั้นวางของ 12 วินาทีถูกใจ หยิบใส่ตะกร้าแล้วเดินหนี...เขาว่ากันแบบนั้น

    แล้วคิดในทางกลับกันว่า หากมีร้านตัดเย็บขากางเกงติดแอร์จากเมืองนอกมาเปิดในเมืองไทย
    คิดในราคาที่ถูกกว่า บริการดีกว่า ตรงต่อเวลา มีเวลาเปิดปิดที่แน่นอน
    คนไทยจะเลือกเข้าร้านไหนมากกว่ากัน??

    ก็เหมือนกัน มันก็เหมือนร้านขายของชำที่ใกล้เลิกกิจการ ฝุ่นจับสินค้า
    เปรียบเทียบกับคาร์ฟู เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี นั่นแหละ อารมณ์เดียวกัน

    ป้ากับลุงต้องบริหารจัดการสินค้าคงคลัง
    ต้องจำลูกค้าประจำได้ เพื่อหวังกินเงินในระยะยาว
    ต้องบริการเขาด้วยน้ำใจ และขออภัยหากผิดพลาด
    และที่สำคัญคือต้องตรงต่อเวลาและซื่อสัตย์เป็นเลิศ ไม่หวังรวยระยะใกล้แต่กินไกลระยะยาว
    ไม่ต้องถึงกับจ้างไพร์ซวอเตอร์เฮ้าส์คูเปอร์ หรือแอ๊คเซ็นเจอร์มาเป็นที่ปรึกษาในกระบวนการการทำงาน
    เอาแค่ว่า รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรให้ ร้านอยู่ได้ดีในระยะยาว ในแบบไม่ทำร้ายน้ำใจลูกค้าก็พอแล้ว

    แต่นั่นแหละ....คาดหวังอะไรมาก ใครหลายคนอ่านก็อาจจะคิดในทางกลับกันได้ว่า
    ป้ากับลุงไม่ใช่ตัวตัดสินร้านตัดขากางเกงทั้งหมดในประเทศ

    มันก็จริง... แต่แค่ให้คิดกันเล่นๆ เท่านั้นเอง ลับสมอง ประลองปัญญา

    ปล. ใจเอากางเกงไปแก้ที่ร้านถัดไป
    ไปรับกางเกงเมื่อเช้านี้ ป้าบอกว่าลุงยังไม่ได้ทำทั้งๆ ที่ครบ 3 วันแล้ว
    ใจเลยต้องหอบกลับ เดินคอตกมาถึงบ้าน
    ทำไมฉันถึงไม่ได้กางเกงมาใส่สักทีนะ...
    กลับถึงบ้านเปิดดูของในถุงเพื่อไว้อาลัยแล้วใจก็พบว่า.....เอ๊าาา ลุงแก้กางเกงแล้วนี่หว่า T . T
    หนนี้ลำบากกว่าเดิม ต้องเดินลงชั้น 4 ไปที่ปากซอยอีกรอบ กลับไปจ่ายเงินค่าจ้าง ด้วยความรับผิดชอบ
    กางเกง 3 ตัวนี้ ทำเอาเหนื่อยจริงๆ  ...