Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    3/31/2007

    หมานั่งมองปลากระป๋อง+ขี่ช้างไล่จับตั๊กแตน

     
     น่าเสียดายที่บางที ...เราน่าจะหยิบยื่นโอกาสของเราให้กับคนอื่นบ้าง
    พูดยังงี้จะงงไหม?? คงจะงงไม่น้อยสินะ....
    ก็เพราะเมื่อวันก่อนได้คุยกับพี่เจี๊ยบเรื่องภาพวาด..โมนาลิซ่า
    ผลงานของเลโอนาร์โด ดา วินชี .....
    ภาพวาดที่ใคร ๆ ก็ยกให้ว่าเป็นภาพของหญิงสาวที่มีรอยยิ้มอันเป็นปริศนา..
    หน้าอมยิ้ม บางทีก็ดูเหมือนกับอมทุกข์จนเกือบจะร้องไห้ เอ๊ะ หรือกำลังหัวเราะอยู่?
    เขาว่าเป็นภาพวาดที่ลงตัวในด้านงานศิลป์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้
    ไม่ว่าจะสัดส่วนของที่ว่าง ความลงตัวของหน้าอก ใบหน้า และแม้กระทั่งรอยยิ้ม
    เป็น portrait ที่กินใจ....คนทั้งโลก...เขาว่ายังงั้น
    ปัจจุบันมีให้เห็นกันที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์(Musée du Louvre) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
    แล้วอยู่ดีดีก็โยงมาถึงภาพวาดของวินเซนต์ แวน โก๊ะ
    ที่ Metrepolitan Museum of Art มหานครนิวยอร์ก ....

    การเดินทางไปสหรัฐอเมริกาหนแรกและหนเดียวจนถึงทุกวันนี้
    ใจได้มีโอกาสยลโฉมภาพงามๆ ที่เขาว่าด้วย....
    ภาพของแวนโก๊ะ....ทำเอาเด็กบ้านนอกอย่างใจโก๊ะได้ที่

    คนมุงดูกันตั้งมากมาย เค้าเอียงคอไปทางซ้าย...ขวา
    เอามือเท้าด้านหลัง เหมือนในหนังเวลาฝรั่งกำลังดูภาพวาดเด๊ะ
    ใจเลยทำบ้าง ....ไปยืนหน้าภาพวาด...
    เอามือเท้าสะเอว...เอาฟะ เอียงซ้ายยยยย
    อ้ะ...เอียงขวาาาาาาาา ....


    ไม่ได้ผล.... ยืนโก้งโค้งซ้ายขวาจนปวดหลัง
    ก็ยังไม่ได้ซึมซาบกับความงามของภาพที่ว่า

    ภาพงามงามอันเลื่องชื่อ....มันอยู่ตรงหน้า
    แต่คนอย่างฉันกลับไม่ได้เห็นว่ามันงามเอาเสียเลย
    เหมือนหมาเห็นปลากระป๋อง
    ต่อให้รู้อยู่แก่ใจว่ามันอร่อย แต่ก็เอาแค่นั่งคอย นั่งมอง
    เพราะไม่มีปัญญาจะเอาที่เปิดกระป๋องมาแงะเอาตัวปลามานั่งแทะ
    เหมือนกับขี่ช้างไล่จับตั๊กแตน
    ออกแรงเหนื่อยมาตั้งไกล...สุดท้ายก็ได้แค่คำบางคำที่ว่า "ฉันมาแล้ว"
    แทนที่จะได้เห็นภาพ เปิดโลกทัศน์ว่ามันงามสมคำเขาเลื่องลือ
    แทนที่จะได้กินปลาอร่อยๆ และก็ได้ตั๊กแตนมาทอดกินเป็นฝูง...
    แต่ก็นั่นแหละ...ก็ได้แค่ออกแรงขี่ช้าง และก็นั่งมองปลากระป๋องต่อไป


    วกมาที่เรื่องโอกาส....คิดแล้วก็อยากเอาโอกาสของตัวเอง
    ให้กับคนที่เขาอยากจะไปดูภาพวาดแวนโก๊ะแทน
    อยากให้ช่วงชีวิตหนึ่งของคนที่อยากจะได้เห็นภาพๆ นั้น....
    ได้เห็นมันแทนที่จะให้คนอย่างฉันได้เห็นมันแทน....




    จบมันห้วนๆ แบบนี้แหละ ..ใครจะทำไม...
    โอกาสเขียน blog นี้เป็นของใจคนเดียวนิ ฮิ้วววว

    3/29/2007

    ไฟดับกับ Family F101

    คืนวานไฟในซอยดับมืด
    อากาศร้อนๆ ไฟฟ้าดันมาดับ
    ทำเอาคนในซอยออกมาเดินนอกบ้านกันให้ขวัก
    กรรมการชุมชนซอยชานเมือง
    ประกาศว่า ได้แจ้งการไฟฟ้าแล้วว่าไฟในซอยดับ
    และกำลังแก้ไขให้ไฟฟ้าได้ใช้การเร็วๆ นี้

    ใจหมุนบานเกล็ดทุกบานในห้อง
    เปิดประตูหลังเพื่อให้ลมพัดทะลุไประเบียง
    เปิดตู้เย็นให้ความเย็นออกมาข้างนอกบ้าง
    เอาน้ำเย็นออกมากินดับความร้อนในร่างกาย

    หลังจากนั้นก็ล้มตัวลงนอนกับพื้นเย็นๆ
    กะจะเอนหลังแวบเดียว แต่กลับนอนไปเป็นตื่น
    สะดุ้งอีกทีก็มีเสียงคนร้องเฮดังลั่น "เย้ ไฟมาแล้ววว"
    ดูนาฬิกา มันปาเข้าไปเกือบห้าทุ่มครึ่งแล้วแฮะ
    ใช้เวลาซ่อมนานทีเดียว ร้อนก็ร้อน แต่ก็ยังนอนหลับได้

    พูดถึงเรื่องไฟ วันก่อนคุยกับใครคนหนึ่งถึงเรื่องนี้
    ไฟฟ้าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ใครหลายคนเคยชิน
    หลายคนเกิดลืมตาก็เสียงหลอดนีออน หลอดประหยัดสว่างจ้าแยงตา
    เปิดพัดลม เปิดแอร์ ใช้คอมพิวเตอร์ และชาร์ตแบตโทรศัพท์
    โดยไม่ได้คิดถึงว่ากำลังบริโภคไฟฟ้ากันอย่างเป็นกิจวัตร
    ตั้งกี่เดือนมาแล้ว กี่ปีมาแล้ว
    ที่ใครบางคนไม่เคยได้อยู่ท่ามกลางสถานที่ที่ไม่มีไฟฟ้า??

    ใจเป็นเด็กบ้านนอกมาตั้งแต่ไหนแต่ไร
    หมู่บ้านอยู่กลางดงพงไพร จำความได้ก็เกิดมาโดยไม่มีไฟฟ้าใช้
    ที่บ้านอาศัยไดนาโมปั่นไฟ เติมน้ำมันเข้าไป เสียงก็ดัง แถด แถด แถด ...ลั่นทั่วทิศ
    ก่อนหน้าที่จะปั่นไดนาโม ก็อาศัยเพียงเทียนไขส่องสว่างอ่านหนังสือ
    ไม่รู้อ่านหนังสือออกมาได้ยังไงจนป่านนี้....

    สมัยนั้นแม่ปลุกให้ตื่นแต่เช้า ให้ไปเป็นเพื่อนขายขนมหวานที่ตลาด
    แม่ลุกมานั่งจุดเทียนไข เอาไม้บรรทัดวัดขนาดช่องของขนมในถาด
    นี่คือสาเหตุว่าไม้บรรทัดใจถึงกลิ่นขนมหม้อแกงติด แถมยังมัน ๆ เลอะกระดาษ....
    ขาออกจากบ้านใช้ไฟฉายส่องตามทาง...เดินไปถึงตลาดที่ลุงเป็นเจ้าของ

    แสงเทียนไขเป็นดวงๆ ส่องสว่างไปทั่วตลาด
    เป็นสัญลักษณ์ว่ามีแม่ค้าเริ่มมาจับจองที่กันค่อนข้างเยอะแล้ว
    อุ่นใจแทบตาย เพราะระหว่างทาง มันมืด กลัวผีเป็นบ้า....

    โตมาอีกนิดรวยขึ้นมาหน่อย ก็ได้ไดนาโมนี่แหละเอาไว้ให้ดูขวานฟ้าหน้าดำได้
    ประกวดนางสาวไทยทีไร คุณครูที่บ้านพักครูก็มานั่งดูด้วยกันเป็นโขยง
    เหม็นกลิ่นน้ำมัน สนุกสนานกับการลุ้นว่าใครที่อยู่ในหัวใจจะได้มงกุฎกันทั้งคืน

    ไฟฟ้าเริ่มเข้ามาหมู่บ้านเมื่อไรไม่ทราบ
    แต่มันมาพร้อมกับของเล่นชิ้นใหม่ที่ทำให้ใจเป็นเด็กติดเกม
    Family F101 จะเล่นทีต้องเอาแผ่นเกมที่มีรองสองข้าง
    เสียงเข้ากับที่เสียบตรงกลาง ใช้ฝ่ามือตบปัง!!!! แล้วก็เริ่มเล่นได้
    ในนั้นเป็น 100 in 1 เล่นกันได้ตามสบาย เล่นกันเข้าไปให้ตาแฉะ
    เกมขับมอเตอร์ไซด์ขับเลี้ยวเลาะตามเส้นทาง
    ขับไปเห็นเงาแวบๆ เหมือนน้ำมันข้างหน้า
    หากไม่หลบก็จะลื่นไถลตกข้างทางไปอย่างช่วยไม่ได้

    เก็บเห็ดกับมาริโอ กระโดดเอาหัวโหม่งก้อนอิฐ
    เล่นแรก ๆ ทำท่าหัวโหม่งด้วยซะยังงั้น ....
    เข้าอุโมงค์ผิดทีไร โดนเห็ดผี อ้าปากงับตายไปซะหนึ่งตัว...โฮะโฮะ....

    Twin Bee ....ผึ้งสองตัว เล่นกันเป็นคู่
    ยิงที กระดิ่งหล่นมารับแล้วได้ลูกปืนเพิ่ม
    เสียงริง ริง ริง ติดหูจนถึงวันนี้.....

    กังฟู....ชอบเล่น
    แม้จะเล่นแล้วโดนเตะตายไปทุกครั้ง
    ก็ยังพยายามจะเล่นมัน...ทุกครั้งเช่นกัน

    เล่นมันอยู่อย่างนั้น ทั้งวันทั้งคืน มาม้าเรียกก็ไม่ลุก
    ตอนหลังเค้าเลิกเรียก แต่ family ของใจมันระเบิดตูม....
    ยกเอาไปซ่อมที่ร้านซ่อมเครื่องไฟฟ้าตรงกันข้าม
    แต่ว่ามันเกินความสามารถของช่างซ่อม
    ก็ของมันใหม่ ทั้งหมู่บ้านท่าจะมีเครื่องเดียวให้เล่น
    ....ตั้งแต่นั้นก็เลยไม่เคยเห็น Family F101 อีกเลย....

    พูดถึงเรื่องไฟดับ แต่จบตรงที่ Family F101 ระเบิด ขออภัย ณ ทีนี้ด้วย....

    3/28/2007

    lomo fish eye

    เป็นเวลาหลายวันมาแล้ว
    ที่ยอมควักเงินในกระเป๋าที่มีอยู่น้อยนิด
    ไปกับการซื้อ "lomo fish eye" มาครอบครอง
    เพราะจดจดจ้องจ้องว่าจะซื้อมาเสียนาน
    สุดท้ายเลยสนอง need ตัวเองไปซะ 3 พันบาท

    กล้องกระป๋อง ใช้ฟิล์ม หน้าตาโบราณเอามากมาก
    มีช่องมองภาพยืนออกมาเหมือนเรือดำน้ำ
    เลนส์โค้งๆ กลมๆ ถ่ายภาพออกมา
    ภาพเหมือนกับโลกมันกลมไปหมด ผิดสัดส่วนเล็กน้อย
    ให้ความรู้สึกเหมือนคนดูภาพเป็นปลา
    มีลูกกะตากลมๆมนๆ เวลามองภาพ ก็กลมมนไปด้วย

    ใจพกมันใส่กระเป๋าเอาไว้ทุกวัน
    ใส่ฟิล์มแต่ยังไม่ได้ใส่ถ่านแฟลท
    เมื่อวานเพิ่งจะมีโอกาสเอามาติดตัวไปที่บางลำพู
    หลังเลิกประชุมเครียดๆ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเสร็จสิ้น
    ก็เดินหน้าตั้งหนีไปบางลำพูเพื่อหาอะไรกิน

    ระหว่างทางผ่านซอยด้านหลังออฟฟิศ
    เป็นแหล่งชุมชนคนต่างชาติผู้แบ็กแพ็กมาเที่ยวเมืองไทย
    ยกกล้องถ่ายทุกอย่างที่อยากจะถ่าย
    ไม่ว่าจะเป็นรถตุ๊กตุ๊ก...อยู่เมืองไทยมาตั้งนาน
    ไม่ซื้อ lomo ไม่เคยคิดจะถ่ายมัน

    เดินไปสักนิด ถ่ายลูกฝรั่งผมทอง คิ้วขาว ตาสีฟ้า และมีกระเต็มหน้า
    แชะไปตั้งสามหน มันก็ยังก้มหน้าตอนที่กำลังแชะตลอด เซ็ง....
    เดินไปเจอรองเท้าแตะยี่ห้อฮิปโป กำลังฮิต สีสันสะใจ
    บนพื้นสีนึง ตรงกลางสีนึง และส้นรองเท้าอีกสีนึง
    สนนราคาคู่ละ 220 บาท ไม่ว่าชาติไหนราคาเดียวกัน
    ก็เลยถ่ายภาพมันเก็บไว้หน่อย อยากได้..แต่ว่ามันแพง
    นอกจากนั้นถ่ายกางเกงสีสันสดใสเรียงกันเป็นตับราคา 199 บาท
    คาดว่าสีออกมาคงสะใจไม่น้อย....

    บ่ายโมงครึ่งของเมื่อวานออกจากออฟฟิศ
    มุ่งหน้าไปที่ร้านทำฟัน...หลังจากเมื่อวานลืมนัดเปลี่ยนลวดประจำเดือน
    เสร็จสิ้นก็เดินไปที่ธนาคารไทยพาณิชย์สาขากิ่งเพชร
    สีสันมันสวย แต่ก่อนมันเคยเป็นเพียงตึกเก่าๆ
    ต้นไม้รกครึ้ม คนเดินผ่านไปผ่านมาโดยไม่สนใจว่าเป็นธนาคาร
    จนกระทั่งต้นไม้อายุหลายสิบปีถูกตัดทิ้ง เปิดให้เห็นข้างในชัดเจนขึ้น
    มีการทาสีใหม่ ตกแต่งสถานที่ใหม่...ติดป้ายใหญ่ขึ้น
    แค่นั้น คนก็เห็นความสำคัญและจดจำกันได้เสมอมา
    ถ้าเป็นคนก็คงไม่ผิดเพี้ยนกันนัก เรามักไม่เห็นคุณค่าของใครบางคน
    จนกระทั่งในวันหนึ่ง..... บ่นอารายฟะเนี่ย

    ยกกล้องขึ้นถ่ายแชะแชะ.....
    อ้ะ มอเตอร์ไซด์ติดตรงสามแยกไฟแดงหน้าธนาคาร
    คลาสสิกดีแฮะ มอเตอร์ไซด์ลักไก่เพียบ
    ยกกล้องขึ้นถ่าย ....อ้ะ ทำไมมันแปลกๆ
    ก้มลงมอง...จอร์จจจ ชั้นลืมเปิดหน้ากล้อง
    โฮะโฮะ....ก็คงลืมตั้งแต่ออกร้านหมอมานั่นแหละ
    ไม่รู้ว่าที่ถ่ายจากบางลำพูลืมเปิดหน้ากล้องมั่งรึป่าว

    นี่ล่ะน้าาาา กล้องฟิล์มมันไม่ดีก็ตรงนี้
    ต่อให้ไม่เปิดกล้องก็ถ่ายได้โดยที่ไม่รู้ตัว
    ออกมามืดมัวก็ตัวใครตัวมัน....
    ค่าฟิล์มสไลด์ 400 pro นั่นอ่ะ 300 กว่าบาทเชียวนะ
    ไม่รวมล้าง และจ้างสแกน หรืออัดอีกตะหาก
    งานนี้ไม่รักจริง ไม่ลงทุนแน่ๆ .....
    ขอแค่คำว่า "แนว" เพื่อสร้าง "แรงบันดาลใจ" จริงๆ นะเนี่ย

    3/26/2007

    แขนช้ำ

    เดือนสองเดือนมานี้ แขนช้ำเพราะว่าลื่นล้มกลายเป็นเรื่องปกติ
    เดือนก่อนโน้นล้มในห้องน้ำ ทั้งๆ ที่ยื่นเท้าก้าวแรกไปแตกในห้องน้ำแท้ๆ

    เมื่อวานซืนล้มในห้องอาหารโรงแรมที่ไปสัมมนาที่หัวหิน
    จานข้าวลายเบญจรงค์สีชมพูสีสวยงาม
    ที่เต็มไปด้วยข้าว หมูพัดขิง น้ำพริก แตงกวา และเห็ดหอมผัดน้ำมันหอย
    ลอยกลางอากาศ ก่อนจานหล่นคว่ำกับพื้น
    ส่วนอาหารมากองที่ตัวเต็มไปหมด....

    ช่วงเสี้ยววินาทีที่ล้ม สมองก็สั่งการว่าทำยังไงก็ได้ไม่ให้หัวฟาดพื้น
    ท่านอนหงาย โดยมีแขนศอกเท้าพื้นเอาไว้เลยเป็นภาพที่คนแถวนั้นได้เห็น
    พนักงานที่ยืนอยู่ใกล้ๆ วิ่งกรูเข้ามาช่วย
    พอๆ กับเพื่อนนักข่าวที่เห็น หรือได้ยินเสียงต่างก็วิ่งเข้ามาพยุงตั

    ปุ้ยนักข่าวฉิงคนหนึ่งแอ๊บแซวว่า
    พี่น้ำค้าง เมื่อกี้อ่ะ พนักงานมองด้วยสายตาเวทนามาก
    แต่พอพี่ไปนะ ทุกคนก็ทำมือท่าแบบว่า...(ปุ้ยทำท่าประกอบ)
    พับข้อศอก กำมือ หันเข้าด้านลำตัว แล้วก็เยส เยส เยส....
    ฟะ....เสีย self นะเนี่ย

    เจ็บก็เจ็บ อายก็อาย แต่เทียบกันแล้ว หิวมากกว่า
    การล้มไม่ได้เป็นอุปสรรค
    หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จใจก็เดินไปตักข้าวอีกหน
    แต่หนนี้เข้าประตูอีกอัน และก็ออกอีกอัน
    เพราะประตูก่อนหน้าที่ล้ม เค้าลงแว็กซ์จะมันแวบ
    พอเท้าเราเจอแว็กซ์ก็ล้มได้ง่ายๆ
    เลยบอกพนักงานให้ช่วยเช็ดหน่อย
    แว็กซ์ที่ลงมันยังคงค้างอยู่มีให้เห็นชัดเจนมาก ...เจ็บมากด้วย

    หลังจากกินเสร็จ ใจก็ตรงไปห้องพยาบาลต่อ
    ขอเคาท์เตอร์เพนมาทา...พยาบาลให้ยืม cool gel มาแปะประคบ
    บรรเทาอาการพกช้ำ และให้ไม่เจ็บจากอาการบวม
    ผ่านไปสามวันแล้ว...รอยที่เกิดจากการล้ม
    เริ่มเปลี่ยนเป็นเขียวเข้มๆ เกือบดำ..เป็นปื้นยาว
    กดเจ็บนิดนึง แต่ว่าพึ่งเคาท์เตอร์เพนทาตลอดเวลา
    ทำให้ไม่ค่อยเจ็บเหมือนวันก่อนแล้ว
    แต่ว่ารอยที่ว่า...ท่าจะอยู่อีกหลายวันทีเดียว...
     

    3/25/2007

    เครียด ....มาก



    หลายวันมานี้ อารมณ์เครียดรุมเร้าแทบจะรับไม่ได้
    เรื่องบางเรื่องก็เล่าให้ใครฟังไม่ได้
    สุดท้ายก็เลยต้องเก็บงำมันไว้คนเดียว ...จนอึดอัดไปหมด

    ทั้งเรื่องงาน และเรื่องที่บ้าน ....
    หลายครั้งก็แอบน้อยใจ ทำไมมันต้องเป็นเราด้วย
    ไปทำอะไรมากมายนักหนา ถึงได้บ้าเจอแต่เรื่องปวดหัวขนาดนี้
    นั่งอยู่คนเดียวเมื่อไร หัวใจก็ปวดจี๊ดขึ้นมา
    เพียงเพราะคิดถึงเรื่องที่ตัวเองกำลังเจอะเจออยู่
    จะผ่านมันไปยังไง ก็ยังไม่รู้...ในสภาวะตัวคนเดียวเช่นนี้

    คิดแล้วก็อยากให้ผึ้งมานั่งอยู่ตรงนี้
    เพราะผึ้งอยู่ตั้งสเปน ใจเลยไม่รู้จะทำยังไงดีกับเรื่องที่เกิดขึ้น
    หากผึ้งอยู่ด้วยคงจะช่วยแก้ปัญหากันได้ดีกว่าที่เป็นอยู่
    ใจก็คงจะนอนหลับในตอนกลางคืน
    ไม่ต้องนั่งร้องไห้ในตอนที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา

    หลายเดือนมาแล้วที่ชีวิตราบเรียบปกติเกิดขึ้น
    แต่หลายวันมาแล้ว ที่ความปกตินั้นกำลังจะหายไป
    กำลังมองหากำลังใจก้อนโตให้กับตัวเอง
    กำลังมองหาวิธีกำจัดความเครียดที่มีอยู่ออกจากตัว
    กำลังคิดขุดกำลังความคิดและพลังสมองที่มีอยู่คิดหาวิธีแก้ไข
    และกำลังคิดว่า....จะทำยังไงต่อไปดี???
    3/19/2007

    เปิดหู เปิดตา เปิดใจ

     

     มีอยู่หนนึงเคยคุยกับม่วยเพื่อนซี้ว่า...
    นับตั้งแต่วันที่ฉันอกหักครั้งใหญ่โตจนมาถึงระยะของการเป็นโสด
    "ชั้นค้นพบว่าชั้นมองเห็นอะไรรอบข้างได้ชัดเจนขึ้นฟ่ะ"
    เวลาเดินก็มองคนรอบข้างได้ชัดขึ้น
    เวลาก้าวก็กำหนดได้ว่าจะก้าวเท้าไหนออกก่อน...

    อ่านหนังสือ "Way" issue 6 เดือนมีนาคมที่เพิ่งจะวางแผง
    หน้าปกสีแดง มีคนหน้าเหลี่ยมครึ่งเสี้ยวพอเดาได้ว่าคือ "ใคร"....
    ด้านในมีเรื่องหนึ่งหัวข้อว่า "สำนึกของคนฝันเฟื่อง"
    พออ่านเรื่องนี้จบก็นึกถึงประโยคที่เคยบอกม่วยขึ้นมาในบัดดล

    เรื่องของดาราหนุ่มที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า
    เขารู้จักกระเบื้องทุกแผ่นในห้องของเขาเป็นอย่างดี
    หาใช่การรู้จักว่ามันยาขอบไม่งาม ช่างทำขอบบิ่น
    หรือมีชิ้นใหม่ไม่งามเท่ากับอีกชิ้น ...ไม่.....
    แต่เขาบอกว่าเวลาช่วงที่เขามีทุกข์
    เขาทำความรู้จักกับกระเบื้องในห้องทุกครั้ง
    เมื่อนานวันเข้าเลยกลายเป็นคนคุ้นเคย
    คุ้นหน้า คุ้นตาที่รู้จักมันเป็นอย่างดี

    แม้ผู้เขียนจะบอกว่ามันเป็นวิธีหนึ่งที่ดาราหนุ่ม
    ค้นพบว่าจะจัดการกับความทุกข์ของตนอย่างไร
    และของใกล้ตัวนี่แหละที่ทำให้เราปลดทุกข์
    ธรรมชาติของมันเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้
    และคนที่สมควรจะรู้จักมันยิ่งกว่าใครก็คือตัวเรานั่นเอง

    ช่วงนี้หูไม่ดี เสียงรอบข้างเข้าไปถึงหูชั้นในไม่ถนัด
    ตาก็เริ่มฝ้าฟาง มองอะไรข้างๆ ตัวไม่ดีอย่างเคย
    ใจก็เริ่มจะคับแคบ ไม่เปิดกว้างรับอะไรบางอย่างเข้ามา
    บรรยากาศของการรับรู้อะไรที่อยู่รอบตัวกำลังหดหาย
    ส่อสัญญาณว่าต้องทำอะไรบางอย่างก่อนความหายนะจะมาเยือน



    เมื่อช่วงที่เราอยู่กับตัวเองมากหน่อย
    เราจะได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของคนที่นั่งติดกันในรถไฟฟ้าใต้ดิน
    มองเห็นแม้กระทั่งด้ายไหมของกระดุมคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าว่าช่างไม่ได้ตัดให้มันสั้น
    รองเท้าของผู้หญิงที่กำลังจะก้าวขึ้นแท็กซี่คนนั้นยี่ห้อไนกี้สีมันสวยบาดใจ
    แหวนของรุ่นพี่ที่นั่งคุยกันอยู่ท่าจะแพงน่าดู
    เพราะรายละเอียดของการเจียรไนเอาเรื่องทีเดียว
    วันนี้พนักงานขายไก่ทอดผู้พันชุดขาวหนวดยาวท่าจะอารมณ์ไม่ดี
    นอกจากจะไม่ยิ้มแล้ว ตายังลอยเอาแต่มองคนที่นั่งกันเป็นคู่ๆ
    ดูซิดู.....คนขับรถคันข้างหน้าแอบก้มหอมแก้มคนข้างๆ ซะยังงั้นเห็นเงานะนั่น

    มันก็เป็นอย่างนั้น เมื่อเราให้เวลากับตัวเองมันก็จะเห็นอะไรชัดเจนยิ่งขึ้น
    มันควรจะเป็นอย่างนั้นบ้าง
    ช่วงเวลาที่เราเปิดหู เปิดตา เปิดใจนี่แหละสำคัญ
    ไม่ใช่แค่เปิดมองแล้วนินทา รับฟังแล้วเอามาคิดหนัก เปิดใจแล้วก็ดันทุกข์
    แต่เพื่อเปิดโลกทัศน์รับรู้สิ่งรอบข้าง มากกว่าจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว
    มันช่วยได้ดี...ในยามที่เรากำลังทุกข์หรือไม่สบายใจ....
    เราไม่ได้แต่เพียงเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้สิ่งรอบข้าง
    แต่ยังช่วยให้เรายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้ด้วย....

    แองเจลิน่า โจลี กับทรายในปราสาทตาพรหม

     

    ข่าวคราวเกี่ยวกับเด็กชายขาวเขมรวัยห้าขวบ
    ที่แองเจ
    ลิน่า โจลี รับเป็นบุตรบุญธรรมคนใหม่ของตนร่วมกับแบรด พิทสามีสุดหล่อ
    ซึ่งสื่อท้องถิ่นของบ้านเราเองก็ประโคมเป็นข่าวครึมโครม
    มากยิ่งกว่าข่าวสุริยะปราคาในเช้าวันที่ 19 มีนาคม .....
    ทำเอาใจอดคิดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับสาวคนนี้ขึ้นมาอย่างฉับพลัน

    โจลี  ทำให้ใจคิดถึงเรื่องราวของเธอในกัมพูชา
    ไม่มีชาวบ้านคนไหนที่ไม่รู้จักเธอ....
    การรับบุตรบุญธรรมคนใหม่ภายใต้กรอบกฎหมายยกเลิกไม่ให้
    ชาวต่างชาติรับเป็นพ่อแม่บุญธรรมกับเด็กชาวเขมร
    แต่โจลีกลับทำได้ ภายใต้เงื่อนไขอะไรก็ตาม ...แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว

    ไกด์หนุ่มและไกด์สาวที่นำพาคณะทัวร์ของใจเที่ยวในเสียมเรียบทั้งสองหน
    ต่างมีสีหน้าชื่นชมเธอทุกครั้งเมื่อมีการพูดถึงโจลี

    ใครหลายคนต่างยกให้เธอเป็นคนหนึ่งที่ช่วยบุกเบิกฐานะของการท่องเที่ยวในกัมพูชา
    คนรู้จักกัมพูชามากขึ้นจากหนังเรื่องทูมไรเดอร์
    โดยเฉพาะต้นไม้ยักษ์หรือต้นสะปง (บ้านเราเรียกว่าต้นสำโรง)
    ที่ขึ้นปกคลุมปราสาทตาพรหม (Tarohm)
    หนึ่งในปราสาทอันเลื่องชื่อของเสียมเรียบ กัมพูชา
    ที่แขกไปใครมาก็เป็นต้องถูกต้อนจากไกด์ให้มาเที่ยวที่นี่ด้วยทุกครั้ง
    และความใหญ่โตของปราสาทกลับไม่เป็นที่ต้องตาต้องใจ
    เท่ากับคำโฆษณาที่ว่า "มาที่นี่จะเห็นต้นไม้ยักษ์ในหนังเรื่องทูมไรเดอร์"

    แม้จะเป็นครั้งที่สองของการมาเยือนที่นี่
    ใจก็ยังไม่พลาดที่จะได้ยินจุดขายแบบที่ว่านี่อีกครั้งจากปากของไกด์สาว

    เป็นข้อเท็จจริงหรือเรื่องล้อเล่นก็ไม่ทราบ
    ระหว่างการเดินเข้าสู่ตัวปราสาทตาพรหม
    ด้วยอากาศที่ร้อนจนแสบแขน แสบหน้า
    ฝุ่นที่เกิดจากการเดินเตะทรายระหว่างทางเดินนับกิโลเมตร
    ทำให้ใจอดตั้งคำถามขึ้นมาไม่ได้ว่า....
    ก็มันเป็นปราสาท แต่ทำไมถึงได้มีทรายเต็มทางเดินเช่นนี้...



    ใจได้รับคำตอบจากเรื่องนี้จากไกด์กิตติมศักดิ์นายหนึ่งว่า...
    มีเรื่องเล่าว่า...เมื่อครั้งทีมงานของทูมไรเดอร์เข้ามาถ่ายฉากของหนังในตาพรหม
    ระยะเวลาของการถ่ายทำยาวนานต่อเนื่องกินเข้าช่วงฤดูฝน
    ทำให้พื้นทางเดินเข้าสู่ปราสาทเละเทะจนเข้าไม่ได้
    ทีมงานจึงได้เอากระสอบทรายมาวางเป็นทางยาวเพื่อให้ทั้งรถและคนเข้ามาได้
    เวลาผ่านไป...ทีมงานกลับไป กระสอบทรายกับอยู่ที่เดิม
    กระสอบปุ๋ยบรรจุทรายเริ่มแตก....เห็นร่องรอยของเส้นฝอยๆ ที่ถักทอเป็นกระสอบ
    ทรายเกลื่อนทางเดินไปหมด....ใครไปใครมาก็แทนที่จะเดินบนทางเดินเรียบๆ
    ก็ต้องเดินจมทรายบนทางเท้าเป็นระยะทางพอสมควร....

    ข้อเท็จจริงเป็นเช่นไรไม่ทราบ...
    ว่างๆ เจอนักโบราณคดีหรือผู้เชี่ยวชาญเรื่องเขมร
    จะสอบถามให้ได้ความจริงอีกครั้ง....ว่าทรายที่ว่ามาจากทูมไรเดอร์จริงรึป่าว???


     

    จากหัวหิน ถึงน้ำปั่น และน้ำคั้น

     

    เมื่ออาทิตย์ก่อนกระโดดติดรถพี่เจี๊ยบไปหัวหิน
    เลิกประชุมเครียดๆ เสร็จก็ขอติดพี่แกไปด้วย
    พี่เจี๊ยบเอาไปปล่อยตรงซอยลงหาดกลางใจเมืองหัวหิน
    ก่อนละไปทำธุระปะปังกับเพื่อนฝูงต่อและบอกจะมารับกลับบ้านตอนดึก

    นานหลายสัปดาห์แล้ว...เป็นเดือนๆ ที่ไม่มีโอกาสได้เห็นทะเล
    มันสดชื่นอย่างเห็นได้ชัด ...แม้จะอยู่ในทะเลได้แวบเดียวก็ต้องกลับกทม.ก็เหอะ

    ที่หัวหิน นอกจากจะเห็นทะเลอย่างที่ต้องการ
    ที่นี่
    ยังขึ้นชื่อเรื่องหิน....และหอย....
    ทำไมหัวหินต้องเป็นถิ่นมีหอยติดหินด้วยไม่เข้าใจ??
    ใจก็ไปยืนดูที่หาด ก็เห็นหอยติดหินเพียบจริงๆ แฮะ
    แต่ที่ไหนๆ ก็เป็นแบบนี้หมดนี่หว่า......

    ใจยังเห็นคนนั่งจีบกัน ฝรั่งนอนอาบแดด...ทั้งๆ ที่มันก็บ่ายแก่ๆแล้ว
    เห็นคนขี่ม้า...ทำไมต้องมาขี่ม้าตรงชายหาดก็ยังสงสัย
    เห็นป้าขายไข่ปิ้ง ปลาหมึกย่าง และก็น้ำมะพร้าว
    เห็นคนเล่นเตะบอลชายหาด...พลาดเตะลงน้ำก็หลายหน
    และเริ่มเห็นว่าตัวเองเมื่อยเต็มที...เลยเดินหนีจากชายหาดขึ้นฝั่งเสียที

    ใจเดินเรื่อยมาจนมาถึงตลาดหัวหิน
    มันก็ค่ำเต็มที ท้องก็ร้องเพราะอาการหิวเต็มที่
    เดินไปเรื่อย ๆ ดูว่ามีอะไรให้กินบ้าง...
    ผัดไทย หอยทอด และหมูสเต๊ะ ตรงกลางซอยน่ากินไม่เบา
    แวะเข้าไปนั่งที่ว่างๆ คนเดียว...
    สั่งหอยทอด หมูสเต๊ะและน้ำมะพร้าวปั่น
    สักพักมีฝรั่งสองคน ชายหญิงมานั่งข้างๆ
    เพราะว่าไม่รู้จะสั่งยังไง เห็นสั่งเป็นแต่ผัดไทย
    พออยากจะกินหมูสเต๊ะบ้าง เลยหันมาถามใจว่า "อันนี้เรียกว่าอะไร"
    แม้จะบอกว่า "สเต๊ะ" แต่เขาก็ออกเสียงได้แค่ "สเตะ"

    นั่งกินไป ฝรั่งก็ชวนคุยไป
    เวลานี้ใจถูกเบียดมานั่งโต๊ะเดียวกันกับฝรั่งเป็นที่เรียบร้อย
    นั่งเบียดกันจนฝรั่งชายเกือบกระเด็นออกไปนอกโต๊ะ
    เพราะพรรคพวกกระทาชายนักศึกษาหลายชีวิต
    ไม่มีที่นั่ง พวกเราเลยต้องเสียสละอย่างแรง
    แบ่งที่นั่งให้พวกเขาเหล่านั้นอย่างปฏิเสธไม่ได้

    เด็กผู้ชายคนหนึ่งในก๊วน
    ถามพนักงานร้านน้ำปั่นว่า "พี่มีแคนตาลูปป้ะ?"
    พอได้รับคำตอบว่ามีผลไม้ปั่นอย่างที่ต้องการ
    ท่านกลับสั่งว่า "เอาแครอทปั่นใส่โอวัลตินด้วย"
    พนักงานถามกลับ "มันกินได้เหรอพี่?"
    "กินได้สิน้องเอามาเลย เคยกินแล้ว"
    ใจเกือบสำรอกหอยทอดออกมากอง แหวะ....แครอทปั่นใส่โอวัลติน
    คิดได้ยังไงเนี่ย......

    พอๆ กับฝรั่งที่สั่งน้ำผลไม้คั้นหน้าออฟฟิศ
    ร้านน้ำผลไม้คั้นต่างจากน้ำผลไม้ปั่นก็ตรงที่
    เอาแต่น้ำ เนื้อถูกกรองและถูกทิ้งไว้ดูต่างหน้า
    ผิดตำราที่ใครเขาว่า กินกากเยอะๆ ช่วยให้ท้องระบายดี
    แต่วิธีนี้เค้าก็ว่ามันดีของมันในตัวอ่ะ..งงๆ เหมือนกัน

    กลับมาที่ฝรั่งคนนี้ต่อ....
    เธอสั่งน้ำบีทรูทคั้น ใส่สับปะรด และก็ปนด้วยแครอท
    ขอโทษ....แค่ลำพังสามอย่างนี่ก็จะไม่ไหวแระ
    เธอบอกว่าใส่ว่านหางจรเข้เข้าด้วย
    โอว้..จอห์น...นึกภาพไม่ออกว่ามันจะออกมาเหนียวหนืด
    ฝืดคอ ฝาดลิ้น เปรี้ยวคอ ขนาดไหนน้อออออ

     

     

    3/18/2007

    คิดถึงบ้าน.....

     

    เย็นย่ำ นึกได้ว่าต้องโทรฯ ไปหาแม่
    หลังจากที่ห่างหายไปจากวงการได้สักสองสามวันแล้ว
    ตามฟอร์มเมื่อแม่รับสาย ก็มักจะถามต่อว่า "อยู่ไหน"
    ใจจะอยู่ที่ไหนได้ล่ะแม่
    เพราะใจจะโทรฯ หาแม่ทุกครั้ง
    ก็ต่อเมื่อใจนั่งอยู่หน้าคอมฯ ที่ห้องแล้ว

    แม่บ่นอุบอิบว่าที่บ้านอากาศร้อนมาก
    ทั้งๆ ที่เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว
    มันยังหนาว จนแทบจะถอดเสื้อกันหนาวไม่ได้แท้ๆ
    แต่สองสามวันมานี้ก็ออกฤทธิ์
    แถมมลพิษเรื่องควันก็ทำเอาทั้งหมาแมว และคนแสบตากันเป็นทิวแถว

    วันนี้พ่อกับแม่ ออกแรงถางหญ้าหน้าบ้าน
    เตรียมหว่านดอกไม้...เพื่อให้มันขึ้นรับสงกรานต์
    แม่บอกว่า ช่วงนี้เพื่อนบ้านทั้งซอยกำลังเห่อกันใหญ่
    เค้ารณรงค์ปลูกดอกไม้กันทั้งซอย
    หน้าบ้านใครหน้าบ้านมัน เพื่อให้เกิดความสวยงามตลอดทาง

    ใจอยากกลับบ้านแล้วแฮะ
    ช่วงนี้เหนื่อยๆ ทั้งงานและอะไรหลายๆ อย่าง
    แม้จะต้องเดินทางไกลเป็นพันกิโลเมตรเพื่อกลับบ้าน
    แต่เมื่อได้เห็นหน้าพ่อกับแม่ก็หายเหนื่อยทุกครั้ง

    กลับบ้านหนสุดท้ายเมื่อปลายปี....
    ระหว่างทางนั่งรถไปแม่สายกับพ่อและแม่
    แม่ก็พูดโพร่งขึ้นมาว่า..."ใจออกจากบ้านตั้งแต่เมื่อไรนะ?"
    ตอนที่ตอบคำถามแม่ไป ก็ใจแป้วด้วยไม่น้อย

    มันตั้งแต่เมื่อไรนะที่ออกจากบ้าน...
    ป.5 สินะ....ตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้ใจก็ไม่เคยได้อยู่กับแม่และพ่อเลย

    ป.5 ย้ายโรงเรียนเพื่อเรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนที่ดีกว่า
    ม.1 เรียนที่โรงเรียนประจำอำเภอ
    ม.4 เรียนโรงเรียนประจำจังหวัด
    ปี 1 เอนท์ติดที่กรุงเทพฯ
    ปี 42 เริ่มทำงานหลังจากจบปริญญา
    ปี 50 ใจก็ยังทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ

    มันเหงาอย่างบอกไม่ถูกแฮะ
    บางทีก็แอบอิจฉาใครหลายๆ คนที่ได้อยู่กับคนในครอบครัว
    อย่างน้อยก็พ่อแม่ ป้า อา น้า หรือแม้กับพี่น้องเองก็เหอะ
    เพราะจนถึงป่านนี้ ใจก็ยังต้องอยู่คนเดียว...เช่นเคย

    หลายคนบอกอิจฉาใจที่ได้ทำอะไรด้วยตัวเอง
    ได้อยู่กับคนตัวเอง และใช้ชีวิตในอย่างที่อยากจะทำ

    แต่บางครั้งใจกลับอิจฉาเขาที่มีคนโทรฯ มาหากลางดึกว่ากลับบ้านไหม?
    แอบอิจฉาคนข้างๆ ที่บอกว่าวันนี้ต้องรีบกลับบ้าน
    อิจฉาใครหลายคนที่มีคนคอยเตรียมกลับข้าวไว้ให้ที่บ้าน
    มันนานเท่าไรแล้ว...ที่ใจยังต้องเดินทางเป็นพันกิโลเพื่อกลับไปหาแม่กับพ่อที่บ้าน
    นานเท่าไรที่เมื่อคิดถึงก็เอาแต่พึ่งโทรศัพท์ยกหูเพื่อได้ยินเสียง

    คิดถึงบ้านจังเลย....อยากกลับบ้านแล้ว
    แม้จะมีเพื่อน มีใครอยู่ข้าง...แต่เราก็ยังเหงาอยู่ดี เมื่อไกลบ้าน
    มันจะทดแทนกันได้อย่างไร เมื่อบางอย่างมันขาดหายไป...
    เขาก็ต้องมีชีวิตประจำวันของเขา เราเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยว ส่วนหนึ่ง
    ที่เข้าไปเติมเต็มให้ชีวิตของเขาให้สมบูรณ์ขึ้น...ก็เพียงเท่านั้น
    เพราะแท้ที่จริงแล้ว ทุกคนก็ล้วนแล้วแต่มีที่ที่ของตัวเอง
    มีครอบครัวอันเป็นที่รัก และมีขอบเขตจำกัดในการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน...

    เมื่อคิดได้เช่นนี้...ก็คงไม่มีอะไรดีไปกว่า
    การวางโครงการเอาไว้ว่า ....ปั่นต้นฉบับงวดนี้เสร็จเมื่อไร
    จะหนีกลับบ้านไปหาแม่กับพ่อในทันที.....
    เมื่อรู้สึกดีขึ้นเมื่อไร ค่อยกลับมาสู้กันใหม่อีกหน....บนถนนเส้นที่ไกลบ้านนี่แหละ
    เพราะเส้นทางที่ต้องอยู่ตัวคนเดียวมันยังอีกยาวไกลนัก
    ต้องกลับบ้านเพื่อกลบเกลื่อนความท้อเสียก่อนแล้วว่ากันต่อเนอะ....

    3/16/2007

    ต้มยำกระดูกหมู....ยักษ์



    วันนี้เป็นวันแห่งมหกรรมสัมภาษณ์ผู้บริหารค่าย telco สำคัญแห่งหนึ่ง
    หลังจากเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์ผู้บริหารรายแรกในช่วงเช้า
    พวกเรา อันประกอบไปด้วยใจและเอมช่างภาพก็พักครึ่ง
    ก่อนกลับไปสัมภาษณ์ผู้บริหารอีกท่านในช่วงบ่ายสาม
    การคั่นกลางด้วยการรับประทานอาหารกลางวัน (อุ้ย!!สรรพหรูทีเดียว)
    เป็นทางออกที่ดี ในการฆ่าเวลาสองสามชั่วโมง ก่อนถึงเวลานัดหมายอีกหน

    หลังจากแวะถ่ายภาพช็อปจ่ายค่าโทรศัพท์ใกล้ๆ ก็เดินวนมาที่ตึกข้างๆ
    แหล่งอาหารชั้นเลิศ ที่ต้องนั่งตากแดดรับประทาน....
    เพราะทะลึ่งไปสั่งอาหารร้านที่มีทำเลกลางแดด
    แทนที่จะไปนั่งในร้านเย็นๆ มีพัดลมติดเพดานหมุนไปหมุนมา

    ใจสั่งมาม่าต้มยำเอาแต่หมูสับ สรรพสัตว์อย่างอื่นไม่เอา
    พนักงานสาวยกมาม่ามาให้ที่โต๊ะ หลังครบเวลาในการปรุง
    มาถึง....ทำเราอึ้งกันทั้งบาง เพราะคิดว่าเขาเอามาส่งผิดโต๊ะ
    เขาบอกว่าใกล้ขายหมดแล้ว เลยยกกระดูกหมูที่มีเนื้อติด...
    ประมาณเนื้อติดข้อ ที่ตุ๋นไว้สำหรับทำน้ำซุปก้นหม้อให้มาแทะ

    มองหาเจ้าของร้านแล้วหัวเราะแหะแหะ มันท่าจะต้องแทะกันนานมากนะนั่น
    ก็กระดูกมันเบ้อเร่อซะขนาดนั้น สรุปก็แทะไม่หมด มาม่าก็เหลืออีกครึ่งชาม
    เอมบอก..เสียดายไม่อยู่ใกล้บ้านจะเอากระดูกข้อที่ว่าให้ไอตูบกิน
    นอกจากร้านก๋วยเตี๋ยวของแม่เมื่อนานมาแล้ว
    ก็ยังไม่เคยเจอใครยกกระดูกหมูที่อยู่ก้นหม้อให้ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน
    เลยเก็บภาพเอาไว้ซะเลย...โฮะโฮะ
    นี่แหละ...ต้มยำกระดูกหมู...ยักษ์

    3/15/2007

    คุยกับน้าตู่ ภาคจบ...ซะที

     

    Cyborg9 says:
    น้ำค้างก็ดีนะ

    jai says:
    ตะก่อนอาจจะไม่ดี แต่เดี๋ยวนี้ดีแล้วค่ะ

    jai says:
    กำลังคิดว่าจะไปเปลี่ยนยากๆ หลายๆ พยางค์เอาที่คนจำไม่ได้ว่ามันชื่ออะไร

    jai says:
    เพราะน้ำค้าง จำง่ายไป ไม่ดีกับการกระทำความผิด

    Cyborg9 says:
    ตอนอายุเยอะๆ ยายน้ำค้างป้าน้ำค้าง

    Cyborg9 says:
    จะไปทำผิดอะไรเหรอ

    jai says:
    นั่นน่ะสิ กำลังคิดแผนอยู่

    jai says:
    เคยคิดเล่นๆ ช่วงก่อนว่า...

    jai says:
    อยากดังก้องโลก ทางเดียวที่จะทำได้ก็คือ

    jai says:
    การออกไปประกาศความรับผิดชอบว่า ..วางระเบิดช่วงปีใหม่....

    jai says:
    เพราะเห็นตปท. ใครๆ ก็ออกมาแสดงความรับผิดชอบ ใจเลยอยากทำบ้าง

    jai says:
    เพราะคิดว่าCNN น่าจะมาสัมภาษณ์กันยกใหญ่ทีเดียว

    Cyborg9 says:
    ทำไมไม่ทำ เปลัี่ยนชื่อไม่ทันเหรอ

    jai says:
    พอดีว่า มีคนทักเสียก่อน

    jai says:
    ว่าชื่อนี้แล้ว ไม่ต้องเปลี่ยน

    Cyborg9 says:
    อดเป็นข่าวใหญ่

    jai says:
    นั่นน่ะสิ

    jai says:
    อีกสักพักจะวางแผนให้เพื่อนชายถ่ายวิดิโอ
    jai says:

    แต่พิจารณาแล้ว....มันไม่เหมาะ

    jai says:
    ควรจะรักษาวัฒนธรรมไทยสักนิด

    jai says:
    ตอนนี้เลยคิดอยู่ว่าจะทำยังไงให้ดังดี

    Cyborg9 says:
    หยุดคิดมั่งก็ไำด้

    jai says:
    ให้สมองพักมั่งเนอะ

    Cyborg9 says:
    ใช่ เห็นด้วย

    คุยกับน้าตู่ภาคใกล้จบ

     
    jai says:
    แม้จะงงกับเครื่องมือนิดหน่อย แต่ก็โอเค

    jai says:
    เหมาะสำหรับคนไม่อยากทำงานแบบเราๆ

    Cyborg9 says:
    เหอะๆ ในที่สุดก็ยอมรับ

    jai says:
    น้าเป็นมากี่วันนะ?

    Cyborg9 says:
    เป็นอะไรครับ

    jai says:
    ไม่อยากทำงาน

    Cyborg9 says:
    อุ้ย นานแล้ว หลายเดือนแล้ว

    jai says:
    เอ้าเหรอ

    jai says:
    ทำลายสถิติ

    Cyborg9 says:
    ใช่.... เจ็บใจไม่มีเงิน ไ่ม่งั้นลาออกไปนอนตีพุงแห้งๆ

    jai says:
    ไม่มีใครมาจ้างเป็นแม่บ้านนั่งนับเงินมั่งแฮะ

    jai says:
    อยากสมัคร

    Cyborg9 says:
    ตำแหน่งนี้ต้องแข่งกันหน่อย

    jai says:
    เด๋วนี้เค้าเอาสัดส่วนเข้าสู้ด้วย

    jai says:
    ใจคงอด

    Cyborg9 says:
    เหอๆๆ  ศัลยกรรมนำทางอย่างน้องเปไง

    jai says:
    ต้องเปลี่ยนชื่อด้วย

    jai says:
    เดี๋ยวคนจำได้ว่าเป็นใคร

    Cyborg9 says:
    เปลี่ยนสักสามหน เข้าสูตร

    jai says:
    น่าจะดี

    jai says:
    เคยถามแม่ว่าขอเปลี่ยนชื่อ

    Cyborg9 says:
    แม่ว่าไง

    jai says:
    แม่บอกว่าได้สิ จากน้ำค้างชื่อจิง ก็มาเป็น ดวงใจ ....เอาชื่อเล่นมาเป็นชื่อจริง

    jai says:
    เลยเลิกล้มความตั้งใจ

    Cyborg9 says:
    ฮ่าๆๆ

    jai says:
    พี่สาวคนกลาง

    jai says:
    ซวยกว่า

    jai says:
    แม่บอกว่าตะก่อนมันมีละครทีวีดัง นางเอกชื่อ ชลธิชา โอ้ยย เพระา แม่เลยหยิบมาตั้งชื่อลูกสาวซะเลย

    Cyborg9 says:
    ก็ดีนิ

    jai says:
    แต่แม่ลืมไปว่า ตัวเองอ่ะ ออกเสียงไม่ชัด....เวลาไปบอกนายอำเภอ จาก ชลธิชา กลาย เป็น ซนธิชา....นายอำเภอเลยเขียนเป็น....

    jai says:
    สนธิชา..

    jai says:
    ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้

    Cyborg9 says:
    เหอๆ ชื่อเท่เข้ายุคสมันอย่างยิ่ง

    jai says:
    หึหึ

    jai says:
    แม่ไม่มีแบบแผนในการตั้งชื่อลูกสักเท่าไร

    jai says:
    ไม่ทันสมัยเหมอืนกับคนสมัยนี้

    jai says:
    มีน้องต้นข้าว ต้นน้ำ...

    Cyborg9 says:
    ต้นอ้อ

    jai says:
    น้องญี่ปุ่น

    Cyborg9 says:
    ปลายอ้อ

    jai says:
    พี่สาวคนแรกซวยก่อน

    jai says:
    กุหลาบ....

    Cyborg9 says:
    น่าน

    jai says:
    สนธิชา...

    jai says:
    มาจบที่ น้ำค้าง

    Cyborg9 says:
    ชื่อนี้ดี

    คุยกับน้าตู่ ภาคฉี่...อุ้ยย ภาคสี่

     
     

    jai says:
    เมล์เกี่ยวกับอะไรอ่ะ

    Cyborg9 says:
    มันเป้นเว็บเอาไว้ แจ้งแก่โลกว่า what're you doing now..... ทำนองนั้น

    jai says:
    จิงอ่ะ

    jai says:
    ยังไม่เห็นมา

    jai says:
    การเดินทางยาวไกลในสายเคเบิ้ล

    Cyborg9 says:
    เออ ส่งไปแล้ว มันต้องไปอังกฤษก่อน

    jai says:
    กว่ามันจะกลับมาเมืองไทย...คงใช้เวลาอีกสักพัก

    jai says:
    วันก่อนพี่เขยกลับบ้าน แล้วพกเครื่องคอมพิวเตอร์ไปตั้ง

    jai says:
    จัดการต่อโมเด็ม 56k เข้า msn

    Cyborg9 says:
    แล้ว..แม่เล่นคอมพิวเตอร์

    jai says:
    เปิดเว็บแคมให้แม่ดู....

    jai says:
    เวบแคมหนึ่งอันเข้าได้ทั้งบ้าน

    jai says:
    พี่เขยเอาหูเข้ามาซีกหนึ่ง แม่เห็นเต็มตัว ไกลนิดๆ พ่อยืนอยู่ข้างหลัง...ไกลโน้นนน

    jai says:
    อ้ะ แม่อุ้มหมาด้วยตัวนึง

    Cyborg9 says:
    ดีนะเว็บแคม

    Cyborg9 says:
    รู้สึกว่า ใช้แคมฟณ็อกน่าจะดีกว่าเอ็มเอสเอ็น

    jai says:
    เปิดห้องเองอ่ะเหรอ

    jai says:
    กลัวว่าแม่จะติดใจไม่ยอมทำกับข้าว

    jai says:
    พ่อจะเคืองเอา

    Cyborg9 says:
    ไม่ต้องเปิดร้อก ก็ใช้มันแบบ dirrect ไง

    Cyborg9 says:
    หรือไม่พ่อก็ติดใจ แม่งอนเลิกทำกับข้าว

    jai says:
    นั่นน่ะสิ

    คุยกับน้าตู่ ภาคสาม

     
     
    Cyborg9 says:
    ใจ เอาอีเมล์มาหน่อยสิ

    jai says:
    อีเมล์อะไรคะ

    Cyborg9 says:
    อีเมล์ของใจ

    jai says:
    namkhang@gmail.com

    jai says:
    nujai@hotmail.com

    Cyborg9 says:
    เดี๋ยวจะส่งเทียบเชิญ

    jai says:
    โป๊ ไม่เอานะ

    jai says:
    หลังๆ เพื่อนผู้ชายมันไม่ดูหน้าดูหลังละ ทียังงี้มันถือว่าคนเราเท่าเทียมกัน

    jai says:
    ส่งมั่วไปหมด โป๊ไม่โป๊

    Cyborg9 says:
    ไม่โป๊ เป็น keep in touch

    Cyborg9 says:
    น้าไม่มีเพื่อนส่งโป๊ให้ร้อก

    jai says:
    เพราะน้าเก็บไว้ดูคนเดียว

    jai says:
    555

    Cyborg9 says:
    น่าน ดูก็ไม่ดู

    jai says:
    555

    Cyborg9 says:
    รับเมล์แล้วลองเข้าไปเปิดดูนะ สมัครไว้ดิ สนุกดี

    jai says:
    ค่ะ

    Cyborg9 says:
    สำหรับคนไมมีอะไรจะทำ

    jai says:
    .........

    Cyborg9 says:
    หรือมีก็ไม่ทำ

    jai says:
    ใจยังมีงานทำนะน้า แหม้

    Cyborg9 says:
    ไม่มีอารมณ์จะทำ...เอ้า

    jai says:
    อันหลังค่อยน่าสนใจหน่อย

    คุยกับน้าตู่ episode II

     
     
    Cyborg9 says:
    เมื่อไรใจจะกลับไปสูดควันที่เชียงราย

    jai says:
    ไม่ปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง

    jai says:
    แม่บอกว่า แสบตามาก

    jai says:
    ขนาดหมาน้ำตายังไหล ตาบวมเลย แม่บอก

    Cyborg9 says:
    แย่มากเลย ประเทศไทยแย่ลงๆ

    jai says:
    หน้าแล้งก็แห้งแล้งได้ใจ

    jai says:
    ที่บ้านจะไม่ใช้น้ำปะปาของหมู่บ้านเลยนะ ในช่วงหน้าแล้ง แต่ใช้น้ำบ่อแทน

    jai says:
    ใช้ซักผ้า ล้างจาน รดน้ำต้นไม้นะ

    Cyborg9 says:
    เพราะมันไม่ไหลหรือไง

    jai says:
    ใช่เลย

    Cyborg9 says:
    แต่ก็ดีแล้ว

    jai says:
    ช่วงก่อนแถวบ้านยังไม่มีเลย ควันน่ะ

    Cyborg9 says:
    ช่วงไหน

    jai says:
    ช่วงที่เชียงใหม่เป็น

    Cyborg9 says:
    อ๋อ....

    jai says:
    แต่หลังจากนั้นสักสี่ห้าวัน ก็เป็นตามเค้าเฉยเลย แฟชั่น...

    Cyborg9 says:
    มันมาจากไหนกันนักหนา

    jai says:
    ก็เห็นข่าวบอกว่าเค้าเผาป่า

    jai says:
    เผาหญ้า ขยะแห้ง

    Cyborg9 says:
    มันก็เผากันทุกปีไม่ใช่เหรอ

    jai says:
    นั่นสิ

    jai says:
    หรือว่าปีนี้เผากันเยอะขึ้น เพระาหญ้าเยอะขึ้น?

    Cyborg9 says:
    หรือเผากันทั้งเอเชีย

    jai says:
    หญ้าเยอะ

    jai says:
    แล้วก็ร้อนตับแลบ

    Cyborg9 says:
    ลานิลญ่า

    jai says:
    วันก่อนแม่ทันสมัย

    jai says:
    บอกว่า มันเกิดปรากฎการณ์โลกร้อน

    jai says:
    ภาวะเรือนกระจก แม่วงเล็บภาษาอังกฤษต่อท้าย

    jai says:
    แต่ออกเสียงไม่ถูก

    jai says:
    xxxx โญ่

    jai says:
    โผล่ออกมาก็โญ่เลย

    Cyborg9 says:
    เหอๆ

    jai says:
    บลา บลา บลา โญ่

    Cyborg9 says:
    แซวแม่เรอะ

    jai says:
    ปกติ แม่ก็เป็นแบบนี้แหละ

    คุยกับน้าตู่ ภาคแรก

     
    jai says:
    น้า

    Cyborg9 says:
    จ๋า

    jai says:
    วันก่อนอารมณ์ดี

    jai says:
    ไม่จิ เข้าเซเว่นที่หัวหิน

    jai says:
    มันไม่มีอะไรน่าอ่านเท่ากับสุดสัปดาห์ เลยหยิบติดมือออกมาหนึ่งเล่ม

    jai says:
    เหอๆ .....อ่านเรื่อง viral maketing ของหนุ่มเมืองจันทร์..เห็นน้าโดนพาดพิง

    jai says:
    ได้ข่าวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องราว camfog

    jai says:
    555

    Cyborg9 says:
    ข่าวลือ ไม่จริงๆๆๆๆ

    jai says:
    วันนั้นน้าเพิ่งบอก ว่าลงทุนไปซื้อมาดูโดยเฉพาะ

    jai says:
    เหอๆ

    jai says:
    เลยเห็นภาพแวบขึ้นมาเลยล่ะขอบอก

    Cyborg9 says:
    ดูอะไร ขุนพันธ์เหรอ

    jai says:
    นั่นปะไร
    3/13/2007

    รองเท้าของฉัน

     
     

     

    เพิ่งจะประสบความสำเร็จในการหารองเท้าคู่ใหม่มาใส่
    หลังจากรองเท้าคู่โปรดได้ถูกทำลายล้างด้วยเท้าสองข้างของตัวเองเป็นที่เรียบร้อย
    แต่ถึงกระนั้น....รองเท้าคู่ที่พังก็ยังเป็นรองเท้าในดวงใจ เทียบกับรองเท้าคู่ใหม่...
    แม้จะใหม่แค่ไหน แพงยังไงก็ยังชิดซ้ายอยู่ดี

    เย็นย่ำ เบื่อจากการงาน ก็เลยคว้ากล้องถ่ายรูปไปถ่ายภาพรองเท้าของตัวเองไว้
    คู่แรก...Guess รองเท้าผ้าใบใส่วิ่งทีไรมันกัดทุกที
    เพราะจริงๆ แล้วมันเป็นรองเท้าที่ออกแบบมาไว้ใส่เที่ยว ใส่ sport
    คู่นี้ซื้อจาก the emporium สนนราคาที่ 2450 บาท...หากจำไม่ผิดนะ....

    คู่ที่สองสีขาว...Cinzia แบรนด์อิตาลี ผลิตที่จีน
    เพิ่งสอยมาใหม่เอี่ยมด้วยราคา 800 กว่าบาทจากห้างโรบินสัน
    หลังจากที่ทนไม่ไหวกับการพังลงของไอคู่เหลือง
    ใส่ไปสองหน...กัดแทบทนไม่ไหว เลยวางมันไว้ก่อน....

    คู่ที่สาม Ecco ราคา 1,900 บาท จากเซ็ลทรัลสีลม...
    คู่นี้เป็นคู่ที่สอง ในแบบเดียวกันที่อุตส่าห์ไปหามาใส่ได้สำเร็จ
    พื้นมันพัง ทั้งๆ ที่ภายนอกยังโอเค...เลยกะว่าจะหิ้วไปซ่อม
    ยังไม่เคยซ่อมพื้นข้างในรองเท้าสักหน....ถือโอกาสทดลองบริการแบบนี้ไปในตัว

    คู่ที่สี่ Geox รองเท้าหายใจได้ จ่ายไป 1,920 บาทจาก The Esplanad รัชดา
    ราคาเต็มอยู่ที่ 2,450 ลด 15 เปอร์เซ็นต์
    และได้ส่วนลดเพิ่มอีก 200 จากการชิงโชค
    โฮะโฮะ...ใส่ไปหนเดียว.....วางไว้เช่นกัน...ไว้หาโอกาสใส่มันอีก.....

    คู่ที่ห้า รองเท้า FOF พี่เจี๊ยบบอกมันเป็น house brand ของเซ็นทรัล
    มันเป็นเหมือนรองเท้าแก้ว...เค้าเอามาลดราคา ...เหลือ 500 กว่าบาท
    ใครไปใครมาไม่เคยได้มันไป ทั้ง ๆ ที่มันเหลืออยู่เดียวในชั้นที่โรบินสัน
    ใจใส่มันได้พอดี...เลยเป็นเจ้าหญิงไปโดยปริยาย...อิอิ

    คู่ที่หก...BSC หิ้วมาด้วยราคาเกือบพันบาท แต่เพิ่งเคยใส่ไม่กี่หน
    เปิดดูอีกที หนังมันเละๆ พิกล....เพราะว่าเก็บไว้นานเกินไปล่ะมั้ง
    สภาพอากาศทำลายหนังซะ...เสียดายมากมาย...

    รองเท้าแตะยี่ห้อ Charles & Keith หิ้วมาจากสิงคโปร์
    จำได้ว่าซื้อมาที่ราคา 450 บาทหรือยังไงนี่แหละ
    แต่เมื่อวันก่อนไปเดินที่เซ็นทรัลเวิร์ล....วางขายที่ช็อปราคา 1,250 บาท

    รองเท้าสีเหลือง คู่โปรด...สภาพทรุดโทรมเอาเรื่อง
    คู่นี้จำได้ว่าหามา 4 ห้างกว่าจะได้ ...ราคา 1,550 บาท
    ขาดรุ่ย คงถึงเวลาของมันแล้วล่ะ...ปลงระวาง...

    รองเท้าแตะยี่ห้อ  Charles & Keith อีกคู่
    คู่นี้ใครบางคนซื้อให้ ใส่จนเก่าแล้ว เก่าอีก
    ทุกวันนี้มันกลายเป็นรองเท้าใส่อยู่กับบ้าน
    ใส่ออกไปซื้อของบ้าง แต่บางหนเผลอใส่ออกนอกบ้านก็มี
    สภาพมันเละได้ใจ...ใส่ที...ใครก้มมอง คงตกใจ ราคาเอาเรื่องอยู่ที่ 850  บาท

    เรื่องของรองเท้านี่ไม่เข้าใครออกใคร
    เห็นดาราบางคนชอบสะสมเหมือนกับเป็นของเล่น
    ใส่ได้ไม่กี่หน บางคนซื้อมายังไม่เคยใส่
    ตะก่อนไม่เคยเข้าใจ..ทำอะไรกัน ...น่าหมั่นไส้

    ก็เพิ่งจะเข้าใจ....ก็ตอนที่เจอะเข้ากับตัว
    รองเท้ามันเป็นเรื่องศิลปะ....อีกทั้งยังเป็นยานพาหนะมากกว่าแค่ใส่รองส้นเท้า
    บางคนทำงานหนัก...ยืนนานๆ รองเท้าที่ดี รองรับน้ำหนัก ปรับให้เหมาะสมกับการยืน
    ก็ช่วยให้ไม่ต้องฝืนแม้จะยืนนานนาน ....

    บางคนต้องไปงานบ่อยๆ รองเท้าใส่ออกงานก็ควรจะมีไว้ติดบ้าน
    มากกว่า...การรี่ไปหา เวลาก็ peak ไม่มีรองเท้าจะให้ใส่
    เพราะบางงานใส่คู่นี้เหมาะ ใส่สีเข้า บางทีใส่แบบนี้ได้ใจ
    มันเลยกลายเป็นที่มาของรองเท้าจำนวนมากมาย...อย่างที่เขาว่า...
    แต่ละคู่ ใช้กับแต่ละเวลาแตกต่างกัน ...มันถึงได้เรียกว่ารองเท้า
    เพราะเท้าเราก้าวไปในแต่ละโอกาสที่ไม่เหมือนกัน....

    จนถึงตอนนี้ใครหลายคนอาจจะลืมนับไปเสียด้วยซ้ำว่า...
    รองเท้าที่วางอยู่บนชั้นหน้าบ้าน หรือวางอยู่ในท้ายรถ
    ป่านนี้...มันมีจำนวนกี่คู่เข้าไปแล้ว
    เพราะกว่าจะรู้ตัวอีกที ต้องใช้สมาธินับ หรือต้องเอามันออกมาจากรถ
    เอาไปวาง....นับ ถึงจะรู้ว่า...ตูมีรองเท้าเยอะขนาดนี้เลยเหรอ??.....เอิ้กกก

    3/12/2007

    ฆาตกรรมอำพราง...เวลา....

     

    ถ้าหากมีอาวุธ จำพวกมีด ปืน ดาบ หรือหอก
    ก็อยากจะทำการฆาตกรรมเวลาให้มันดูสวยงามกว่านี้
    ประมาณว่า ฆ่าแล้วอำพราง ไม่ให้ใครได้เจอซากคงจะดีไม่หยอก

    แต่เมื่อมีเพียงมือ เท้า สมอง ลำตัว และหัวติดคอ
    อาวุธที่ดีที่สุดสำหรับการวางแผนฆ่าเวลา เห็นแต่จะมี "ตัวเอง" เท่านั้น
    สมองเริ่มประมวลผลผลในทันที เมื่อเริ่มค้นพบว่า...วันนี้เริ่มเซ็ง...

    ร้อยแปดสารพัดวิธีการ เริ่มพัดโหมกระหน่ำเข้ามาในสมองซีกซ้ายและขวา
    เมื่อสมองซีกจินตนาการมันเริ่มหลั่งสาร...ฉันก็เริ่มคิดฝันว่าจะไปไหนดี
    ขณะที่ซีกแห่งเหตุผลก็ทำงานของมันไป....ประมวลผลถึงความคุ้มค่าต่างนานา

    ยกนาฬิกาที่ข้อมือดูเวลา เข้มสั้นชี้ที่ขีดสีเขียวขีดเดียว
    เข็มยาวกว่า มันเลื่อนไปที่ขีดสองขีดบนหน้าปัดสีขาว ...บอกเวลาว่าบ่ายโมงสิบนาที
    ฉันเดินออกจากออฟฟิศในวันอาทิตย์ที่หากสแกนด้วยเครื่องมือไฮเทค
    คงเห็นสีแดงของไออุ่นมนุษย์นั่งอยู่ในแต่ละชั้นไม่กี่ชีวิตเป็นแน่

    ข้ามฝั่งถนนได้ไม่ยากเย็นนักสำหรับวันหยุดเช่นนี้
    ต่างจากวันทำงานที่รถราไม่เคยจะสนใจหยุดให้มนุษย์
    หน้าตาธรรมดาอย่างฉันให้ข้ามไปอีกฝั่งได้เร็วขึ้น
    จนหลายครั้งแอบนึกค้อน ทำไมไม่เกิดเป็นนาตาลี นางงามโลก
    เพราะรถทุกคันคงจะหยุดทันทีที่อยากจะข้ามถนนแถวนี้

    ฉันตัดสินใจเริ่มแผนแรกของการฆ่าเวลาที่อยู่มากจนเกินไปสำหรับวันนี้อย่างไม่รีรอ
    ขั้นตอนแรก...ใช้เวลานั่งรอเรือท่องเที่ยวโดยสารแม่น้ำเจ้าพระยา
    ที่จะมาเทียบท่าในอีกสิบนาทีข้างหน้า
    ขั้นตอนที่สอง....ใช้เวลานั่งมองแม่น้ำเป็นเวลา 30 นาทีจนกว่าจะถึงท่าเรือตากสิน
    ขั้นตอนที่สาม...คุยโทรศัพท์กับพี่เจี๊ยบระหว่างการเดินทาง
    จนมาถึงเป้าหมายสถานีรถไฟฟฟ้าบีเอสชิดลม

    ขั้นตอนที่สี่.....เดินให้เมื่อยน่องจากสถานีชิดลมไปยังเซ็นทรัลเวิร์ล
    ขั้นตอนที่ห้า....ยืนอ่านหนังสือฟรีที่ร้านหนังสือ B2S
    แวะไปมุมแมกกาซีน มุมหนังสือท่องเที่ยว เลี้ยวกลับที่มุมขาย
    หนังสืออักษรไขว้ แอบเปิดอ่าน....และก็เล่นเกือบหมดตา...
    โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อทั้งเล่ม เพราะดูราคาแล้วตาเหลือก
    หนังสือเกมอักษรไขว้  241 บาท....บางกาตึ๋งนึง

    ขั้นตอนที่หก....เดินสำรวจสภาพร้านค้าในเซ็นทรัลเวิร์ล และ ZEN เป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมง
    จนน่องเกือบโป่ง ต้องยอมรับสภาพว่าสังขารมันไม่ไหวแล้ว ยิ่งกว่าแม้วหลงป่าเสียอีก
    แอบคิดในใจเล็กๆ ต้องใช้เวลากี่วันถึงจะเดินห้างนี้ได้ครบทุกร้าน

    ขั้นตอนที่เจ็ด.....สำรวจการทำงานของกระเพาะพบว่าต้องให้มันทำงาน
    ด้วยการย่อยซามูไรเบอร์เกอร์หมูของแม็คโดนัลด์
    ขั้นตอนที่แปด.....เดินจากแม็คโดนัลด์โซโก้มาขึ้นบีทีเอสชิดลม
    มุ่งหน้ามาสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสุขุมวิท ใช้เวลารวมทั้งสิ้น 20 นาที
    ขั้นตอนที่เก้า....เดินเท้าจากบีทีเอสอโศก ลงมาใต้ดินสุขุมวิท
    แตะบัตรติดชิปที่ทางเข้ามุ่งหน้ามาศูนย์วัฒนธรรม ...
    นาฬิกาเจ้ากรรมบอกเวลาที่ 5 โมงเย็นพอดี....มันเป็นเวลาเดียวกับที่ร่างกายเหนื่อยล้าพอประมาณ
    ขั้นตอนที่สิบ...นั่งพักให้หายเย็นสักแวบที่ห้อง แล้วก็ตะลอนออกไปข้างนอกอีกหน......
    กลับห้องอีกทีก็ปาไปสี่ทุ่มกว่า ....

    สรุปว่า วันนี้ทั้งวัน เสียเวลาไปกับการลงมือฆ่าเวลานี่แล...
    อำพรางได้ดีแท้น้อออออ  ไม่เห็นซากของมันเลยสักนิด
    เพราะตอนนี้มันก็เที่ยงคืนครึ่ง...เวลาเก่าโดนฆ่าไปเรียบร้อย
    ฝังกลบดินมิดชิด นี่มันเวลาใหม่ วันใหม่ละ โฮะโฮะ


     

    3/11/2007

    ไม่ใช่สเปกฝรั่ง

     

    ด้วยความเคารพ......
    มิได้จะเป็นการจาบจ้าง ละลาบละล้วง
    ดูหมิ่น ดูแคลนคนตัวดำ ไม่มีดั้งแต่อย่างใด
    แต่กำลังจะบอกว่า...แอบอิจฉาอยู่นิดนิด
    ไม่สิ...แทบจะเป็นกิจวัตรเมื่อเห็นคนเหล่านั้นนั่งอยู่ข้างฝรั่งหล่อๆ

    นั่นเป็นเพราะว่า หากเป็นผู้หญิงสาว
    ที่มีลักษณะผิวพรรณและหน้าตาอย่างที่บอก
    เขาเหล่านี้กำลังเป็นที่หมายตาของชายหนุ่ม
    ตาสีฟ้า ผมสีทอง ฝรั่งดองอยู่เป็นแน่แท้

    ขณะที่คนผิวเหลืองอย่างเรา
    มีดั้งก็ไม่มากนักอย่างใครเขา
    ตาก็ไม่ได้ตี่ แต่มันก็มากพอที่จะทะลึ่งเกือบเป็นอาหมวย
    เมื่อเป็นเช่นนี้เลยซวยไม่ได้เข้ากลุ่มคนที่ฝรั่งจะชอบเลยสักนิด
    เรียกได้ว่าไม่ใช่สเปกฝรั่ง ..ยังงั้นแหละ

    ไม่รู้ว่ามีใครทำการสำรวจหรือวิจัยมาบ้างรึป่าว
    ว่าทำไมผู้หญิงอีสานบ้านเราถึงได้เป็นที่หมายปองของฝรั่งต่างชาติ
    เคยเห็นแต่รายการทีวีบางรายการ เคยอ้างอิงจากการจำนวนของหญิงไทย
    ที่ไปแต่งงานกับคนต่างชาติ หรือเป็นเจ้าสาวของคนต่างชาติ
    บางหมู่บ้านในแถบอีสาน จึงมีภาพของบ้านหลังใหญ่เบ้อเร่อ ให้เห็นอยู่เนืองๆ

    เช้าวันนี้....หลังจากที่ตัดสินใจจะมานั่งรับลมเย็นๆ จากเครื่องปรับอากาศของสำนักงาน
    การแวะทานข้าวจากร้านอาหารบนถนนพระอาทิตย์ในวันอาทิตย์เช่นนี้
    ก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่พลาดจะทำไม่ได้เช่นกัน

    ในร้านอาหารที่ชื่อ take a sit ติดๆ กับออฟฟิศ
    มีหญิงสาวต่างชาตินั่งอยู่สองสามนาง
    ในมือทุกคนถือช้อนยาวๆ คอยตักซีเรียลในนมกันแทบทุกคน ....
    ช่างเป็นเมนูอาหารสัญชาติฝรั่งดีแท้

    ขณะที่ฝรั่งชาย ก็ล้วนแล้วแต่มีผู้หญิงไทยตรงตามตำรานั่งอยู่ข้างๆ ด้วยทุกคน....เช่นกัน
    ฝรั่งชายบางคนหน้าตาดี ตาสีฟ้า ผมสีทอง ...น่ามองเอาเรื่องเลยทีเดียว...
    มองไปข้างหน้า เหลียวไปข้างหลังสักพัก ...ก็กลับมาปลง...
    ก็เกิดมาผิวสีเหลืองแบบนี้ ขาวก็ไม่ขาว ชมพูก็รึไม่มี....
    ชีวิตนี้เลยไม่มีแฟนเป็นฝรั่งแน่ๆ
    ยกเว้น....ไปตากแดดให้ดำๆ และก็ผ่าตัดเอาดั้งออกมันซะเลย ......
    อ้ะ !! หรือให้คุณแฟนไปใส่คอนแท็คเลนส์สีฟ้า และก็ทำสีผมเป็นสีทองก็ได้...โฮะโฮะ

    3/10/2007

    เว็บบอร์ดเพื่อนห้องแปด

     

    วันนี้ ป้อมสมยุติ เพื่อนห้องแปดที่สามัคคีวิทยาคม
    โรงเรียนประจำจังหวัดของเชียงราย
    แวะมานัดหมายเพื่อจะซื้อประกันของเอไอเอกับใจ
    หลังใจตกลงปลงใจจะซื้อประกันใบใหม่จากสมยุติ
    แต่เนื่องจากว่า อีกสองสัปดาห์นับจากนี้
    เวลาที่มีคงหมดไปกับการทำงานปิดต้นฉบับเสียส่วนใหญ่
    เลยขอเลื่อนเวลาการพบปะเป็นช่วงสิ้นเดือน

    จริงๆ แล้วสมยุติแวะมาทักด้วยการส่งข้อความว่า
    "เอกจะแต่งงานแล้ว...."
    ใจก็ถามว่า "เอกไหน??"
    "ก็เอก กุ๊กไง"
    อ้อออออ เอกเพื่อนห้องเดียวกัน เป็นแฟนกะกุ๊กเพื่อนห้องเดียวกันนี่แหละ
    เห็นบอกจะแต่งงานสิ้นเดือนหน้า แต่ยังไม่รู้ว่าสถานที่เป็นที่ไหน
    เพื่อนๆ ก็ทะยอยแต่งงานกันไปจนเกือบจะหมดชั้นแล้วมั้งเนี่ย
    ชโรนี่จิ...หึหึ มีลูกแชทโตแล้วนะนั่น ...ทำเอาพวกเราเป็นป้าเลยนะชโรเอ้ยยย

    เอกกับกุ๊กจะแต่งงานไม่ผิดความคาดหมายนักหรอก
    พอสมยุติบอก เลยไม่ค่อยจะเซอร์ไพร์สนัก เพียงแต่เพื่อนๆ ก็ได้แต่รอว่าจะเป็นเมื่อไรเท่านั้นเอง

    เรื่องที่สมยุติทำให้เซอร์ไพร์สมากกว่าก็เห็นจะเป็น...เว็บบอร์ดของเพื่อนห้องแปดนี่จิ
    สมยุติหรือสมงิ ส่งลิงค์เว็บบอร์ดมาให้ไปสมัครสมาชิก
    เริ่มเห็นเพื่อนๆ ทะยอยไปสมัครสมาชิก และรายงานตัวกันบ้างแล้ว
    วันนี้เลยถือโอกาสสมัครสมาชิกและอัพเดตเบอร์โทรฯติดต่อตัวเองให้กับเพื่อนๆ ด้วยซะเลย
    เขียนไป โพสต์ไปก็นึกถึงหน้าเพื่อนๆ และเรื่องราวตอนม.ปลายไปด้วย
    เง้ออออ คิดถึงเหมือนกันเนอะ....
    โฮะโฮะ ต้องให้เครดิตใครนะเนี่ย ได้ข่าวว่าบาส รึป่าว?? เป็นคนเขียน
    ต้องขอบคุณนะเนี่ย ทำให้เพื่อนห้องแปดไม่หายไปไหนเนอะ แทงกิ้ง แทงกิ้ว