Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    2/27/2008

    จากเหี่ยวฟ้าถึงบรูซลี...หรือหนูหิ่นดี??


     

    เป็นเพราะว่าตั้งใจจะไปเล็มผมแตกปลายที่เข้าขั้นวิกฤต
    แบบว่า ผมเสียมากขึ้น ต้องเล็มผมที่เริ่มยาวให้ดูเหมือนผมสุขภาพดีกว่าที่เคย
    ก็อย่างนี้ อยากจะไว้ผมยาว ก็ต้องเสียเวลาไปเรื่องพวกนี้อยู่บ้าง
    ทั้งๆที่ไม่เคยไว้ผมยาวเลยมานานหลายปี เกิน 5 ปีล่ะมั้ง...

    มุ่งหน้าไปโรบินสัน เข้าร้านตัดผมที่อยู่ด้านหน้า
    ตอนหลังเพิ่งมารู้ว่า ทะลึ่งเดินเข้าไปในร้านทั้งๆ ที่เขาปิดทุ่มครึ่ง (ตอนนั้นสองทุ่มครึ่งแล้ว)
    เขาบอกว่า เพราะว่ายังมีคนอยู่ในร้าน เลยรับเราเป็นคนสุดท้ายของวันนี้
    "น้องไม่เห็นเหรอ คนที่เดินตามหลังน้องมา พี่บอกว่าไม่รับแล้วค่ะ" เขาว่าแบบนั้น

    วันนี้เป็นหนแรกในชีวิต ที่มีช่างทำผมแบบว่าชายแท้ๆ ..ไม่เทียม...สระผมให้
    สระผมตั้งนาน  อุ่นดี.. น้ำนะ... เคยเห็นแต่ในหนัง
    คนรักเขาสระผม เช็ดผมให้กัน ไม่เคยสักที 555
    เอาเหอะ กลับมาที่เดิมอีกรอบ สระผมเสร็จก็มานั่งรออยู่หน้ากระจก
    ช่างตัดผมผู้หญิงอีกคน มายืนด้านหลัง แล้วถามว่าจะตัดทรงไหน
    ใจบอกไปว่า อยากจะแค่เล็มผมแตกปลาย
    เธอก็ก้มหน้ารับแต่โดยดี และทำหน้าที่ของช่างทำผมที่ดีไปเรื่อยๆ

    เล็มไปได้สักนิด ใจก็สังเกตผมหน้าม้าของช่างตัดผม
    เห็นแล้วอดนึกถึง น้องโฟกัส นางเอกตัวเล็กจากเรื่องแฟนฉันเสียไม่ได้
    โตเป็นสาวแล้วไปแสดงมิวสิควิดิโอ "ได้ยินไหม" ของเอนโดรฟิน
    ตัดผมหน้าม้าน่ารักดีแต๊ๆ

    วันก่อนเพื่อนชโรบอกว่าผมหน้าม้าเหมือนน้องโฟกัส เธอเลยไปตัดมั่ง
    จริง ๆใจก็อยากจะตัดมั่งเหมือนกัน แต่ยังเข็ดจากครั้งก่อนไม่หาย
    พี่กัง รุ่นพี่ที่ออฟฟิศทักซะเสียฟอร์ม พี่แกบอก เหมือน "อีเหี่ยวฟ้า" มากๆ (ขออภัยใช้คำไม่สุภาพ จำเป็นจริงๆ)
    ใจเลยขยาดจากการตัดผมหน้าม้ามานานร่วมปี
    แต่...คนตัดผม จับๆ วัดๆ เธอบอกว่า ตาออกจะกลม ตัดได้สบายมาก

    "อย่ากลัวในสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น" เธอว่าแบบนั้น แหม้..ตัดผมหรือว่าทำนายดวงชะตานะเนี่ย

    ใจเลยยินยอมแต่โดยดี... เพียงเพราะคำๆ นี้นั่นแหละ 555

    ตัดผมไปก็เสวนากันไป  ไม่คุยอะไรกันเลยมันอึดอัด ต้องหาอะไรทำ
    แขนสองข้างก็อยู่ในผ้าคลุมกันผมร่วงใส่เนื้อตัวและเสื้อผ้าด้วยสิ เปิดหนังสือตรงหน้าอ่านไม่ได้เลย

    ใจตั้งคำถามกับพี่ช่างตัดผมว่าหากว่าตัดผมออกมาแล้ว รู้สึกว่าไม่สวยจะทำยังไง
    เพราะจนถึงบัดนี้ ใจไม่เคยรู้เลยว่าสุดท้ายแล้ว
    เกิดมาตั้ง 30 ปีเนี่ย ตัวเองเหมาะกับทรงผมอะไรกันแน่
    ลองตัดผมมาตั้งหลายทรง ยังหาทางออกให้กับชีวิตของตัวเองไม่เจอ
    ใจว่าคนอื่นอาจจะโชคดีกว่าใจหลายพันเท่าก็ตรงนี้
    ตรงที่หาพบก่อนว่า...ทรงผมไหนเหมาะกับตัวเองมากที่สุด
    ส่วนใครที่ยังหาไม่เจอ หรือยังไม่พอใจ ก็ลำบากกันต่อไป

    เมื่อตอนเป็นเด็กช่างทำผมคนเดียวที่ต้องใช้งานประจำก็คือ "พ่อ"
    พ่อจะให้เอาเสื้อกันฝนสวมทับไว้..เอากรรไกรยี่ห้อ "ซิงเกอร์" ของแม่ ..สมบัติจากตามาหั่นผม
    ทรงถาวร ทรงเดียวก็คือ ทรงหน้าม้า กรรไกรหนีบหูไปหลายหน ร้องไห้ก็หลายครั้งอยู่
    ไม่เคยได้ทรงอะไรนอกจากนี้เลย หลังๆ ชักสงสัยเป็นเพราะโรงเรียนให้ไว้ทรงนี้
    หรือว่าพ่อตัดทรงอื่นไม่เป็นกันแน่..แต่เห็นพ่อภูมิใจทุกครั้งเลยนะที่ได้ตัดผม และเอากรรไกรงับติ่งหูลูกเนี่ย 555
    โตเข้าชั้นมัธยมแน่ะ ถึงจะมีโอกาสได้เข้าร้านตัดผมอย่างคนอื่นเขาบ้าง จำได้ว่าตื่นเต้นมาก...ค่าตัด 5 บาท..แพงมากด้วย

    วันก่อนเพื่อนตุ้ม นักเขียนที่ออฟฟิศไปดัดผมทรงจีจ้าตอนยาว
    ตอนที่เห็นในหนังเรื่อง ช็อกโกแลต แบบที่ยังไม่หั่นผมแล้วรี่ขอเงินให้แม่ไปโรงพยาบาล
    ใจยังไม่ทันจะได้เห็นทรงงามๆ ตอนที่ผมของตุ้มยังหยิกเป็นทรง
    วันก่อนพี่อีกคนทักไปซะแล้วว่า ทรงผมนี้เหมือนโดนไฟช็อต
    ตุ้มเคยบอกก่อนหน้านั้นไม่กี่วันว่า อยากจะไปเผาร้านที่เข้าไปทำ สองพันบาทเลยนะ
    ..ใจก็สนับสนุนเต็มที่... เพราะมันสองหนแล้ว 555..หนก่อนก็ห้าพัน (5555 อีกรอบ)

    แต่จริงๆ แล้วใจว่ามันก็โอเคนะตุ้ม ไม่เห็นว่าจะไม่งามตรงไหน
    เหมาะกว่าไว้ผมยาวเฉยๆ ละกัน มันธรรมดาไป สำหรับคนไทย ...
    ไม่เห็นผู้หญิงชาติไหน ไว้ผมยาวดำๆ ตรงๆ มากกว่าคนไทยเลย คนอื่นเขาทำทรงกันหมดเลย ...
    เข้าทำนองตบหัวแล้วลูกหลังมากๆ .. อย่าอ้วกนะตุ้มนะ...


    ใจถามช่างตัดผมซึ่งไว้ผมทรงหน้าม้าเต่อ เลยคิ้วขึ้นมาว่า
    "พี่ทำยังไง หากลูกค้าบอกว่าอยากได้ทรงนี้ แล้วหน้าเขาไม่ให้"
    (วัดจากตัวเอง เคยอยากได้ทรงมาช่า แต่คนตัดบอกว่าน้องมาช้าไป)
    หญิงสาวหน้าตาค่อนไปทางคนอีสาน เธอผิวคล้ำ แต่ผมแดง แถมยังฟูด้วยสีและกรรมวิธีการดัดบอกว่า

    "ก็ต้องบอกเขาว่า เอาจริง ๆเหรอคะ"
    "บอกเขาว่าตัดแล้วจะออกมาแบบนี้นะ มันไม่ได้จริงๆ หากเขาจะเอาก็ต้องยอม"

    เออก็จริง จะทำอะไรได้ ก็ต้องยอม หากเขาจะทำ เนอะ

    ตัดผมใกล้เสร็จแล้ว มีเพียงลูกค้าสองรายที่ยังอยู่ในร้าน
    พนักงานคนอื่นๆ กลับกันไปหมดแล้ว เหลือช่างทำผมเพียงสองรายเท่านี้
    ลูกค้าอีกรายซึ่งนั่งถัดไปจากใจ คิดว่าคงวัยกลางคน
    เธอตัดผมหน้าม้าเช่นกัน แต่กำลังทำสีผมเป็นแถบๆ ที่เขาเรียกว่า "ทำไฮไลท์"
    ใจก็นั่งมอง นั่งจ้อง... ยังไม่ทันจะได้มองถนัด ไฟก็ดับพรึ่บ....

    ห้างที่อยู่ด้านหลังยังไม่ปิด แต่ไฟที่ร้านดับ ไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุใด
    แต่ด้วยเพราะแสงไฟจากภายนอกยังลอดกระจกใสเข้ามาด้านในอยู่บ้าง
    ช่างตัดผมเลยจัดการซอยผมใจออกไปอีกนิด....คิดว่าคงเชี่ยวชาญ ในความมืด
    แล้วเธอก็บอกว่าเสร็จแล้ว...ใจก็เลยเดินออกจากร้านนั้น

    กลับมาที่ห้องลองถ่ายรูปเอาขึ้น msn messenger ...
    เออ ไม่ต้องถามคนอื่นต่อแระ สามคนแรก บอกว่า ความน่ารักหดหายไป บ้างก็บอกเหมือน model change
    เพื่อนหนึ่งนี่สุดๆ บอกว่าเหมือน "บรูซลี"
    พอแระ เลิกคุย... ต้องเอากิ๊บมาหนีบเป็นหนูหิ่นแทน หึหึ


    ปล. 1 แง้....... บรูซซซซซซซซลี.....
    ปล. 2 พี่ช่างตัดผมบอกว่า คิ้วน้องไม่เท่ากัน ข้างซ้ายมันสูงกว่าข้างขวา พี่เลยวัดผมหน้าม้าจากคิ้วไม่ได้... เอิ้ก

    2/24/2008

    หมากรน



    ลองนั่งตัดต่อวิดิโอด้วย Windows Movie Maker ดู..
    นั่งงมหอยโข่งนานร่วมชั่วโมง ได้มาแค่นี้แหละ
    เอาเหอะคนเราย่อมมีครั้งแรกกันทั้งนั้นเนอะ
    วิดิโอม้วนแรกเสมอ...หมากรน...
    ไปดูเอง...

     



    2/23/2008

    เพลงร้องไม่ยาก...ฮึ้ย ฮึ้ย ฮึ้ย ชิกชิกชิก




         



    เมื่อวานเย็น พอแดดร่มลมตก เราลงไปกินยำของป้าหน้าศาลพระภูมิเล็กๆ
    ใกล้สวนสันติชัยปราการ ที่มักเป็นที่พึ่งที่ดี หากต้องทำงานถึงเย็นย่ำ
    วันนี้ผู้คนเยอะแยะมากมายผิดปกติกว่าเช่นเคย

    เราเห็นว่าอาจจะเป็นเพราะมีงานแสดงดนตรีในสวนแบบย่อมๆ
    ทำให้ผู้คนคราคร่ำเต็มไปทั่วท้องถนน และในสวน
    แอบมองลอดเข้าไปเห็นป้ายสีชมพูบอกว่าเป็นงาน Jazz in Difference Perceptions 
    ไม่รู้อะไรจนกว่าจะได้เข้าไปนั่งตรงกลางสนาม รายล้อมไปด้วยผู้คนมากมายนั่น

    เด็กนักศึกษาดุริยางคศิลป์ของม.ศิลปากร ยกห้องสอบ final ออกมาที่นี่
    มีอาจารย์มานั่งให้คะแนน และสายตาของผู้ชมเป็นตัวบ่งบอกว่าใครจะผ่านไม่ผ่าน เขาว่ายังงั้นนะ
    ใครฟังแล้วคิ้วขมวด หรือลุกหนี คะแนนมีสิทธิ์หล่น

    อารมณ์แจ๊ซของใจไม่เต็มขั้นเหมือนอย่างใครเขา บางเพลงมันก็คงต้องใช้บันไดมาปีนล่ะมั้ง
    ฟังเท่าไรก็ซึ้ง แต่หากเมโลดี้ หรือจังหวะมีป๊อบแทรกจะแฮปปี้มาก
    เขาเรียกว่า แจ๊ซจ๋ามากๆ ก็ฟังไม่รู้เรื่องเอาเหมือนกันแฮะ แต่ก็ฟัง...

    ระหว่างที่เด็กนักเขียนหมุนเวียนกันเล่นวงละ 2 เพลง แบบคละชั้นปีด้วยนะ
    มีเพลงแรกเป็นเพลงร้อง เพลงสองเพลงบรรเลง บางทีมก็ร้องมันทั้งสองเพลงเลยก็มี
    เลยชักงงๆ เขาว่ามันไร้รูปแบบ สงสัยจะจริงนะ งานนี้

    พิธีกรเสียงนุ่มทุ่มระดับเดียวกันหมดก็พูดบอกว่ามีวงมาเล่นคั่น
    ใครอยากมันก็เต้นกันให้หัวหลุด เพลงแปลกหน่อยเป็นแนว เรกเก้ สกา...
    ชื่อวง  The superglasses ska ensemble ใจก็รอดู ท่าจะดี

    ทีมนี้เขาขนกันมา 10 สิบชีวิต คนร้องสอง ตีกลอง 1 กีตาร์ เบส
    เครื่องเป่า พวกทัมเปต ทัมโบนอีก 3 ...เรียงกันจำชื่อได้ บรรลือ บรรเจิด และเฉิดฉาย
    บอกสิ ชื่อผู้ชาย...ใช่ไหม?? ใช่จริงๆ ใช่ไหม???
    ครบยังนะเนี่ย อ้อ กลองเล็ก ๆ อีกหนึ่ง เอ๊ะหายไปไหนอีกหนึ่ง.. เหอะๆ ใครสักคนแถวๆ นั้น
    ขออภัยจำไม่ได้ มัวแต่มองนักร้อง 555

    ใจก็่ถึงกับอึ้ง โอ้..ขนมาทำไมกันเยอะจัง
    แต่พอเห็นเขาเริ่มเล่นเพลง ก็รู้แระว่า ทำไมต้องขนกันมาเยอะขนาดนี้
    เพลงเป็นแนวเรกเก้ สกาอย่างที่เขาว่า แบบนี้แหละที่เขาเรียกว่า เรกเก้สกา
    เพลงมันจัด ฝรั่งสามสี่คนลุกขึ้นมาเต้นที่กลางวง
    ผู้คนชักเริ่มอิน หลังจากทีก่อนหน้าแจ๊ซเริ่มส่งผลกับสายตาและหัวใจ จนใครๆ ก็เริ่มง่วง...

    เพลงที่ The superglasses ska ensemble เล่นสด เป็นแนวดนตรีเยอะกว่าเนื้อร้อง
    บางเพลงมีแต่ดนตรี และมีเสียงแทรกเป็นระยะๆ ฟังแล้วเหมือนกับประมาณว่า


    ดนตรี ดนตรี (แบบมันๆ) ฮึ้ย ฮึ้ย ฮึ้ย ชิกชิกชิก ฮึ้ย ฮึ้ย ฮึ้ย ดนตรี ดนตรี (มันๆ)
    ดนตรี ดนตรี (แบบมันๆ) ฮึ้ย ฮึ้ย ฮึ้ย ชิกชิกชิก ฮึ้ย ฮึ้ย ฮึ้ย ดนตรี ดนตรี (มันๆ)

    หรือมีเนื้อร้องแล้วแทรกด้วย ฮึ้ย ฮึ้ย ฮึ้ย ชิกชิกชิก ฮึ้ย ฮึ้ย ฮึ้ย
    โอ๊ะ มีไอนี่ด้วย ......

    ชะบะดะ ฮึ้ยยย...ชะบะดะ ฮึ้ยยย ย้าาาาาาาา
    ฮึ้ย ฮึ้ย ฮึ้ย ชิกชิกชิก ฮึ้ย ฮึ้ย ฮึ้ย

    ใจกับพี่นะ รุ่นพี่ที่ออฟฟิศซึ่งไปนั่งดูด้วยกัน สรุปว่า เพลงนี้เราสองคนน่าจะร้องได้ไม่ยาก (รึเปล่า)
    เราก็รอทำนองมา เราก็ ฮึ้ย ฮึ้ย ฮึ้ย ชิกชิกชิก ฮึ้ย ฮึ้ย ฮึ้ย  .... ฮึ้ย ฮึ้ย ฮึ้ย ชิกชิกชิก ฮึ้ย ฮึ้ย ฮึ้ย 
    แต่ท่าเต้นน่ะขอบาย...เด้ออออออ

    คงงงว่าวงนี้เล่นเพลงยังไง ไปดูที่ http://www.myspace.com/spgska ที่นี่ได้
    หรือไม่ก็ลองดูจาก youtube ที่เอามาแปะนี่ก็ได้นะ

    ปล. แม้จะแปลกหู แต่ใจก็ชอบจริง ๆกลับมานั่งฟังที่บ้านจนเหน็บกินเลย

     

      

    You Tube อันหลังนี่ ใจถ่ายเองจากกล้อง G9 ของใจ ตัดต่อจาก Windows Movie Maker ที่เพื่อนบาสแนะนำ
    .. แปะเองด้วย... โอ้... ชอบๆ


    สัพเพเหระ..จริงๆ นั่นแหละ




    ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
    หัวสมองของใจหมดไปกับการคิดหาตัวอักษรที่ดีๆ
    เอามันมาเรียงกลายเป็นวลีและประโยคยาวติดต่อกันหลายหน้า
    แบบที่พวกเราเรียกมันด้วยคำเฉพาะว่า "ต้นฉบับ"
    แม้จะเลยเวลากำหนดส่งมาบ้างวันสองวัน
    แต่ก็ดูไม่น่าเกลียดจนเกินไป...ช้าดีกว่าไม่มา เอิ้ก

    เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเป็นวันมาฆะบูชา แม่ รวมถึงรุ่นน้องที่รักการแสวงบุญเป็นประจำ
    ต่างก็ออกมาเตือนใจว่าให้ตื่นแต่เช้าไปใส่บาตรเสียบ้าง
    แต่จนแล้วจนรอด เป็นเพราะว่าคืนก่อนหน้านอนเสียดึก
    เลยกลายเป็นว่าไม่เพียงแต่ตื่นตอนตะวันขึ้นเกือบมาอยู่ตรงหัวแล้ว
    ก็ยังพลาดไปใส่บาตรอีกตามเคย
    ไม่เป็นไร มันคงสักวันแหละน่า.... หนนี้แปะเอาไว้ก่อน

    หลังจากจัดการส่งต้นฉบับเสร็จในช่วงเช้า
    เป็นเวลาที่ต้องออกเอาภาพไปให้ช่างภาพที่ออฟฟิศ
    เราทำงานกันแบบนี้ เวลาเขาหยุดบางทีเราอาจจะไม่ได้หยุด
    บางทีเราหยุด เขาหลายคนอาจจะกำลังทำงานกันหัวปั่น
    นานเท่าไรแล้วไม่ทราบที่ไม่รู้จักคำว่า ลาพักร้อน ลากิจ และลาป่วย
    นั่นอาจเป็นเพราะเราต้องรับผิดชอบตัวเองให้มีงานออกมาเสมอ
    เมื่อความรับผิดชอบมันฝังอยู่ในตัว เมื่อถึงเวลาก็ต้องมีงานให้
    ดังนั้นการเข้าไปตอกบัตร นั่งอยู่หน้าคอมฯให้ใครเห็นตัว
    หรือการไปที่ทำงานเพื่อระบุเวลา ซึ่งบางครั้งก็เปลืองแอร์ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป
    อ้อ บางทีก็อาจจะเปลืองไฟด้วยนะ อยากให้ผู้บริหารรุ่นใหม่คิดทบทวนกันให้ดี

    ยังไม่ได้ทันได้ลุกจากหน้าคอมพิวเตอร์ไปไหน
    ก็เป็นเวลาพอดิบพอดีที่เพื่อนโจ้ เพื่อนซี้ตั้งแต่มหาวิทยาลัยบอกว่าจะแวะมาหา
    ได้ข่าวว่าไปติดต่อเรื่องทำรายการ กรองสถานการณ์มา เพื่อนโจ้ทำทีวีอยู่
    นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่เราเรียนจบมา ที่มีโอกาสมานั่งกินข้าวด้วยกันสองคนแบบนี้
    ปกติเรามักจะไปเป็นฝูง ไม่เอ็มเค มาบุญครอง ก็หมูกระทะแยกอโศกใกล้กับมหาวิทยาลัย
    เพื่อนในก๊วนของเราเกือบชีวิต อาจจะหายๆ กันไปบ้าง แต่เราก็ยังรู้ความเป็นไปของกันและกันอยู่เสมอ
    ว่าแล้วตอนนี้ใจก็คิดถึงเพื่อนซี้ของใจอีกคนขึ้นมาตะหงิดๆ
    ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากส่งข้อความมาหาครั้งสุดท้ายเมื่อปีใหม่ที่ผ่านมา
    "เอี๊ยม" ซึ่งไปทำงานไกลถึงไต้หวันก็ยังไม่ส่งข่าวคราวกลับมาอีกเลย

    โจ้แวะไปส่งถึงออฟฟิศ เราแวะกินข้าวข้างๆ ออฟฟิศใจ นั่งคุยเรื่องทั่วไป
    ใจสังเกตเห็นโจ้ยังใส่สร้อยตั้งแต่ปีหนึ่งที่แม่ซื้อให้ ใจไม่เห็นแหวนเลยถามหา
    โจ้บอกว่าเก็บเอาไว้แล้ว เลยแอบแซวไปว่าขายได้แล้ว กำไรนะนั่น ซื้อมาตั้งกะตอนทองคำบาทละสี่พัน
    ปัจจุบันสี่พันเป็นแค่เศษ ต้นน่ะหนึ่งหมื่น... น่าทึ่งเสียจริงๆ
    หลังจากแวะทานข้าว ใจก็ขึ้นไปบนออฟฟิศ แวะจัดการชีวิตการทำงานของตัวเองต่อไป

    หนึ่งทุ่มแล้ว ใจลากสังขารอันเหนื่อยล้าของตัวเองที่สั่งสมมาหลายวันขึ้นแท็กซี่กลับบ้าน
    ใจเลือกกลับเส้นทางใหม่ ได้ข่าวว่าฝั่งที่กลับปกติรถติดมาก
    ตั้งแต่ขึ้นรถได้ ใจก็ใช้เวลาไปกับการยกหูโทรศัพท์เพื่อคุยกับพ่อและแม่
    พี่สาวเข้านอนไปกับเจ้ามันนี่ หมาปั๊ก หลานสี่ขาของพวกเราไปแล้ว
    ปล่อยให้แม่กับพ่อนั่งดูละครจากจอตู้กันจนดึกดื่นทุกคืน

    มีไม่กี่อย่างที่ใจจะทำเมื่อต้องนั่งแท็กซี่เพียงลำพัง
    นั่งอยู่เงียบๆ ไม่พูดอะไร เอาแต่มองไปข้างทาง..ใจเลือกเวลาที่อารมณ์มันไม่อยากจะพูดกับใคร
    ชวนแท็กซี่คุย พี่มาจากเส้นไหน รถติดไหม ส่งรถกี่โมง ช่วงนี้เป็นยังไง พี่ชอบคนนั่งแบบไหน
    ผ่อนส่งหรือเป็นเจ้าของ อาเฮียเจ้าของอู่ใจดีไหม แล้วมาจากจังหวัดใด  ขับมานานแค่ไหน
    คนขับแท็กซี่นี่แหละมักให้อะไรดีๆกับเราได้เหมือนกัน
    มีอยู่หนหนึ่งใจเคยได้คุยกับลุงคนขับแท็กซี่ที่แกขับมาตั้งแต่ยุคแรกของแท็กซี่เมืองไทย
    ยุคตั้งแต่ที่ยังเป็นโฟล์คสวาเก้น แกว่ายังงั้น...คิดภาพเอาละกันปัจจุบันผมแกจะเป็นสีอะไร
    เพียงแต่ว่าต้องสังเกตหน้าตาและอารมณ์ของเขาด้วยจะเป็นการดีมาก
    อีกอย่างหนึ่งก็คือการยกหูโทรศัพท์มาคุย แม้จะรู้ว่าเขาจะแอบฟัง
    แต่มันก็ช่วยให้เราปลอดภัยในการโดยสาร และมีเวลาคุยกับใครจริงๆ จังๆ เสียที

    หลังจากเช้าวันก่อนใจได้บอกผลประกวด space ให้กับแม่และพี่สาวได้ฟัง
    คิดว่าพ่อคงได้ข่าวคราวนั้นแล้ว วันนี้แม่เลยบอกว่าพ่อขอคุยด้วย
    พ่อบอกว่า เมื่อวันก่อนพ่อฝันเห็นเครื่องบินหลายสิบลำ
    คิดว่ามันคงเป็นลางสังหรณ์ที่ทำให้ใจได้บินไปออสเตรเลีย
    ใจกลับเอามาเล่าให้ผึ้งพี่สาวคนกลางฟัง
    เราสองคนต่างลงความเห็นว่ามันไม่ค่อยจะเกี่ยว แต่เพราะเป็นพ่อของเราเราเลยพยายามจะคิดให้มันเกี่ยว
    ผึ้งบอกว่า บอกให้พ่อไปฝันใหม่อีกหน เง้ออออออออออออ

    วันนี้เป็นวันที่แม่กับพ่อแย่งคุยโทรศัพท์กันเยอะกว่าทุกที
    และเราก็คุยกันนานมากกว่าหลายวันที่ผ่านมา ก็ตั้งแต่ใจนั่งมาจากถนนพระอาทิตย์
    จนมาโผล่ที่ถนนรัชดาภิเษก
    ใจขอวางสายจากแม่ก่อน เพราะว่าใจมีภารกิจด่วนกว่านั้น
    ปรากฎว่าอาหารที่กินกับเพื่อนโจ้ทำพิษ
    ต้องแวะลงจัสโก้ รัชดาฯ ทั้งๆ ที่จะถึงบ้านแล้วอีกไม่ร้อยเมตร

    ขนลุกซู่ หัวจิตหัวใจไม่คิดถึงอะไรอีกแล้ววินาทีนี้
    ใจจ่ายเงินแล้วก็ไม่สนใจเงินทอน บอกว่าขอบคุณค่ะแล้วก็วิ่งแจ้นไปที่ห้องนั้น

    "ห้องน้ำ" .... เป็นห้องที่ใจปรารถนาที่จะพบเจอมากที่สุดในเวลานี้
    หลังจากนั้นก็ต้องเทียวเข้าห้องน้ำอีกหลายรอบที่ห้องพักของตนเอง
    เคยเป็นไหม ต้องเป็นแบบนี้เวลาที่ไม่สมควร แล้วคุณทำอย่างไรกัน??
    หนหนึ่งใจปวดท้องมาก โลกช่างมืดมน ค้นหากุญแจในกระเป๋าได้
    ก็หารูเสียบลูกกุญแจไม่ได้....อะไรๆ มันก็ดูถ่วงเวลาไปเสียหมด 5555 บ้าจริงๆ 
    อย่าบอกว่าไม่เคย มันก็ต้องเคยกันบ้างแหละว้าาาาา

    ปล. 1 วันนั้นเอากล้อง พร้อมเลนส์ไวด์ตัวใหม่ไปทดสอบด้วย
    กล้องคอมแพ็กธรรมดา แต่ติดไวด์ได้ มันช่างเท่ห์อะไรเช่นนี้ เพิ่งจะเคยลองกับเขานี่แหละ
    ปล. 2 แม่บอกว่าไม่ค่อยเข้าใจว่า space คืออะไร เอาเป็นว่ากลับบ้านหนหน้าไปเปิดให้ดูด้วย
    ปล. 3 พ่อบอกว่าพ่อไม่เอาของฝากอะไร เก็บภาพมาให้ดูมากมาย แล้วก็เดินทางปลอดภัยก็เพียงพอ ... พูดหวังผลนะเนี่ย
    ปล. 4 คนขับแท็กซี่ถามว่า "วันนี้ไปเวียนเทียนไหมครับ" ใจบอกว่า "ไม่ไปค่ะ พี่ไปไหมคะ?" พี่ท่านตอบกลับว่า
    "ไม่มีพวกครับ อยู่เมืองหลวงไม่รู้จะเวียนที่ไหน ไม่เหมือนบ้านนอก"
    ก็จริงของเขาแหละ ใจก็คิดถึงแต่วัดพระแก้ว แต่เขาก็ไม่ให้เวียนเทียนนี่เนอะ

    2/20/2008

    ขอบคุณค่ะ .. ขอบคุณทุกกำลังใจ

     



    แม้ต้นฉบับจะยังไม่เสร็จ
    ยังเหลืออีกหลายบทความในหลายคอลัมน์ ที่ใจต้องปั่นส่งภายในวันพรุ่งนี้
    แต่ใจก็ยินดีละจากการปั่นอย่างเต็มที่ เพื่อมาเขียน blog เสียก่อน
    อย่างน้อยก็เป็นวิธีที่ดีอย่างหนึ่งที่จะแสดงความขอบคุณให้กับทุกคนที่ร่วมเป็นกำลังใจให้กับใจ

    เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วใจได้รับอีเมล์ฉบับหนึ่งจากพีอาร์ของ msn ประเทศไทย
    ใจความเป็นเนื้อหาข่าวที่ระบุว่า msn จัดประกวด space ท่องเที่ยวและชีวิตดิจิตอล
    เพื่อชิงรางวัลไปเที่ยวที่ออสเตรเลียเป็นเวลา 15 วัน

    หนังตาและหน้าผากของใจยกขึ้นเล็กน้อย ทำให้ตาเบิกกว้างมากกว่าปกติ
    เป็นเพราะว่า มันเป็นสิ่งเดียวที่ใจเคยคิดเอาไว้มาตั้งแต่เริ่มเขียน space มาได้ไม่นาน

    จนถึงสิ้นเดือนนี้ใจเขียน space มาครบ 2 ปีกับอีก 4 เดือนพอดิบพอดี
    มี blog หลายร้อยชิ้นที่ลบไป เพราะเข้าข่ายส่วนตัวจนเกิดขนาดที่คนอ่านจะรับได้
    และตระหนักในภายหลังว่า การแบ่งปันเนื้อหาที่เขียน เป็นการให้ที่ควรจะยินดี

    วันแรกที่ใจเขียน blog บน space  คือวันเกิดของตัวเอง
    สิ่งเดียวที่เป็นเพื่อนกับใจในห้องสี่เหลี่ยมใจกลางเมืองหลวงแบบนี้
    คือพื้นที่ว่างๆ บนโลกอินเตอร์เน็ตแห่งนี้

    เป็นเพราะใจไม่ได้อยู่ใกล้ๆ กับพ่อ แม่ และพี่สาว หรือหมาแมวที่บ้าน
    ใจเลยมีแต่เพียงแต่พื้นที่ว่างๆ ให้ใจได้ขีดเขียน เป็นเพื่อนตัวเองอยู่บ้าง นอกเหนือจากกิจกรรมนอกบ้านอย่างอื่นๆ
    การรับใช้ความฝันของตัวเอง มันไม่ได้ง่ายเลย
    เราต้องอดทน และยอมรับสภาพในบางครั้ง เพื่อแลกกับความฝันของตัวเองที่จะได้กลับมา
    และบางครั้งความฝันมันก็แยกไม่ค่อยออกนักว่ามันเป็นการเลี้ยงชีพตัวเอง
    แต่ใจอาจจะโชคดีกว่าใครคนอื่นเขาบ้างก็ตรงที่
    ใจกำลังอยู่ในสายอาชีพที่ตัวเองฝัน และมันก็เลี้ยงชีพให้ใจได้ดีในระดับหนึ่ง

    ในวันที่รับทราบข่าวว่า msn thailand จัดประกวด space
    ใจตัดสินใจคลิกเข้าไปสมัครประกวดกับคนอื่นเขาบ้าง
    แม้จะมาทีหลังคนอื่นๆ เขาหลายวัน แต่เป็นเพราะแฟนคลับ space หลายคน
    ทั้งแบบที่ประสงค์ออกนาม และประสงค์จะแอบดูอยู่ห่างๆ
    เพื่อนรัก พี่น้อง และคนข้างๆ ใจหลายคน คอยโหวตให้อย่างเอาจริงเอาจัง
    เพราะใจได้บอกความตั้งใจไปกับทุกคนตั้งแต่แรกว่า "ใจจะไม่โหวตให้ตัวเอง"
    ทำให้ใจอยู่ใน 10 อันดับแรกอย่างที่หวังเอาไว้

    มีหลายคนที่ทำ space ได้สวยกว่าใจแต่ไม่ได้ลงประกวด
    ใจเห็นว่ามี space ดีๆ เกิดขึ้นมากมายในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้
    หลายคนเก่งเรื่องเทคนิคและมีชื่อติดอยู่ในลิสต์ต้นๆ เสมอที่ใจจะต้องเข้าไปค้น
    หากว่าต้องการหาวิธีทำ space ให้ดีขึ้นกว่าที่เป็น

    เพื่อนทุกคนในลิสต์ msn messenger ของใจ ได้รับการเยี่ยมเยือนจากใจทุกคน..
    ย้ำ...ทุกคน ... ใจแอบไปดูของทุกคน ทุกครั้งที่ดาวขึ้นบอกว่าเขาอัพ space แล้ว
    เพียงแต่อาจจะไม่ได้คอนเม้นต์เป็นเรื่องเป็นราวได้กับทุก space เท่านั้นเอง
    เพื่อนของเพื่อนใจบางคนก็ถูกใจเข้าไปแอบดู space อยู่บ่อยครั้ง

    หากใครเป็นเพื่อนที่รู้จักชีวิตของใจอยู่บ้าง
    จะรู้ว่า ต่อให้ใจปั่นต้นฉบับ งานของตัวเองไม่ออก
    แต่ใจจะอัพ blog บน space ได้ 4-5 ชิ้นติดๆ กันในวันเดียว
    หรือต่อให้นั่งจ้อง  space ตัวเอง เปลี่ยนเพลง เปลี่ยนรูป ลบแล้วเอาใส่ใหม่
    ใจก็ทำได้ แม้จะมีอะไรอย่างอื่นให้ต้องทำก่อนก็ตาม

    มันเป็นเหมือนกระดาษว่างๆ ที่ให้ใจได้เขียนอย่างที่ต้องการ
    โลกของการเขียนหนังสือจริงๆ มันปิดกั้นการเขียนในรูปแบบที่เราต้องการไปบ้าง
    แต่ space มันไม่ได้จำกัดวิธีการสื่อ เพียงแต่ต้องสุภาพและไม่เบียดเบียนใคร หรือเป็นพิษกับสังคม

    ใจสามารถบอกว่า พ่อกับแม่ใจรักกันนานแค่ไหน สามารถบอกได้ว่าเพื่อนคนไหนกำลังจะแต่งงาน มีความรัก
    ใจสามารถเล่าได้ว่าวันนี้ใจนอนไม่ค่อยหลับ เพราะว่าใจฝันไม่ค่อยดี มีหนอนด้วย
    ใจสามารถเล่าว่าใจไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศมา เสียเงินไปตั้งหลายบาท..แต่ก็สนุกดี

    เวลาใจอกหัก ก็แค่ระบายแต่ว่าอย่าให้ทำให้ใครเดือดร้อน 555
    เวลาไปหาหมอมาเพราะเป็นริดสีดวง ก็บอกคนอื่นต่อด้วยว่า ต้องอย่ากินเผ็ดและคนไทยเป็นกันเยอะ
    แต่ดันอายไม่ยอมไปหาหมอ รอให้ลุกลาม ก็เลยต้องลำบากกว่าควรจะเป็น

    ใจเขียนถึงแม่กับพ่อ พี่สาว และหมา แมวของใจหลายหน
    แม้พวกเขาจะไม่มีโอกาสได้อ่านมัน หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่า space คืออะไร?
    เพราะแม่ไม่เก่งเรื่องเทคโนโลยี จนถึงตอนนี้แม่เคยทดลองใช้เว็บแคมหนึ่งหน
    ตอนที่พี่เขยยกคอมฯ ไปทดสอบที่บ้านและเปิดเรียกใจให้ลองเข้ามาสนทนากับแม่
    พ่อไม่รู้จักว่าอินเตอร์เน็ตคืออะไร ทุกวันนี้ใช้เป็นแต่โทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์มือถือก็ทำเป็นแค่โทรฯออกกับรับสาย

    ระยะหลังใจหอบคอมพิวเตอร์กลับบ้านบ่อยครั้ง และเปิด msn messenger คุยกับเพื่อน ๆ และพี่สาวให้แม่เห็นจนชินตา
    พักหลังใจเลยเห็นแม่เริ่มทัก เวลาพี่สาวหายตัว ว่าเจอตัวพี่สาวในอินเตอร์เน็ตบ้างไหม

    แต่หากใครถามใจว่า ใครมีอิทธิพลกับการใช้ชีวิตของใจมากที่สุด
    ใจจะบอกโดยไม่รีรอเลยว่า "พ่อกับแม่และครอบครัว" ไม่ว่าเมื่อไร ใจก็จะตอบแบบนั้น
    คนอื่นๆ รอบข้างอาจจะมีผลกระทบบ้าง แต่ไม่ยาวนานมากเท่ากับพ่อกับแม่ และครอบครัวได้ตลอดชีวิตของใจ

    พ่อกับแม่มักพาใจไปไหนต่อไหนด้วยเสมอ เมื่อตอนเป็นเด็ก
    นี่เป็นสิ่งเดียวที่พี่สาวคนกลางเคืองเสมอ เพราะเธอไม่ได้ไปไหนไกลๆ พร้อมพ่อกับแม่อย่างใจ
    ใจติดสอยห้อยตามพ่อเข้าป่าเสมอ แม่ก็ปลูกฝังวิธีคิดที่ไม่เบียดเบียนคนอื่นอยู่เป็นประจำ และทำให้น้ำค้างเป็นน้ำค้างอย่างเช่นทุกวันนี้

    ใจอุทิศพื้นที่ส่วนหนึ่งเพื่อบอกว่าคิดถึงบ้านอยู่บ่อยครั้ง
    แม้จะนั่งทำงานที่กรุงเทพฯ บวกเวลาการเล่าเรียนที่นี่ร่วมสิบกว่าปี
    แต่ใจกลับบ้านนอกไปหาคนที่นั่น อย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง
    และอาจจะถี่กว่านั้นหากเวลาเอื้ออำนวย หรืออาจจะนานกว่านี้อีกสักหนี่งเดือนหากยุ่งจากการทำงานจนเกินไป

    บ้านเป็นที่พักพิงที่ดีเสมอ และให้แรงบันดาลใจที่ดีได้ตลอดเมื่อท้อแท้

    ใจชอบการเดินทางเพราะพ่อแม่ปลูกฝังมาก็จริง
    ใจชดเชยด้วยการไม่อยากอยู่นิ่งด้วยการแบกกระเป๋าไปนอกบ้านก็จริง
    แต่ไม่มีที่ไหนจะดีเท่ากับการเดินทางกลับบ้านไปหาแม่กับพ่อ พี่สาว หมาและแมว เลยจริงๆ

    โลกกว้างกว่าที่ใจเคยเห็นเมื่อใจได้เดินทาง มันเพิ่มประสบการณ์ที่หลากหลายให้กับใจยิ่งขึ้น
    ประสบการณ์ตรงที่เราหาไม่ได้หากนั่งอยู่กับที่ หรือไม่แลกมันมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยบ้างในบางครั้ง

    ใจเก็บทุกเรื่องราวของใจในช่วงเวลาหนึ่งเอาไว้ใน space แห่งนี้ทั้งหมด
    ใจแสดงตัวตนและเรื่องราวที่ได้พบเจอในชีวิตประจำวันให้คนอื่นได้ร่วมรับรู้ไปกับมันด้วย
    ทุกคนเข้าถึงใจได้จากที่นี่ เรื่องราวอาจจะไม่ได้เป็นประโยชน์ไปเสียทั้งหมด
    แต่มันก็อาจจะช่วยสร้างความบันเทิงอารมณ์ได้บ้าง แม้จะนิดหน่อย ก็ตาม
    เศร้าบ้าง น่าเบื่อบ้าง ปะปนกันไป ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบไปเสียหมด
    และคงต้องขออภัยหากพาดพิงถึงใคร แล้วทำให้ไม่สบายใจ โดยที่ใจไม่ทันได้ระวัง

    รางวัลที่ 1 ที่ได้จากการประกวด space ในครั้งนี้ (http://australia.msnth3.com/site/index.php )
    ไม่ได้มีค่าเพียงรางวัลเป็นการเดินทางไกลอีกครั้งหนึ่งของใจเท่านั้น
    แต่ใจเชื่อว่า อย่างน้อยมันเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า
    ใจเลือกทางเดินไม่ผิดเลย ใจเลือกที่จะเขียนในสิ่งที่ตัวเองต้องการลงไป
    เลือกที่จะบันทึกความทรงจำของตัวเองลงไปในรูปแบบงานเขียนที่ใจอยากจะให้เป็นตัวใจเอง
    ความพยายามเพียงเพราะทำตามความฝันของตัวเอง มันได้พิสูจน์ให้ผลถึงความพยายามได้อยู่บ้าง
    แม้คนอื่นอาจจะไม่คิดแบบเดียวกันกับใจ แต่ใจก็คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ใจใฝ่ฝันจะให้มันเกิดขึ้น
    ตัวตนของใจทั้งหมดต่างหากที่ทำให้ใจได้รับรางวัลในหนนี้... ใจคิดแบบนี้

    ขอบคุณทุกกำลังใจค่ะ

    ขอบคุณทุกคนที่ร่วมโหวตแบบเอาจริงเอาจัง อยากให้ใจได้อันดับดีๆ
    ทุกคนที่เข้ามาอ่าน แต่ไม่ได้โหวต แต่ก็แอบดูอยู่ห่างๆ
    ขอบคุณทุกคนที่ช่วยลุ้นผล ยิ่งกว่าตนเองเข้าประกวดเองเสียอีก...
    ขอบคุณทุกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ แม้จะไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่าง
    ขอบคุณที่แวะเวียนเข้ามา และแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ให้กับใจ
    ขอบคุณกรรมการทุกคนที่ใจได้พบเจอและพูดคุยผ่านทางสายโทรศัพท์
    ทุกคนใจดีจริงๆ ขอบคุณที่อย่างน้อยทำให้ใจนั่งลุ้นกับผลจนถึงเที่ยงคืน
    นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้นั่งลุ้นอะไรแบบนี้ตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้ว กับการนั่งลุ้นผลสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย
    ขอบคุณเพื่อนใหม่ที่ได้จากการทำ space ในครั้งนี้ และหยิบยื่นไมตรีมิตรที่ใจคิดว่า
    ...มันน่าแปลก...ที่เราจะพบเพื่อนที่ดีได้ในโลกอินเตอร์เน็ต

    ขอบคุณทุกคนที่ใจแม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อ ใจเชื่อว่าทุกคนจะรับรู้ได้เองว่าใจยินดีกับน้ำใจที่ได้รับมากมายแค่ไหน
    ทุกคนเป็นกัลยาณมิตร เป็นเพื่อนที่ดี ที่ใจจะไม่ลืมเลย

    ขอให้ทุกคนมีความสุขนะคะ ไม่มีอะไรจะให้นอกจากคำอวยพร "ขอให้มีความสุขค่ะ"


    ปล. เช้าตรู่ ต้องยกหูไปหาพ่อกับแม่กับพี่สาวที่บ้านสักหน่อยแล้วล่ะ
    ตีหนึ่งจะตีสองแล้ว เขาคงนอนกันไปแล้วตั้งแต่ยังไม่สองทุ่ม...เป็นห่วงเค้า ดึกดื่น เสียงโทรศัพท์มันดังลั่นหมู่บ้านแน่ๆ
    เอาไว้จะเอาคำพูดดี ๆ ของแม่มาฝากกันอีกตามเคย โฮะโฮะ

    2/19/2008

    รูปใจ



     

    มีคนถามว่า รูปใจใน space เนี่ย
    ใครถ่ายให้ ใจไม่ได้ตั้งกล้องถ่ายตัวเองใช่ไหม??

    คำตอบคือ "ใช่"
    จนถึงป่านนี้ก็ยังใช้ขาตั้งกล้องไม่เป็น 555

    ใจใช้กล้องดิจิตอลตัวแรกเมื่อปี 42 จนป่านนี้ก็ปี 51 เข้าไปแล้ว
    2 ล้านพิกเซลนิดๆ ราคาเกือบ 5 หมื่น
    เป็นกล้องของออฟฟิศ ยี่ห้อโอลิมปัส สั่งซื้อมากับมือ

    ต่อมาก็ได้มีโอกาสใช้คาสิโอ 2 ล้านพิกเซลกว่าๆ เหมือนกัน ราคาปาไป 3 หมื่น
    กล้องต่อมาเป็น sony f717 ไฮโซสุดบนชั้นขายกล้องของโซนี่ในเวลานั้นราคาอยู่ราว 4 หมื่น
    และก็หันหลังให้กล้องกึ่ง SLR มาใช้กล้องคอมแพ็กและ LoMo แทน
    เพราะงานการที่ทำ จะให้ต้องตั้งค่าปรับ iso อยู่นั่นมันคงไม่ทัน
    อาศัยยกแล้วถ่าย ยกแล้วถ่าย มันก็สะดวกใจดี

    สมัยเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์รายวัน
    ใจเคยทำบทความเรื่องราวขนาด 1 หน้าหนังสือพิมพ์เรื่องเทรนด์กล้องดิจิตอล
    ใจเคยสัมภาษณ์ 2how ซึ่งเพิ่งจะมีกล้องดิจิตอลตัวแรก
    ใจถามเขาว่าทำไมถึงเปลี่ยน เขาบอกว่า "เดี๋ยวมันก็มา"
    และแล้วมันก็มาจริงๆ

    ใจเคยจำได้ว่าเคยบอกรุ่นน้องคนหนึ่งว่าทำไมไม่เปลี่ยนมาใช้กล้องดิจิตอล
    รุ่นน้องช่างภาพมืออาชีพบอกว่า...ผมชอบฟิล์มากกว่า
    ต่อมา เมื่อมีโอกาสได้ใช้ Canon 1D ของออฟฟิศ
    ปรากฎว่ารุ่นน้องรายนี้ก็ติดใจ เท่าที่รู้ คือไม่เห็นจะค่อยใช้กล้องฟิล์มถ่ายรูปสักเท่าไรในเวลาต่อมา

    กล้องฟูจิ ธรรมดากล้องกระป๋องของใจ ราคา 14,900 บ.
    อยู่กับใจมาร่วมปี ไปด้วยกันหลายที่จนกระทั่งมี G9 มาแทนที่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
    G 9 แพงสุดในตระกูลคอมแพ็กของแคนอนในเวลานี้
    ราคามันแพงเกือบเท่า 350 D หรือเพิ่มเงินอีกนิดก็ได้ 400D แล้ว
    แต่ใจก็เลือก G9 อยู่ดี ด้วยเหตุผล...ใจพกง่ายและใช้งานของใจได้จริงๆ
    แม้มีใครหลายคนบอกว่า ถึงเวลาที่ใจจะไปถ่ายภาพด้วย SLR สักที
    แต่ใจก็พบว่า กล้องดี กล้องแพงก็อาจจะช่วยได้
    สุดท้าย...มันก็อยู่ที่มุมมองของคนถ่ายอยู่ดี...
    ใจยังถ่ายได้มุมมอง และคอมโพสต์ไม่สวย เอาเป็นว่าใช้ G9 ไปก่อนพลางๆ อิอิ 

    กลับมาที่รูปใจอีกที รูปที่มีใจเป็นนางแบบหลายรูป
    มีช่างภาพมืออาชีพสองท่านอย่างต้อมและเอม เป็นคนถ่ายให้
    ต้อมกับเอม มีฝีมือการถ่ายภาพแนว journalist สุดขั้ว มี 5D เป็นเครื่องมือคู่ชีพ
    ลองคลิกไปดูได้ที่ลิงค์เพื่อนฝูงข้างบ้านดู ชมฝีมือของทั้งคู่ได้
    โดยเฉพาะต้อมผลงานเตะตาจนได้ถ่ายภาพประกอบ pocketbook ของ CEO ดีแทคมาแระ

    ขณะที่ส่วนใหญ่ภาพของใจในระยะหลังมีพี่เจี๊ยบเป็นคนบันทึกความทรงใจให้
    พี่เจี๊ยบมีกล้องดิจิตอล SLR สองตัวด้วยกัน

    กล้องตัวหนึ่งคือ Canon 5D พี่ท่านเพิ่งถอยมาในราคา 678 ระดับหมื่นบาทเมื่อไม่นานมานี้
    และมีกล้อง Canon 1D Mark II n อีกหนึ่งตัว ใจเคยไปกับพี่แกตอนไปซื้อ
    มือสองสภาพดี ก็ราคาเหยียบแสน แปดหมื่นเจ็ดเนอะ ประมาณนั้น
    แกเอามาเปลี่ยน Canon 1D  ตัวเก่าของแก ด้วยอาการเศร้าๆ ไม่อยากจากมันไป

    พี่เจี๊ยบมีเลนส์ 6 ตัว ในกระเป๋า ไม่ว่าจะเป็น  15 mm fisheye
    16-35, 24-105, 70-200, 85 และ  90 macro
    หลัง ๆ พี่ท่านเล่นเอากล้องสองตัวและเลนส์ทุกตัวใส่กระเป๋าลาก
    แบกขึ้นไหล่ชักไม่ไหว เลยลากไปไหนต่อไหนซะเลย เหอๆ

    นี่วันก่อนพี่แกบ่นว่า เลนส์ตัวหนึ่งชักอาการแปลก
    พี่แกจะเปลี่ยนมาเป็นเลนส์รุ่นใหม่ ราคา 6 หมื่นกว่าบาท
    นี่ไม่รวมกับเลนส์ทิวป์ ชิป แก้ความผิดเพี้ยนของรูปทรงตึก อาคารของแกนั่นเอง
    ราคาตั้งเกินครึ่งแสน ที่แกอยากจะได้อีก ป๊าดโธ่....

    เอาเหอะๆ พี่ ซื้อแล้วดี ซื้อแล้วมีงานเข้ามา
    ถ่ายรูปใจสวย ก็ซื้อโลดดดดดดด

    นี่ใจว่าพี่แกบ้าอุปกรณ์แล้วนะ ได้ข่าวช่างภาพท่านอื่นๆ ร่วมก๊วนยิ่งกว่านี้ เง้อออออ
     
    รุ่นพี่คนหนึ่งมักจะทักเสมอเวลาที่ใจเปลี่ยนรูปใน display msn messenger
    แกมักจะบอกว่า รูปใจสวย แกชอบทุกครั้งที่ได้เห็น
    เป็นเวลานับปีแล้วที่ได้ยินแบบนี้... และก็คิดว่าจะได้ยินไปอีกนาน
    เสียอย่างเดียวแกบอกว่า จะดีมาก หากไม่มีนางแบบเป็นใจ 5555555
     
    ปล. 1 ใครอยากถ่ายภาพแต่งงาน รับปริญญา ถ่ายนอกสถานที่ ถ่ายโมเดล
    ถ่ายภาพ annual report ถ่ายภาพประกอบ pocketbook 
    อยากได้ช่างภาพมืออาชีพไปเป็นคนบันทึกภาพ บอกมาเลย มีในสังกัดหลายอยู่ เอิ้ก ...

    ปล. 2 กล้องเหมือนกัน อุปกรณ์เหมือนกัน มี space เหมือนกัน
    แต่ต่างกันตรงที่เจ้าของ และสิ่งที่อยู่ในสมอง เราเรียกว่า "จินตนาการ" 
           

    เราต่างกันตรงนี้ ... เอาดิ เอาดิ เลียนแบบได้ เลียนแบบไป 555

     

    ถ้าเจอคนก่อตั้ง google ..คุณจะถามอะไร??




    ส่ง poll สติแตกไปให้คนในลิสต์ msn messenger ได้ตอบ
    poll วันนี้ก็คือ

     
    "หากมีโอกาสได้เจอคนก่อตั้ง google อยากจะถามอะไรเขา??"

     
    สิ่งที่คนในลิสต์ตอบมามีดังนี้... สังเกตให้ดี ผู้ชายผู้หญิง คนทำงานในวงการไอที
    วงการซอฟต์แวร์ และวงการหนังสือตอบแตกต่างกัน 5555

    Hui says:
    ชาตินี้อยากทำอะไรอีก

    I'm suwaschai. says:
    ทำไมคุณถึงได้คิดอะไรที่มันกว้างไกลได้เยอะขนาดนี้?
     I'm suwaschai. says:
    จากแค่ search engine เรื่อยมาปัจจุบันจนกลายเป็น gOS (กูเกิลแพลตอฟอร์ม)

    ฝึกความกล้า ฆ่าความหลง ปลงสังขาร  says:
    คิดได้ไงครับกะ google
    ฝึกความกล้า ฆ่าความหลง ปลงสังขาร  says:
    แล้วใช้ source code ไรเขียนถึงหาไวมาก
     
    ㊛Zang - ไม่มีคำบรรยาย สภาพตายทั้งเป็น - says:
    ถามว่าเค้าชอบกินอะไร จะได้ไปกินมั่ง
    ㊛Zang - ไม่มีคำบรรยาย สภาพตายทั้งเป็น - says:
    เหอๆ
    ㊛Zang - ไม่มีคำบรรยาย สภาพตายทั้งเป็น - says:
    กูเกิลจะไปตั้งศูนย์วิจัยใน สถานีอวกาศมั้ย



     Ryoichi says:
    เคยคิดใหมว่าวันหนึ่งกูเกิ้ลจะครองโลก
     Ryoichi says:
    คิดไงทำเซิร์ชเอนจิ้นแข่งกับยาฮู(แล้วก็ดันชนะด้วย)

    ออน (สัน) says:
    ยืมตัง
    ออน (สัน) says:
    มันรวยที่ 4 ของโลก

    ของจริง  รุ้จริง  เห็นจริง  ย่อมทำได้จริง says:
    ไม่ถามอะ
    ของจริง  รุ้จริง  เห็นจริง  ย่อมทำได้จริง says:
    ไม่รุ้จะทำอะไร

    Cyborg9 says:
    ถ้าเจอจะถามว่า  คุยกับเจอรี หยาง (ยาฮู) ว่ายังไงมั่ง 

    nat says:
    ถามว่า ทำไมเวลาหางานสำคัญๆๆแต่ทามไมหาไม่เจอ

    ข้าคือ...ดาโยห์ says:
    คงจะถามว่ามีอะไรอีกไหมที่กูเกิล ยังค้นหาไม่เจอ

    Super Kareang เป็นกำลังใจให้เธอทุกวินาทีที่เธอต้องการ says:
    คิดไงถึงได้สร้าง google ขึ้นมา ? มีแนวคิดในการสร้างอย่างไร

    jeabz blur blurrr says:
    นั่นดิ
    jeabz blur blurrr says:
    นึกก่อน
    jeabz blur blurrr says:
    อ่อ
    jeabz blur blurrr says:
    ผลทดสอบ imac อยู่ใน web ไหนบ้าง
    jeabz blur blurrr says:
    เค้าจะจำ web พวกนี้ได้เหรอ
    jeabz blur blurrr says:
    ตั้งเยอะ

    คุณหลอกดาว says:
    google แปลว่าอะไร

    ขาดๆ เกินๆ นะ says:
    คิดอย่างไรตั้งกูเกิ้ลอ่ะ
    ขาดๆ เกินๆ นะ says:
    คำถามเพิ่ม
    ขาดๆ เกินๆ นะ says:
    คุณคิดจะมีฟนเป็นผู้ชายบ้างหรือเปล่า

    ชะอม says:
    ฝากบอกเขาว่า อย่าให้ micro soft เทคโอเวอร์นะ แค่นี้แหละ อิอิ

    ข้าคือ.. โยดาห์ says:
    คุณรู้ไหม มีคนแอบชอบ 

    เอินนี่ says:
    อะไร เป็นแรงบันดาลใจ

     Nai_tapanee (Policy and planning of Division) says:
    มีแฟนรึยัง

    [c=19] ß è n n y ™[/c] says:
    มีแฟนรึยัง



    เหนื่อยยยยยย says:
    มีตังค์เท่าไหร่
    เหนื่อยยยยยย says:
    ขอแบ่งได้ไม๊
    เหนื่อยยยยยย says:
    เศษตังค์ก็ยังดี

     

    เฉลยความหมายของ google

    "google"  นั่นเป็นการเล่นคำหรือแผลงมาจากคำว่า "googol"
    googol นี่เองคิดค้นโดย Milton Sirotta หลานของ Edward Kasner นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกัน
    googol หมายถึงจำนวนที่แทนด้วย 1 ตามด้วยเลขศูนย์อีก 100 ตัว

    ซึ่งเมื่อเอามาเรียงกันแล้วก็จะได้แบบนี้
    10000000000000000000000000000000000000000000000000
    0000000000000000000000000000000000000000000000000

     (ครบป่าวเนี่ย...นับดูหน่อยดิ๊)

    ซึ่งเป็นจำนวนมหาศาล ในความเป็นจริงแล้วไม่มีสิ่งใดเลยที่เป็น googol ในจักรวาลนี้ ทั้งดาว หรือ อะตอม
    วันเกิด google ก็คือ เดือนกันยายน 1998
     
    ทุกวันนี้ วันไหน google เข้าไม่ได้ คุณทำงานยังไง???
    วันหลังจะถามไปใหม่ 5555

     
    ปล. ใจอยากจะถามคนสร้างและก่อตั้ง google ทั้งสองหน่อว่า
    ถ้าวันไหน google ล่ม ใจจะใช้อะไรแทนดี ?? 
    อ้ะ...อยากมีแฟนชื่อ "ใจ" ไหมคะ 5555


    ฝน




    นั่งงมหอยโข่งอยู่หลายวัน
    จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีตัวอักษรพิมพ์ลงบนหน้ากระดาษ A4 เลยสักตัว
    ทั้งๆ ที่ถึงเวลาที่จะต้องปั่นต้นฉบับส่งแล้ว
    แต่ใจก็ยังเอาแต่นั่งมองจอ..ค้นหาแรงบันดาลใจอยู่นั่น

    ช่วงนี้ฟ้าฝนไม่เป็นใจเอาเสียเลย เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออก เดี๋ยวลมพัดเย็น
    หลายคนรอบๆ ตัวเริ่มเป็นหวัดเพราะอากาศเป็นพิษกันบ้างแล้ว

    เมื่อสองวันก่อนใจซักผ้าสองตะกร้า
    ผลงานของการหมักผ้าเค็มเป็นเวลาสองสัปดาห์
    หลังจากตากผ้าที่ระเบียง กลับมานั่งพักยังไม่ทันหายเหนื่อย
    ฝนก็เท ไม่ลืมหูลืมตา
    ลำบากวิ่งไปเก็บผ้ามาแขวนในห้องน้ำอีกต่างหาก
    ฝนหยุดตกสองชั่วโมงถัดมา ก็ต้องหอบผ้าไปตากที่ระเบียงอีก
    เลยกลายเป็นว่าวันนั้นไม่ทำอะไร นั่งเฝ้าเอาผ้าไปตากอยู่นั่น...ลำบากตูจริง ๆ

    หากใจจะโทษว่าใจเขียนต้นฉบับไม่ได้
    เป็นเพราะว่าฝนมันตก..ใครจะว่าอะไรไหม??
    คงว่าไม่ได้หรอกนะ เพราะใจคิดไปแล้ว
    เพราะว่าฝนแท้ๆ ทำอารมณ์แปรปรวน ... 555

    ใจเคยคิดว่าหน้าหนาวมันโรแมนติก
    ไปไหนก็เห็นใครต่อใครกุมมือกันจนชินตา
    แถมใครอีกหลายคู่ยังพากันแต่งงาน เพราะมันหนาว ควรจะมีใครซุกอยู่ในผ้าห่มด้วยกัน
    แต่เห็นท่าใจจะคิดผิดเสียแล้วล่ะ นับจากนี้

    หน้าร้อนปีนี้ ฝนกลับตกหลายวันตั้งแต่ต้นฤดู
    อากาศสลับร้อนหนาวกันอยู่นั่น
    วันก่อนแม่บอกว่าที่เชียงของหนาวมาก ฝนตก ลมพัดเย็นซู่ขนลุกฟูกันหมดทั้งบาง

    พอมันหนาว แทนที่จะร้อน ฝนก็ยังมาตกซ้ำ
    ใครๆ เลยถือโอกาสพากันแต่งงานกันเป็นทิวแถว
    ใจว่าอีกหน่อยหน้าหนาวคงไม่สำคัญอีกต่อไป
    ใครๆ ก็แต่งงานได้ไม่ว่าฤดูกาลไหน

    มันคงจะเป็นแบบนั้น.... ใช่ไหม???

    ขนาดกบหน้าที่พักของใจยังร้องหาคู่กันเสียงหลงอยู่ในพงต้นเบิร์ดสีส้ม
    คนเราก็คงเหมือนกัน คงหลงฤดูพอๆ กัน ร้องหาคู่ได้ทุกฤดูกาล..ไม่ต้องการหน้าหนาวอีกต่อไป

    จะสนใจทำไมใช่ไหม รักใครชอบใครก็แค่แสดงออกไป
    เมื่อถึงเวลาก็ใช้ชีวิตคู่กัน ฤดูกาลมาทีหลัง รักมาก่อนเสมอ ... ฉันหวังว่าเธอก็จะเป็นแบบนั้นเช่นกัน
    อย่าให้เหมือนนิโคลกับแมว ที่ต้องออกมาแถลงข่าวเลิกกัน โดยให้เหตุผลว่า..ไม่มีเวลาให้กัน..ก็คงพอ

    สำหรับคนที่ยังไร้วี่แววงานแต่งอย่างเรา เวลานี้อย่าคิดถึงงานแต่งเลยละกัน
    ที่ดาวเพื่อนซี้เคยถามว่าหากแต่งงานอยากได้งานแบบไหน
    อย่าเพิ่งไปคิดถึงมันเลย เอาต้นฉบับให้ได้สักตัวก่อนละกัน


    ปล. ขอแค่ใครสักคนมานั่งข้างๆ ให้ใจได้ทำงานได้อย่างสบายใจ
    เขานั่งอ่านหนังสือไปพลางๆ มีใจนั่งปั่นต้นฉบับข้างๆ อย่างเงียบๆ ก็คงดีเนอะ
    ฝนตกก็ฝนตกเหอะ เหอๆ ไม่สนใจ.... เง้ออออออออ
    งานแต่งงานก็แต่งงานเห๊อะ.... ไม่เอ๊า จะเอาแบบนี้แหละ 555

    2/16/2008

    รักท่วมจอ




      
                                ชมพูทั้งงานเลย ...


    เมื่อวานแวะไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ราชดำริ
    ธุระปะปังที่ติดค้างผึ้ง พี่สาวคนกลางเอาไว้นานร่วมสัปดาห์



                    สังเกตครอบครัวนี้ ไปทุกมุม โดยเฉพาะคุณลูกดูท่าที่แตกต่าง...


    พอว่างเว้นจากการงาน เลยต้องหอบสังขารเหนื่อยๆ ไปซะหน่อย
    ขากลับ แวะเข้าเซ็นทรัลเวิร์ล ที่อยู่ตรงกันข้าม

    สัปดาห์ที่ผ่านมา ลานชั้น 1 ของเซ็นทรัลเวิร์ลจัดงานวันวาเลนไทน์



                              ดูคุณลูกอีกที...ดูท่านคิดท่า



    ข้าวของเครื่องใช้ และอะไรต่อมิอะไรเลยเป็นสีชมพูหวานแหววไปเสียหมด

    ใจไปยืนมองผู้คนเอากล้องดิจิตอลและโทรศัพท์ติดกล้องออกมาถ่ายรูปกัน
    ยืนไปชักสนุกสนาน คนข้างๆ นั่งดูอยู่ตั้งนาน นั่งไปยิ้มไป ขำไป ...ใจเลยทำมั่ง
    ยกกล้องมาแอบถ่ายเขาอีกต่อหนึ่ง...โลกนี้เป็นสีชมพูไปหมดเลยนะเนี่ย

    พ่อแม่ ลูก ตายาย เพื่อน และคนรัก
    ไม่ว่าจะเป็นใคร อายุเท่าไร อยู่สถานะใด เราก็รักกันได้เนอะ

    ดูสินี่กลับมานั่งดูรูปที่แอบถ่ายมาได้ ความรักท่วมจอไปหมดเลยแฮะ

    ขอให้รักกัน ขอให้รักกัน..รักกันให้ยาวนาน... เป็นกำลังใจให้นะ

    2/15/2008

    ซินจ่าว 7 ... เดินเขาวันแรก





    ไกด์สาวชื่อ "chai" อายุ 21 ใส่ชุดชาวเขามาพบเราที่หน้าโรงแรมตามนัดหมาย
    เราสังเกตว่าหน้าโรงแรม ไม่ได้มีเพียงแต่ไกด์
    แต่กลับเต็มไปด้วยชาวเขาผู้หญิงมายืนออหน้าโรงแรมกันหลายสิบชีวิต
    นอกจากใส่ชุดชาวเขาแบบเต็มยศแล้ว ที่หลังยังมีกระบุงบางคนมีเด็ก
    หลายคนโยนคำถามยอดฮิตใส่เรา

    What's your name?
    Where are you from?
    How old are you?
    Can you buy it for me?
    and 1 dollar .....

    คำถามแบบนี้ คุณจะพบเห็นได้ตลอดทาง
    โดยเฉพาะ 1 dollar
    ขนาดเด็กเล็กพูดอะไรไม่ได้เลย
    ใจเดินผ่านเห็นกำลังเล่นกองไทยกันสนุกสนาน
    เลยยกกล้องโลโม่ขึ้นถ่าย
    เจ้าตัวเล็กก็ตะโกนฟังชัดเจนว่า 1 dollar !!!!

    ตามกำหนดแล้ว วันนี้เป็นวันแรกของการเดินเขา
    ไกด์จะพาเราเดินลัดเลาะผ่านตัวเมือง และลงเขา
    ขึ้นเดินเขา และลงเขา ... ความยาวตลอดการเดินทาง 7 กิโลเมตร ไปและกลับ
    เดินไป 3 กลับ 4 กิโลเมตร รวมเป็น 7 ไม่มีขาดไม่มีเกิน

    นี่เป็นหนแรกในชีวิตที่ใจจะต้องมาเดินเขาอะไรแบบนี้
    ไม่เคยคิดมาก่อนว่า ตัวเองจะต้องยอมเสียเงินในกระเป๋า
    ไปกับการเดินลงเขาขึ้นเขาแบบนี้ในต่างประเทศ

    กว่าจะรู้ตัวตอนนี้ก็เดินตาม chai ไกด์ของเราออกมาจากโรงแรมเสียแล้ว

    chai ทำการแนะนำตัวเองกับทุกคน...นั่นหมายถึงกลุ่มคนที่ซื้อแพ็กเก็จเดินเขาร่วมกันสองวันนับจากนี้

    จริง ๆแล้ว การซื้อทัวร์เดินป่า หรือเดินเขายังแบ่งแยกย่อยได้มากกว่านี้อีกหลายประเภท
    ในตอนหลังใจได้คุยกับคนไทยที่ไปเจอที่โรงแรมเดียวกัน
    เด็กผู้หญิงสอง เด็กผู้ชายหนึ่งหนีน้ำท่วมจากฮอยอันมาที่ซาปา ซื้อทัวร์เดินเขา และพักกับชาวบ้านแบบโฮมสเตย์
    ดังนั้นหากใจเลือกจะนอนกับชาวบ้านก็จะเดินไปและไม่กลับมาพักที่โรงแรม แต่จะค้างแรมกับชาวบ้าน
    และอีกวันก็เริ่มเดินเขาอีกรอบ และกลับมาขึ้นรถเพื่อกลับฮานอย
    หลายคนเลือกเดินเขานานกว่านั้น ตอนหลังเคยเห็นคนเลือกแบบที่เดินแล้วไปนอนเต้นท์ในป่า
    แล้วอีกวันก็เดินต่อ นั่นเขาโหดกว่า อย่างใจนี่เด็กๆ ไปเลย

    กรุ๊ปของใจมีหนุ่มอังกฤษหน้าตาดี มีแฟนเป็นคนไทย รู้จักไทยเป็นอย่างดี
    มีคนไทยสองคนรวมถึงใจ มีป้าและลุงคนเยอรมัน หนุ่มคนจีนทำงานในเวียดนามและแฟนสาวที่บินมาเยี่ยม
    เราเดินผ่านตัวเมืองซาปาไป
    เช้านี้ฟาใส อากาศดีเหมาะกับการเดินเขาเป็นอย่างยิ่ง

    chai พาเดินตัดตลาดสดกลางเมืองไปทางขวา
    เราแวะซื้อหมวกบังแดดแบบฮานอย หรือ งอบ กันสองสามชิ้น
    ก่อนเดินต่อไปยังหมู่บ้านที่อยู่เลยออกไป



    ในตลาดสดมีส้มขาย ทับทิม และผักสดหลายอย่าง รวมถึงเนื้อหมาด้วย

    เราเดินออกจากตัวเมืองซาปามาแล้ว chai พาเราทุกคนเดิมลงเขาไปเรื่อยๆ
    ผ่านหมู่บ้าน chai ก็บอกว่าที่นี่เขาทำอะไรกันบ้าง
    พาเข้าบ้านของคนในหมู่บ้าน

    ที่นั่นเป็นชาวเขา ใจเลยรู้สึกคุ้นตาเหมือนได้กลับเชียงรายยังไงพิกล

    ระยะทางในการเดินไม่เป็นพิษนัก แต่ที่หนักนี่คือการเดินลงเพียงอย่างเดียว

    เราต้องเกร็งกล้ามเนื้อขา เมื่อให้สามารถทำตัวให้ตั้งตรงและไม่ล้มไปได้
    การเกร็งขาเป็นเวลานานๆ มันหมายถึงการปวดกล้ามเนื้อ
    แม้จะไม่เหนื่อย แต่ก็เมื่อย

    วันนี้ chai พาเราไปแวะน้ำตกด้วยใจจำไม่ได้ว่ามันชื่ออะไร
    เป็นความสะเพร่าที่ไม่เคยจดจำชื่อสถานที่เล็กๆ น้อย
    รู้แต่เพียงว่า ร้อน ๆจากการเดิน พอหยุดก็หนาวและเย็นจากละอองน้ำตกที่มากระทบผิวหน้า

    เป็นเพราะอาหารเช้าในโรงแรมที่แวะอาบน้ำไม่ถูกปากมากนัก
    ใจกับพี่เจี๊ยบเลยตรงรี่ไปที่เพิงใกล้ๆ
    สาวเวียดนามหน้าใส กำลังเหงื่อไหลอยู่กับการปิ้งหมู

    เราถามก่อนเลยว่า "แฮ่ว?"
    "เนื้อรึเปล่า?" อะไรประมาณนั้น เรียนรู้มาจากอินเตอร์เน็ต

    เขาบอกว่าไม่ใช่ บอกว่าเป็น

    "pork"

    เราสั่งเนื้อหมู่ กับข้าวเหนียวจี่มากินกันคนละสองไม้ พออิ่มท้อง
    หมดไปหลายหมื่นสำหรับมื้อนี้ พร้อมกับเป๊บซี่อีกกระป๋องละ 8พัน

    นั่งกินเสร็จก็ลุกมาถ่ายรูปเก็บบรรยากาศ
    จน chai เรียกให้เดินผ่านทะลุน้ำตกเข้าป่า

    ป่าที่นี่ มีน้ำไหลผ่านตลอดทาง
    เป็นความชาญฉลาดของคนเวียดนาม
    การท่องเที่ยวคือความตั้งใจ บวกกับความเป็นไปแต่เดิม

    เขาเอาก้อนหินผสมกับคอนกรีตโบกทับเป็นทางเดินเล็กๆ ลัดเลาะไปตามทาง
    นักท่องเที่ยวเดินผ่านได้สะดวก โดยที่ยังสัมผัสบรรยากาศได้อย่างครบถ้วน
    เราเดินมาเสียไกล จนถึงสะพานไม้เล็กๆ ข้ามแม่น้ำ ซึ่งไหลไปเป็นน้ำตกที่เคยผ่านมาแล้วนั่นเอง

    chai บอกว่าเราถึงจุดสิ้นสุดของการเดินแล้ว
    มีมอเตอร์ไซด์อยู่อีกฝั่งสะพานรอรับนักท่องเที่ยว
    เคยอ่านเจอว่าหากเดินแล้วเหนื่อย ขากลับก็สามารถนั่งมอเตอร์ไซด์กลับได้
    โดยมากต้องเจรจาให้ได้ 1 ดอลลาร์ต่อคนต่อคัน
    ตอนแรกใจก็เก้ ๆ กังๆ อยู่ จะไม่ขึ้นกลับ
    เพราะเอาเข้าจริง ๆก็อายเป็นอยู่ เดี๋ยวจะหาว่าไม่อึด มาเดินทั้งทียังขี่มอเตอร์ไซด์กลับซะได้
    แต่ป้าและลุงชาวอังกฤษแกไม่สนใจ แกนั่งซ้อนท้ายแล้วตรงดิ่งกลับโรงแรมเลย

    ไมค์ คนขับมอเตอร์ไซด์ ซึ่งบอกชื่อให้ใจรับทราบ
    ใจจำได้ว่า เขาเคยบอกชื่อกับใจตั้งแต่หนเดินผ่านตลาดในเมืองมา
    เพิ่งจะมาเจอไมค์อีกทีก็ที่สะพานแห่งนี้ นับว่าคำนวณเวลาการเดินของพวกเราได้ดีเป็นอย่างยิ่ง



    ไมค์บอกว่าจะนั่งรถเขากลับไหม เพราะขากลับเนี่ย
    "4 kilometer up up up !!!"

    เห็นภาพไหม ขามา 3 กิโลเมตร ขากลับอ้อมกว่า 3 กิโลเมตร แบบ ขึ้น ขึ้น ขึ้น ด้วย
    ใจมองตามนิ้วชี้ของไมค์ เขียนขากลับเป็นเขาอย่างเดียว
    เพราะขามาทะลึ่งลงอย่างเดียว 5555
    แค่นั้นแหละ ไม่สนใจอะไรแระ เรียกไมค์กับอีกคันส่งกลับโรงแรมคนละ 1 ดอลลาร์ซะเลย

    ใจออกตัวมาก่อน พี่เจี๊ยบนั่งอีกคันตามหลังมาไวๆ
    ใจชักสงสารคนขับมอเตอร์ไซค์ที่ให้พี่เจี๊ยบซ้อน คงหนักเอาการอยู่ 5555
    ใจนั่งเพลิน บวกสยองนิดๆ ข้างหนึ่งเป็นเหวชัน ไม่มีอะไรกัน
    ไมค์เร่งเครื่องเต็มที่เพื่อที่จะพาเราสองคนกลับไปยังตลาดซึ่งเป็นปลายทางของ 1 ดอลลาร์
    ยังไม่ทันได้เคลิ้มกับลมพัดเย็น
    ไมค์ก็พามอเตอร์ไซค์ชนเข้ากับพุงของควายอย่างจัง

    ฝูงควายมากมายเดินมาจากเขา แม้ไมค์จะกดแตรดังสักเท่าไร
    แต่ควายบางตัวก็ไม่สนใจ ยังเดินนิ่ง
    มีตัวหนึ่งโผล่มากลางลำ เท่านั้นแหละ ไมค์เลยชนเข้าที่พุง ...
    ควายที่ตัวโตมาก พุงก็ใหญ่
    รถของไมค์ไม่ล้ม นิ่ง แต่หมวกของไมค์หล่นเพราะแรงสะบัด
    ใจต้องใช้ขาสองข้างยันรถไว้ไม่ให้ล้ม...
    ควายตัวเดิมตกใจวิ่งออกไปแล้ว แต่เรายังอยู่ที่เดิม
    เอาแต่มองหน้ากันแล้วก็ขำ
    ไมค์ลงไปเก็บหมวกแล้วเราขับต่อไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    ระหว่างทางขากลับ ใจเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวหลายคน
    ทำเป็นฟิตเดินกลับ แต่ก็นั่งแวะพักกลางทาง ข้างทางกันแบบเหนื่อยหอบ
    ใจคิดว่าโชคดีจริงๆ ที่ยอมจ่าย 30 บาทเพื่อนั่งกลับ 4 กิโลเมตรนี่
    ไม่อย่างนั้นคงเป็นแบบที่เห็นนั่นแหละ

    ยกความดีความชอบให้ไมค์เลยนี่ 1ดอลลาร์ คุ้มจริงๆ

    positive thinking




    เอ๋ น้องสาวลูกพี่ลูกน้องเพิ่งกลับจากจีน หลังจากหายหน้าไปเป็นปี
    กลับมาหนนี้ ทั้งอ้วนและดำ 5555 ...ไหนบอกว่าขาว เอ๋เอ้ยยย

    เอ๋แวะมาหาเมื่อวานเพื่อเอาข้าวของบางอย่างมาคืน
    หลังจากนั่งรอใจอาบน้ำ และเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ
    ใจก็วานเอ๋ไปเป็นเพื่อนที่โรบินสันปากซอยเสียก่อน

    เรามุ่งหน้าไปที่เคาน์เตอร์ขายนาฬิกาบนชั้น 3 ของโรบินสัน

    ใจตั้งใจจะซื้อนาฬิกาเป็นของขวัญใครคนหนึ่ง
    ทั้งๆ ที่เขาก็มีนาฬิกาแบบเดียวกันนี้ แต่ใจเห็นว่ามันเริ่มเก่า
    และดูเหมือนเขาก็กังวลกับการมองนาฬิกาว่ามันจะผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงหรือไม่

    ใจเดินตรงไปซื้อนาฬิกาแบบเดียวกันกับเขาที่ใส่อยู่
    เอ๋ทักว่า ..
    "ทำไมเจ๊ไม่ซื้อนาฬิกาแบบใหม่ให้
    ของเก่ามันก็ยังเป็นของเก่า ที่เขารักอยู่ดี ต่อให้ได้ของใหม่มาเหมือนกัน มันก็ไม่เหมือนกับที่เขามี"

    ใจคิดอยู่ มันก็จริงอย่างที่เอ๋พูดแฮะ
    แต่พนักงานสาวประจำเคาน์เตอร์กลับพูดในทางกลับกัน

    หน้าตาของพนักงานคนนี้สะสวยเอาการ หุ่นกระชับได้สัดส่วน
    แต่งตัวดูดีมีสไตล์ ผมดำขลับกับเสื้อและผิวของเธอ..จนใจคิด...สวยจริงๆ

    ไม่เพียงแต่สวยเธอกลับมีวาทศิลป์ในการชักชวนลูกค้าซื้อของได้อย่างยอดเยี่ยม

    "ต่อให้เป็นของใหม่ที่เป็นแบบเดิม แต่อยู่ที่คนให้นะคะ
    หากเป็นคนที่รักมอบให้ ต่อให้ของที่เป็นแบบเดิมกับที่ใช้ยังไง เขาก็จะรับไว้ด้วยความยินดี
    และยิ่งเขาใช้มานาน มันเก่าและเริ่มใช้งานไม่ได้ ของใหม่นี่แหละจะทดแทนมันได้ดีด้วย" 

    โอ้ จอร์จ... ยอดพนักงานสมองใส
    ตาใจใสแววขึ้นมาในทันที 555
    แบบนี้แหละเขาเรียกว่า positive thinking มากมาย

    ใจบอก "เอาเรือนนี้แหละคะ"

    แม้นาฬิกายี่ห้อนี้จะไม่ลดราคาเหมือนกับเคาน์เตอร์ยี่ห้ออื่นเลย
    แต่ใจก็ได้นาฬิกาเรือนนั้นใส่กล่อง ห่อของขวัญติดมือกลับมาด้วยในท้ายที่สุด ออกจากโรบินสันเราสองคนก็ข้ามฝั่งมากินส้มตำแซ่บวัน
    ร้านส้มตำข้างถนน เนื้อที่ไม่กว้างขวาง ที่นั่งไม่มากนัก
    แต่เจ้าของร้านขายได้กำไรวันละ 3 หมื่นบาท... ใจเคยไปสัมภาษณ์ลงหนังสือมาเมื่อสองปีที่แล้ว
    ไม่อยากนั่งคูณว่าเดือนหนึ่งขายได้เท่าไร 555
    ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มีบริการเดลิเวอรี่ด้วย ส่งตรงถึงบ้าน ใจใช้ประจำ
    กดมือถือเข้ามือถือ แล้วก็เสียค่ามอเตอร์ไซด์ตามระยะทางจริง ก็ได้กินส้มตำแบบไม่ต้องไปนั่งถึงที่ด้วย
    ใครอยากลองใช้บริการก็ลองดูได้ที่ตรงข้ามกับโรบินสันรัชดาภิเษกนี่เอง

    เราไปกันสองคน...
    แต่เราก็สั่งอาหารมาเต็มโต๊ะทั้งหมด 5 อย่าง
    พี่พนักงานเสิร์ฟถึงกับงง มากันสองคนมันสั่งมาเต็มโต๊ะ 555
    ส้มตำปูสองจานแบบเผ็ดสำหรับเอ๋ และไม่เผ็ดสำหรับใจ ไส้อ่อนหมูย่าง ไก่ย่าง ต้มโคล้งปลากรอบ
    ข้าวเหนียวหนึ่งข้าวสวยหนึ่ง โค้กสามขวด
    สรุปว่าส้มตำมื้อนั้นทำใจท้องเสียในช่วงเย็น.. ทำเอาหมดแรงไปเลย

    กว่าจะหม่ำส้มตำเสร็จ ใจก็ได้เข้าออฟฟิศตอนบ่ายสามโมง

    ใจเรียกแท็กซี่จากหน้าร้านมุ่งตรงไปยังถนนพระอาทิตย์
    วันนี้ใจพบคนขับมีมารยาทอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน
    แถมยังชวนคุยตลอดทางในเรื่องที่ใจเองก็ไม่คิดว่าจะได้ยินจากคนขับแท็กซี่

    ก่อนเลี้ยวตรงโบสถ์แม่พระเข้าตัดใหม่ เพื่อข้ามสะพานจตุรทิศไปโผล่ถนนศรีอยุธยา
    ลุงคนขับบอกว่า

    "ผมเลี้ยวซ้ายนะครับ ต้องบอกก่อนเป็นมารยาทที่ดีของขับ"

    นานๆ จะเห็นที ปกติพี่แกจะเลี้ยวไปทางไหนก็ไม่บอก
    หนนึงเคยต้องลงกลางทาง เพราะคิดว่าไม่น่าจะปลอดภัย กลัวโดนพาเข้าข้างทาง

    ถึงแยกทางรถไฟจิตรลดา ลุงคนขับคนเดิมบอกอีกว่า

    "ผมเลี้ยวเข้าหลานหลวงนะครับ เพราะว่าทางตรงไปสวนอัมพรรถคงติดมาก
    ญาติพี่น้องที่เขามาดูลูกหลานรับปริญญา เอารถมาแปะไว้ข้างทางเต็มไปหมดเลย
    นี่ก็บ่ายแล้ว รับปริญญารอบแรกคงออกมาแล้ว ทุกคนก็ออกมาแย่งใช้ถนนกัน
    นี่ตอนเย็นวันนี้วาเลนไทน์ ตอนเย็นก็คงออกจากบ้านออกมาแย่งกันใช้เงินกันอีก..."

    แกขับออกหลานหลวง ผ่านแยกผ่านฟ้า วนเข้าวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
    ตัดเข้าโรงเรียนสตรีวิทยา ผ่านบางลำพู ตรงเข้าถนนพระอาทิตย์อันเป็นเป้าหมาย

    ระหว่างทางแกเริ่มเงียบ เพราะเห็นใจยกกล้องมานั่งจ้องถ่ายภาพผ่านทะลุกระจกไม่ใสของแก
    แกเปิดวิทยุ มีเพลงและเสียงดีเจเบาๆ ใจก็ใช้ตามองลอดกระจกและกดชัตเตอร์
    กล้อง G9 ตัวใหม่ของใจ ที่ยังใช้ไม่ค่อยจะคล่องสักเท่าไร

    สรุปว่าเสียค่าแท็กซี่ไป 105 บาทสำหรับการพาอ้อม ไม่เป็นไรถือว่าขับรถวนไปถ่ายภาพละกัน ... เนอะ
    ถือว่าเป็นการคิดในแง่ดี positive thinking โลกจะได้สวยงาม

    เมื่อวันก่อนไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวรายหนึ่งไม่เปิดเผยนาม
    ตื่นเช้าทุกวันสิ่งที่เธอทำประจำคือการบอกกับตัวเองหน้ากระจกว่า

    "สวัสดีจ้ะคนสวย วันนี้สวยจังเลย ขนาดยังไม่ได้แต่งหน้ายังสวยขนาดนี้ นี่แต่งแล้วจะสวยขนาดไหนนะ
    เก่งจังเลย วันนี้งานเยอะ ขอให้ผ่านพ้นไปด้วยดีนะจ้ะคนสวย.... "

    เธอบอกว่าทำแบบนี้ทุกวัน มันเป็นการช่วยให้เธอคิดในแง่ดี และทั้งวันมันก็จะดีไปด้วยโดยปริยาย

    แม้วอย่างใจว่าจะทำบ้าง

    "สวัสดีจ้ะใจ น่ารักจังเลย ขนาดไม่เคยแต่งหน้าเลยยังน่ารักขนาดนี้"

    ฮิ้ววววววววววววววววววววววววววว

    ทำไมๆ positive thinking ไง 555

     

    2/14/2008

    เฉลย..ทิชชูม้วนใหญ่




    เมื่อวันก่อนรู้แล้วว่าทำไมทิชชูนิ่มๆ ถึงเป็นม้วนใหญ่ได้

    เฉลยก็คือ....

    ใจเจอแม่บ้านของโรงแรมหลายดาวตรงแยกศาลาแดง
    กำลังเอาอีกทิชชูม้วนกลมขนาดปกติทั่วไปมารวมกันเป็นม้วนเดียว

    แม่บ้านก็ใช้ความพยายามในการจับแกนของม้วนทิชชูม้วนหนึ่ง
    แล้วใช้อีกม้วนหนึ่งม้วนทับกับจนเป็นม้วนใหญ่

    แม้วจริงๆ... ลำบากนะนั่น
    ใครจะใช้ก็ให้คิดถึงหัวใจของคนรวมม้วนหน่อยละกันนะ

    2/12/2008

    มีอะไรในกระเป๋า




    โดยปกติแล้ว การนั่งฟังสัมมนาที่ถูกต้อง
    คือต้องนั่งฟังให้ครบทุกคนทุกวาระ..ไม่วอกแวกสมาธิหดหาย

    แต่ว่าบางครั้งเราไม่สามารถทำให้สมาธิขมวดปมอยู่ตรงที่ๆ เดียวได้เสมอไป
    เมื่อจิตไม่นิ่ง มันก็เลยฟุ้งซ่าน บางครั้งหูฟัง ตามอง แต่สมองกลับคิดไปไกลถึงสุไหงโกลก
    บางครั้งฟังแวบเดียว ก็คิดไปเสียแล้วว่ามันไม่น่าสนใจสำหรับใครที่พูดในตอนนี้

    ใครไม่เคยนั่งวาดการ์ตูนในกระดาษโน้ตของโรงแรมระหว่างฟังสัมมนาบ้าง?
    ใครไม่แอบส่งข้อความไปหาหนุ่มๆ สาวๆ หรือเพื่อนๆ ระหว่างฟังสัมมนาบ้าง?
    แล้วใครไม่เคยนั่งเปิดดูของในกระเป๋าตัวเองตอนที่กำลังฟังสัมมนาบ้าง?
    อ้อ.. ใครไม่เคยหูฟัง ตามองแต่สมองกลับคิดไปถึงว่าวันนี้เย็นจะทำอะไรบ้าง?
    และใครไม่เคยเอางานอื่นมาทำ นั่งอ่านหนังสือ แอบคุยกับคนข้างๆ
    หรือลุกไปฉี่ระหว่างการนั่งฟังสัมมนาบ้าง?

    ใครไม่เคยทำ ขออนุโมทนาบุญขอให้กุศลผลบุญให้ได้รับแต่ความดีความงาม
    แต่หากใครเคยทำทุกอย่างที่ผ่านมา ก็ขอให้ชีวิตมีแต่ความสุขเช่นกัน....

    ใจเป็นพวกสมองไม่นิ่ง เก็บประเด็นที่อยากจะได้ ก็ใช้เวลารอประเด็นต่อไปกับการหาอะไรทำ

    วันนี้ใจแอบอ่าน National Geographic เล่มใหม่ปก ทับทิมสยาม คนไทยทำ
    และแอบส่งข้อความไปหาหนุ่มๆ และคนโทรฯ มาหาตอนไม่ว่างด้วย
    นอกจากนั้นใจยังลุกไปฉี่ด้วย แอบคุยกับพี่ที่นั่งข้างๆ และช่างภาพเอม

    อ้อ เปิดกระเป๋าด้วยว่ามีอะไรในนั้นมั่ง ค้นดูว่าทำไมวันนี้กระเป๋ามันหนักจัง... 

    ใจเจอของสารพัดจะบรรยาย ตั้งแต่คัตเติ้ลบัตแก้คันหู จนไปถึงเม็ดทานตะวันปรุงรส...
    สมุดบัญชีสองเล่ม สมุดจดข่าวเล่มเล็ก ปากกาสองด้าม พวกกุญแจห้องมีลูกสามดอก
    กระเป๋าเงินถอยมาตอนวันเกิด 30 ปีแบบมีสปอนเซอร์
    เศษเหรียญเต็มกระเป๋า กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง..ข้างในมีแปรงสีฟันและยาสีฟันด้วย
    ซองในการ์ดขูดเอารหัสสำหรับ KSC Hot Spot ได้แจกฟรีมา 1 ชม.

    แบตเตอรี่ขนาด 3A 4 ก้อน ชุดเข็มกับด้ายวันนี้พกไปกะเอานั่งสอยกระดุมเสื้อ...555

    มีแผ่นซีดีภาพของงานเพิ่งได้แจกมาสักพักใหญ่
    เอกสารทั้งหลายทั้งปวงถูกแยกเอาไว้อีกกระเป๋าหนึ่ง มีหูหิ้วเรียบร้อย
    (จริงๆ ในกระเป๋าแยกใส่เอกสารที่ได้แจกมานี่... หนักสี่กิโลเห็นจะได้....)



    นอกจากนี้มี gadget อีกหลายชิ้น ที่เป็นสาเหตุทำให้ไหล่เกือบพัง

    เริ่มจาก flash drive 4 GB เป็น flash drive อันที่เท่าไรไม่รู้ รู้แต่มี  1 GB อีก 3-4 อันวางอยู่ในห้อง
    มี ipod nano รุ่นแรก และหูฟัง ใส่ในซองแท็มแร็คสีแดง
    เปลี่ยนมาหลายหนแระ ipod เนี่ยจาก ipod mini สีเขียว ก็มาถึง nano รุ่นนี้แหละ แพงแม้วจริงๆ
    กล้องดิจิตอลแคนอน G9 กล้องตัวใหม่ในกระเป๋า Lowepro ...โถพ่อคู้นนนนนน
    มี digital recorder ยี่ห้อ Sony เครื่องมือทำมาหากิน



    วันไหนลืมจะซวยไปทั้งเดือนอีก 1 อัน เพราะต้องจดมือพัลวัน..เมื่อยน่าดูชม 

    ยัง ยัง ยังไม่หมด มีโทรศัพท์อีกสองเครื่อง โซนี่อิริคสัน และโนเกีย 6300 อีกหนึ่งตัว

    นี่ยังน้อยไป วันไหนพกกระเป๋าโน้ตบุ๊กออกไปทำงานนอกบ้าน
    มันก็จะมี gadget อีกหลายชิ้นในกระเป๋าด้วย ทั้งโน้ตบุ๊กและ WD portable HDD 120 GB อีกหนึ่งตัว

    ฮิ้ววววววววววววววว หลังไม่พัง ไหล่ไม่หักก็ให้มันรู้ปายยยยยยย

    ปล.หลายอันเป็นของฟรีมีผู้อุปการะคุณมอบให้.. สาธุ สาธุ

     

    หนึ่งวันของฉันในห้องสัมมนา...ห้องนั้น




     
      เดินผ่านแล้วเจอคนงานกำลังซ่อมกันสาดโรงแรม อีกคนเป็นคนคอยกำกับ...ยกกล้องถ่ายเลย


    นานเป็นเวลาหลายเดือนแล้วล่ะมั้ง
    ที่ไม่ได้ไปนั่งฟังสัมมนาอย่างเป็นจริงเป็นจัง
    ถึงขนาดเข้าห้อง 9 โมงเช้า พักกินข้าว แล้วนั่งยาวจนถึง 5 โมงเย็น

    วันนี้ถึงเวลาเสียที เวลาที่จะไปทำอะไรแบบนั้น...

    งานสัมมนาแบบเต็มวัน มีคนมานั่งฟังเป็นคนต่างชาติเกินครึ่งห้อง
    มีคนเดินขึ้นบนเวทีพูดภาษาอังกฤษให้ฟัง นั่งหูกระดิกตั้งแต่เช้ายันเย็น

    ปกติการตื่นเช้าๆ เพื่อไปนั่งฟังสัมมนา
    จะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ต้องหันไปพึ่งพาคาเฟอีนในกาแฟ

    "ฉันตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี
    ฉันไม่กินอาหารปิ้งย่างมากเกินไป
    ข้าวของที่ใช้ระมัดระวังสิ่งเป็นพิษเป็นภัยอยู่เสมอ
    แต่พอเป็นคาเฟอีนในเป๊บซี่หรือในกาแฟกลับรับมันเข้ามาอย่างไม่ปฏิเสธ"

    ...เลียนแบบบางตอนมาจาก "ศพ"..นิยายที่ยังอ่านไม่จบเสียที

    แต่วันนี้กลับไม่ง่วงแบบนั้น ก็เลยไม่จำเป็นต้องมานั่งกินกาแฟ
    การสัมมนาเหมือนจะง่วง แต่เป็นเพราะคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษคนนั้น
    สำเนียงน่าฟัง จนนึกว่าฟังประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังปราศรัย
    ความห่วงของฉันมันเลยหลบในเสียสิ้น

    ตอนหนึ่งของการสัมมนาที่ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง
    คนข้างล่างส่งกระดาษคำถามให้วิทยากรบนเวทีได้ตอบ

    "What is happiness??"

    เป็นเพราะชาวภูฏานเขาวัดการเติบโตในประเทศด้วยดัชนีชี้วัดความสุขมวลรวมภายในประเทศ
    (Growth National Hapiness หรือ GNH)
    ขณะที่ประเทศมหาอำนาจและหลายประเทศกำลังพัฒนาวัดกันด้วย GDP
    คิดกันละเอียดยิบ รายได้ต่อหัวต่อคนต่อปีมีกี่บาท แล้วก็ดูว่าประเทศพัฒนาไปถึงไหนเทียบกับคนอื่น
    คนนั่งฟังเลยสงสัย ทำไมภูฏานใช้ GNH แล้วอะไรคือความสุข??วัดกันยังไง???  

                  
                   ท่านเอมช่างภาพทดลองกล้อง G9 ตัวใหม่ของใจ

    วิทยากร 4 คน นั่งเงียบ..ยิ้ม แล้วก็เงียบต่อ
    คนฟังอย่างฉันก็นั่งเงียบ ไม่เห็นมีใครเคยถามแบบนี้

    ผู้ดำเนินรายการ บอกว่า ใครจะตอบดี...
    สุดท้ายวิทยากรชาวเดนมาร์กเลยบอกว่า
    ความสุขมันวัดไม่ได้ตายตัว มันเป็น individual หรือเฉพาะบุคคลมากๆ
    คนข้างๆ ผมอาจจะไม่มีความสุขในแบบที่ผมทำ
    ผมแฮปปี้ที่มาเมืองไทย มันร้อนแต่สถานที่มากมายมันสวย
    ช่วยให้ผมมีความสุข..แต่บางคนก็อาจจะไม่ชอบก็เป็นได้
    ดังนั้นความสุขของผมเป็นแบบนี้ ของใครก็ต้องชี้วัดกันเองว่าคืออะไร....

    ที่เหลือไม่มีใครตอบคำถาม ผู้ดำเนินรายการเลยถือโอกาสเปลี่ยนข้ามไปคำถามอื่นกันต่อไป....

    เกือบจบงานสัมมนา ผู้ดำเนินรายการให้วิทยากรพูดถึงเนื้อหางาน และกล่าวขอบคุณผู้เข้าร่วมงาน
    แทบทุกคนบอกว่างานนี้ดียังไง ผมดีใจที่ได้มาพูด และหวังว่าจะได้เจอกันอีก
    ทีนี้ก็วนมาถึงวิทยากรจากโตโยต้าญี่ปุ่น ซึ่งพูดเป็นภาษาอังกฤษแบบญี่ปุ่นแปลเป็นไทยได้ว่า

    "ก่อนมาเมืองไทย เพื่อนผมคนหนึ่งบอกว่า ให้เอาเสื้อแจ็กเก็ตมาด้วย เพราะว่าที่เมืองไทยมันหนาวมาก
    ผมก็สงสัย ผมได้ข่าวว่าเมืองไทยร้อนเอาเสียมากๆ ทำไมต้องเอาแจ็กเก็ตกันหนาวมาด้วย
    เพื่อนผมก็เฉลยว่า เมืองไทยข้างนอกมันร้อนก็จริง แต่ในห้องสัมมนามันหนาวมากๆ
    พอผมมานั่งในห้องวันนี้ ผมก็พบว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
    ขณะที่คนไทยกำลังพูดถึงเรื่องการประหยัดพลังงาน โลกร้อน แต่ทำไมเปิดแอร์เย็นจัง
    ผมว่ามันมีอะไร something wrong อยู่นะ..... "
     

                                  
                                     ดูช่างภาพรุมล้อม...

    นั่นน่ะสิ ไปที่ออฟฟิศสิ่งที่ฉันต้องคิดถึงเสมอก็คือ วันนี้มันจะหนาวไหม?
    แล้วหากวันไหนมีห้องประชุม ฉันต้องคิดก่อนแล้วว่า เสื้อแจ็กเก็ตจะช่วยได้ไหม?

    เมื่อตอนบีทีเอสมาเปิดใช้บริการในเมืองไทยใหม่ๆ
    ฉันไปใช้บริการแทบทุกวัน ในช่วงแรกมีกระดานให้พูดคุยผ่านทางเว็บไซต์ของบีทีเอส
    ฉันแอบแวบไปโพตส์ข้อความว่า ทำไมเปิดแอร์แรงจัง มันหนาว ปรับตัวไม่ทัน
    ข้างนอกร้อน ข้างในตู้บีทีเอสมันหนาว..ไม่ระวังอาจจะเป็นไข้ได้
    มีคนโพสต์ตอบกลับมาว่า ไม่เห็นใจคนขี้ร้อนบ้างเหรอครับ
    ตั้งแต่นั้นฉันเลยคิดว่า.. สงสัยคนใช้บีทีเอสน่าจะมีคนร้อนมากกว่าคนหนาวล่ะมั้ง
    และคิดว่าฉันคงเป็นคนส่วนน้อยที่หนาวหากไปนั่งบีทีเอส 

              
                ของว่างในห้องสัมมนา.. ทำไมต้องของว่าง ในเมื่อมันไม่ว่าง

    ต่อมารถไฟฟ้าใต้ดินเปิดให้บริการ
    ฉันก็พบว่ามันหนาวยิ่งกว่าบีทีเอสเลยหนนี้
    แต่ไม่กล้าไปโพสต์หรือคิดอะไรอีก ได้ยินเขาว่ามันช่วยให้ระบบการเดินรถเป็นปกติ
    ประเภทว่าป้องกันแมลงอะไรประมาณนั้น ... ไม่รู้มันจริงไหม??
    แต่เอาเหอะ ว่ามากไป เขาจะว่ากลับมาได้อีกว่า..ไม่เห็นใครคนขี้ร้อนบ้างเหรอไง

    ในห้องสัมมนาก็คงจะเหมือนกัน คงต้องมีใครบอกกับวิทยากรญี่ปุ่นท่านนั้นแล้วล่ะว่า

    "คนไทยเขาขี้ร้อนกันเยอะ .... ข้างนอกร้อน ข้างในเลยต้องเย็น"

    นี่แหละชีวิตของฉันในห้องสัมมนาวันนี้... หมดไปอีกหนึ่งวัน...

     

    2/11/2008

    Swoop...มันสูง 40 เมตร


     

    เคยโดดลงมาจากที่ๆ สูงที่สุดเท่าที่เคยโดดมาในชีวิตกี่เมตร?

    นี่คือประโยคที่ใจตั้งคำถามกับเพื่อนสองสามคนใน msn messenger กลางดึกคืนที่ผ่านมา
    ทำไมถึงถามเรื่องนี้ เพื่อนคนหนึ่งถามใจกลับคืนมา ...

    นั่นเป็นเพราะว่า วันนี้อยู่ดีๆ ก็นึกถึงเรื่องที่ตัวเองไปโดดจากเครนสูง 40 เมตรขึ้นมา...
    อาจจะเป็นเพราะไปขึ้นบันไดเลื่อนที่ fortune รัชดาฯ รึเปล่าก็ไม่รู้แฮะ
    เพราะหลัง ๆนี่ขึ้นบันไดเลื่อนทีไร ใจก็นึกถึงภาพโดดมาจากเครนทุกที.. ไม่รู้ทำไม...

    เพื่อนผู้ชายสองคน และรุ่นน้องอีกหนึ่งคน ตอบคำถามกลับมาคล้ายๆ กัน
    คือเคยโดดจากที่ๆ สูงที่สุดลงมาพื้นจากการฝึกซ้อมรด. เสียเป็นส่วนใหญ่
    และก็ไม่เกิน 10 เมตร... สักคน

    ใจสิ.. เคยโดดมาจากเครนสูง ที่เรียกว่า Swoop มาแล้ว

    หากใครจะจำได้ ใจเคยเขียนเรื่อง Swoop มาแล้วตั้งแต่หนที่ไปนิวซีแลนด์มา
    แต่ไม่เคยเอารูปเต็มๆ มาใส่สักครั้ง

    เมื่อวานเลยไปนั่งค้นรูปมา นั่งดูไปขาสั่นไป... จำได้ว่ากลับมาจากไปกระโดด Swoop  หนนั้น
    ใจก็มีโอกาสไปพันธุ์ทิพย์พล่าซ่า แค่เกาะตรงขอบระเบียงของชั้น 5 ก็ขาสั่นแล้วล่ะ 555

    Swoop  ที่ใจไปเล่นอยู่ที่ Agrodome ใน Rotorua นิวซีแลนด์
    ต้องขับรถจาก Auckland กว่า  3 ชม.
    ทางผ่านเป็นเนินเขาขนาดย่อมๆ มีแกะ.. แกะ และก็แกะ
    แกะมากมายเดินเล่นอยู่บนเนินเขาเล็กๆ สลับกันไปมา
    ฝนตกปรอยๆ ข้างนอก แต่ข้างในรถกลับอุ่นด้วยฮีทเตอร์
    มิน่า นิวซีแลนด์ถึงเต็มไปด้วยโลเกชั่นสำหรับถ่ายทำภาพยนตร์ อย่างนี้นี่เอง

    ใน Agrodome เหมือนกับสถานที่ที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสการท่องเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติ
    เจ้าของที่เปิดฟาร์มให้เที่ยวชมฟาร์มทั้งหมด
    โดยแบ่งสัดส่วนของพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวในรูปแบบที่ต่างกัน
    นอกจากจะมีการแสดงของสัตว์แต่ละรอบ มีการเที่ยวชมการเพาะปลูก ชมแกะและอื่นๆ แล้ว
    ยังมีเล่นเครื่องเล่นผาดโผนหลายประเภท ทั้ง Bungy Jump กระโดดบันจี้จัมพ์แบบที่บ้านเรารู้จัก
    Agrojet เรือเร็วแบบผาดโผน นั่งไปลุ้นไป จะตกเรือไหม
    Zorb ลูกบอลกลมๆ เทน้ำใส่ คนเข้าไปนั่งแล้วก็ปล่อยกลิ้งตกเขา....
    และอื่นๆ อีกมากมาย  ลองไปดูได้ที่ http://www.agrodome.co.nz/ 

    ทั้ง Zorb และ Swoop ผ่านมือใจมาทั้งสองอย่าง
    เจ้า Swoop นี้ สำหรับผู้ใหญ่ เขาคิดราคาค่าเล่นอยู่ที่ $45
    45 เหรียญนิวซีแลนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 1,100 บ.
    ส่วน  Zorb  แพงเอาการ ใจเล่นไปสองคนพร้อมกัน แพ็กเก็จจะ 3,400 บ.

    คำชี้ชวนของ Swoop ในเว็บไซต์ที่ใจเห็นก็คือ

    Are you into fun and action?
    Are you keen to fly but find bungy jumping a little daunting?
    Then why not give Swoop a go?


    ขนาดที่ว่าคุณชอบสนุกและเร้าใจไหม คิดว่าบันจี้จัมพ์มันสนุกน้อยไปทำไมไม่ลอง Swoop...
    ...คิดดูละกัน... 555



    Swoop เล่นง่ายๆ ไม่ยาก คุณแค่ขึ้นไปบนแท่นที่จัดไว้ให้
    พนักงานจะให้คุณสอดตัวเข้ากับถุงขนาดใหญ่เท่าลำตัว ขาทั้งสองข้างคุณจะอยู่ในถุง
    ครึ่งท่อนบนจะโผล่พ้นออกมา.. โดยมีสองถุง สำหรับผู้เล่นสองคน หรือสามถุงสำหรับ 3 คน
    เมื่อทำการล็อคตัวกับถุงเสร็จสิ้น พนักงานจะทำการเกาะห่วงถุงเข้ากับเครนยักษ์
    และค่อย ๆ ดึงตัวคุณจากเบื้องล่างขึ้นไปติดกับเครนด้านบนที่สูง 40 เมตร

    คนข้างขวา จะเป็นคนฟังสัญญาณจากพนักงานด้านล่างที่ตะโกนเสียงดังจนได้ยิน
     1 2 3 !!! คนข้าง ๆ ก็จะทำการกระตุกสลักที่ตัวติดกับเชือกของเครน..

    แค่นั้นแหละ เชือกที่รั้งถุงติดกับเครนก็หลุดออก ถุงที่มีผู้เล่นอยู่ด้านใน หล่นฮวบลงเบื้องล่าง
    ด้วยความเร็ว 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วระดับ G-Force ...
    เขาว่ากันว่า คนเล่นจะเหมือนกับได้บินกันเลยทีเดียว



    ใจจำไม่ได้ว่าตัวเองเหมือนบินไหม แต่จำได้ตอนค่อยๆ ถูกดึงขึ้นไปติดกับเครน
    อยากจะลงมาข้างล่างแบบไม่โดนกระตุกสาย.. แต่คิดช้าไปเสียแล้ว มันอยู่ในถุงแล้วรอกระตุกสายไปเสียแล้ว

    พอกระแตคนข้าง ๆ ใจที่ขึ้นเล่นพร้อมกันกระตุกสลัก ใจก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
    นอกจากเสียงกรี๊ดของตัวเอง ...น้ำลายไหลเลยเพราะมันเร็วจัด 555

    เสียงคนข้างล่างร้องกรี๊ดตาม ทำเอาใจเสียเป็นวูบๆ
    ใครเคยกระโดดหอสูงแบบโรยตัวลงมา แบบมีเสียงรั้ง
    คิดภาพกระโดดแบบนั้นแต่ความสูงมากกว่า 4 เท่า

    พอกระตุกเชือกจนสุด เชือกจะรั้งทำให้เหวี่ยงถุงกลับไปมาหลายรอบ....
    ใจยิ่งกรี๊ดดังขึ้นไปอีก เมื่อถุงถูกเหวี่ยงแรงๆ กลับไปมา...

    ใจจำภาพของแม่น้ำสายยาวที่พาดไปมาใส Agrodome ได้
    มันชัดที่สุดในความทรงจำ เพราะคนข้างล่างตัวเท่าหัวไม้ขีดไฟเท่านั้นเอง 



    เมื่อเชือกตึงและความเร็วลดลง...พนักงานข้างล่างก็จะจับตัวผู้เล่นให้ออกจากถุง
    ใจแทบจะยืนไม่ได้... ฟังเสียงผู้ร่วมทริปชาวบัลกาเรียแว่วๆ มาว่า
    ประเทศยู ผู้หญิงนี่กล้าเสี่ยงดีเนอะ... เหอเหอ...

    กลับมาจากนิวซีแลนด์ ใจไปเล่นเฮอริเคนที่ดรีมเวิร์ล
    ไอเครื่องเล่นที่ล็อคคนเข้ากับเบาะที่นั่ง แล้วหมุนเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา
    แล้วค่อยๆ นิ่ง หมุนให้หัวคนนั่งกลับด้าน... นั่นแหละ
    ไม่อยากจะบอกว่ามันเด็กๆ ไปเลย ไม่เสียวอะไรเลย

    เสียวอย่างเดียว กลัวเบาะหลุด หรือ ตัวหลุดออกจากเบาะก็เท่านั้นแหละ เง้อออออออออ


    ไปดูข้อมูลการเล่น Swoop เพิ่มเติมได้ที่ http://www.agrodome.co.nz/


    ปล. จริง ๆ อยากจะไปโดดบันจี้จัมพ์ แต่เวลาน้อยเอาไว้ก่อน คงมีสักครั้งแหละน่าในชีวิตนี้อ่ะ

    2/10/2008

    เราจะพบคนๆ นั้นเสมอ...




     

    เป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้ว
    ที่รุ่นพี่คนหนึ่งหยิบยื่นแนวความคิดที่ดีมาให้
    มันมาในช่วงจังหวะที่ดีในชีวิตเสียมาก ๆ อย่างน้อยก็ช่วยเพิ่มแรงบันดาลใจให้มากขึ้น

    ใจได้นั่งฟังเขา แล้วเก็บมาคิด... มันวิเศษก็ตรงที่
    เมื่อเก็บความคิดนั้นมาพูดซ้ำ ๆ เมื่อไร..ก็กินใจ..และสอนใจได้เสมอ

    "ให้เลือกเอาจะบินด้วยปีก หรืออยู่สูงบนฟ้าเหมือนลูกโป่ง
    ปีกอาจจะไม่แข็งแรงพอ เพราะหมดกำลังใจบินไปบ้างในบางหน
    แต่อย่าได้ท้อถอย ปีกจะแข็งแรงเร็ววันเพราะเจ้าของมันหมั่นฝึกบิน
    นกกับลูกโป่ง ต่างกันก็ตรงนี้ ..
    นกบินได้ด้วยปีก และประสบการณ์ที่สั่งสมจนบินได้
    ลูกโป่งอาศัยแต่แรงลมอัดและลมพัดปลิวไปไม่รู้จุดหมาย
    เมื่อหมดลมก็ร่วงหล่นลงพื้น เจ็บอนาถ....
    เลือกเอา จะเป็นนกหรือลูกโป่ง... คงคิดได้เอง"


    "ไม่ว่าจะต้องเสียศรัทธาไปกับตัวบุคคลมากสักแค่ไหน
    ขอแค่ให้มั่นใจและศรัทธาในตนเองเอาไว้
    อย่าให้ความไม่ศรัทธานั้นๆ บดบังในสิ่งที่รัก
    สิ่งที่สั่งสมมาจนเป็นตัวตน ไม่ควรจะหดหายไปกับเพียงเพราะใครคนนั้น
    ที่เมื่อกลับมาค้นหรือมองย้อน...แทบจะไม่มีผลอะไรกับชีวิตเราเลย...."

    ใจว่านอกเหนือจากคนที่เรารักแล้ว....
    คนรอบกายมักเอื้อเฟื้อแบ่งปันสิ่งที่ดีให้กับเราในเวลาที่ทุกข์ใจได้เสมอ
    ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็พอเจอแต่คนคอยช่วยเหลือ และพึ่งพาได้

    เจ็บหนึ่งวัน สองวัน สามวัน วันที่สี่ก็ยิ้มได้ แล้วเดินต่อ
    วันที่ห้าก็แข็งแรงขึ้น .. วันที่หกอาจจะหกล้มอีกครั้ง แต่ก็มีมือมาช่วยรั้งให้ยืนได้ในวันที่เจ็ดและเจ็บ

    แม้จะวนเวียนกันแบบนี้เสมอ...แต่เราทุกคนมีคนที่ปรารถนาดีอยู่รอบข้างมากมาย
    และคนเหล่านั้นก็พร้อมจะหยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้กับเราทุกครั้ง ที่เราต้องการ
    หากไม่ปิดตาให้มืดมิด ไม่ปิดใจ และไร้ซึ่งการฟังเสียง หรือเลิกมองหา

    เราก็มักจะพบคนๆ นั้น เสมอ... ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม.... และเป็นใครก็ตาม...



    ไปโหวต




     

    ใจตัดสินใจเริ่มเขียน space ของ msn messenger ครั้งแรกในเดือนวันเกิดปีที่ 28 ของตัวเอง
    หลังจากเอาแต่นั่งมองดาวของคนอื่นกระพริบอยู่นาน และไม่เคยรู้ว่ามันคือดาวอะไร ....
    ดาวที่ว่าก็คือดาวที่อยู่หน้ารายชื่อของคนทุกคนในลิสต์ msn messenger
    ลองกลับไปดูก็ได้ สำหรับใครที่ไม่เคยสังเกตและไม่เคยรู้เลย ก็ลองคลิกดู

    ใจไม่เคยล่วงรู้เลยว่าคลิกดาวขึ้นมาแล้วจะมีหน้า space ของคนอื่นโผล่มาให้เห็น
    ไม่เคยรู้ว่ามันเปิดขึ้นมาแล้วใช้งานยังไง จนกระทั่งเวลาผ่านไปตั้งนาน
    ความสนใจในการอยากจะหันมาใช้งาน space ก็เริ่มแวบเข้ามาในความคิดของใจ
    ทั้ง ๆ ที่ในตอนนั้นใช้ blog spot อยู่เป็นทุนเดิมแล้ว

    ใจใช้เวลาอยู่หลายวันกว่าจะรู้ว่ามันทำงานอย่างไร
    จำได้ว่าช่วงแรกๆ มีเพื่อนก๋ง เป็นแรงสำคัญในการช่วยให้คำปรึกษาว่ามันทำงานอย่างไร
    วิธีการใช้ง่ายๆ คือการเลือกเค้าโครง หรือ Module ที่ใจชอบเสียก่อน
    ใจนึกถึงภาพของการเปิด space เอาไว้เขียนระบายอารมณ์เป็นหนแรก
    หากใครเป็นแฟน space ของใจในช่วงแรกคงจำได้ว่า...ยัยคนนี้มันขี้บ่นน่าดูชม...

    ใจเริ่มใส่รายละเอียดของ space เข้าไป เริ่มแนะนำ space ของเพื่อนๆ
    เชื่อไหมว่า การแนะนำ space ของเพื่อนได้ผลหลายครั้ง ทำตังค์ให้เขาก็หลายบาทอยู่....

    ใจเริ่มใส่รายชื่อหนังสือที่ตัวเองกำลังอ่านหรืออ่านแล้วชื่นชอบ
    ใส่รูปของตัวเอง จนกระทั่งมาถึงการใส่เพลง...
    ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะเรียนรู้ว่า ใส่เพลงเข้าไปในอย่างไรในช่วงแรกๆ

    คนที่เล่น space มานาน อย่างชโร คงจะรู้ว่า ใส่เพลงใน space ช่วงแรกไม่ได้ง่ายนัก
    เราต้องหา code ที่เรียกว่า power toy มาใส่เพิ่ม ต้อง add เข้ามาเพื่อให้หน้า space มีเพลง
    จนตอนหลัง feature นี้ก็มีมาให้อัตโนมัติ msn ใส่เพิ่มเข้ามาเพื่อความสะดวกยิ่งขึ้น

    นอกจากเพลงแล้ว ความยากลำบากในขณะนั้นก็คือการใส่หัว space
    เป็นเพราะอยากใส่หัว space ให้เด่น และสวยงาม เหมือนคนอื่นเขา
    ใจก็เลยคลิก google ค้นหาวิธีที่ทำได้ง่ายที่สุด
    และพบว่า มันถึงขนาดต้องใส่ โค้ดเข้าไปอีก...เป็นการ custom html เอง
    หลังจากนั้นก็ทำรูปขึ้นมาอย่างที่ตัวเองต้องการ
    ด้วยพื้นฐาน photoshop ที่มีอยู่นี่แหละ แล้วก็นำไปฝากไว้ในเว็บฝากรูป
    เอาโค้ด link ที่ฝากรูปไว้มาใส่ในกล่อง  custom html และทำการประกาศข้อมูล
    และนั่นก็กลายเป็นหัว space ของใจอย่างที่เห็น....

    จำได้ว่าเคยแนะนำการทำหัว space ให้ชโรกับอ๋อม โดยสอนผ่าน msn นี่แหละ
    สอนทำ photoshop เล็กๆ ด้วยอีกต่างหาก... เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยขอบอก
    ที่จะสอน photoshop  โดยไม่เห็นตัวคนเรียนเนี่ย
    แม้จะนิดหน่อย แต่ก็เหนื่อยนะนั่น 5555 ไม่ใช่อะไรหรอก มันงง ...

    พูดถึงเรื่องการฝากรูป ใช้เวลาอยู่นานในการหาว่าจะนำรูปใส่เข้าใปใน blog อย่างไร
    รุ่นพี่นักข่าวคนหนึ่งในออฟฟิศตอนนั้นแนะนำว่าจะฝากรูปไว้ที่ไหน
    ใครบางคนในเว็บไซต์แนะนำว่า ฝากรูปแล้วทำอย่างไรให้รูปขึ้น blog ได้
    ใจก็นำมาผสมรวมกัน และกลายเป็นรูปแบบการฝากรูปและนำรูปขึ้น blog ในแบบของใจเอง

    ใจฝากรูปไว้ที่ www.flickr.com หลังจากนั้นก็นำโค้ดมาใส่ไว้ใน blog แทน
    โดยทุกครั้งเวลาทำภาพใน photoshop ก็ทำการ save for web ด้วย
    เพราะฉะนั้นต่อให้เน็ตช้า อย่างน้อยการทำแบบนี้
    ก็ทำให้โหลดภาพขึ้นมาได้เร็วขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย เพราะภาพมีขนาดไซต์ไม่เกิน 200 k เลย

    ในตอนหลังใจได้เพิ่ม code ของการเก็บสถิติการเข้าชมเข้ามาด้วย
    เพื่อนก๋งส่ง link ของเว็บไซต์ shinystat มาให้สมัคร
    ทำการสมัครแล้วนำโค้ดมาใส่ไว้ใน space
    ตำแหน่งเดียวกันกับ กล่อง  custom html  ของหัว space ข้างบนนั่น

    ในช่วงหนึ่งใจเคยพบว่า space มีซอฟต์แวร์เสริมสำหรับการช่วยอัพ blog
    นั่นก็คือตัว writer เพียงแค่ดาวน์โหลดเวอร์ชั่นเบต้ามาติดตั้งในเครื่อง
    ทำการ link ระหว่างซอฟต์แวร์เข้ากับหน้า space ของใจ
    เมื่อใจเขียนข้อความลงใน writer ทำการอัพ ก็จะมาโผล่ที่มา blog ของใจทันที

    ใน writer ยังมี feature ของการใส่ภาพได้ทันทีในหน้า blog
    ย่อภาพได้ ใส่กรอบได้หลายแบบ ใส่ link ของภาพได้
    ใส่หัวเรื่องได้ทันที เปลี่ยนแบบตัวอักษร สีอักษรได้
    โดยที่ภาพทั้งหมดจะไปอยู่ใน folder ของ blog image ในอัลบั้มรูปของ space

    การใช้ writer ทำให้หน้า blog ออกมาเหมือน magazine เอามากๆ
    สะดวก .. แต่ว่าใจยังพบว่า ยังไงเสียมันก็ยังเป็นเวอร์ชั่นเบต้า
    ใจมีปัญหากับการ link กับหน้า space ของตัวเอง writer มัน error บ่อยครั้ง
    แถมรูปใน image blog ก็โผล่มาซ้ำๆ กันหลายรูป แต่ข้อความกลับไม่ขึ้นใน blog บางหน

    เมื่อเกิดปัญหาซ้ำๆ เข้า ใจเลยคิดว่าวิธีการใส่ภาพแบบเดิมของใจน่าจะพอรับได้
    จริง ๆ อยากจะให้เขาแก้ writer ให้สมบูรณ์ และใส่เป็นโมดูลในการอัพ blog ในตัวไปเลย
    ไม่ต้องให้ดาวน์โหลด แบบว่าใช้งานผ่านหน้าใช้งานได้เลย เป็นตัวเลือกไปว่าจะเลือกแบบไหน
    แต่ปัจจุบัน writer ก็เป็นทางเลือกหนึ่งของคนใช้ space อยู่นะ
    ใครไม่เคยรู้ ไม่เคยใช้ ก็ลองไปดาวน์โหลดมาใช้ดูก็ได้

    มีอยู่ช่วงหนึ่ง space ปรับโฉมเป็น live ได้ไม่นาน
    ก็เริ่มมีหน้าตาของการแก้ไข space แบบใหม่ตามมาด้วย
    ใจต้องนั่งเรียนรู้อยู่หลายวัน เพราะว่ามันงงๆ ...
    แต่ก็ค้นพบว่าจริงๆ แล้วมันสะดวกกว่าที่คิด
    ใจรู้ว่าจะใส่เส้นขอบของ space อย่างไร มีเส้นขอบแบบจุด แบบขีดกลางและขีดทึบ
    แถมยังเลือกสีได้ด้วยในทันที จะเอาสีอะไรมีทุกเฉด
    ใจเห็นว่ามีการแก้หัว module แต่ละอันได้ จะซ่อนชื่อก็ทำได้ทันที

    ในหน้าแก้ไขก็สามารถใช้เมาส์ drag หรือดึงโมดูลมาสลับที่กันได้ด้วย อะเมซซิ่งจริงๆ

    นี่ยังไม่จบนะ ล่าสุดในค้นพบวิธีการทำ profile หลอกมาได้แล้ว
    มันเป็นความฉลาดของคนอื่นๆ ที่ใจเอามาพัฒนาต่อ ... เขาเรียกว่า copy & development
    แบบนี้แหละ ชาติอื่น ๆ เสียหายมาหลายพันล้านดอลลาร์ละ 55555
    ล้อเล่นน่ะ มันไม่ได้จดลิขสิทธิ์และคนคิดก็ยินดีจะเผยแพร่นี่เนอะ

    การทำภาพขึ้นมาให้เท่ากับขนาดโมดูลฝั่งซ้ายมือ แล้วนำภาพไปฝากไว้
    แล้วนำโค้ดมาใส่ใน custom html อันใหม่ ... จะกลายเป็น profile หลอกในทันที

    จนถึงวันนี้ก็ล่วงเข้าปีที่ 3 แล้ว ใจไม่เคยมานั่งนับว่าตัวเองเขียน blog ไปกี่ชิ้น
    และลบ blog ของเก่าๆ ที่ไม่ชอบใจออกไปกี่ร้อยชิ้น
    ไม่เคยนับคอนเม้นท์ว่ามีคนมาแนะนำ ติชม และให้กำลังใจกี่ครั้งกันแล้ว
    แถมยังจำไม่ได้ว่าเปลี่ยนแบบหัว space มากี่ครั้ง ใส่เพลงมากี่เพลงแล้ว 

    ให้เล่าเรื่องที่พบมาทั้งหมดในการทำ space หน้านี้คงไม่พอ เพราะมันตั้งเกือบ 3 ปี

    แต่รู้แต่เพียงว่า ใจเปลี่ยนจากทุกที่ว่าง ทั้ง blog spot มาปักหลักปักฐานอยู่ที่ space เพียงเท่านั้น

    และจุดประสงค์แรกเริ่มของการเปิด blog เป็นอย่างไร
    ปัจจุบัน... มันก็ยังเป็นแบบนั้น...อนาคตก็จะเป็นแบบเดิมเช่นกัน

    ใจจะไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของใคร จะไม่เอ่ยถึงเรื่องงานที่ทำ เพราะเป็นมารยาทที่ดี
    ไม่กล่าวว่า ด่าทอ เพราะปกติก็ทำไม่เป็นอยู่แล้ว
    เรามีเรื่องที่ดี ต่อให้ไม่มีสาระ แต่ว่าก็ไม่เบียดเบียนใคร... เป็นแบบนั้น ... จริงใจ...

    ดีใจที่ใครบางคนคลายเหงาไปได้บ้าง กับข้อความเล็กๆ ตรงที่ว่างของใจ
    ดีใจที่มันมีประโยชน์บ้าง หากได้เขียนถึงเรื่องที่มีสาระ... ซึ่งอาจจะน้อยครั้งไป เหอๆ

    ปลื้มตลอดที่ใครบางคนบอกว่า แอบไปอ่านย้อนหลังเป็นเวลาหลายเดือน
    จนตอนนี้อ่านทุกข้อความใน blog คุณจะรู้ว่า นั่นคือตัวตนของใจ
    และมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ใช่ไหม??

    หลังๆ มีคนบอกว่าไปค้นหาข้อมูลบางอย่างใน google แล้วก็พบ blog ของใจ
    แวะมาดู มาอ่านแล้วชอบใจ เลยต้องนั่งอ่านย้อนหลังไปเรื่อยๆ และ add มาคุย
    มีแบบนี้เยอะพอควร ยินดีต้อนรับค่ะ ไม่ว่างบ้าง แต่ก็พยายามจะคุยด้วยนะ

    มีคนเข้ามาขอแนะนำวิธีการไปเที่ยวเวียดนามสองสามคน
    ยินดีเสมอ ใจทำแบบเดียวกันกับที่ได้รับคำแนะนำที่ดีจากคนอื่นๆ ในเวลาก่อนหน้านี้เช่นกัน
    เขาปฏิบัติกับใจอย่างดี ทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้า ใจก็อยากจะเป็นคนแบบนั้นบ้างในเวลาเดียวกัน

    เล่ามาตั้งนาน ซึ้งมาก็เยอะ จะลงเอยว่า ไปลงประกวด space ไว้กับโครงการของ msn.co.th
    หากใครเป็นคนที่สนิทกับใจอยู่บ้าง จะพบว่าใจเริ่มก่อกวนเล็กน้อยให้เข้าไปชมและโหวต 555
    ส่วนใครที่ไม่เคยได้บอกกล่าว ใจว่ามันเป็นธรรมเนียมของการรักษามารยาท
    เพราะว่าเกรงใจเอาการอยู่ เลยคิดว่า เน้นหนักไปกลุ่มคนที่เป็นแฟน space ใจก่อนละกันเนอะ

    อ่านมาถึงตรงนี้ก็แวะไปโหวตให้สักทีนะคะ ที่ http://australia.msnth3.com/site/index.php
    ตรงเข้าไปที่ช่องค้นหาใส่ "nujai" หรือ "ที่ว่างของใจ"
    สมัครสมาชิกก่อนนะ แล้วก็โหวตได้เลยค่ะ เขาเปิดโอกาสให้โหวตได้สามชั่วโมงต่อครั้ง

    ด้วยจรรยาบรรณที่ดีแล้ว  ใจไม่โหวตให้ตัวเอง
    ดังนั้นหากใครเข้ามาแอบอ่าน blog ใจเป็นประจำ ไม่เคยใส่ข้อความในสมุดเยี่ยมหรือบอกตัวตนเลย
    ก็ช่วยกันโหวตแทนละกันเนอะ ปิดทองหลังพระได้เหมือนกัน 555

    มีเรื่องเล่าอยู่ว่าคืนแรกของการสมัครประกวด space
    ก่อนนอนคืนนั้น เพื่อนใจบอกว่าแต้มของใจอยู่ที่ 48 แต้มนะ
    ตื่นเช้ามา ... อยู่ดีๆ แต้มก็พุ่งไปที่ 88

    อีกวันถัดมา แต้มก็พุ่งขึ้นทะลุ ร้อย และก่อนนอนคืนนั้นแต้มอยู่ที่ไม่ถึง 200
    เช้ามาแต้มแรกที่ใจเห็นคือ 251 ล่ะมั้ง... ประมาณนี้

    เช้าวันนี้แต้มใจพุ่งทะลุ 380 แล้วล่ะ ... อย่าว่าใจเป็นหมีแพนด้านะคะ
    ใจกิ่นอิ่ม นอนหลับ สบายดี ไม่คิดโหวตให้ตัวเอง 555

    นานๆ จะแวะเข้ามาขออะไรที ดังนั้นพี่น้องทั้งหลายก็ตามใจกันหน่อยนะคะ พี่น้องงงงงงงงงงงงง


    ป้ะ ไปโหวตกัน..........  http://australia.msnth3.com/site/index.php


     

    2/9/2008

    มีอะไรบนหลังมอเตอร์ไซด์?




     


    เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ที่แล้ว และที่ผ่านมา
    ใจมีงานที่ต้องทำแม้จะเป็นวันหยุด
    แถมยังต้องไปไกลถึงกระทรวงสาธารณสุข นนทบุรี
    ใช้เวลาตั้งแต่บ่ายสามโมง ไปถึงสามทุ่มกว่าจะเสร็จสิ้นงานวันนั้น

    กลับมาถึงห้อง กินข้าว อาบน้ำ พักหายเหนื่อยแล้วก็มานั่งหน้าคอมฯ
    เจ้าเอมช่างภาพ ก็ส่งภาพนี้มาให้
    ท่านเก็บไว้ระหว่างขับเจ้าทองพูน ฟีโน่คันเก่งของตัวเองไปรอบๆ กระทรวงฯ
    เจอภาพนี้เข้า เห็นบอกว่า โดนใจมาก ก็เลยแชะมาเข้าให้
    พร้อมกับบอกใจว่าอยากได้ก็ให้จ่ายค่าต๋งเป็นขนมแป้งจี่หน้าปากซอยสองกล่อง

    .... ชอบจัง ..... เห็นทีไรก็แอบยิ้มทุกทีเลยให้ตายสิ

    แอบส่งให้บาสดู เจ้าบาสบอกว่า ตัดต่อ..
    ของจริงเฟ้ยยย ... งานนี้ตัวจริง เสียงจริง ซ้อนเอง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน เหอๆ

    จริงๆ แล้วพี่ท่านต้องซ้อนกลับหลังแบบนี้
    ก็เพราะว่าต้องให้คนขับขับพาวนรอบๆ กระทรวงฯ
    เพื่อเก็บภาพของนักวิ่งมินิมาราธอนเกือบพันชีวิต
    จะให้หันหน้าซ้อน แล้วถ่ายภาพก็ไม่ใช่เรื่อง

    จะให้วิ่งตาม คิดว่าคงไม่ถึงเส้นชัย
    และจะให้อยู่กับที่รอนักวิ่งผ่าน..คิดว่าคงไม่ได้บรรยากาศทั้งหมด
    สรุป...นั่งซ้อนแบบนี้แหละ ได้ผลที่สุด ...

    เอาน่ะ นั่งยังไงก็น่ารักหมดแหละ 5555


    ปล. กรุณาอย่าสำเนาภาพแล้วส่งต่อทางอีเมล์ เสียวไส้ เห็นใจคน post หน่อยนะคะ


    2/7/2008

    มือถือติดกล้อง



     

    เคยสังเกตไหมว่า...
    กล้องดิจิตอลในโทรศัพท์มือถือของคุณ
    ถูกใช้ถ่ายรูปอะไรมากที่สุด

    ตัวเอง เพื่อน พ่อ แม่ คนรัก
    หรือว่า หมา แมว??

    ใจนับครั้งได้ว่าใช้มือถือถ่ายรูปตัวเอง
    เพราะเคยพยายามแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จ
    ออกมาไม่อืด ก็ดูไม่ดี ฟันยื่น หน้าบาน



    เคยเห็นเพื่อนต้อมทำแล้วออกมาดูดี ไม่เห็นใจจะทำแบบนั้นได้บ้างเลย
    สุดท้ายเลยลงเอยที่หมดความพยายาม หันมาถ่ายคนข้างๆ บ้าง

    แต่ใจก็ค้นพบแล้วว่า ถ่ายหมากับแมวแล้วออกมาดูดีสุดละ
    ถ่ายง่าย แบบนิ่ง ต่อให้เคลื่อนไหวก็ยังดูดี ... คิดเสียว่ามันอาร์ตดี 

    เพิ่งจะใช้มือถือถ่ายรูปจริงๆ  จังๆ ก็หลังจากเปลี่ยนใจจาก O2 มาเป็นโซนี่อิริคสันนี่แหละ
    ตอนนี้มีโนเกียเครื่องใหม่มาอยู่ในมืออีกอัน ... หึหึ 2.0 ล้านพิกเซลเขาว่างั้น
    เอาไว้จะลองประสิทธิภาพของมันดูบ้าง แล้วจะแวะเอามาอวด

    เครื่องโนเกียของเก่าไม่มีกล้อง เป็นเครื่องสำหรับเบอร์สำรอง privacy ไม่มีงานมาเกี่ยวข้อง
    หนก่อนพามันกลับบ้าน ตอนที่O2 เจ๊งและยังไม่มีโซนี่อิริคสัน



    ใจทดลองเล่นมุขกับแม่ ด้วยการยกมือถือรุ่นไม่มีกล้องมาส่องคุณแม่
    แล้วบอกว่า

    "แม่ยิ้มหน่อย"

    แม่แอ๊คท่ายิ้มค้างตั้งนาน... แล้วใจก็ทำเสียง

     "แชะ"

    แม่ทำท่างงๆ แล้วก็มองที่โทรศัพท์มือถือ คงจะเพิ่งสังเกตว่ามันไม่กล้อง
    แค่นั้นแหละก็ได้ฮา ....

    "หมาน้อยใจเอ้ยยยยยยยยยยยยยย"

    ทิชชูม้วนใหญ่


     

    เมื่อวันก่อนนั่งคุยกับพี่เจี๊ยบว่า...
    เมื่อก่อนเวลาเราเข้าห้องน้ำในห้างสรรพสินค้าหรือโรงแรมหรืออาคารสำนักงาน
    เราไม่เคยได้เห็นทิชชูแบบที่ม้วนกลมขนาดใหญ่ยักษ์อย่างเช่นทุกวันนี้
    แบบยี่ห้อคิมเบอร์ลี่คลาร์กอะไรนั่น อย่างมากก็ได้ใช้ทิชชูขนาดปกติ มีแกนกระดาษข้างในแบบใช้ในบ้าน

    ดังนั้นทุกครั้งที่ใจนั่งบนโถส้วมหรือชักโครก (โปรดอย่านึกภาพตามหากกำลังรับประทานอะไรอยู่ 555)
    ก็มักจะนั่งมองทิชชูที่อยู่ในม้วนกลมๆ ใหญ่ๆ มีรอยตัดหยักๆ ข้างผนังทุกครั้งไป
    หลายครั้งเห็นคำบอกเล่าของคิมเบอรี่คลาร์กเจ้าของกล่องใส่ทิชชูบอกว่า...

    "กรุณอย่าใส่ทิชชูที่ไม่ใช่ยี่ห้อของฉันเอาไว้ข้างในนะ"

    ไม่เคยสังเกตหรืออ่านล่ะสิ วันหลังกลับไปอ่านบ้างก็ได้นะ
    อย่าเอาแต่นั่งมองกล่องมีกระดาษเขียนข้อความเชิญชวนลดความอ้วน
    หรือมองประตูห้อง หรือระวังเสียงเล็ดลอดเพียงอย่างเดียว

    เรื่องการมองทิชชูเป็นกิจวัตรในการทำธุระในห้องน้ำนอกบ้านอย่างหนึ่งของใจ

    ใจเคยเจอทิชชูสีชมพูในห้องน้ำที่กัมพูชา คงจะจำกันได้... หากใครคอยอ่าน blog นี้เป็นประจำ

    หนล่าสุดไปโรงแรมในเครือเซ็นทรัล ที่เปิดใหม่ติดกับเซ็นทรัล เวิร์ล หัวมุมถนนราชดำริ
    ใจเจอทิชชูแบบใหม่.. เนื้อกระดาษขาวล้วน แต่นิ่มกว่าปกติที่เคยได้ใช้

    นิ่มแตกต่างกับเนื้อกระดาษในม้วนใหญ่ที่เราเคยเจอ มันนุ่มนิ่มเท่าๆ กับทิชชูม้วนเล็กที่เราใช้กัน
    แต่ดันมาพันกันเป็นม้วนใหญ่กว่าปกติ... งง ไม๊... ใจก็งง

    เอาเป็นว่าให้คิดถึงทิชชูยี่ห้อสก็อตละกัน แต่พันเป็นม้วนใหญ่กว่าปกติถึง 3 เท่า
    มีแกนกระดาษข้างใน รูปร่างใหญ่เหมือนกับทิชชูม้วนใหญ่ในห้องน้ำของห้าง .... นั่นแหละๆ



    กัวจะไม่เห็นภาพ เลยเก็บภาพมาประกอบ
    นั่งทำธุระไป ถ่ายภาพด้วยมือถือไป...อินมาก...

    แต่ขออภัยที่ไม่ได้เอากลิ่น เสียง และสัมผัสมาฝากกัน
    โทรศัพท์มือถือเครื่องไหนทำได้บอกที จะไปซื้อมาใช้บ้าง