Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    2/27/2007

    ปวดเหล็ก



    แดดร้อนเปรี้ยงๆ แม่นางน้ำค้างเก็บข้าวของในห้องจนเหงื่อตก
    ยกกล่องลงมากองกะพื้นเกลื่อนกลาด
    ยัดเสื้อผ้าใส่กระป๋อง ลากหนังสืออกมาจากกล่องกองพะเนิน
    หมกหมุ่นอยู่กับกล่องและกองหนังสือ และเสื้อผ้าอยู่สักพัก
    สุดท้ายก็จับมันยัดใส่ที่เดิมของมันอีกครั้ง...
    เพราะไม่มีที่ไหนที่เหมาะกับมันเท่าที่เดิมอีกแระ
    และแล้วก็มานั่งเกาหัว....ตูทำอารายของตูฟะเนี่ยยยย
    ยกเข้ายกออกอยู่ได้ มันก็อยู่ของมันดีอยู่แล้วแท้แท้

    เมื่อไม่ประสบความสำเร็จกับการเก็บข้าวของ
    น้ำค้างเลยหนีไปล้างระเบียงห้อง จัดการปัดใยแมงมุมบนผนังห้อง
    ล้างห้องน้ำ และก็เดินหิ้วถุงขยะไปทิ้งที่ชั้นหนึ่ง....จากชั้นสี่
    กลับมาอีกที....หน้าเกือบมืด ทะลึ่งทำอะไรตอนแดดร้อนๆ เนี่ยยยยย

    อาบน้ำล้างเหงื่อ ใส่เสื้อผ้า แล้วก็เดินไปหาอะไรกินชั้นหนึ่ง
    เพิ่งนึกออก...เมื่อวานเพิ่งไปเปลี่ยนเหล็กดัดฟันประจำเดือนมานี่หว่า
    ดูเหมือนว่าวันนี้ท่าจะกินอะไรไม่ได้นอกจากโยเกิร์ต
    แต่กว่าจะนึกได้ ก็เดินมาเสียไกลเกือบครึ่งซอย

    เลี้ยวเข้าร้านอาบัง สั่งโอวัลตินเย็นหนึ่งถุง
    แวะไปที่รถเข็นขายผลไม้ สั่งแตงโมสามชิ้นกะกินให้หายร้อน
    ดูดโอวัลตินเย็นม้วนเดียวจบ โยนทิ้งถังขยะข้างข้าง
    ก่อนเดินขึ้นมาชั้นสี่ ตูลืมซื้อโยเกิร์ตอีกจนได้
    นั่งกินแตงโมไปได้ชิ้นเดียว เจ็บแปล๊บที่ฟันอย่างเห็นได้ชัด
    แต่ด้วยความที่มันหวาน เย็น และอร่อย จึงอดทนเจ็บฟันกินให้หมดชิ้น
    อิ่ม อร่อย และก็เจ็บดีแฮะ แตงโม...อะไรที่กินยากยากนี่ละมันช่างท้าทาย
    ความอดทนมันช่างมีรสขม แต่เมื่อได้พบกับจุดจบของการรอคอยมันช่างหอมหวานเสียนี่กระไร
    (แอบจิ๊กชื่อน้องคนหนึ่งใน m มาใช้ เข้ากันดีกับเรื่องแตงโมเนอะ)

    คุยกับไอม่วยว่าไอไฝและไอโจ้มันบ่นเซ็งเซ็ง เบื่อเบื่อกันทั้งคู่
    น้ำค้างกะม่วยเลยจัดการนัดแนะสโมสรคนเกือบโสด คนโสด และคนไม่โสดได้มาพบปะแก้เซ็ง
    ตัดสินใจนัดกันไปปิ้งย่างวันพรุ่งนี้ เพราะว่าไอม่วยมันไม่หนีกลับบ้านพอดิบพอดี
    นัดได้ครบ ทั้งไอไฝ ไอเจ๋อ ไอม่วย กะน้ำค้างก็ไม่ติดอะไร...แต่ไอโจ้ดันออกกองไปสุพรรณโน้นนน
    เลยซวยไปมันง่ะ อดไปปิ้งย่างแก้เซ็งไปเลย งานนี้เหมาะกับพวกอกหักรักคุดแบบมันมาก..ขอบอก...


    ไอม่วยบอกว่าหากมันอกหักช่วยปลอบมันบ้างนะ
    เลยถามกลับมันไปว่า แกอกหักอะไร มีอะไรเปลี่ยนแปลงกะพี่หม้อน้ำรถยนต์มันเรอะ
    มันก็บอกไม่มีอะไรหรอก แค่อนาคตก็ยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
    มันก็ยังงี้ทุกที...เลยยกคำพูดพระที่ได้ยินมาหนก่อนให้มันฟัง...
    เขาว่ากันว่า 85 % ของคนเรามักจะจมอยู่กับอดีต
    10 % มักเสียเวลาหมกหมุ่นไปกับการคิดถึงเรื่องในอนาคต
    มีเพียง 5 % เท่านั้นที่จิตใช้ไปกับเรื่องในปัจจุบัน
    นั่นหมายถึงว่าคนเรามักเสียเวลาไปกับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วและยังมาไม่ถึงทั้งนั้น
    เลยบอกให้มันมีความสุขกับทุกวันก็พอ ไอที่ยังไม่ถึงอ่ะปล่อยมัน...เหอะเหอะ

    บอกมันได้แหละ แต่สุดท้ายตัวเองก็แอบเซ็งๆ กับอดีต และฝันถึงอนาคตอยู่เสมอเลยแฮะ เอิ้กกก
     

    ไม่อยากเขียน

    เพิ่งสังเกตว่าเนื้อหาและข้อความใน blog ของตนเองเริ่มสั้นลง สั้นลง
    แถมยังเข้าขั้นบางตากว่าปกติ
    ไม่ใช่เพราะงานเยอะจนไม่มีเวลาจะเขียนเหมือนช่วงก่อนเก่า
    แต่เป็นเพราะช่วงนี้เริ่มเขียนไม่ออก....แม้กระทั่ง blog

    เมื่อวานเพิ่งบ่นไปกับพี่บวกว่า การเขียนไม่ออก มันไม่เท่ากับการเบื่อตัวหนังสือ
    มันเป็นสัญญาณที่ไม่ดีสำหรับอาชีพนักเขียนอย่างเราเรามากนัก
    ความรู้สึกว่าไม่อยากเขียน เห็นตัวหนังสือแล้วเวียนหัว
    ทำให้อารณ์ที่อยากจะทำงานมันหดหายไปด้วยอย่างปฏิเสธไม่ได้
    ในเมื่อชีวิตอยู่กับตัวหนังสือ เมื่อไม่ชอบตัวหนังสือเสียแล้ว...ชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไป

    หลายวันมานี้วางหนังสือไว้ข้างๆ ตัว ...ไม่เคยคิดสนใจใยดีมันเท่าไรนัก
    หนังสือเล่มใหม่ที่เพิ่งซื้อมา เริ่มยับเยินเพราะพกไปไหนมาไหนด้วยบ่อยเกินไป
    แม้มันจะอยู่ในกระเป๋าตลอดเวลา นั่งไหน เดินไหน มันก็ไปด้วย
    แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกอยากจะอ่านมันพุ่งพล่านขึ้นมาแต่อย่างใด

    หลายต่อหลายหนใช้ความพยายามในการหยิบหนังสือเล่มนั้นมาเปิด...
    พยายามเลือกหน้าและเรื่องที่อยากจะอ่านก่อนการพลิกจากหน้าแรกๆ มายังหน้าท้ายสุด
    มันช่วยได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว หาใช่ยั่งยืน เพราะสุดท้ายก็ทนฝืนอ่านมันจนจบเรื่องไม่ได้
    สรุป...จนป่านนี้หนังสือเล่มบางๆ ราคาแพงตั้ง 50 บาทก็ยังอยู่ในกระเป๋าถือยังงั้น
    ปล่อยให้เจ้าของมันทำใจให้เข้าถึงอารมณ์อยากอ่านอยากเขียนไปอีกสักพัก....


    บอกพี่เขยว่าช่วงนี้เบื่อ ๆ ตัวหนังสือ...เห็นแล้วเวียนหัว
    พี่เขยบอกว่าทำอย่างไรได้อาชีพนักเขียนมันมีเพื่อนเป็นตัวอักษรและพยัญชนะ ต้องทำใจ
    แกเองก็ยังเบื่อขี้หน้าไอโทรศัพท์มือถือของแกไม่น้อย แม้จะนั่งผ่าตัดมันทุกวัน
    พี่เจี๊ยบก็ยังบ่นเบื่อไม่อยากถ่ายภาพในบางวัน...เพราะมันไม่อยากจะถ่าย
    บ่นขี้เกียจไม่น้อยหากบ่ายคล้อยแล้วอยากจะนอนแล้วไม่ได้นอน
    แต่ต้องตะลอนออกนอกบ้านไปถ่ายภาพงานแต่งบ่าวสาวให้อิจฉาเล่น
    บางที ของที่เราว่ารักเราชอบ บางทีมันก็จุดที่เราก็อยากจะผ่อนคลายด้วยการวางมันไว้ข้างข้าง
    ไม่แตะต้องมัน เอาแต่นั่งมองมัน ไม่ทำอะไรกับมันสักพักก็อาจจะดีขึ้นเนอะ
    หวังว่ามันจะไม่ยาวนาน ต่อเนื่อง จนไม่อยากจะเขียนอีกต่อไปอ่ะน้อออออออ ....

    อยากไปทะเลแฮะ.....หอบผ้าหอบผ่อนหนีไปบิวท์อารมณ์อยากเขียนข้างข้างทะเลจะดีไหมเนี่ย????

    way back into love ...

    I've been living with a shadow overhead
    I've been sleeping with a cloud above my bed
    I've been lonely for so long
    Trapped in the past, I just can't seem to move on

    I've been hiding all my hopes and dreams away
    Just in case I ever need em again someday
    I've been setting aside time
    To clear a little space in the corners of my mind


    All I want to do is find a way back into love
    I can't make it through without a way back into love
    Oh oh oh

    I've been watching but the stars refuse to shine
    I've been searching but I just don't see the signs
    I know that it's out there
    There's got to be something for my soul somewhere

    I've been looking for someone to shed some light
    Not just somebody just to get me throught the night
    I could use some direction
    And I'm open to your suggestions

    All I want to do is find a way back into love
    I can't make it through without a way back into love
    And if I open my heart again
    I guess I'm hoping you'll be there for me in the end

    There are moments when I don't know if it's real
    Or if anybody feels the way I feel
    I need inspiration
    Not just another negotiation

    All I want to do is find a way back into love
    I can't make it through without a way back into love
    And if I open my heart to you
    I'm hoping you'll show me what to do
    And if you help me to start again
    You know that I'll be there for you in the end

    2/25/2007

    วิ่งเพื่อลืมเธอ version II

    หลังจากที่เครียดมาต่อเนื่องหลายวัน
    สองวันหยุดที่ผ่านมา ก็ตัดสินใจจะแบกรองเท้าผ้าใบเก่าๆ
    ไปวิ่งเอาเหงื่อออกแถวๆ สวนลุมพินีสักยกสองยก

    ห่างหายการวิ่งไปตั้งหลายเดือน
    "วิ่งเพื่อลืมเธอ" ที่เคยทำเป็นประจำก่อนหน้านี้ถูกลืมเลือน
    จนมันปรากฎออกมาเป็นก้อนเนื้อที่หน้าท้อง
    น่อง ต้นแขน ขา และหน้าตา....ปรากฎว่าอ้วนอย่างเห็นได้ชัด
    ยิ่งผสมโรงกับความเครียดในชีวิตประจำวันบางอย่าง
    ทำให้การวิ่งกลับมาสำคัญอีกครั้งในเพลานี้....

    เช่นเคย...วิ่งหนึ่งรอบ ตามด้วยการเต้นแอโรบิกอีกหนึ่งชั่วโมง
    แต่วันนี้ผิดแผน วิ่งแค่รอบเดียว ก็หอบกิน เลยต้องหยุดพัก
    ระหว่างที่วิ่งได้ครึ่งรอบใหญ่ สายตาก็มองเห็นฝูงคนเยอะแยะอยู่ตรงกลางสวน
    เดินไปชม เลยเห็น "งานแสดงดนตรีในสวน"
    เป็นความที่ดี ที่เมื่อหยุดวิ่ง ก็เดินไปซื้อป็อบคอร์นกะน้ำเย็น ๆ มานั่งฟังเพลง Jazz
    นั่งไป กินป็อบคอร์นเค็มๆ ไปตั้งแต่หกโมงนิดๆ ดูนาฬิกาอีกทีก็ปาไปทุ่มกว่า
    ก็ถึงเวลาเดินออกมาจากสวน มุ่งหน้ามายังรถไฟฟ้าใต้ดิน
    กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยไปอีกวัน.....

    2/22/2007

    อยากปิด space

     
    อยากปิด space
    ไม่มีอารมณ์เขียน blog
    ........
    ความคิดนี้ผุดมาเมื่อตอนกลางวัน
    ระหว่างนั่งเรือท่องเที่ยวแม่น้ำเจ้าพระยามาออฟฟิศ
    อยู่ดีดี ความคิดชั่วแวบก็แล่นผ่านเข้ามาในสมอง
    อยากปิด blog จัง....
    แค่อยากจะปิดมันเพราะอยากจะปิด
    ไม่มีเหตุผลที่จะอธิบาย
    เออแฮะ ปิดมันซะเลยดีม้ะ
    นั่งมองแม่น้ำ มองเรือ มองคน...และปลา
    บ่ายๆ แบบนี้ปลายังออกมาดำผุดดำว่ายกันเพลิน
    ไม่คิดกลัวแดด กลัวดำกันสักเท่าไร
    สักพักหัวสมองก็เริ่มคิดอีกแระ...
    แล้วเวลาอยากจะระบาย มีอารมณ์อยากจะเขียน blog ขึ้นมา
    จะไปเขียนที่ไหนดี? เขียนในไดอารี่เหรอ?
    งืม....ไม่เอาดีกว่า เมื่อยมือ ตัวหนังสือก็ชักจะแปลกๆ ไปทุกที
    นิ้วเคยชินกับการแตะคีย์บอร์ดมากกว่าปากกาแล้วล่ะนะ
    พอได้ข้อสรุปแบบนี้....ความคิดที่จะปิด space ก็เป็นหมันละ....
    2/19/2007

    น่ารักดี

     
     
    ตื่นแต่เช้า เพราะมานั่งปั่นงานต่อ
    ปั่นไปปั่นมาชักเครียด
    เลยหาที่พักใจ...ไปหาโค้ดมาใส่ blog
    อ้ะ ไปเจอนี่เข้า น่ารักดีแฮะ
     
    ?[-_-]? กำมือขึ้นและหมุนหมุน

    [-_-]/[-_-]/ ชูมือขึ้นโบกไปมา

    ?[-_-]? กำมือขึ้นแล้วหมุนหมุน

    [-_-]/[-_-]/ ชูมือขึ้นโบกไปมา

    --[-_-]-- กางแขน [-_-]/ ขึ้น และ /[-_-] ลง

    <[-_-]> พับแขนขึ้นแตะไหล่

    l[-_-]l ชูมือขึ้น [""]/[^-^]/ หมุนไปรอบตัว
     
    2/18/2007

    เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน

     

    บ่ายแก่ๆ อาการมึนกาแฟเย็นที่ซื้อมาจากร้านอาบังเริ่มออกฤทธิ์
    งานการที่ทำมาได้สักพัก ก็ต้องวางมันเอาไว้ก่อน
    หยิบเอามะลอกอแขกดำเย็นฉ่ำออกมาหม่ำให้ชื่นใจ
    ก่อนมองหาอะไรอะไรทำไม่ให้มึนจนเกินไป...

    สายตาเหลือบไปมองชั้นหนังสือเล็กๆ หน้าห้องน้ำ
    เดินไปหยิบเอาหนังสือสักเล่มมาอ่านท่าจะดี
    และหนังสือที่โชคดีในรอบเดือนมานี้ได้แก่...
    "เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน"

    "เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน"  เป็นหนังสือที่ได้ยินสรรพนามว่า "ดี" มานานพอควร
    ค่าย DMG พิมพ์ออกมาตั้งแต่ปี 47 ติดอันดับขายดีข้ามปีบนชั้นหนังสือ
    เดินผ่านไปผ่านมา แวะเปิดอ่านแล้วอ่านอีก แต่ก็ไม่เคยหยิบหรือตัดสินใจซื้อสักที
    จนกระทั่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา ในโอกาสที่ไปร่วมงานศพคุณแม่ของพี่นก
    บก.ของ positioning ที่วัดลาดพร้าว
    ใจก็ได้รับหนังสือเล่มนี้เป็นวิทยาทานติดมือกลับบ้าน

    หลังจากเก็บเอาไว้บนชั้นมาตั้งนาน
    วันนี้ใจก็หยิบมันมาเปิดอ่านทีละหน้า ทีละหน้า ก่อนวางมันลงและรีบอัพ blog
    บอกบุญเกี่ยวกับเนื้อหาดีดีของหนังสือเล่มนี้กันต่อไป
    แต่ครั้นจะให้ยกเนื้อหาทั้งเล่มมาบอกต่อก็คงทำได้ยาก
    เพราะนอกจากความยาวของหน้าหนังสือจะมากโขอยู่พอควรแล้ว
    จนถึงเวลานี้ใจเองก็ยังอ่านไม่จบเล่มซะด้วยสิ
    เลยติดสินใจจะหยิบยกบางส่วนบางตอนของตัวหนังสือ
    ที่ใจคิดว่า....ใจอ่านแล้วซึ้งกินใจมาฝากกันตามความถนัดเช่นเคย

    กระดาษพับครึ่งของหน้าปกที่เรามองเห็นตัวหนังสือจากปกในของหนังสือ
    มีข้อความความยาวไม่กี่บรรทัดกินใจความสั้นๆ ว่า
    "เราต่างเป็นวิญญาณซึ่งยังต้องแสวงที่เกิด
    ถือกำเนิดด้วยกรรมดีกรรมชั่วที่ก่อไว้
    เหมือนคนเดินทางไกลไม่รู้จุดหมาย
    น่าเสียดายหากมีผู้รู้จุดหมายทิ้งรอยเท้านำทาง
    กระจ่างแจ้งดุจพลิกของคว่ำให้กลับหงาย
    แต่หลายคนตายเสียก่อนจะรู้ทัน....."
    นี่ละกระมังคือใจความสำคัญของหนังสือทั้งเล่มนี้

    ที่คำนำผู้เขียน ที่ที่ซึ่งใจจะอ่านทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นหนังสือประเภทไหน
    "ดังตฤน" คนเขียน ฝากถ้อยคำยาวสองสามหน้ากระดาษเอาไว้
    ใจชอบประโยคหลายประโยค โดยเฉพาะประโยคขึ้นต้นอย่าง

    "ทุกคนต่างมีความน่าสงสารอยู่ในทางใดทางหนึ่ง
    ต่อให้เป็นบุคคลที่เหมือนจะอิ่มเอมเปรมสุข
    เป็นที่อิจฉาของสังคมขนาดไหน
    ก็ย่อมรู้ในใจเขาเองว่าชีวิตยังมีข้อขัดข้องประการใดบ้าง

    ที่คำนิยมที่เขียนโดยดนัย จันทร์เจ้าฉายมีประโยคถูกใจใจว่า
    "มีคนน้อยเท่าน้อย ที่ตั้งำถามตนเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
    ว่าอะไรคือประโยชน์สูงสุดที่สมควรได้จากความเป็นมนุษย์"

    "ตัวผมเองก็พูดกับคนรอบข้างอยู่เสมอว่า ชีวิตนี้สั้นเหลือเกิน
    อย่างเก่งคงไม่มีใครอยู่เกินร้อยปี
    จากสถิติอายุคนเราเฉลี่ย 76 ปี
    โดยประมาณเพียงสองหมื่นกว่าวันเท่านั้น
    เท่ากับ 3,952 สัปดาห์
    หมดเวลาไปกับการนอนถึง 1,317 สัปดาห์
    หมายความว่าเรามีเวลาที่จะใช้ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้เพียง 2,635 สัปดาห์เท่านั้น"

    "เคยถามตัวเองบ้างหรือเปล่าครับ ว่าเรามีเวลาเหลือจริงๆ อยู่อีกเท่าไร!
    เสียเวลาเปล่าไปกับเรื่องไร้สาระกันคนละเท่าไหร่แล้ว"

    ที่หน้าแรกของหนังสือ ประโยคขึ้นต้นของหนังสือทำเอาแทบอึ้ง....

    "บางคนใช้เวลากว่าครึ่งชีวิต
    หมกมุ่นอยู่กับคำถามซ้ำๆ เช่น ทำไมถึงเกิดมากับพ่อแม่ฐานะความเป็นอยู่อัตคัตขัดสน
    ทำไมถึงเกิดเป็นหญิงให้ต้องเสียเปรียบเขาอยู่ร่ำไป
    ทำไมถึงรูปไม่งามแถมนามยังตลก
    ไม่มีอะไรเป็นที่เชิดหน้าชูตาสักอย่าง
    หรือบางคนแม้เหมือนมีพร้อมทั้งทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติและคุณสมบัติ
    ก็ต้องทรมานใจกับข้อบกพร่องเล็กใหญ่ในชีวิต
    เช่น ฐานะร่ำรวยแต่เต็มไปด้วยภาระน่าหนักอก
    เป็นชายแต่ใจแอบเป็นหญิง สวยหล่อแต่ตัวเตี้ยขาสั้นเต่อ
    เรียกว่าเจอเผชิญปัญหารบกวนจิตใจเดิมๆ ได้ตลอด
    มองคนอื่นรอบตัวเขาไม่เห็นต้องทุกข์ทรมานกับปัญหาเช่นตนกันเลย"

    ที่หน้า 114 ก่อนจบเล่ม ใจพลิกไปอ่านก่อนเนื้อใน มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า
    "เกือบทุกคนอยากเกิดเป็นชาย เกือบทุกคนอยากเป็นผู้มีรูปงาม เกือบทุกคนอยากเป็นลูกเศรษฐี
    เกือบทุกคนอยากมีสติปัญญาล้ำเลิศ ทุกๆ คนอยากเป็นผู้มีความสุข
    มีความพึงพอใจเป็นในสิ่งที่ตนปราถนา
    ทว่าเกมชีวิตจะบีบให้เราสร้างเหตุอันเป็นตรงข้ามกับสภาพที่น่าพึงใจทั้งหลาย
    เราจึงเห็นคนในโลกนี้มีหญิงมากกว่าชาย
    มีคนสวยหล่อน้อยกว่าคนขี้เหร่ มีคนยากจนข้นแค้นมากกว่าคนมั่งมีศรีสุข
    มีคนโง่มากกว่าคนฉลาด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
    มีคนที่จมทุกข์มากกว่าลอยตัวเป็นสุข

    เมื่อศรัทธาและปัญญาเห็นแจ้งในเรื่องกรรมวิบาก ต่อไปหากน้อยใจวาสนา
    เราจะไม่โทษใครเลยนอกจากตัวเอง และหากจะต้องขอบคุณชะตาชีวิต
    เราจะไม่สรรเสริญใครเลยนอกจากตัวเองเช่นกัน

    ถ้าดูอย่างผิวเผิน เหมือนใครบางคนในโลกกำลังช่วยเหลือผู้อื่นอยู่อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย
    แต่ที่สุดของที่สุดแห่งความจริงก็คือ เขากำลังช่วยเหลือตนเองให้ได้ดีต่างหาก
    เมื่อเขาให้เงินคนอื่นไปหนึ่งร้อย
    ค่าเงินหนึ่งร้อยจะถูกใช้ไปในทางใดทางหนึ่งจดหมดสิ้นโดยที่ไม่มีใครรักษาไว้ได้
    แต่กรรมที่บริจาคทานหนึ่งร้อยเดียวกันจะติดตามไปคุ้มครอง
    ช่วยเหลือเกื้อกูลจิตวิญญาณผู้นั้นแม้กายจะแตกดับสาบสูญไปจากโลกนี้แล้ว

    สิ่งที่เรากำลังเป็นอยู่สะท้อนฐานกรรมที่เคยทำมา
    เราจะทำดีได้ง่ายก็ต่อเมื่อเรามีฐานความดีอยู่ก่อน
    และจะรู้สึกเป็นสิ่งฝืดฝืนยากเย็นถ้าต้องทำดีทั้งที่ฐานะเดิมเป็นตรงข้าม
    แต่หากไม่มีการต่อยอดความดี ความดีก็มักถล่มพัง
    และหากมีการกัดฟันทนสร้างฐานความดี
    ในที่สุดความดีก็งอกงามไพบูลย์
    ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ณ จุดที่กำลังรู้ได้ว่าหายใจเข้าหรือหายใจออก
    เพียงเมื่อกำหนดแน่วแน่ว่าจะทำดี
    เราก็กำลังบ่ายหน้าไปสู่ทิศทางที่จะทำให้เป็นสุขมากขึ้นแล้ว"


    มันก็เป็นเช่นนี้แล..แม้จะยังอ่านไม่จบ
    แต่อย่างน้อยใจก็ยังได้อ่านมันบ้างในวันที่ยังหายใจอยู่
    และได้รู้ว่ามันซึ้งกินใจมากขนาดไหน
    และอย่างน้อย...มันก็ช่วยให้ใจได้มีกำลังใจในการทำดีต่อไปในทิศทางใด
    อย่างน้อยก็ไม่เสียใจหากที่ผ่านมาทำดีได้น้อย
    แต่ก็อย่างน้อยต่อจากนี้จะทำดียิ่งกว่าที่เคย
    และอย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียดาย...ที่ตายไปแล้วยังไม่ได้อ่าน....


     

    ไม่มีชื่อ..ไม่มีตีม...

    ปากก็พร่ำบอกว่าไม่เหนื่อย ไม่เพลีย และไม่เมื่อย
    แต่เมื่อคืนก็สลบเหมือดแทบไม่รู้สึกตัวว่านอนไปตอนไหน
     เช้านี้เสียงนาฬิกาปลุกของ Baby-G
    และในโทรศัพท์มือถือดังขึ้นพร้อมกัน เป็นสัญญาณบอกว่า 8 โมงเช้าแล้ว

    แต่ด้วยสัญชาตญาณของคนมันอยากจะนอนต่อ
    มือซ้ายก็ควานหาโทรศัพท์มากดหยุดเสียงปลุกและก็นอนต่อ
    มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่แดดแยงตา...เลยต้องลุกมาดึงผ้าม่านให้บังแดด
    มองดูนาฬิกาเวลาก็ปาไปแล้ว 10 โมงกว่า
    เลยลากสังขารตัวเองออกไปล้างหน้า แปรงฟันที่ระเบียง
    ก่อนอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า....และท้องมันก็ร้องบอกว่าหิวพอดิบพอดี
    ตัดสินใจสะพายกระเป๋าเดินออกไปปากซอย

    บอกตัวเองว่าวันนี้อยากกินเชสเตอร์กริลล์อย่างแรง
    แบกกระเป๋าขึ้นไปชั้นสองของจัสโก้ แวบเข้าไปสั่งไก่ย่างแบบเผ็ดเซ็ตที่ 7
    ก่อนพนักงานสาวจะใจดี ยกถาดมาให้ที่โต๊ะใกล้ใกล้
    กินไก่เสร็จเรียบร้อย ก็ลัดเลาะจัสโก้ลงมาที่ชั้นหนึ่ง

    มองหาผลไม้กลับมาตุนไว้ที่ห้อง
    เพราะวันสองวันนี้คงต้องดองตัวเองในห้องเพื่อปั่นงานให้เสร็จ
    เห็นองุ่นแดงไร้เม็ด ราคาค่าตกใจ ...น่าจะถูกเนอะ 159 บาทต่อโลเนี่ย
    เลยหยิบถุงใส่ไม่ปริมาณที่คิดว่าตัวเองกินคนเดียวแล้วจะไม่เหลือทิ้ง
    เดินมาซื้อส้มหนึ่งแพ็คเพื่อต้อนรับตรุษจีน
    เมื่อวานพี่เจี๊ยบบอกว่าส้มเป็นผลไม้มงคล
    ที่คนจีนนิยมหอบไปฝากคนอื่นในวันตรุษจีน
    ในเลยซื้อมันมาบ้าง เพื่อความศิริมงคลของตัวเอง
    หลังจากนั้นก็หยิบมะละกดแขกดำแบบสไลด์ใส่ลงในตะกร้า
    อยากหายาระบายท้องให้ตัวเองบ้าง...โฮะโฮะ

    เดินไปซื้อเลย์แบบกระป๋อง รส Original
    หยิบแชมพูซันซิลที่เพิ่งเห็นในทีวี
    มันบอกว่า หากสระแล้วจะทำให้ผมโกรกสียิ่งเป็นประกายยิ่งขึ้น
    พนักงานที่แนะนำสินค้า บอกว่า คุณพี่น่าจะเหมาะกับประกายแดง
    ถูกใจอย่างแรง...เลยแบกกลับมาทั้งแชมพู ครีม นวด และรีฟ ออน...

    อ้ะ...เหลือโยเกิร์ตเมจิ รสผลไม้รวม
    เดินมาที่ตู้แช่ หยิบเอามาแค่กระป๋องเดียว เพราะกลัวว่าจะแช่ค้างในตู้เย็นนานเกินไป
    ก่อนเดินมาจ่ายเงิน แวะกดเงินและกลับมาถึงห้องอย่างปลอดภัย

    เอาส้มและองุ่นออกมาแช่น้ำ....
    แช่องุ่นไว้ในตู้เย็นได้สักพัก มันก็เย็นได้ที่ นี่กำลังกินไปด้วย อัพ blog ไปด้วย
    โคตระจะมีความสุข...เมื่อองุ่นเย็น ชื่นใจ แม้อากาศข้างนอกมันจะร้อนก็เหอะ
    วันนี้ตั้งใจจะปั่นงานที่คั่งค้างมานานนับเดือนให้เสร็จสิ้น
    ก่อนจะปั่นงานที่ค้างอีกชิ้น....ให้เสร็จในอาทิตย์หน้า
    เพราะเดือนหน้าคงวุ่นๆ กับงานประจำ
    และเรื่องราวการขอวีซ่าไปสเปนนั่นแหละ

    เมื่อวานได้คุยโทรฯ กับแม่ แม่บอกว่า ก่อนไปสเปนก็อยากให้กลับบ้านก่อน
    ดังนั้นการปั่นงานให้เสร็จเร็ววัน
    แล้วจรรีกลับบ้านไปหาแม่ พ่อ มันนี่และพริกไทยเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง

    ว่าแล้ว....ก็ไปกินองุ่นต่อดีกว่า
    อ้ะ....ไม่ใช่จิ ปั่นงานต่อดีกว่า โฮะโฮะ

     ปล. นึกชื่อไม่ออกว่าจะตั้งชื่อ blog นี้ว่าไง
    มันไม่มีอะไร นอกจากสาธยายว่าทำอะไรบ้างในเช้านี้ก็เท่านั้นเอง...เง้อออ

    2/14/2007

    วาเลนไทน์



    ไม่ได้จะตามกระแสอะไรกับเค้าหรอก
    แต่เมื่อวานมีพี่ๆ ถามว่าจะไปไหนวันวาเลนไทน์เยอะแยะมากมาย
    ได้แต่ตอบว่า...ก็อยู่แถวแถวนี้ ไม่มีอะไรพิเศษ

    แม้แต่ไหนแต่ไรมา จะคิดว่าวันนี้ก็ไม่ได้พิเศษกว่าวันอื่น
    ต่อให้มีคนรัก วันไหนก็รักเท่าๆ กันแหละ....เนอะ
    ทุกๆ วันคือวันแห่งความรักได้ทั้งนั้นแหละ...มั้ง
    แต่พอมีคนถามถึงวันแห่งความรักแบบนี้มากเข้า
    ก็ชักอินไปเค้าบ้างเล็กน้อยแฮะ....

    หลายวันมานี้ เห็นไอม่วยนั่งพับดาวให้น้องเมย์ น้องสุดที่ love ที่แปดริ้ว
    มันไม่ได้พับให้แสดงความรักกับน้องหรอก
    แต่ว่าน้องเมย์ไหว้วานให้ช่วยพับให้หนุ่มอีกต่อนึง 555
    จริง ๆก็อยากจะพับมั่งนะ แต่รู้สึกความอุตสาหะอย่างไอม่วยมันหายไปจากใจนานแระ
    ได้แต่นั่งมองเป็นกำลังใจกับมัน ลุ้นไปด้วยว่าดาวสีม่วงของมันจะทันวันนี้รึป่าว...

    เห็นใครๆ ก็ตื่นเต้นกับวันวาเลนไทน์ วันก่อนเลยหาเรื่องคุยเรื่องนี้กับไอม่วย
    ใจถามมันว่ามันเคยได้ดอกไม้วันวาเลนไทน์จากชายหนุ่มกี่หนแล้วในชีวิตนี้
    ม่วยตอบว่า เด๋ว...คิดก่อน ....แล้วก็ทำท่าคิดแบบว่านานมาก
    ดูมัน...นับนาน นับนาน ...ประมาณว่าชั้นได้เยอะจนจำไม่ได้ล่ะมั้ง หึหึ

    ส่วนใจอ่ะเหรอ...ได้แค่หนเดียวเองมั้งในชีวิตนี้ 555
    หมายถึงว่าได้เป็นช่อดอกไม้ช่อเบ้อเร่อ เป็นเรื่องเป็นราวอ่ะนะ
    รุ่นพี่ที่เป็นรักแรก...หอบมาให้กลางงานของโรงเรียน
    ได้ข่าวว่าตั้งใจบินกลับมาจากจีนเพื่อมาหา และเอาดอกไม้มาให้...
    (มาถึงตอนนี้ รู้สึกว่าเค้าท่าจะโม้แฮะ สงสัยกลับมาจากเสร็จธุระพอดีอ่ะมั้ง)

    แม้จะไม่ได้เป็นแฟนกัน เพราะสุดท้ายก็กลายเป็นตำนานรักดอกเหมย
    ไม่เคยได้เป็นแฟนกัน แค่ชอบ  ๆ กันก็แค่นั้น...อุปสรรคมันเยอะ
    แต่นั่นอ่ะก็สร้างความทรงจำให้กับใจได้มาจนถึงทุกวันนี้...
    อย่างน้อยรุ่นพี่คนนี้ก็เป็นคนคนเดียวที่ให้ดอกไม้ใจในวันวาเลนไทน์ 555

    เพราะฉะนั้น....วาเลนไทน์ปีนี้ ไม่ว่าจะดอกบัว ดอกหน้าวัว หรือดอกอะไรต่อมิอะไร
    ก็คงไม่มีมาถึงมือของใจ หากไม่ซื้อเอง โฮะโฮะ


    แต่ก็นั่นแหละ ...สุดท้ายแม้จะไม่ได้ดอกไม้ใจก็ไม่ได้ผิดหวัง
    เพราะว่าใจได้ของขวัญมาแล้วนะ วาเลนไทน์นี้...
    มันเป็นความห่วงใยและความหวังดี
    ใครบางคนเอาใส่กล่อง ผูกโบว์ แล้วส่งให้ใจกับมือทุกวัน ..ทุกวัน...
    นี่ต่างหากละ ที่ใจว่าสำคัญ...คาร์เนชั่นสีขาว เยบีล่าสีชมพูอ่ะถอยไป
    ใจจะเอาความห่วงใยและความหวังดีจากคนคนนี้ตะหากเล่า....
     
    ว่าแต่....คนคนนั้น...อยู่ไหนกันนะ???......

    2/10/2007

    ไปสเปน

    กลางดึกของเมื่อคืนมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่ใจกับม่วยกำลังหลับใหล
    ท่ามกลางความมืด มือขวาของใจควานหาที่มาของเสียง
    สายตามองตัวเลขของสายที่เรียกเข้ามา และมองดูนาฬิกาบนหน้าจอของโทรศัพท์
    มันไม่บอกชื่อ และเวลาที่เขาโทรฯ มาหาก็คือตีสามกับอีกเจ็ดนาที.....

    แม้จะแอบบ่นไม่พอใจนิดนิด แต่ก็ต้องรีบรับ เพราะเสียงเริ่มดังจนกลัวว่าม่วยมันจะตื่นขึ้นมาได้
    เสียงที่แทรกขึ้นมาทันทีที่ใจกดรับและเอาโทรศัพท์มือถือแนบกับหูก็คือ
    "ใจ......... พี่เอง" ใจรู้ในทันที พี่เรานี่หว่า โทรฯ มาหาซะดึก
    แต่เมื่อสติสัมปชัญญะกลับมา ก็นึกได้ว่า พี่เรามันอยู่สเปน และเวลาก็ไม่เหมือนกับเรา
    พี่สาวคงลืมนึก หรือนึกแล้วมั้ง เลยโทรฯ มาหาพี่เขย พ่อแม่ และใจในเวลาตีสาม ...

    ข่าวคราวหลายวันก่อนที่พี่เขยบอกก็คือ หลังจากผึ้งไปถึงไม่กี่วัน
    ก็ทะลึ่งไปกินแฮมเผาอะไรสักอย่าง แล้วก็เกิดอาการอาหารเป็นพิษ
    ท้องเสีย แถมยังอ้วกอีกตั้งหลายหน แต่ด้วยความเป็น just only one from Asia
    ผึ้งเลยได้รับดูแลจากมหาวิทยาลัยที่โน่นเป็นอย่างดี
    ยิ่งคอร์สที่ผึ้งเรียนมันก็แพงหูฉี่ห้าเดือนปาเข้าไปกว่า 26,000 ยูโร
    เขาเลยพาผึ้งไปหาหมอที่โรงพยาบาลในแมดดริดเป็นอย่างดี

    วันนี้ผึ้งบอกว่าไปเรียนอีกหนึ่งวัน และก็จะกลับบาร์เซโลน่า
    ที่พักที่ใหม่ของผึ้งอยู่ที่บาร์เซโลน่า และจะกลับมาที่แมดดริดอีกหนในช่วงสิ้นเดือน
    บ่นอุบอุบว่าหนาวมาก แทบจะทนไม่ไหว และปิดท้ายการสนทนาด้วยการบอกว่า
    เดี๋ยวไปถึงบาร์เซฯ จะรีบหาเน็ตออนไลน์อย่างจริงจังเสียที
    เพราะที่โรงแรมตอนนี้ให้บริการ Wi-Fi แต่แพงจนรับไม่ได้ เลยอดออนไลน์มาหลายวัน
    ที่สำคัญจะได้คุยกันว่า...ใจควรจะไปวันไหน และไปลงที่เมืองใด
    หากกำหนดวันได้ ก็จะได้ขอวีซ่าเสียที...เห็นพี่ว่างั้น
    เฮ้ออออออ อยากไปก็อยากไปนะ สเปนเนี่ย แต่จ้นนน จนนนนน แฮะช่วงนี้
    ไม่ใช่หมูอ่ะ แต่ว่ากินแกลบไปทั้งเดือน
    เดินทีนะ มีเสียงกับกร้อบ กร้อบ กร้อบ...ตามมาซะยังงั้น

    ตื่นเช้ามาเลยเล่าเรื่องนี้ให้ม่วยฟัง
    และวานให้ม่วยช่วยหาตั๋วไปกลับสเปนแบบราคาไม่แพงมากนัก
    ในช่วงหลังสงกรานต์....หากว่ามีก็จะทำการจอง
    และก็เริ่มไปขอวีซ่าเสียที...พี่เขยบอกว่า ไปเมืองนอกเหอะ ดีกว่าอยู่ที่ห้องเฉยๆ
    ออกไปหาอะไรทำบ้าง เห็นแสงสีมั่ง จะได้ไม่เหงา

    ไม่อยากให้อยู่คนเดียวในช่วงที่ม่วยกลับบ้านเดือนมีนาคม
    อย่างน้อยไปสเปนก็ช่วยลดระยะของการอยู่คนเดียวไปได้อีกหลายวันทีเดียว
    กลับมาทำงานอีกไม่กี่เดือน ก็จะได้ไปไกลๆ อีกหกเดือน
    กลับมาจากจีนอีกที ก็ค่อยว่ากันว่าจะเอายังไงกับชีวิตต่อไป
    ก็จริงของเค้าอ่ะเนอะ ช่วงนี้ก็รู้สึกเบื่อๆ อะไรหลายๆ อย่าง
    ไปหาอะไรทำยาวนานหลายวันซะบ้าง ไปเจอคนที่ไม่รู้จักที่นอกบ้านซะมั่งก็คงจะดี

     

    2/9/2007

    ทำใจของใหม่มันมาแว้วว

     
     
    บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เปิดศักราชรับปีหมูด้วยการแนะนำกล้อง
    โซนี่ ไซเบอร์ช็อต รุ่นล่าสุด DSC-N2
    อีกระดับของความคมชัดที่เพิ่มความละเอียดมากถึง 10.1 ล้านพิกเซล
     ให้คุณพิมพ์ภาพขนาด A3 ได้โดยที่ภาพยังคงคมชัดในทุกรายละเอียด
    พร้อมค่าความไวแสง (ISO) ที่สูงถึง 1600
    เพื่อให้ภาพที่แม้จะถ่ายในสภาพแสงน้อย ยังคงสว่างสดใสได้แม้ไม่เปิดแฟลช
    รูปลักษณ์ภายนอกยังคงไว้ซึ่งความเรียบหรูอย่างมีดีไซน์
    ครบถ้วนด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่น N
    ด้วยระบบหน้าจอสัมผัส และจอ Clear Photo LCD ขนาด 3.0 นิ้ว
    ให้คุณเลือกดูภาพและเลือกใช้งานแต่ละฟังก์ชั่นได้อย่างสบายตา
     พร้อมด้วยลูกเล่นหลากหลายที่จะช่วย
    เพิ่มสีสันความสนุกสนานให้กับวันพักผ่อนของคุณยิ่งกว่าเดิม

    เตรียมตัวเป็นเจ้าของกล้องไซเบอร์ช็อต DSC-N2
    ได้แล้ววันนี้ พร้อมรับแพคเก็จสุดคุ้ม แถมฟรีเมมโมรี่สติ๊กขนาดความจุ 1 GB
     พร้อมกระเป๋ากล้องสุดเท่ห์ ในราคาเพียง 15,990 บาท
    สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลโซนี่ 02-715-6100
    หรือ www.sony.co.th

    อ่านข่าวประชาสัมพันธ์ที่ได้รับจากโซนี่เสร็จ
    ก็ก้มมองหากล้องสีขาวฟูจิของตัวเองที่ซื้อมาจนถึงวันนี้ครบหนึ่งปีในเดือนหน้าที่จะถึงนี้
    .....มันถูกกว่ากล้องตัวนี้ไม่กี่บาท แต่ว่าความละเอียดมันแค่ 5 ล้านพิกเซล
     แถมจอก็ไม่สัมผัส ไม่มีการ์ดหน่วยความจำแถมมาเป็น 1 กิ๊กอีกตะหาก....
    นี่ล่ะน้า เค้าว่า ซื้อของทันสมัย
     gadget ใหม่เท่าไรซื้อมาไว้ในมือ
    อีกไม่กี่วันมันก็ตกรุ่น โฮะโฮะ....ทำใจ ทำใจ

    (T.T) ไม่สบาย


    สงสัยมาตลอดหลายวันมานี้
    ว่าทำไมตัวเองถึงได้มึนมึน และเอาแต่นอนทั้งวัน
    ความจริงเพิ่งจะมาปรากฎวันนี้ว่าที่แท้...ตูก็จะไม่สบายนี่เอง...
    พอลุกจากที่นอนได้ในตอนเช้า ก็พยายามลากสังขาร
    ที่ตัวเองคิดว่าปกติ...ไปล้างหน้า แปรงฟันและเปลี่ยนเสื้อผ้า
    ใช้เวลาไปกับการเปิดเพลง นั่งอ่านเมล์ และเริ่มทำงาน...
    แต่ทว่าก็ทำไปได้ไม่กี่น้ำ อาการปวดหัวก็มาเยือน

    สุดท้ายก็เลยต้องเตือนตัวเองว่าควรจะหยุดและพัก...
    หันหน้าเข้าหาที่นอน และก็นอนมันอีกรอบจนถึงเที่ยง
    ตื่นขึ้นมาเห็นนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงกว่าๆ
    พาตัวเองลงไปหาข้าวกิน และกินยาเข้าไปดับอาการไข้ขึ้น
    อิ่ม...หนังท้องตึง บวกกับฤทธิ์ยาที่ทำให้ง่วง
    ผลพวงก็คือ นอนไปอีกหน ตื่นมาอีกทีก็สี่โมงกว่า

    นอนฟังเพลง กลิ้งไปกลิ้งมา กินยารอบที่สอง และก็นอนต่อ
    ลืมตาโพรงมาอีกหน ฟ้าก็มืด เสียงรถราข้างล่างดังขึ้นมากระทบโสตประสาท
    เป็นเครื่องหมายบอกว่าหลายคนกำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน หรือออกจากบ้าน

    จับหน้าผากตัวเอง รู้สึกว่าไข้ลดลงแล้ว
    แต่อาการปวดหัวยังไม่หาย และกำลังเริ่มตาลาย มึนมึนอย่างบอกไม่ถูก
    เมื่อกลางวันบอกม่วยว่าไม่สบาย ม่วยก็ตอบกลับมาว่า
    แกก็น่าจะไม่สบายอยู่หรอก เพราะนอนดึกแล้วก็ยังจะตื่นเช้า

    หลังๆ นี้ก็ใช้ชีวิตแบบนี้จริง ๆ แฮะ
    อยู่หน้าคอมฯ ออกจากบ้านก็เฉพาะมีงานหรือมีนัด
    กลับก็ดึก และก็ตื่นเช้า ไม่ได้ออกกำลังกาย
    ช่วงเวลาขยันออกไปวิ่งที่สวนลุมเริ่มหดหาย
    และก็เป็นผลทำให้ไม่สบายจากการพักผ่อนไม่เพียงพออย่างที่เห็น...

    เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นระหว่างการนอน
    ผงกหัวขึ้นมาดู ก็ได้พบว่าเป็นเบอร์ของเพื่อนคนหนึ่ง
    เห็นว่าพยายามโทรมาหาเพื่อจะพูดคุยด้วยหลายวันทีเดียว
    ใจเลยตัดสินใจรับ และพูดตอบไปด้วยเสียงงัวเงีย
    ฝั่งโน้นตอบกลับมาด้วยเสียงแปลกใจ ...แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
    เมื่อเห็นว่ากำลังนอน และไม่สบาย เลยปล่อยให้ใจได้นอนต่อ
    เสียงข้อความดังขึ้นหลังจากวางสาย
    มีใจความบอกว่าให้นอนเยอะๆ ไม่สบายขอให้หายไวๆ และเป็นห่วง....

    เสียงดังของโทรศัพท์อีกหลายสายดังขึ้นมา
    แต่ว่าเวลานี้ไม่มีแรงจะรับหรือพูดกับใครแล้ว
    ปล่อยให้มันดังอยู่เช่นนั้น .... หากหายปวดหัวเมื่อไร ค่อยโทรกลับละกัน.....
    คนมันไม่สบาย..คงไม่มีใครใจร้ายว่าได้ลงคออ่ะเนอะ ..เหอะเหอะ

    ปล. ช่วงไม่สบายนี่ละ เหงาเป็นสุด
    นั่งมองไปนอกหน้าต่างทำท่าจะจับแมลง...
    ทำไมในหัวใจมันถึงได้เหงาแท้น้อออออออออออ 
    เพราะไม่สบายใช่ไหมเนี่ย???

     

    An interview on CNBC with Warren Buffet

     
     
    "เก่ง" เพื่อนร่วมคอร์สภาษาอังกฤษสั้น ๆที่ ศศินทร์ เป็นอีกคนหนึ่งที่ขยันส่งอีเมล์ดีๆ มาให้ใจเสมอ
    พอๆ กับพี่ร่วมชั้นอีกหลายๆ คนที่ก็มักมีอีเมล์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลเพิ่มรอยหยักของสมองส่งมาให้ด้วยเช่นกัน
    เช้าวันนี้หลังจากตื่นนอน เปิดคอมฯ เปิดเพลงฟัง ใจก็เปิด gmail ตามระเบียบ
    ข้อความ "1 - 50 of 3272" ระบุจำนวนอีเมล์ที่อยู่ถัง inbox ของใจได้ดี
    ขณะที่ " (1684)" ก็บอกจำนวนข้อความที่ยังไม่ได้อ่านด้วยเช่นกัน
    แต่ละวันๆ ข่าวสารประชาสัมพันธ์ที่ส่งมาจากพีอาร์มันล้นเสียจน...อ่านแทบไม่ทัน
    ส่วนข้อความอ่านเล่น เมล์ forward จากเพื่อนฝูง
    ก็มักจะจำเป็นต้องใช้เวลามากๆ ในบางวันในการเปิดอ่านอย่างตั้งใจ


    เพียงแต่วันนี้....เมล์ของเก่งที่อยู่เป็นเมล์ที่สามจากบนสุด
    ได้รับเกียรติจากการเปิดเป็นเมล์แรก และเมล์เดียวในเช้าวันนี้
    เพียงเพราะมันมีหัวข้อว่า "An interview on CNBC with Warren  Buffet"
    ใจยังไม่ได้ค้นว่ามีการ copy ข้อความมาจากแหล่งไหน
    แต่ก็ต้องขออนุญาตทั้งเก่งที่ส่งข้อความมา และเจ้าของบทความที่เขียนเอาไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม
    เพื่อที่จะเอามาแปะไว้ที่หน้า blog ของใจบ้าง

    ต่อไปนี้เป็นบทสัมภาษณ์ของ Warren  Buffet ที่มีต่อสถานีโทรทัศน์ CNBC
    แม้จะเป็นการสัมภาษณ์เพียงหนึ่งชั่วโมง ของเศรษฐีที่รวยเป็นอันดับสองของโลกรองจาก Bill Gates
    ที่ยินดีบริจาคเงินให้การกุศลเป็นเงินกว่า 31,000 ล้านเหรียญสหรัฐ..แต่ก็ให้ข้อคิดที่น่าสนใจหลายประการ

    เขาคนนี้เริ่มชีวิตการเล่นหุ้นครั้งแรกเพียงแค่อายุ 11 ปี
    ตัดสินใจซื้อฟาร์มเล็กๆ เป็นของตัวเองด้วยวัย 14 ปี
    ากเงินน้ำพักน้ำแรงในการส่งหนังสือพิมพ์ตามบ้าน

    ทุกวันนี้เขายังอาศัยในบ้านขนาด 3 ห้องนอนที่ตั้งอยู่ใจกลาง Omaha
    ซึ่งเขาตัดสินใจซื้อมาเป็นของตัวเอง หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีที่แล้ว
    เขาบอกว่ามันมีทุกอย่างที่เขาต้องการแล้ว
    และที่สำคัญคือบ้านของเขาไม่มีทั้งกำแพงหรือรั้ว....
    ทุกวันนี้เขายังขับรถด้วยตนเอง ไม่มีแม้กระทั่งคนขับรถส่วนตัว
    พนักงานรปภ. หรือการ์ดคอยคุ้มกัน
    เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบิน jet ส่วนตัว แม้เขาจะเป็นเจ้าของบริษัท
    ขายเครื่องบิน jet ที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็เหอะ

    เขาเป็นเจ้าของบริษัท Berkshire Hathaway
    ซึ่งมีบริษัทในอาณัติอีกกว่า 63  บริษัท
    แต่ทุกวันนี้เขาเขียนจดหมายเพียงฉบับเดียวร่อนหา CEO
    โดยในเนื้อหาจะระบุว่าเป้าหมายในแต่ละปีคืออะไร
    เขาไม่เคยจัดประชุมเรียกนัด CEO ให้เป็นงานพื้นฐานอย่างที่หลายคนเป็น

    เขาตั้งกฎให้กับ CEO ของเขาเอาไว้เพียง 2 ข้อ
    ข้อ 1 อย่าได้ทำเงินของผู้ถือหุ้นหล่นหาย
    ข้อ 2 อย่าได้ลืมกฎข้อที่ 1


    เขาไม่ชอบงานสังคมหรูหรา สิ่งที่เขาทำเมื่อว่างคืออยู่กับบ้าน
    หาป๊อบคอร์นทานและนั่งดูรายการทีวี

    Bill Gates เพิ่งเจอเขาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว และมีกำหนดที่จะเจอกันเพียงแค่ครึ่งชั่วโมง
    แถมยังเชื่อว่าไม่มีเหตุจะต้องเจอเขา....แต่เมื่อได้เจอกัน
    เวลาที่กำหนดไว้ครึ่งชั่วโมงก็กลายเป็น 10 ชั่วโมงเสียอย่างนั้น

    Warren  Buffet  ไม่พกแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ และมีคอมพิวเตอร์อยู่บนโต๊ะทำงาน

    ข้อสุดท้ายของการสัมภาษณ์เขาแนะนำเด็กๆ รุ่นใหม่ว่า
    "อยู่ห่างจากเครดิตการ์ดเข้าไว้ และใช้ชีวิตให้คุ้ม"

    ใช้เวลาแปลให้นิดหน่อย แต่เชื่อบางคนก็คงไม่อยากจะอ่านปะกิตเอง
    วันนี้ใจดี...แปลให้....แต่อ่านภาษาอังกฤษก็กินใจ เอามาฝากด้วยเช่นกัน

    An interview on CNBC with Warren  Buffet

    There was a one hour interview on  CNBC with Warren Buffet,
    the second richest man who has donated $31 billion to  charity.

    Here are some very interesting aspects of his  life:


    1) He bought his first share at age 11
    and he now regrets  that he started too late!

    2) He bought a small farm at age 14
    with  savings from delivering newspapers.

    3) He still lives in the same small  3 bedroom house in
      mid-town Omaha , that he bought after he got  married
      50 years ago. He says that he has everything he  needs
      in that house. His house does not have a wall or a  fence.

    4) He drives his own car everywhere
    and does not have a driver  or security people around him.

    5) He never travels by private jet,
     although he owns the world's largest private jet company.

    6) His  company, Berkshire Hathaway, owns 63 companies.
      He  writes only one letter each year to the CEOs of
      these  companies, giving them goals for the year.

     He never holds  meetings or calls them on a regular basis.

    7) He has given his CEO's  only two rules.
       Rule #1: do not lose  any of your shareholder' s money.
       Rule  #2: Do not forget rule number 1.

    8) He does not socialize with  the high society crowd.
       His past time after he gets  home is to make himself
       some pop corn and watch  television.

    9) Bill Gates, the world's richest man met him for  the
      first time only 5 years ago. Bill Gates did not  think
      he had anything in common with Warren  Buffet.
      So he had scheduled his meeting only for half  hour.
      But when Gates met him, the meeting lasted for  ten
      hours and Bill Gates became a devotee of Warren  Buffet.

    10) Warren Buffet does not carry a cell  phone,
    nor hasa computer on his desk.

    11) His advice to young  people:

    Stay  away from credit cards and invest in  yourself.

     
     
     

    2/7/2007

    แอปเปิ้ลปลายยอด



    สืบเนื่องมาจากอาการง่วง บวก อาการอินเลิฟของไอไฝ
    ไม่เพียงแต่คุยกับสามคนในห้องแบบมึนๆ
    เลยมีการส่งเพลงรัก เพลงหวาน และเรื่องราวทำใจมาให้กันและกัน
    ไอไฝมันคุยกับทั้งม่วย และใจอยู่ดีๆ มันก็บอกว่า
    คุยกับแกเลยนึกถึงเรื่องนี้ได้....มันบอกว่า
    พวกแกอ่ะ เหมือนกับแอปเปิ้ลบนปลายยอด
    แล้วก็ถามว่าเคยอ่านป่าว...พอบอกไม่เคยอ่าน
    มันหายไปสักแวบ แล้วก็กลับมาพร้อมกับไฟล์ไฟล์หนึ่ง
    เนื้อหาด้านในบอกเรื่องราวเกี่ยวกับสาวขึ้นคาน..
    แต่ดันเขียนให้ดูดีว่าเป็นพวกแอปเปิ้ลที่ปลายยอด...
    หึหึ...มันดูดีนะไฝเอ้ยย แต่ยังไงก็ยังเป็นพวกที่สอยไม่ลงสักทีอ่ะนะ 555


    แอปเปิ้ลปลายยอด
    > >>>

    > >>> เดิมทีสำนวนสำหรับผู้หญิง(สูงวัย)และโสด
    > >>> เคยใช้กันติดปากว่า...."ขึ้นคาน"...หลังจากอ่านเรื่องนี้
    > >>> จบคงต้องเปลี่ยนเป็น........"แอปเปิ้ลปลายยอด"....
    > >>> ดูดีทีเดียวเนอะ...คนไม่พยายามก็มักจะเอื้อมไม่ถึงกัน
    > >>> คุณผู้ชายทั้งหลายโปรดเปลี่ยนแนวคิดใหม่นะคะ...
    > >>>
    > >>> ใครหนอช่างคิดเสียจริง..คงโดนเรียกว่าขึ้นคานจนทนไม่ได้...
    > >>>
    > >>> ผู้หญิงก็เหมือนลูกแอปเปิ้ล
    > >>>
    > >>> Woman are like apples on trees. The best ones are at the top of the
    > >>> tree.
    > >>> ผู้หญิงก็เหมือนแอปเปิ้ลบนต้นไม้นั่นแหละ  ลูกที่ดีที่สุดจะอยู่สูงที่สุด
    > >>>
    > >>> The men don't want to reach for the good ones because they are afraid
    >of
    > >>> falling and getting hurt.
    > >>> พวกผู้ชายที่ไม่อยากหยิบลูกดีๆ ก็เพราะกลัวจะตกและเจ็บตัว
    > >>>
    > >>> Instead, they just get the rotten apples from the ground that aren't as
    > >>> good, but easy.
    > >>> ก็เลยหันมาเก็บลูกเน่าๆ ที่หล่นอยู่บนพื้นแทน ไม่ดีแต่ง่าย
    > >>>
    > >>> So the apples at the top think so! mething is wrong with them, when in
    > >>> reality, THEY'RE amazing.
    > >>> แอปเปิ้ลสูงส่งด้านบนก็เลยคิดว่าชั้นมีอะไรไม่ดีเหรอ
    > >>> ในขณะที่ความเป็นจริงแล้ว พวกหล่อนออกจะดี เลิศ
    > >>>
    > >>> They just have to wait for the right man to come along, the one who's
    > >>> brave
    > >>> enough to climb all the way to the top of the tree.
    > >>> ก็แค่ต้องรอคอย ผู้ชายที่ใช่เท่านั้นแหละ
    > >>> ใครคนนั้นที่กล้าพอจะปีนสู่ยอดไม้มาเก็บเราไป
    > >>>
    > >>> YOU'RE A GOOD APPLE. SHARE THIS WITH OTHER WOMEN WHO ARE GOOD APPLES,
    > >>> EVEN
    > >>> THOSE WHO HAVE ALREADY BEEN PICKED.
    > >>> สาวโสดทั้งหลาย เธอน่ะเป็นแอปเปิ้ลที่ดีต่างหาก (ไม่ใช่ไม่มีใครเอา)
    > >>>

     

    O2 + IBM

    เมื่อวานได้ O2 กลับมาจากร้านไดโนเสาร์
    ปรากฎว่า มันเดี้ยงเกินที่จะรับได้
    ลำโพงยังไม่เลิกเสียงแตก ขณะที่ไฟสถานะมันก็ค้างเขียวเอาไว้ตลอดเวลา
    อาการเซ็งมันผุดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
    อารมณ์แบบว่า ...รับไม่ได้ เพราะของรักมันผิดปกติทวีความรุนแรงเกินคาด
    หลังจากเอ่ยปากถามช่างซ่อมว่าจะรับซื้อต่อไหม
    ก็ได้รับคำตอบว่า ผมแสดงความรับผิดชอบด้วยการซื้อต่อ 6 พันบาท
    .... ซื้อมา 23,000 ไม่รวมการ์ด 1 GB อีกกว่า 4,000 บาท....
    ผ่านไปสองปี ต้องขายมันไปในราคา 6,000 บาท
    ฮานี่บ่าเฮ่ย.......

    นั่งคิดข้ามคืน..สรุปวันนี้เย็นๆ ว่าจะเอามันไปขายละ
    ขายแล้วก็เอาเงินเนี่ยไปถอยเครื่องใหม่กลับมา
    แต่เป็นเพราะว่าสิ้นปีจะไม่อยู่ที่นี่
    pocket pc จึงไม่สำคัญกับชีวิตในช่วงเวลานี้นัก
    อาจจะต้องอดทนใช้เทปคาสเซ็ทในการอัดเสียงสัมภาษณ์ในงานไปก่อน
    ใช้โทรศัพท์ธรรมดาแบบไม่มีสไตลัสไปก่อนสักพักก็เป็นทางออกที่ดี
    กลับมาอีกที หากมีเงินก็ค่อยว่ากันใหม่.....
    หากว่าขายได้เงิน ก็จะถอยโนเกียสีส้มที่อยากจะได้มาหลายเดือนมาใช้แทน
    และก็คงต้องพกมันติดตัวไปจีนด้วยล่ะมั้ง...
    คิดแล้วก็เอาเครื่องนี้แหละฟะ อย่าคิดมาก...เอาไว้กลับมาค่อยว่ากันใหม่
    ลาก่อน O2 จ๋า..
    ลาก่อนไอบีเอ็มจ๋า...ไอนี่ก็เดี้ยงเหมือนกัน
    ขายมันทิ้งหมดเลยเฟ้ยยยย
    ได้ของใหม่ทั้งนั้น ทั้งโน้ตบุ๊ก ทั้งมือถือ โฮะโฮะ
    ของมันมีอายุ ถึงเวลาก็ต้องเปลี่ยน ...เนอะ

    อ้ะ...พี่เจี๊ยบทักเอาไว้ว่า
    เมื่อวานน้ำค้างจับของรางวัลในออฟฟิศได้เครื่องเล่น MP3 นี่นา
    เอามาใช้เป็นที่อัดเสียงแทนไปก่อนสักพักจิ
    จริงๆ ด้วยแฮะ เอานั่นมาใช้ก่อน
    แล้วก็ใช้โทรศัพท์ปกติ ธรรมดา อย่างใครคนอื่นเค้า
    เลิกจิ้มๆ อดทนไม่มี calendar ให้ใช้ ไม่มีเน็ตให้ออนผ่านมือถือไปอีกครึ่งปี
    ไม่จิ...อีกปีหนึ่งเต็ม ๆ ละกันนะ เง้ออออออออออ เศร้าเศร้า

    แลกเหรียญ


    วันนี้มีโอกาสได้ไปฉลองเซเว่นฯ หน้าปากซอย
    ได้ข้าวเอสกิโมเป็นพะแนงหมู และน้ำพริกนรก
    หมูก้อน...เหอะๆ หมูหยองอัดก้อนอ่ะ
    อะมิโนเลมอนสองขวด หมดเงินไปหลายบาท
    เดินไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ พนักงานเห็นใจหยิบเหรียญออกมาจ่าย
    ก็ถามว่ามีอีกเยอะไหม
    ก็เลยบอกว่า "มีอีกเยอะมาก"
    พนักงานเลยไหว้วานบอกว่าให้เอามาให้แลกหน่อยได้ไหม
    เร็วๆ หน่อยได้ไหมคะ เพราะว่าร้านไม่มีเหรียญเลย

    จากที่คิดเอาไว้ว่าซื้อข้าว ซื้อกาแฟเย็นจากร้านอาบังเสร็จแล้ว
    ก็จะขึ้นมานั่งกิน และก็ตั้งใจทำงาน
    กลายเป็นว่า ต้องหอบสังขารตัวเองลงไปเซเว่นฯ อีกหนึ่งรอบ
    เอาเหรียญในถังและในกาปุกแมวมิเนฯสีแดงออกมาเทใส่ถุงผ้า
    แล้วก็เดินมุ่งหน้าไปที่เคาน์เตอร์ของเซเว่นฯ
     
    พนักงานหลายคนมะรุมมะตุ้มช่วยกันนับเงินเหรียญของใจ
    ส่วนใจก็แอบไปยืนอ่านหนูหิ่นที่มุมร้าน
    และฆ่าเวลาด้วยการออกมาสั่งกล้วยปิ้งหน้าร้าน
    ผ่านไปหลายนาที พนักงานก็เรียกให้ไปเอาถุงผ้าคืน
    จำนวนเงินเหรียญที่แลกได้วันนี้อยู่ที่ "500 บาท"
    โอว้..จอร์จ...นับว่าเป็นจำนวนเงินเหรียญที่แลกได้มากที่สุดเท่าที่เคยเก็บมา

    ก่อนหน้านี้ เคยไหว้วานให้ไอม่วยมันเอาไปแลกเซเว่นฯ ข้างออฟฟิศของมันอ่ะเนอะ
    บางทีม่วยก็หอบหนัก แล้วเอาเงินกลับมาให้หลายร้อย
    ตั้งแต่เซเว่นฯ ข้างบ้านของมันโดนทุบ และก็กลับมาใช้งานการใหม่
    ก็ยังไม่เคยได้ฝากเงินเหรียญม่วยไปแลกอีกเลยแฮะ
     
    บางทีก็เก็บเอาไปฝากแม่ที่บ้านนอก
    แม่จะชอบใจมาก เพราะจำนวนเงินก็เป็นพันเลยทีเดียว
    แถวบ้านนอกใช้เงินเหรียญได้คล่องกว่าแบงค์เยอะเลยล่ะ
    หนนี้แม่เลยอดได้เหรียญ เพราะใจรู้ทำเลของการแลกเหรียญเป็นแบงค์แระ แหะแหะ
    นี่ยังไม่รวมกับเหรียญสิบที่แยกออกมาเอาไว้หยอดเครื่องซักผ้าซะเนี่ย
    นั่นอ่ะหลายร้อยเลย...โฮะโฮะ...รวยๆ....

    อ้ะ วันนี้จ่ายเงินค่าของในเซเว่นฯ เสร็จ
    พนักงานเลิกให้สแตมป์ไปแระ
    แต่ให้เป็นอังเปาเซียมซีรัก สุดคุ้มสีแดงแจ๊ดแทน
    พนักงานหญิงของร้านบอกว่าแกะเลยพี่ แกะเลย...ลุ้นแทนซะงั้น
    แกะออกมา เจอเป็น set 1 เป็นตารางเล็กๆ มีรูปซาลาเปา
    ลิปตันไอซ์ที บิ๊กไบท์ มาร์ชเมลโลคิสโต้มายด์ กัฟ และโอวัลตินคูล
    ใจแลกซื้อได้ในราคาชิ้นละ 10 บาท
    แผ่นด้านข้างของอังเป่าเป็นเซียมซี ทำนายดวง
    ใจได้อังเป่ามาสองใบ...เป็น set 1 ทั้งคู่
    ให้ตูเอา มันคงเป็น set แบบสามัญ ไม่ใช่รางวัลใหญ่
    ส่วนเซียมซีมันคนละใบ...เลยไม่รู้จะเลือกอ่านดวงไหนดี
    นี่หากได้อั่งเปามาสิบใบ นั่งอ่านจนตาเหลือกแน่งานนี้
     
    แต่ใจชอบเซียมซีใบที่ 92 แฮะ
    อ.ศวัช (หมอแม็ค) หมอดวงหนนี้บอกเอาไว้ว่า
     
    "ชีวิตมันก็เป็นซะแบบนี้ เด๋วสุขเด๋วทุกข์ อะนันตา
    เธอเองก็ใช่ว่าจะไม่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาซะเมื่อไหร่
    บางครั้งคนเรามันก็ต้องการบทเรียน ต่อให้คาบเงินช้อนทอง
    นามสกุลใหญ่โตมโหระทึกก็ตามที
    กับเรื่องรักๆ ใครๆ ก็นำมาเปรียบเทียบได้
    เอาเป็นว่าเธอลองนำประโยคทั้ง 6 ด้านล่างนี้มาเรียงสลับกันดูซิ
    แล้วให้เธอเลือกประโยคที่เธอชอบมากที่สุด
    (ประโยค : ความสุข ความทุกข์ สมหวัง ผิดหวัง
    อดีต อนาคต)"
     
    โอว้...งานหนักเลยเนี่ย.....
    มานั่งเรียงลำบากชีวิตอีก จนถึงตอนนี้ก็ยังเลือกไม่ถูก
    จะให้คำไหนมาก่อน มาหลังที เพราะยังไงก็ต้องเจอครบอยู่ดี....
    โอว้ .... อีกรอบ...กินใจดีแท้น้อออ อั่งเป่าใบนี้
    2/5/2007

    แบงค์เก่าเก่า

     

    เพราะรื้อข้าวของออกมากอง
    เอาโน่นวางนี่ เอานี่วางโน่น
    นั่งฉีกกระดาษ และโยนข้าวของที่ไม่จำเป็นทิ้ง
    ใจเลยมีโอกาสได้จ้ะเอ๋กับข้าวของและเอกสารบางอย่างที่มันหล่นหายไปเสียนาน
    หนึ่งในนั้นคือ เงินเก่า เงินแก่ที่แม่เก็บเอาไว้มาตั้งนาน
    ใจจำได้ว่า เมื่อหลายปีที่แล้วใจกลับบ้านแล้วไปเจอในหีบสมบัติบนหัวเตียงในห้องนอนแม่
    เลยเก็บติดมือมาด้วย เผื่อว่าจะมาสแกนเก็บเป็นภาพไว้กันหาย
    แต่จนถึงนี้ตอนนี้ก็ยังไม่ได้สแกนมันเลยสักใบ
    ยังคงเก็บแทรกเอาไว้ในสมุดบัญชีธนาคารออมสินของพี่สาว

    ใจเพิ่งมานั่งพินิจพิเคราะห์แบงค์เก่าเหล่านี้เป็นกิจลักษณะ
    และก็พบว่า...มันน่าสนใจไม่น้อย นี่ถ้าเอาไปขายคงได้หลังตังค์เนอะ
    เริ่มตั้งแต่ธนบัตรห้าสิบสตางค์ สมัยร. 8 เก่ากึ๊ก
    เข้าไปอ่านในบันทึกของแบงค์ชาติ
    ก็พบข้อความดังต่อไปนี้ง่ะ....

    ธนบัตรแบบ ๕ ชนิดราคา ๕๐ สตางค์


    ภาพด้านหน้า พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว
    อานันทมหิดล

    ภาพด้านหลัง ภาพพระบรมมหาราชวังด้านวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

    ลายน้ำ รูปรัฐธรรมนูญประดิษฐ์เหนือพานแว่นฟ้าภายในวงกลมขาว

    ขนาด กว้าง ๖.๓ เซนติเมตร ยาว ๑๑.๗ เซนติเมตร

    สีกระดาษ พิมพ์ด้วยสีเขียว เฉพาะด้านหน้าทับบนพื้นลายเฟื่องและลายเส้นสีชมพู เลขประจำหมวดและอักษรหมวดสีแดง ลายเซ็นนามรัฐมนตรีสีดำ

    ลักษณะ ทางเบื้องขวามีพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ ๘ ทางเบื้องซ้ายมีอักษรไทยว่า "รัฐบาลไทย" "ธนบัตรเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย" และ "ห้าสิบสตางค์" พิมพ์ทับลายเฟื่อง พระครุฑพ่าห์อยู่มุมบนเบื้องซ้าย รัฐธรรมนูญประดิษฐ์เหนือพานแว่นฟ้าอยู่มุมล่างเบื้องขวา ด้านหลังธนบัตรตัวอักษรไทยบอกโทษฐานปลอมแปลงธนบัตรอยู่ภายในกรอบ มุมบนเบื้องซ้ายและขวามีเลขไทยและเลขอารบิคบอกราคา

    วันออกใช้ ตามแจ้งความกระทรวงการคลัง ลงวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๕

    ...อ้างอิงจาก http://www.bot.or.th/BOTHomepage/BankAtWork/Banknotes/printing/notes/Model05_50s.htm .....

    ใจยังมีแบงค์หนึ่งบาทของสมัยร. 8 และ ร. 9 อีกอย่างสองสามใบ แบงค์สิบบาทรุ่นใหญ่เบ้อเร่ออีกหนึ่งใบ
    โดยส่วนตัวแล้วชอบแบงค์หนึ่งบาทสีน้ำเงินเข้มๆ ใบนึงมากกว่า
    ด้านบนหัวของกระดาษใบเก่าสีมอๆ นั่นมีคำว่ารัฐบาลสยามอยู่
    บรรทัดรองลงมามีคำที่ปรากฎเอาไว้ว่า "ธนบัตร์เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย"


    ขณะที่แบงค์รุ่นใหม่จะใช้ชื่อคนประทับลายเซ็นต์ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
    หลังๆ มีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ข้างๆ ด้วย
    แต่แบงค์รุ่นนี้ใช้คำว่า เสนาบดีกระทรวงพระคลัง
    ด้านข้างมีเลขรันนัมเบอร์ และระบุว่าเป็นวัที่ 5 มีนาคม 2476
    มุมล่างสุดของกระดาษบอกว่าธนบัตรใบนี้พิมพ์ที่
    THOMAS DE LA RUE & COMPANY , LIMITED, LONDON.
    อีกด้านนึงเป็นภาพของพิธีแรกนาขวัญ
    แต่ใช่ว่าใบอื่น ๆ จะไม่สวยนะ สวยคลาสสิกดีแฮะ...ชอบชอบ...

     

     

    2/4/2007

    ไม่หนักแน่นพอ

     
    from : nue earn <nue_earn@hotmail.com>
    to : namkhang@gmail.com

    date Jan 30, 2007 1:37 PM
    subject FW: ไม่หนักแน่นพอ
    mailed-by hotmail.com

    >"ไม่หนักแน่นพอ"
    >
    >เราใส่นาฬิกามือซ้าย ที่ใส่มือซ้ายเพราะถนัดขวา ยกมือซ้ายขึ้นมาดูเวลาได้ง่าย
    >แต่ถึงมีนาฬิกา เราก็ชอบไปสายอยู่ดี
    >
    >นาฬิกาก็แค่บอกเวลา ... ไม่ได้ทำให้เราไปเร็วขึ้น
    >
    >คิดดูแล้ว...หัวใจก็อยู่ทางซ้ายเหมือนกัน
    >
    >บางทีเราก็คิดนะ..ว่าอวัยวะในร่างกายที่มี2ชิ้น จะอยู่ซ้าย-ขวาอย่าง แขน , ขา
    >, ลูกกะตาทำนองนั้น...
    >
    >แล้วที่มีชิ้นเดียว ... ก็แสดงความโดดของมัน อย่างจมูก , สะดือก็อยู่ตรงกลาง
    >... ประมาณนั้น
    >
    >แล้วทำไม...หัวใจถึงเอียงซ้ายล่ะ??
    >
    >บางทีเราก็คิดว่า ... ที่เป็นงั้น ก็เพราะใครบางคน ...
    >อยากเตือนให้เรารู้ว่า.........
    >
    >หัวใจเราไม่หนักแน่นพอจะอยู่ตรงกลาง
    >แล้วก็ไม่มีมากพอจะแบ่งเป็นสองด้วยเหมือนกัน......

    พริกไทย VS มันนี่ ...งานนี้พิสูจน์รักแท้


    เมื่อวันก่อนโทรฯ ไปหาแม่ที่บ้านนอก
    นอกจากแม่จะรายงานสภาพอากาศที่บ้านว่ายังหนาวไม่เลิก
    แถมบางวันก็ฝนตก ต้องใส่เสื้อกันหนาวตั้งแต่เช้ายันเย็นทั้งคน ทั้งหมา
    พูดถึงเรื่องหมา แม่ก็บอกว่า นึกออกพอดีว่าจะเล่าให้ฟัง

    แม่บอกว่าวันก่อน หลังจากที่กลับจากธุระข้างนอก
    มาถึงบ้านก็เล่นเอาค่ำมืดดึกดื่นปาไปสองทุ่มกว่าๆ
    เปิดประตูบ้านเสร็จเรียบร้อย แม่ก็อาบน้ำและก็เข้านอนด้วยความเพลีย
    แต่....มันนี่ ลูกของผึ้ง ไอหมาปั๊กดั้งหักดันไม่ยอมหลับยอมนอน
    มันเห่าตั้งแต่สองทุ่มครึ่งยันตีหนึ่ง เห่าแล้วก็หันหน้าไปทางหน้าบ้านตลอดเวลา

    ตอนแรกก็ว่ามันคงเห็นผี แม่เลยไม่กล้าไป พอบอกพ่อ พ่อก็สลบไสลไม่ยอมตื่น
    จนแม่ทนไม่ไหว ตีหนึ่งกว่าๆ เลยลุกมาเปิดประตูบ้าน และรั้วดู....
    แค่นั้นแหละ แม่ก็เห็นอะไรแวบๆ ที่หน้ารั้ว สีขาว แกว่งไปแกว่งมา...
    ปรากฎว่า...ที่เห็นนั่นอ่ะ คือไอพริกไทย หมาหลังอานที่อยู่มาก่อนไอมันนี่อีก

    สรุปก็คือ แม่เอาแต่มันนี่เข้าบ้าน ปล่อยให้พริกไทยยืนตากน้ำค้าง
    ตั้งแต่สองทุ่มกว่ายันตีหนึ่งเลยทีเดียว โชคดีที่มันใส่เสื้อด้วย ไม่งั้นซวยปวดบวมแน่ๆ
    มันนี่ก็หวังดี เห่าไม่ยอมหลับยอมนอน หวังจะให้แม่ไปเปิดประตูให้พริกไทย
    และมันก็ทำสำเร็จ แม้จะยาวนาน เหนื่อยเพราะเห่าหลายชั่วโมงก็เหอะ

    หลังจากที่พาทุกตัวเข้าบ้านได้สำเร็จ
    แม่ก็บอกว่า ไอมันนี่มันก็วิ่งไปหาที่นอนของมัน
    และก็หลับกรนไม่ยอมตื่นจนถึงช่วงสายของวันเลยทีเดียว สงสารมันแท้น้อ
    .....แต่เชื่อว่างานนี้พริกไทยรักมันนี่ตายเลยอ่ะ
    ยังกะพิสูจน์มิตรแท้...
    ในยามที่คนเราต้องเผชิญกับความยากลำบากมากที่สุดในชีวิต
    เราต้องการอะไร??...หากไม่ใช่การอยู่เคียงข้างกันเช่นนี้ 5555 ซึ้งซึ้ง

    ใจแอบนินทากะแม่ว่า หากเป็นใจนะ เอาหัวโขกโซฟาตายไปนานแล่ว
    แม่เล่นเอาแต่มันนี่เข้าบ้าน ปล่อยใจยืนหนาวอยู่ข้างนอกแบบนี้
    และก็กำชับว่าดูพริกไทยดีดี มันอาจจะน้อยใจจัดประท้วงแม่ได้ อิอิ

    อ้ะ...แม่อ่ะ แอบเอาเสื้อขาวขอบแดง Adidas ของใจไปให้ไอพริกไทยใส่ด้วย
    แม่บอกว่าไซต์เดียวกันใส่ด้วยกันได้....เง้อออออออออ .....