Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    12/30/2007

    คงเหงากว่านี้หากไม่มี CSI



     

    วันนี้เข้าวันที่ 3 เข้าไปแล้วล่ะ ที่ใจไม่ต้องชาร์ตแบตโทรศัพท์มือถือ
    ในช่วงเวลา 2 วันที่ผ่านมานี้ คนที่คุยมีเพียงพี่ปุ๊กเลขาฯ กอง
    ใจยกหูไปหาเพื่อยกเลิกทริปไปนครปฐม เพราะไม่อยู่ในอารมณ์ที่อยากจะไปไหนเอาเสียเลย
    ที่เหลือก็ยกหูไปหาแม่หนึ่งหน เพราะทั้งพ่อ แม่ และพี่สาวทั้งสองคนอยู่ที่บ้านกันพร้อมหน้า
    มีเพียงแต่ใจ...ที่มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน....

    วันหยุดยาวที่ต้องอยู่คนเดียวแบบนี้
    ยังนึกไม่ออกว่าหากไม่มี CSI หรือ CSI: Crime Scene Investigation จะทำยังไง

    ย้อนกลับไป เมื่อสองวันก่อนหน้า....
    ใจเหมา CSI Vegas Season II ที่เพิ่งจะออกใหม่และวางให้เช่าในซึทาญ่ามาทั้งสิ้น รวม 6 ชุด
    1 ชุด DVD มีเรื่องข้างในประมาณ 4 ตอน หากเป็น CD หนึ่งกล่องจะมี 2 แผ่น
    แต่ละตอนกินเวลาอย่างมากสุดที่ไม่เกิน 50 นาที ประมาณนั้น
    ใจใช้เวลาหนึ่งคืนและหนึ่งวัน ในการดูทั้ง 4 แผ่น จำไม่ได้ว่ามีกี่ตอน...แต่ก็ยาวนานเอาการ

    เมื่อวานใจเอาแผ่นทั้งหมดไปคืนที่ซึทาญ่าในคาร์ฟูร์ใกล้ๆ บ้าน
    พนักงานคนที่เจอเมื่อวาน ถามว่าดูหมดแล้วเหรอคะ เมื่อวานเพิ่งมานี่นา..ดูเร็วเนอะ
    ใจยิ้มแล้วบอกว่า ....
    "เทศกาลดู CSI ค่ะ"

    แต่จริงๆ แล้วมันว่างจัด เลยมีเวลานั่งดูมันได้ทั้งวันก็เท่านั้นเอง

    ช่วงปีใหม่แบบนี้ ในร้านซึทาญ่าเปิดให้สมาชิกที่เช่าแผ่นกลับมาดูที่บ้าน
    ชิงโชคเอาของขวัญปีใหม่ มีของขวัญหลายอย่างวางอวดอยู่บนโต๊ะหน้าเคาน์เตอร์
    และเคาน์เตอร์กระจกด้านหลังแคชเชียร์
    ตั้งแต่หม้อหุ้งข้าว กระปุกออมสิน นาฬิกาแขวน ตุ๊กตา และพวงกุญแจ

    วันแรกใจได้สิทธิ์ในการหมุนวงล้อหาของขวัญทั้งสิ้น 2 ครั้ง
    ใจวานให้พนักงานในร้านช่วยหมุน
    หลังจากได้ยินเขาคุยกันว่าเขาลองหมุนเล่นกันเองมาหลายวัน
    ใจเลยคิดว่า ให้โอกาสเขาได้หมุนกันจริงๆ ก็ท่าจะดี
    และแล้วใจก็ได้คูปองดูหนังฟรีมาหนึ่งเรื่อง
    และดูเหมือนพนักงานหญิงในร้านจะดีใจเอามากๆ ที่ตัวเองหมุนให้ใจได้นาฬิกาแขวน
    ดูสีหน้าของเธอดีใจ เหมือนกับจับให้ใจได้เพชรอะไรยังงั้น...จริง ๆใจอยากได้หม้อหุงข้าวมากกว่า....

    ใจแวะทานบะหมี่ที่ฮะจิบัง เพราะเงินเดือนเพิ่งออก
    จริงๆ ท้องร้องด้วย ตอนนั้นยังคิดไม่ออกว่าจะกินไร
    พอดีเดินผ่านไปแถวๆ หน้าร้าน เลยแวะเข้าไปในร้านบะหมี่ที่ว่านี่ซะเลย

    ย้อนกลับไปแค่หนึ่งวัน คือเมื่อวานเย็น ใจเอา DVD ทั้งหมดที่ยืมมาไปคืนที่ร้านเดิม 
    วางแผ่นไว้ที่เคาน์เตอร์ แล้วก็ไปเดินวนอยู่แถว ๆ แผง CSI สักพัก
    แต่เป็นเพราะว่า CSI หนังซีรีส์สืบสวนสอบสวนมันมีตั้งหลายแผ่น
    มันมีสามชื่อ มีตั้งหลายปี มีตั้งหลาย season แต่ละ season ก็มีตั้งหลายชุด
    ใจเลยสับสนไม่น้อย
    ก่อนหน้ามี pocket pc เคยถึงขนาดจดบันทึกเลยว่า
    เคยเช่าอะไรไปดูบ้าง อะไรดูข้าม อะไรยังไม่ได้ดู ตอนนี้..ไม่มีแระ เลยลืมสนิท

    CSI หรือชื่อไทยมีคนเรียกว่า  ทีมงานตามล่าความจริง 
    เป็นซีรีส์เรื่องดังที่ฉายออกทางช่อง CBS เคยได้รับรางวัล Emmy Award
    ผู้สร้างนำออกฉายในสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 2543 นานโขเลยทีเดียว
    หากใครเคยดูบ้างทางช่อง 7 ที่ตั้งชื่อว่า ไขคดีปริศานา
    หรือ ทางช่อง AXN ของ True Visions หรือเช่าแผ่นมาดูที่บ้าน
    ก็จะเห็นว่า CSI นั้นมีมากมายหลายตอนเหมือนไม่จบสักที
    แต่สำหรับคนที่เป็นแฟนขาประจำ ก็จะรู้ว่า แต่ละตอนมันพ่วงถึงกันในอนาคต
    ยิ่งดูเท่าไรยิ่งเห็นว่า มีพัฒนาการของตัวละคร เนื้อหา แม้แต่ที่ทำงานของตัวละครก็เปลี่ยนไป

    จริง ๆแล้ว CSI เริ่มจาก CSI Vegas ซึ่งมีเนื้อหาของการสืบสวนคดีความของทีมนักนิติเวชวิทยาของลาสเวกัส
    จนถึงตอนนี้ใจดูไปแล้วถึงแผ่นล่าสุดที่มีอยู่ใน ซึทาญ่า คือ CSI Vegas Season 6 ชุดที่ 6 เหอๆ
    นอกจากนี้ CSI ยังมีภาคเสริมอย่าง CSI: Miami และ New York  ซึ่งก็มีหลาย season ด้วยเช่นกัน

    เมื่อจำไม่ได้ ใจเลยวานให้พนักงานเช็คให้ย้อนหลังจากประวัติการเช่าหนังในร้านของเขา
    เพื่อค้นหาว่าใจเช่าหนังชุด CSI ตอนล่าสุดคืออะไร และอันไหนที่ใจไม่ได้ดูบ้าง

    ใจยืนดูรายการเช่าหนังในซึทาญ่ายาวเป็นหางว่าว มองแล้วสงสัยตัวเอง
    เสียเงินไปการเช่าหนังมาดูตอนอกหักไปเท่าไรฟะเนี่ย...555

    พอพนักงานได้คำตอบก็บอกใจว่า ค้างอยู่สองสาม season ครับ ...
    ใจถึงกับตาค้าง ใจไปทำอะไรมา ถึงได้ทิ้งช่วงห่าง CSI ตั้งแต่เมษาเป็นต้นมา
    ปรากฎว่าใจยังไม่ได้ดู CSI Miami Season III ทุกชุด และ Season VI ทุกชุดด้วย
    มันก็เอาเรื่องอยู่ หลายแผ่นเลยทีเดียว
    ใจเลยคิดจะแก้ตัวด้วยการเหมามาดูหมดเลยในช่วงวันหยุดนี้

    แต่โชคไม่เข้าข้างใจ เพราะว่ามีคนเช่า CSI Miami Season III  ตัดหน้าไปเสียก่อน
    ทั้งหมดมี 6 ชุด แต่คนก็เหมา 1-4 ไปซะก่อน ใจเลยต้องเช่า CSI Miami Season VI มาดูเสียก่อน
    แล้วค่อยย้อนกลับไปดู III อีกหน ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำ แต่เป็นเพราะว่าไม่รู้จะดูอะไรแล้ว
    สถานการณ์จำยอมเลยจำเป็นในเวลาเช่นนี้..จริงๆ นะ

    หากใจดู CSI Miami ทั้งสอง season นี้จบ
    ก็เท่ากับว่าใจต้องนั่งรอทุกๆ สัปดาห์ให้ตอนใหม่มีให้เช่า
    เริ่มเป็นเหมือนเมื่อปีก่อน ที่เอาแต่เดินไปถามร้านซึทาญ่าว่า CSI ตอนใหม่มารึยัง...
    พอๆ กับถามไอไฝว่า โคนันเล่ม 55 มารึยังนะ เหอๆ
    จนทุกวันนี้ ไอไฝเพื่อนรักเลยกลายเป็นสปาย ต้องคอยยกหูมาบอก

    "เอ้ยยย แกไอเผือก โคนันเล่มใหม่ออกแล้วนะเฟ้ยยยย ไปดูที่แผงได้"

    ตอนนี้ ...ยังไม่ถึงทุ่มครึ่ง ของวันที่ 30 ใจดู CSI Miami Season VI  ชุดที่ 2 จบไปแล้ว
    ยังเหลืออีก 5 ชุดในมือ หรือ DVD 5 แผ่นนั่นเอง
    เป็นเพราะอิ่มแล้ว และก็ไม่ได้ไปไหน ใจเลยกำลังจะเริ่มดู CSI อีกหน
    คืนนี้ยังยาวไกลสำหรับใจและ CSI ที่ช่วยให้ใจหายเหงาได้ตั้งเยอะเลยทีเดียว

    กะว่าพรุ่งนี้หากดูทั้ง 5 แผ่นครบ
    ใจก็จะเอาไปคืนที่ซึทาญ่าและก็มองหาอะไรดีๆ กินเป็นการส่งท้ายปีใหม่เสียหน่อย

    มาถึงตรงนี้ ใจก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน หากไม่มี CSI ช่วยไว้
    ใจคงต้องเหงากว่านี้เป็น 4 เท่าแน่เลย.... เหอๆ ....
    เพราะเธอแท้ๆ CSI ฉันถึงไม่ได้เหงาไปกว่านี้....

    ปล. เมื่อวานใจเช่า DVD มาเพิ่ม 7 แผ่น ได้สิทธิ์หมุนวงล้อ 3 หน
    พนักงานคนเดิมหมุนเสี่ยงโชคให้อีกครั้ง
    ปรากฎว่าใจได้บัตรดูหนังฟรีอีกแล้ว 3 แผ่น
    รวมกับของเดิมเป็น 4 เรื่อง...กำลังคิดว่าจะใช้ในการเช่า CSI ตอนที่เหลือมานั่งดูอีก ... โฮะโฮะ

    12/24/2007

    Very Thai by Jai



     

    เคยเปิดดูหนังสือเรื่อง Very Thai : everyday popular culture
    ผลงานการเขียนของ Philip Cornwel-Smith  และผลงานการถ่ายภาพโดย John Goss

    ความยาวของหนังสือ 256 หน้า พิมพ์ด้วยกระดาษอาร์ตมัน 4 สีทั้งหมด
    จริงๆ ใจอยากได้มาครอบครองเหมือนกัน
    แต่ราคาเหยียบพัน ทำให้เอาได้แค่แอบเปิดของคนอื่น และยืนอ่านที่ร้าน B2S

    หากใครมีโอกาสไปร้านหนังสือก็อยากให้ลองไปดูหนังสือเล่มนี้
    ภาพก็สวยดี ไม่ถึงสวยเวอร์ แต่ก็สวยระดับช่างภาพ 
    และแม้จะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ตั้งแต่ชื่อเรื่องจนกระทั่งคำลงท้าย
    แต่ก็เป็นภาษาอังกฤษที่ไม่ยากจนเกินไป
    ใครไม่ถนัดยืนอ่าน แบบว่ากลัวคนขายเพ่นกบาล
    ก็ให้แอบเปิดดูภาพ ก็พอจะเดาได้ว่าเขาต้องการจะสื่อถึงอะไร

    ฝรั่งมาเมืองไทย แล้วเขาเจออะไรบ้าง...ใจคิดว่าเขาอยากจะบอกแบบนี้
    เมื่อเขาเห็นเขาก็คิดว่านี่แหละ โคตรไทยเลย หรือ very thai แต๊ๆ น้อ

    ใคร ๆ ก็มักจะพูดว่า เราจะชินกับสิ่งที่เราเห็นและเป็นอยู่
    แต่คนที่เขาไม่เคยเห็นและเคยเป็น เขาจะไม่ชินและไม่เป็นในสิ่งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
    ฝรั่งก็เหมือนกัน มาบ้านเราเขาเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็น
    เขาก็งง นี่อะไร และทำไมเป็นเช่นนั้น
    หยิบเก็บเป็นเรื่องราว เอาไปขายเป็นหนังสือเป็นเล่มหน้าปึ้ก ขายดีเสียด้วย

    Philip Cornwel-Smith มาเจอวินมอเตอร์ไซด์บ้านเราใส่เสื้อกั๊กสีส้ม สีเขียวสะท้อนแสง
    ด้านหลังใส่เบอร์ ใส่ชื่อร้านผู้สนับสนุน หรือแม้แต่ชื่อสส. สว. เขาก็เก็บเอาไปเขียน และถ่ายภาพประกอบ

    เมืองไทยยังมีมีรูปลิเก มีมวยไทย มีทิชชูสีชมพูที่หาดูที่ไหนไม่ได้
    (หนก่อนใจไปเห็นที่กัมพูชา แต่ว่าเป็นสีชมพูแบบม้วนอยู่ในส้วมเฉยเลย แต่ยังไม่เคยแบบเป็นแผ่น)
    เหยือกพลาสติกใส่น้ำหวาน เขียนแปะชื่อบอกว่า ชาเขียว ชานมเย็น นมเย็น กาแฟเย็น
    เขาก็ไม่เคยเห็นที่ไหน นอกจากประเทศไทย
    ศาลพระภูมิ ตุ๊กๆ แท็กซี่ติดอะไรไม่รู้ในรถสารพัด จำพวกพระ ยันต์ และลายอักขระที่บอกว่าขลัง...
    รถเข็นขายของปากซอย ห้อยกระทะ หม้อ ข้างผนังและกำแพง ... เพียบ ...
    เนี่ยแหละ ของแบบไทยๆ ที่คนไทยเอง เห็นเป็นเรื่องเคยชิน

    วันนี้ใจไปเห็นของไทยๆ เหมือนกัน มันชินตา แต่ฝรั่งมาเห็นก็คงว่าแปลกดี
    ใจไปซื้อส้มตำร้านป้าในซอยแล้วพบว่าแกบูชาเจ้าที่ บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อะไรก็ตามแต่

    โดยปกติเรามักเห็น จานพลาสติกสีชมพู มีข้าวใส่ถ้วยเล็ก กับข้าว ของหวาน
    อาจจะมีผลไม้ และน้ำแดงใส่หลอดปักไว้ให้เจ้าใช่ไหมละ



    โอ้...มีธูปด้วย 3 ดอกด้วยลืมไป ประมาณว่าจุดบอก มาทานอาหารด้วยนะเจ้า 

    ร้านป้าแกมาแปลก ไม่ยักกะเป็นแบบที่ใครๆ เขาทำกัน
    ป้าแกเอาธูปปักบนมะลอกอลูกเบ้อเร่อ
    ข้างๆ มีขวดยาคูลท์อยู่ด้วย แล้วก็เอาทั้งหมดวางบนหลังตู้ใส่มะละกอสับของแก

    ใจเห็น ใจก็สงสัย เป็นคนไทยนี่แหละ แต่งง ... ทำไมถึงเป็นมะละกอกับยาคูลท์
    หรือว่าเจ้าแทนนี้ชอบแบบนี้...เอามือถือขึ้นมาถ่ายรูปก่อน แล้วก็ถามป้าแกซะเลย
    แกหันมายิ้มแล้วก็ไม่บอกอะไร เงียบ ใจเลยเงียบ ไม่รู้จะทำยังไงต่อ
    ทำเอาใจงงๆ ... ไม่บอกใจจะรู้ไหมเนี่ย...
    พอไม่รู้ก็เลยสงสัย แกก็ไม่ตอบ แต่ใจคิดว่าแกคงตอบไม่ได้...
    ให้เดาก็คงประมาณว่า มีอะไรก็บูชาเจ้าไปแบบนั้น...เป็นไงละ very thai ไหม?

    ว่าแต่...ถามแล้วเอาแต่ยิ้ม นี่ very thai ไหมนะ???

    กิจกรรมคนโสดเมื่อวานนี้ ...


     


    การเป็นโสด อยู่ห้องสี่เหลี่ยมเพียงคนเดียว
    เหลียวหน้าเหลียวหลังก็ไม่เจอ พ่อแม่ พี่สาว หมา และแมว
    กิจกรรมที่แม้วอย่างใจทำในวันหยุด มีไม่มากตัวเลือกนักหรอก

    จำพวกซักผ้า รีดผ้า ทำความสะอาดห้อง
    รื้อค้นหาของเก่าในกล่องเอาออกมาใช้ใหม่อีกรอบ
    จัดห้องใหม่ ดึงเข้าดึงออกแล้วก็พบว่าที่ที่มันอยู่เดิมน่ะดีแล้ว..ทำให้เหนื่อยแม้ว

    วันไหนขยันหน่อยก็ออกไปหาของกินข้างนอก
    เดินห้าง ผลาญเงินในกระเป๋า แล้วก็มานั่งเศร้าตอนปลายเดือน เพราะจนกรอบ

    แต่กิจกรรมที่ทำตลอด และแม้วก็พบว่ามันช่วยฆ่าเวลาได้ดี ไม่แพ้วิธีการอื่นๆ ที่ว่าก็คือ
    การไปเที่ยวตากแดดตัวดำที่ "เจเจ"

    เมื่อวานเป็นวันหยุด เลือกตั้ง ...แต่เพราะเหงาๆ ใจก็เลยไปเจเจมา...
    ออกจากห้องตอนบ่ายสองกว่าๆ
    ไปถึงรถไฟฟ้าใต้ดินไม่เกิน 5 นาที ใจควักบัตรเติมเงินไปเติมเงินที่ตู้กระจกแล้วมีคนนั่งอยู่ด้านใน
    เขาบอกว่าวันนี้เป็นวันรณรงค์การเลือกตั้ง ให้นั่งรถไฟฟ้าฟรีตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น

    ใจสงสัย แล้วหากใจไปเลือกตั้ง แล้วแวะกินข้าวร้านข้างๆ ที่เลือกตั้ง แล้วเวลาเลย 4 โมงเย็น
    ใจก็ไปเลือกตั้งเหมือนกัน ใจต้องเสียตังค์ตอน 5 โมงเย็น..ใช่ไหม..
    ทำไมไม่ให้ทั้งวันล่ะ เผื่อคนยืนลุ้นนับคะแนน กว่าจะกลับก็สี่ทุ่มด้วยไง..เนอะ...

    ไหนๆ ก็ไหนๆ ควักบัตรออกมาแล้ว ใจขอเติมเงินเขาเอาไว้ก่อน
    เพราะเวลาปกติ ใครๆ ก็มาต่อคิวกันเยอะแยะ
    พนักงานบอกว่า ไม่ให้เติม ขากลับค่อยเติมได้ไหม
    ก็ใจจะเติม เขาก็ยังไม่ให้เติม... ไม่รู้ทำไม...ไม่เข้าใจเหมือนกัน
    แต่ช่างมันเหอะ เขาไม่ให้เติม ทำไงได้ล่ะ ...เขาเป็นคนเติมเงินนิ แบบนี้แหละ มีอำนาจอยู่ในมือ..หึหึ

    ใจมาถึงเจเจ หรือสวนจตุจักร ..สำหรับใครบางคนที่ไม่รู้จักชื่อเล่น เป็นฝรั่งทั่วไปเขาเรียกว่าวีคเอนด์มาร์เก็ต
    วันนี้คนเยอะมาก ทั้งในรถไฟฟ้าใต้ดินและที่สวนจตุจักร
    ทั้งๆ ที่เป็นวันเลือกตั้ง แต่คนก็ยังออกมาเดินเล่นที่สวนจตุจักรมากกว่าครั้งไหนๆ ในรอบเดือน
    กว่าจะเดินไปแต่ที่แต่ละจุดได้ก็เล่นทำเอาเหนื่อย ...
    หากเอาดาวเทียมแบบในหนัง ที่สามารถดูตำแหน่งของคนจากอุณหภูมิของร่างกาย
    ใจว่า...ทั้งเจเจเมื่อวานของแดงเถือก ไม่มีที่ว่างเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว ยกเว้นไฟจราจรข้างนอกสวน
    นี่หากเป็นคนโรคจิตนะ ให้จำเอาไว้ เลือกวันนี้แหละ เดินเบียดสาวๆ ได้ดีเชียว เง้อออออ

    ถึงแม้จะคนเยอะ แถมอากาศก็ร้อนกว่าวันไหนๆ
    แต่เมื่อวานก็เป็นวันหนึ่งในรอบปีที่ใจซื้อของที่เจเจมากที่สุดซะยังงั้น
    รายการของที่ใช้สามารถหาซื้อได้เมื่อวาน ทั้งๆ ที่ไปเจเจคนเดียวมีดังต่อไปนี้

    เสื้อยืดหนึ่งตัว
    กระถางต้นไม้สีขาว 3 ใบ ใบเล็ก 2 ใบโต 1
    ที่ใส่กล้วยไม้ แบบเป็นไม้ ใหญ่ๆ ทรงสี่เหลี่ยม 1 อัน เรียกไม่ถูกแต่ลักษณะแบบที่ว่านี่แหละ
    แจกันเซรามิกสีเขียวกะสีเหลืองทรงสูงเท่าศอก 2 ใบ
    ดอกไม้พลาสติก 1 กำ (อยากได้มานานแระ ดอกนี้ ดอกสีเขียวกลมๆ ฟู่ๆ ดูดีพิกล)
    กุยช่ายไส้เผือก 6 ชิ้น ร้านนี้ซื้อมา 6-7 ปีแระ ขายที่หน้ากระทรวงศึกษาฯ ด้วยนะขอบอก..อร่อยเหาะ

    ยัง ยังไม่หมด...ใจยังได้เก้าอี้ไม้แบบที่ใช้นั่งซักผ้านั่นแหละ 1 อัน หนักทีเดียว
    ได้เก้าอี้ยาว สีขาว ขนาดเล็กกว่าเก้าอี้นักเรียนแบบนั่งคู่สมัยก่อน นิดนึง 400 แน่ะ

    ของทั้งหมดใส่ท้ายแท็กซี่มา และหอบขึ้นชั้น 4 ด้วยหญิงเหล็กคนนี้คนเดียว
    ไม่รู้ทำได้ยังไง สงสัยเก่งแระ ชินด้วย ....

    เอาของวางกองทางเข้าหน้าห้อง ดื่มน้ำ ทานกุยช่ายแก้หิวเสร็จเรียบร้อย
    ก็จัดการเก็บของในห้อง เอากระถางใหม่ออกมาใส่ต้นไม้ต้นใหม่ที่ซื้อมาวันก่อน
    โยกต้นกระบอกเพชรที่เพิ่งซื้อมามาใส่กระถางที่ใหญ่กว่า เพราะเห็นว่ารากมันขยายแล้ว
    ขยับของโน่นไปขยับของนี่มา กว่าจะเสร็จก็เกิน 5 ทุ่ม
    อาบน้ำ สลบเหมือด ไม่รู้เรื่องรู้ราว จนถึงเช้าไปเลย เหอเหอ

    หมดไปหนึ่งวันละ สำหรับกิจกรรมคนโสด อยู่คนเดียว ...

    12/22/2007

    เรื่องของเมื่อวาน...



     


    เป็นเวลาหลายวันแล้ว.....
    ที่แม้วอย่างใจไม่สดใสร่าเริง
    ไปทำงานก็ไม่ค่อยจะบันเทิงหัวอกหัวใจสักเท่าไร

    แต่เมื่อวานไปร้านทองตั้งโต๊ะกังในซอยมังกร หรือซอยสำเพ็ง บนถนนเยาวราช
    ไปคุยกับเจ้าของร้านทองที่อยู่มานานกว่า 140 ปี ...รู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษ
    เป็นเพราะว่าไม่เคยไปทำอะไรในร้านทองเป็นเรื่องเป็นราวสักหนล่ะมั้ง..ยกเว้นไปซื้อทอง
    แต่หนนี้ต้องไปสัมภาษณ์เจ้าของร้านทอง...เลยแปลกดี...

    เพิ่งมารู้ว่า...ร้านทองที่ชื่อตั้งโต๊ะกังในประเทศไทยนี้มีเพียงสาขาเดียว
    ก็คือถนนมังกรนี่แหละ ไม่มีที่อื่นใดเลย นอกเหนือจากนั้นเป็นของที่เขาตั้งใจ
    ตั้งชื่อให้เป็นโต๊ะกัง แต่ว่าเติมหน้า เติมหลังเอา
    แต่จริงๆ ไม่ใช่ของตั้งโต๊ะกังตั้งแต่สมัยโบราณ

    เจ้าของใจดีเปิดโอกาสให้ใจไปดูเขาหลอมทอง ไปนั่งมองช่างทองทำสร้อย
    ได้จับทองทุกอย่างที่อยากจะจับ อยากจะดู และก็ลูบๆ ได้ โดยไม่มีใครว่า
    ทองเมื่อวานราคาอยู่ที่ 12,850 บาท แพงบาดใจ อยากได้แต่ไม่มีเงิน
    อยากได้ต่างหูครึ่งสลึง คู่หนึ่งปาไปที่ 2700 โอ้ จอร์จ...ปล่อยมันอยู่ในตู้ต่อไป
    ว่ากันว่าเดือนที่ผ่านมา ทองทำสถิติแพงสุดในหน้าประวัติศาสตร์การขายทอง
    บาทละ 13,400  ใครซื้อเดือนที่ผ่านมา เดือนนี้ทองลด...น้ำตาตกในเลย

    ใจเข้าไปในร้านทองตั้งแต่สิบโมงเช้า กลับออกมาทีก็ปาไปบ่ายสอง
    จอร์จ.... ไปอยู่ทำอะไรในนั้นตั้งนาน แถมยังต้องกลับไปถ่ายภาพอีกหนหนึ่งด้วยนะ..เอาเข้าไปสิ

    นั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์เอมช่างภาพจากเยาวราชไปถนนพระอาทิตย์
    มีแวะกินก๋วยเตี๋ยวก่อนด้วยที่ข้างโรงเรียนสตรีวิทย์...กลับถึงออฟฟิศจริงๆ ก็บ่ายสามโมง

    เมื่อวานที่ออฟฟิศผู้คนพลุกพล่านมาก เพราะอาจใกล้ปิดยาว 3 วันเพราะเลือกตั้ง
    มีคนเอาของขวัญมาให้เพื่อสวัสดีปีใหม่กันเพียบ ขณะที่กองบก.ก็เข้ามาปิดเล่มกันตามระเบียบ

    ระหว่างที่เดินไปเดินมาเข้าออกนอกใน เพราะไม่ค่อยได้ไปออฟฟิศ
    มีอะไรให้ทำเยอะแยะมากกว่านั่งอยู่หน้าคอมฯ เพียงอย่างเดียว
    มีหนหนึ่ง ระหว่างเดินเข้าไปที่ห้องกองบก.รายเดือน ต้อมช่างภาพถามใจว่า

    "น้ำค้าง ตะกี้ไปยืนคุยโทรศัพท์บนกระบะใครรึเปล่า?"

    ใจก็งง ย้อนถาม มันหมายความอะไร
    ต้อมเลยเล่าให้ฟังว่า มีพี่คนหนึ่งเป็นกองบก.ของหนังสือรายสัปดาห์ห้องตรงกันข้าม
    พี่แกเป็นคนรักรถมาก ได้ข่าวว่ามีคนใส่เสื้อขาว กางเกงยีนส์สีน้ำเงินไปนั่งบนรถพี่แกเพื่อโทรศัพท์
    นั่งคุยโทรศัพท์ไม่เท่าไร แต่ทำรถพี่แกเป็นรอยด้วยนี่สิ เรื่องใหญ่ เลยตามหาตัวกัน...มันเป็นใคร..

    ต้อมมาถามใจ เพราะว่ามีใครคนหนึ่งบอกว่า เจอคนหนึ่งอยู่หนังสือรายเดือน..เหมือนน้ำค้างนี่แหละ
    แม้วจริงๆ.... ใจก็ถามกลับ...แล้วชั้นจะไปนั่งทำไมบนรถกระบะฟะ..

    "เออ นั่นน่ะสิ สงสัยใส่เสื้อผ้าเหมือนมั้ง เลยคิดว่าเป็นน้ำค้าง" ต้อมบอก


    ตอนแรกใจก็นึกว่ามีคนแอบปิ๊ง ถามหาคนใส่เสื้อขาว กางเกงยีนส์คนนั้นใคร น่ารักดี
    ที่ไหนได้ จะตามมาต่อยเพราะทำรถกระบะเป็นรอย..ดูดิ๊
    แหม้.....อยากเห็นหน้าจริงคนๆ นั้น เขาเป็นใคร
    จะคุยโทรศัพท์ทีต้องปีนไปนั่งบนหลังรถกระบะชาวบ้านเค้าเลยรึไงน้อออ
    ไม่รู้รึไงหนอ ว่าเขาเดือดร้อนกัน ดูใจสิเลยกลายเป็นผู้รายทางความคิดของใครบางคนไปเลย ...เง้อออ

    แค่นี้แหละ เรื่องของเมื่อวานอ่ะ...เรื่องเป็นยังงี้แหละ

    12/13/2007

    หัดเป็นนักร้อง ..มองกล้องดีดี..โชะ



     

    เคยเอากล้องวิดิโอมาตั้ง หรือกล้องดิจิตอลเปิดฟังก์ชั่นถ่ายวิดิโอมาตั้ง
    แล้วก็กดถ่ายตัวเองตอนร้องเพลง ดูความน่าเกลียด
    อุบาทก์ รับไม่ได้ หรืออะไรก็สุดจะแล้วแต่ที่จะบรรยายภาพของตัวเองตอนนั้นบ้างไหม??

    หลายคนอาจจะไม่เคย แต่ใจลองแล้วเมื่อวานเย็นที่ผ่านมา...

    ผลปรากฎว่า แค่เปิดดูอีกหน ก็ยังไม่กล้า รอบแรกหนเดียวก็แทบจะรับไม่ได้
    ทำอะไรลงไป ทำไมเต้นอย่างนั้น ทำไมฟันเหยินเวลาร้องเพลง

    แล้วทำไมเต้นเหมือนลูกทุ่ง เพลงออกจะสตริง...
    ดูดิ ทำไมตูต้องทำจมูกบานด้วยนะ เวลาพักหายใจ ... อะไรประมาณนี้

    มันเป็นความครึ้มอกครึ้มใจอย่างหนึ่ง เพราะอยู่ดีๆ ก็นึกขึ้นว่าเราน่าจะหัดร้องเพลงประจำตัวเอาไว้
    กำลังคิดว่า ยิ่งโตขึ้น อาจจะยิ่งซวยโดนเรียกขึ้นเวทีไปร้องเพลงได้
    มันอาจจะไม่บ่อย แต่อาจจะมีบ้างที่โดนแบบนั้น
    แล้วสมมติว่า...หากมันเป็นจริงขึ้นมา...เราก็ควรจะมีเพลงประจำตัวเอาไว้ใช่ป่ะล่ะ
    กันพลาด กันเสียหน้า และอายได้หากร้องไม่ถูกคีย์

    นั่งคิดอยู่พักหนึ่ง ก็เริ่มมองหาเพลงที่คิดว่าน่าจะเป็นเพลงหากินของตัวเอง
    เผื่อว่ามีใครเรียก ฉันก็จะขึ้นไปร้องเพลงนี้แหละ
    แล้วหากท่านเจอฉันงานไหนก็จะรู้ว่า ฉันจะร้องเพลงนี้...และร้องได้ดีเสียด้วย อิอิ

    เลือกไม่นาน เพราะมีไม่กี่เพลงที่เสียงเหมือนห่านอย่างเราจะร้องได้
    ที่สำคัญมันต้องเข้ากับตัวเอง ร้องเพลงให้ดีมันต้องมีคอนเซ็ปต์ เคยได้ยินไหม
    ไม่เคยได้ยินล่ะสิ จะเคยได้ยังไง ก็เพิ่งจะคิดเมื่อตะกี้เอง...

    ใจเลือกเพลง "เหงา เข้าใจ" ของปาน ธนพร...มันร้องท่อนสร้อยว่า

    อยู่คนเดียวววว มันเหงาาาา เท่าไหร่ ดีกว่าคนใจร้ายยยย เข้ามาาาาา
    มาทำให้เจ็บ ให้มีน้ำตาาาาให้ผิดหวังฟรี ฟรี........

    อยู่คนเดียวววววมันเหงาาาาาเข้าใจ ก็ประคองตัวไปอย่างนี้....
    ถ้าเจอไม่ดี ไม่มีคงปลอดภัยซะกว่า.... ฮิ้ววววววววววววว

    ที่เหลือไปหาฟังเอาเพลง เพลงออกจะดัง มันด้วยขอบอก

    ใจเอากล้องดิจิตอลไปวางไว้บนทีวี แล้วก็เปิดไปที่โหมดวิดิโอ กดโชะ...
    เพลงเริ่มไปแระ เนื้อยังไม่มา พอมาก็เริ่มเต้น ร้องด้วย ...มีรีโมทเป็นไมโครโฟน
    โคะ...ร้องไป เต้นไป รับไม่ได้ ใครบางคนก็ไม่กล้าดูด้วย
    บอกว่าขนาดใจยังรับไม่ได้ แล้วพี่จะรับได้เหรอ ... เป็นคนที่จริงใจมาก
    ทีอย่างนี้ ดังแล้วแยกวง ....

    แต่ใจก็ยังเก็บมันไว้เป็นอนุสรณ์ อย่างน้อยครั้งหนึ่งฉันก็เคย
    เคยทำอะไรบ้าๆ แบบนี้แหละ มันก็ฮาดี ในวันที่เครียด ๆ เอามาเปิดดู
    มันไม่เครียดยิ่งกว่าเดิม แต่ทำให้เขานั่งเกาหัวแล้วขำไป คิดไป ..
    ตูทำไปได้ยังไงฟะ...ก็โอโคแล้วล่ะ โฮะโฮะ
    ไปลองดูดิ แล้วเอามาให้ดูด้วยนะ


    ปล. ส่วนของใจ ไม่ต้องขอดู เอาไว้ดูคนเดียว

     

    12/12/2007

    เพื่อนใหม่

     

    ยิ้มแฉ่ง นอกจากมนุษย์เพศหญิง วัย 30 ปี แล้ว
    ยังมีสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ร่วมห้องสี่เหลี่ยมห้องนี้ด้วยหลายประเภท

    บางวันมียุง ที่บินเข้ามาแล้วไม่ยอมออกจากห้อง
    กัดเจ้าของห้อง แล้วก็ให้เรานั่งมองตุ่มพองเพราะอาการแพ้ยุง

    บางวันก็มีแมลงสักตัวสองตัวที่แอบอยู่ในห้องไม่ยอมเปิดเผยนาม
    เผลอตบไปบ้างเหมือนกัน เพราะนึกว่ามันเป็นยุง
    บางทีเอามาแบดู พบว่า...ตูตบแมงหวี่เข้าให้แล้วไหมละ....

    บางวันก็มีแมลงวันบินเข้ามา เพราะว่ากลิ่นอาหารมันยั่วน้ำลาย
    ไล่ไม่ยอมออก ต้องปล่อยให้มันออกไปเอง
    หนก่อนเจอนกบินเข้ามา ต้องไล่ออกไป ตัวนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ กลัว...หวัดนก

    แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วก็มีต้นไม้ไม่กี่ต้น ที่ขนเข้ามาแล้วมันก็ยังไม่ตาย
    ต่อให้เป็นคนชอบต้นไม้ ชอบปลูกต้นไม้สักแค่ไหน
    แต่สุดท้าย ... ซื้อต้นไม้มาสักเท่าไรมันก็ตายจากกันไปในเวลาไม่นาน

    แต่คนเรา หากพยายามแล้ว ก็ยังพยายามได้อีก
    แบบว่า...ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็ยังอยู่ที่นั่น..เคยได้ยินไหม??

    ดังนั้นใจก็ยังไม่เลิกที่จะซื้อต้นไม้ที่ชอบมาวางไว้อยู่ในห้อง
    มันตาย ฉันก็หามาเพิ่มใหม่ มันตายฉันก็หาใหม่...หึหึ
    ไม่เป็นไร ชีวิตเรามันจะยาวนานได้ซื้อต้นไม้ได้สักเท่าไรกันเชียว
    อย่าขี้เหนียวนัก ... หากชอบ ... แค่นี้เอง .. อย่าคิดมาก..ปวดหัว

    นี่ถ้าไม่นับกับต้นเดฟที่อยู่ด้วยกันมาเกินครึ่งปี
    มันมีห้องน้ำเป็นห้องนอนเป็นของตัวเอง
    ต้นว่านที่วางบนชั้นรองเท้า และก็ใบพลูด่างบนเตาไมโครเวฟที่ใบเริ่มจะเหลืองบ้างแล้ว
    กระบองเพชรหรือแคกตัส 6 ต้นที่ระเบียง ถือเป็นเพื่อนร่วมชีวิตใหม่ล่าสุด

    วันก่อนไปซื้อร้านที่คนขายหล่อ
    บอกตรงๆ เรื่องคนขายหล่อนี่ มันมีอิทธิพลกับคนซื้อดีแต๊ๆ
    ไม่เชื่อลองดูสิ ให้เลือกร้านขายข้าวแกงสองร้านก็ได้เป็นตัวอย่าง
    หากร้านติดกัน หน้าตาอาหารเหมือนกัน เจ้าของร้านคนหนึ่งสวย
    เจ้าของร้านอีกคนหนึ่งเป็นกระเทย ถามจริงๆ ผู้ชายจะเข้าไปกินข้าวร้านไหนกัน?

    อย่าคิดนาน เอาคำตอบแรกเลย ใครตอบกระเทย บอกด้วยจะบอกแฟนให้...หึหึ เย้ยหยัน

    เช่นกัน ร้านหนึ่งเป็นร้านขายเสื้อยกทรง
    คนเฝ้าร้านคนหนึ่งหน้าดำ เคราครึ้ม  อีกร้านหนึ่งเป็นผู้หญิงหน้าตาน่ารัก
    ผู้หญิงจะเข้าร้านไหนไปยืนเลือกหรือลองยกทรงกัน?

    ใครเลือกเจ้าของร้านเคราดำบอกด้วย...หึหึ เย้ยหยัน



    เคยได้ยินการวิจัยไหม เขาว่าเรื่องหน้าตานั้นมีผลกับการตัดสินใจสำหรับคนทั่วไป
    ที่จะใช้เป็นเกณฑ์วัดว่าคนไหนดี คนไหนไม่ดีได้ด้วย
    มนุษย์มักให้เหตุผลมาอยู่ถูกทับที่ด้วยหน้าตาอยู่บ่อยครั้ง ..นั่นคือผลของการวิจัย

    เคยอ่านหนังสือสืบสวนสอบสวนเล่มหนึ่งอ้างผลการวิจัยว่า
    คนเรามักประเมินหน้าตาคนที่ดูขี้ริ้วขี้เหร่ว่าเป็นฆาตกรมากกว่าคนที่หน้าตาสะสวยหรือดูดีพิกล
    เมื่อเราเอาคนสองคนมายืนข้างกัน หลายคนชี้ไปที่คนหน้าตาขี้เหร่แล้วบอกว่าเป็นคนเลว
    และยกให้คนหน้าตาเป็นคนดี..เห็นไหมละ เขาสำรวจมาบ้างแล้วเหมือนกันนะ

    นี่ไงล่ะ เหตุผลที่ยกมามันพอจะบอกได้ว่า ใจทำไมถึงซื้อแคกตัส 6 ต้นนี้มาจากร้านที่ว่า...
    เพราะคิดว่าคนหน้าตาดี ขายแคกตัสที่มีคุณภาพตามไปด้วย..ฮ่วย

    ซื้อต้นเสร็จก็ถือโอกาสถามคนขาย แบบว่าหาเรื่องคุย...นานๆ ทีจะมีคนหล่อยอมคุยด้วย
    ทำไมก่อนหน้าซื้อมันมาแล้วมันถึงรากเน่า ตายจากกันก่อนวัยอันควรเสมอ
    คนขายมองหน้า....ในใจคงคิดว่า...หน้าตาคนๆ นี้น่ารัก...อิอิ

    พอได้ฟัง เขาก็บอกว่า ยากตรงไหน คุณรดน้ำมันมากเกินไป
    ได้มันไปแล้วก็วางไว้เลยครับ...ทิ้งเอาไว้สักสองอาทิตย์ รดน้ำหน ไม่ต้องล้น ไม่ต้องท่วม
    เอาแบบพอดี หาความพอดีในการรดน้ำให้เจอ แล้วรากมันจะไม่เน่า
    อ้อ...วางไว้กลางแดด มันชอบแดด เขาว่าอย่างนั้น

    ใจวางทิ้งมันไว้สองอาทิตย์ผ่านไปแล้ว เพิ่งรดน้ำหนแรกเมื่อวันก่อน
    รดน้ำไป มองหน้ามันไป คิดในใจ แกอย่าตาย ๆ ฉันซื้อแกมาแพง

    กำลังลุ้นว่า มันจะอยู่ได้นานขนาดไหน
    เคยทำสถิติสูงสุดเลี้ยงแคกตัสได้นานสุดได้ไม่ถึง 2 เดือน
    นี่ผ่านไปเกือบเดือนหนึ่งแล้ว ... หวังว่ามันจะอยู่ด้วยกันไปนานๆ
    รดน้ำน้อย รดน้ำน้อย ท่องเอาไว้ ลืมมันไปเลยก็ได้ แล้วค่อยไปดูมันใหม่



    เคยคิดอยากจะเลี้ยงแมวไว้ในห้อง เพราะเห็นห้องตรงกันข้ามเลี้ยงหมา
    แต่มาคิดดูก็สงสารตัวเอง ไม่ได้สงสารแมว กลัวมันจะเหี่ยวแห้งหัวใจเหมือนเจ้าของมัน
    เคยคิดจะเลี้ยงปลา แต่มาคิดอีกที...อย่าดีกว่า...ปลามันคงเหงาเหมือนเจ้าของมัน
    เคยลองอยากจะเลี้ยงต้อยกับเขาบ้างเหมือนกัน ...แต่ก็ค้นพบว่าเด็กมันชอบงอแง
    เลยหันหน้ามาเลี้ยงแคกตัสนี่แหละอึดดี...ไม่มีน้ำมันก็ไม่ตาย...

    อ้อ...เลี้ยงตัวเองด้วย..อันนี้ดีสุดแล้ว...เท่าที่เลี้ยงมา อิอิ ขยิบตา


    รอให้ตูมตูมหาย


    หลายสัปดาห์มานี้
    ต้องถูกปลุกตั้งแต่เช้า เพราะเสียงคนงานก่อสร้างตึกข้างๆ
    เสียงทุบเหล็ก วางไม้ และอะไรต่อมิไร ตูม ๆ ๆ ๆ และ ตูม
    กลางวัน จนถึงเย็นย่ำ เสียงตูมจะหายไปแค่ก็ช่วงพักกลางวัน


                                     
                               
    เมื่อเย็นแอบถ่ายภาพคนงานระหว่างพัก...เห็นแล้วเหมือนจะหายเหนื่อยดี

    วันก่อนแอบบ่นกับพี่อร แม่บ้านว่าเมื่อไรเขาจะทำเสร็จเสียที
    พี่อรให้มุมมองที่ทำให้หันกลับมาคิดใหม่อีกที
    แทนที่จะบ่น ก็ให้ทนเอาหน่อย เขาทุบบ่อยแสดงว่างานจะเสร็จเร็ว
    เออ ... มองโลกในแง่ดีแบบนี้ ก็ดีไปอีกแบบ
    ตอนนี้ใจเลยเริ่มทำใจได้นิดหน่อย
    ปล่อยให้ทุบบ่อยๆ ไป โหวกเหวกโวยวายไป
    เพราะแสดงว่าเขาทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่
    และก็มีโอกาสที่เขาจะได้เงินค่าจ้างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
    เจ้าของก็ได้ตึกที่ออกมาเสร็จเรียบร้อยรวดเร็ว
    ไอเราก็จะได้ไม่ต้องหนวกหูเกินเวลาอันควรจะเป็น....

    เร่งมือเข้าพี่ ... เสียง ตูม ตูมที่ว่าจะได้หายไปเสียที
    คนแถวๆ นี้ได้นอนอิ่มกันเสียทีด้วย โฮะโฮะ

    ความเป็นมนุษย์ไม่ได้สิ้นสุดที่ความพิการ ...





    ตื่นตั้งแต่ไก่โห่ ทั้งๆ ที่คืนก่อนหน้าก็นอนไม่ค่อยหลับ
    สภาพร่างกายและจิตใจจึงไม่ค่อยจะพร้อมกับการออกนอกบ้านนัก
    แต่ก็ต้องไปให้ถึงเวลานัดหมายเดินทางไปปราจีนบุรี เพื่อดูโรงงานกระดาษ
    แม้ใจจะไปไม่ล่าช้ากว่าที่กำหนดเอาไว้ แต่ก็เล่นทำเอาใจหายใจคว่ำ
    เพราะขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินผิดสายสองสามหน ต้องนั่งย้อนวนกลับไปกลับมา
    ยิ่งรีบ เหมือนยิ่งช้า ลนลานพิกล... กว่าจะถึง เล่นเอาหืดขึ้นคอ

    วันนี้เราเดินทางด้วยรถรับบัสคันโก้ ยี่ห้อวอลโว่ เพิ่งเคยเห็น
    นี่เป็นหนแรกที่มีโอกาสได้นั่งวอลโว่คันโตขนาดนี้
    คนขับซิ่งนิดๆ คิดว่าชำนาญทาง รถวิ่งผ่านไปสองชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงที่ปราจีนบุรี
    ทุกกิจกรรมผ่านไปด้วยการควบคุมเวลาอย่างดีเยี่ยม
    นี่เป็นหนแรกอีกครั้ง ที่เดินทางไปกับคนหมู่มาก
    แต่ก็สามารถทำทุกอย่างโดยไม่คลาดเคลื่อนจากเวลาที่เขียนไว้ในกระดาษ

    บ่ายสองโมงกว่า มาถึงที่โรงเรียนในจังหวัดฉะเชิงเทรา
    เขาบอกว่าเป็นโรงเรียนพิเศษ ตอนแรกไม่เข้าใจว่าพิเศษอย่างไร
    จนกระทั่งได้ฟังผอ. โรงเรียนบอกว่าเป็นโรงเรียนที่รับเด็กที่พิการ
    ในขอบเขต 7 ข้อกำหนดของรัฐบาล ไม่ว่าจะพิการทางการได้ยิน
    พิการทางปัญญา หรือพิการในการสื่อสารและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม
    เด็กหลายคนมาจากหลายจังหวัด มาอยู่แบบกินนอน
    บางคนกลับบ้านเสาร์ อาทิตย์ บางคนเป็นเดือน บางคนก็ไปกลับ
    แต่น้อยนักที่จะมีพ่อแม่ที่มารับกลับบ้านเช้าเย็น

    ผอ.บอกว่า หลายคนใช้เวลากว่า 10 ปีกว่าจะเข้าห้องน้ำด้วยตนเอง
    กินข้าวด้วยตนเอง หรือแม้กระทั่งทำความสะอาดตัวเองได้
    นี่เป็นเหตุผลที่ใครๆ หลายคนก็บอกว่าเขาเป็นเด็กพิเศษ
    พิเศษตรงที่เขาดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องใช้คนที่เข้าใจดูแล



    กิจกรรมหลังจากนั้นเป็นการปลูกต้นกระดาษ
    ต้นกระดาษหรือยูคาลิปตัสสายพันธุ์ทนแล้ง อายุ 3 ปีก็ตัดขายได้ถูกเตรียมไว้แล้ว
    ทุกคนหยิบต้นกระดาษไปใส่ในหลุมที่ขุดไว้คนละต้น

    ใจยืนมองด้วยความทึ่ง นี่เป็นหนแรก...อีกแล้ว....ที่เห็นว่า
    การปลูกต้นไม้เป็นกิจกรรมที่ดูสนุกสนานได้มากขนาดนี้
    ทุกคนทั้งตั้งใจ ทั้งทำให้มันเป็นการปลูกต้นไม้ที่เหมือนไม่เคยทำกันมาก่อน

    กว่าจะปลูกต้นกระดาษเสร็จก็กินเวลาหลายนาที
    ใจและพี่ๆ อีกหลายคนแอบสนทนากันระหว่างมองดูเด็กๆ หลายคนตรงหน้าว่า
    เด็กพิเศษเหล่านี้แหละดูซื่อๆ ไม่มีพิษภัยอะไรกับใคร
    เขาเพียงแต่เป็นภาระให้กับคนรอบข้าง
    ไม่ต่างอะไรกับเด็กเกิดใหม่ที่ต้องให้ผู้ใหญ่ดูแลอยู่เสมอ
    จะกิน จะนอน จะอาบน้ำ ทำอะไรด้วยตนเองไม่ได้ ต้องให้คนเขาใส่ใจอยู่เสมอ

    แต่แม้จะเป็นอย่างนั้น....คนปกติธรรมดาครบ 32 ส่วนอย่างเราๆ มากกว่า
    ที่แม้จะไม่เป็นภาระ สามารถดูแลตัวเองได้
    แต่กลับสร้างพิษภัยให้กับสังคม และคนอื่นๆ ได้อย่างไม่สิ้นสุด
    ดูอย่างคนพิการเขาสิ ยังไม่เคยคิดจะสร้างพิษภัยให้กับใครเลย

    อ้อ...ยกเว้นคนพิการทางจิตบางอย่างนะ นั้นมันเป็นข้อยกเว้นที่รู้กันดี

    ต้นไม้ที่ติดๆ อยู่กับสถานที่ปลูกต้นไม้ในโรงเรียนพิเศษ
    มีป้ายเขียนด้วยลายมือ เข้าใจว่าเป็นครูในโรงเรียนเอามาติด
    อธิบายการสนทนาของเราเอาไว้อย่างเสร็จสรรพ

    "ความเป็นมนุษย์ไม่ได้สิ้นสุดอยู่ที่ความพิการ"

    หรือไม่จริง???

    12/8/2007

    รถชน 8 คันรวด!!! ตึง ตึง ตึง ตึง ตะลึง ตึง ตึง




    เมื่อหลายวันก่อน เรียกแท็กซี่จากหน้าออฟฟิศ เพื่อมุ่งหน้าไปที่ซอยแถวๆ หน้าม.รามคำแหง
    แท็กซี่จากฝั่งตรงข้าม อุตส่าห์ไปวกรถมารับใจถึงอีกฝั่งถนนหนึ่ง
    ตอนแรกไม่แน่ใจว่าพี่แกจะวกมารับเรารึป่าว เพราะแม้จะพยักหน้าเป็นนัยๆ กับแกว่าเราจะเรียกแท็กซี่
    แถมพี่แกก็ทำชี้นิ้วตรงไปเป็นนัยถามเราว่าเรียกแท็กซี่หรือเปล่า
    แต่พี่แกเล่นเปิดไฟเลี้ยวแล้วหยุดรอให้รถว่างแล้วกลับรถมาอีกฝั่งนานมาก
    ทำให้ใจตัดสินใจเรียกแท็กซี่จากฝั่งตัวเองก่อน...

    เดชะบุญลุงโซเฟอร์คันที่เรียกคันแรกแกไม่ยอมไป
    ส่ายหัว ดูนาฬิกา แสดงว่ากำลังจะไปส่งรถตามเวลาหมดกะของการเช่ารถนั่นเอง

    ส่วนพี่คันที่มาจากอีกฝั่งเมื่อตะกี้ (เกือบงงแระ ใจก็เริ่มจะงง ฝั่งไหนเป็นฝั่งไหน)
    ตอนนี้มาจอดที่ตรงหน้าใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พอใจถามแกว่าจะไปหน้าม.รามฯ
    พี่แกก็ตอบรับในทันทีว่าจะไปส่ง แถมแกก็ยังส่งคำตัดพ้อแกมต่อว่ามาอีกว่า
    "นี่หากพี่ขึ้นไอคันเมื่อกี้ไปนะ ผมเสียใจแย่เลย...."

    ใจทำหน้าไม่ถูก ได้แต่แก้เก้อว่า "ก็นึกว่าพี่จะไม่ข้ามมาแล้ว นึกว่ารออะไร"
    พี่แกก็ตอบกลับมาว่า "เปล่าครับผมรอให้รถว่างก่อนกลับกลางลำนี่แหละ"
    "เออว่าแต่พี่เนี่ยไม่ใช่คนญี่ปุ่นเหรอ ผมนึกว่าพี่เป็นญี่ปุ่นกำลังจะไปสาธรซะอีกดูจากฝั่งตะกี้"แกสำทับ

    ใจงงนิดๆ ที่แกคิดว่าใจเป็นคนญ๊ปุ่น ได้แต่ตอบว่า "ไม่ใช่ค่ะพี่ คนไทย"
    ในใจก็นึก ไม่รู้ทำไมมองเห็นฉันเป็นญี่ปุ่นไปได้ แล้วทำไมต้องไปสาธรด้วยนะคนญี่ปุ่นเนี่ย??

    ช่างมันเหอะ ใจอาจจะเหมือนญี่ปุ่นจริง ๆก็ได้ ก็น่ารักดีไปอีกแบบ อิอิ....

    ระหว่างทางมุ่งหน้าไปย่านมหาวิทยาลัยรามคำแหง 1
    พี่คนขับก็หมุนคลื่นวิทยุไปเรื่อย จนกระทั่งเจอคลื่นลูกทุ่งถูกใจ
    พี่แกเร่งเสียงดัง ประมาณว่า ใจอยากจะฟังด้วย ประมาณนั้น...

    คลื่นวิทยุที่ว่า...กำลังเป็นช่วงเวลาของลูกทุ่งแบบจังหวะเร้าอารมณ์ คนฟังคนร้องแดนซ์กันกระจาย
    เหมือนลำซิ่ง และลูกทุ่งยุคใหม่ ที่มีสาวนุ่งสั้น หน้าใส หรือนักร้องลูกทุ่งผู้ชายผมยาว แต่ดันใส่เหล็กดัดฟัน

    ดีเจก็แบบว่าคึกๆ โผล่ออกมาก็ทักทาย "สวัสดีคร้าบบบบ" อะไรแบบนั้น
    พูดไปพี่ท่านก็เปิดเพลงกลบเสียงตัวเองไป แบบเบาๆ หรี่ๆ แบบวิธีนี้ไม่ได้ยินมานาน
    ปกติได้ยินเฉพาะสมัยมัธยมปลาย สิบกว่าปีที่แล้ว สมัยนั้นเป็นลักษณะเฉพาะของดีเจ
    ใครจะผ่านไปนั่งหน้าไมค์ได้ ต้องรู้จักเบาเสียงเพลงให้เบาและดังสลับกับการพูดได้ด้วย
    จนหลังๆ หากใครอยากจะฟังเพลงเต็มๆ ต้องเขียนจดหมายน้อยไปหาดีเจ
    เพลงนี้หนูขออยากฟังแบบไม่มีเสียงแทรก หรือว่าพี่คะอย่าพูดแทรก หนูจะอัดเพลงค่ะ .... 555

    อยากให้จินตนาการตาม...ดีเจเปิดเพลงแดนซ์ ๆ จังหวะประมาณ
    "ตึง ตึง ตึง ตึง ตะลึง ตึง ตึง"
    หลังจากนั้นแล้วหรี่เสียงเพลงเบา  พูดแทรก แล้วเปิดให้ดังอีกหน...วนกันอย่างนี้ตลอด

    ตอนหนหนึ่งของการพูดสนทนากับไมโครโฟนเพียงลำพังเหมือนคนบ้า
    สลับกับการหรี่เสียงเบา ดังของเพลง ปรากฎข้อความว่า


    ตึง ตึง ตึง ตึง ตะลึง ตึง ตึง เมื่อตะกี้นี้มีสายนึงโทรฯ มาหาผม.... ตึง ตึง ตึง ตึง ตะลึง ตึง ตึง
    ยกหูมาหาแล้วก็เล่าให้ผมฟังว่า ตึง ตึง ตึง ตึง ตะลึง ตึง ตึง ...

    พี่ดีเจครับ วันนี้ผมมีเรื่องตื่นเต้นมาเล่าให้ฟังครับ ตึง ตึง ตึง ตึง ตะลึง ตึง ตึง
    เขาเล่าว่า เมื่อวานผมเห็นรถชน 8 คันรวดครับ ตึง ตึง ตึง ตึง ตะลึง ตึง ตึง
     
    แต่พี่เชื่อไหมครับ เดชะบุญ ไม่มีใครตาย และบาดเจ็บ พระเจ้าช่วย !!!!! ตึง ตึง ตึง ตึง ตะลึง ตึง ตึง

    ไอผมเองก็ตื่นเต้นรอฟังว่าทำไมรถชนแปดคันรวดทำไมไม่มีใครเจ็บสักคน ตึง ตึง ตึง ตึง ตะลึง ตึง ตึง
    สักพัก เจ้าของสายก็บอกผมว่า ... พี่รู้ไหมครับ นอกจากจะไม่มีคนเจ็บ และคนตายแล้ว
    ผมยังเห็นว่าคนนอนหลับบนรถกันเต็มเลยครับ ตึง ตึง ตึง ตึง ตะลึง ตึง ตึง
    พี่รู้ไหมครับว่าทำไม.... ตึง ตึง ตึง ตึง ตะลึง ตึง ตึง
    ก็เพราะว่า......ตึง ตึง ตึง ตึง ตะลึง ตึง ตึง  มันเป็นรถชลบุรี-กรุงเทพฯ น่ะสิครับ ตั้ง 8 คันแน่ะ ตึง ตึง ตึง ตึง ตะลึง ตึง ตึง
    ฮิ้วววววววววววววววววววว ตึง ตึง ตึง ตึง ตะลึง ตึง ตึง
    เอาไปเลยค้าบบบบ เพลงที่ขอมา ยอดเยี่ยมกาเทียมดอง ตึง ตึง ตึง ตึง ตะลึง ตึง ตึง

    หึหึ....เป็นเพราะว่าเวลาพูดคำว่า "ชน" มันพ้องเสียงกับคำว่า "ชล"
    ทำให้ทั้งดีเจ ใจ และคนขับแท็กซี่คันนี้ งง .. สับสนกับเรื่องรถชนนี่จริง ๆ
    สุดท้ายถึงได้บางอ้อ โธ่เอ๋ย ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง
    มันเป็นรถชลบุรี-กรุงเทพฯ 8 คันรวด แถมนอนหลับกันระนาว... ตึง ตึง ตึง ตึง ตะลึง ตึง ตึง ....


    12/3/2007

    ทำอะไรดี??

     

    เมื่อคิดขึ้นมาได้ว่าตัวเองจะต้องอยู่คนเดียวในวันขึ้นปีใหม่ที่จะมาถึง
    ก็แอบคิดวางแผนบางอย่างเอาไว้ล่วงหน้า..แบบเงียบเชียบ
    กำลังคิดว่าจะทำอะไรบ้างในวันที่จะเปลี่ยนผ่านวันเก่าไปสู่วันใหม่ของปีใหม่

    ถ้าจะให้พูดความจริง ...
    พอจะจำได้ไม่ผิดนักว่า ปีใหม่ปีนี้เป็นหนแรกที่ต้องอยู่คนเดียว
    หลายปีก่อนหน้าไม่เคยต้องอยู่คนเดียว...
    ปีที่แล้วก็อยู่กับพี่สาว ซดน้ำเมาเข้าไปเพราะอกหัก
    แล้วก็ผื่นขึ้นทั่วตัวไปหลายวัน เพราะรู้ว่าแพ้แอลกอฮอล์แต่ก็ยังดื่ม
    สมน้ำหน้าตัวเองดีแท้น้อ...

    กำลังคิดว่าตัวเองกำลังวิตกจริต
    หายไปจาก blog หลายวัน กลับมาอีกที ทะลึ่งมาบ่นเรื่องวันส่งท้ายปีเก่าขึ้นต้นปีใหม่
    ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะดันได้กลับบ้านก่อนหน้าวันปีใหม่ไม่กี่วัน
    และก็คิดว่าไม่อยากกลับซ้ำซ้อนไปหลายวัน ทำให้ชีวิตนั้นยุ่งยากไปด้วยการเดินทางเพียงอย่างเดียว
    นอกเหนือจากนั้นแล้ว ที่บ่นๆ ก็เพียงแค่อยากจะรู้เหมือนกันว่า ....

    หากเราจะต้องอยู่คนเดียวในวันที่คนอื่นฉลอง ร้องเฮวันขึ้นปีใหม่จริงๆ
    สิ่งที่จำเป็น และ ควรจะทำวันนั้นมันควรจะมีอะไรบ้าง
    ดูหนังคนเดียว ฟังเพลงคนเดียว กินข้าวคนเดียว แล้วก็นับเลขถอยหลังขึ้นปีใหม่คนเดียว
    แบบไหนกัน ที่ทำแล้วจะพอช่วยให้ไม่รู้สึกว่า อยู่ตัวคนเดียว หรือเหงาจนเกินไป
    ในเวลาที่แม้จะไม่อยากคิดว่ามันสำคัญ วันไหนก็เหมือนกัน
    แต่ปีหนึ่งมันก็จะวนมาเจอวันนี้วันเดียว และไม่มีถอยหลังนี่นา ....


    ทำอะไร ที่จะรู้สึกดีในวันหยุดยาวแบบนี้เนี่ย ???