Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    12/29/2006

    นักบอลอนุบาล


    พอกินน้ำพริกอ่อง กะน๋มจีนน้ำเงี้ยวเป็นมื้อเช้าของวันเสร็จสิ้น
    แม่ พ่อ และใจก็เปลี่ยนเสื้อผ้าออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปดูกีฬาในอีกหมู่บ้านหนึ่ง
    เป็นวันที่สองของการเดินทางไปที่นี่ เพื่อดูและชมกีฬาที่แข่งกันระหว่างตำบล
    จริงๆ เป็นงานของเด็กๆ ตั้งแต่อนุบาลยันป.6 เค้าเรียกว่ากีฬากลุ่ม
     
    แต่เป็นธรรมเนียมตั้งแต่ไหนแต่ไรมาที่แข่งกีฬาแบบนี้ก็มักมีผู้ใหญ่มาร่วมเอี่ยวด้วยทุกครั้ง
    เด็ก ๆ แข่งกันตามชื่อโรงเรียน ผู้ใหญ่แข่งกันตามชื่อหมู่บ้านคั่นกลาง สลับกันไปมา
    วันแรกใจกับแม่ไปยืนดูฟุตบอลประถม วอลเลย์เยาวชน ก่อนมาจบลงที่ตะกร้อชายผู้ใหญ่
    วันนี้ได้ดูทั้งตะกร้อเด็กหญิง และไปจบที่ฟุตบอลอนุบาลที่หมู่บ้านของเรามีชิงชนะเลิศ
     
    ดูไปฮาไป เด็กๆ อนุบาลตั่วจิ๋วเตะบอล ประมาณว่า บอลอยู่ไหนพวกเราวิ่งไปที่นั่น
    เสียงนักบอลไม่มีสักกะแอะ แต่ว่าพ่อแม่ พี่น้องขอบสนามวี๊ดว๊าดเอาเรื่องน่าดู
    พ่อเด็กคนนึงตะโกนบอกลูกว่า อย่ามองพ่อ บอลอยู่โน่นนนนน
    เด็กบางคนไม่ยอมใส่รองเท้า เหลือแต่ถุงเท้าที่เคยขาวก่อนหน้านี้หลายนาทีเอาไว้เตะบอล
    เด็กล้มเมื่อไร ผู้ใหญ่ขำเมื่อนั้น เด็กเตะพลาดเตะลมเมื่อไร ผู้ใหญ่ก็ฮากันครืน
     
    เสียงเชียร์ที่ดังและได้ยินบ่อยที่สุดเห็นจะเป็นคำว่า "เตะไปข้างหน้าเลย"
    เหมือนกับว่าบอกให้เด็กเตะไปข้างหน้าอย่างเดียว ไปทางไหนไม่ได้ต้องสน
    บอลอนุบาลแบบนี้อาศัยแรงวิ่งผลัก วิ่งชน มะรุมมะตุ้มกันอย่างเดียวเท่านั้น
    บอลหลุดไปหน้าประตูเมื่อไร เอาเท้าแหย่ๆ หลายสิบข้างกันสักพักก็รู้ผลแพ้ชนะ
    งานนี้ไม่มีกลยุทธ์ พักครึ่งไม่ต้องบอกว่า วางแผนให้ใครอยู่หน้าหรือหลัง
    4 3 2 ครูผู้สอนไม่ต้องบอกให้เสียเวลาหรือแหกปากจนเจ็บคอ
    ขอแค่มีน้ำหวาน น้ำอัดลม พ่อแม่ พี่น้องเอาผ้าเย็นมาเช็ดหัวเท่านั้นเอง
    แดดก็ร้อน แต่คนก็มุงกันจนแทบไม่มีที่จะยืน เสียงดังลั่นไปทั่ว
     
    สนามฟุตบอลขนาดใหญ่ที่อยู่ติดกัน คนบางตาอย่างเห็นได้ชัด
    ขณะที่สนามแฮนด์บอลที่กลายเป็นสนามบอลของเด็กอนุบาลกลับแน่นขนัด
    เสียงหัวเราะของแม่ใจที่ยืนข้างๆ ดังยังกะปรอทจะแตก
    แม่หัวเราะซะลั่นทุ่ง ใจเองก็กลุ้มไม่น้อย เพราะใครเดินผ่านไปผ่านมาก็เอาแต่มอง เอิ้กกก
     
    เล่นไปสักพัก ใจชักรู้สึกว่านักบอลตัวเล็กมันหายไปไหนหมด
    อ้อ..ไปอยู่ตรงนั้นกันหมดเลย ฝุ่นคลุ้งบังคนซะหมดเสียอย่างนั้น
    เลยไม่รู้ว่าคนอยู่ไหน ก็ฝุ่นในสนามตลบซะ... 5555
    ผลบอลระหว่างโรงเรียนสถานกับโรงเรียนบ้านทุ่งงิ้วของใจวันนี้
    สรุปว่าเด็กๆ บ้านทุ่งงิ้วชนะใสที่ 1 ต่อ 0 ได้ถ้วยทองไปครองเป็นที่เรียบร้อย
    ใจให้แบงค์ร้อยมแม่ไปหนึ่งใบ ฝากไปให้ครูที่คุมทีมร่วมบริจาคเงินให้เด็กๆ ในได้กินขนมกันถ้วนหน้า
    ในฐานะที่สร้างความฮาให้กับคนทั้งบางแบบเทใจให้ทั้งดวงเลยจริงจริง
     
    12/26/2006

    ชีวิตใจที่บ้านนอก

     
    ใจหนีกลับบ้านนอกตั้งแต่เมื่อวานนี้
    เครื่องบินออกแต่เช้า การบินไทยพาใจมาถึงเชียงรายตอนสายๆ ของวัน
    พอลงเครื่อง ใจก็ได้สัมผัสอาการเย็น
    ตอนแรกนึกว่าเป็นเพราะเครื่องปรับอากาศ
    แต่พอออกมานอกอาคารผู้โดยสาร...เอ้ยยย นี่มันหนาวขนาดนี้เลยเรอะ..
     
    พอถึงบ้านพักของพี่สาว ใจก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากนั่งตากแดด ให้มันช่วยกลบอากาศเย็น
    เมื่อวานบ่าย ใจนั่งรถเมล์หวานเย็นกลับบ้านหาพ่อกับแม่
    กว่าจะถึงก็เย็นย่ำ...มีไอพริกไทยและไอมันนี่รอรับอยู่ที่หน้าประตูรั้ว
    ที่บ้านก็ยังหนาวไม่หาย ใจเลยต้องรีบอาบน้ำแต่หัววัน
    พันผ้าพันคอ ใส่เสื้อกันหนาว ถุงเท้าและนั่งคลุมผ้ากันหนาวแบบครบชุด
    กลางคืนก็เปิดโปงลางสะออนแผ่นใหม่ที่เพิ่งซื้อมาให้แม่กับพ่อดู
    ไอมันนี่นอนบนเตียง ห่มผ้าห่มคลุมตั้งแต่หัวจรดหาง กรนไปพลางๆ สลับกับเสียงโปงลาง
    มีพ่อนอนข้าง ๆ  มัน แม่นอนเก้าอี้ม้าโยก
    ส่วนใจนั่งหลังโต๊ะมีคอม ฯ ต่อเน็ตอยู่ด้วย
    ตอนแรกกะจะไม่ดู นานๆ เข้า ก็ปิดคอมฯ ไปนั่งดูเป็นเรื่องเป็นราวกับพ่อและแม่

    เช้าวันนี้หลังกินข้าวอิ่ม ใจก็ชวนแม่กับพ่อไปซื้อของในตัวอำเภอ
    ก่อนเลยไปเที่ยวงานแข่งกีฬาเด็กๆ ของตำบล
    แม่หอบเบียร์ไปให้นักกีฬาผู้ใหญ่ที่เขาไปแข่งแทรกกับเด็กๆ ซะยังงั้น
    ไม่รู้จะบอกยังไง แต่นักกีฬาที่มารวมตัวกันหน้าบ้าน เขาทวงแม่บอกว่า...
    ...เห็นป้ารับปากเอาไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วแล่ว...แม่เลยซวยไป
    ใจก็ซวย เพราะมีคุณครูมาเปิดหมวกให้คนเชียร์เด็กในหมู่บ้าน
    ร่วมกันบริจาคเงินเล็ก ๆน้อยๆ เป็นทิปให้เด็กนักกีฬาฟุตบอล
    ใจไม่มีแบงค์ย่อย แบงค์แดงๆ เลยรอ่นออกจากกาเป๋ากุงเกงใจ...เง้อออ
    ใจเดินไปดูวอลเลย์บอลเยาวชน ตะกร้อผู้ชาย ต่อด้วยเปตอง
    ตอนไปนั่งเชียร์ตะกร้อเนี่ย ฝ่ายที่เก่งๆ เขาก็เชียร์กันธรรมดาแหละ
    แต่ฝ่ายที่กำลังตามนี่จิ ได้มาลูกนึง ตบมือซะจนเกือบหลุด...ลุงคนนึงข้างๆ บอกยังงั้นอ่ะ
    เสร็จจากตะกร้อใจก็ไปนั่งกินส้มตำไก่ย่างกะแม่
    พร้อมป้าๆ น้าๆ นักกีฬาเปตองนั่นแหละ
    ก่อนกลับบ้านมาท้องเสียซะจนหมดแรงเลย เหอะเหอะ
     
    เย็นวันนี้ก็หม่ำเสียจนจุก
    พ่อกับแม่นอนไปแระ ทั้ง ๆ แค่ทุ่มครึ่งเองอ่ะ
    สงสัยนอนเอาแรง พรุ่งนี้จะไปเที่ยวที่แม่สายกันต่อ...โฮะโฮะ....
     
    12/22/2006

    คำพูดกินใจของคุณคืออะไร.....


    พี่ฮุย รุ่นพี่นักข่าวที่เนชั่นฯ ซึ่งปัจจุบันหันเหไปเอาดีที่ e-bay
    ส่ง link กระทู้ของพันธุ์ทิพย์ในห้องเฉลิมไทยมาให้ใจเมื่อเช้า
    แกขึ้นต้นประโยคด้วยการทักทายด้วยความเป็นห่วงอาการไม่สบาย
    ตบท้ายด้วยการบอกว่ามีเวลาว่างไปหาหมอรึป่าว
    หากไม่มีก็ส่งที่อยู่มาจะส่งยามาให้...หลังๆ ใจชักรู้เหมือนโดนประชดพิกล
    แต่พิจารณาแล้วคนอย่างที่ฮุย..น่าเป็นห่วงจริง ๆ เสียมากกว่า

    พี่ฮุยบอกว่า link ที่ส่งมาให้น่าจะเหมาะกับนักเขียนอย่างใจ
    อ่านแล้วระวังน้ำตาไหล เพราะว่ากินใจเหลือเกิน
    ระหว่างที่นั่งรอเวลาออกจากบ้าน
    ใจเลยลองคลิกเข้าไปเยี่ยมเยือนเวบดังกล่าวดู
    .....และมันก็เป็นอย่างที่พี่ฮุยว่าเอาไว้ไม่มีผิด...

    กระทู้ถามของชายคนหนึ่งตั้งใจเอาคำตอบจากคนในห้องทั้งหมดว่า
    คำพูดที่คุณได้ยินหรือมีใครเคยพูดไว้กับคุณคำพูดไหน
    ที่มีค่าทางจิตใจหรือกินใจมากที่สุด
    ใจหมุนเมาส์เลื่อนลงเป็นทางยาวของหน้าเวบไปเรื่อย
    อ่านไปได้แค่หนึ่งร้อยคนที่มาตอบกระทู้ ต่อมน้ำตาเริ่มปริ
    ในสมองค่อยๆ คิดไปถึงคำพูดของใครบางคนที่เราประทับใจขึ้นมาบ้าง

    ใครคนหนึ่งในกระทู้บอกว่าเขาประทับใจเพียงคำว่า "คิดถึงนะ...."
    ขณะที่ใครบางคนชอบใจกับใครบางคนที่บอกว่า "เดี๋ยวก็เช้าแล้ว"
    และอีกมากมายก่ายกองของคำพูดกินใจทั้ง...เธอดีเกินไป
    เธอคือผู้หญิงที่ผมเลือกนะ....แม้แต่หมายังมีวันของมัน..
    ไม่ต้องทำอะไรหรอก...แค่มีเธออยู่บนโลกนี้ก็เพียงพอแล้ว..
    สำหรับใจแล้วมีคำพูดที่กินใจที่สุดเป็นคำพูดของคนหลายคน
    ทั้งแม่ พ่อ พี่สาว เพื่อนซี้และใครบางคนที่ซุกซ่อนอยู่ในหัวใจของใจอยู่จนถึงตอนนี้...

    ...มีอะไรเล่าให้แม่ฟังได้ไหม??.....
    ...กลับบ้านเราไหม มาอยู่กับพี่ก่อนก็ได้นะ...
    ....มีอะไรเล่าให้ชั้นฟังได้นะ ชั้นเพื่อนแกนะ...
    ....รักใจนะ .......

    แค่นั้นมั้ง ใจว่ามันก็กินใจพอที่จะทำให้ใจนึกถึงมันได้อ่ะ
    ไม่ต้องเลิศหรู ไม่ต้องยาวเฟ้ยยย อ่านแล้วเหนื่อย
    สั้น ๆ แต่กินใจของใจ...ก็พอถมถืด
     
     
    link ที่ว่าคลิกไปดูจิ http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A4969876/A4969876.html

    ยังหายใจอยู่

     
    ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด
    ระหว่างที่กำลังปวดหัวในการแก้ปัญหาเรื่องงาน
    ธุระปะปังอื่นๆ ทั้งการซื้อโน้ตบุ๊กใหม่ โทรศัพท์ใหม่
    ไปส่งเอกสารที่กรมการกงสุลให้ผึ้ง ไปเอาเอกสารขอวีซ่าที่สถานฑูตสเปน
    ใจก็เจียดเวลาอันน้อยนิดในช่วงสายของวันนี้ ก่อนที่จะออกจากบ้าน
    แวะมาบอกเล่าให้ใครหลายคนรับรู้ว่า...ใจยังไม่ตาย...
    ยังหายใจอยู่ เพียงแต่หายหัวไปสักพักเท่านั้นเอง
    ก็ตุเลงๆ อยู่แถวๆ นี้แหละ ขอแก้ปัญหาอะไรต่างๆ นานาเสียก่อน

    แล้วค่อยอัพ blog อีกหนเมื่อพร้อมแล้ว ...
    อ้อ วันจันทร์หน้ากลับบ้านนอกแล้วนา
    กลับมาอีกที่ก็วันที่ 4 โน่นแน่ะ เหมือนปิดเทอมเลยเนอะ
    กะว่าจะพักค้างที่บ้านผึ้งในตัวเมืองก่อนสักสองมื้อ
    ก่อนกลับบ้านหาพ่อกับแม่
    และไปหลวงพระบางสี่วัน สามคืน เริ่มวันที่ 30-2 แบบเดี่ยวๆ
    เที่ยวคนเดียวไม่มีใครไปด้วย...
    ไอม่วยยังถาม แกจะไปเคาท์ดาวน์ที่หลวงพระบางรึไง
    เออเนอะ ใจไม่ได้คิดเลยแฮะ แค่อยากไปก็จะไปเท่านั้นเอง
    คนโสดก็งี้...มีดีก็ตรงที่ ..อยากจะทำอยากจะไป ไม่มีใครต้องขออนุญาต
    นอกจากพ่อ กับ แม่ก็แค่นั้นแหละ...แหะแหะ
    ได้เวลาแระ ...ไว้แวะมาใหม่นะคะ...บายบาย
    12/20/2006

    เห็นแววความเหนื่อยมาเยือน



    เดือนนี้คงจะเป็นอีกเดือนที่จะต้องเหนื่อยกันน่าดู
    ชีวิตที่เคยอุดอู้อยู่แต่ในห้องก็อาจจะต้องเปลี่ยนไปในทันที
    ตารางที่แน่นเอี๊ยด หากไม่ใช่เพราะใจขี้เกียจก็คงไม่ได้เจอกันง่ายๆ
    วันที่ 30 ธันวาคม 49 -2 มกรา50  ใจรับคำเพื่อนไปแล้วว่าจะล่องเรือจากบ้านไปหลวงพระบาง
    เป็นเวลายาวนาน 4 วัน 3 คืน โดยจ่ายค่าทัวร์ในหนนี้เพียง 2,500 บาทเท่านั้น
    แค่ดูราคาก็น่าสนใจ...เลยอยากไป
    แม้แม่ออกจะคัดค้านเพราะดันไปคนเดียว
    แต่พอบอกว่าเพื่อนเป็นไกด์ แม้มันจะไม่ได้เทคแคร์เราโดยตรง
    แต่ก็คงช่วยเป็นหูเป็นตาเฝ้าลูกสาวของแม่ได้บ้างไม่มากก็น้อยนะงานนี้อ่ะ

    ต่อจากนั้นวันที่ 21-23 มกรา ใจมีนัดไปกัมพูชาตามคำเชิญของบริษัทแห่งหนึ่ง
    มันก็กึ่งๆ เที่ยวแหละ แต่ว่าใจเองก็ไม่อยากจะพลาด บางทีมันก็มีงานที่ต้องทำ
    ทั้งๆ ที่เคยไปมาหนนึงแล้วนะ กัมพูชาเนี่ย แต่...หากไม่ไปก็ดูจะไม่ดีสักเท่าไร
    สุดท้ายก็จำเป็นต้องไป....


    วันที่ 27-28 มกรา ใจมีนัดไปสวนนงนุช
    มีงานประชุมสัมมนาประจำปีของชมรมฯ ก็คงต้องไป
    หากจำไม่ผิดน่าจะเป็นหนแรกที่จะไปร่วมงานนี้กับเขาบ้าง
    ก็เหมือนกับอยากจะรักษาสถานภาพทางสังคมเอาไว้น่ะ
    เลยคิดว่าจะต้องไป....

    นี่แค่เรื่องเดินทาง แต่ไม่ได้บอกว่ามีงานอะไรรออยู่บ้างนะเดือนนี้
    ไม่อยากจะสาธยายให้มากความแต่มันมากมายก่ายกอง...เป็นภูเขาดีแท้
    เห็นแววเหนื่อยมาแต่ไกลแล้วเนี่ย เฮ่อออออ
    12/19/2006

    ใจในวันนี้...

     

    สองสามวันมาแล้ว ที่ไม่ค่อยได้คุยกับใครผ่านหน้าจอ msn messenger
    แต่ถึงแม้จะได้คุย แต่ก็ไม่ยาวนานอย่างที่เคยเป็นก่อนหน้านี้
    เป็นเพราะว่าอินเตอร์เน็ตที่ห้องเดี้ยงชั่วคราว
    หลังจากยกหูหา call center นัดแนะให้ช่างจากทรูมาดูให้

    ตอนแรกได้ข้อสรุปว่าคู่สายมันเสีย แต่พอมาดูเข้าจริงๆ
    สิ่งที่พบก็คือ...อยู่ที่โน้ตบุ๊กของใจแล้วแหละ เค้าว่ายังงั้น
    หลังจากได้ข้อแนะนำให้ลง driver การ์ดแลนใหม่
    ใจก็เลยทดลองทำตาม เพราะไม่อยากจะต้องเข้าออฟฟิศ
    ไปนั่งใช้อินเตอร์เน็ต กินแอร์ที่ทำงาน ...เดินทางมันเหนื่อยอ่ะ

    ปรากฏว่าคืนนี้อินเตอร์เน็ตกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง...
    แต่...จำได้ว่าเมื่อคืนมันก็ต่อได้แบบนี้ แต่เช้ามาก็กลับไปเหมือนเดิมอีกหน
    ก็คือต่อแล้วหลุด ต่อติดแล้วหลุด ทุกๆ หนึ่งนาที...
    เลยไม่แน่ใจว่า คืนนี้ต่อเน็ตได้ แล้วพรุ่งนี้จะไม่ติดอีกรึป่าวแฮะ
    แต่ช่างมันเหอะ...แก้ไขสถานการณ์ได้เฉพาะหน้า
    พรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกทีว่าจะเป็นยังไงต่อไป

    วันนี้ทั้งวันใจเหนื่อยมากมาย...
    ตั้งแต่เช้านั่งเก็บของในห้องเสียใหม่ ย้ายโน่นมานี่ ย้ายนี่มาโน่น
    เพราะไม่อยากฟังเสียงบ่นของพ่อกับแม่ และพี่สาว
    ที่จะเข้ามากรุงเทพฯ ในช่วงเช้าของวันศุกร์
    เนื่องจากพี่สาวต้องพาพ่อกับแม่มาเซ็นสัญญาก่อนไปเทคคอร์สที่สเปน

    สายๆ ก็นั่งรอให้ช่างจากทรูมาเช็คดูอาการของอินเตอร์เน็ต
    เสร็จแล้วก็เข้าไปออฟฟิศ เพื่อเอารูปที่ถ่ายจากโรงงานปลาทูน่าไปให้ช่างภาพ
    ตกบ่ายก็กลายเป็นตัวแทนของกองรับของขวัญปีใหม่จากบริษัทน้อยใหญ่จนปวดกราม
    ก็ใครมา เขาก็อยากจะเก็บภาพมอบของขวัญให้นักข่าวกันทั้งนั้น
    บ่ายวันนี้ก็เลยกลายเป็นวันแห่งการรับแขกของแท้ไปซะแระ เฮ่อ....
    งานที่เคยคิดว่าจะทำเลยไม่ได้ทำ ต้องรอให้เย็นย่ำ คนหายถึงได้ไปทั้งสิ้น
    ....สองหน้า...แต่ทำไมมันเหนื่อยเป็นบ้าเลยนะ กว่าจะได้สองหน้านี้มาอ่ะ

    ตอนแรกกะจะกลับบ้านตอนสองทุ่ม เพราะกลับมาก็กลุ้ม อินเตอร์เน็ตใช้ไม่ได้
    แต่เอาเข้าจริงๆ ก็เปลี่ยนใจกลับทุ่มกว่าๆ ซะยังงั้น เพราะมันมืดเกินไป
    นั่งแท็กซี่จากหน้าออฟฟิศมาที่รถไฟฟ้าใต้ดินหัวลำโพง
    วันนี้คนขับเหมือนจะสุภาพ...แต่ไปถึงกลางทาง...ท่านเล่นปาดกับรถแท็กซี่คันข้างๆ
    ตอนแรกแกเปิดกระจกแล้วตะโกนถามว่า "มีอะไร?"
    ใจก็นึกว่าเขารู้จักกับคนขับรถคันนั้น
    แต่ที่ไหนได้ ไอที่แกถามน่ะ เหมือนกับถามหาเรื่องว่า "ตกลงมีไร?" อะไรยังงี้แหละมั้ง
    สักพักแกก็ขับปาดกัน ตะโกนดังลั่น ด่ากันด้วยอีกต่างหาก
    แกด่ากันใจไม่ว่าอ่ะ แต่ผู้โดยสารที่นั่งเบาะหลังทั้งสองคน ทั้งสองคันนี่สิ
    ใจชักไม่ดี หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้วพี่ท่าน
    ลุ้นแทบตายไม่รู้จะทำยังไงในเวลานั้น...จนเค้าเลิกลากันไปเอง เหอะเหอะ

    พูดถึงเรื่องแท็กซี่ อารมณ์เมื่อตะกี้ กับเมื่อตอนบ่ายคนละเรื่องเลย
    คนขับเมื่อตอนบ่าย เฮฮา บันเทิงอารมณ์มากมาย
    ช่วยให้ใจที่กำลังเครียด ๆ หายเครียดในบัดดล
    ก็ขึ้นรถแกปุ๊บ แกก็บอกว่า ผมขออภัยนะครับท่านผู้โดยสาร พอดีผมกำลังติดพัน
    แล้วก็แกก็ชี้มือหันไปที่วิทยุสื่อสารระหว่างศูนย์แท็กซี่เดียวกัน
    แกบอกว่าศูนย์นครชัยจะเปิดให้คนขับแท็กซี่ด้วยกันสื่อสารด้วยวิทยุที่ว่านี้
    เพราะรู้ว่ามีข่าวสารตั้งมากมายที่จะช่วยบอกต่อกันได้
    และแต่ละวันคนขับก็แสนจะเครียด การเจียดเวลามานั่งคุยกันด้วยวิทยุ
    ก็ช่วยให้ไม่เครียดได้ในแต่ละวันที่ต้องขับไปหาลูกค้า

    ใจก็ไม่ว่ากระไร ปล่อยให้แกคุยไปกับเพื่อนร่วมงานผ่านทางวิทยุไปเรื่อยๆ
    ตอนแรกก็แอบขำ..จนต้องถามว่าพี่พูดภาษาอะไร?
    ก็แกเลยพูดอะไรไม่รู้..ออกมา ใจฟังตั้งนานก็ยังไม่รู้เรื่อง
    แกบอกแกพูดภาษาเขมร....มีเพื่อนร่วมงานที่พูดภาษาเขมรมาขับแท็กซี่เยอะ ..เค้าบอก

    เวลาแกขึ้นต้นคำพูดแกจะพูดว่า...อันกรณีนี้....ที่ว่า....ทุกครั้งเลยอ่ะ
    เช่นแกจะรายงานจราจรแถวๆ เยาวราชที่วันนี้ติดแทบจะบ้า
    แกก็จะขึ้นว่า...อันกรณีนี้...ดังว่าการจราจรแถวๆ เยาวชนติดหนุบ ติดหนับ
    ตับๆ ตุบๆ แต๊บๆ ...อะไรอีกไม่รู้...เป็นแบบนี้ตลอด มีสร้อยตามมากมาย ฟังแล้วปวดใจ

    ฮายิ่งกว่าอีกก็ตรงที่ แกพูดอะไรก็มักเอามาเกี่ยวพันกับความรักเสมอแฮะ
    ทั้งเรื่องการเมือง การจราจร การบ้าน การเรือน ก็เอามาเกี่ยวกับความรักได้ตลอดเวลา

    เพื่อนคนขับหลายคนชอบแซว ชอบจีบแม่ข่าย
    หมายถึงแม่ข่าย ....ผู้หญิงที่เป็นคนเฝ้าศูนย์กลางของการสื่อสารดังกล่าว
    แกก็มักจะแซวเพื่อนๆ ว่า แม่ข่ายอาจจะเลื่อนขั้นให้คนแซวที่แอบรัก
    จากพี่ชายที่แสนดี ไปเป็นที่รักก็เป็นได้ในปีใหม่นี้...

    พูดถึงปีใหม่ แกก็อวยพรคนขับด้วยกัน
    ขอให้อวัยวะภายใน และภายนอกแข็งแรง
    อาหารเก่าใหม่ ที่กินเข้าไป ขอให้แข็งวันแข็งคืน...
    และชาติหน้าชาติไหนขอให้เป็นคนอีสานตลอดไป เง้ออออ จะบ้า

    แกบอกว่าขออยากให้คนขับแท็กซี่เรียนภาษาเขมร
    เพราะว่าตอนนี้เรามีสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว
    แถมเขตแดนเราก็ติดกับเขมร
    ภาษาอังกฤษอย่าไปสนใจมากเลย เพราะว่าเขามีไอคิวเกินร้อย
    ชะรอยให้ความสำคัญกับเขมร เพราะเป็นภาษาเพื่อนบ้านจะดีกว่า....
    เพราะว่าไอคิวยังไม่มากเท่าไร....ใจก็ไม่รู้ว่าแกตกลงจะภูมิใจรึป่าว??

    มีหนนึงแกบอกว่า คนเราอ่ะรักมือสองมันต้องใช้เวลา
    มันเหมือนกับรถเก่า รถใหม่ รถป้ายแดงและรถป้ายเหลือง
    เขาเก่ามา เราก็ต้องรักษาด้วยทั้งใจและกาย
    ลำบากมากมายเพราะต้องใช้เวลา โอว้.......จอห์นจริงจริงให้ตายเหอะจอร์จ

    แถมยังบอกด้วยนะว่า แม่ข่ายที่ชายคนขับแท็กซี่หลายคนกำลังจีบ
    แต่ก็มักจะโดนสวนกลับว่า เขามีแฟนแล้วนั้น
    เขาเองก็เชื่อว่า ความไม่แน่นอนเป็นสิ่งที่อยู่คู่บนโลกนี้
    เขาเองก็ไม่รู้ว่าแม่ข่ายคบกับแฟน จะแน่นแฟ้นยาวนานขนาดไหน
    ดีไม่ดี แม่ข่ายอาจจะเปลี่ยนใจในอนาคต
    เปลี่ยนจากคนหล่อมาเป็นคนอ้วนก็ได้...ใครจะไปรู้ เอิ้ก....

    ลงท้ายก็ใช้ชื่อตัวเอง...จากกระผม พขร.หล่อหลบใน ไอเลิฟยู.........5555
    อยากให้ลองฟังอ่ะ ว่างๆ นั่งแท็กซี่ศูนย์นครชัย ลองถามหาคนนี้ดูซิ
    ใจก็อยากจะรู้ว่ามีคนรู้จัก แกมั่งหรือป่าว
    เห็นแกบอกว่าไปพูดแบบนี้มานานหลายปีแล้ว ใครๆ ก็ฟังแก
    แต่ใจก็เห็นคนตอบแกมาตลอดเลยแฮะ
    แกพูดจบ อีกคนก็สวนกลับ
    มีคนบอกด้วยว่า แกกดไปช่องการสื่อสารไหน? เค้าจะย้ายช่องตามก็มีแฮะ
    แฟนพันธุ์แท้ แกมีเยอะน่าดู...ก็น่าอยู่หรอก เล่นพูดเขมรสลับไทย เอาซะฮาขนาดนั้น

    ขณะที่ทุกคนต่างแย่งกันกด แย่งกันตอบ สวนกันไปสวนมา
    แม่ข่าย พ่อข่ายก็มักจะแทรกเรื่องราวหลายอย่างมาด้วยทุกครั้ง
    ทั้งรายงานจราจร บอกที่อยู่บ้านให้กับคนขับไปรับคนที่โทรเรียกตามสถานที่ต่างๆ
    พอจบการแทรก แม่ข่ายคนหนึ่งบอกว่า เอาละใครอยากจะกดวอหก ...หมายถึงว่าพูดกันต่อ
    ก็ขอเชิญได้เลย เพราะตอนนี้แทรกเสร็จแล้ว สอบถามอะไรเชิญได้เลย
    มีพลขับคนหนึ่งก็แทรกขึ้นมาถามว่า "ชื่ออะไรคร้าบบบบบบ"
    แม่ข่ายสวนกลับ "ให้สอบถามสิคะ ไม่ใช่ให้ถามชื่อ" 55555

    พี่คนขับยังบอกด้วยนะว่า...กลางค่ำกลางคืน
    โจรขโมยกลัวจะตาย ขณะที่บางคนก็สงสัยว่าไอพวกนี้เค้าคุยอะไรกัน
    เขาบอกว่า เขาง่วง กลางคืนขับรถคนเดียวก็กดคุยกัน
    กลางดึกตีหนึ่ง ตีสอง มีประกวดร้องเพลงลูกทุ่งผ่านเครือข่ายด้วย
    เปลี่ยนกันร้อง เรียกว่า...ฝึกเสียงมาดีแค่ไหน เอามาใช้ในงานนี้แหละ เกิดชัวร์...
    โฮ่....ใจชอบแบบนี้ มากกว่าตะโกนด่ากันไปมาระหว่างคันอย่างเมื่อหัวค่ำอ่ะ ...

     

    12/16/2006

    มากมายหลายอย่างในหนึ่งวัน


    สาวถึก

    วันนี้คุยกับผึ้งพี่สาวคนกลาง
    สงสัยช่วงนี้ว่างงาน ว่างใจ
    พี่เขยไม่อยู่ไปเชียงใหม่
    เลยใช้โน้ตบุ๊กออนไลน์ได้ตลอด

    หล่อนออกจากบ้านไม่ได้ด้วยแหละ
    เพราะไปให้หมอแทะกระที่หน้ามา
    กะว่าอยากสวยบ้าง แม้จะมีสามีแล้วก็เหอะ

    ผึ้งเล่าว่าเมื่อคืนไปดูประกวดสาวประเภทสอง
    ที่สนามฝึกร.ด.ใกล้ๆ กับบ้าน
    ดูเข้ากั้นเข้ากัน สนามร.ด.ใช้ประกวดสาวประเภทสอง...

    คุณเธอบอกว่า สาวประเภทสองที่บ้านจะออกดำๆ
    ดูเผินๆ ก็ประเมินสภาพเหมือนกับผู้ชายทั้งแท่ง
    การแข่งเน้นความสามารถมากกว่าหน้าตา
    เลยกลายเป็นว่าบางคนแสดงชกมวยก็ยังมี
    ผึ้งดูไปกลัวไป ตกลงเค้าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็เดาไม่ถูก

    เด็ดสุดเห็นจะเป็นเรื่องชื่อ
    ผึ้งบอกว่า บางคนใช้ชื่อ ฮั่งหลี นามสกุล หลีฮั่ง
    บางคนก็ใช้ชื่อฮั่งฮั่ง....มีชื่อบัวเผื่อน
    แต่ที่เนียนได้ฮาสุดก็คงเป็นคนหนึ่งชื่ออะไรสักอย่าง
    ประมาณ ว่าบัวคลี่ หรือไงเนี่ยแหละ
    แต่นามสกุลต่อท้ายนี่สิกินใจมาก
    "บัวคลี่ ที่...เชียงใหม่" ...ใช้ได้นะมุขนี้อ่ะ
    อยากเอามาใช้บ้างเหมือนกันนะ...
    "น้ำค้าง  ที่ เชียงใหม่" 555 เหมือนเจ้าเนอะ

    พูดเรื่องชื่อจบ
    ใจก็เลยบอกผึ้งไปว่า
    เธอก็ทนดูได้เนอะ ไม่ถามพิธีกรไปละว่า
    ตกลงประกวดสาวประเภทสองหรือมาประกวดตลกกันแน่ แหะแหะ....

    ซุ่มซ่ามระดับโลก

    โดยปกติใจเป็นคนซุ่มซ่าม
    เคยเตะกะละมังใส่ถ้วยชามกลางโรงอาหารล้มมาแล้ว
    ไม่นับรวมเดินเข้าห้องน้ำชาย
    แล้วต้องให้ผู้ชายเดินมาบอก
    "น้องห้องน้ำชาย" มาก็หลายหน
    เวลาเดินๆ ก็มักจะกระโดดกบเสมอ
    คือมักไม่ค่อยมองพื้น...เลยกระโดดเป็นกบตลอด

    หากไม่นับเรื่องซุ่มซ่าม
    แต่เรื่องเอ๋อเอ๋อ เข้ามาผสม
    ก็ทำให้ใจเป็นคนเบลอๆ ซุ่มซ่าม บวกเอ๋อระดับโลกเลยทีเดียว

    ตอนปีหนึ่ง เพิ่งเข้ากรุงเทพแรกๆ
    รถเมล์กับใจไม่ค่อยจะถูกกัน
    วันไหนนั่งรถเมล์..ใจจะเป็นตื่นเต้นอยู่ทุกครั้ง
    ขึ้นรถเมล์วันแรก...โดนประตูหนีบรองเท้า
    มานั่งที่เก้าอี้แล้ว แต่หันไปบอกกุหลาบพี่สาวคนโตว่า
    รองเท้าติดอยู่ที่ประตูอัตโนมัติโน่น...
    ลำบากพี่ต้องเดินไปหยิบรองเท้าข้างนั้นมาให้...

    ตอนย้ายไปอยู่หอพักหน้ารามคนเดียวเป็นหนแรกในชีวิต
    นั่งรถเมล์ลงผิดป้ายแทบทุกวัน
    ไม่ลงก่อนก็ลงหลัง...เดินย้อนกลับ ย้อนไปข้างหน้าตลอดเพลา
    วันหนึ่งดันไปลงป้ายอิตาเลียนไทยถนนเพชรบุรี
    ด้วยความที่กะระยะไม่ถูกว่าอีกกี่นานจะถึงป้ายมศว.ประสานมิตร
    ใจเลยต้องเดินชนิด...ปวดน่อง..เอาเลยทีเดียว

    มาถึงสโมรสรของเอก
    เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งก็ทักทาย
    "เอ้ยย ไอเผือก เมื่อเช้าแกไปเดินทำอะไรแถวนั้น"
    นั่นปะไร มันทำยิ้มๆ เหมือนจะรู้ ตูลงผิดป้าย..อายเป็นบ้า

    อีกวันก็ลงผิดไปลงป้ายเซนต์โดมินิก ผิดไปอีกสองป้าย
    เดินข้ามถนนจนตาลายเพราะมันร้อน
    ไม่เคยได้ลงถูกป้ายสักที....

    เช้าวันหนึ่งเรื่องผิดป้ายไม่ได้เข้าย่างกราย
    เพราะว่ามีทั้งเพื่อนชายและหญิงจากศรีสะเกษขึ้นเป็นเพื่อน
    โคบาลกับนิเชา เป็นเพื่อนรักจากโรงเรียนเดียวกัน
    สองคนนี้อยู่ที่หอพักใกล้กัน แต่มันคนละซอยกับใจ
    ในเช้าวันนั้นเรานัดหมายไปมหาลัยด้วยกัน
    นิเชาเพื่อนหญิง กับโคบาลเพื่อนชายขึ้นไปก่อน
    มีใจตามหลังไปติดติด ชนิดไม่คลาดสายตา

    พนักงานเก็บเงินเดินใกล้เข้ามา
    ใจบอกโคบาลที่ยืนด้านหลังของใจว่าช่วยจับกระเป๋าเป้ใจไว้หน่อย
    เพราะใจจะหาเงินในกระเป๋า จ่ายค่าตั๋วให้พวกเรา
    ใจหันหลังให้โคบาล และคนขับ
    ขณะที่โคบาลก็จับกระเป๋า และเขาก็หันหลังให้คนขับแบบเดียวกันกับใจ
    ส่วนนิเชา หันหน้าให้เรา หันไปทางเดียวกันกับเขา...คนขับรถ

    โชคไม่เข้าข้าง...พนักงานขับรถเบรคกระทันหัน
    เพราะต้องรับคนจากอีกป้ายในตอนตีห้าครึ่ง
    ใจที่กึ่งก้มกึ่งเงยหน้าถลาเพราะแรงเบรค...
    ลำพังแต่เบรคก็จะยืนไม่อยู่...แต่มือโคบาลดึงเป้เอาไว้ด้วย
    ซวยทั้งคู่...โคบาลดึงใจไปด้วย...
    ส่วนนิเชาได้แต่ยื่นมือจะช่วยจับเอาไว้...
    แต่เสียใจ..จับไม่ทัน เพราะแรงถลามันมากมาย

    จากที่ยืนเกือบหลังๆ รถเมล์สีแดง
    เราถลาแรง แหกคนตรงกลางที่หลบให้ทางทั้งหมด
    มานั่งตรงที่นั่งนูนๆ ข้างคนขับ (จินตนาการออกป้ะ?)
    โคบาลนั่งก่อน...ใจซ้อนทับ...ในทันใด

    พระเจ้าจอห์น...อายมากมาย..
    คนในรถออกจะยิ้มๆ ฮาก็ไม่ฮา แต่รู้ว่าหน้ากำลังขำมากๆ
    เสียงพนักงานเก็บเงินตะโกนดังมาแต่ไกล
    ทำไมไม่จับราวละคะ...
    หนูอ่ะไม่ได้จับหรอกค่ะราว..แต่ไอลาวข้างหลังเนี่ยมันจับหนูมาด้วย...
    ฮ่วย...โคบาลนะโคบาล...ไม่อยากนินทาพระหรอกนะ..แต่ว่าอดไม่ได้จริงๆ
    บอกให้จับเป้ มันก็จับแต่เป้
    มือมันไม่จับราวสักข้าง...เง้อออ

    เรื่องเอ๋อตอนเรียนมหาลัยที่สุดของใจ
    คงไม่พ้นเรื่องไปเรียน และไปสอบผิดวัน
    มีอยู่หนนึง แต่งตัวเต็มยศ
    มุ่งหน้าไปสอบกลางภาค
    ไปถึง มหาลัยมันโล่งๆ
    เลยยกหูหาเพื่อนฝูง
    มันบอกวันนี้วันจันทร์...พวกเราสอบวันอังคารเฟ้ย
    เฮ่ย....มาสอบผิดวันซะยังงั้น...

    วันนี้ก็เหมือนกัน
    คุยๆ กับผึ้ง...ก็ทำถังทองม้วนจากหัวหินกาจุย
    หล่นเต็มพื้น..ซวยไป
    ท้องม้วนก็ไม่ได้กิน..แถมต้องมานั่งเก็บอีก เฮ่อ...ระดับโลกจริงๆ ชั้น...


    เด็กแลบลิ้น

    ปิดท้ายที่เรื่องเด็กแลบลิ้น
    ก็เพราะเย็นนี้ใจลงไปซื้อขนมจีนน้ำเงี้ยวจากป้าหน้าปากซอย
    ซื้อเสร็จ..ระหว่างคอยเงินทอน
    มีคนหนึ่งอุ้มลูกผ่านมาหน้าร้าน
    ป้าแกก็ทักทาย เล่นกับเด็กหญิงน่ารัก
    อายุอานามคงไม่ถึงขวบ
    แกบอกว่าไหนบ้ายบายซิ
    ใจก็รอดูอยู่ว่าเด็กจะยกมือบ้ายบายรึป่าว
    แต่ขอโทษ ...เปล่าเลย...
    เด็กตัวเล็ก...เปลี่ยนจากโบกมือบ้ายบาย..
    กลายเป็นแลบลิ้นซะยังงั้น...
    ใครสอนนะนั่น...บอกว่าให้บ้ายบาย
    แลบลิ้นให้คนดูเฉยเลย...เหอะเหอะ....




    12/15/2006

    คิดถึงใครกัน??



    ใจดวงหนึ่งมีช่องว่าง
    คาดว่าตรงกลางมีรูโบว๋
    เจ้าของเห็นอาการอยู่ทนโท่
    เลยอดไม่ได้จะตัดแบ่งแล้วผูกโบว์

    แพ็กใส่ถุง หุ้มด้วยพลาสติก
    ยัดใส่กล่อง แล้วห่อด้วยกระดาษใส
    แปะป้าย "คิดถึงเธอ" เอาไว้ด้านบน

    ดั้นด้นเดินไปขึ้นรถเมล์
    ลงเรือแล้วต่อด้วยรถแท็กซี่
    ไปถึงหน้าที่ทำการไปรษณีย์

    ยื่นกล่องมัดด้วยเชือกขาว
    ส่งให้พนักที่มีหนวดเครา..
    "พี่ส่งหัวใจหนูพร้อมความคิดถึงให้เค้าที"...

    พี่ไปรษณีย์หน้ามีหนวด
    รับไปแล้วส่งตรวจบนเครื่องชั่ง
    บอกน้ำหนักแล้วคิดตังค์
    ก่อนที่จะจบขั้นตอนการส่งหัวใจ

    จนถึงวันนี้ กี่วันแล้ว
    หัวใจที่แนบไปด้วยคำว่าคิดถึง
    มันถึงมือเธอหรือยัง?

    ฉันจำได้..พนักงานรับส่งพัสดุไปรษณีย์
    บอกว่าความคิดถึงพร้อมหัวใจชิ้นนี้
    ใช้เวลาไม่กี่วันมันก็จะถึงมือผู้รับ

    ฉันเองก็นอนไม่ค่อยหลับ
    เพราะหัวใจมันหายไปส่วนหนึ่ง
    กับคำว่าคิดถึงที่ยังคับอก
    หากเธอได้รับ...
    มันก็เหมือนกับช่วยยกมันออกจากอกไปได้บ้าง

    นั่งนับมาวันมาตั้งนาน
    ฉันเลยกลับไปดูกระดาษแผ่นนั้น
    หลักฐานที่ปรากฎว่าฉันส่งหัวใจไปหาใครกัน?

    พลิกๆ ค้นๆ อยู่เนิ่นนาน
    เจอแล้วหยิบมาอ่านข้อความบรรทัดนั้น..
    นั่นปะไร...จ่าหน้าไปให้ใคร...
    ผิดเป้าหมาย..ฉันส่งหัวใจไปให้ใคร?...
    แล้วไอความคิดถึงที่ใส่ไปด้วยข้างใน
    ใครได้รับ จะเก็บไว้ให้ไม๊นั่น..

    เซ่อซ่าซะงั้น เอาหัวใจส่งไปให้ใครฟะชั้น
    ใครได้รับส่งกลับมันมาให้ทันควัน.......
    นอนหลับฝันไม่ดีมาตั้งกี่คืนวัน
    เพราะว่าความคิดถึงมันจะทับตาย

    หากคุณเป็นคนดีก็ส่งกลับมาให้ด่วน
    ที่บ้านเลขที่....(ตามที่เขียนไว้)
    ขอคืนแต่หัวใจ...ส่วนความคิดถึงยกให้ละกัน..
    ....ถือว่าหายกัน...โอเค๊??

     

    หัวหิน...



    เพิ่งกลับมาถึงห้องตอนสี่โมงกว่าๆ
    หลังจากที่หนีไปนอนอินกับสีฟ้าของฟ้าและน้ำทะเลที่หัวหิน
    ก่อนไปใจนั่งคิดในใจว่า..ทำไมหัวหินต้องเป็นถิ่นมีหอย?
    แล้วทำไมฝรั่งต้องนั่งคอยให้หอยติดหินด้วยนะ...ไม่เข้าใจอ่ะ?
    แต่ช่างมันเหอะ...คิดไปก็ดูเหมือนจะปวดหัวมากไปแฮะ

    ที่พักสวยงามมากมาย.....
    ไปถึงมีเวลาพักหายใจก่อนสองสามชั่วโมง
    ก่อนที่จะเริ่มทำงานกันจนถึงเย็นย่ำ
    ใจไม่ปล่อยให้เวลาที่มีค่าหลุดมือไปได้
    เลยไปหอบเอาผ้าขนหนูมาปูที่นอนข้างสระ
    เอา iPod เสียบหูแล้วก็นอนหลับไป...ซะงั้น
    ตื่นมาอีกทีตาปูด..มีคนแซวว่าไปนอนมาชัวร์ป๊าบ
    ดูหน้า ดูตาก็รู้ทันที...555
     
    หัวหินหนนี้ใช้เวลาในการเดินทางไม่นานนัก
    เรียกได้ว่าเป็นการเดินทางที่ใช้เวลาสั้นที่สุดเท่าที่เคยมีมา
    ทำไมน่ะเหรอ?...ก็เพราะมีคุณตำรวจช่วยนำไปตลอดทาง
    ดูหน้าขบวนหนึ่งคัน ตามหลังอีกหนึ่งคัน
    กวักรถให้เข้าซ้าย เข้าขวาตลอดทาง...
    ทำให้เราไปถึงที่หมาย ทั้งขาไปและขากลับอย่างปลอดภัย
    แถมใช้เวลาได้แบบว่า...น่าใจหายอีกต่างหาก

    ทะเลหัวหินไม่สวยอย่างที่คิดหรอก
    และใครๆ หลายคนก็ดูเหมือนจะรู้ดี
    บางทีสระน้ำข้างทะเลของที่พักสียังฟ้าและงามกว่าด้วยซ้ำไป
    แต่มันก็ยังดีที่ได้ไปเห็นน้ำทะเล...กว้างๆ
    เห็นที่พักสวยๆ ...ช่วยให้ใจเย็นลงได้อีกเยอะเลย

    หัวหินเลยกลายเป็นสถานที่พักผ่อน
    ที่ช่วยชดเชยให้ใจได้สบายใจขึ้น
    กลับมาวันนี้ก็ขอนอนพักอีกหนึ่งคืน
    พรุ่งนี้ตื่นมาก็จะเริ่มปั่นงานที่คั่งค้าง
    และไม่ได้พักยาวไปจนถึงอาทิตย์หน้า
    ค่อยว่ากันอีกทีช่วงปิดเทศกาลสิ้นปีละกันนะ

    12/14/2006

    หายไปสองสามวัน



    ช่วงนี้เริ่มมีคนถามหนาหูแฮะ
    ว่าทำไมใจไม่ออนไลน์บ่อยครั้ง
    เท่ากับเมื่อช่วงหลายๆ อาทิตย์ก่อน
    ไม่ได้ซับซ้อนอะไรหรอกค่ะ
    เพราะใจออกงานแทบทุกวันเลย
    พอช่วงเย็นๆ จนถึงดึกดื่นก็มีอะไรอื่นให้ต้องทำ
    พวกกินข้าว ดูหนัง และไปหาหมอฟันที่คลินิก

    เดี๋ยวอีกสักพักใจก็ต้องออกจากบ้าน
    มีนัดขึ้นรถที่ตึกชัย
    วันนี้เดินทางไปหัวหินสองวันหนึ่งคืน
    กลับมาก็เย็นๆ ของวันศุกร์

    อาทิตย์หน้าก็คงบ้ากว่านี้
    มีนัดสองสามวันเพื่อทำงาน
    อีกหลายวันคงถูกใช้ไปกับการปั่นต้นฉบับ
    เพราะถึงฤดูกาลปิดต้นฉบับมาเยือนอีกแล้ว

    เหนื่อยมันก็เหนื่อยหรอกนะ
    รู้สึกว่าชีพจรลงเท้า
    ตะลอนๆ ไปเสียทั่ว
    แต่เอาเข้าจริงๆ ยุ่งๆ แบบนี้ก็ดีแฮะ
    รู้สึกว่าตัวเองไม่ว่างงานจนเกินไป 555
    ทำงานแล้วมันก็สนุกไปในตัว
    แม้จะปวดหัวตอนกลับมาเขียนก็เหอะนะ
    เอาเป็นว่าอีกสักพักคงกลับมาอัพ blog ให้มากกว่านี้อีกครั้ง
    ออนไลน์คุยกันได้มากกว่านี้อีกหนเนอะ
    ตอนนี้ได้เวลาละ ไปก่อนละ ....เจอกันเมื่อชาติต้องการ

    12/12/2006

    ตะลุยโรงงานปลาทูน่า และเพื่อนหนุ่ย




    วันนี้มีนัดตั้งแต่เก้าโมงครึ่ง
    ไกลถึงบางขุนเทียนโน่นนนน
    เพราะหน้าที่การงาน.....หลีกเลี่ยงไม่ได้
    เลยทำให้ใจต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้า
    ไปถึงหน้าโรงงานตอนเก้าโมงกว่าๆ
    ยืนเก้ๆ กังๆ หน้าโรงงานปลาทูน่า
    กลางซอยปลากระป๋อง
    โรงงานปลาทูน่าแห่งเดียวในกรุงเทพฯ
    ยังไม่รู้จะไปทางไหน เข้าทางใด
    สักพักเห็นป้าขายล็อตเตอรี่ที่เดินผ่านมา
    เดินแวะเข้ามาหาและบอกว่า..
    มาสมัครงานเหรอน้อง..เดินไปตรงโน้นนนะ
    555 โอ้ยยย ป้าหน้าหนูให้มากกับการมาสมัครงาน
    เป็นพนักงานโรงงานปลาทูน่าขนาดนั้นเชียว?
    โบ้ยกันไปโบ้ยกันมากับไอเอมช่างภาพ
    บอกมันนั่นแหละแต่งตัวแปลกๆ
    เลยทำให้ป้าเข้าใจผิดซะขนาดนั้น เหอะเหอะ

    แต่ยอมรับว่าวันนี้ใจรู้สึกเหนื่อยมาก
    แต่ก็กลับรู้สึกดีมากมายกับการไปดูโรงงานทูน่า
    มันทำให้รู้อะไรใหม่ๆ ขึ้นอีกเยอะ
    เพราะหากไม่ใช่เป็นเพราะวันนี้...ไม่ใช่เพราะอยู่ตรงตำแหน่งนี้
    ก็คงเข้าไปดูกิจกรรมข้างในนั้นไม่ได้ง่าย ๆ นัก

    พี่ผจก.ใจดี...พาใจเข้าไปในห้องเย็นแช่ปลาทู
    ด้านในมีตู้ขนาดใหญ่ใส่ปลาทูหลายขนาด
    หลายชนิดเอาไว้ข้างใน
    อากาศมันหนาวเหน็บ
    ก้าวเท้าเข้าไปไม่กี่ก้าวไอเย็นก็ออกจากปากยังกะมังกร
    ห้องแรกมันเย็นที่ 15 องศา..อ้ะ ติดลบ 15 องศาตะหาก
    ห้องที่สองติดลบ 18 องศา...หนาวกว่าห้องแรกซะอีก

    ต่อจากนั้นไปดูการเอาปลามาล้างท้องเอาไส้เอาตับออก
    ตัดเป็นชิ้น ก่อนส่งไปนึ่ง
    เสร็จแล้วก็เอาน้ำเป่าให้มันชื้นๆ และเย็นลง
    ก่อนส่งไปเลาะหนัง ก้าง เลือดและอื่นๆ ออก
    จนเหลือแต่เนื้อขาว..หรือเนื้อปลาล้วนๆ

    ก่อนส่งไปทำกิจกรรมอื่นๆ ตามออเดอร์ทั้งหมด...
    จากปลาสดๆ กลายมาเป็นปลาทูน่าสารพัดชนิดให้คนกินกันอร่อย
    ไม่ใช่แค่คนอย่างเดียว ยังมีปลาทูน่าสำหรับแมวด้วยอีกตะหาก...

    กลับจากไปโรงงานปลาทู
    มาแวะเซ็นทรัลพระรามสอง
    กินก๋วยเตี๋ยว ติ่มซำและไอติมกะไอเอม
    ก่อนกลับมาถึงบ้านและสลบไสลใกล้ตาย

    เย็น ๆ หนุ่ยเพื่อนตั้งแต่อุนบาล ยกหูมาหา
    บอกว่าแกเป็นโสดชั้นดีใจมาก
    หากแกไม่ว่าอะไรชั้นเป็นเพื่อนสนิทแกไปอีกหลายๆ ปีได้ป้ะ
    เลยบอกมันไปว่าแกไม่ต้องบอกชั้นก็ให้แกเป็น
    ก็หนุ่ยเป็นเพื่อนคนเดียวที่คบกันนานมาก
    เรียนด้วยกันตั้งแต่อนุบาล จนถึงป.4
    ก่อนที่ใจจะย้ายโรงเรียน
    และเจอหนุ่ยเรื่อยๆ ด้วยความบังเอิญหลายครั้ง
    และก็ติดต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้

    ตอนนี้หนุ่ยเป็นหัวหน้าสาขาภาควิชาอะไรสักอย่าง
    ในสถาบันมีชื่อแถวๆ นนทบุรี
    หนุ่ยเพิ่งมาบอกว่า...แต่ก่อนไม่กล้าคุยกับใจเท่าไร
    ด้วยความพื้นฐานบ้านใจในสมัยก่อนค่อนข้างดี
    ทำให้รู้สึกว่าต้องเจียมตัว (เน่ามาก)
    เลยไม่กล้าจะคุย ไม่ค่อยจะเข้าใกล้
    เพื่อนผู้ชายหลายคนก็เป็นแบบนั้น...
    จนวันหนึ่งก็เลยเพิ่งเข้าใจ
    ว่าแม้ใจจะเกิดมาแบบนั้น
    แต่ใจก็ไม่ได้เป็นคนแบบที่เขาเข้าใจกัน
    จนถึงทุกวันนี้หนุ่ยเองก็เข้าใจ และเข้าใกล้ได้สนิทใจยิ่งขึ้น

    หนุ่ยเพิ่งเลิกกับแฟน เลยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงาน
    และกิจกรรมกลางแจ้งอย่างการตีกอล์ฟ
    แอบแหย่ๆ ใจว่าใจก็โสด ว่างๆ จะมารับไปออกรอบบ้าง
    เลยสวนกลับไป...มันเป็นกิจกรรมเสียเงิน
    ใจเองก็กลัวกล้ามจะเยอะเกินไปกว่านี้
    ขอไปวิ่งที่สวนลุมให้น่องโป่งเหมือนเดิมจะดีกว่า

    ใจคุยกับหนุ่ยนานร่วมชั่วโมง
    ส่วนใหญ่ก็พูดถึงเพื่อนเก่า เพื่อนแก่คนอื่นๆ ร่วมชั้น
    คุยถึงอดีต และครอบครัวของทั้งคู่
    พี่ชายของหนุ่ยเป็นเพื่อนกับพี่สาวของคนกลางของใจ
    เราเลยเป็นเพื่อนสนิทกันทั้งพี่และน้อง
    หนุ่ยก็แอบแหย่ๆ เรื่องจีบใจบ่อยครั้ง
    พอหอมปากคอ เอาแค่ เสียว ๆที่ต้นคอ
    กลัวว่าหนุ่ยเค้าจะจีบเราจริงๆ เข้าหรือป่าวนะ 555

    จริงๆ แล้ว ชีวิตหนุ่ยน่าสนใจมากๆ
    เค้าเป็นเด็กหนุ่มที่กว่าจะมาถึงตรงนี้ได้...
    ก็ลำบากกว่าที่ใครหลายคนคิด...และคิดไม่ถึงว่าจะมีคนที่ลำบาก
    แล้วก้าวมาอยู่ถึงจุดนี้ได้...
    หนุ่ยต้องปั่นจักรยานนานกว่า 8 กิโลเพื่อไปเรียนที่โ
    รงเรียน
    พ่อกับแม่ต้องขายวัวให้หลายสิบตัวให้เรียนม.ปลาย
    และได้ทุนมาเรียนในระดับอุดมศึกษา
    ก่อนมาต่อสองปีหลังด้วยการอยู่กับพระที่วัด....
    และอะไรอีกมากมายก่ายกอง...
    ขนาดใจเองฟังแล้วต้องยอมรับว่า...หนุ่ยเป็นคนดีและคนเก่งมากมาย...

    วันนี้ใจติดภาระของการดูดันดาราในตีฉิบ
    ขอติดเรื่องหนุ่ยเอาไว้ก่อน...เอาไว้ตอนต่อไปมาเล่าให้ฟังนะคะ

    ไปละ..บายบาย ....

    12/11/2006

    เดี๋ยวกลับไปเอาค่ะ...

     

    วันนี้รู้สึกเหมือนเป็นหมีแพนด้า
    เพราะว่าขอบตาจะช้ำๆ และบวมๆ นิดหน่อย
    ไม่ใช่อะไรเลย เมื่อคืนดันสะดุ้งตื่นกลางดึก
    พอตื่นมันก็นอนต่อไม่ได้ในทันที
    เลยต้องกดทีวีดู...กลายเป็นว่า
    นั่งดูวอลเลย์บอลหญิงไทยกับญี่ปุ่นไปเรื่อยๆ เสียอย่างงั้น
    เช้ามา...เลยเบลอๆ แถมตาก็เป็นหมีแพนด้าอย่างที่บอก

    พอตื่นแล้วก็หิว
    เลยหิ้วท้องไปเซเว่นหน้าปากซอย
    วันนี้เบื่อที่จะกินก๋วยเตี๋ยวไก่ไม่ใส่ไก่เอาแต่มะระของป้าละ
    เลยคิดว่าต้องฝากกระเพาะเอาไว้กับอาหารแช่แข็งจากเซเว่นแทน
    ว่าแล้วก็เดินเข้าไปสั่งข้าวพะแนงหมูหนึ่งกล่อง
    ระหว่างรอน้องๆ พนักงานเอาเข้าไมโครเวฟ
    เลยบอกว่า...เดี๋ยวมาเอานะคะ...

    ก่อนเดินออกมาจากเซเว่นเจอป้าร้านน้ำ
    เลยบอกป้าแกว่า ..ป้าโอวัลตินเย็นถุงนึงนะคะ...
    และก็ย้ำว่า...เดี๋ยวไปเอานะคะ.....

    เดินออกจากเซเว่นไปที่รถเข็นขายกล้วยปิ้ง
    หลายวันมานี้เห็นรถเข็นคันนี้มาขายที่หน้าปากซอยบ่อยๆ
    เลยได้กินกล้วยปิ้งอร่อยถูกปากมาหลายวันละ
    ใจสั่งพี่คนขายว่า...กล้วยปิ้งแยกน้ำเชื่อมด้วยนะคะ...
    แต่...เดี๋ยวมาเอานะคะ.....

    สรุปแล้วมานั่งคิดดูทำไมถึงสั่งแล้วบอกไปเอาแทบทุกร้านเลยแฮะ
    แล้วใจก็เดินวนกลับไปเอาตั้งแต่ต้น
    ข้าวในเซเว่น โอวัลตินเย็นจากร้านป้า และกล้วยปิ้งหน้าปากซอย
    แปลกดีแฮะ ....หรือว่าเราทำตัวแปลกเองนะเนี่ย...555

    12/10/2006

    โยเกิร์ตผสมผลไม้รวม


     
    ตั้งแต่ไปนิวซีแลนด์หนที่แล้ว
    การบินไทยก็ช่วยให้ใจได้ลิ้มลองรสชาด
    โยเกิร์ตรสใหม่อย่างที่ไม่เคยได้ชิมมาก่อน

    ก่อนหน้านี้ใจจะไม่ยอมกินโยเกิร์ตรสไหนเลย
    ยกเว้นดัชชีผสมวุ้นมะพร้าวเพียงเท่านั้น
    ซื้อมาแช่ตู้เย็นเป็นแพ็ก
    และเอามาแกะกินในยามที่ต้องการ

    แต่ในวันนั้นใจคิดว่า....ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว
    ลองชิมสักช้อนก็ไม่เห็นจะเป็นไร
    มันน่าจะอร่อยใช้ได้นะ
    ไม่งั้นการบินไทยคงไม่เอามาแจกบนเครื่อง
    พร้อมอาหารอื่นๆ ในมื้อนั้นๆ นี่เนอะ

    ใจเอาช้อนตักโยเกิร์ตผสมผลไม้รวม
    ยี่ห้อเมจิ ขนาดถ้วยเป็นแบบมินิ
    หรือขนาดเท่าครึ่งหนึ่งของถ้วยปกติ
    ที่วางขายในห้องหรือเซเว่นทั่วไปอ่ะ

    . ..อ้า....มันอร่อยกว่าที่คิดแฮะ
    หลังจากนั้นใจก็เกิดอาการหัวใจโลเล
    อย่างที่ไอทีรุ่นน้องจากดิจิมอน
    เคยดูดวงแล้วบอกว่า...
    เจ๊อ่ะ..เป็นพวกโลเลเอาแน่เอานอนไม่ได้
    นึกอยากจะกินน้ำ...เดินไปถึงอ้ะไม่กินดีกว่า
    อะไรประมาณนั้น....

    ใจแอบปันใจให้โยเกิร์ตผสมผลไม้รวม
    แต่ยังแบ่งหัวใจที่เดิมเอาไว้ให้วุ้นมะพร้าวอ่ะนะ
    ทั้งคู่อยู่ในที่ที่ของมัน..เพราะแต่ละอัน
    รสชาดถูกใจต่างกันอ่ะ

    ไฟร์ทไปฮ่องกงที่ผ่านมา
    ใจก็มีโอกาสได้กินผลไม้รวมในโยเกิร์ตอีกครั้ง
    จนกระทั่งเมื่อวันก่อน
    ใจเลยตัดสินใจเดินเข้าจัสโก้
    หยิบเอาทั้งวุ้นมะพร้าวและผลไม้รวมมาอย่างละ
    3 ถ้วยติดมือมาด้วย
    วันนี้ไม่มีอะไรทำ เลยหันไปหาตู้เย็น
    เปิดโยเกิร์ตผสมผลไม้รวมเย็นๆ กินไปพลางๆ แก้เซ็ง

    เคี้ยวไปก็เดาไปกำลังกินผลไม้ชนิดอะไรอยู่
    อ้ะ...นี่มันลิ้นจี่หรือเปล่า...เอ๊ะหรือว่าวุ้นมะพร้าวนะ
    งับแล้วมันงั่บ งั่บ งั่บ..เหนียวๆ น่าดู
    เอ๊ะนี่ส้มหรือเปล่า หรือว่ามะละกอนะ...
    เอ้า...แล้วที่เคี้ยวเข้าไปตะกี้ฝรั่งเชื่อมป่าวนะ...
    อร่อยดีแฮะ...เย็นด้วย...ช่วยแก้เซ็งไปได้เยอะเลย...

    อยากออกจากห้องมั่งอ่ะ...



    จริง ๆ แล้วเมื่อวานนี้ตั้งใจจะออกจากห้อง
    มุ่งหน้าไปหาหมอฟันเพื่อเปลี่ยนลวดดัดฟันประจำเดือนสักหน่อย
    หลังจากเลื่อนนัดหมอมาได้เกือบสองอาทิตย์แล้ว ..อึดมาก....
    แถมยังวางแผนซะดิบดี จากร้านหมอฟันก็จะไปเจเจ
    ไปไอทีมอลล์ซื้อชุดหูฟังอันใหม่ให้ทั้งตัวเองและพี่สาว
    จากนั้นก็จะไปดูหนังรอบเย็นๆ ก่อนเข้าบ้านดึกๆ สักหน่อย

    แต่ก่อนไป ด้วยความหิวเลยลงไปหาข้าวและโอวัลตินเย็นกินซะก่อน
    พี่คนขายน้ำคนละร้านกับป้าขายน้ำปากซอย....
    ดันทักว่า...น้องหน้าไปโดนอะไรมา....
    เท่านั้นแหละ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะยกเลิกแผนการณ์ทั้งหมดรึป่าว

    ก่อนหน้านี้สองวัน...ใจว่างจัดเลยแวะเข้าคลินิกรักษาผิว
    เห็นว่าหน้ายังไม่เกลี้ยงยังไม่ใส
    เลยไปจัดการทำหน้าซะ...
    เริ่มตั้งแต่ ผ่าตัดเอาคางให้เล็กลง
    เอาคิ้วให้โค้งยังกะคันศร
    ต่อขนตา กรีดตาให้กลมโตยังกะไข่ห่าน
    เสริมมุมปากด้วยลักยิ้ม
    และก็ทำริมฝีปากให้ดูเล็กๆ เรียวๆ ยิ้มทีเหมือนหยาดทิพย์ ราชปาล
    จากนั้นก็เสริมจมูก...บอกหมอว่าเอาเหมือนพอลล่า
    ...ที่บอกไปอ่ะ ไม่ได้ทำสักอย่างหรอก...เหอะๆ
    ก็แค่ไปทำอะไรกับหน้ามาแค่เล็กน้อยจนพี่เค้าทักเท่านั้นเอง555

    เมื่อวานทั้งวัน รวมถึงวันนี้ก็เลยต้องเฝ้าห้องอยู่คนเดียว
    ฟังเพลง ดูหนัง นอน จนตัวบวมได้ที่แระ
    แต่เย็นนี้ไม่แน่ใจจะต้องออกจากห้องรึป่าว
    เพราะได้ข่าวว่าเพื่อนๆ เราสมัยม. ปลายนัดหมายกันที่สยาม
    ต้นเรื่องอยู่ที่ต้อมพิมลพรรณ แอร์โฮสเตสสาวสวยประจำห้อง
    ที่นัดหมายผ่านมาทางน้อย เพียงใจให้ช่วยกระจายข่าว
    แต่น้อยบอกว่าก็ยังไม่แน่...จะมีแววล่มรึป่าวก็ยังไม่รู้
    ก็เลยนั่งไปเรื่อยดูท่าทีไป
    ยังมีการ์ตูนให้อ่าน มีหนังสือหลายเล่มที่ต้องให้มันจบ
    ถ้าเพื่อนบอกนัด...ใจก็คงต้องออกไปข้างนอกทั้งสภาพหน้าแบบนี้แหละ
    แหะแหะ....เดี๋ยวก็มีคนทักอีก...เดี๋ยวก็ชินจนกว่าจะหายอ่ะเนอะ....

    12/9/2006

    ลงเอยตรงที่...บ้าน...



    เพิ่งจะบ่นไปว่า ปิดยาวสิ้นปีจะไปไหนดี
    ตอนแรกคิดจะแอบซื้อทัวร์ไปฮาร์บิน
    ไปดูเทศกาลหิมะ น้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก
    แอบหยอดมัสว่าจะไปหาได้หรือเปล่า
    โดนตอกกลับมาว่าไม่ว่าง..จะมาหาทำไม
    ใจเลยคิดว่า...ฮาร์บินของใจท่าจะแห้วซะแล้วล่ะงานนี้...


    นั่งแห้วไม่นานนักหรอก...
    ผึ้งพี่สาวคนกลางก็ทักผ่านมาทาง msn messenger
    เธอคลิกเรียก video call มาพร้อมภาพและเสียง
    เห็นบอกว่าเพิ่งไปถอยโน้ตบุ๊กตัวใหม่มา
    กะจะเอาไปใช้งานที่สเปนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
    ก็น่าอยู่หรอก ไปตั้งเกือบครึ่งปี
    ไม่มีอุปกรณ์สื่อสาร มีหวังงานนี้ทั้งพ่อแม่ และสามี
    ได้นั่งกุมขมับกันเป็นทิวแถวแน่ๆ 

    ผึ้งชวนกลับบ้านก่อนวันสิ้นปีสักนิด
    เห็นบอกจะชวนไปขึ้นภูชี้ฟ้า (ชั้นก็จะได้ไปแล้วฟ่ะม่วย)
    พาพ่อกับแม่ไปด้วยงานนี้ รวมไอมันนี่หมาดั้งหักด้วยมั้ง
    กลับจากบ้าน ก็จะพากันไปฉลองโน้ตบุ๊กใหม่
    ด้วยการพาใจไปเข้าผับที่ชอบด้วยอีกหน
    คนท่าจะเยอะแฮะช่วงปีใหม่
    แต่คนไม่เยอะก็ไม่หนุกหรอกผับเนี่ย

    ผึ้งชวนให้ยกกระทะไปจากบ้านพัก
    เอาไปทำหมูย่างเกาหลีที่บ้านด้วย
    ทำนองว่ากลับไปฉลองกันด้วยหมูเกาหลี
    สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการให้ไปจองตั๋วเครื่องบินไว้แต่ เนิ่นๆ
    ใจก็อุตส่าห์จะเก็บตั๋วเอาไว้ไปเมืองจีน
    งานนี้จากเมืองจีนเลยต้องบินไปกินหมูย่างเกาหลีที่บ้านซะยังงั้น
    สรุปว่าเร็ววันนี้ต้องจองตั๋วเครื่องบินเอาไว้
    แล้วก็พกของขวัญปีใหม่ไปให้คนที่บ้าน

    เอาฟะ...กลับบ้านดีกว่า...บ้านนี่แหละที่ที่ดีที่สุดในโลกละ ...

     

     


    โทรศัพท์จากแม่...



    ใจได้รับโทรศัพท์จากแม่สองหนในวันนี้
    หนแรกมันดังขึ้นตอนที่ใจนอนอยู่ในช่วงสาย
    พอบอกแม่ว่านอน แม่เลยวางไปก่อนเพราะใจบอกแม่จะโทรฯไปหา
    เย็นนี้ยังไม่ได้ทันได้โทรฯกลับไป แม่ก็ยกหูมาหาใจก่อนซะยังงั้น

    หลายวันมานี้แม่โทรฯ มาหาค่อนข้างถี่
    และก็พยายามถามใจว่ามีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า
    อยากให้ใจเล่าให้ฟังบ้าง  ให้ใจทำแบบพี่สาวคนกลาง
    ที่มักยกหูมาหาแม่และบ่นโน่นบ่นนี้อยู่ตลอดเวลา
    แม่บอกว่าบางทีก็บ่อยไป แต่แม่ว่ามันดีกว่าที่ไม่พูดอะไรเลย

    แม่ยังบอกว่าหลังๆ ใจเป็นคนเก็บเงียบ
    อะไรไม่สบายใจก็มักเก็บเอาไว้ในใจเสียคนเดียว
    ไม่เห็นจะบอกใครว่ากำลังรู้สึกยังไง และคิดอะไรอยู่
    แม่ไม่อยากให้ลูกของแม่เป็นแบบนี้...เห็นแล้วแม่ไม่สบายใจ
    ลูกของแม่เคยรับโทรศัพท์จากแม่เสียงใสกว่านี้
    หัวเราะร่าเริง และเมาท์กับแม่ได้เสมอ
    แต่เกือบเดือนสองเดือนมานี้....
    ใจรับโทรศัพท์จากแม่และคุยไม่นาน...ไม่กี่นาที
    ทำให้แม่รู้สึกว่า..ลูกคนนี้คงกำลังไม่สบายใจอะไร
    แต่ด้วยนิสัยของใจ...เก็บอะไรไวกับตัวเอง
    ทำให้แม่เข้าไม่ถึงสักที..แม่เลยต้องบอกแบบนี้....

    "มีอะไรเล่าให้แม่ฟังบ้างได้ไหม??"

    ไม่รู้สิ...ใจไม่มีอะไรจะเล่าแฮะ
    รู้แต่ว่า เสียงมันแหบๆ ไม่ใสมาหลายเดือนแล้วแหละ
    และก็รู้สึกว่า..ไม่อยากเอาเรื่องไม่สบายใจให้ใครรับฟัง
    หลังๆ เลยเก็บงำหลายๆ อย่างเอาไว้ในใจตัวเองค่อนข้างมาก
    แต่มันไม่ได้ทำร้ายตัวเองอะไรขนาดนั้น
    แต่เปลี่ยนจากการที่เป็นคนชอบเล่าระบาย
    กลายมาเก็บเอาไว้บ้าง...เท่านั้นเอง...

    แม่อยากให้ใจกลับบ้านไปหาแม่ในช่วงสิ้นปี
    หรือไม่ก็ให้มีโอกาสได้พบหน้าแม่กับพ่อ...
    อาจจะเป็นการให้แม่กับพ่อมาหาที่กรุงเทพฯ
    ใจก็ยังรับปากไม่ได้...ไม่รู้เหมือนกัน...สุดท้ายใจก็อาจจะกลับบ้านก็ได้มั้ง
    แม้จะเพิ่งกลับมาเมื่อเดือนก่อนหน้านี้ก็ตามที

    แม่บอกว่าช่วงชีวิตของใจเคยสบายมามาก
    ลำบากในช่วงนี้...ก็อยากจะให้อดทน
    อยากให้ฝ่าฟัน...เหงาหรือไม่อยากจะทำอะไรอย่างทุกวันนี้
    แม่ก็อยากจะให้ลองคิดถึงเรื่องการกลับบ้านแบบถาวร....
    แต่ก่อนอื่น แม่ก็อยากให้ใจเป็นลูกของแม่คนเดิม
    ที่กลับมายิ้มบ้าง..ร่าเริงเหมือนหลายเดือนก่อน
    และก็โทรฯไปหาแม่บ่อยขึ้นกว่านี้บ้าง....

    ใจจะพยายามค่ะแม่...แต่ตอนนี้มันเหนื่อยอ่ะ...
    ใจแค่อยากจะพักก่อน...แล้วค่อยกลับไปเป็นเหมือนเดิมเท่านั้นเอง..
    ขอโทษค่ะแม่ที่ต้องทำให้กังวล
    ใจรู้ว่าแม่เป็นคนคนหนึ่งในโลกนี้...ที่รักใจด้วยใจจริงเสมอมา
    ขออภัยที่ทำให้แม่ต้องเสียใจกับสิ่งที่เปลี่ยนไปในตัวของใจ
    บางอย่างที่ใจได้พบมันโหดร้ายและทำร้ายใจมากไปค่ะแม่
    แต่ใจเองก็ไม่ได้เป็นคนไม่ดี...อย่างที่แม่ไม่ต้องการนะคะ
    ใจยังพยายามจะเป็นคนดี...ที่แม่อยากจะให้เป็นสมอ
    เป็นเท่าที่จะเป็นได้...เท่าที่จะทำได้...เล็กน้อยก็ยังจะพยายาม
    ขอบคุณแม่ที่ให้กำลังใจกับใจโดยไม่มีเงื่อนไขอะไรเลยแม้แต่น้อย
    ขอบคุณที่อยู่ข้างๆ ใจเสมอในวันที่ท้อแท้และไม่มีใครอยู่ข้างๆ
    ใจจะกลับไปบอกแม่ด้วยปากของใจเอง...เร็วๆ นี้นะคะ....

    12/8/2006

    ไม่ใช้น้ำหอม และ ปรัชญา Tom Cruise



     




















    ขากลับบ้านด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินวันนี้
    ใจหยิบเอาหนังสือของตัวเองที่ส่งตรงมาจากโรงพิมพ์
    มาถึงมือกองบก. ในวันนี้ขึ้นมาเปิดอ่านเนื้อหาข้างใน
    เปิดไปตั้งแต่ห น้าแรกๆ จะเจอคำเจรจาจากบก. ที่อวยพรคนอ่านในช่วงสิ้นปี
    ตามมาด้วย Big Picture ภาพสวย รวยคำบรรยายกินใจ
    และอะไรอีกมากมาย...ที่เดือนทั้งเดือนบางทีใจก็อ่านไม่ครบ
    แต่ที่มักไม่เคยพลาด...คืออ่านงานเขียนของตัวเองอีกครั้ง
    และมองดูหน้าโฆษณาที่คั่นกลางแต่ละบทความเอาไว้

    ไม่รู้เป็นอะไร...ใจกำลังคิดว่าตัวเองนิยมชมชอบคำพูดของแผ่นโฆษณา
    อย่างที่เคยว่าไว้...มันสั้น...และกินใจดี
    วันนี้ก็เช่นกัน โฆษณาโรงแรมห้าดาวที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในโลก...แต่อยู่ในเมืองไทย
    มีคำลงท้าย..ที่ใจอ่านทีไรก็ทำให้รู้สึกถึงคุณภาพของคนเขียนโฆษณาชิ้นนี้
    พอๆ กับการคิดถึงคุณภาพของโรงแรมที่ว่านี้

    "ไม่ยอมใช้น้ำหอม แม้แต่หยดเดียว"

    คือคำพูดขึ้นต้นของคำโฆษณาที่เอามาแปะไว้ตรงกลางหน้าหนังสือ

    เรื่องราวของโฆษณาบอกว่า...พนักงานหญิงที่ประจำอยู่ใน lounge ของโรงแรม
    จะไม่ยอมใช้น้ำหอมหรือเครื่องสำอางที่มีกลิ่นเลย
    เพื่อให้แขกได้ซึมซาบกับกลิ่นหอมและรสชาติของชา กาแฟที่เสิร์ฟ โดยไม่มีอะไรรบกวน

    "......เราไม่ได้รู้เพียงแค่ควรทำอะไร
    แต่ยังเข้าใจดีว่าอะไรที่ไม่ควรทำ......"


    เป็นส่วนหนึ่งของคำลงท้ายในหน้าโฆษณาแผ่นนี้....กินใจดีใช่ไหม...

    หน้าเกือบรองสุดท้ายของหนังสือเล่มล่าสุด
    เป็นบทความแปลจากนิตยสาร Vanity Fair ฉบับเดือนตุลาคม
    ว่าด้วยเรื่องของ Katie Holmes Tom Cruise
    และ ลูกสาวตาสวยที่ดังก้องโลกอย่าง Suri
    เรื่องไม่ได้น่าสนใจเฉพาะการเปิดตัวลูกสาวครั้งแรกของทั้งคู่
    ต่อสายตาทุกคู่ที่ให้ความสนใจชีวิตของคนอื่นเท่านั้นหรอก
    แต่คำลงท้ายของ
    Tom Cruise ที่อยู่เกือบพารากราฟสุดท้ายต่างหาก
    ที่น่าสนใจ...จนทำให้เนื้อเรื่องสมบูรณ์แบบอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

    "ชีวิตต้องมีดุล โดยเฉพาะกับความเศร้าเสียใจ
    แต่ช่วงเวลาเหล่านั้นกลับให้เราได้ซาบซึ้งกับความสุขในชีวิตได้ดีขึ้น
    เราจะไม่มีวันลืมห้วงทุกข์ แต่คุณก็ต้องรู้จักเฉลิมฉลองปีติยินดีในความสุขด้วย
    และ Suri ก็คือความสุข"


    นั่นเป็นประโยคที่ใจเองก็อยากจะใช้ตอบคำถามให้กับรุ่นน้อง
    ที่เพิ่งถามใจเมื่อเช้าว่า...เอะอะอะไรก็จะฉลองท่าเดียว....เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ก็ไม่เว้น
    ก็เป็นเพราะใจว่าชีวิตเรามันสั้นนัก....
    ใจเสียเวลาคร่ำครวญไปกับความเจ็บปวดมานานพอควร
    ชีวิตเรรวนจนแทบจะเดินต่อไปไม่ได้....แต่เมื่อผ่านมาได้
    ก็ค้นพบว่าชีวิตของเรามีค่ามากกว่าการทุกข์ทรมานและเสียดายเวลาระยะเวลา
    ของการใช้เวลาไปกับอะไรบางอย่างเพียงแค่ 5-6 ปี
    ดังนั้นเมื่อคิดได้ในวันหนึ่งของหลายเดือนที่ผ่านมา....
    ใจก็ค้นพบว่า...ใจมักจะให้ความสำคัญกับการยินดีในเรื่องเล็กน้อยที่มันเข้ามา
    ตั้งแต่เจอเพื่อนเก่าที่เราไม่ได้คุยกันนาน พบเพื่อนใหม่ที่เราเข้าใจกันมากขึ้น
    ซื้อของให้ตัวเองในโอกาสทำงานเสร็จสิ้นเดือน
    พาตัวเองไปกินอาหารดีๆ ในวันหยุดสัปดาห์และอื่นๆ อีกมากมาย
    เราต้องให้สมดุลกับเรื่องทุกข์และสุข
    ช่วงระหว่างวันอาจจะทุกข์มากมาย...แต่อาจจะมีอีกหลายนาทีที่เราใช้มันเติมเต็มความสุขเข้าไป
    ใจเองก็ไม่ได้มีความสุขตลอดเวลา...เพียงแต่ว่าก็เลือกที่จะให้มันเข้ามามีส่วนในชีวิตมากขึ้น
    เมื่อทุกข์ก็เลือกที่จะเติมด้วยสุขอยู่เสมอ...และการหาอะไรดีๆ
    ให้กับชีวิตก็เป็นฉลองเมื่อความสุขเข้ามาเยือนในวันหนึ่งหนึ่ง....ก็เท่านั้นเอง....

    ปล. ภาพอ้างอิงจาก http://people.aol.com/people/article/0,26334,1170244,00.html

    12/7/2006

    ไดอารี่

     
    เด็กผู้หญิงที่นั่งข้างข้างบนเครื่องบินเมื่อคืนนี้
    พิศดูแล้วเธอหน้าตาดูดี เหมือนจะเป็นเด็กอันมีจะกินไม่ใช่น้อย
    เธอพร้อมเพื่อนและคุณครูมาเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว
    แต่เสียดายไม่ได้ไปฮ่องกงดิสนีย์แลนด์
    เห็นบอกวางแผนจะมาอีกครั้งในวันหยุดตรุษจีนที่จะถึงนี้

    เพราะเธอเป็นสาวไวหรือเป็นเพราะใจไม่ยอมโตก็ไม่ทราบ
    ทำให้รู้สึกว่าเธอโตเร็ว และเป็นสาวเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
    บางทีพอถึงวัยแบบนี้แล้ว...
    เมื่อนั่งมองเด็กผู้หญิงเดินผ่านไปผ่านมา
    ใจกลับรู้สึกว่า หากเธอแต่งตัวน่ารักตามวัย
    มันจะทำให้เธอดูสดใสและน่าสนใจกว่านี้อีกมากโข
    แต่อย่างว่าแหละ เมื่อเด็กเราก็อยากจะโต
    และเมื่อโตก็อยากจะเด็กอีกครั้ง
    สลับกันอยู่เสมอแหละเนอะ
     
     
    เธอทั้งสองไม่ยอมนอน ทั้งๆ ที่พนักงานปิดไฟไล่ไปแล้ว
    ใจเห็นเธอเปิดไฟส่องมาที่โต๊ะหน้าที่นั่ง
    หยิบกระดาษ A4 พร้อมปากกาคิตตี้สีชมพูขึ้นมาหนึ่งด้าม
    และก็ลงมือเขียนข้อความอะไรตั้งมากมายลงไปบนหน้ากระดาษแผ่นนั้น
     
    อากัปกิริยาทำให้ชวนนึกไปถึงไอม่วย
    ใจเห็นมันนั่งเขียนยิกๆ ในสมุดไดอารี่สีม่วงของมันทุกเย็นของวัน
    ขณะที่ใจกำลังนั่งอัพ blog
    ด้านหลังใจก็เห็นม่วยกำลังขมักขะเม้นกับการเขียนไดอารี่ของมันอยู่ตลอดเวลา

    รุ่นน้องคนนึงที่บังเอิญไปเจอว่าเอา space ของใจ
    ไปแปะไว้ที่ space ของเขา ทั้งๆ ที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ...
    วันนี้ใจก็แอบไปอ่านข้อความย้อนหลังนิดๆ หน่อยๆ
    ก็พบว่า เขาชอบการเขียนไดอารี่อยู่มากโข
    เห็นบอกว่าหลายปีมานี้หมดสมุดไดอารี่ไปไม่รู้กี่เล่ม
    ปากกาหมดน้ำหมึกไปไม่รู้สักกี่ด้าม..
    ใช้แรงงานแรงกายไปกับการเขียนตัวหนังสืออยู่เอาการ
    แต่ก็ดูเหมือนว่าสุดท้าย ไดอารี่เล่มนั้น
    จะกลายเป็นสิ่งของสะสมสำคัญสำหรับชีวิตไปโดยปริยาย
     
    ใจมานึกถึงตัวเอง...เมื่อก่อนใจมีสมุดลายการ์ตูนอยู่หลายเล่ม
    ไม่ได้เอาไว้เขียนไดอารี่เพียงเท่านั้น
    แต่ใจเอาไว้แต่งกลอนหวานแหวว สาวรักหนุ่ม หนุ่มรักสาว ลาวๆ พิกล
    เขียนไว้เป็นเล่ม เพื่อนผู้หญิงหลายคนขอยืมไปส่งเพจเจอร์กันเป็นประจำ
    หมดสมุดไปหลายเล่มกับการแต่งกลอน
    ทุกวันนี้มันก็นอนอยู่ที่ตู้เก็บหนังสือหลังบ้าน
    นานๆ กลับบ้านถึงจะแวะไปเปิดทักทายดูลายมือของตัวเองสักที

    เมื่อก่อนเป็นคนชอบเขียน ไม่สิ ตอนนี้ก็ชอบเขียน
    แต่วิธีการเขียนของใจเปลี่ยนเป็นการพิมพ์แทน ....
    จะได้เห็นลายมือของเองอีกครั้งก็เมื่อตอนที่กำลังสัมภาษณ์ใคร
    มันจำเป็นที่จะต้องจดเป็นตัวเขียนตามคำพูด
    หรือไม่ก็ประชุม ต้องจดคำพูด และวาดรูปเล่น เขียนเล่นฆ่าเวลาไปพลางๆ
    การเขียนไดอารี่ของใจเปลี่ยนจากลายมือ
    เป็นการพิมพ์แป้นคีย์บอร์ดเสียอย่างนั้น
    อรรถรสมันต่างกัน เขียนด้วยลายมือมันคลาสสิก
    ขณะที่พิมพ์ลงหน้าเวบมันต้องอาศัยเทคนิคของความไฮเทคเข้าช่วย
    แต่ผลสุดท้าย..มันก็ลงเอยด้วยข้อความที่อ่านที่แฝงไปด้วยความทรงจำเหมือนกัน

    ผ่านไปหลายนาที .... เด็กผู้หญิงสองคนเมื่อกี้ก็ยังไม่หยุดเขียน
    ใจแอบเห็นลายมือน่ารักๆ เขียนข้อความยาวมาจนถึงเกือบครึ่งหน้ากระดาษ
    แต่...หมึกปากกาคิตตี้น่ารักคงใกล้หมด
    ตัวหนังสือเลยลางๆ และเห็นเธออ้าปากเป่าที่ปลายปากกา
    ฮา ฮา ฮา เสียงมันดังเล็ดลอดออกมา แต่ว่าก็ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย
    ใจหยิบกระเป๋าถือขึ้นมา เอาปากกาที่เพิ่งได้แจกจากในงานยื่นให้
    เธอหัวเราะ แล้วบอกว่าขอบคุณค่ะ
    ผ่านไปหลายนาที เห็นเธอนั่งเขียนอยู่อย่างนั้น...
    หยุดพักก็เฉพาะตอนกินข้าว จนใจหลับยาว มาตื่นอีกทีก็ถึงกรุงเทพ
    แต่ก็ยังเห็นเธอเขียนไม่ยอมเลิก....
     
    นะ.... ให้โตเร็วยังไง เรื่องรักการเขียนในหัวใจ
    ใจก็ต้องขอชื่นชมเธอล่ะเนอะ
    พยายามต่อไปน้องเอ้ยย ม่วยด้วย ปุ๊ด้วยนะ
    ไดอารี่เล่มนั้นอ่ะ จะมีค่าอีกนานจนแก่เฒ่าเลยละ
    อย่าหมดความพยายามในการเขียนต่อไปละกันนะ
    ส่วนใจก็เขียนไดอารี่ผ่าน space แห่งนี้ต่อไป
    เรามีหัวใจที่รักการเขียนบันทึกเหมือนกัน
    เพียงแต่วิธีการที่เราใช้...มันต่างกันเท่านั้นเองเนอะ....
     
     
     

    เหงา เมื่อย เหนื่อย

     

    วันที่สองในฮ่องกงไม่มีอะไรมากนัก
    นอกจากกินข้าว เข้างาน และกลับมานอน
    และก็เหนื่อยอีกตามฟอร์ม....

    ขออนุญาตข้ามผ่านมาวันที่สาม เพราะน่าสนใจกว่าเยอะ
    วันนี้ตื่นแต่เช้าอีกหน...หลังจากทานข้าวเช้าเสร็จ
    ทุกคนมารวมกันที่ล็อบบี้เพื่อเรียกแท็กซี่ไปที่โรงแรมหรูติดท่าเรือ
    มีนัดสัมมนาโต๊ะกลม...ไม่สิ ต้องเรียกว่าเป็นการพูดคุยโต๊ะกลมเสียมากกว่า
    นักข่าวจากอินเดีย ไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ 5 คน นั่งล้อมวง
    และมีผู้บริหารของบริษัทที่เชื้อเชิญเราไปให้ข้อมูลสำคัญ
    นั่งอยู่อย่างนั้นสองผลัด...หมายถึงว่า....มีการเปลี่ยนผู้บริหารมาให้ข้อมูลสองคน
    วนกันไปคนละ 1 ชั่วโมง...มาจบตอนเที่ยงตรงพอดี
    นักข่าวทุกประเทศได้เวลากลับกันแล้ว เพราะไฟร์ทเครื่องบินนั้นอยู่ที่สองโมงเย็น
    แต่ใจเป็นนักข่าวคนเดียวที่บินกลับตอนสองทุ่มสี่สิบห้า
    เลยกลายเป็นว่ามีเวลาเหลือให้พักหายใจและเดินเที่ยวในเมืองบ้างหลายชั่วโมง
    หลังจากก่อนหน้านี้ไม่มีแม้แต่เวลาจะเช้าเซเว่นข้างๆ เลยด้วยซ้ำ

    แผนการณ์วันนี้...ใจจะไปที่จุดชมวิวที่สูงที่สุดของฮ่องกง
    เค้าเรียกกันว่า Victory Peak
    ใจเรียกแท็กซี่จากหน้าโรงแรมเพื่อไปยังจุดขึ้นเขา
    ตอนแรกเห็นในแผ่นพับเค้าเรียกมันว่า TRAM
    หมายถึงว่าเราต้องไปขึ้น TRAM เพื่อขึ้นไปยังจุดชมวิวนั้น
    นั่งนึกอยู่นานอะไรฟะ TRAM เนี่ย
    หันไปถามนักข่าวอินเดียข้างๆ เค้าบอกว่าเป็นรถไฟวิ่งบนราง
    อ้อ......รถรางขึ้นเขาไง....นั่นแหละมั้ง

    ใจขึ้นมานั่งบนแท็กซี่แล้วละ พี่แกก็ส่งภาษาจีนล้งเล้งๆ ใส่ซะมากมาย
    การมาฮ่องกงหนนี้ทำให้ใจเหมือนเด็กดอยเข้าเมืองยังไงไม่ทราบ
    รู้สึกว่า ทำไมไม่เกิดมาเป็นเด็กไทยที่ไปโตในจีนและเข้าเรียนในโรงเรียนอินเตอร์ก็ไม่รู้แฮะ
    เพราะว่าเดินไปไหนก็เอาแต่ส่งภาษาจีนใส่ใจซะไฟแลบ ... ปวดใจพิกล
    พอบอกคนขับว่าฉ้านนนนพูดจีนม่ายด้ายยย
    พลีสสปี๊กอิงลิช...พี่แกก็ส่งภาษาอังกฤษสำเนียงจีนกลับมาให้พอรู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง

    ใช้เวลาแค่ห้านาที แท็กซี่ก็มาจอดที่ตรงจุดขึ้นรถราง
    ใจควักเงินในกระเป๋าจ่ายไป 33 เหรียญฮ่องกงสำหรับตั๋วไปกลับ
    ยืนรอรถมารับสักแวบก็ได้ไปนั่งแอบๆ อยู่ข้างหน้าต่างอย่างเดียวดาย
    แอบมองผู้หญิงกับผู้ชายที่นั่งเก้าอี้ติดกันถ่ายรูปคู่กันอย่างหวานแหวว
    เห็นแล้วปวดใจยิ่งกว่าคนขับแท็กซี่พูดภาษาจีนใส่ตะกี้อีกแฮะ
    ก็หนาวๆ แบบนี้...มีคนมานั่งข้างๆ กอดให้อุ่นระหว่างนั่งรถรางท่าจะเวิร์กเนอะ อิอิ
    นั่งมองดูจนเพลินเกินห้ามใจ ปล่อยให้รถไฟจอดตามสถานีต่างๆ เพื่อทั้งส่งและรับคนอยู่เรื่อยๆ
    ลืมบอกว่าไปว่า รถไฟวิ่งผ่านกลางเมือง ซึ่งเป็นเขาไปด้วย...
    แวะจอดตามถนนเส้นสำคัญๆ และไปสิ้นสุดตรงจุดสูงสุดบนเขาที่ว่า

    น่าแปลกใจสำหรับคนไทยที่ไม่เคยมาฮ่องกงอย่างใจ
    ใครนะที่อุตส่าห์ไปสร้างห้างบนเขาเสียใหญ่โตเช่นนี้นะ
    Victory Peak  แตกต่างจากดอยสุเทพของเราก็ตรงที่....
    ขึ้นไปแล้วมันมีทุกอย่างให้ชม และทำให้คนใช้เวลาและใช้เงินอยู่บนนั้นได้นานๆ
    มากกว่าการนั่งไป นั่งกลับ และก็จบลงแค่นั้น

    ใจจำไม่ได้ว่าต้องเดินผ่านไปบันไดเลื่อนไปกี่ชั้น กว่าจะถึงจุดชมวิวบนนั้น
    วนไปแต่ละชั้นจะพบร้านอาหารสวยหรู ร้านขายของที่ระลึก
    ทั้งแบบที่น่ารักสุดๆ...และแบบเชยสุดๆ ....
    มีร้านขายอาหาร ร้านไอติม ร้านขนม ร้านเล่ม ร้านถ่ายภาพ
    หกเจ็ดชั้นได้ล่ะมั้ง ทำเป็นวงกลม...วนไปเวียนมา เวียนหัวน่าดู

    จุดชมวิว Victory Peak  ลมแรงจนตัวเกือบปลิว
    ทุกวินาทีที่ยืน บางทีก็ต้องหาที่เกาะที่จับยังชีพเอาไว้ตลอดเวลา
    แต่ลมแรงแค่ไหนก็ไม่แรงเท่าความอยากจะชมวิวของใจและคนอื่นๆ ได้
    เพราะจากจุดนี้จะมองเห็นเกาะฮ่องกงรอบด้านได้ครบถ้วนเลยทีเดียว
    ทะเลจีนใต้...ท่าเรือ ตึกที่สูงที่สุด และจุดสำคัญๆ ในเมืองอีกมาก
    ใจวานป้าฝรั่งคนนึงถ่ายภาพให้
    ยอมรับว่าแกฝีมือดีมาก ภาพชัดมือคงนิ่งน่าดู และก็ดูเหมือนครบองค์ประกอบ
    แต่ยอมรับว่า...คนที่อยู่ตรงกลางนั่นอ่ะ...หน้าตาไม่ได้เรื่องเล้ยยยย เอิ้กกกก

    ใช้เวลาเดินอยู่บนนั้นแวบนึง ใจก็ตัดสินใจนั่ง TRAM ลงมาด้านล่างอีกครั้ง
    เดินมาดูแผนที่ที่อยู่ด้านหน้า และดูแผนที่อยู่ในมือประกอบกัน
    ใจเลยคิดว่าน่าจะเดินลัดเลาะเมืองไปตามทางเรื่อยๆ ดูเป็นอะไรที่เรื่อยเปื่อยดี
    ใจเดินข้ามม้าลาย ขึ้นสะพานลอยที่ดูหรูมากๆ ลัดไปตามตัวตึก และมาลงอีกฝั่งหนึ่งของถนน
    เดินจนไม่รู้จะไปทางไหน ก็เข้าไปถามผู้หญิงคนนึงว่าอยากจะไปช็อปปิ้งที่ Time Square จะไปยังไง
    คุณเธอแนะนำให้ลงไปใต้ดินหรือ MTRC และก็นั่งสายสีน้ำเงินไปลงที่สถานีอะไรสักอย่าง...จำไม่ได้แฮะ
    และที่นั่นแหละหากเดินออกทาง  A จะไปโผล่ใต้ดินของตึก Time Square ได้เลย
    ใจเลยไม่นิ่งเฉย ขอบคุณและลงใต้ดินทันที....ที่นี่สถานี Central เห็นบอกไว้ที่หน้าทางเข้า

    วินาทีนี้ใต้ดินของฮ่องกงเป็นสิ่งที่ท้าทายความฉลาดของใจอีกครั้ง
    เพราะว่ามันไม่รู้เรื่องว่าควรจะไปทางไหนดี...
    ใจเลยตรงดิ่งไปที่ตู้ขายตั๋ว...อ้ะ มีเหมือนบ้านเราเลย
    หน้าจอสัมผัสเชื้อเชิญให้จิ้มๆ เลือกสถานี
    ใจก็เลือก...เอ๊ะ แล้วตรงไหนใส่แบงค์...
    แงะ...เลือกตู้ผิด..อันนี้หยอดเหรียญอย่างเดียว สงสัยรุ่นเก่า
    เลย cancle และมาหยอดอีกตู้หนึ่งแทน
    อันนี้ใช้ได้ จิ้มแล้วใส่แบงค์ 10 เหรียญได้ทอนมา 5 เหรียญ (1 เหรียญฮ่องกงประมาณ 4.7 บาท ณ วันที่ใจเดินทาง)
    ได้ตั๋วมาแล้วแต่เข้าไม่ถูกรู 555 เอาละปัญหาใหญ่ของชีวิตมากตอนนี้
    ยืนคิดอยู่นาน จะไปทางไหนดี.....และก็ตัดสินใจอีกครั้ง
    เดินเข้าไปถามผู้หญิงอีกคนที่กำลังเดินผ่านไปว่าจะไปที่นี่....เข้าทางไหนดี
    ท่านก็ใจดี ชี้โบ้ชี้เบ้ และก็ช่วยให้ใจได้ไปลงตรงที่ platform 3 ได้สำเร็จ
    สักแวบรถไฟมาก็จอดตรงหน้า...ใจก้าวเข้าไป....และใช้เวลาไม่กี่สถานีสำหรับการนั่งลุ้น
    ก็มาถึงเป้าหมายอย่างที่ต้องการ

    ใจว่ามันเป็นความพยายามอย่างยิ่งยวดของมนุษยชาติ
    ที่อุตส่าห์มานั่งขุดดินเป็นทางยาวเหมือนอุโมงค์
    ให้คนมากมายเดินผ่านทะลุไปอีกทางหนึ่งที่ต้องการ
    เพราะขณะที่เดินออกจากตัวรถและเดินไปตามทางเพื่อหาทางออกอยู่นั่น
    ใจก็นึกชื่นชมคนสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน...และคนสร้างทางเดินที่ว่านี้เอาเสียมากๆ
    มันน่าแปลกใจ...ทำได้ยังไง...ก็มัน....ไม่น่าจะคิดได้เลยนี่เนอะ
    เหมือนเราเป็นตัวตุ่นที่มุดดินได้และไปโผล่อีกทีที่เป้าหมายของแต่ละคน

    ใจใช้เวลาเดินเป็นกิโลเห็นจะได้
    เดินอยู่ตั้งนาน ก็ยังไม่เห็นทีท่าว่าจะมันโผล่ออกมาเห็นตะวันสักที
    เดินไปตามที่ป้ายชี้ เหมือนกำลังเล่นเก็บแรลลี่เก็บอาร์ซีอยู่ยังไงยังงั้น...
    เดินไปมันเรื่อยๆ....เกือบสิบนาทีละมั้ง กว่าจะมาโผล่ที่ตึกที่ว่า เมื่อยเป็นบ้าเลย

    หลังจากโผล่มาที่ตึก Time square ใจก็ใช้มันเป็นทางผ่านไปเดินช็อปปิ้งในถนนเส้นอื่น ๆ ที่อยู่ติดกัน...
    เดินมันไปเรื่อยเปื่อย ดูคน ดูหมา ดูผ้า ดูร้านค้า อะไรอีกมากมาย
    เข้าร้านโน้น โผล่ร้านนี้ และแวะกินข้าวเที่ยง...ตอนบ่ายสอง

    ร้านโจ๊กคนเยอะหลัง World Trade Center เป็นเป้าหมายในเวลานี้
    ด้านในมีคนนั่งมากมายอยู่ก่อนแล้ว
    ใจสอดส่ายสายตามองหาที่นั่ง ...เจอที่นั่งว่างเกือบในสุดเลยรีบรุดไปนั่ง...เกาะขอบๆ เอาไว้

    เรียกพนักงานมาสั่งอาหาร ท่านก็ไม่พลาดส่งภาษาจีนมาให้ใจอีกตามเคย
    ใจบอกว่าขอเป็นอังกฤษ และชี้โบ้ชี้เบ้...
    สรุปได้ผัดหมี่มีปาท่องโก๋ห่อเส้นก๋วยเตี๋ยวอยู่ข้างล่างราคา 10 เหรียญมาหนึ่งจาน
    และก็ซาลาเปาทอดหั่นเป็นชิ้นมากินเล่นๆ อีกหนึ่งที่
    มีโค้กเลมอนอีกหนึ่งกาป๋องช่วยไม่ให้คอแห้ง....รวมทั้งสิ้น 29 เหรียญ

    อาหารมาวางอยู่ตรงหน้า...ไอเส้นนี่แหละที่ใจอยากจะกิน
    ตะกี้เพิ่งเดินผ่านตลาดมา...เห็นคนเลือกกันมากมายเลยอยากจะกินมั่ง
    เค้าผัดใส่วิญญาณถั่วงอก และโปะทับปาท่องโก๋เอาไว้
    อ้ะ...มีซอส ไม่สิ...ซีอิ้วหวานตะหากเล่า เค้าเอาไว้จิ้มปาท่องโก๋ด้วยแฮะ
    ปกติเอาแต่จิ้มนม จิ้มซีอิ้วก็อร่อยแบบแปลกๆ ดี
    ไอผัดหมี่กะปาท่องโก๋จิ้มซีอิ้วไม่เท่าไรหรอก
    แต่ใจมานั่งเกาหัวก็ตอนที่ได้ซาลาเปาทอดและโค้กนี่แหละ

    ในเมนูมันชิ้นกระจึ๋ง...พอมาถึงมันชิ้นเท่าบ้าน....ฮานี่บ่าเฮ่ย
    เค้าเอาหั่นๆ ใส่ตะกร้าเล็กๆ ดูเล็กนะ แต่มันชิ้นใหญ่ แล้วใครจะกินเข้าไปหมด
    ส่วนโค้ก...ในเมนูบอกว่าเป็นเลมอนโค้ก ...
    ใจก็จินตนาการเลยแหละ ตะก่อนเคยกินโค้กเลมอนก็อร่อยนี่นะ
    แต่พอมาถึง...เค้าเอาเลมอนใส่ในแก้ว แล้วเอาโค้กมาให้กระป๋องนึง
    นี่ไงเลมอนโค้ก....อย่าเถียง....หึหึ 14 เหรียญแพงกว่าใครเพื่อนด้วย เลมอนโค้กชั้น
    ให้มันได้ยังงี้สิ...จอห์นจริงๆ

    ออกจากร้านด้วยอาการจุกมากมาย
    ใจก็เดินเข้าไปซื้อลูกอมในร้านขายยา...
    งงเหรอ? ใจว่ามันเป็นร้านขายยาแหละ เหมือน gardian ยังงั้นอ่ะ
    แต่ที่ฮ่องกงใช้อีกชื่อนึงแตกต่างกันออกไป
    ไม่รู้ว่า gardian ไปเป็นยังไง...ไปหาเอาเองละกัน เป็นคนแนะนำที่ดี 555

    เดินไปอีกเรื่อยๆ ยังมีเวลาอีกถมถืดก่อนขึ้นเครื่อง
    ก่อนจะมารู้สึกตัวว่าเมื่อย...และสำคัญสุด
    รู้สึกว่า...กำลังหลง หาทางกลับโรงแรมไม่ได้....
    แม้วจริงๆ เลยเวลานั้น มันงงๆ ไม่รู้จะไปไหนดี
    เลยควักเอาแผนที่ในกระเป๋าออกมาดู
    มองดูป้ายถนนสักแป๊บ...อ้ะ...ถ้าเดินออกทางนี้
    อีกไม่กี่ร้อยเมตรจะถึงที่โรงแรมพอดี
    ฉลาดจริงๆ เลยเวลาคับขันแบบนี้ใจเอ้ยยยย

    เวลาล่วงเลยมาถึง 4 โมงเย็น ใจเลยตัดสินใจจะไปกระเป๋าที่ฝากไว้ด้านล่างของโรงแรม
    เรียกแท็กซี่ไปที่ Airport Express Station
    และใช้รถไฟฟ้าเร็วๆ นี่แหละเป็นพาหนะในการเดินทางไปยังสนามบินในเย็นวันนี้

    ตอนแรกกะว่าจะเรียกแท็กซี่มาถึงสนามบินเลยทีเดียว
    แต่คนขับแท็กซี่คนเดียวกันกับที่พาไป Victory Park บอกไว้ว่า
    หากนั่งไปคนเดียวต้องเสียเงินประมาณ 350 เหรียญและก็ขับไปเกือบ 45 นาที
    แต่หากว่าไปรถไฟจะใช้เวลา 20 กว่านาทีและเสียเงินแค่ 100 เหรียญเท่านั้น...
    น่าสนใจก็ตรงที่มันถูกกว่านี่แหละ แหะแหะ

    ใจเลยเรียกแท็กซี่ไปที่สถานีที่ว่า เสียค่าบริการไป 24 เหรียญ
    เดินงุดๆ ไปที่โต๊ะ information และซื้อตั๋วราคา 100 เหรียญแบบเที่ยวเดียว
    และตรงดิ่งไปยังลิฟต์กดไปที่ชั้น L2
    รถไฟจอดรถอยู่ก่อนแล้ว
    ใจก็ตรงดิ่งไปหาที่นั่ง พร้อมกระเป๋าอีกหนึ่งใบ และถุงใส่เสื้อผ้าชุดใหม่อีกสองถุง
    พะรุงพะรังนิดหน่อย แต่ว่าก็หายเหนื่อยไปได้เมื่อรถไฟมุ่งหน้าไปยังสนามบินเพียงไม่กี่นาที

    ใช้เวลานั่งรอเครื่องขึ้นนาน....เบอร์เกอร์คิงและ msn ช่วยแก้เหงาและแก้เบื่อได้นิดหน่อย
    เครื่องขึ้นตอนสองทุ่มสี่สิบห้า....มีเรื่องฮาเกิดขึ้นบนเครื่องเล็กน้อย
    เพราะใจแอบได้ยินพนักงานสาวบนเครื่องถามผู้โดยสารคนหนึ่งที่นั่งข้างหน้าใจว่า
    จะรับน้ำอะไรดี...พี่แกก็ตอบอะไรสักอย่าง...วนไปวนมา
    สรุปว่า...แกจะเอาแอปเปิ้ลกับน้ำส้มมาผสมกัน....555 เออแฮะ...แปลกดี
    ใจก็เพิ่งเห็นมีคนจะสั่งแบบนี้แหละ ปกติเค้าก็แยกเดี่ยว หรือไม่ก็มีน้ำผลไม้รวมเอาไว้เสิร์ฟ
    พี่แกเล่นเอาน้ำสองอันมาผสมรวมกัน ไอเดียและจินตนาการล้นหลามจริงๆ
    จบตรงนี้ได้ม้ะ....มีเรื่องเล่าอีกมาก...แต่มันยาวล้นหน้ากระดาษละ...

    ไปฮ่องกงหนนี้เหงาดีแฮะ ....เมื่อยด้วยเพราะเดินซะเยอะ...
    และก็เหนื่อยเพราะตารางงานแน่นมาก...แต่บ่นมากไม่ได้เพราะไปฟรี อิอิ

    ใจไปฮ่องกง

     

    เช้าวันที่ 4 ธันวาคม ใจเรียกแท็กซี่จากศูนย์แท็กซี่ให้มารับที่บ้าน
    ดูนาฬิกาก็เห็นว่าเป็นเวลาตีห้า คิดว่าหากกะเวลาจนกว่ารถจะมารับ
    และขับไปส่งใจที่สนามบินสุวรรณภูมิก็น่าจะทันเวลาเช็คอินหกโมงเช้าพอดี
    ก่อนที่ใจจะบินไปฮ่องกงในเวลาอีกสิบห้านาทีก่อนเก้าโมง
    เพราะนอนก็ดึก ตื่นก็เช้า เลยเบลอเบลอพิกล
    เบลอขนาดไหนน่ะเหรอ....ก็ขนาดที่จะลืมตั๋วเครื่องบินได้น่ะสิ
    ตอนแรกก็ตรวจครบแล้วแหละว่าจะเอาอะไรไปบ้าง ทั้งพาสปอร์ต เงิน
    เสื้อผ้า และข้าวของเครื่องใช้ แต่ดั้นมาตกกระไดตายตอนท้าย
    ก็ไอตอนที่มาลืมตั๋วเครื่องบินนี่แหละ
    คนขับแท็กซี่ขับเลยเซเว่นหน้าปากซอยไปนิดนึง
    ใจก็เรียกให้เค้าจอดชิดซ้ายและขอวิ่งไปเอาตั๋วเครื่องบินในห้องอีกรอบ
    เกือบซวยไม่ได้ไปแล้วไหมละ ...เพราะอาจจะโดนด่าได้ โฮะโฮะ

    เรื่องเล่าจากนี้ไม่มีอะไรละ...นอกจากต่อแถวยาว
    จนแอบนึกว่าอยู่ในหมอชิตช่วงเทศกาลสงกรานต์เสียอีก
    ไอตอนที่มาใช้บริการสนามบินนี้แรกๆ ใจคิดว่า...มันเป็นเพระว่า
    คนมาเดินเที่ยวกันด้วย...ผ่านไปหลายเดือนแล้ว
    ทำไมคนยังเยอะเหมือนเดิม....หรือว่าเพราะคนเดินทางกันเยอะ?
    หรือว่าเพราะเคาน์เตอร์มันมารวมอยู่ในชั้นเดียวกันหมด? ไม่เข้าใจเหมือนกัน
    แต่ช่างมันเหอะ เยอะๆ แบบนี้ก็ยังดีกว่าโหวงเหวงอ่ะเนอะ

    ผ่านเช็คอินเรียบร้อย ก็เดินเข้ามาด้านในเข้าสู่เขตแอนของการตรวจคนเข้าออกเมือง
    พนักงานมองหน้าแล้วถามใจว่า...คนไทยเหรอครับ?....
    โฮะ...ใจก็ขำ แล้วถามกลับว่า...หน้าไม่ให้เหรอคะ?...
    เค้าก็บอกว่าครับ หากไม่เห็นพาสปอร์ตก็นึกว่าเป็นคนเกาหลี
    ญี่ปุ่น จีน ไม่งั้นก็ฮ่องกง...โฮะ....ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี
    หลังจากนั้นก็ไม่คุยอะไรกันอีกเลย
    แกก็เอาแต่ยิ้ม ใจก็ยิ้ม และก็เดินจากมา.....
    แต่ไม่ลืมที่จะเอาหน้าที่ไม่เหมือนคนไทยติดตัวกลัวมาด้วยแต่อย่างใด

    มาถึงฮ่องกงอย่างปลอดภัยในเวลาเลยเที่ยงไปนิดๆ
    เสียเวลารอกระเป๋าให้ลงจากรางนานเอาการสำหรับวันนี้
    ได้กระเป๋าก็ยิ่งกว่าลิงได้แก้ว กึ่งวิ่งกึ่งเดินออกมาพบคนขับรถที่รออยู่ข้างนอกแล้ว
    นาฬิกาข้อมือบอกเวลาเที่ยงครึ่ง แต่ใจนัดทีมเอาไว้ตอนบ่ายโมงครึ่งที่งาน
    ออกมาถึงชานชาลารอรับผู้โดยสาร
    สอดส่ายสายตามองหาคนมารับ...อ้ะ....นั่นไงป้ายเขียนชื่อเราเอาไว้
    แต่ไหง....เป็น Mr. ไปได้ไม่ทราบ...คนรับก็งง เอ้าา ไม่ใช่ผู้ชายเหรอ
    ไอคนโดนรับก็งง...มันคงผิดพลาดหรือสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง เลยกลายเป็น Mr. ซะงั้น
    แต่ช่างมันเหอะ ไหนๆ ก็เจอแระ

    นอกจากคนขับแล้วยังมีนักข่าวชายจากฟิลิปปินส์
    นามว่า Melwin อีกหนึ่งชีวิตยืนรออยู่ด้วย
    ทั้ง Melwin และใจจะต้องเจอหน้ากันอีกหลายวัน
    เลยถือโอกาสทำความคุ้นเคยกันเสียก่อนเบื้องต้น
    Melwin บอกว่านี่เป็นหนแรกของเขานับครั้งไม่ถ้วนของการเดินทางไปต่างประเทศ
    ที่เขาต้องแบกกระเป๋าและเข้างานเพียงลำพัง
    ใจก็มองหน้าเค้าแล้วก็บอกเค้าว่า...Me too...
    ก็หนนี้เป็นการเดินทางคนเดียวเป็นหนแรก
    ที่ผ่านมาก็แค่ไปเอง...แต่หมายถึงว่ามีเพื่อนร่วมทริปไปด้วยอย่างน้อยก็สองคน
    เราเดินทางไปด้วยกัน มันก็ยังอุ่นใจบ้าง
    แต่นี่ไปคนเดียวทั้งหมด เข้างานเอง หาของกินเอง และก็นั่งฟังเอง
    โดยไม่มีใครนั่งอยู่ใกล้ ๆ พูดภาษาไทย แอบนินทาใครๆ เหมือนแต่ก่อน
    แถมการเดินทางมาฮ่องกงหนนี้ยังเป็นหนแรกของใจด้วย
    เลยดูตื่นเต้นๆ พิกล กลัวหลง กลัวไม่รู้เรื่อง 555 คิดแล้วฮาตัวเองแฮะ
    โชคดีที่มี Melwin มารออยู่ก่อนหน้า เลยกลายเป็นว่า...ทริปนี้
    น่าจะมี Melwin เป็นเพื่อนไปไหนมาไหนด้วยบ้างไม่มากก็น้อย

    ลุงคนขับนำเราทั้งสองคนไปขึ้นรถ Benz 340 SEL สีเขียวที่จอดอยู่ไม่ไกล
    ไอเราก็นึกว่าจะต้องใช้เวลาขับไปส่งเสียนาน
    แต่....ปรากฎว่าขับผ่านถนนมาแค่ห้านาที
    แกก็บอกว่าถึงแล้ว......555
    ก็  Asia World Expo ของฮ่องกงมันอยู่ติดกับสนามบินกระจึ๋งนึง
    มันเลยไม่ต้องสงสัยว่าแอร์ทำไมยังไม่ทันจะเย็นก็มาถึงซะแระ

    ตามกำหนดการณ์ใจต้องลากกระเป๋าโครกๆ ไปฝากไว้ที่รับฝากก่อน
    เจรจาบอกกับคนรับฝากว่าจะมารับกระเป๋าก่อนหกโมงครึ่งตามที่บอก
    เพราะว่าเค้าบอกรับฝากได้ถึงแค่เวลานั้น ไม่มาก็อด...ว่างั้นนะ
    หมดภาระเรื่องกระเป๋า ทีนี้ทั้งใจและ Melwin ก็มุ่งหน้าไปยัง Media Center
    ยื่นพาสปอร์ตและนามบัตรให้กับทีมงาน
    ก็ได้ที่ห้อยคอและกระเป๋าย่ามใส่เอกสารสำหรับสื่อมวลชนเอาไว้ข้างในมาหนึ่งอัน
    นับจากนี้...ก็เป็นการเดินชมงาน ITU World Telecom 2006
    เข้าฟังงานสัมมนา ปาถากฐา และก็กินข้าว

    อ้ะ...สองทุ่มของวันนั้นทีมพีอาร์พาไปกินข้าวที่ร้านชื่อ  Lux
    เค้าบอกว่าเป็น pub & resturant ที่ดังน่าดูใน Hong Kong
    ใจก็เห็นว่าน่าจะจริงแฮะ เพราะคนเยอะแยะมากมายก่ายกอง
    ใจก็นั่งรมควันบุหรี่ นั่งฟังเพลงจากดีเจอยู่นานหลายชั่วโมง
    ก่อนกลับมาที่ห้องของโรงแรม สลบไสลหมดแรงไปอีกหนึ่งวัน
    วันนี้ทั้งวันเอาแต่คุยภาษาอังกฤษตลอด
    ภาษาไทยเล็ดลอดมานิดเดียว ก็ตอนที่อยู่คนเดียวนี่แหละ...
    เหนื่อยกับการเดินทางไม่เท่าไร เหนื่อยใจเพราะต้องใช้ภาษาอังกฤษ
    ที่แสนจะแข็งแรงของฉันนี่สิ....เหนื่อยมากกว่าสิ่งใด.....