เป็นเวลา 8 วันเข้าไปแล้วที่ไข้ไม่ยอมหายไปสักที
เสียงก็ยังแหบ ขี้มูกก็ยังแอบไหลพอทำให้เปลืองทิชชูอยู่บ้าง
เมื่อคืนวานนอนดูข่าวอยู่บนเตียง
เห็นข่าวเรื่องการตกอันดับศักยภาพในการเรียนรู้ของคนไทยในเวทีโลก
เมื่อเทียบกับเวียดนาม จีน หรือแม้แต่มาเลเซียเพื่อนบ้าน
ก็ทำให้นึกถึงการเดินทางไปเวียดนามหนแรกและหนล่าสุดเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเสียไม่ได้
หลังจากอดทนเก็บเงินที่ไม่ค่อยจะมีสักเท่าไร
และยอมจ่ายเพื่อจะไปชำระหนี้ทางจิตใจที่ฮานอยเป็นเวลาถึง 5 วันติด
นั่งนับวันนับคืน จนกระทั่งถึงเวลาที่ต้องเดินทางเข้าจริงๆ ในเช้าวันหนึ่งของต้นเดือนพ.ย.
สำหรับการเดินทางหนนี้นับเป็นหนแรกที่แบกเป้ไปคนเดียวชนิดที่ต้องวางแผนการท่องเที่ยว
หาข้อมูลในการเดินทาง และสำคัญคือจ่ายเงินเองทั้งหมด
แตกต่างจากหนก่อน ๆ อย่างชัดเจน เมื่อกลับมาก็รู้สึกว่า
การจ่ายเงินไปเที่ยวเอง...อารมณ์ของการเที่ยวเข้าซึมลึกทุกขุมขนก็แบบนี้เอง
นกแอร์โปรโมชั่น 3 บาท ออกมาก่อนโปรโมชั่นไทยแอร์เอเชีย 0 บาท
ทำให้ต้องเลือกนกแอร์ในการเดินทางไปฮานอย
เมื่อบวกค่าน้ำมันและค่าภาษีสนามบิน รวมกับค่าบินที่ 3 บาทไปและกลับ
ทำให้ต้องเสียค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับหนนี้อยู่ที่ประมาณ 3200 บาท
หลังจากเข้าไปแอบอ่านหนังสือท่องเที่ยวในร้านหนังสืออยู่หลายหน
เข้าไปอ่านกระทู้หรือดูเว็บท่องเที่ยวของคนที่เคยไปเวียดนามมาแล้ว
ทำให้ตกลงปลงใจว่าจะไปตายเอาดาบหน้า
มีแค่กระเป๋าเดินทาง เงินในกระเป๋า ที่เหลือไปหาเอาข้างหน้าทั้งหมด
ทั้งที่พัก ทัวร์ระหว่างเมือง อาหารการกิน และอีกสารพัดอย่าง
เมื่อศึกษาข้อมูลหลายๆ อย่าง โดยมีตั๋วเครื่องบินราคาถูกเป็นที่ตั้ง
การเดินทางไปเวียดนามหนแรกเลยจำเพาะเจาะจงที่ฮานอย และเมืองทางเหนือของเวียดนาม
ซึ่งมีระยะทางและระยะเวลาการเดินทางไม่นานมากนัก
ส่วนฮอยอัน เว้ และดานัง ตัดสินใจว่าควรจะเป็นการเดินทางครั้งหน้า
เพราะว่าไม่เพียงแต่ไกลจากฮานอยมากแล้ว โชคดีไม่น้อย
เพราะเมื่อคล้อยหลังจองตั๋วเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็พบว่าเวียดนามใต้เจอมรสุมพายุโซนร้อนอย่างหนักเลยทีเดียว
ช่วงนี้ฮานอยอากาศเริ่มหนาวแล้ว รวมถึงเมืองทางเหนือของเวียดนาม
ซึ่งก็เหมือนๆ กับทางเหนือของไทย ที่หนาวจัดเข้าไปเรื่อยๆ เช่นกัน
หลายคนที่เดินทางไปเวียดนามมาก่อนหน้า แนะนำว่า ไม่ต้องกลัวเรื่องที่พักแต่อย่างใด
เมื่อแลกเงินจากเมืองไทยเป็นเงินดอลลาร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงสนามบินฮานอยก็ให้แลกเงินสกุลดองที่สนามบิน
เพราะจะได้อัตราหรือเรทในการแลกเปลี่ยนจากเงินดอลลาร์เป็นเงินดองดีที่สุด
ซึ่งภายหลังเมื่อไปถึงที่นั่นก็พบว่า มีบางธนาคารให้แลกเงินบาทเป็นเงินดองด้วยเช่นกัน
แต่เมื่อเชื่อผู้รู้คนอื่นๆ เขาก็แนะนำว่า เงินดอลลาร์ที่แลกไปสามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายๆ อื่นในเมืองได้ด้วยเช่นกัน
เช่นเดียวกันกับเงินบาทที่มีให้เห็นว่าบางร้านรับเงินบาทด้วยเช่นกัน
แต่จะให้ดีเงินดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงเงินดองจะเป็นการดีสำหรับเมืองนี้
เงินดอลลาร์มักใช้เป็นค่าใช้จ่ายค่าโรงแรม ค่าทัวร์ ส่วนเงินดองนั้นเหมาะกับการค่าอาหาร ค่าของกิน ขบเคี้ยว
และค่าของฝาก ในบางกรณีเราจะพบว่า การจ่ายเป็นเงินดองแทนดอลลาร์นั้นคุ้มค่ากว่ากันตั้งมากมาย
เพราะบางร้านเลือกรับเงินดอง ทำให้ของนั้นถูกกว่าการจ่ายเป็นเงินดอลลาร์ลงมาอีกนิดนึง
หรือมากกว่าเมื่อเทียบเป็นเงินบาท
เมื่อได้เงินการหาที่พักนั้นก็มีคนแนะนำว่าให้ไปหาเอาดาบหน้า
มีที่พักหลายแบบหลายราคา เดินเข้าไปถามราคาและเลือกได้ตามใจชอบ
เขาแนะนำว่าให้ไปย่านที่พักมีอยู่จำนวนมาก เรียกกันว่า old quater
คือตรงกลางๆ ของเมืองฮานอยจะมีทะเลสาบขนาดย่อมอยู่หนึ่งแห่ง
ย่านที่ติดๆ กับทะเลสาบนั่น ได้ยินเขาเรียกว่า old quater ประมาณนั้น
บอกตรงๆ ว่าตอนแรกก็คิดอยากจะทำแบบนั้น
แต่สุดท้ายก็ยังทำใจไม่ได้ เพราะกลัวจะไม่มีที่นอนในคืนแรก แม้จะไม่ได้จองที่พักเอาไว้ล่วงหน้า
แต่การเปิดหาข้อมูลว่าคนไทยบางกลุ่มเคยพักที่ไหนกันบ้าง
เรทราคาของโรงแรมที่พักนั้นยอมรับไหม และสถานที่อยู่ใกล้กับอะไรบ้างก็เป็นเรื่องจำเป็น
เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วใจพบว่า แต่ละซอกซอยของฮานอยก็เต็มไปด้วยโรงแรมมากมาย
และไม่รู้ตรงไหนเป็นตรงไหน ... มันดูซับซ้อนไม่เบาทีเดียวสำหรับนักท่องเที่ยวหน้าใหม่อย่างเรา
การเดินหาที่พักไปเรื่อยๆ เหมาะกับการแบ็กแพ็กที่ใช้เวลามากๆ
ไม่ต้องรีบเร่งเท่าไรนัก มีเวลาไม่จำกัดเหมือนมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา
และสำคัญสุดคือ... ไม่ได้เอากระเป๋าลากใบโตไป..แต่แบกเป้ขนาดย่อมไม่หนักมากไปด้วย...
เพราะหากว่าต้องเดินลากกระเป๋าที่ฮานอย ขอบอกว่าไม่สะดวกนัก
พื้นฟุตบาทไม่ได้เอาไว้วางรถเข็นเหมือนบ้านเราแต่เขาเอาไว้จอดมอเตอร์ไซด์ต่างหากเล่า
ดังนั้นหากใครไม่ได้มีของหนัก และตั้งใจจะไม่เร่งรีบ ก็แนะนำให้ไปเดินหาได้เลย
คิดว่าจะได้โรงแรมที่ถูกใจกว่าการจอง เพราะได้เห็นกับตา และได้ใช้มือคลำให้แน่ใจเอง
สำหรับใจแล้วตัดสินใจเลือกโรงแรมหนึ่งซึ่งก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนของฮานอย รู้แต่ว่าราคาเหมือนจะไม่แพง
ดูจากสภาพที่เขาไปพักมาก็คิดว่าใช้ได้ และมันน่าจะไปไหนมาไหนได้สะดวกเช่นกัน
งานนี้ไม่ได้จองโรงแรมที่ว่าเอาไว้ล่วงหน้า แต่เมื่อไปถึงสนามบินฮานอย
จัดแจงเรื่องแลกเงินเสร็จ ก็ออกมาเรียกแท็กซี่ด้านหน้าสนามบิน ตรงดิ่งมาที่โรงแรมนั้นทันที
แม้จะอ่านข้อมูลไปเป็นอย่างดี ว่าวิธีเข้าเมืองฮานอยจากสนามบินนอยไบซึ่งใช้เวลา 45 นาที
ในระยะความเร็วในการขับขี่ที่ไม่กี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง มีทั้งสิ้น 3 วิธีด้วยกัน
คือแท็กซี่ รถตู้ และรถเมล์โดยสาร ซึ่งคิดราคาในการเดินทางแตกต่างกันไป
และแท็กซี่สนนราคาแพงสุด แต่สะดวกสุดเพราะไปถึงเป้าหมายได้โดยตรง โดยคิดที่ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อคัน
แต่สุดท้ายทุกคนก็ต้องทำใจเอาไว้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางว่า..ก็อาจจะโดนหลอกได้ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม
การต่อรองราคาแท็กซี่เป็นมั่นเหมาะที่ 10 ดอลลาร์ แต่สุดท้ายก็อาจจะโดนมากกว่านั้นเป็น 11 12 หรือ 15 ดอลลาร์
แล้วแต่ความสามารถในการหาข้ออ้างของคนขับแท็กซี่
ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่ดีก็กรุณาต่อรองให้ได้ราคาที่ยอมรับได้ห้ามเกิน 11 ดอลลาร์ เพราะว่าใจโดนหลอกมาที่ราคานี้
ขณะที่ราคาขากลับจะอยู่ที่ 10 ดอลลาร์เท่านั้น เพราะให้โรงแรมนั้นจองแท็กซี่ให้นั่นเอง
ใจเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่โรงแรมบนถนนหั่งก็อต ไม่รู้อยู่ที่ไหนเหมือนกัน
แต่สำหรับเวลานี้ ที่นี่ดีสุด เพราะไม่รู้จะลากกระเป๋าได้ยังไงเมื่อมาถึงก็บ่ายคล้อย
เห็นสภาพฟุตบาท และก็อยากจะเดินไปสำรวจเมืองเต็มที่แล้วนั่นเอง
สภาพห้องโดยทั่ว ๆ ไป ก็พอยอมรับได้ ขอให้เครื่องทำน้ำร้อนทำงานก็เป็นพอ
ต่อให้เดินไปอีก 6 ชั้น...ไม่นับชั้น 1 หรือไฟหน้าห้องชั้น 5 6 มันจะดับมืดตอนกลางคืนก็ตามที
อ้ะ..หรือว่าอาหารเช้าที่ว่ารวมอยู่ในราคา 15 ดอลลาร์ต่อห้องจะเป็นแค่นม ขนมปังปิ้งปาหัวหมูอาจจะแตกได้
แยม เนย และกล้วยหอมก็ตามที....
สิ่งที่ทุกคนต้องทำเมื่อกำลังจะไปในที่ๆ ไม่เคยไป โดยเฉพาะในต่างประเทศก็คือ การวางแผนของทริปว่า...
แต่ละวันจะทำอะไรบ้าง ไปที่ไหนบ้าง และรายละเอียดคร่าวๆ ของการเดินทางจะเป็นอย่างไร
ก่อนเริ่มต้นหาข้อมูลและวางแผนว่าจะทำตามแผนที่ต้องการนั้นได้อย่างไร
สำหรับใจแล้ว เวลา 5 วันของการไปเวียดนามเหนือ
เริ่มต้นที่การเดินทางไปลงไปฮานอย นอนพักในฮานอยหนึ่งคืน
รุ่งเช้าของวันที่ 2 ซื้อทัวร์ไปฮาลองเบย์แบบเช้าไปเย็นกลับ
ตกดึกเดินทางไปทางเหนือของเวียดนามที่เรียกว่า ซาปา เมืองแห่งนาขั้นบันได เพื่อทำการ trekking หรือเดินป่าสัมผัสอากาศหนาว ๆ บนเขา
โดยตัดสินใจซื้อทัวร์แบบ 3 คืน 2 วัน ... นอนบนรถไฟขาไปหนึ่งวัน นอนโรงแรมที่ซาปาหนึ่งวัน และนอนบนรถไฟขากลับอีกหนึ่งวัน
เช้าวันที่ 5 จะกลับมาถึงฮานอยตั้งแต่ตีห้าและใช้เวลาเดินในเมืองอีกหนึ่งวันเพื่อหาของฝากและกลับมาเมืองไทยในไฟร์ทดึก
นี่คือแผนในใจของใจ.... แต่สถานการณ์จริงมันแทรกซ้อนไปด้วยความไม่คาดคิด ความระทึก ความโกลาหล
และอะไรอีกหลายอย่างบานตะไท แบบที่ไม่เคยคิดว่าในชีวิตนี้จะได้เจอ
ที่สำคัญคือกลับมาป่วยไป 8 วันก็ยังไม่หาย...ก็เพราะไปเวียดนามมานี่แหละ หึหึ
เอาเป็นว่า เวียดนามนี่เก็บเอาไว้หากินได้อีกหลายสิบตอนเลยทีเดียว วันนี้เอาไปแค่เริ่มต้นเกริ่นเริ่มแรกของการเที่ยว
หนหน้ามาดูว่า เมื่อเอากระเป๋าลงจากแท็กซี่ เดินข้ามฝั่งมาที่โรงแรมแล้วมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
บทเรียนสำหรับนักท่องเที่ยวหน้าใหม่ที่คิดจะไปเที่ยวฮานอยเป็นอย่างไรบ้าง...โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป...
ปล. จ่ายค่าจ้างด้วย ไม่งั้นตอนต่อไปอด...