Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    11/27/2007

    ซินจ่าวฮานอย...แม้วลงดอยไปเวียดนาม ตอน 2





    หลังจากแท็กซี่มาจอดที่ถนนหั่งก็อต ใจก็ลากกระเป๋าข้ามฝั่งมายัง Prince Hotel
    ที่ใครๆ เขาเคยบอกเอาไว้ในเว็บไซต์ว่าดูแลคนไทยดี
    ที่สำคัญราคาก็ไม่แพงจนเกินไป พอยอมรับได้ จ่ายไหว ไม่เกิน 18 ดอลลาร์สหรัฐ ..เขาว่างั้น

    ใจได้ชั้นบนสุดของตึก เขาว่าชั้น 5 แต่จริง ๆมันเป็นชั้น 6 ฝั่งตรงกันข้ามห้องเป็นห้องพักของพนักงานโรงแรม...
    สนนราคาที่ 15 ดอลลาร์ต่อคืน รวมอาหารเช้า เตียง ตู้ ที่นอน หมอน ไม่มีมุ้ง มีเครื่องทำน้ำอุ่น ไม่มีน้ำฟรี
    มีน้ำให้แต่คิดที่ 80,000 ดองต่อขวดขนาด 6 บาทที่บ้านเรา
    ตอนใจไปประมาณ 16,000 ดองคิดเป็น 1 ดอลลาร์ คิดกลับกันอีกทีก็ได้ 1 ดอลลาร์เท่ากับ 33 บาทโดยประมาณ
    ความยากลำบากมันอยู่ตรงนี้แหละ ตรงที่จะซื้ออะไรที คิดกลับกันหลายตลบ
    จากเงินดอง เป็นเงินดอล จากเงินดอลเป็นเงินบาท ปวดหัวแต๊ๆ ... แต่ก็จำเป็น
    แนะนำให้พ่อแม่สมัยนี้สอนเด็กๆ เรื่องการคิดเงินหรืออัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม
    ก่อนที่จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วไปท่องเที่ยวหลายวันที่เวียดนาม

    อย่าให้เหมือนเด็กขายน้ำเมื่อวันก่อน ใจซื้อเป๊บซี่ใส่น้ำแข็งหนึ่งถุงราคา 11 บาท
    ให้แบงค์ 100 บาทไป เด็กผู้หญิงคงสักวัยม. ต้น ผมสีดำหวีเรียบแปร้ ใส่กางเกงขาเดฟ
    ที่เล็บทาสีดำแล้วมีลายเพ้นท์ตัวตุ๊กกะตุ่นทุกนิ้ว คิ้วเข้ม ตาแดงรอบดวงด้วยสีอะไรไม่ทราบ
    เธอคิดแล้วคิดอีก ... สุดท้ายก็ทอนเงินให้ใจ 84 บาท  ใจก็งง ทำไมซื้อ 11 ให้ร้อยทอน 84
    บวกลบคูณหารให้ตายยังไงก็ต้องทอน 89 บาท พอใจทำหน้างง ยื่นงอนทอนกลับ
    เธอก็ทำหน้างงด้วย ยืนนับนิ้วนานมาก จนใจต้องบอกว่ามันต้องทอนเท่าไร
    เธอทำหน้าเขิลๆ ใจประเมินเบื้องต้นว่า คงตกเลข หรือไม่ก็ไม่ตั้งใจเรียนเลข
    ใจไม่เก่งเลขก็จริง แต่แค่ทอนค่าน้ำเท่านี้ยังพอคิดได้อยู่บ้าง แหม้.... ปวดหัวใจคนแก่จริงๆ

    กลับมาที่เวียดนามต่อละกันนะ ... อย่าไปสนใจเลย เด็กคนเมื่อกี้ ตอนนี้คงนอนหลับไปแล้วล่ะ

    ก่อนขึ้นไปด้านบนชั้น 6 ใจถือโอกาสคุยกับพนักงานหญิงที่นั่นถึงแผนการณ์ของแต่ละวันว่าเป็นอย่างไรบ้าง
    เธอเสนอให้ซื้อทัวร์จากเธอทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทัวร์ไปอ่าวฮาลอง หรือ ฮาลองเบย์แบบเช้าไปเย็นกลับ
    หรือทัวร์ไปทางเหนือของเวียดนามที่เรียกกันว่า ซาปา ห่างไปอีกเกือบ 300 กิโลเมตร เป็นเวลา 3 คืน 2 วัน

    เมื่อเจรจาตกลงเรื่องราคาและแพ็กเก็จของทัวร์ที่อยากจะได้ และก็พบว่าราคาไม่เหลือบ่ากว่าแรง
    และไม่แพงจนเกินไปเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ที่เคยหาซื้อได้ในเวียดนาม เพราะการซื้อทัวร์แบบนี้เป็นเรื่องปกติ
    หลายคนบอกว่ามาที่นี่การซื้อทัวร์จากเคาน์เตอร์โรงแรม ใครๆ ก็ทำกัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าทุกโรงแรม
    จะมีแพ็กเก็จเสริมจากการแค่ให้บริการห้องพัก เป็นการฝากกระเป๋าและให้บริการทัวร์ทั่วเวียดนามด้วยในเวลาเดียวกัน

    ใจซื้อทัวร์ไปฮาลองเบย์ได้ด้วยราคา 18 เหรียญ รวมด้วยรถตู้รับส่งจากโรงแรมถึงที่ฮาลองเบย์แบบไปกลับ
    ค่าเข้าอ่าว ค่าอาหารกลางวันบนเรือ ไกด์ภาษาอังกฤษตั้งแต่บนรถยันบนเรือ ค่าเข้าชมถ้ำหินงอกหินย้อยกลางอ่าวฮาลอง
    โดยเวลาของการเดินทางรวมทั้งสิ้น 6 ชม. ขาไป 3 และ ขากลับ 3  ชม. นั่งกันก้นบาน...หลับกันนานกว่าจะถึง
    แนะนำให้เอาสายวัดไปด้วย จะได้รู้ว่าก้นบานจริงๆ ... นั่งกันไกลกว่าจะได้ไปอยู่บนเรือชมอ่าวนี่นะ

    สำหรับใครหลายคนที่มีเวลามากพอ เคยได้ยินเขาบอกเล่าต่อๆ กันมาว่า ซื้อทัวร์แบบไปค้างคืนบนเรือก็ดีไม่น้อย
    เพราะไม่เพียงแต่ได้รับทัศนียภาพของน้ำสีเขียวของอ่าวแบบเต็มๆ แล้ว ก็จะได้ภาพที่งามๆ ติดมือมาด้วยนั่นเอง
    อันนี้ไม่คอนเฟิร์ม ยังไม่เคยลิ้มรสเหมือนกัน ไว้วันหลังไปแบบนอนค้างคืนเป็นอย่างไรจะกลับมาเล่าให้ฟัง

    ส่วนทัวร์ไปซาปา เมืองซึ่งอยู่ทางเหนือของเวียดนามนั้น สนนราคาแพงเอาการ อยู่ที่ 65 ดอลลาร์ต่อหัว
    รวมด้วยค่ารถไฟแบบตู้นอนที่เขาเรียกกว่า soft sleeper หรือ SP  รถไฟตู้นอนแบบที่ห้องหนึ่งนอนกันสี่คน
    มีแอร์คอนดิชั่น บางทีมีออปชั่นเสริมอย่างอื่น เช่นเสริมชา และกาแฟ แนะนำให้ถามก่อนว่าฟรีไหม...
    หากไม่ฟรีก็เสียเงิน หากฟรีก็รีบๆ เอามากินแก้หนาวได้เลย

    กรณีของการซื้อทัวร์ที่เกี่ยวข้องกับรถไฟตู้นอนนั้นอันนี้เขาแนะนำให้ย้ำชัดว่าต้องเป็นแบบไปและกลับ
    สำทับเข้าไปอีกว่าต้องเป็นแบบ Soft sleeper ของแท้ ไม่เช่นนั้นจะได้เตียงแบบ 6 คนอยู่ในห้องเดียวกัน
    แถมยังเสียราคาเท่ากับห้อง 4 คนอีกด้วย ไม่เพียงแต่ซวย แต่ยังเสียเงินมากกว่าคนอื่นเขาอีก..ช้ำทีเดียว

    บางที่หลอกผู้บริโภคไม่ระบุขากลับ ยัดตั๋วใส่มือเฉพาะขาไป พอจะกลับเลยได้เรื่อง กลายเป็นว่าต้องเสียเงินค่าตั๋วขากลับ
    ตั๋วสำหรับคนอยากกลับจะแพงหูฉี่ ตอนไปถึงเราพบว่ามีผู้โดยสารสองชีวิตที่เรากำลังจะไปพักโรงแรมเดียวกันกับเขา
    ตัดสินใจยังไม่กลับ นั่งรถคันเดียวกลับจากสถานีรถไฟไปที่ซาปาอีกหน
    เพราะเงินค่าซื้อตั๋วกลับวันเดียวกันนั้น เท่ากับที่เขาจะนอนพักที่ซาปาได้อีกคืน
    เขาเลยเลือกกลับวันอื่นเพราะคิดแล้วได้พักอีกวันยังถูกกว่าซื้อตั๋วกลับแบบเร่งด่วน
    หลายคนบอกว่า บางทีก็จนใจเพราะต้องกลับมาฮานอยเพื่อขึ้นเครื่องกลับ ดังนั้นต้องเสียค่าตั๋วขากลับมาฮานอยอย่างเดียว
    บางทีก็หมดไปหลายสิบดอลลาร์เลยทีเดียว เที่ยวแบบนี้ต้องระวัง อ่านคำแนะนำเอาไว้ด้วยก็ดี

    สำคัญสุด อันนี้พบด้วยตัวเอง เราพบว่า การให้เขาระบุเวลาบนตั๋วขากลับนั้นเป็นเรื่องสำคัญ
    แม้เราจะไม่ได้ตั๋วขากลับเหมือนใครเขา (อันนี้ไม่แน่ใจว่าคนอื่นเขาเป็นไหม)
    ทางโรงแรมให้แต่ตั๋วขาไป บอกว่าขากลับให้ไปรับตั๋วจากสำนักงานที่เมือง Lao Cai ซึ่งเป็นปลายทางของรถไฟ
    ก่อนต่อรถบัสไปอีก 1 ชม.เต็มเพื่อขึ้นเขาไปยังเมืองซาปาที่ว่า
    สุดท้าย ก็ต้องมานั่งลุ้นเองว่า ตั๋วขากลับจะได้เป็นเวลากี่โมง ...อันนี้ยังไม่เล่ารอเล่าตอนขากลับจากซาปา
    สุดรันทดจริง ๆ เพราะต้องมาวิ่งกันขาลาก เพียงเพราะว่าได้ตั๋วก่อนขึ้นรถไฟแค่ 11 นาที
    ดังนั้นขอแค่เพียงย้ำบอกว่าอยากจะได้เวลากลับเป็นเวลาใดไปตั้งแต่ต้น กำหนดเอาไว้ชัดเจนกันพลาดก็จะเป็นการดี

    นอกเหนือจากนี้การจัดลำดับทริปของแต่ละวันต้องเผื่อเวลากันพลาดเอาไว้สักเล็กน้อย
    ต้องกันเอาไว้ว่าเวลาจะไม่พอ อาจจะตกรถไฟ หรือไปไม่ทันทริปที่ต้องการ... อาจจะเสียอารมณ์ บูดกันเป็นทิวแถวได้
    เมื่อซื้อทัวร์ครบหมดแล้ว หนนี้ก็ถึงเวลาที่จะไปเดินเที่ยวในตัวเมืองฮานอยกันเสียที
    เล่ามาเสียยืดยาว ได้แค่นี้แหละ แยกตอนละกันนะ กันงง ไอข้างบนเนี่ย ถือว่าเป็นการซื้อเวลา
    ของดีน่ะมันต้องรอ เยิ่นเย้อไปบ้าง ตามใจคนเขียนละกันนะ ...

    ปล. หลายคนอ่านแล้วคงท้อ ตูไม่อยากไปเที่ยวแล้วเวียดนาม
    แต่ว่าไปเหอะ โดนหลอกบ้างก็ดี ดีกว่าไม่โดนหลอก คนเราต้องโง่ก่อนจะฉลาดเสมอแหละน่า
    เพียงแค่ว่าฉลาดให้เร็ว และอย่าโง่นาน ก็เป็นพอ...โฮะโฮะ



    11/22/2007

    ยำไข่ดาวในความทรงจำของใจ




    แวะไปทำธุระที่ตึกชัย อาคารสำนักงานใหญ่ของดีแทคบนถนนวิภาดี-รังสิต
    ระหว่างนั่งรอเวลาที่จะทำธุระที่ว่านั้น ก็ใช้เวลาที่ว่างไปนั่งอยู่ในร้านอาหารตามสั่งหลังตึก
    กำลังนั่งคิดว่าจะสั่งอะไรกินดีวันนี้ นอกเหนือจากการที่จะสั่งกระเพราหมูสับกับไข่เจียว
    ชั่วครู่นั้นก็ได้ยินเสียงพี่เจี๊ยบพูดถามเจ้าของร้านว่า

    "มียำไข่ดาวไหมครับ"

    ใจหันไปยิ้มให้กับพี่เจี๊ยบแล้วถามกลับว่า

    "ทำไมถึงสั่งยำไข่ดาว อยากกินหรือไงคะ?"
    "ใช่ อยู่ดีๆ ก็อยากจะกินยำไข่ดาวขึ้นมา"
      พี่เจี๊ยบตอบ

    ใจคิดว่าที่พี่เจี๊ยบอยากจะกินยำไข่ดาวอาจจะเป็นเพราะว่าขาเดินเข้ามาในร้าน
    มีไข่ดาวฟองหนึ่งวางอยู่ในจาน วางโชว์หราบาดตาบาดใจคนที่เดินเข้ามาในร้านเป็นแน่

    แม้เจ้าของร้านจะบอกว่ามะนาวหมดเพราะวันนี้มีแต่คนสั่งยำและต้มยำสารพัด
    แต่แค่เพียงคำว่า "ยำไข่ดาว" ก็ทำให้ใจอดคิดถึงช่วงเวลาของการเป็นเด็กป. 5 ของตนเองไม่ได้


    จำได้ว่าสมัยจบ ป. 4 จะขึ้นป. 5 เคยบอกพ่อว่าโรงเรียนในหมู่บ้านที่เรียนอยู่ในตอนนั้น
    ไม่ได้สอนภาษาอังกฤษในระดับชั้น ป. 5 เหมือนโรงเรียนในเมือง
    ใจเองอยู่ดีๆ ก็มีความคิดอุตริผิดชาวบ้านเขาว่า ไม่อยากเหมือนพี่สาว
    ที่กว่าจะได้เรียนภาษาอังกฤษ ABCD ก็ต้องรอให้ขึ้นมัธยม 1 กันเลยทีเดียว

    พ่อได้ยินแบบนั้นก็เลยตัดสินใจไปบอกกับครูใหญ่ว่าลูกสาวอยากจะเรียนต่อมัธยม
    เลยอยากให้ลูกคนสุดท้องของผมได้เรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ชั้นประถม 5
    ว่าแล้วใจเลยกลายเป็นเด็กคนเดียวของโรงเรียนในตอนนั้นที่ตัดสินใจย้ายโรงเรียนมาในเมืองอีกนิด
    เพื่อเรียนภาษาอังกฤษร่วมชั้นกับเด็กในหมู่บ้านที่เป็นบ้านเกิดของพ่อ

    (อันนี้ยกหูถามพ่ออีกทีเพื่อยืนยันความจริงที่เป็นอยู่ เมื่อสักครู่นี่เอง)

    สำหรับเด็ก 10 ขวบแล้วการย้ายโรงเรียนเป็นเรื่องที่ลำบากไปสักนิด
    ยิ่งบ้านอยู่ไกล การฝากฝีฝากไข้ลูกสาวเอาไว้กับญาติก็เป็นเรื่องที่พ่อแม่หลีกเลี่ยงไม่ได้
    อย่างน้อยก็เพื่อให้กินฟรีอยู่ฟรี และมีคนดูว่ามันจะเกเรหรือเปล่าด้วยในเวลาเดียวกัน

    ใจถูกนำมาฝากไว้กับลุง พี่ชายของพ่อ ซึ่งเปิดร้านอาหารอยู่ตรงข้ามกับวัดและโรงเรียนใหม่ของใจ
    ร้านอาหารที่ชื่อว่า "เหมือนเดิม" ซึ่งต่อมาภายหลังเป็นร้านใหญ่โตในอำเภอ
    แม้ตอนนี้จะถูกกลบรัศมีไปบ้าง แต่ว่าชื่อร้านนี้ยังมีแต่มีให้เห็นเช่นเดิม

    ทุกเช้าของวัน ป้าจะต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อไปจ่ายตลาดที่ตลาดสดในตัวอำเภอ
    มอเตอร์ไซด์ฮอนด้าสีแดง มีถังน้ำมันอยู่ด้านหน้า เป็นพาหนะที่ฝ่าลมหนาวในทุกเช้าของป้ากับหลาน
    ใจถูกลากให้ตื่นจากที่นอนทุกเช้า จากที่เคยนอนตื่นเจ็ดโมงสมัยยังอยู่บ้านนอกกับพ่อและแม่
    ต้องกลายมาเป็นหลานที่เป็นเพื่อนป้าไปจ่ายของสดมาใช้ในร้านตั้งแต่ตี 4
    ใจนั่งกอดเอวซ้อนท้ายป้าไปถึงตลาด ระหว่างนั้นก็หลับตาปี๋เพราะกลัวผีตลอดทาง
    เมื่อมาถึง ก็ต้องมานั่งรอออร์เดอร์ของทุกอย่างที่สั่งจากมุมต่างๆ ของตลาดให้มารวมกันในตระกร้า
    ป้าจะควักเงินซื้อน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ให้ดื่มและกินทุกวันจนเป็นเรื่องปกติ
    และในเวลาต่อมาอีกหลายปี ใจพบว่าตัวเองกินน้ำเต้าหู้ทุกวันแบบไม่มีขาดเลยสักที...

    กลับจากตลาดก็กลับมาถึงที่ร้าน ลาดสังขารเข้าไปบนฟูกข้างเตียงของป้า
    หลับตานอนได้อีกสักงีบก็ถูกปลุกให้ตื่นอีกหน เพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วข้ามฝั่งไปโรงเรียน
    ทำแบบนี้วนเวียนทุกวัน สลับกับการเป็นเด็กที่ช่วยเหลือทุกอย่างในร้านในช่วงเย็นของวัน
    เป็นเวลาปีๆ ก่อนที่จะถูกขอให้เป็นอยู่ในบ้านพักครู กับครูสาวที่เข้ามาบรรจุใหม่ในโรงเรียน

    สาวเสิร์ฟและเด็กคนงานชายในร้านล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนเล่นของใจแทบทั้งสิ้น
    พอนานวันเข้าเมื่อเริ่มสนิทกับทุกคน ใจก็ถูกใช้ให้ไปเสิร์ฟอาหารแทน บ้างก็วานให้ใจทำโน่นทำนี่ให้
    รวมถึงการใช้ให้ทำ "ยำไข่ดาว" อาหารจานเด็ดที่ระบุเอาไว้บนเมนูอาหารของร้านป้า

    อาจจะเป็นเพราะเป็นเมนูที่ทำไม่ยาก เมื่อใจทอดไข่ดาวเป็น ก็แค่ทำน้ำยำ
    พริกขี้หนูซอย หอมหัวใหญ่ ผักคื่นช่าย มะนาว น้ำตาล น้ำปลา ที่ถูกคลุกรวมกัน
    จะถูกราดเอาไว้ด้านหน้าของไข่ดาวซึ่งถูกหั่นเป็นชิ้นๆ
    พอดีคำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตักใส่จานแค่นั้นก็เสร็จสิ้น

    ต่อมาภายหลังใจก็พบว่าใจกลายเป็นมือทำยำไข่ดาวให้กับที่ร้านของป้า
    อาจจะไม่ใช่เพราะว่ามันอร่อย แต่อาจจะเพราะว่าใคร ๆก็ไม่ว่างหรือขี้เกียจทำก็ไม่รู้ได้....

    เพราะยำไข่ดาว ใจยังเล่าให้พี่เจี๊ยบฟังด้วยว่า...
    หลังร้านป้า ซึ่งเช่าด้านข้างของบ้านญาติฝั่งพ่ออีกทอดนั้นเป็นพื้นที่ของสวน
    มีสระน้ำที่เขาเลี้ยงปลาเอาไว้เยอะแยะ โดยเฉพาะปลาหมอ
    ใจเป็นคนชอบตกปลา เมื่อตกปลาได้ก็เอามาใส่ในถังน้ำที่เกิดจากการเอาอิฐมาก่อแล้วฉาบทับด้วยปูนอีกหน 
    ถังที่ว่าเป็นที่กักน้ำเอาไว้อาบและซักผ้าของทุกคนในร้าน รวมถึงตัวใจด้วย

    แรก ๆ ไม่มีใครรู้ว่าใจแอบเอาปลาหมอมาใส่ในที่ใส่น้ำสำหรับอาบน้ำ
    เพราะว่าปลามันว่ายวนอยู่แต่ด้านล่างของถัง ไม่มีโผล่หน้ามาจ้ะเอ๋เหนือน้ำสักครั้ง
    ตอนหลังมีคนตักแล้วปลาลื่นไหลไปตามตัว ร้องกันเสียงหลงจึงเป็นที่รู้กันทั่วหน้าว่าใจเป็นคนเอาปลามาปล่อย
    สุดท้ายเลยโดนสั่งให้ตักปลาออกหมด แล้วเอาไปปล่อยที่เดิม เมื่อตกปลาได้ก็ให้ปล่อยกลับ...เป็นแบบนั้นตลอด

    เป็นไงล่ะ แค่เรื่องยำไข่ดาว เล่าได้ยาวไม่รู้จบ
    นี่ยังไม่จบนะ ยังมีต่ออีกยาวยืด แต่เมื่อยนิ้วพิกล แปะเอาไว้ก่อน วันหลังมาเล่าใหม่... เอิ้ก

    คำคมเพื่อนไฝ




     


    เอ่ยปากถามคลำไฝเพื่อนร่วมก๊วนสมัยมหาวิทยาลัย
    ถึงความรู้สึกของการถูกคนอื่นๆ ไซโคเอาไว้ล่วงหน้า
    ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง
    แต่ถูกปรามาทว่ามันจะทั้งเหนื่อย เงินน้อย และไม่เป็นอย่างที่คิดเสมอไป
    ทำให้ไม่เพียงแต่ใจแป้วทั้งๆ ที่ยังไม่ได้มีโอกาสจะทำสิ่งนั้นเสียด้วยซ้ำ

    "ไฝในฐานะที่แกเป็นเพื่อนชั้น แกคิดว่ายังไง" ใจถามไอไฝในช่วงเย็นที่ผ่านมา

    "แล้วแกอยากจะทำรึเปล่าล่ะ" ไอไฝสวนทันควัน

    "เออ... อยากทำ อยากทำมาตั้งนานแล้ว" ใจตอบไปอย่างปฏิเสธไม่ได้

    "เออ...งั้นแกก็ไปทำ แค่นั้นเอง คนอื่นเขาว่าทำไม่ได้ ใช่ตัวแกที่ไหน
    แกยังไม่ได้เริ่มยังจะมากลัวเสียก่อนก็กระไรอยู่
    ให้ได้ก่อนแล้วไปลองทำดู แล้วไม่ได้ก็่ค่อยว่ากัน ใครจะรู้"
    นี่คือคำพูดของไอไฝที่ตอบกลับมา

    "แล้วแกคิดว่าเงินเดือน 20,000 นี่เยอะเปล่าล่ะ" ไอไฝไม่เลิกถาม

    "เยอะสิ" ใจคิดแบบนั้นจริง ๆ นะ

    "เออ สำหรับบางคนอาจจะว่าน้อยก็ได้นะ แล้วแต่ความพอใจของคนแต่ละคนเฟ้ย ของงี้แล้วแต่คน" ไอไฝว่า
    ก่อนขอตัวไปเฝ้าร้านให้เช่าการ์ตูนของมันต่อจากเวลาเลิกงานปกติ 

    หลายต่อหลายครั้งแล้วที่ไอไฝมันพูดห้วนๆ เหมือนพวกไม่มีศิลปะทางคำพูด แต่มันก็ให้กำลังใจดีไม่น้อย
    หนก่อนมันบอกว่า

    "ชั้นเพื่อนแก ชั้นไม่ช่วยแกตัดสินใจหรอก แกจะทำอะไรก็ได้ที่แกอยากจะทำ
    พวกชั้นมีหน้าที่อยู่ข้าง ๆแก ถึงเวลาแกเสียใจชั้นก็ปลอบ แกไปดีชั้นก็ดีใจด้วยเท่านั้นเองฟ่ะ"

    นี่ล่ะ ไอไฝ เพื่อนเทคฯ ตั้งแต่มหาวิทยาลัย มันไม่ได้ช่วยอะไรมากมายหรอก
    แค่แวะไปคุยกับมัน มันก็ตอกกลับมาจนหน้าหงาย แต่ก็คารมคมคายตามสไตล์ของมันนี่แหละ


    ปล. แต่แกติดเลี้ยงส้มตำชั้นกะม่วยเกือบจะสองปีแล้วนะ
    ขอเป็นการนัดล่วงหน้าไม่เอาแบบยกหูมาหาห้าทุ่มแล้วชวนไปนั่งกินส้มตำนะ นั่นมันเวลานอน... หึหึ

     

    11/18/2007

    ซินจ่าวฮานอย...คนบนดอยบินไปเวียดนาม ตอน 1



     
    เป็นเวลา 8 วันเข้าไปแล้วที่ไข้ไม่ยอมหายไปสักที
    เสียงก็ยังแหบ ขี้มูกก็ยังแอบไหลพอทำให้เปลืองทิชชูอยู่บ้าง

    เมื่อคืนวานนอนดูข่าวอยู่บนเตียง
    เห็นข่าวเรื่องการตกอันดับศักยภาพในการเรียนรู้ของคนไทยในเวทีโลก
    เมื่อเทียบกับเวียดนาม จีน หรือแม้แต่มาเลเซียเพื่อนบ้าน
    ก็ทำให้นึกถึงการเดินทางไปเวียดนามหนแรกและหนล่าสุดเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเสียไม่ได้

    หลังจากอดทนเก็บเงินที่ไม่ค่อยจะมีสักเท่าไร
    และยอมจ่ายเพื่อจะไปชำระหนี้ทางจิตใจที่ฮานอยเป็นเวลาถึง 5 วันติด
    นั่งนับวันนับคืน จนกระทั่งถึงเวลาที่ต้องเดินทางเข้าจริงๆ ในเช้าวันหนึ่งของต้นเดือนพ.ย.

    สำหรับการเดินทางหนนี้นับเป็นหนแรกที่แบกเป้ไปคนเดียวชนิดที่ต้องวางแผนการท่องเที่ยว
    หาข้อมูลในการเดินทาง และสำคัญคือจ่ายเงินเองทั้งหมด
    แตกต่างจากหนก่อน ๆ อย่างชัดเจน เมื่อกลับมาก็รู้สึกว่า
    การจ่ายเงินไปเที่ยวเอง...อารมณ์ของการเที่ยวเข้าซึมลึกทุกขุมขนก็แบบนี้เอง

    นกแอร์โปรโมชั่น 3 บาท ออกมาก่อนโปรโมชั่นไทยแอร์เอเชีย 0 บาท
    ทำให้ต้องเลือกนกแอร์ในการเดินทางไปฮานอย
    เมื่อบวกค่าน้ำมันและค่าภาษีสนามบิน รวมกับค่าบินที่ 3 บาทไปและกลับ
    ทำให้ต้องเสียค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับหนนี้อยู่ที่ประมาณ 3200 บาท

    หลังจากเข้าไปแอบอ่านหนังสือท่องเที่ยวในร้านหนังสืออยู่หลายหน
    เข้าไปอ่านกระทู้หรือดูเว็บท่องเที่ยวของคนที่เคยไปเวียดนามมาแล้ว
    ทำให้ตกลงปลงใจว่าจะไปตายเอาดาบหน้า
    มีแค่กระเป๋าเดินทาง เงินในกระเป๋า ที่เหลือไปหาเอาข้างหน้าทั้งหมด
    ทั้งที่พัก ทัวร์ระหว่างเมือง อาหารการกิน และอีกสารพัดอย่าง

    เมื่อศึกษาข้อมูลหลายๆ อย่าง โดยมีตั๋วเครื่องบินราคาถูกเป็นที่ตั้ง
    การเดินทางไปเวียดนามหนแรกเลยจำเพาะเจาะจงที่ฮานอย และเมืองทางเหนือของเวียดนาม
    ซึ่งมีระยะทางและระยะเวลาการเดินทางไม่นานมากนัก

    ส่วนฮอยอัน เว้ และดานัง ตัดสินใจว่าควรจะเป็นการเดินทางครั้งหน้า
    เพราะว่าไม่เพียงแต่ไกลจากฮานอยมากแล้ว โชคดีไม่น้อย
    เพราะเมื่อคล้อยหลังจองตั๋วเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็พบว่าเวียดนามใต้เจอมรสุมพายุโซนร้อนอย่างหนักเลยทีเดียว

    ช่วงนี้ฮานอยอากาศเริ่มหนาวแล้ว รวมถึงเมืองทางเหนือของเวียดนาม
    ซึ่งก็เหมือนๆ กับทางเหนือของไทย ที่หนาวจัดเข้าไปเรื่อยๆ เช่นกัน

    หลายคนที่เดินทางไปเวียดนามมาก่อนหน้า แนะนำว่า ไม่ต้องกลัวเรื่องที่พักแต่อย่างใด
    เมื่อแลกเงินจากเมืองไทยเป็นเงินดอลลาร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงสนามบินฮานอยก็ให้แลกเงินสกุลดองที่สนามบิน
    เพราะจะได้อัตราหรือเรทในการแลกเปลี่ยนจากเงินดอลลาร์เป็นเงินดองดีที่สุด
    ซึ่งภายหลังเมื่อไปถึงที่นั่นก็พบว่า มีบางธนาคารให้แลกเงินบาทเป็นเงินดองด้วยเช่นกัน
    แต่เมื่อเชื่อผู้รู้คนอื่นๆ เขาก็แนะนำว่า เงินดอลลาร์ที่แลกไปสามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายๆ อื่นในเมืองได้ด้วยเช่นกัน
    เช่นเดียวกันกับเงินบาทที่มีให้เห็นว่าบางร้านรับเงินบาทด้วยเช่นกัน
    แต่จะให้ดีเงินดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงเงินดองจะเป็นการดีสำหรับเมืองนี้

    เงินดอลลาร์มักใช้เป็นค่าใช้จ่ายค่าโรงแรม ค่าทัวร์ ส่วนเงินดองนั้นเหมาะกับการค่าอาหาร ค่าของกิน ขบเคี้ยว
    และค่าของฝาก ในบางกรณีเราจะพบว่า การจ่ายเป็นเงินดองแทนดอลลาร์นั้นคุ้มค่ากว่ากันตั้งมากมาย
    เพราะบางร้านเลือกรับเงินดอง ทำให้ของนั้นถูกกว่าการจ่ายเป็นเงินดอลลาร์ลงมาอีกนิดนึง
    หรือมากกว่าเมื่อเทียบเป็นเงินบาท

    เมื่อได้เงินการหาที่พักนั้นก็มีคนแนะนำว่าให้ไปหาเอาดาบหน้า
    มีที่พักหลายแบบหลายราคา เดินเข้าไปถามราคาและเลือกได้ตามใจชอบ
    เขาแนะนำว่าให้ไปย่านที่พักมีอยู่จำนวนมาก เรียกกันว่า old quater

    คือตรงกลางๆ ของเมืองฮานอยจะมีทะเลสาบขนาดย่อมอยู่หนึ่งแห่ง
    ย่านที่ติดๆ กับทะเลสาบนั่น ได้ยินเขาเรียกว่า  old quater  ประมาณนั้น

    บอกตรงๆ ว่าตอนแรกก็คิดอยากจะทำแบบนั้น
    แต่สุดท้ายก็ยังทำใจไม่ได้ เพราะกลัวจะไม่มีที่นอนในคืนแรก แม้จะไม่ได้จองที่พักเอาไว้ล่วงหน้า
    แต่การเปิดหาข้อมูลว่าคนไทยบางกลุ่มเคยพักที่ไหนกันบ้าง
    เรทราคาของโรงแรมที่พักนั้นยอมรับไหม และสถานที่อยู่ใกล้กับอะไรบ้างก็เป็นเรื่องจำเป็น
    เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วใจพบว่า แต่ละซอกซอยของฮานอยก็เต็มไปด้วยโรงแรมมากมาย
    และไม่รู้ตรงไหนเป็นตรงไหน ... มันดูซับซ้อนไม่เบาทีเดียวสำหรับนักท่องเที่ยวหน้าใหม่อย่างเรา

    การเดินหาที่พักไปเรื่อยๆ เหมาะกับการแบ็กแพ็กที่ใช้เวลามากๆ
    ไม่ต้องรีบเร่งเท่าไรนัก มีเวลาไม่จำกัดเหมือนมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา
    และสำคัญสุดคือ... ไม่ได้เอากระเป๋าลากใบโตไป..แต่แบกเป้ขนาดย่อมไม่หนักมากไปด้วย...
    เพราะหากว่าต้องเดินลากกระเป๋าที่ฮานอย ขอบอกว่าไม่สะดวกนัก
    พื้นฟุตบาทไม่ได้เอาไว้วางรถเข็นเหมือนบ้านเราแต่เขาเอาไว้จอดมอเตอร์ไซด์ต่างหากเล่า

    ดังนั้นหากใครไม่ได้มีของหนัก และตั้งใจจะไม่เร่งรีบ ก็แนะนำให้ไปเดินหาได้เลย
    คิดว่าจะได้โรงแรมที่ถูกใจกว่าการจอง เพราะได้เห็นกับตา และได้ใช้มือคลำให้แน่ใจเอง

    สำหรับใจแล้วตัดสินใจเลือกโรงแรมหนึ่งซึ่งก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนของฮานอย รู้แต่ว่าราคาเหมือนจะไม่แพง
    ดูจากสภาพที่เขาไปพักมาก็คิดว่าใช้ได้ และมันน่าจะไปไหนมาไหนได้สะดวกเช่นกัน

    งานนี้ไม่ได้จองโรงแรมที่ว่าเอาไว้ล่วงหน้า แต่เมื่อไปถึงสนามบินฮานอย
    จัดแจงเรื่องแลกเงินเสร็จ ก็ออกมาเรียกแท็กซี่ด้านหน้าสนามบิน ตรงดิ่งมาที่โรงแรมนั้นทันที

    แม้จะอ่านข้อมูลไปเป็นอย่างดี ว่าวิธีเข้าเมืองฮานอยจากสนามบินนอยไบซึ่งใช้เวลา 45 นาที
    ในระยะความเร็วในการขับขี่ที่ไม่กี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง มีทั้งสิ้น 3 วิธีด้วยกัน
    คือแท็กซี่ รถตู้ และรถเมล์โดยสาร ซึ่งคิดราคาในการเดินทางแตกต่างกันไป
    และแท็กซี่สนนราคาแพงสุด แต่สะดวกสุดเพราะไปถึงเป้าหมายได้โดยตรง โดยคิดที่ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อคัน

    แต่สุดท้ายทุกคนก็ต้องทำใจเอาไว้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางว่า..ก็อาจจะโดนหลอกได้ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม

    การต่อรองราคาแท็กซี่เป็นมั่นเหมาะที่ 10 ดอลลาร์ แต่สุดท้ายก็อาจจะโดนมากกว่านั้นเป็น 11 12 หรือ 15 ดอลลาร์
    แล้วแต่ความสามารถในการหาข้ออ้างของคนขับแท็กซี่
    ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่ดีก็กรุณาต่อรองให้ได้ราคาที่ยอมรับได้ห้ามเกิน 11 ดอลลาร์ เพราะว่าใจโดนหลอกมาที่ราคานี้
    ขณะที่ราคาขากลับจะอยู่ที่ 10 ดอลลาร์เท่านั้น เพราะให้โรงแรมนั้นจองแท็กซี่ให้นั่นเอง

    ใจเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่โรงแรมบนถนนหั่งก็อต ไม่รู้อยู่ที่ไหนเหมือนกัน
    แต่สำหรับเวลานี้ ที่นี่ดีสุด เพราะไม่รู้จะลากกระเป๋าได้ยังไงเมื่อมาถึงก็บ่ายคล้อย
    เห็นสภาพฟุตบาท และก็อยากจะเดินไปสำรวจเมืองเต็มที่แล้วนั่นเอง

    สภาพห้องโดยทั่ว ๆ ไป ก็พอยอมรับได้ ขอให้เครื่องทำน้ำร้อนทำงานก็เป็นพอ
    ต่อให้เดินไปอีก 6 ชั้น...ไม่นับชั้น 1 หรือไฟหน้าห้องชั้น 5 6 มันจะดับมืดตอนกลางคืนก็ตามที
    อ้ะ..หรือว่าอาหารเช้าที่ว่ารวมอยู่ในราคา 15 ดอลลาร์ต่อห้องจะเป็นแค่นม ขนมปังปิ้งปาหัวหมูอาจจะแตกได้
    แยม เนย และกล้วยหอมก็ตามที....

    สิ่งที่ทุกคนต้องทำเมื่อกำลังจะไปในที่ๆ ไม่เคยไป โดยเฉพาะในต่างประเทศก็คือ การวางแผนของทริปว่า...
    แต่ละวันจะทำอะไรบ้าง ไปที่ไหนบ้าง และรายละเอียดคร่าวๆ ของการเดินทางจะเป็นอย่างไร
    ก่อนเริ่มต้นหาข้อมูลและวางแผนว่าจะทำตามแผนที่ต้องการนั้นได้อย่างไร

    สำหรับใจแล้ว เวลา 5 วันของการไปเวียดนามเหนือ
    เริ่มต้นที่การเดินทางไปลงไปฮานอย นอนพักในฮานอยหนึ่งคืน
    รุ่งเช้าของวันที่ 2 ซื้อทัวร์ไปฮาลองเบย์แบบเช้าไปเย็นกลับ
    ตกดึกเดินทางไปทางเหนือของเวียดนามที่เรียกว่า ซาปา เมืองแห่งนาขั้นบันได เพื่อทำการ trekking หรือเดินป่าสัมผัสอากาศหนาว ๆ บนเขา
    โดยตัดสินใจซื้อทัวร์แบบ 3 คืน 2 วัน ... นอนบนรถไฟขาไปหนึ่งวัน นอนโรงแรมที่ซาปาหนึ่งวัน และนอนบนรถไฟขากลับอีกหนึ่งวัน
    เช้าวันที่ 5 จะกลับมาถึงฮานอยตั้งแต่ตีห้าและใช้เวลาเดินในเมืองอีกหนึ่งวันเพื่อหาของฝากและกลับมาเมืองไทยในไฟร์ทดึก

    นี่คือแผนในใจของใจ.... แต่สถานการณ์จริงมันแทรกซ้อนไปด้วยความไม่คาดคิด ความระทึก ความโกลาหล
    และอะไรอีกหลายอย่างบานตะไท แบบที่ไม่เคยคิดว่าในชีวิตนี้จะได้เจอ

    ที่สำคัญคือกลับมาป่วยไป 8 วันก็ยังไม่หาย...ก็เพราะไปเวียดนามมานี่แหละ หึหึ
    เอาเป็นว่า เวียดนามนี่เก็บเอาไว้หากินได้อีกหลายสิบตอนเลยทีเดียว วันนี้เอาไปแค่เริ่มต้นเกริ่นเริ่มแรกของการเที่ยว
    หนหน้ามาดูว่า เมื่อเอากระเป๋าลงจากแท็กซี่ เดินข้ามฝั่งมาที่โรงแรมแล้วมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
    บทเรียนสำหรับนักท่องเที่ยวหน้าใหม่ที่คิดจะไปเที่ยวฮานอยเป็นอย่างไรบ้าง...โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป...


    ปล. จ่ายค่าจ้างด้วย ไม่งั้นตอนต่อไปอด...

     

    11/13/2007

    Dream for an insomniac





    Hey Guy!

    I'm still sick like last 2 days.
    After went to the hospital by myself yesterday and doctor gave me some pill.
    I think I'm feeling better right now. Don't worry I always take care of myself.
    I don't want to die before to say "I love you" to my bridegroom in my wedding ceremony hahaha.


    Yesterday when I laid down on my bed after took some pill already.
    I was saw a movie that seem like an old things.
    I remembered the name again when I found an TrueVision guidebook after that.
    Its name "Dream for an Insomniac (1996)" . You know? I wonder in it.

    There are many poem and many quotes.
    I was very surprise how can a movie directer made it?
    Some quote hurt my heart but I love it.
    Don't ask me how. Cause I find it in some website for you.
    Now!, you can see it as followed .....

    For me I love this " there are too many meadiocor things in life...
    and love souldn't be one of them". Frankie - actress in that movie-
    said to David Schrader- actor who act as a writer in that movie-
    when she fall in love with him. Anything less than mad,
    passionate, extraordinary love is a waste of your time.
    She also said it too.


    David Schrader already have girl friend that still in the same room before met Frankie.
    Both of David Schrader  and Frankie falling in love at first sight.
    All of day for all of them.
    They always have a good qoutes conversation from many books and many person.


    Frankie is an insomnia girl.
    She can't sleep when she loose her parent at 6 years old cause an accident.
    In the same time David also don't have an inspiration to write.
    They sware to be a friend. Frankie want to be a girl
    who help David boost up his inspiration and
    David want to be a guy who can help Frankie can sleep at night.

    A time was through until they can't keep a secret any more.
    Frankie say love.But David don't want to loose his girl friend.
    Cause she is ok even if he don't love her with a passionate like his Frankie.

    What they can do in this situation? Frankie try to buy his heart that he can't stay with someone
    all of his life that he never love with passionate at all.
    At the end of movie David broken up his old love and have a good love with Frankie.
    It's happy ending.

    I love this movie. It's just not only that tell us a true story in our life.
    We can loose our guy for some girl that we never met before.
    Cause they fall in love. How I can do?
    Just leave him and say good luck only.

    But I will meet some guy that I falling in love again.
    How I can do if I was love some one at first sight?
    How I can do if both of us can talking alot in the same topic?
    I have many passionate with this love.
    It's just not love. but it a passionate love.
    How can I do? Just only hold this love in my arm. So ...
    I will be not an insomnia girl anymore.....I think ...
    Are you agree with me?

     

    Frankie: Anything less than mad, passionate, extraordinary love is a waste of your time.

    Frankie: Choices are like connecting highways.
    They all take you to the same place. Some just take longer to get there.

    Frankie: there are too many meadiocor things in life... and love souldn't be one of them


    David Schrader: I love you Frankie.
    Frankie: You do?
    David Schrader: Yeah I do.
    Frankie: I loved you first.
    David Schrader: I love you more.
    Frankie: Only because you're bigger.

    Frankie: It's like a trinity. If Bono is God then Eddie Vedder would be Jesus.

    Frankie: I don't want to be 60 years old some day and
    seemingly happily married to some man that I know is my second choice.

    Frankie: see? we could be best friends, but we'd still have lust in our eyes.

    Frankie: If you only dream when your asleep, then when your awake, there's still nothing there

    Frankie: In order to win you must expect to win

    Frankie:Love, David, Love! Do you love her?
    I mean does the thought of her the smell of her the touch of her make you quiver?
    When shes away from you do you wish she were in your arms making love to you?
    I mean when you see her after not seeing her for an entire day does she make everything ok?

    เป็นไข้



    แม้จะเป็นต่อมทอนซิลอักเสบมาตั้งแต่ชั้นประถม
    แต่จนถึงป่านนี้ หากมีอาการกำเริบเมื่อไร
    ก็ยังไม่รู้สึกเคยชินกับมันสักที
    นอกจากไข้จะขึ้น ครั่นเนื้อครั่นตัว
    ขี้มูกไหลในวันถัดๆ มาแล้ว
    อาการอ่อนเพลียดูเหมือนจะเป็นปัญหาหนักแทบทุกครั้ง

    หนนี้ก็เช่นกัน .... แม้จะกินยาแก้อักเสบเป็นวันที่ 2
    แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองจะหนาวจนขนลุก บางทีก็ร้อนจนเหงื่อออก
    เมื่อทนไม่ไหว เลยตัดสินใจหอบสังขารไปหาหมอที่โรงพยาบาลพญาไท 1

    เรียก 1681 แท็กซี่มิเตอร์ให้มารับที่อพาร์ทเม้นท์
    เสร็จแล้วก็ค่อยๆ ไต่จากชั้น 4 ไปนั่งรอที่ชั้น 1

    ไปถึงโรงพยาบาล อาการอ่อนเพลียจนเห็นได้ชัด
    ทำให้พยาบาลต้องเรียกรถเข็นให้มาขนใจไปหน้าห้องหมอ

    เป็นหนที่สองของชีวิต ที่เวลาไปพบหมอต้องถึงกับนั่งรถเข็น
    เวลาไปโรงพยาบาล เวลาเห็นใครนั่งรถเข็นผ่านไปผ่านมา
    เราก็มักจะแอบมองแล้วนึกในใจเสมอว่าเขาเป็นอะไรกันนะ
    แต่พอเป็นตัวเองเข้าแล้ว ก็รู้สึกเหมือนสายตาของผู้คนแถวๆ นั้น
    ก็หันมามองแบบเดียวกัน...แต่ไม่รู้เขาคิดอะไร


    ใช้เวลานั่งรอหน้าห้องหมอนิดหน่อย
    การไปโรงพยาบาลเอกชนมันก็แตกต่างกับโรงพยาบาลของรัฐตรงนี้
    พอบอกว่าหนาว เขาก็หาผ้าขนหนูอุ่นๆ มาห่มให้อีกชั้น
    คอยถาม คอยบอก และบุรุษพยาบาลที่เข็นรถเข็นให้ก็ช่วยเป็นธุระให้ทุกอย่าง
    ดังนั้นหากต้องเสียเงินแพงกว่านิดหน่อย แต่ได้การบริการที่ดีกว่าขั้นเทพ ใจก็ยินดีแลก

    ก็เป็นไปตามคาด ก็รู้อยู่แล้วว่าตัวเองเป็นต่อมทอนซิลอักเสบ
    แต่เป็นเพราะอ่อนเพลียมาก และตัวร้อนมาก การไปพบหมอให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นอะไรมากกว่านี้
    ก็เป็นสิ่งที่ยอมแลกกันได้กับการเดินทางไปหลายสิบนาทีกว่าจะถึงมือหมอ

    หมอบอกว่าที่อ่อนเพลียเพราะไข้สูงถึง 38.9 องศา
    นี่เป็นเพราะกินยาลดไข้ไปก่อนหน้าด้วย หากว่าไม่ได้กินมันก็คงจะสูงกว่านี้และอาจจะช็อคได้
    เอายามากิน นอนพักมากๆ หากไม่หายภายในสองวันก็ให้กลับไปพบหมออีกหน หมอบอกแบบนั้น
    จริงๆ แล้วหมอออกข้อเสนอให้นอนโรงพยาบาล หากว่ามีความประสงค์
    นอนพัก ให้พยาบาลดูแลก็ได้หากต้องการ
    แต่ใจคิดแล้ว ไม่เอาดีกว่า กลับมานอนที่บ้านน่าจะดีกว่า ... ไม่อยากนอนโรงพยาบาล

    บุรุษพยาบาลเข็นใจมาที่เคาน์เตอร์รอจ่ายเงิน
    ฝรั่งที่นั่งรถเข็นคันข้างๆ ก็มาหาหมอคนเดียวเหมือนกับใจ
    เขาหันมายิ้มให้ ทำให้ใจพอใจชื้นขึ้นมาบ้าง ไม่ได้มีแต่เราคนเดียวที่ไม่สบายแล้วต้องไปโรงพยาบาลคนเดียว
    บุรุษพยาบาลทั้งช่วยทำธุระเรื่องจ่ายเงิน รับยา และเรียกแท็กซี่ขากลับให้
    ก่อนกลับก็พูดอวยพร "หายเร็วๆ นะครับ"

    คนขับแท็กซี่พาลัดเลาะมาตามเส้นทางเพื่อมุ่งหน้ากลับที่พักของใจ
    มีหนหนึ่งเขาถามว่า "ขอโทษนะครับเป็นอะไรมากรึเปล่าครับเสียงไม่ค่อยจะมีเลย"
    ใจก็ได้แต่บอกว่า "เป็นไข้ค่ะ"
    ก็มันทั้งเพลีย และเจ็บคอ ให้พูดดังก็คงไม่ไหว ปกติก็เป็นคนพูดค่อยอยู่แล้ว ยิ่งไปกันใหญ่

    วันนี้รู้สึกดีขึ้นบ้างแล้ว มีแรงออกไปหน้าปากซอย
    มองหาอะไรดีๆ กิน แวะไปทำธุระนิดหน่อย ก่อนกลับเข้ามาพักผ่อน
    เป็นวันที่ 3 แล้วที่ไปไหนไม่ได้ ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการกินยา นอน ตื่นมากินข้าว กินยาแล้วนอนอีกหน

    แม่บอกว่าอยากจะมาดูแล แต่ว่ากว่าแม่จะมาถึงใจก็คงจะดีขึ้นแล้ว
    พูดถึงแม่ทีไรน้ำตาจะไหล ฟังเสียงแม่แล้วก็รู้ว่าแม่เป็นห่วงเป็นใยแค่ไหน
    เลยอยากจะดูแลตัวเองให้หายไว ๆ จะได้ให้ใครต่อใครเลิกเป็นห่วงตัวใจเสียที
    อีกอย่าง ก็ไม่อยากจะร้อนๆ หนาวๆ แบบนี้อีกแล้วล่ะ....มันแปลกๆ พิกล
    คนมันจะร้อนและหนาวสลับกันได้ยังไงในเวลาไล่เลี่ยกันไม่กี่วินาที หึหึ

    เพื่อนแอนจะแวะมาหาเอาซีดีเพลงแต่งงานที่ห้อง
    แต่เพราะกลัวว่าเจ้าหล่อนจะติดหวัดเลยขอเลื่อนวันออกไปก่อน

    ขออภัยเฮียตุ้ย ที่แวะไปเอาการ์ดแต่งงาน และทานข้าวกลางวันด้วยไม่ได้
    แค่แรงจะไปปากซอย ต้องฮึดแค่ไหน เฮียคงจะเข้าใจใจ....

    เช่นเดียวกันกับเพื่อนรุ่งที่บอกว่าวันหลังหากอยากไปหาหมอ ให้บอกได้จะแวะมารับและไปส่งถึงมือหมอ
    ขอบใจในน้ำใจของความเป็นเพื่อน

    ขอบคุณเอกที่ไม่ว่าเมื่อไรก็ยังเป็นห่วงใจ คอยถามตลอดว่าจะไปหาหมอไหม
    เอกคงเข้าใจว่าเวลาใจไม่สบายมันหนักหนาแค่ไหน
    ขอบคุณสำหรับความเป็นเพื่อนที่ดีที่หยิบยื่นให้เสมอมา

    เวลาไม่สบายแบบนี้ อาการขี้อ้อนเราจะเพิ่มเป็นกำลังสอง กำลังสาม
    อาการสำออยจะทวีคูณหาที่สิ้นสุดไม่ได้
    และเราจะอยากได้กำลังใจมากมายแค่ไหน ต้องลองไม่สบายแล้วไข้ขึ้นสูง 38.9 องศา
    แล้วไปโรงพยาบาลคนเดียวดู...ถึงจะเข้าใจ....

    11/4/2007

    ตามอง หัวคิด จิตพิจารณา


    คงมีใครสักคนอยากจะมาแอบบ่นเอาไว้ที่หน้า blog
    โดยเฉพาะการบ่นว่า "แกเป็นบ้าไปแล้วรึไง??"

    คนเราก็คงจะมีบ้างแหละว้าาาา
    ช่วงที่ใช้ชีวิตได้ยากเย็นเข็ญใจ
    และกว่าจะฝ่าฟันไปได้ก็ต้องใช้เวลาให้คิด ให้ทำใจได้ด้วยตนเอง

    ก็จริงอยู่หรอกมันมีเรื่องอื่นๆ ตั้งมากมายในชีวิตได้คิดและทำ...
    แต่ระหว่างมันก็มีอีกนั่นแหละ ที่กลับมาคิดวนเวียนกับสิ่งที่เจอ


    หลังจากที่ใจลืมตาอ้าปากเลิกเป็นผีบ้า
    (อาจจะแอบบ้าคนเดียวเป็นบางหน)
    วันนี้ก็เพิ่งจะมีอารมณ์คิดถึงเรื่องอื่นบ้าง

    ตอนสายของวันลงไปซื้อส้มตำกับก๋วยเตี๋ยวเจ้าเก่าในซอย
    เดินตากแดดเข้าที่พัก เจอพี่อรคนทำความสะอาด และดูแลที่พัก
    แม้จะเป็นผู้มาใหม่ได้ไม่ถึงครึ่งปี
    แต่ก็ใช้เวลาก่อนที่จะกินข้าวมื้อกลางวันด้วยการนั่งคุยกับพี่อรเกือบหนึ่งชั่วโมง

    พี่อรเป็นคนไม่จู้จุกจิก ต่างจากแม่บ้านที่ดูแลที่พักคนอื่นๆ ที่เคยเจอ
    พอได้นั่งคุยก็ได้รู้ว่าพี่อรคิดในทางบวกมากกว่าการนั่งคิดแต่แง่ร้าย
    รู้ว่าพี่อรไม่ได้มีรายการโปรดเป็นรายการก่อนบ่ายคลายเครียดเพียงอย่างเดียว
    แต่เธอยังกังวลถึงเรื่องโรคร้อน รู้ราชาศัพท์บางคำ ทำเอาใจอึ้ง เพราะบางทีตัวเองก็ไม่เคยรู้


    พูดถึงเรื่องราชาศัพท์และคำที่ตัวเองไม่เคยรู้
    ก็พาลให้นึกถึงเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า
    ระหว่างนั่งแท็กซี่ มีข่าวในวิทยุดังเข้าหู
    ดีเจสองคนกำลังสนทนากันเรื่องคำใหม่ที่มีการบัญญัติเอาไว้ในราชบัณฑิตยสถานฉบับวัยโจ๋
    จำได้ว่าเรื่องนี้ขึ้นหน้าหนึ่งติดกันอยู่หลายวัน เพราะมีคำที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ก็ไม่เคยได้รู้จัก

    นอกเหนือจากคำสำหรับวัยโจ๋แล้วยังมีการบัญญัติคำใหม่ คำทับศัพท์ และคำอ่านสำหรับคำไทยอีกมากมาย
    หนึ่งในนั้นก็คือการบัญญัติคำว่า fax เข้าไปด้วย
    แต่เดิมเราๆ เคยใช้และเคยเห็นว่าเขียนว่า "แฟ็กซ์" ที่แปลให้เป็นคำสวยงามกินใจความอีกหนหนึ่งว่า "โทรสาร"
    จริง ๆแล้วใจไม่เคยได้ผ่านตาด้วยซ้ำ อาจจะเพราะสับเพล่า เผลอเรอ หรือว่าตกข่าวนี้ไป
    และในเนื้อหาวิทยุก็ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับเรื่อง fax ที่ว่า
    จนกระทั่งเมื่อข่าวจบ คนขับแท็กซี่ก็เอ่ยปากว่า

    "ผมเห็นเขาบอกว่าจะสะกดคำว่า "แฟ็กซ์" ให้ใช้คำว่า "แฝ็กซ์" ได้ด้วยนะครับ

    ใจที่กำลังมองลอดไปทางกระจกของหน้าต่างรถ เพื่อสังเกตคนขับมอเตอร์ไซด์ที่จอดอยู่ติดกัน
    ระหว่างที่ไฟสัญญาณจราจรเป็นสีแดง และหลายคนก็หยุดอยู่ตรงหลังเส้นสีขาวดำสลับกัน
    ก็หันกลับมามองคนขับแล้วก็ตอบกลับไปว่า
    "จริงเหรอคะ พี่ฟังข่าวมาเหรอ"
    "ครับผม เห็นเขาพูดๆ กัน ผมก็ฟังวิทยุมาอีกที หลายวันแล้ว"

    นี่เป็นสิ่งที่เราอาจจะได้เจอะเจอ
    เราไม่สามารถประเมินคนจากแค่ภายนอก ไม่ว่าจะหน้าตา อาชีพ หรือฐานะทางสังคม
    เราตัดสินเองไม่ได้ว่าเขาเป็นเช่นไร ไม่ว่าจะนิสัย ความคิดและสติปัญญา
    จนกว่าจะมีโอกาสได้เสวนา และค้นหาว่าเขามีอะไรที่มากกว่าเท่าที่เราใช้ตามองเห็น

    เหมือนกับที่ใจไม่เคยรู้เลยว่า ผู้ชายบางคนเล่นเปียโนได้
    จนกระทั่งมีโอกาสได้เห็นว่า บ่ายวันหนึ่งระหว่างที่ไปเดินช็อปปิ้ง
    เขาหายตัวไประหว่างที่เดินดูข้าวของอยู่ในแผนกเครื่องดนตรี
    และได้ยินเสียงเขาเล่นเปียโนตัวทดลองอยู่กลางฟลอร์

    เหมือนกับที่ใจไม่เคยรู้เลยว่า ไอเอมช่างภาพตัดสติ๊กเกอร์สารพัดได้อย่างสวยงาม
    เหมือนกับที่ใจเพิ่งมารู้ทีหลังเมื่อโตพอที่จะอ่านหนังสือออกว่าพ่อกับแม่คัดตัวบรรจงสวยงามแค่ไหน
    และอื่นๆ อีกมาย ที่ไปบังเอิญพบเจอว่าเขามีข้อดีมากกว่าที่เห็นด้วยตา

    พี่อรก็เหมือนกัน เป็นเพราะโตมาจากมุกดาหาร
    พี่อรเลยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่พอสมควร ไม่ใช่ด้วยวัตถุ แต่ใจรับรู้ด้วยใจ
    เราใช้เวลาเพียงน้อยนิดเพื่อรับรู้ได้ว่าใครจริงใจ และมีอะไรมากกว่าที่เห็น เพราะตัดสินใจได้ทันทีจากที่สัมผัส
    แต่เราอาจจะใช้เวลานานกับการอดทนกับคนที่เราพบว่าต่อให้ทำดีด้วยแค่ไหนก็ไม่เคยจะจริงใจหรือมองเห็นว่าเป็นคนดี
    มนุษย์เราก็เป็นแบบนี้

    เราใช้ตามองภาพ ให้หัวสมองตัดสิน
    และมีหัวใจคอยพิจารณาว่า....ที่เห็นนั่นเป็นอย่างไร....


    ตามอง หัวคิด จิตพิจารณา ...พระไม่ได้ว่าไว้ แต่ใจว่าเอง

    See it soon...



    Hi there!!

    Here I am and don't worry about me.

    I am ok now.

    I know it's not always easy, sometimes life can be decieving.
    So when we face bad things.
    Just only trying to understand that we can't left the world behind and walk away from reality.
    Accept that truth , learn it and don't do it again in the future.
    In once of our life we can meet a many bad things
    but in otherwise we can meet a good chance in the same time too.
    Waiting for it. It will come to see and say hi to us sometime.

    You know ?
    I spend many days for preparing myself and packing before flying to Hanoi next week.
    I decide to have a vacation there. Apologise that I never told you about this trip.
    But when I saw a special promotion in the television last month.
    Nok Air airline have a special offer for Hanoi trip.
    They have a 3 baht return trip from Bangkok-Hanoi-Bangkok.
    So I decide to spend 3,200 baht for that trip.

    I sware that if I have a good trip. I will take a good photo for you too.
    You will see a smile face in there.
    And I think someone that smile in that picture will be me.

    Now the weather in Bangkok is quite cold. Take care yourself.
    I will take care my self too. Thanks my friend for all of your good quotes.
    It's help me alot. I was born to try. Don't worry. An old Jai comming soon. See it soon !!!

    With love
    Jai