Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    11/30/2006

    หายไปจาก blog

     
     
    จั่วหัวแบบนี้นึกว่าใจจะปิด blog
    หรือว่าลบ blog ทิ้งอ่ะดี๊ ...
    จริงๆ จะบอกว่า ใจหายไปจาก blog ตั้งหลายวันเนอะ...
    ไม่มีวี่แววว่าจะอัพ blog สักที
    ไม่มีไรหรอก ..บางทีคนเราก็หมดมุขกันบ้างแหละ
    แต่เหตุผลใหญ่สุด เห็นจะเป็น...
    ใจหนีไปปั่นงานอ่ะ
    หัวใจเกือบวายแล้วแหละ นั่งแปลงาน นั่งเขียนงาน
    จนดึกดื่น ตีหนึ่ง ตีสอง และเพิ่งจะเสร็จไปเมื่อวันก่อน
    ไม่ค่อยจะได้นอน ตอนนี้เหมือนหมีแพนด้ามากๆ
    แต่ด้วยความที่ไม่มีโอกาสได้ออกจากห้อง
    เพราะเอาแต่กิน และมานั่งปั่นงานต่อ
    วันนี้เลยตื่นแต่เช้า เปลี่ยนเสื้อผ้าและไปออฟฟิศทันที
    มีธุระปะปังที่นั่นสำคัญพอควร
    ก่อนนัดกินข้าวกะแอนที่ลาดพร้าว
    กว่าท่านแอนจะโผล่มาก็นั่งรอไปกว่าชั่วโมง
    นั่งกินกันไม่นาน แต่เมาท์กันนานจนถึงสามทุ่ม
    ก็กลับห้อง...มาถึงนี่ก็สี่ทุ่ม...
    เอาละ เดี๋ยวไปอาบน้ำก่อนนะ ...กลับมา...
    จะมาอัพ blog หนุกหนานให้อ่านกันต่อเนอะ...
    11/29/2006

    ชอบ font IE 7

     
     
    แอบชื่นชอบ Font ที่แสดงบนหน้าเว็บของ IE7 แฮะ
    แม้เค้าจะใช้กันตั้งนานแล้ว แต่ใจเพิ่งจะได้อัพเดตกับคนอื่นเค้าบ้างเมื่อคืนนี้
    พอมันเด้งเตือนเลยลองคลิกดู โอว้...สวยงามน่าดูแฮะ
    แหะแหะ เชยพิกล เนอะคนเรา
    จริงจริง Windows ที่ใช้อยู่นี่เป็นของจริงซะด้วยสิ
    ด้วยการสนับสนุนจากคนบางคนเมื่อนานมาละ
    เลยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจที่จะเขียนถึงมันแต่อย่างใด
     
    Font มันสวยอ่ะ...ใจชอบจริงๆ นะ หากว่าใครใช้เวอร์ชั่น 7 อยู่...
    คงน่าจะเห็นว่ามันสวยอย่างที่ใจบอก
    แต่หากว่านอกจากนั้นก็คงเห็นเหมือนก่อนหน้าที่ใจเคยเห็น...
    มันรู้สึก...ว่าตัวหนังสือจะกลมๆ  มนๆ ..น่ารักพิกล
    Tool bar ด้านบนก็สะดวกดี แปลกตาดี แต่ก็โอเคอ่ะ
    พอละ ชมมาก เด๋วมันเหลิง หึหึ
    11/28/2006

    ก็ช่วยไม่ได้...ฟังออกนี่นา

     

    เมื่อวันก่อนไปซื้อส้มตำร้านประจำ
    คนขายเค้ามองเห็นใจกด pocket pc ดังติ๊ด ติ๊ด
    เค้าก็ชี้นิ้วแล้วถามว่า โทรศัพท์อะไรใหญ่จัง...
    ใจก็นั่งยิ้ม ๆ ก็ไม่รู้จะตอบยังไงดีเหมือนกัน...
    จนกระทั่งป้าที่นั่งอยู่ข้างๆ เพื่อนบ้านร้านข้างเคียง
    แทรกเสียงมาว่า..ใหญ่จริง ๆนั่นแหละเหมือนคอมพิวเตอร์เลย
    นั่นแหละ ใจถึงได้ตอบเค้าว่า คล้ายๆ คอมพิวเตอร์แหละค่ะพี่
    แต่มันเล็กกว่า และโทรศัพท์ได้ด้วย ทำอะไรได้หลายๆ อย่าง

    ...เออแฮะ....เอาเข้าจริงๆ ใจก็อดคิดไม่ได้ว่า
    ใจเขียนหนังสือให้ผู้บริหารอ่าน
    จนมานั่งนึกว่าหากจะต้องอธิบายเรื่องที่เขียน
    ให้คนอีกกลุ่มหนึ่ง..หมายถึงกลุ่มรากหญ้า
    ให้พวกเขาเหล่านี้ได้ฟัง
    ใจคงต้องใช้คำที่แบบว่าง่ายที่สุดและเห็นภาพที่สุดในเวลาเดียวกันด้วย

    พี่เค้ายังถามอีกว่า...ราคามันแพงไหม เป็นแสนหรือเปล่า
    โอว้...หากว่าเป็นแสนใจคงต้องพิจารณาตัวเองแล้วแหละว่า
    ใจจะเป็นผู้บริหารฝ่ายไหนดี ... ถึงได้มีโทรศัพท์ราคาเป็นแสน เหอเหอ
    มันแค่ไม่กี่หมื่นบาทหรอกค่ะพี่...แต่ว่ามันมีหน้าที่ทำได้หลายอย่าง
    เลยต้องบอกเค้าไปแบบนั้น....

    จบบทสนทนา พี่ทั้งสอง หันมามองหน้ากัน แล้วก็เริ่มนินทา....
    555 นินทนาใจต่อหน้าต่อตาเลย แต่ว่าเป็นเสียงภาษาอีสาน
    แกก็คุยกันออกรสมาก ใจก็นั่งยิ้มๆ
    จนแกคงรู้สึกว่าใจยิ้มอะไร จับพิรุธใจได้
    แกเลยหันมาถามใจว่า...ใจฟังออกเหรอที่แกคุยกัน
    ใจไม่รีรอหรอก ยิ้มและก็พยักหน้าพร้อมกับบอกว่า...หนูฟังออกหมดเลยค่ะพี่...
    เป็นไงเล่า...เรื่องมันเลยเศร้าเลยครับท่าน
    เล่นนินทากันระยะเผาขนเช่นนั้น ใจฟังออกแกเลยไม่รู้จะทำหน้ายังไงเลย

    แกถามว่าทำไมถึงฟังออก หรือว่าใจเป็นคนอีสาน...
    ใจก็ฮาเล็กน้อย ใจหน้าตาให้มากๆ ว่าอยู่ภาคอีสาน..หรือยังไงนะ?
    มันไม่ใช่หรอกพี่ แต่หนูฟังออกไม่รู้ทำไม
    ก็ไม่รู้ทำไมจริงๆ แฮะ รู้สึกว่าช่วงหลังมานี้
    ใจฟังเสียงพี่ๆ คนอีสานคุยกันได้แบบว่าไม่ต้องมานั่งแปลอีกรอบ
    คือฟังมันออกโดยทันทีอ่ะ...แปลกดีเหมือนกัน
    มันเหมือนในหนังหรือเปล่านะ
    แบบที่ว่า อยู่ดีๆ พระเอกก็มองเห็นทะลุเสื้อผ้าคนที่เดินผ่านไปผ่านมา
    หรือว่าได้ยินเสียงคนคิดในใจ...เว่อร์ไปเนอะ
    เอาเป็นว่าฟังออกแหละ

    จับเสียงนินทาได้ว่า...คนนี้เค้ามากินบ่อยๆ
    มาถึงก็สั่งเผ็ดน้อย ไม่เอาชูรส จนจำได้
    และก็หน้าตาเหมือนเด็กอายุไม่เท่าไร
    วันก่อนถามไปบอกว่าจะ 30 แล้ว เลยตกใจไม่หาย...ประมาณนั้น
    โชคดีไปค่ะพี่...ดีไม่มากกว่านั้น ดีที่จับพิรุธหนูได้ทัน
    ไม่งั้นคงมันส์กว่านี้แน่ แหะแหะ

    พี่เค้าชมว่าเก่งเนอะ ฟังออกด้วย (เกือบซวยแล้วไหมละ)
    แต่แปลกนะ ทำไมถึงฟังได้ (เกือบไปแล้วตู)
    แต่มาคิดดูอีกที พี่ (ร้านข้างๆ) เค้าก็ยังฟังภาษาไทยออกเลยเนอะ (ภาษาภาคกลาง)
    ก็ไม่แปลกหากน้องจะฟังภาษาอีสานออกมั่ง
    เอ้า....มันสลับกันได้ที่ไหนพี่..ภาคกลางเนี่ย..สากลมากๆ เลยนะนั่น...
    เป็นงั้นไป...เง้อออออ

    เหนื่อยพิกล

     
     
    วันนี้มาถึงห้องด้วยสภาพ....หมดสภาพ
    คือกว่าจะลากสังขารมาถึงห้องได้ก็เกือบเป็นลมกลางทาง
    เพิ่งจะมารู้ตัวว่า ไม่ได้กินข้าวเลยสักมื้อก็ตอนที่ถือถึงสลัดมาแกะใส่จานนี่แหละ
    ก็เพราะมัวแต่ไปธุระโน่น นี่ นั่น กวาจะนึกได้ก็ถึงเวลาต้องทำงานเสียแระ
     
    วันนี้ไปดูงานระบบความปลอดภัยของ CCTV ที่สุวรรณภูมิโน้นนนน
    กว่าจะกลับเข้ามาในกรุงก็มาทุ่มกว่าแล่ว
    เหนื่อยมากมายอีกตามเคย...เป็นวันที่สองแล้วที่เหนื่อยแบบนี้
     
    เมื่อวานไปอัดเสียงของตัวเองลงคอมฯ
    อ่านหนังสือให้คนพิการทางสายตาได้ฟัง
    เป็นหนึ่งในโครงการของชมรมนักข่าวไอทีที่เค้าจัดขึ้น
    อ่านไป เทคไป เหนื่อย...ก็ให้คนเขียนหนังสือไปอ่านหนังสือ...
    ไม่ใช่มืออาชีพเลยเหนื่อยยังงี้แหละ
    กว่าจะเสร็จ กว่าจะถึงห้อง ก็เหนื่อยอย่างที่บอกนั่นแหละ
    แต่สบายใจแฮะ...อย่างน้อยก็รู้สึกได้ทำประโยชน์ให้กับสังคมบ้าง
     
    ไอม่วยบอกว่าเมื่อวานชั้นเห็นสภาพของแกตอนเข้ามาในห้อง
    ชั้นดูออกว่าแกไม่ปกติ...คือมันบอกไม่ถูกแต่ดูออกว่าไม่ปกติ
    ก็ใจเหนื่อยมาก...มันล้า...จนไม่ทำอะไร...
    นั่งหน้าคอมได้ไม่กี่นาที ก็หนีไปนอน นอนกลิ้งไปกลิ้งมานอนไม่ได้
    เพราะดันทะลึ่งไปกินกาแฟเย็นเมื่อตอนกลางวัน
    มันเหนื่อยแต่นอนไม่ได้ ทรมานสุดฤทธิ์
     
    แต่พอเหนื่อยแล้ว...กลิ้งสักพัก พอนอนได้ก็ม้วนเดียวจบ
    ไม่มีฝัน มันก็สบายในตอนเช้า
    หลายวันนับจากนี้ใจมีกำหนดการณ์ออกงานทุกวัน
    เสาร์ อาทิตย์ก็ไม่ว่างสักวัน (มั้ง)
    ส่วนวันจันทร์ถึงพุธก็ถึงกำหนดบินไปฮ่องกง
    เอาสิ...เหนื่อยมันทุกวันแหละ...
    แต่จะว่าไปก็ดีเหมือนกันแฮะ...เหมือนยุ่งๆ แล้วไม่ฟุ้งซ่านอ่ะ
    มันมีอะไรให้ทำมากกว่าการมานั่งคิดเรื่องอะไร...ที่ไม่อยากจะคิด
     
    นี่ก็ว่าจะไปนอนกลิ้งบนที่นอนอีกแล้วเนี่ย
    หนังสือการ์ตูนที่ซื้อมาจากร้านแถวสะพานควาย
    ร้านหนังสือการ์ตูนร้านประจำลด 20 เปอร์เซ็นต์
    ที่ชอบไปกับไอไฝเมื่อตะก่อน ...
    และก็แอบไปซื้อบ่อยๆ คนเดียวที่มีโอกาส
    มันยังนอนรออยู่ข้างๆ ที่นอนอยู่เลยเนี่ย
    ว่าจะอ่านๆ แต่ว่าดันนอนก่อนทุกที
    วันนี้ไม่รอดแน่ จะอ่านให้เกลี้ยงเลย โฮะโฮะ
     
     
    ปล. จริง ๆมีเรื่องที่อยากจะเขียนอีกมากมายแฮะ แต่ว่า...เหนื่อยจังอ่ะ ม้ะไหวละ ...
     
     
     
    11/27/2006

    ตามหาโดเรมี

     
     
    ตื่นตั้งแต่ไก่โห่
    เพราะว่ามีประชุมแต่เช้า
    มาถึงก็หาก๋วยเตี๋ยวกินรองท้อง
    เพราะมีหวังประชุมยืดยาวทับเส้นเวลาอาหารกลางวันแน่ๆ
    ให้แท็กซี่จอดหน้าร้านก๋วยเตี๋ยวที่กินเป็นประจำ
    คนเค้าเรียกก๋วยเตี๋ยว ร.5 แต่ใจเรียกก๋วยเตี๋ยวคนจีนอ่ะ
    เดินเข้าไปแทบไม่ต้องสั่งว่าจะกินอะไร
    คนขายจะรู้ว่า...ใจเอาแต่เส้นเล็กน้ำหมูสับอย่างเดียว
    ร้านเค้าขึ้นชื่อว่าลูกชิ้นปลาอร่อย
    แต่คงมีแต่ใจล่ะมั้งไม่อร่อย เพราะไม่กินปลา
     
    ไปร้านก๋วยเตี๋ยวนี้ทีไร
    ต้องระวังตัวเอาไว้ทุกที
    เพราะว่าแถวนี้มีต่างชาติเดินผ่านไปผ่านมาเยอะแยะ
    เผลอๆ ก็แวะมานั่งทานข้าวในร้านนี้ด้วย
    วันนี้ใจก็ซวย...ไปด้วยเช่นกัน
    เพราะพี่พนักงานในร้านเค้าหันมายิ้มทักทาย
    เป็นสัญญานที่รับรู้ได้ว่ามาแปลให้หน่อย
     
    ก็เดินเข้าไปหาฝรั่งสาวหน้าตาสวย
    เค้าบอกว่าช่วยสั่งนี่ให้หน่อย
    ผัดก๋วยเตี๋ยวใส่ผัก
    แต่บอกด้วยว่าไม่เอาหัวหอม กระเทียม ซอส พริกไทย และเห็ด
    สรุปเลยถามกลับ เอาเฉพาะเส้นกับผัก ยกเว้นเห็ดใช่ไหม
    เค้ายิ้ม...แล้วตอบว่าใช่...
    บอกมาซะยาว เอาแค่เส้นกับผักยกเว้นเห็ดก็จบแล่ว
    ใจก็ยืนงงอยู่ตั้งนาน 555
     
     
    เดินออกจากร้านหลังจากทำหน้าที่เป็นพนักงานสั่งอาหารเสร็จ
    แวะร้านขายของชำข้างออฟฟิศ
    ซื้อทิชชูมาตุนไว้ในเก๊ะ
    ระหว่างยืนรอป้าเค้าสอยมาจากบนชั้น
    เลยถามว่า หนูอยากกินขนมโดเรมี ป้ามีขายหรือเปล่า
    ป้าเค้ายิ้มบอกว่า ตะก่อนมี เดี๋ยวนี้ไม่ได้เอาลงแล้ว
    เลยบอกไปว่า ป้าถามคนมาส่งของให้ที
    หากว่ามีหนูจะขอสั่งสักแพ็กใหญ่
     
    หลายวันมานี้ใจอยากกินโดเรมีจับใจ
    ขนมรูปทรงสามเหลี่ยมแบนๆ อร่อยได้ใจ
    หาซื้อที่ไหนก็ไม่ได้สักที
    กำลังคิดว่า...หากใครหากใครหาได้ยอมเลี้ยงหนังมื้อนึงอ่ะ
    หามาหลายวันละ...ช่วยหาทีโดเรมี....อยากกิน
    11/26/2006

    ขอให้มีความสุขกับ...ชีวิตคู่

     

    นิตยสารที่ผลิตออกมาเอาใจสาวสาวเล่มหนึ่งในมือของฉัน
    บอกเล่าเรื่องราวความรักของดาราสาวและพระเอกหน้าใสคู่หนึ่ง
    บ่มรักกันยาวนาน ...นานจนได้ที่และมีพิธีวิวาห์เกิดขึ้นเมื่อไม่นานที่ผ่านมา

    งานวิวาห์ใหญ่โต เป็นข่าวคราวบนหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ
    คนร่วมงานคับคั่ง ....บรรยากาศอบอวลไปด้วยความรัก
    ใครที่อยู่เบื้องล่างของเวทีคงอิจฉาภาพบาดตาบาดใจในความหวานนั้น
    .....จนมิอาจจะปฏิเสธได้ว่า......ในชีวิตหนึ่งก็อยากจะมีแบบนี้กับคนอื่นเขาบ้าง

    เรื่องมิได้จบตรงงานวิวาห์ใหญ่โตและหวานชนิดที่มดเดินพาเหรดเข้างานกันเป็นขบวน
    แต่กลับปิดท้าย...ไม่สิ....เป็นบทเริ่มต้นของการลาจากของคนทั้งคู่ต่างหาก
    ข่าวบอกว่า....หลังจากใช้ชีวิตคู่เพียงไม่กี่วัน....ทั้งสองก็ตกลงปลงใจจะแยกทางกัน
    ข่าวไม่ได้บอกว่า...เพราะเหตุใดทำไมรักหวานที่ใครเขาปรารถนาเมื่อหลายราตรีก่อน
    ถึงได้สั่นครอน และไม่หลงเหลือความหวานที่บาดตานั้นให้เห็นอีกแม้แต่น้อย
    ฉันบอกกับเพื่อนเพื่อนที่นั่งร่วมวงโต๊ะกาแฟในร้านข้างทางของถนนกลางใจเมืองพัทยา
    ฉันเชื่อว่า ...คนทั้งสองคงใช้เวลาในการเตรียมงานวิวาห์...นานกว่าเวลาที่ใช้ชีวิตร่วมกัน....

    มันเป็นเรื่องแปลก....แปลก....สำหรับฉันคนที่ยังไม่เคยจะมีงานวิวาห์กับเขา
    มันเป็นเรื่องเข้าใจยาก...ที่คนโดยมากมักตัดสินใจลาจากกัน
    หลังจากงานวิวาห์ผ่านพ้นไปไม่กี่นาน
    แต่มันไม่ยาก...ที่จะยอมรับความเป็นจริงที่ว่า...
    บางครั้ง....เวลาของการคบหาไม่ได้ตอบโจทย์ว่าเขาและเธอ
    จะอยู่ร่วมบ้าน ชายคา เรือนชาน หลังเดียวกันได้ตลอดรอดฝั่ง ...
    มันคงจะเป็นเช่นนั้นกระมัง....เพราะบางครั้ง...
    เราก็มักไม่คาดฝันว่าจะมีอะไรที่ซ่อนอยู่กับคำว่า "ชีวิตคู่" บ้าง

    รุ่นพี่คนหนึ่งของฉันเพิ่งผ่านพ้นงานวิวาห์หวานชนิดที่ว่าเรียกน้ำตาคนอย่างฉันไปได้หลายหยด
    เจ้าบ่าวบอกเล่าคำพูดกินใจให้กับแขกเหรื่อผู้ร่วมงานได้ฟังว่า
    "ไม่มีเหตุผลใดที่ทำให้เขาต้องละทิ้งทุกอย่างในชีวิตมาอยู่ที่เมืองไทย หากไม่ใช่เพราะ "รัก" "
    มันสั้น....ซึ้ง... และไม่ต้องอธิบายใจความอะไรให้ยืดยาวอะไรกันต่อมากนัก
    เพียงเพราะ "รัก" มันก็มักไม่ต้องอธิบายหรือหาเหตุผลอะไรมาตอบกันให้ยุ่งยากว่า....ทำไม....

    ถึงอย่างนั้นก็ตาม .....ฉันก็เชื่อว่าทั้งเจ้าสาวและเจ้าบ่าวเอง
    ก็มิอาจจะทราบได้ว่า อนาคตของ "ชีวิตคู่" ของเธอและเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป
    เรื่องราวการใช้ชีวิตทั้งสองที่รวมกันเป็น "คู่" ดูไม่ได้จากคู่มือการใช้ชีวิตแต่งงาน
    ไม่มีหนังสือเล่มไหนบอกว่าจะใช้ชีวิตคู่อย่างไรให้ประสบความสำเร็จมากที่สุด
    ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวของการตัดสินใจอยู่ใต้หลังคาเดียวกันให้ยาวนานเท่าที่ต้องการ
    ไม่มีหนังรักเรื่องไหนที่มีแต่เรื่องสุขทั้งเรื่องโดยไม่แทรกเอาเรื่องเศร้าเข้ามาผสมอยู่ด้วย
    ไม่มีตัวช่วยให้แก้คำว่านาง....ให้กลับไปเป็นนางสาวได้อีกครั้ง
    และก็ไม่มีตัวช่วยที่จะแก้ประวัติได้ว่าผู้ชายคนนี้ยังไม่เคยแต่งงานมาก่อนในเวลาเดียวกัน
    และแน่นอน...เมื่อก้าวเท้าข้ามเขตแดนของคำว่า "วิวาห์" (อย่างถูกต้องตามกฎหมาย" มาแล้ว
    การหันหลัง หรือ ถอยไปจากคำนั้น คือคำว่า ...หย่าร้าง...หรือ ไม่รักกัน.....อย่างที่เคยกันเอาไว้

    แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นก็ตาม....ฉันก็เชื่อว่า....
    หลายคนก็ปรารถนาที่อยากจะก้าวข้ามเขตแดนคำนั้นด้วยเช่นกัน
    ฉันเองก็แอบซาบซึ้งกับคำพูดและบรรยากาศของงานวิวาห์หวานหวานของใครต่อใคร.....
    และก็บ่อยครั้งไม่น้อยที่คอยแอบจินตนาการไปเสียไกลว่า...
    หากได้เป็นเจ้าสาวที่กำลังจับมือคนรักตัดเค้กอยู่บนเวทีที่ประดับด้วยดอกไม้สวยสวยนั้น
    มันก็คงจะดีไม่น้อย ....ไม่หรอก...มันคงจะดีมากมาก ต่างหาก
    มันหอมหวานเสียจนคนที่ไม่เคยอย่างฉัน อยากจะให้มันเกิดขึ้นในครั้งหนึ่งในชีวิต
    การกลัวที่จะก้าวเท้าผิด..... คงเป็นสิ่งเล็กน้อยในช่วงชีวิตของคนทั้งคู่
    ในห้วงวินาทีของความรัก...ที่ปรากฎบนเวทีนั้น....มันได้หายสาบสูญไปในพริบตา
    คงมีแต่เพียงคำว่า "รัก" แทนที่พื้นที่ของคำว่า "กลัว" เสียจน ณ เวลานั้น
    คงมิอาจจะคิดว่าชีวิตนี้จะได้สัมผัสคำดังกล่าวเสียเลยด้วยซ้ำ

    เรามิอาจจะล่วงรู้ว่า "ชีวิตคู่" จะสวยหรู หรือจะไม่งดงามอย่างที่คาดฝัน
    แต่ห้วงเวลาแห่งความรักที่เคยผ่านพ้น .... มันก็เคยเป็นหนหนึ่งของชีวิต
    ไม่มีใครผิดในวันที่ร้างลา....ไม่มีใครถูกในวันที่ตัดสินใจจะต้องห่างหาย
    ไม่มีใครโดนกล่าวหา...เพราะต่างคนเคยตัดสินใจร่วมกัน....อย่างที่ใจปรารถนา ...
    และเมื่อถึงวันเวลาที่ต้องโบกมือลา...ฉันก็เพียงแต่หวังว่า.......
    ภาพของความรักที่เคยปรากฎต่อหน้าคนมากมาย...จะยังอยู่ในหัวใจของเขาและเธอบ้าง

    ฉันปรารถนาให้คู่รักที่ฉันได้ไปร่วมงานวิวาห์หวานมีความสุขกับทุกวันของ "ชีวิตคู่"
    นั่นเป็นสาเหตุที่ว่า...บนหน้ากระดาษอวยพรหรือบนการ์ดที่วางอยู่บนกล่องของขวัญ
    มักจะมีคำคำหนึ่งวางแนบไปด้วยเสมอ....ขอให้ทั้งคู่มีแต่ความสุข.......
    ฉันเพียงแต่ปรารถนาให้คนทั้งสองมีความสุขกับทุกวัน...เรื่องยาวนานมักต่อพ่วงมาจากความสุขเสมอ...
    เพราะหากไม่สุขเสียแล้ว....อย่าได้พูดถึงคำว่ายาวนาน...เพราะมันคงมาไม่ถึง .....


    ฉันปรารถนาอย่างยิ่งยวด ให้ภาพความรัก และคำรักที่ต่างพรั่งพรูออกมา
    เป็นสิ่งที่ฉันจะได้พบเห็นมันอยู่เสมอไม่ว่าจะวันไหนก็ตามนับจากนี้
    ฉันปราถนาจะให้ทุกชีวิตคู่มีความสุข และคิดถึงห้วงเวลาแห่งความรักนั้นอยู่เสมอ
    ภาพที่คนมิเคยได้สัมผัสบรรยากาศนั้นอย่างฉันก็แอบน้ำตาไหล เพราะไม่เคยได้รับหยิบยื่นโอกาส
    อยากให้ทุกความรักที่ฉันได้พบพานบนเวทีแห่งนั้น....มั่นคง ยาวนาน....เพราะความสุขนั้น...

    ขอให้พี่สาวของฉันมีความสุขกับทุกวัน.....กับชีวิตคู่
    ขอให้เพื่อนรักของฉันมีความสุขกับทุกวัน .....กับชีวิตคู่
    ขอให้คนรักเก่าของฉันมีความสุขกับทุกวัน.....กับชีวิตคู่
    ฉันเองก็อยากจะมีความสุขกับทุกวันแบบนั้นเหมือนกัน.........กับชีวิตคู่
    ....มันคงเป็นวันที่ฉันจะมีความสุขแบบนั้นบ้าง...

    ด้วยความปราถนาดี.....ขอให้ทุกชีวิตคู่มีความสุข

     

    งานแต่ง...อีกแระ

      

    ไปงานแต่งรุ่นพี่นักข่าวด้วยกันที่พัทยา
    (ช่วงนี้ขยันไปแต่งานแต่งแฮะ.....)

    ขนกันไปห้าคนหนึ่งคันรถ...ทุกคนล้วนแต่เป็นสาวโสด
    แต่ตั้งใจจะไปร่วมงานฉลองคนจะสละโสด

    ออกตั้งแต่เช้าตรู่ของวันเสาร์ ถึงเอาตอนบ่ายๆ
    ตอนแรกก็กะจะแอบนอนบนรถขาไปเหมือนกัน
    เพราะง่วงนอนน่าดูเหมือนกันนะนั่น
    แต่เอาเข้าจริงจริงก็มัวแต่ฮา
    น้ำหูน้ำตาไหลไม่ได้นอนตามฟอร์ม
    พี่โอ๊ะ พี่เอ พี่จิ๋ม มินท์ และใจ ฮาจนคิดว่า...
    เราน่าจะไปตั้งวงตลกหญิงล้วนกันนะพี่นะ
    ทั้งขาไปขากลับ ฮาได้เรื่อง ....

    พอเข้าโรงแรมเอากระเป๋าไปเก็บ
    พวกเราก็ระเห็จออกมานั่งเตียงผ้าใบที่ชายหาด
    กินส้มตำ ยำ ไก่ย่าง และอะไรอีกสารพัด
    ก่อนหากิจกรรมชายหาดทำ...นั่นก็คือ....
    .....เพ้นท์เฮนน่า....เข้ากั๊นนเข้ากัน
    แต่ไม่มีมันอ่ะแย่เลย..ขอบอก....

    พี่โอ๊ะเพ้นท์ที่ข้อมือ .... พันข้อมือลายดอกไม้
    พี่จิ๋มและมินท์พร้อมใจกันเพ้นท์ที่ข้อเท้า...สวยงามเพราะเค้าขาว
    ส่วนใจเพ้นท์ตัวจีนเล็กพอไหวที่ข้อมือด้านใน...อ่านไม่รู้เรื่องแต่อยากได้
    นับเวลาแล้ว...เราใช้เวลาไปกับการเพ้นท์
    นานกว่านั่งดูทะเลเสียอีก
    แต่ทุกคนลงความเห็นว่า..การมานั่งชายหาดครั้งนี้จะดีมากกว่านี้
    หากว่าไม่มีชาวต่างประเทศมานั่งแก้ผ้าเล่นน้ำทะเลให้ดูตรงด้านหน้า
    เพราะหันไปทีไร...กินอะไรไม่ลงทุกที....เฮ่อ....


    กลับจากทะเลก็พากันไปเสริมสวยแต่งงาม
    ได้ฤกษ์ยามดี...สาวงาม...สาวโสดทุกคนก็ออกจากห้องพัก
    มุ่งหน้าไปยังงานแต่งที่ว่าในเวลาหกโมงกว่าๆ

    พูดถึงงานแต่ง.....
    เจ้าสาวสวยมากมาย เจ้าบ่าวก็ดูใจดีเอามากมาก
    อยากเอารูปมาอวด แต่รู้สึกว่ามันน่าจะเป็นอะไรที่ส่วนตัว...นิดนึง
    มารยาทของใจก็พึงมี...สงวนรักษาความเป็นส่วนตัวของเขาเอาไว้ก็ดีเนอะ

    งานแต่งจัดในบ้านหลังใหญ่ขนาด 160 ตารางเมตร ราคาหลายล้าน
    มีแขกที่รับเชิญมาร่วมงานไม่กี่ชีวิต มีโต๊ะเรียงอยู่รอบๆ สระน้ำ
    อาหารก็อร่อย มีคนคอยบริการจากโรงแรมอมารีพัทยา
    บรรยากาศโดยรอบสวยงาม
    เพลงก็เพราะตามคอนเซ็ปต์  "love is all around" ...


    งานซึ้งมาก....
    น้ำหู น้ำตาไหลเพราะซึ้งในความรักของคนทั้งคู่
    นั่งดูไปก็อิจฉา ปนดีใจแทนรุ่นพี่
    แม้พิธีกรชายจะพูดภาษาไทยแบบขำไปฮาไป
    แต่ก็แทรกเสียงแปลซาวด์แทรก
    เป็นภาษาอังกฤษจากมินท์สุดสวยของเรา
    ทำเอาซึ้ง....ในเวลาเดียวกันด้วย

    ใจจริงอยากเอารูปคู่ รูปหมู่ และรูปในงานแต่ง
    มาลงเยอะกว่านี้
    แต่เป็นเพราะพี่ๆ ไหว้วาน (เหมือนพยายามจะขู่) เอาไว้ว่า
    ห้ามเอารูปแอ๊คท่าสวยงามยังกะนางงาม
    ถ่ายรูปในสตูดิโอมาลง...
    ไม่ยังงั้นอาจจะโดนตัดขาดจากการเป็นพี่น้องได้
    ใจก็เลยได้แค่แอบหยิบเอาบางรูป...ที่มันมีใจอยู่ในนั้นมาใส่
    หวังว่าหากว่าพี่พี่ได้ผ่านการพิจารณารูปอื่นๆ แล้ว
    จะเอารูปงานแต่งหนนี้ที่เป็นเวอร์ชั่น 2 มาลงอีกหน
    เพราะว่าแต่ละคนแอ๊คท่า.....จนแบตกล้องหมด
    และก็แอ๊คกันจนเหนื่อยจน....แต่ท่าสวยงามได้ใจแท้ๆ

    งานนี้สนุกปนเหนื่อยนิดหน่อย
    แต่อยากจะบอกว่า...มันไม่กร่อยเลยจริงจริง
    มาถึงห้องดูรูปก็เอาแต่นั่งยิ้ม
    ฮาดี....มีความสุข

    มีอยู่ตอนนึง อยู่ดีดีพี่เอก็ขำขึ้นมาคนเดียว
    ขำแบบว่าไม่แบ่งใคร...พอถามว่าขำอะไรพี่
    พี่แกบอกขำหลายๆ อย่าง...ฮะ...
    ขำแบบว่าผสมโรงอ่ะ
    แกบอกว่าพวกเรานี่โคตระจะบ้า
    ฮากันตลอด ไม่มีหยุดพักผ่อนหายใจ....
    แต่มันก็ฮาจริงๆ อ่ะ บ้ากันน่าดู 555
    ไม่รู้จะบรรยายยังไงว่าฮากันขนาดไหน
    ละไว้ในฐานที่เข้าใจเฉพาะพวกเราก็พอเนอะพี่เนอะ อิอิ


     

    11/24/2006

    แค่วิ่ง...ก็เป็นเรื่อง

     

    เย็นย่ำก็ไม่ได้ฮัมเพลง แต่ตุเลงๆ ออกไปวิ่งที่สวนลุมฯนู้นนนน
    ตอนแรกคิดว่าอาจจะไม่ได้ไปละ
    เพราะเห็นว่าฝนเทลงมาซะหนักเลยเมื่อช่วงสายของวัน
    แต่พอกลางวันก็กลับมาร้อนได้เหมือนเดิม
    เลยเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปวิ่งตามที่คิดไว้


    บอกตรงๆ กว่าจะได้วิ่งนี่นะ
    เหมือนกับจะเดินทางไกลไปต่างจังหวัดเลยละ
    ต้องใช้วิทยายุทธ์สูงส่งเดินหลบผู้คนและมอเตอร์ไซค์ในซอย
    เดินออกไปข้างนอกนั่น คนก็กำลังจะกลับบ้านกัน
    เราสวนกลางกับชาวบ้านเค้า
    เลยเหนื่อยกว่าเป็นพิเศษ
    รถไฟฟ้าใต้ดินช่วง 5 โมง กำลังคราค่ำไปด้วยผู้คน
    ที่กำลังมุ่งหน้าไปตามทางของตน
    เห็นได้ชัดว่าบางคนอยากจะกลับบ้านเต็มที
    ขณะที่บางคนสวยและดูดีมากๆ คงนัดใครไว้...ไม่เกรงใจคนโสดเลยนะ
    แต่ในเวลานี้....ใจกำลังจะไปวิ่ง.....เอาเหงื่อออกซะบ้าง...
    หลายวันมานี้อึดอัดมากๆ เพราะว่าอ้วนเอาอ้วนเอาไม่หยุดไม่หย่อน
    กินๆ นอนๆ ไม่ทำอะไรหลังจากปิดต้นฉบับเสร็จ
    วันนี้เลยตัดสินใจจะลดน้ำหนัก ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป....
    เอาให้ผอมพี...เอ้ยย ผอมลง ทันตาเห็น ใส่กางเกงรัดขาได้เหมือนเดิม

    ว่าแล้วก็ประเดิมด้วยการวิ่งหนึ่งรอบ....
    รู้ไหมว่าหนึ่งรอบใหญ่ของสวนลุมฯ เนี่ยมันกี่กิโล...
    หากใครได้เข้าตรงประตูทางเข้าฝั่งพระบรมรูปฯ
    จะสังเกตุเห็นตัวหนังสือสีเหลืองตัวเบ้อเร่อ
    บอกว่าหากวิ่งตั้งแต่ตรงนี้ และย้อนกลับมาตรงนี้อีกที
    จะรวมระยะทางที่ 2.543 กิโลเมตรพอดิบพอดีอ่ะ
    ใจก็รู้มานานละ เพราะว่าวิ่งมันอยู่บ่อยครั้งนี่นา
    เมื่อก่อนบ้ากว่านี้อีก วิ่งที 2 รอบ หอบยังกะหมาร้อนไปเลยเรา

    วันนี้ไม่ไหวจริงๆ วิ่งหยุด วิ่งหยุด อยู่ยังงั้น
    เพราะอ้วนขึ้น ร้อนด้วย ผสมโรงกันไปหมด
    วิ่งมาถึงจุดบอก1 กิโลเมตร เพลงจากไอพอดที่เสียบหูอยู่
    ก็ทำเอาคนเหนื่อยเพราะการวิ่ง เหนื่อยไปกันใหญ่
    ลุ้นกับเสียงแหบใหญ่ของต๊ะ ใหญ่เสมอไรนั่นอ่ะ

    "อยากรู้หมายยยย ทำยางงายยให้ใจของฉันมันหยุดเคลื่อนหวายยย
    ทำยางงายยยให้คนอย่างฉัน มันหยุดหายจายยยย
    ลองซิลองบอกกกก ว่าเธอไม่ต้องการ....ฉันแว้ววววว"

    โอว้ จอห์น ....หยุดก่อนก็ได้ หยุดฟังเพลงสักสามนาที
    แล้วค่อยวิ่งต่อ ไม่งั้นอาจจะเป็นลม เพราะเพลงนี้ได้

    เพลงจบไปแล้ว ใจวิ่งมาเรื่อยๆ มาถึงที่จุดบอก 2 กิโลเมตร
    เพลงต๊ะดังมาอีกแระ.....หนนี้เนื้อเพลงกินใจกว่าเดิม
    อกหักฟังเพลงนี้ น้ำตาไหลพลั่กยิ่งกว่าน้ำลายได้

    "ฉันจะรอเธอย้อนมา ซึ้งตาส่งถึงจายยย
    ยามที่เธอต้องร้างไกล ขอให้เธอสัญญาาาา
    คิดถึงฉันบ้างนะเธอออ อย่าเผลอคิดถึงครายยย
    ฉันคงเหงา คงเศร้าจายย เพราะเราไกลกาานนน
    ยามใดเธอนั้นท้อจายย ขอให้มองพระจันทร์
    จันทร์จะแทนดวงใจของฉานน มองดูเธอทุกวานนน
    ฉันยังรอให้เธอมาาาาาาาาาา...."

    ฮานี่บ่าเฮ่ย.....เหนื่อยก็เหนื่อย
    ฟังเพลงนี้ยิ่งเหนื่อยเข้าไปกันใหญ่
    มันจะแต่งให้ใคร หากไม่ใช่คนอกหักอย่างฉัน
    แล้วก็เอามันมาเปิดฟังตอนวิ่งอย่างนี้เนี่ย

    เพลงจบไปละ ใจวิ่งมาถึงตรงหลัก 2.2 กิโลเมตรพอดี
    ตรงนี้มันตรงกับสถานที่เพาะกายของชายหนุ่มทั้งหลาย
    ปกติใจจะไม่ค่อยจะชายตามองเข้าไปในซุ้มนี้เท่าไรนัก
    เพราะมองเข้าไปทีไรจะเห็นชายร่างใหญ่ กล้ามโตโผล่ออกมาทุกที
    กลัวอ่ะ ...รู้สึกว่า....น่ากลัวยังไงบอกไม่ถูก....
    แต่วันนี้รู้สึกว่ามีชายหนุ่มหล่อเหลาเค้านั่งอยู่เก้าอี้ฝั่งซ้ายมือ
    ใจอายๆ เลยหันไปทางขวาแทน
    แหะแหะ....เต็มตาเลยท่าน ท่านกำลังเพาะกายกันกล้ามเบ้อเร่อเลย เหอะเหอะ

    วิ่งเลยมาอีกนิดข้างซ้ายจะมีสถานที่รำไทเก๊กของอาม่า อาซิ่มทั้งหลาย
    แต่ใจเห็นฝรั่งหัวทองอายุอานามใช่ย่อยมายืนรำด้วยแฮะ ...แปลกดี
    วิ่งมาถึงจุดเริ่มต้น ผู้คนกำลังเยอะเลย
    เค้ารอให้เคารพธงชาติกันก่อนที่จะเต้นแอโรบิกปิดทางเข้าออกพอดี
    วันนี้คนเยอะเป็นพิเศษ เพราะทั้งสองที่ที่เปิดให้บริการนำเต้นฟรีของทุกวันปิดใช้งาน
    เห็นเค้าว่าใช้สถานที่จัดงานอะไรสักอย่างนึงนี่แหละ

    ปกติแล้วใจวิ่งหนึ่งรอบ พอหอบเอาเรื่อง
    ก็จะต่อด้วยเต้นแอโรบิกอีกเกือบชั่วโมง
    แต่วันนี้เนื่องจากเหนื่อยมากเป็นพิเศษ
    เลยของดเว้นเต้นสักวัน กลับไปหาของขวัญวันแต่งงาน
    ให้รุ่นนี้ที่จะจัดขึ้นที่ข้างชายหาดพัทยาวันพรุ่งนี้ดีกว่า

    เหงื่อยังทันไม่แห้ง ใจก็วิ่งโร่เข้าไปในขบวนรถไฟฟ้าใต้ดิน
    คนเยอะ...มากมาย....อายๆ เหมือนกันแฮะ
    กลิ่นเหงื่อจะแรงป่าวนะ ไม่เป็นไรไอม่วยมันบอกแล้ว
    ว่าแอมเวย์ของมันกลิ่นหอม สะอาด คงช่วยได้บ้างแหละ

    ก็ยืนไปสักสองสถานี ก็มีผู้ชายกลุ่มใหญ่เข้ามายืนล้อมรอบ
    ใจจะชอบมากหากว่าเป็น...ผู้ชายแท้....
    โอว้ แม่เจ้า เค้าตัวใหญ่ล่ำประมาณไจ้แอนท์ตอนโตเป็นผู้ใหญ่
    หรือไม่ก็ตัวเท่ากับช่วงช่วงอ่ะ...หลุดกรงมาแน่แน่เลย
    ยืนล้อมใจเต็มเลย ใจเลยไม่กล้าจะสบตามอง
    กลัวโดนตบเหมือนกันนะคะนั่น

    ผู้คนเริ่มเข้ามาเบียดเยอะขึ้น....เยอะขึ้น...
    มือใจยังไม่หลุดจากเสาเหล็กตรงกลางขบวน
    แต่นับด้วยสายตาคร่าวๆ แล้ว เสานั้นมีมือจับอยู่เก้ามือ
    หรือง่าย ๆก็คือ มีคนจับอยู่ 9 คนนั่นเอง
    คนเยอะๆ ยังงี้ใครหันหลังพิงเสา แล้วให้คนเค้าเอามือต๊ะไว้ได้อย่างเดียว
    จะโดนสายตารุมประนามในทันที ก็พื้นที่ยิ่งแคบๆ ยังแอบยืนพิงอยู่ได้
    แต่ไม่ทันได้ว่าอะไรใคร ก็ถึงสถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ พอดี
    อิอิ...ที่เหลือไม่เล่าละ เหนื่อย ไปอาบน้ำ เตรียมนอนดีกว่า
    พรุ่งนี้จาไปพัทยาาาาาาาา....ทะเล ทะเล......เย้

     

    มีปล. สองข้อ

    1.ตอนที่นั่งพิมพ์ blog นี่เพลงต๊ะ กำลังดังมาอีกแระ เหนื่อยแทน...
    2.ก่อนออกจากสวนลุมฯ เจอลุงที่อายุน่าจะสักสี่สิบกว่าๆ
    เหมือนคนคนนั้นมาก....คนนั้นอ่ะ คนที่ไอม่วยและเอ๋ก็รู้ดีว่าใคร
    เลยไม่ทำอะไรเลย นั่งหยุด แอบมองลุงเค้าก่อน....
    พอแกหันมามอง ไอเราก็ต๊กกาจายยย
    เลยหันหลังวิ่งลงไปในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินละกัน 555
    เฮ่อ...ก็ได้แค่แอบมองล่ะน้อ...มองทั้งในจอและนอกจอ
    แวบเข้าแวบออก แต่ไม่ได้คุยกันซักกะที

    แม้วไปโตเกียว....

       

    ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกที่มีโอกาสประทับตราบนหน้าพาสสปอร์ตขนาด 32 หน้าซึ่งมีใจเป็นเจ้าของ
    แต่จำไม่ผิด...ใจไม่เคยได้เล่าเรื่องที่ไปเยือนที่นี่เลยสักครั้ง ... เอ๊ะ หรือว่าจำผิด....
    ช่างมันเหอะ ถึงเล่าแล้ว....ก็เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของฉัน ...
    เพราะฉันเป็นเจ้าของ blog นี่นา ...(เถียงไม่ได้ สมน้ำหน้า)
    จำได้ว่าตอนแรกที่หัวหน้าโทรฯ มาบอกว่าจะให้ไปดูงานที่ญี่ปุ่น
    ใจอยู่ในงานแถลงข่าวข้างนอกออฟฟิศ...แอบดีใจนิดนิด...
    (แค่โทรฯไปบอกวงตระกูลครบหมดเลยเท่านั้นเอง นิดเดียวจริงจริง ....)
    ที่จะได้ไปต่างประเทศเป็นหนแรกของชีวิต เพราะก่อนหน้านี้ที่ออฟฟิศเก่าเอาแต่ให้เดินทางในประเทศ
    จนไม่อยากจะเดินทางแล้ว...เห็นเครื่องบิน เหมือนเห็นชิงช้าสวรรค์
    มันเวียนหัวอยู่ตลอดเวลา บินกันจนเป็นว่าเล่นทุกเดือนเลยก็ว่าได้

    โตเกียวคือเป้าหมายของการเดินทางในหนนั้น ...
    ใจยังจำความรู้สึกของแม้วบินไปต่างประเทศหนนั้นได้ดี
    ตูไม่รู้จะยืน จะนั่ง หรือทำหน้ายังไงดี...
    เหมือนนางงามหรือเทพีที่ได้ยินประกาศชื่อตัวเอง
    ว่าได้รับสายสะพายและของขวัญรางวัลมากมายนั่นแหละ
    อารมณ์คงประมาณนั้น
    ใจไปดูงานที่ KDDI เป็นค่ายมือถือที่ใหญ่เป็นอันดับสองของญี่ปุ่น
    รองจากค่ายใหญ่สุดอย่าง NTT DOCOMO
    เค้าพาไปดูเทคโนโลยีสารพัด ทั้งการรายงานสภาพจราจรแบบเรียลไทม์ผ่านมือถือ
    ...บ้านเราตอนนี้ก็ยังไม่มี....
    มีรายการทีวีที่แพร่ภาพแบบสดๆ บนมือถือ....ที่ไม่ใช่ผ่าน GPRS .....
    พาไปดูบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์ติดตัวคน หมา และมือถือ
    เพื่อติดตามได้ว่าอยู่ที่ไหน..ระบุตำแหน่งผ่านดาวเทียม GPS
    เทคโนโลยีล้ำหน้า....แต่ว่าใจประทับใจโถส้วมมากกว่า...งงล่ะสิ


    ก็ในห้องนอนของใจ โรงแรมขนาด 4 ดาว
    ที่ชื่อคล้ายๆ กับอาบอบนวดบนถนนเพชรบุรีอ่ะ
    มีห้องน้ำ...และมีชักโครก....
    ที่แม้วอย่างใจไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน (เหมือนเป็นพรีเซ็นเตอร์อะไรสักอย่าง)
    วันที่ได้นั่งเป็นหนแรกนะคะ...รู้สึกว่ามันทำไมมันไม่มีที่กดละคะ....5555
    ก็นั่งอยู่ตั้งนาน นั่งมองหาตั้งนานว่าที่กดมันอยู่ไหน....
    พลางสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับที่กดอัตโนมัติ...
    อ้าาาาา ชักโครกมีรีโมทคอนโทรล...เลือกเอาจะกดปุ่มไหน กดให้มันชักโครก
    หรือว่าจะเลือกกดให้มันปล่อยน้ำล้างก้น.....
    โฮะโฮะ....อันนี้สำคัญ มีเลือกน้ำอุ่นกับน้ำเย็นด้วยนะท่าน
    สรุปว่าเช้านั้นเลยเสียเวลาไปกับเรียนรู้ใช้ชักโครกอยู่นานเลยทีเดียว....
    แต่เอาน่ะ คุ้มแระมาโตเกียวหนนี้
    อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้เทคโนโลยีบนโถส้วม ......
    เพราะตั้งแต่นั้นใจก็ยังไม่เจอส้วมแบบนี้ที่ไหนอีกเลยแฮะ

    อ้อ .... จำได้ว่าเค้าพาไปวัดอาสะกุสะ
    (สะกดยังงี้รึป่าวนะ?)
    ในวัดอ่ะมีกระถางธูปใหญ่เบ้อเร่อที่ตั้งอยู่ตรงกลางลานวัด
    มีคนบอกว่า ปัดควันธูปเข้าตัวจะโชคดี......
    แต่ขออภัยพี่ท่านเล่นมาบอกกันทีหลังที่ใจเข้าไปยืนมองกระถาง...
    ก็เห็นควันมันเยอะมาก เลยปัดออกไปไกลๆ ซะหน่อย
    เพราะว่าเข้ามามากไปน้ำหูน้ำตาไหลหมดแล้วเนี่ย
    ....มิน่าล่ะ...ไอคนข้างข้างมันก็ทำหน้าสงสัย
    ยัยนี่มันมาจากไหน ปัดเอาโชคดีไปไกลๆ ซะยังงั้น....
    ที่ใจยังไม่มีแฟนตอนนี้เพราะปัดควันธูปตอนที่ไปโตเกียวหรือเปล่านะ
    สงสัยจะเพราะควันธูปนั่นแน่ๆ เลย แหะแหะ

     

    ใจได้เห็นหิมะด้วยนะ....แต่ว่าเป็นหิมะที่มันหล่นไปอยู่ตรงพื้น
    เพราะมันหล่นตั้งแต่คืนก่อนหน้าที่ใจเดินทางไปถึงแล้ว
    ด้วยอารามตื่นเต้น เห็นหิมะ...
    อยากจะเอาใส่ขวด แล้วเอามาอวดแม่ที่บ้านเหมือนกันนะ
    แต่ประเมินสถานการณ์แล้ว ภาพพจน์ที่มีอยู่ (น้อยนิด)
    ก็ควรจะให้สิทธิ์มันได้อยู่ในที่ที่ของมันบ้าง ดีกว่าให้มันหายไปเสียหมด
    เมื่อเอาใส่ขวดไม่ได้ ใจเลยไปนั่งยองๆ อยู่ใกล้ ๆ หิมะ
    ให้พี่ๆ ที่ไปด้วยกันถ่ายภาพเป็นที่ระลึกให้
    เอารูปมาเปิดดูทีไร ก็นึกว่าใจนั่งทำท่าจะถ่ายท้อง
    แล้วมีกองน้ำแข็งอยู่ข้างข้างทุกที...ให้ตายเหอะ ....เฮ่อ.....

    วันสุดท้ายก่อนกลับ มีเวลาแวะพักหายใจกันครึ่งวัน
    คณะทัวร์พาเราไปปล่อยที่ย่านอากิฮาบาระ
    ย่านขายของใช้ไอทีเหมือนพันธุ์ทิพย์ไอทีมอล์
    ฟอร์จูน คลองถม และอะไรอีกมากมายรวมกัน
    แต่มันทันสมัยและใหญ่กว่ามากมาย
    ผู้หญิงเดินได้โดยที่ไม่โดนคนขายมองตาม
    ใจก็เดินไปเรื่อย วนๆ อยู่แถวนั้น
    พออยากจะข้ามไปฝั่งโน้นก็ยืนรอคนให้เยอะ ๆ
    แล้วแอบเดินตามเค้าเอา
    แต่พอหันมาดูคนเหล่านั้นที่ข้ามถนนมาด้วยกัน
    จะพบว่าเราน่ะกลัวโดนรถชนมาก
    ถึงขนาดวิ่งนำโด่งมาก่อนใครซะแล้วสิ
    วันนั้นได้แวะไปดูโคนันภาคญี่ปุ่นในร้านการ์ตูนญี่ปุ่น
    โอว้...ชีวิตนี้ดิชั้นเคยไปยืนในร้านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น ...
    ของแท้มาแล้วค่ะ ...วะฮะฮะฮ่า


    แวะซื้อนาฬิกาคาสิโอโคตระจะถูก....
    ซื้อของฝากให้กับหัวหน้า
    เป็นโค้กกระป๋องจากเซเว่น...
    ไม่ได้บอกเค้าจนถึงตอนนี้.....
    แต่ว่ามันหาซื้อที่ไหนไม่ได้หรอกมั้ง เป็นโค้กกระป๋อง
    ไม่ใช่สิ เป็นขวดและใช้วัสดุแบบกระป๋อง...ชักงง....
    ด้านนอกเพ้นท์ลายแฮรี่พอตเตอร์ที่กำลังจะออกฉายไปทั่วโลก
    กำลังดังเชียวตอนนั้น ...
    ตอนนั้นใจบ้ามาก เห็นเครื่องหยอดเหรียญกระป๋องที่ไหนไม่ได้
    เป็นต้องวิ่งโร่เข้าไปหา
    สรุปตอนท้ายต้องหอบกระป๋องน้ำทั้งหลายกลับมาเมืองไทย
    ทั้งสิ้นมากกว่า 10 กระป๋อง
    ตอนกลับมาถึงบ้านแล้วเปิดกระเป๋าดูก็ว่าทำไมกระเป๋ามันพองขนาดนี้...
    เพราะไอกระป๋องพวกนี้นี่เอง....

    เดินจนเมื่อย ก็เลยแวะไปนั่งในร้านราเม็ง..
    มาญี่ปุ่นได้เข้าร้านหนังสือแบบ 24 ชั่วโมง ร้านการ์ตูนญี่ปุ่น ร้าน 100 เยน
    เดินไปหอโตเกียว (แม้มันจะปิดไปแล้วก็ตามที) และก็เข้าไปดูเค้าเล่นปาจิงโกะกัน 
    ก็ไม่พลาดที่จะแวะกินราเม็งด้วย ....
    สั่งราเม็งเทมปุระไปหนึ่งชาม ....
    นึกว่ามันเอากะละมังมาใส่ให้กิน....
    คีบตะเกียบก็ไม่เป็น...(กระแดะบอกว่าลื่น)
    เลยเดินไปขอช้อน พนักงานมองหน้า
    แต่ก็รับปากว่าจะหามาให้...ใจก็นั่งรอจนราเม็งใจเกือบอืด
    เลยตัดสินใจใช้ตะเกียบหนีบกินไปพลางๆ เกือบหมดชามแล้วช้อนเพิ่งจะมา ...

    เลยเดาเอาว่า เค้าคงไปค้นหามันทั่วร้าน
    กว่าจะได้ช้อนมาให้เราหนึ่งคัน ....
    น่าสงสารวันหลังไปจะไม่ขอแล้ว แต่จะพกไปเองนะคะ จะได้ไม่ลำบากกันขนาดนี้

    เรื่องราวของใจในวันที่ไปต่างประเทศเป็นหนแรกก็เป็นเช่นนี้แล...แหะแหะ....

     

    ปล.ตอนหลังมา บก.ถามว่าไปไต้หวันมาเป็นไงมั่ง...555 ท่านนึกว่าให้ไปไต้หวันซะงั้น

    อุ๊ ฮุฮุ

    เมื่อวานเย็นไปซื้อน้ำปั่นร้านเดิมที่ร้านเครปปากซอย
    พี่เจ้าของร้านไม่อยู่ ปล่อยให้แม่แกอายุอานามคงเกษียณมานานน่าดูเฝ้าร้านแทน
    ใจบอกย่าให้ทำโกโก้เย็นไม่หวาน ไม่ใส่ชา ไม่เอาไข่มุกหนึ่งแก้ว
    เพราะว่าที่ปั่นร้านนี้ไปเที่ยวฝรั่งเศส...อีกแล้วครับท่าน...
    ย่าแกมองหน้าแล้วก็จัดการทำโกโก้ไม่หวานให้ทันที
    ตอนที่ยืนรอ ก็คุยโน่น คุยนี่ ชวนคุยไปเรื่อย
    จนไปเตะตาไอกาปุกที่อยู่ตรงหน้า
    ย่าคะ...นี่มันอะไรอ่ะ....หน้าตามันคล้ายๆ วุ้นแต่อยู่ในน้ำสีสันสวยงามมาก
    ย่าแกนิ่ง...เหมือนจะตอบ...แต่ก็บอกว่า...ย่าก็ไม่รู้เหมือนกัน
    เอ้า....ซะยังงั้น หมดกัน เลยสงสัยไม่หาย
    วันนี้ว่าจะแวะไปถามพี่เจ้าของร้านอีกรอบ
    ไม่งั้นคงนอนไม่หลับ
     
    พอผ่านการชงโกโก้เรียบร้อย
    ย่าแกก็เอาแก้วไปใส่ในเครื่องปิดพลาสติกซีล
    เสร็จแล้วแกก็เอาหลอดใหญ่เบ้อเร่อ ใหญ่ชนิดที่ว่าหากเอาไข่มุกใส่เข้าไป
    แล้วดูดหนึ่งที ไข่มุกจะหลุดเข้าคอ ออกไปอยู่ที่รูจมูกก็เป็นได้
    แกง้างมือแระ...แต่ก็คงนึกได้...หันชำเลืองมาที่ใจ ไม่เปล่งเสียงอันใด
    ใจก็เดาเอาว่า ย่าแกคงจะถามว่า จะเจาะไหม..ละมั้ง
    ก็เลยบอก...เจาะเลยย่า
    ....โชะ....เจาะไปละ....ย่านะย่า วันหลังย่าต้องศึกษาข้อมูลนิดนึงนะ
    ลูกค้าจะได้ไม่งง ...แค่โกโก้ชงเนี่ย หนูงงไปหลายวันเลยนะเนี่ย
     
     
    เช้าวันนี้ ลงไปหาอะไรกิน
    และก็พบว่าไม่มีอะไรให้กินมากนักอีกตามเคย
    ก๋วยเตี๋ยวไก่เพื่อนยาก เลยไม่ต้องรอลุ้นให้จับสลากจากใจ
    เดินเข้าไปในร้าน...ป้าเส้นหมี่น้ำถุงนึง...
    และก็บอกป้าว่า ...ไม่เอาไก่ค่ะ ...
    ป้ามองหน้า ไม่เอาไก่แล้วเอาไร ก็ป้าขายก๋วยเตี๋ยวไก่
    หนูก็เอาแค่เส้นหมี่ มะระกะผักอ่ะป้า อ้อ ผงชูรสก็ม้ะใส่นะป้า...
    ป้าถามว่าทำไมไม่เอาไก่
    มันไม่มีไรหรอกป้า...ไก่ป้าเหนียว (เป็นบ้า)...ติดฟัน...555
     
    พูดถึงก๋วยเตี๋ยวไก่ไม่เอาไก่
    ก็อดนึกถึงไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านข้างๆ บ้านพระอาทิตย์ไม่ได้
    ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อโส่ย
    พี่ๆ เค้าบอกว่าร้านนี้ดังมาก
    แขกไปใครมาแถวนี้ก็แวะไปกินทุกที
    ไม่ต่างอะไรกับร้านมะตะบะโรตีที่อยู่ข้างๆ ที่เป็นร้านพระเอกของถนนเส้นนี้
    วันที่ใจไปทำงานที่นี่วันแรก...
    เดินเข้าไปนั่งในร้านโส่ยซึ่งขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อ
    "พี่ก๋วยเตี๋ยวหมูชามนึง"
    ลูกชายเจ้าของร้านหน้าตาหล่อเหลา
    (เขาบอกว่ามีภรรยาแระ เสียดายแฮะ)
    ยืนเท้าสะเอวมองหน้า....ร้านนี้ขายแต่เนื้อ...
    โอว้ จอ์หน คิดไม่ออก บอกไม่ถูก เหมือนโดนเอามีดมาจ่อจะกกหู
    ก็ลืมดูป้ายอ้ะ นึกว่าขายก๋วยเตี๋ยวหมู
    ซวยแระตู....เอ่อ .....อ่า.....ม้ะกินเนื้อซะด้วย
    เอ่อ...อ่า....อืม....เอาอารายดี.....
    จนสุดหล่อทักว่า....เอาผัดกาเพราหมูม้ะ ทำให้
    ก็ได้ค่ะ..ตอบไปงั้นแหละ เข้ามาแล้วนี่ทำไงได้
    ทีแรกนึกว่าประชด แต่ไม่กี่นาทีต่อมา ผัดกระเพราหมูก็มาอยู่ตรงหน้าอ่ะ
    สรุปวันนั้นเลยได้กินผัดกระเพราหมูไข่ดาวในร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ
    ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา..ก็ม้ะเคยได้เข้าร้านนั้นอีกเลย...
    เดินผ่านเลยไปซื้อกล้วยปิ้งที่อยู่ถัดไปเท่านั้นเอง...

    อยากถอดฟันเหล็ก

     
     
    เมื่อวานรุ่นพี่นักข่าวที่เครือโพสต์
    บอกข่าวว่าจะร่วมเดินทางไปงานที่ฮ่องกงด้วยเหมือนกัน
    ในหยุดวันพ่อที่จะถึงนี้...เพื่อร่วมชมงานแสดงเทคโนโลยีการสื่อสาร
    เพียงแต่ว่าวันที่แกไป เป็นวันที่ใจกลับพอดี
    หมายถึงว่า ใจไปก่อนพี่เค้าสองวัน และก็กลับวันที่เค้าไปนั่นแหละ
    แอบอิจฉาอยู่นิดนิด ที่หมายกำหนดการณ์ของเค้า
    มีพาไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ฮ่องกงแทรกอยู่ในนั้นด้วย
    ขณะที่ใจก็อาจจะต้องใช้เครื่องทำออกซิเจนหรือยาดมเข้าช่วย
    ไม่ให้มึนจากตารางการทำงานที่แน่นเอี๊ยด....
     
    หลังจากที่ทักทายเรื่องกำหนดการณ์ไปฮ่องกงเสร็จสิ้น
    พี่ท่านก็ยิ้ม และบอกว่า...เนี่ยชั้นจะเอาฟันเหล็กออกแล้วนะเดือนหน้า
    อ้าาาาา ดีใจแทนจังเลยอ้ะ
    รู้สึกว่า ...วันเอาเหล็กออก เป็นวันที่รอคอยมานานแสนนานมากๆ เลยล่ะ
    เคยเห็นแต่เพื่อนๆ ดัดฟันกัน
    พอเราคิดดัดมั่ง ก็เพิ่งจะมาเข้าใจ เห็นใจเพื่อนอย่างสุดซึ่งก็หนนี้

    ใจดัดฟันวันแรก...หมายถึงใส่เครื่องมือบนฟันวันแรกก็เมื่อวันที่ 7
    เดือนมิถุนายน ปีที่ผ่านมา
    นับจนถึงวันนี้ก็กินเวลาการดัดฟันไปแล้วทั้งสิ้น 1 ปีกับอีก 5 เดือน
    ไม่มีวันไหนที่ไม่ผิดนัดหมอ
    หมายถึงว่านัดเปลี่ยนลวดประจำเดือนทีไร
    ใจก็เป็นต้องผิดนัดมันทุกเดือน
    เลื่อนเข้า เลื่อนออก แล้วแต่ฤกษ์สะดวกของตัวเอง

    มีคนถามว่าทำไมต้องดัดฟัน
    ชั้นก็เห็นฟันแกสวยดี
    ฟันสวย แต่ไม่เรียง
    ฟันเขี้ยวที่ทะลึ่งเพิ่งจะขึ้นตอนปีสี่
    ดันเบียดฟันหน้าทั้งแผงเหยิน
    จนหากแข่งวิ่ง
    ฟันใจคงเข้าเส้นชัยก่อนอวัยวะอื่นแน่ๆ

    ตอนปีสี่  ใจเกิดอาการคันที่เหงือกยิกยิกเลยอ่ะ
    ไม่รู้เป็นอะไร เลยไปหาหมอฟันในมหาลัยนั่นแหละ
    หมอให้นอนบนเตียงแล้วก็ให้ยิงฟัน
    หลังจากนั้นก็หัวเราะซะเสียงดัง แล้วก็บอกว่า
    ฟันแท้เพิ่งจะขึ้น...เพราะฟันน้ำนมคงหลุดช้ากว่ากำหนด
    โคะ....ก็เพิ่งจะเคยได้ยิน

    ไอตรงที่มันขึ้นอ่ะ มันเคยว่างๆ อยู่ และก็โดนล้อเสมอว่าเป็นคนฟันหรอ
    แต่พอมันได้ขึ้น มันก็กลายเป็นเขี้ยวที่ไปเบียดชาวบ้านเค้าซะยังงั้น
    ใจเลยต้องถอนฟันบนออกไปสองซี่ ไม่รวมกับอุดฟัน ทำฟันทั้งหมดในปาก
    ก่อนหมอจะใส่หมุดบนเนื้อฟันและสอดลวดขนาดที่ต่างกันในแต่ละเดือน
    เพื่อดึงฟันให้ขยับเข้าที่เข้าทาง
    วันก่อนถามหมอว่า เมื่อไรจะถอดได้เสียที
    หมอบอกว่า ...น่าจะอีกสักเกือบปีเห็นจะได้
    เพราะตอนนี้ยังดึงไปไม่ถึงไหนเลย...
    อยากเอามันออกไปจากปากแล้วอ่ะ....
    เวลากินของแข็งๆ ก็หมดสิ้น เพราะงับไม่ได้
    เค้าถามว่าทำไมงับไม่ได้ ก็เพราะว่าลวดมันรั้งฟันเอาไว้
    ทำให้ไม่มีแรงจะงับน่ะ

    แล้วถามว่าทำไมเคี้ยวไม่ได้ ก็เพราะว่ามันไม่มีแรงอีกนั่นแหละ
    ถามว่าทำไมกินไม่ได้...เพราะบางทีมันก็ติดฟันอ่ะ
    การแปรงฟันหลังกินอาหารทุกครั้งจึงเป็นมาตรฐานของการปฏิบัติของใจมาตลอด
    ในถุงใส่เครื่องสำอางติดกระเป๋ามักมีแปรงฟันกับยาสีฟันในนั้นเสมอ
    หากว่าถึงเวลาถอด...แล้วมันไม่สวยขึ้น...คงช้ำใจน่าดูชม
    ก็รอมาตั้งนาน อดทนมาตั้งหลายปี...ก็เพื่อให้ถึงวันที่จะคนอื่นได้บ้างว่า
    เดือนหน้า...ใจจะถอดฟันเหล็กแล้วน้าาาาาาา.....

    "Who Done It"

     

     
    This s a story of four people named Everybody,
    Somebody, Anybody, And Nobody.
    There was an important job to be done
    and Everybody was sure that
    Somebody would do it.
    Anybody could have done it,
    but Nobody did it.
    Somebody got angry about that
    because it was Everybody's job.
    Everybody thought Anybody could do it,
    but Nobody realized that Everybody wouldn't do it.
    It ended up that Everybody blamed Somebody
    when Nobody did what Anybody could have done. 
     
     
     
    I will always encourage you to fight. And always stand by your side.
    Keep on ....don't give up, your dream is not too far. Don't be hopeless.
    11/22/2006

    เหงา คิดถึง รอ

    เธอจากไป พร้อมกับใจที่มันว่างเปล่า
    จะทนความเหงากับความปวดร้าวที่มีในใจได้อย่างไร
    ก็ยังรักเธออยู่ ยังรักเธออยู่ ฉันรักเธออยู่ ได้ยินไหม
    อยากจะบอกให้เธอ โปรดจงรู้ไว้ว่าใจฉันมีแต่เธอ

    ก็เคยรักเคยห่วง เคยเอาใจใส่
    เคยทำฉันหลงแทบบ้า
    ไม่รู้จริงๆ ที่ให้กันมา
    แค่เพียงมารยาหลอกใช้กัน

    แต่ฉันยัง....คิดถึงเธอจวนจะบ้าตาย
    คิดถึงจน.... หัวใจสลาย
    คิดถึงเธอ....กินนอนไม่ได้
    ยอดดวงใจโปรดจงกลับมาหา.....ดังเดิม

    แต่ฉันยัง....คิดถึงเธอจวนจะบ้าตาย
    คิดถึงจน....หัวใจสลาย
    คิดถึงเธอ....กินนอนไม่ได้
    ยอดดวงใจโปรดจงกลับมา

    คิดถึงเธอ.....จวนจะบ้าตาย
    คิดถึงจน... หัวใจสลาย
    คิดถึงเธอ....กินนอนไม่ได้
    ยอดดวงใจโปรดจงกลับมาหา.....ดังเดิม

    เธอจากไป พร้อมกับใจที่มันว่างเปล่า
    จะทนความเหงากับความปวดร้าวที่มีในใจได้อย่างไร
    ก็ยังรักเธออยู่ ยังรักเธออยู่ ฉันรักเธออยู่ได้ยินไหม
    อยากจะบอกให้เธอ โปรดจงรู้ไว้ว่าใจฉันรอแต่เธอ .....คนเดียว

    11/20/2006

    สัพเพเหระเหมือนชื่อหมวดหมู่...

     
    เอาแต่สนใจ...ใครบางคนใน list เสียนาน
    จนลืมไปว่าต้นไม้ที่อยู่บนเคสคอมในที่ทำงาน
    มันไม่ได้รับน้ำมาเสียนานเท่าไรแล้ว....
    วันนี้เลยถือโอกาสพามันไปสูดอากาศหายใจ
    อาบน้ำ แต่งตัว เอาสิ่งมัวหมองออกไปจากบ้านของมัน
    หลังจากนั้นก็เติมน้ำเข้าไป
    ยกมันมาไว้ที่เดิมของมัน
    พี่นั่งใกล้ๆ บอกว่าไม่เป็นไรต่อไปนี้พี่จะช่วยดูแลมันให้
    น้ำตาจะไหล ซึ้งใจยังมีคนรักที่มันเหมือนกับใจ
    วันนี้อากาศมันหนาว เพราะว่าฝนเทหล่นลงมาเสียตั้งนาน
    แม่ค้าร้านน้ำบอกว่าพยากรณ์อากาศบอกว่ามันจะตกวันนี้
    ใจก็ว่ามันคงได้ที่แล้วละ ม้ะคืนทำเอาใจร้อนแทบหายใจไม่ออก
    ร้อนชนิดว่าหากตับมันพูดได้มันจะบอกว่ามันแลบลิ้นอยู่เป็นแน่
    (แหะแหะ แปลได้ว่า ตับแลบอ่ะ ฮาป้ะเนี่ย??)
     
    หลังจากนั้นก็ยกหูหารุ่นน้องชมรมนักข่าว...
    บอกว่าอยากไปร่วมอ่านหนังสือให้คนพิการทางสายตาฟัง
    เค้ารับสมัครคนไปช่วยกันอ่านออกเสียงแล้วอัดไว้ให้คนเหล่านั้นได้ฟังในวันหลัง
    น้องนุ่นบอกว่า พี่ช่วยหาบทความที่เป็นประโยชน์ติดตัวมาด้วย
    แล้วช่วยจองวันที่พี่สะดวกมาละกัน
    ใจเลือกวันจันทร์เย็น และขอเป็นอีกสักวัน หากว่าคิวของคนอื่นไม่เต็มเสียก่อน
    แต่เรื่องบทความก็ยังนึกไม่ออกจะอ่านเรื่องอะไร ...เดี๋ยวไว้ไปหาที่บ้าน
    น่าเสียดายมีแคมป์อบรมภาษาอังกฤษของชมรมที่ต่างจังหวัดด้วย
    แต่ใจต้องอดไป เพราะติดงานแต่งงานของรุ่นพี่นักข่าวที่เนชั่นฯ
    ที่เจ้าสาวสุดน่ารักมีเจ้าบ่าวเป็นชาวต่างประเทศ
    สาวโสด 5 ชีวิตที่ได้รับเชิญ ประกอบไปด้วยพี่โอ๊ะ พี่เอ มินท์ และพี่จิ๋ม
     ..อ้ะ รวมใจเข้าไปด้วย
    จะร่วมเดินทางไปงานในวันหยุดที่จะถึงนี้
    เป็นเวลา 1 ทิวา กะอีก 2 วันที่พัทยาเจ้าค่ะ
    งานนี้ไม่สุขและหนุกอย่างเดียว แต่มีฮา...รับรองชัวร์
     
    บ่ายๆ ต้อมเดิมมาหา...อ้ะ น้ำค้าง...
    พลางยื่นบัตรอะไรสักอย่างสีม่วงๆ บางๆ มาให้
    ใจรับมาดู....นี่บัตรยื้มมหนังสือห้องสมุดป่าวนะเนี่ย
    555 ม้ะใช่หรอก เป็นบัตรประจำตัวสื่อมวลชน
    ด้านในเป็นรูปใจสมัยผมยาวๆหน้าตาหล่อเหลาไม่เบาเลยนะเราเนี่ย...
    ด้านล่างมีตัวหนังสือคัดด้วยลายมือ...ไม่สิ...คัดไทยเลยแหละ
    อีกหน้าเป็นข้อปฏิบัติบอกว่าใช้ได้เฉพาะตัว...(ตัวไรไม่รู้)
    สิ้นอายุก็ให้ต่อใหม่....ห้ามแก้ไขและขีดฆ่า
    ให้ใช้ตามระเบียบเงื่อนไขของกรม....แต่ไม่ได้แนบระเบียบมาด้วย
    ใจเลยไม่รู้ว่าใช้ได้ยังไงบ้าง
    อีกหน้าเป็นตารางว่างๆ บอกสถานะของการต่ออายุ
    หากว่าเป็นการต่อแบบปีต่อปี แล้วนับช่องที่มีช่องละหนึ่งปี
    สรุป ใจต้องถือบัตรยืมหนังสืออันนี้ไปถึง 10 ปีเลยทีเดียวล่ะ
    มันจะยุ่ยก่อนป่าวนะ...
     

    ฝันเห็นหนอน

    เมื่อคืน...ใจนอนสามทุ่มครึ่ง
    ต้องจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์...
    ก็มันง่วงนอน ง่วงเสียจนหัวสมองมันคิดอะไรไม่ออก
    แต่ก็ยังมีคนอุตส่าห์โทรฯมาปลุกตอนสี่ทุ่มครึ่ง
    มือหยิบโทรศัพท์มารับ และก็บอกไปว่า...ง่วงมาก...
    และก็จำอะไรไม่ได้ต่อไปละว่า แต่ตอนนี้ยังจำได้ว่า...ใครโทรมาหา...
    นอนอุตลุต มาตื่นอีกทีก็เกือบแปดโมงเช้า
    หลังจากล้างหน้า แปรงฟัน รดน้ำต้นไม้ เป็นที่เรียบร้อย
    ก็มานั่งเปิด google หาอะไรประเทืองสมองทำตั้งแต่เช้า
    เป็นเพราะว่าข้าเจ้าฝันเห็น "หนอน"
    นับเป็นการฝันหนแรกในรอบหลายเดือนนี้ที่ผ่านมา
    ปกติจะนอนแบบว่า...ม้วนเดียวจบไม่มีฝันอะไร....
    แต่นี่ฝันได้เป็นเรื่องเป็นราว ฝันยาวเอะอะอะไรก็เจอแต่หนอน...
    พอตื่นนอนเลยก้มลงดูหมอน มีหนอนติดอยู่บ้างหรือเปล่า?
    มันมีคนเอาลำใยมาให้กิน ...(กำลังคิดว่าตัวเองคงอยากกินลำใยเอาเสียมากมาก)
    แกะเม็ดไหนก็มีแต่หนอนตัวเล็กอยู่ในเนื้อลำใย
    แกะเม็ดต่อไปก็เจอหนอนอีกตัวมันอยู่ในนั้น
    แกะเม็ดที่สามก็ยังเจออีก (ใจจะได้กินไหมเนี่ย??)
    สุดท้าย....แกะจนเหนื่อยก็ยังไม่ได้กินลำใย เพราะสรุปมันก็มีแต่หนอน
    ตะกี้ไปเปิดดูใน google มีคนมา post กาทู้เอาไว้ว่า
    หากท่านฝันเห็นหนอน  ธุรกิจการค้าขายของท่านจะเจริญก้าวหน้า
    มีกำไรมากขึ้น หรือไม่ก็มีลาภจากการเสี่ยงทาย
    ....อะโห.....หึหึ ....เหอะเหอะ....แสดงว่าฝันเห็นหนอนนี่เป็นฝันดีสินะ
    แต่ว่ามันจะดีอย่างที่เค้าว่ารึป่าว เดี๋ยวงวดนี้มาพิสูจน์กัน 555
    อ้ะ...หรือเป็นเพราะพี่ปุ๊กแซวนะว่ามีหนอนอยู่บนหัวถึงได้ไปตัดผม
    ใจเลยเก็บเอามาฝันซะขนาดนี้...เง้ออออง...เก้าอี้จะโดนเรื่อยไหมเนี่ย
    11/19/2006

    เรื่องของส้มตำ และโปรโมชั่นแห่งปี

     
     
    นั่งทั้งวันยังไม่รู้จะอัพ blog เรื่องอะไรดี
    ก็มีกิจกรรมที่เกิดขึ้นไม่กี่อย่างในวันนี้...
    ล้างหน้า แปรงฟัน ดูทีวี เล่นเน็ต และฟังเพลง
     
    อ้ะ เออ..นึกออกแล้ว ตอนบ่ายไงตอนบ่าย
    ตอนบ่ายหลังจากลากสังขารร่างกายให้ตื่นได้
    ก็ตัดสินใจซักผ้าในตะกร้า
    ลงไปหาส้มตำทาน
    ร้านประจำเค้าจำได้ ส้มตำไทยไม่ใส่กุ้งไม่โขลกถั่วไม่ใส่ชูรส...
    ระหว่างรอแกกำลังสับมะลอกอ ก็เลยขอยืนคุยกับแกเอาความรู้
    วันนี้ได้ความรู้เรื่องมะละกอที่แกใช้ใส่ส้มตำ
    แกบอกว่าวันนึงใช้สองถุง ถุงละ 1 โหล โหลละ 10 โล
    หากขายไม่ได้ 20 โลหรือ 2 โหลจะไม่ได้กำไร..
    ตอบจบพี่ผู้ชายหันมายิ้มให้...
    ยืนสัมภาษณ์นี่จะไปเปิดขายส้มตำหรือไงครับ...ซะงั้น
     
    แกบอกว่าแกจำได้เมื่อวันก่อนใจแอบถามเรื่องปลาร้าแกไป
    ไปยืนใกล้กระป๋องปลาร้าเกือบเป็นลมตาย...
    กลิ่นมันใช้ได้....ใช้ได้....แรงใช้ได้จริงจริง
    ยืนไป ดมไป ถามไป แกบอกที่ร้านมีปลาร้าสองแบบ

    แบบที่หนึ่งเป็นแบบที่ผ่านการต้มเคี่ยวจนเหนียวข้นไม่มีเป็นเนื้อปนแต่อย่างใด
    แบบที่สองเหนียวข้นไม่เท่า แต่มองแล้วเห็นปลาเป็นตัวเป็นตน
    เป็นต่อนและไม่ผ่านความร้อน
    ถามแกแบบไหนหมดไปก่อนในแต่ละวัน
    แกบอกแบบที่หนึ่งครึ่งกระป๋องจะหมดในหนึ่งวัน
    และแบบที่สองนานๆ จะหายไปจากกระป๋องสักที
    มักเป็นที่นิยมสำหรับคนอีสานมากกว่าคนทั่วไป
    ใจยังแอบถามแกวันไหนขายดีระหว่างแดดดีกับฝนตก
    แกยกตัวอย่างหนาวๆ คนก็อยากกินร้อนๆ
    ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยวใส่น้ำร้อนก็มักขายดีกว่า
    ขณะที่ส้มตำของแกแดดเปรี้ยงเมื่อไรขายดีเมื่อนั้น
    คนมันอยากกินอะไรเผ็ดร้อนปนแซ่บ...พูดแล้วแกก็แลบลิ้นน้ำลายเกือบไหล....
     
    เย็นแล้วไอเอ๋กะไอทีมันมากวน
    ชักชวนออกไปกินพสุทากัมปนาท...ฉลองวันเกิดให้เอ๋มัน
    ใจดันอ่านเป็นพุทรากัมปนาท
    โดนไอเอ๋เด็กเอกไทยหันมาหัวเราะทักทายไปหลายหน
    ก็แค่คนมันแก่ ตาไม่ดี ...แต่นิสัยดีน่าาา อันนี้รับรอง
    อ่านมาถึงตรงนี้ อยากรู้อ่ะดี๊...
    พสุทากัมปนาทที่ว่ามันคืออะไร...ไม่บอก ปล่อยให้งง...
    แต่สาวกไอติมคงรู้ดี...งานนี้ไอม่วยช่วยตอบได้
     
    หลังจากนั้นก็แยกจากมันไปหาตามนัดกับใครบางคน....
    นั่งรถไฟใต้ดินไปที่หมาย นั่งกินกันจนอิ่มก็กลับบ้าน
    ผ่านจัสโก้ห้างประจำ...เลยแวะไปหาอะไรใส่ตู้เย็นไว้กินพรุ่งนี้
    เดินเลอะฝั่งที่ขายผลไม้ไปที่ด้านในขายอาหาร
    ต้องผ่านพนักงานสาวสวยกำลังช่วยกันออกเสียง
    เรียกคนเข้ามาซื้อยาสระผมยี่ห้อหนึ่งไม่ประสงค์จะออกนาม
    โปรโมชั่นใหม่วันนี้คุณพี่คะ คุณน้องขายเป็นแพ็กไม่แยกกันขาย
    ทั้งแชมพู ครีมนวดและซูเปอร์ครีมนวด ใช้มันสามขวดผมจะสวยงามมาก
    ที่สำคัญ....ซื้อตอนนี้....ได้ของกำนัล....ในทันที
    เป็นการสระผมและไดร์ฟรีทันที...ที่นี่เลย
    โอ้.....พระเจ้าจอห์น...ก็นี่มันตรงที่ขายแชมพู
    หากตูซื้อของของมัน มันก็จะให้สระผมตรงกลางลาน
    นั่งเป่าผม ไดร์ผมเสียนานตรงนี้เลยอ่ะนะ

    หึหึ ช่างคิดช่างทำ มีแอบทำให้ลุ้นด้วย....เหลือหัวสุดท้ายแล้ว
    ไม่ซื้อไม่ได้แล้ว เพราะว่าจะปิดให้บริการแล้ว
    ซื้อแล้วมาสระเลย...ผมสลวยสวยงาม ...เร่กันเข้ามา...
    555 โปรโมชั่นโดนใจใจจริงจริง ยกให้เลยค่ะ ...รางวัลโปรโมชั่นแห่งปี
    11/18/2006

    อิ่ม....จุก

     
    หลังจากนัดหมายกันเมื่อช่วงบ่าย
    ไอไฝมันว่าง และใจก็ไหว้วานไม่ให้ไอม่วยกลับบ้าน
    พวกเรา..ที่รักสามคนเลยพากันไปกินโออิชิที่ปากซอย
    ไอไฝมันกินอะไรไม่รู้ตั้งมากมาย
    จนผู้ชายโต๊ะข้างข้างนั่งมอง..มอง...และก็มอง
    ในใจคงแอบคิดว่าไอพวกนี้ไปอดอยากกันมาจากไหน
    หรือไม่มันต้องไม่เคยกินอาหารญี่ปุ่นแหงมแหงม
    เพราะเฉพาะตรงหน้าไอไฝมีอาหารชนิดที่มากมาย...
    มากมายและก็มากมาย
    ไม่ว่าจะเป็น แคลิฟอร์เนีย,พิซซ่าญี่ปุ่น,ผักขมอบชีส

    ทาโกะยากิ,ปลาหมึก,เนื้อ,ไข่ตุ๋น,ซาลาเปาไส้หมูแดง
    ปลาแซลมอน,ข้าวราดแกงกะหรี่ไก่ทอด ฯลฯ
    ส่วนไอม่วยกินจึ๋งนึง แถมยังพึ่งไอไฝให้เก็บรายละเอียดอีกตะหาก
    แต่ลาภปากของม่วยมันละ ได้กินไอติมสมใจมัน...
    ไม่รู้ชาติที่แล้วไปทำกรรมอะไรไว้....
    ชาตินี้มันเลยมาชดใช้กรรมด้วยการกินไอติมมากมายเช่นนี้
    ส่วนใจกินแค่ไม่กี่อย่าง...หอยตลับผัดน้ำมันหอยสองจาน
    ผัดผักบุ้ง, เทมปูระกุ้ง,ซูปมิโซะ,กิมจิ,ผักผัดเนย,ซาลาเปาไส้ครีม
    ไอติม,แก้วมังกร และอะไรอีกไม่รุ..จำม้ะได้
    ที่น่าตกใจ..วันนี้เป็นหนแรก
    ที่ทั้งม่วยและใจได้ยินไอไฝมันพูดคำว่า "อิ่ม"
    ไอไฝพูดคำว่า "อิ่ม" เป็นสิ่งอัศจรรย์ที่สุดในรอบ 10 ปีที่คบกับมันมา
    หันไปมองหน้าไอม่วย...แกเคยได้ยินไหม
    ไอมวยบอก...ไม่เคย...นี่เพิ่งจะเคยก็หนนี้...
    โออิชินี่ก็เก่ง...ทำไอไฝเพื่อนเทคอิ่มได้...ใช้ได้ใช้ได้

     

    ด้านมืดของพระจันทร์


    ในค่ำคืนดวงจันทร์ถักทอ
    ฉายแสงด้านหนึ่งจากฟ้า
    แสงจันทร์ด้านนั้นที่เธอใฝ่หา
    สวยจับ....ใจเธอ

    มองกลับกันที่ฉันอยู่นี้
    เป็นเพียงด้านหนึ่งข้างหลัง
    ไร้แสงมืดมิดเธอไม่เห็นฉัน
    เฝ้าอยู่....อย่างเดียวดาย
    อีกฝั่งหนึ่งของพระจันทร์

    ...ฉันคนที่เหงาอยู่ตรงนี้
    เธอคงไม่รู้ว่ามีฉัน
    เธอได้แต่เห็นฝั่งแสงจันทร์
    ฉันแค่ด้านมืดของจันทร์ลางลาง

    ...ฉันคนที่เหงาอยู่ตรงนี้
    ฉันอยู่ตรงนี้อย่างเหน็บหนาว
    ได้แต่อ้างว้างปวดร้าวในใจ
    ที่เธอไม่เคยเห็นเลย

    ... ด้านมืดแห่งจันทร์....

    ไอไฝ...เพื่อนใคร??



    วันนี้ไอคำไฝ....เพื่อนเทคสมัยมหาลัย
    เพื่อนไอม่วยด้วยในเวลาเดียวกัน
    มันถามใจว่า..เฮ้ยย...ไอเผือกเน็ตแกเร็วป่าวฟะ
    ใจก็ตอบว่า..พอไหว แค่ 256 k
    โม้ไปงั้นก็มาตรฐานต่ำสุดของ ADSL แระ
    มันบอก ...ตุ๋ย...ทำเป็นมาโม้
    นึกว่าความเร็วยังกะไอพ่นที่ 1 กิ๊ก
    ป๊าดโธ่....แกจะเอาไปทำไมฟะไอไฝ
    เน็ต 1 กิ๊ก เอาไว้โหลดบ้านพร้อมที่ดินมานอนรึไง
    บ้านที่ไหนติดเน็ต 1 กิ๊กหากไม่ใช่บ้านของบิล เก็ตส์
    ชั้นเห็นเค้าเอาไว้ใช้ในองค์กรตะหากไอ 1 กิ๊กเนี่ย
    คนให้บริการเค้าก็ให้บ้านแต่ละหลังใช้มากสุด
    ก็คงที่ 4 เมกเองละมั้ง...ยังไม่เห็นมันให้ใช้เลยเน็ต 1 กิ๊กของแก
    แต่ชั้นรู้หรอก...แกจะถามไปทำไมไอเน็ตเร็วๆ เนี่ย
    หึหึ...จะเรี่ยไรให้ชั้นดาวน์โหลดอะไรให้ล่ะสิ
    ไม่มีทางซะล่ะ ...ฝันไปเพื่อน...เตือนไว้ก่อนชั้นผู้หญิงเฟ้ยย


    พูดถึงไอไฝ...จริงจริงมันชื่อบอล
    แต่พี่ตั้งชื่อให้มันดันคล้องจองกับไฝบนใบหน้า
    ดูไปดูมาเหมือนเด๋อ ดอกสะเดา
    ตั้งแต่รู้จักมันมา ...ทุกคนลงความเห็นว่า
    ไอนี่เป็นเพื่อนที่บ้าที่สุดในก๊วน
    มันบ้าบอลสมชื่อเล่น (จริงๆ) ของมัน
    สมัยเรียนเพื่อนผู้ชาย
    มันซื้อขายตัว (นักเตะในเกม CM)
    ใจเห็นมันซื้อกันเป็นเรื่องเป็นราว
    แต่ละวันพวกมันยกกองไปนั่งในห้องคอมฯ
    คลิกๆ เลือกตัวนักบอลที่พวกมันซื้อ แล้วก็นั่งรอ...
    สักพักพวกมันก็เฮ....เท่ห์ตรงไหน....เกมที่มันนั่งรอให้คอมฯเล่นเอง
    ชั้นว่าชั้นเล่น mIRC ประเทืองปัญญากว่ากันเยอะเลย
    ทุกวันก่อนเข้าเรียน พวกมันจะเวียนกันซื้อซ็อกเกอร์
    หมุนกันอ่านจนเปื่อยยุ่ย
    และมีไอไฝเป็นพวกขี้คุย
    ถือสมุดเล่มยุ่ยๆ (เช่นกัน) ของมันคอยเขียนข่าวการเล่นเกม CM
    ใครเลือกตัวดีไม่ดี ผลแข่งใน CM เป็นยังไง
    มันเขียนเอาไว้ในสมุด และหมุนให้กันอ่านเวลานั่งเรียน
    เรียกได้ว่ามันเซียนทุกขุมขนบนเกม CM


    มันชอบ...เก็บของเหลือ....
    ข้าวทุกจานอาหารทุกมื้อ ไม่เคยหลุดจากมือของมัน
    เพื่อนกินเหลือ...มันเก็บรายละเอียด
    แล้วก็บอกว่า..เอ้ยย..เด๋วตูจัดการเอง
    จนถึงทุกวันนี้กินข้าวเหลือ...จะนึกถึงหน้ามันขึ้นมาทุกที...


    มันเป็นปู่มหาลัย.....ไม่มีใครในเอกที่ไม่รู้จักมัน
    ตั้งแต่เด็กรุ่นหลังอีก 5 รุ่นไปจนถึงอาจารย์ทั้งภาควิชา
    มันเรียนปริญญาโท 5 ปี
    ทุกวันนี้มันจบมา...แต่เพื่อนพบหน้ายังถามมันว่า
    "แกจบรึยังฟะ??"
    เวลานึกใครในเอกไม่ออก
    ทั้งชื่อจริงที่พ่อแม่ตั้งหรือชื่อที่พี่ในเอกเรียก
    ถามมัน...มันบอกได้ทุกครั้ง...โคตรความจำดี
    เรื่องยังงี้อ่ะจำแม่น...


    เมื่อหลายเดือนก่อน...มันบอกไอม่วยกับใจว่า
    หากว่าอายุ 40 ปีแล้วพวกแกยังไม่มีใครให้แต่งงาน
    หรือว่ายังไม่มีคนมาให้รังควานหัวใจ
    ชั้นจะไปขอพวกแกแต่งงานนะ
    คนใดคนหนึ่งนั่นแหละ เพราะชั้นไม่อยากจะไปเรียนรู้ใครละ
    พวกแกนั่นละ ชั้นรู้จักดี.....
    และก็เริ่มเปลี่ยนวลีจากม่วยกับเผือกมาเป็น....ที่รัก....แทน
    ตอนนี้ไอม่วยสปีดเต็มที่เพราะคงกลัวได้เป็นที่รักไอไฝจริงจริง
    ไอม่วยแกทิ้งชั้นได้ไง...ชั้นยังไม่มีใคร...40 แล้วชั้นจะหนีมันได้ไหมฟะเนี่ย
    วันก่อนพูดไม่เข้าหู....มันบอกชั้นตัดสินใจปรับแก
    40 ไม่แต่งเป็น 45 ละกัน...ดูมัน
    ขอบใจไอไฝ ชั้นให้แก 60 ปีเลยละกัน


    เคยแอบนินทาไอไฝกะไอม่วย
    ว่าวันๆ มันทำอะไรมั่ง
    นอกจากเล่นเกม....ดูบอล และนอนกรน
    บ้านมันก็ไม่ต้องเช่า เพราะอาศัยเค้าอยู่ (ลุงมันเป็นทหารมีบ้านฟรี)
    ดีไม่ดีแต่ละเดือนมันก็ได้เงินจากพ่อมันมาสมทบ
    (พ่อมันเป็นผอ.โรงเรียนประจำอำเภอใหญ่ทีเดียว)
    เงินแต่ละเดือนของมันหมดไปกับการซื้อหนังสือการ์ตูน
    กับการกิน และซื้อหนังสือเกม
    เย็นๆ มันไม่ไปไหน รีบบึ่งกับบ้านไป ...มันบอกนัดกับเกม...
    ทุกวันนี้มันทำงานเป็น Admin....
    มันจบสุขศึกษาแต่ว่าไปเป็น Admin ระบบ..โคตรจะเข้ากัน
    บริษัทมันให้มือถือมาสองเครื่อง
    เตือนมันว่าต้องเปิดไว้ให้ปรึกษาปัญหาระบบล่ม 24 ชั่วโมง
    เวลามันไปกับพวกเพื่อน...เสียงโทรศัพท์จะดังเตือนให้มันรับอยู่ทุกห้านาที
    เคยบอกให้มันไปดูทีวีซะบ้าง
    โฆษณาของดีแทค...สนใจคนรอบข้างบ้างแก...เอาแต่คุยโทรศัพท์


    วันหนึ่งในแต่งงานเบียร์ชิชิที่อยุธยา
    มันรับโทรศัพท์ยูสเซอร์ของมัน...
    โทรศัพท์มาปรึกษา...พี่ปุ่ม power เปิดเครื่องอยู่ที่ไหน...เอาเข้าไป
    หลังๆ เลยเข้าใจ..ไอนี่ชอบทำตัวยุ่งๆ เข้าไว้
    จริงๆ ไม่มีอะไร..มันรู้สึกดีใจที่ใครๆ ก็ให้ความสำคัญกับมัน


    วันนี้ลองถามมันถามมันว่าจะไปไหน
    มันบอกไม่ได้ไปไหน
    โดนเบียร์เบี้ยวไปเล่นเกมเตะบอล
    มันเลยว่างตลอด...จะชวนไปไหน?...
    บอกมันไปว่าวันเกิดไอม่วยวันก่อน
    เเลยจะชวนไปตะลอนหาอะไรกินกัน
    มันบอกได้เลย...ไม่เคยเกี่ยงหากเป็นเรื่องกิน....
    ไอนี่เห็นเรื่องกินมาก่อนเพื่อนเสมอ


    เออ...ยังไม่หมด
    เรื่องห้องมัน (น) รกนี่ก็เอาเรื่อง
    สมัยมหาลัยใครๆ ก็รู้
    ห้องรูหนูของมันเต็มไปด้วยสารพัดข้าวของ
    ใครลองได้เข้าไปต้องได้เขย่งเท้าจนเมื่อย
    เพื่อนคนนึงบอกว่ามีตั้งแต่รองเท้าเน่าๆ
    หนังสือเกม หนังสือโป๊ วิดิโอโป๊ การ์ตูน (ทั้งโป๊และไม่โป๊)
    กางเกงในม้วนเป็นเลขแปด และอะไรไม่รู้แปะเต็มห้อง
    ยังสงสัยว่ามันนอนไปได้ยังไง....


    ที่สำคัญเท้ามันเหม็นยิ่งกว่าใคร
    เวลาเข้าชมรมมาทีไร
    วงจะกระจายทันที...หลังๆ บอกมันก่อนเข้าห้องทุกที..
    แกไปล้าง (ทีน) แกบัดเดี๋ยวนี้...ก่อนที่ทุกคนจะตายเพราะหนูเน่าในร้องเท้ามัน
    สรุปสุดท้ายมันต้องไปล้าง (ทีน) ก่อน
    และรองเท้ามันก็ต้องจอดอยู่หน้าห้องคู่เดียวทุกที

    มีเรื่องไอไฝ...ตักจี้...เพิ่มเติม....
    อันนี้เพิ่งไปคุยกับมันมา
    หลังจากเพื่อนๆ ล้อกันจนใจก็สงสัย
    พ่อไอไฝเป็นอาจารย์
    และมีแนวคิดอยากจะให้ลูกหลานผลไม้ในบ้านโตเร็ว
    วันดีคืนดีวานให้ไอไฝไปตักจี้ในบ่อพักหลังบ้าน
    แอบถามมัน..แกยังตักอยู่รึป่าวปัจจุบัน...
    มันตอบก็ว่างก็ตักมั่งอ่ะแหละ...
    มีคุยทับ ขนุนปีเดียวโตมากมาย
    ต้นใหญ่มากกกกกกกกกกกก....มันเกทับ
    ไอไฝตักจี้...จึงเป็นชื่อที่ไอกาโม่เพื่อนอีกคน.
    ได้ยินทีไร หัวเราะไม่ยอมหยุดซักกะที
    ชั้นก็เพิ่งรู้วันนี้แหละฟ่ะ...เพื่อนชั้นตักจี้ตลอดมา

    แต่...ชั้นก็ว่าแกเป็นคนดีฟ่ะไฝ...
    ไอที่พูดมาทั้งหมดเนี่ย ชั้นก็ว่าแกมีข้อดีตรงที่จริงใจนี่แหละ
    แกจะกินยังกะจะไม่ได้กินอีก
    หรือ ทีนแกจะเหม็นแค่ไหน
    ไฝแกจะงอกมาอีกสักกี่เม็ด
    แต่แกก็เป็นเพื่อนชั้นมาได้ตั้งสิบกว่าปี
    เพื่อนดีดีอย่างแกชั้นยินดีที่ได้รู้จักฟ่ะ...
    แต่ว่า 40 ปีนี่แกอย่าจริงจังนะ........
    ชั้นมีพระ...แกม้ะกลัวรึไง?? 


    ท่านคิดว่าคนไหนคือไอไฝ????


    ปล.ตะกี้คุยกับมัน มันบอกว่า CM มันไม่เล่นแล้ว
    คนทำเกมมันทะเลาะกันถึงขั้นแตกหัก
    เลยต้องแยกกัน...คนนึงได้ชื่อไป
    อีกคนนึงได้ฐานข้อมูลแต่ต้องเปลี่ยนชื่อ
    มันเลือกเล่น FM บริษัทที่เปลี่ยนชื่อแต่ได้ถือฐานข้อมูล
    ส่วนไอเจ๋อเพื่อนอีกคนนึงเล่น CM เหมือนเดิม
    ดูมัน....ยังอุตส่าห์...จะบอกอีก...เพื่อนชั้น   

    มุขของแม่



    วันนี้ตื่นแต่เช้า
    เพราะเสียงมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านไปมาในซอยมันปลุก
    แต่ยังไม่อยากลุกจากที่นอน
    หัวพิงหมอน คว้ารีโมทเปิดทีวีให้ออนแอร์
    มีแต่รายการการ์ตูน
    กดเลื่อนหนีไปที่ช่องของดาวเทียม
    เจอรายการถูกใจ...ที่นี่หมอชิต...เทปเก่าๆ เอามาฉายใหม่
    นอนดูอยู่ร่วมชั่วโมง ดูนาฬิกาเก้าโมงกว่าแล้วนี่นา
    ลุกขึ้นมาเก็บที่นอน หมอนมุ้ง และข้าวของอีกมากมาย
    พักนี้ไอม่วยไม่อยู่ หนีกลับแปดริ้ว
    ห้องเลยดู (น) รก สุดสุด
    เพราะเอาเวลาไปงุดงุดอยู่กับการป่นต้นฉบับเมื่ออาทิตย์ก่อน
    พอมันไม่มีใครอยู่ด้วย เลยฉวยโอกาสวางกระดาษไว้เกลื่อนห้อง
    อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ลงไปซื้อก๋วยเตี๋ยวไก่มากิน
    ตามด้วยกาแฟเย็น และแตงโมอีกสองชิ้น
    เที่ยงแระ แม่ยกหูมาหา


       ถามว่า...วันนี้อยู่หนายยยยยย....
       ตอบแม่ไป "อยู่ห้อง บ่ได้ไปตี้ไหน"
       แม่บอก "โอว้....เป็นเด็กดีนี่วันนี้อยู่ห้องได้"
       ทุกทีเห็นตอบว่าอยู่ "ห้าง"
       วันนี้เอาอ.อ่างมาแทนสระอาได้...ดีแม่ชอบ...
       พูดไปหัวเราะไป ...
       บอกแม่ว่า..ทำไมแม่หัวเราะแล้วเหมือนเยาะเย้ย...
       แม่เลยบอกว่า สมน้ำหน้าคนไม่มีแฟน
       ไม่มีคนตกกระไดพลอยโจนไปเที่ยวด้วยในวันหยุด
       ดู้ดู...แม่ใครฟะ......พูดออกมาได้ไม่เกรงใจลูก
       แต่...มุขแม่ใช้ได้นะ...ใจชอบแม่...
       พอๆ กับมุขบันไดของแม่อ่ะ


    บ้านนอกดี แต่จริงใจ ...
    หนนึงใจเหนื่อยกับงาน ท้อแท้เพราะถูกคนถีบตกบันได
    แม่บอกว่าคนเราก้าวเดินไปตามทาง
    เหมือนก้าวขาซ้ายและขวาพาดไปบนบันไดไปแต่ละขั้น
    ก้าวพลั้งก็ทำเอาเข่าถลอกบางทีก็เหนื่อยแทบพูดไม่ออก
    แม่บอก....เหนื่อยนักก็พักก่อน...จะถอยหลังบ้างจะเป็นเห็นจะเป็นไร
    ลองถอยลงมาที่บันไดขั้นข้างล่างบ้างก็ได้
    พักเหนื่อยด้วยการถอยหลัง หรือไม่ก็หยุดที่บันไดขั้นนั้น
    พักหลายๆ วันมันก็ไม่มีใครว่า...ชีวิตข้านี่หว่า...
    หลังจากนั้นก็ค่อยเดินใหม่
    เผลอๆ หายเหนื่อยไปแลว เราก็ก้าวได้ไวกว่าเดิม
    ทีนี้บันไดดอยสุเทพก็ดอยสุเทพเหอะ
    แม่บอก...ใจจะเดินได้ไปจนถึงบนสุดแต่โดยดี....
    ซึ้งดี....แม่ก็มีมุมแบบนี้เหมือนกัน....
    คิดถึงแม่จัง....