Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    10/31/2007

    ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจค่ะ



    วันนี้เจอน้องเอ้ รุ่นน้องที่เคยร่วมงานด้วยกันเมื่อครั้งอยู่เออาร์ ที่ทำงานเก่า ด้วยความบังเอิญ
    หลังจากทักทายกันเสร็จ เอ้ก็เอ่ยปากแทบจะทันทีว่า "พี่เป็นอะไรรึป่าว?"
    ทั้งเอ๋และเอ้ รุ่นน้องที่ออกจากเออาร์แล้วไปทำงานที่ใหม่ด้วยกันทั้งคู่
    ต่างก็เป็นห่วงเป็นใยกับความเป็นไปของใจ
    ไม่ว่าจะด้วยชื่อที่ตั้ง หรือข้อความที่ปรากฎอยู่ในหน้า blog นี้

    ใจยอมรับว่า ปีนี้เป็นปีที่ตัวเองใช้ชีวิตได้ยากเย็นเข็ญใจเสียมากๆ
    มันเป็นปีที่พบเจออะไรแปลกๆ มีเรื่องราวให้ต้องคิด ต้องแก้ปัญหาไม่จบสิ้น
    เมื่อเจอเรื่องนี้ แก้ปัญหาจบ ปัญหาเรื่องใหม่ที่ตามมา


    วันนี้สภาพจิตใจดีขึ้นกว่าเมื่อสองวันมากมาย
    หลังจากร้องไห้ติดกันสองวันสองคืน
    กินยาแก้ปวดหัวเม็ดแล้วเม็ดเล่า เพราะอาการปวดหัวรุมเร้าหนัก
    ไม่มีเรี่ยวแรง และแรงบันดาลใจ จะทำอะไร แม้แต่จะรับสายโทรศัพท์

    หลายคนเดาว่าใจอกหัก แต่มันไม่เข้าใกล้ทางที่คาดเดาสักนิด
    สิ่งที่มีอิทธิพลกับใจที่เป็นเช่นนี้คือ การถูกกระทำจากคนรอบข้างเสียมากกว่า

    แต่เพราะกำลังใจจากคนรอบข้าง รอยยิ้มและการซักถามด้วยความเป็นห่วง
    ทำให้พอจะยิ้มได้ และมั่นใจว่า อย่างน้อยเราก็อาจจะเป็นคนดีบ้างในสายตาคนอื่นเขา
    อย่างน้อยเราก็น่าจะมีคนที่รักและห่วงใย และเป็นกำลังใจให้เมื่อท้อแท้

    ขอบคุณทุกการช่วยเหลือตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
    เมื่อเราท้อ และทุกข์ใจ เวลาเช่นนี้ ไม่ต้องมานั่งข้างๆ แค่เพียงไถ่ถามก็ทำให้รับรู้ได้ว่า
    เรามีมิตรแท้ ที่ไม่ได้หวังจะเป็นผู้รับเพียงเท่านั้น
    แต่ยังเป็นผู้ให้กลับมาหาเราด้วยในเวลาเดียวกัน
    เวลาแบบนี้เอง ที่จะได้เห็นว่าใครเป็นมิตรแท้หรือมิตรเทียม

    แม้จะเศร้าอยู่บ้าง แอบร้องไห้อยู่บ้าง แต่ใจก็ยิ้มได้
    ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้ใจเป็นเช่นนี้
    แต่ใจก็ขออโหสิกรรมให้กับต้นเหตุ
    หากใจได้ทำอะไรผิดพลาดไป นี่คือผลตอบแทนที่ใจจะได้รับ
    และใจเชื่อว่า ทุกคนจะได้รับผลกรรมเป็นสิ่งตอบแทนทุกการกระทำของตัวเอง
    .... ไม่ว่าจะเรื่องไหนก็ตาม.... ขาวกับดำ...มักแยกกันเสมอ

    หากเราทำขาวก็จะได้รับกรรมดีที่เป็นสีขาว
    หากทำกรรมชั่ว...ผลตอบรับสีดำก็จะย้อนกลับมาทุกครั้งไป
    หลักธรรมบอกเอาไว้ ขาวก็ขาว ดำก็ดำ
    คุณทำขาวก็จะได้ขาว ทำดำก็จะได้ดำกลับคืน...เป็นเช่นนั้นแล

    คนเราไม่สมบูรณ์แบบ แต่แค่ขอคิดดีทำดี
    ผิดพลาดไปบ้าง รับกรรมไปบ้าง
    แต่ก็อย่าได้เบียดเบียนใครจนเป็นทุกข์ก็คงเป็นพอ

    ใจเองก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แย่บ้างก็มีในบางหน
    เห็นแก่ตัวก็มีเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนที่รักตัวเองเป็นฐาน
    แต่ว่า...ด้วยความสัจจริง ไม่เคยคิดจะทำร้ายหรือเบียดเบียนใครให้เกิดทุกข์ด้วยความจงใจเลย ...จริงๆ

    ขอบคุณทุกคนที่แอบให้กำลังใจใจอยู่เสมอมา
    ทั้งที่ไม่ได้เอ่ยปากถาม หรือนั่งอยู่ข้างๆ คอยปลอบโยน
    ขอให้ได้รับผลบุญกลับไปกันถ้วนหน้า... หวังว่าจะมีความสุขขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย


    ใจกำลังพยายามลุกขึ้นสู้อยู่ แล้วมันจะผ่านไป และกลายเป็นแค่อดีตที่เลวร้ายก็เท่านั้นเอง

    ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจค่ะ
    รวมถึงทุกคนที่ไม่เคยจะรู้จักกันแต่ก็แวะเวียนแอบซ่อนมาอ่าน blog ทุกครั้งด้วยค่ะ

    10/30/2007

    กระถินริมรั้วของพ่อ...บอกอะไรใจได้บ้าง?




     


    ก่อนเข้าชั้นประถม พ่อกับแม่รื้อบ้านหลังเก่า ซึ่งใจไม่เคยจำได้ว่าหน้าตามันเป็นยังไง
    แต่จำได้จากภาพเก่าๆ ที่แม่กับพ่อเก็บมาตลอดว่าอยู่ระหว่างการรื้อถอนแล้วสร้างบ้านหลังใหม่ขึ้นมาทดแทน
    ยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือกหลังบ้าน กลายเป็นบ้านชั่วคราวของพวกเรา 5 ชีวิตในครอบครัวแห่งนี้
    มันก็เป็นแบบนี้ คนบ้านนอก มักใช้ยุ้งฉางเป็นบ้านพักหนึ่ง หากต้องสร้างบ้านหลังใหม่มาแทน
    เราไม่มีคอนโดให้เช่าก่อนมีบ้านหลังใหม่ ไม่มีอพาร์ทเม้นท์ ไม่มีอะไรเลยนอกจากยุ้งฉางที่ว่า

    สิ่งที่ใจยังพอจะจดได้บ้างในเวลาที่บ้านหลังใหม่ยังไม่เสร็จ
    และเราก็ต้องนอนในยุ้งฉางที่กลายเป็นบ้านชั่วคราวนานหลายเดือนก็คือ....
    หนหนึ่งใจเคยใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักร้องลูกทุ่งเอาเสียมากๆ

    ทุกเช้าที่แม่จุดไฟแล้วเอาถ่านใส่เตาอั้งโล่เพื่อทำกับข้าวบริเวณพื้นที่ส่วนหนึ่งของหน้าบ้านจำเป็น
    ใจก็มักจะยืนบนเก้าอี้ไม้ขนาดเล็ก ฐานเตี้ยไม่เท่ากับส้นสูงของสาวๆ สมัยนี้ ที่แถวบ้านเรียกกันว่าตั่งก๊อบ
    ร้องเพลงพุ่มพวง แล้วก็ควงแขน เตะขา สลับไปมา เหมือนแดนซ์เซอร์ที่ผันตัวเองมาร้องเพลงหน้าวง

    เช้าวันหนึ่งใจเตะเท้าโดนหม้อแกงของแม่ล้มระเนระนาดบนเตาอั้งโล่แบบเต็มเหนี่ยว
    แกงหล่นบนกองไฟ และพื้นดิน เละเทะ เท้าใจบวมเป่งเพราะโดนน้ำร้อนแกงลวกเข้า
    สุดท้ายก็ร้องไห้โฮ มีพ่อโผเข้ามาอุ้มไปปลอบ ส่วนแม่ก็บ่นปนด่าเสียงดังลั่นทุ่ง
    พ่อใช้ยาสีฟันทาที่เท้า เพราะแถวบ้านเชื่อกันว่าหากเท้าบวมให้เอายาสีฟันทามันจะช่วยทุเลาอาการบวม...
    ในเวลาต่อมาใจค้นพบว่า ยาสีฟันไม่ได้ช่วยลดบวมด้วยคุณสมบัติขัดสีฟันให้ขาวของมัน
    แต่มันคงเย็น ช่วยให้บรรเทาอาการเจ็บปวดได้บ้าง...ก็คงจะเท่านั้นเอง


    ใจจำได้ว่า พี่สาวเคยเหยียบเอาเข็มหมุดทะลุรองเท้าแตะตราอะไรสักอย่าง จำได้ว่า ดาวๆ
    เลือดไหลพุ่ง...หมุดออกไปแล้ว แต่รองเท้าคู่นั้นพี่สาวยังใส่อยู่เหมือนเดิม
    แถมยังใส่ถ่ายรูปหมู่สามคนในเวลาต่อมา และกลายเป็นรูปหมู่สามคนรูปเดียวในชีวิตช่วงนั้น
    ภาพนั้นพี่สาวสองคนขนาบข้างใส่ชุดพละของโรงเรียนประถม แบบเต็มยศ แต่ใส่รองเท้าแตะ...
    ใส่อยู่ตรงกลาง คนจะสักอนุบาล..แต่ไม่เคยเข้าอนุบาล...
    เสื้อขาว กลางเกงขาบานสีแดงลายขวางขาวสลับกันไปมา ใส่รองเท้าแตะ เอียงเท้าข้างนึง
    และยิ้มฟันหรอ....

    ที่พลาดไม่ได้คือ...เช้าหน้าหนาวของการสร้างบ้านใหม่ พ่อมักจะหอบใจไปเก็บยอดกระถินด้วยเสมอ
    กระถินหน้าบ้านใจไม่มี ก็เคยสงสัยทำไมพ่อไม่ปลูกสักที เอาแต่เทียวไปขอชาวบ้านเค้า
    เอาแต่เทียวข้ามถนนขนาดรถสวนกันพอลุ้นเกือบตกขอบ
    เข้าซอยไปฝั่งตรงกันข้าม เดินไปอีกสัก 300 เมตร เป็นบ้านที่ปลูกกระถินต้นเตี้ยเอาไว้รอบรั้ว
    เมื่อไรๆ ก็ไปขอที่บ้านหลังนี้ทุกที และเขาก็ให้เก็บกินได้ทุกที โดยไม่คิดเงิน
    พ่อกับเจ้าของบ้านคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
    ไม่เพียงแต่เก็บกระถิน แต่เราก็ยังพูดคุย เจรจาหาสาระไม่ได้ในบางหน
    แต่ผู้คนแถวนั้นก็มักจะไปมาหาสู่แถว ๆ รั้วแบบนี้ประจำ
    เพราะบางทีรั้วบ้านเราก็มีผักบุ้ง แล้วก็มีคนแถวนั้นมาเก็บกินบ้างเหมือนกัน  

    กระถินที่ได้ เอามากินกับน้ำพริกไข่ ที่มีกรรมวิธีการทำงานไม่ยุ่งยาก
    เอาพริกหนุ่ม หรือพริกเขียวทำน้ำพริกย่างไฟ แล้วโขลกกับเกลือ กระเทียม
    นำไปคลุกกับไข่ไก่ ตีให้พอเข้ากัน ก่อนลงไปทอดในน้ำมันแบบล้างกระทะ...
    เอาตะหลิวสับดังป้อกๆ ให้ไข่เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พอเกรียมก็ยกลง...
    มันคือน้ำพริกไข่ ที่กินกับยอดกระถินกับแตงกวาแล้วเข้ากันพิกล

    ใจไม่ได้อยากจะบอกว่ามันเป็นความทรงจำที่พิลึกอะไรหรอก
    แต่จะบอกว่า ไอกระถินที่เราไม่เคยคิดจะปลูก แต่เราก็หากินได้โดยไม่เสียเงินเนี่ย
    เมื่อเห็นต้นกระถินทีไร ใจก็จะนึกถึงภาพนี้ขึ้นมาทุกที
    คิดถึงน้ำพริกไข่พ่อ และก็คิดถึงเจ้าของบ้านใจดี ที่แม้จะยากจนกว่าครอบครัวเรา
    แต่เขาก็เปี่ยมด้วยน้ำใจ...เราถ้อยทีถ้อยอาศัยได้
    หาน้ำใจได้แม้ในคนที่ไม่มีเงิน....

    และใจก็เลิกสงสัย พ่อไม่เคยปลูกกระถิน เพราะพ่อจะได้เอาให้เขามากินผักบุ้งของพ่อบ้างนั่นเอง....

    วันนี้ใจได้พบกับเรื่องราวที่ทำให้ใจรู้สึกว่า...
    ชีวิตในเมือง มันทำให้เรานั้นเหนื่อยล้ามากมายได้เพียงไหน
    ยิ่งโตยิ่งเรื่องมาก ความซับซ้อนในการดำเนินชีวิตร่วมกันในสังคมวุ่นวาย
    ทับถมฝังรากลึกกลายเป็นฟอสซิลของความไม่จริงใจ

    เราหาน้ำใจไม่ได้ ในหมู่คนจำพวกที่มองแต่ตัวเองเป็นหลัก แต่มองว่าผู้อื่นเป็นส่วนเกิน
    ความดีใช้ไม่ได้ผลในบางสถานการณ์ ความอดทนต่างหากที่จะทำให้เราผ่านอะไรบางอย่างไปได้

    ใจน้ำตาร่วงหลายหนแล้ว กับเหตุการณ์แย่ๆ ในชีวิตเมืองหลวง
    ทั้งๆ ที่พยายามจะปลอบใจตัวเองว่า เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป ต่อให้ยุ่งยากเข็ญใจแค่ไหน
    แต่สุดท้าย น้ำตามันก็ไหลอยู่ดี และก็พาลคิดมากไปเรื่อยเปื่อยตามประสา

    ใจแค่แอบคิดว่า ใจจะหากระถินได้จากที่นี่บ้าง
    แบบที่ใจเดินข้ามฝั่งไป ไม่ได้เอาอะไรไปแลก นอกจากเอามือเปล่าไปเก็บกระถิน
    เอาพอที่ตัวเองจะกินได้ ไม่อิ่มไป แต่เลี้ยงท้องให้พอไม่หิว
    หนหน้าเขาผ่านมา ก็แวะเก็บผักบุ้งที่คลองติดบ้าน เด็ดเอาดอกงาม ๆ ไปใจก็ไม่ว่า
    เราต่างถ้อยที ถ้อยอาศัย ต่างคนต่างอิ่มท้อง อิ่มใจ เราอยู่ได้ในสังคมเช่นนี้ไปนานนม

    คิดแล้วก็ขมขื่นใจ....ใจไม่เพียงแต่หากระถินไม่ได้ในชุมชนของใจ
    เพราะเขาไม่ได้ปลูกเอาไว้หน้าบ้าน
    แต่เขายังแอบมาเก็บผักบุ้งในเวลากลางคืน โดยที่เจ้าของบ้านอย่างใจไม่รู้เนื้อรู้ตัว
    เสร็จแล้วก็เขียนจดหมายฝากเอาไว้ว่า

    ....อย่าเสียเวลามองหากระถินที่นี่อีกเลย....
    ....เพราะเราจะหากระถินไม่ได้เลย หากเขาไม่ได้ปลูกเอาไว้ที่หน้าบ้านของเขา....
    ทั้งๆ ที่เรามีผักบุ้งข้างคลองที่หมั่นทะนุถนอมเอาไว้แบ่งปันตั้งมากมายหลายยอด

     

    ปล. ใจไม่ได้เป็นคนดีอะไรมากมาย
    แต่ใจไม่เคยคิดจะทำร้ายใครเลยจริงๆ
    ใจปรารถนาดี และจริงใจกับทุกคนในโลกนี้เสมอมา.....
    มันเป็นความสัตย์จริง ที่ผู้หญิงคนนี้จะบอกใครสักคนได้บ้าง
    หากจะมองย้อนกลับไป...ทุกวินาทีที่ผ่านมา
    ใจเคยทำอะไรผิดไปให้คิดว่าใจไม่ดีบ้างหรือไง
    ทำไมไม่คิดจะแลกผักกระถินกับผักบุ้งของใจบ้าง??


    10/27/2007

    รวมมิตรเพลงอกหัก..สำหรับคนรักคุด



     

    วันนี้ทั้งวันทั้งเบื่อ และพาลอารมณ์ไม่ดี
    แผนการณ์ที่วางไว้ เลยพาลเป็นอันต้องยกเลิกไปทั้งแผง
    สุดท้ายเลยมานั่งๆ นอนๆ อยู่ในห้อง ไม่ยอมทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

    คลิกไปเว็บโน้น โผล่ไปที่เว็บนี้ สุดท้ายก็มีความคิดดีๆ น่าจะทำ list เพลงใน space
    เอาให้มันมีเพลงให้ฟังกันหลายๆ เพลง วนไปวนมา ดีกว่าฟังเพลงเดียวกันตลอดเหมือนแต่ก่อน
    คลิกไปที่ google ใส่ key word ว่า "ทำ list เพลง space"
    แค่นั้นแหละ เว็บไซต์ที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการทำ list เพลงใน space ก็โผล่ออกมาเพียบ
    นั่งคลิก นั่งอ่านวิธี ก็เห็นว่าคล้ายคลึงกันแทบทั้งหมด
    นั่งพิจารณาไปสักครู่ สติมา ปัญญาก็เกิด เลยรู้ว่าจะทำยังไงต่อไป

    ก็อย่างที่ได้ยิน นั่งรวมเอาเพลงอกหักรักคุดมาใส่ไว้ในนี้
    กะว่าใครได้ฟังก็คงจะนั่งจุกกันเป็นทิวแถว ...แม้วก็เช่นกัน...

    ฟังไปอินไป น้ำตาไหลไป หึหึ มันช่างกินใจเสียนี่กระไร
    ถ้าจะมองอีกมุมหนึ่งแล้ว คนที่กำลังสมหวังในความรัก
    คงจะไม่ซาบซึ้งกับเพลงอกหักได้ดีเท่าคนที่กำลังอกหักเป็นแน่ 

    ดังนั้นภาวะของการอกหักใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเสมอไป
    อย่างน้อยมันก็ช่วยให้เราฟังเพลงอกหักรักคุดได้อย่างถึงอารมณ์มากที่สุดล่ะว้า....

    ปล 1. ขอให้อินกับการฟังเพลงอกหักกันทุกผู้ทุกคน ฮิ้ววววววว
    ปล. 2 เพื่อนแอนจะแต่งงานวานให้เลือกเพลงรักในงานแต่งให้...กลัวใจตัวเองจริงๆ
    กลัวจะเลือกแต่เพลงอกหักตามอารมณ์ของตัวเองดีแต้น้อออ
    ให้คนอกหักมานั่งเลือกเพลงแต่งงาน อีกแระ....

    ปล. 3 ฟังไปเรื่อยๆ จะเจอเพลงนี้...ฟังแล้ว..จุก พอกัน

    อยู่ในสายลมหรือเปล่า : เจนนิเฟอร์ คิ้ม

    ไหน ....ความรักมันอยู่ที่ไหน
    มองทางไหน ก็เห็นเพียงความปวดร้าว
    คำว่ารักที่ใครพูดกัน
    ฉันไม่เคยเห็นมันจะจริงเลยสักครั้ง
    กี่คนแล้ว ที่เคยต้องเสียน้ำตา

    เหงา ..... โลกนี้มันช่างเงียบเหงา
    มีแต่เงา ที่คอยเป็นเพื่อนเรื่อยมา
    มีใครไหมที่รักฉันจริง
    ฉันรอแต่เขา รอแต่เขา ตลอดมา
    ยังคอยหา แต่เขานั้นอยู่ที่ไหน

    อยู่ในสายลมหรือเปล่า อยู่ในแสงดาวใช่ไหม
    ทำไม ทำไมฉันจึงไม่เคยได้เจอ
    จะต้องเหงาถึงเมื่อไหร่ อีกนานไหมฉันจะพบเธอ
    หรือว่าเธอไม่เคย มีอยู่จริง

    ท่ามกลางชีวิต ที่มันสับสน
    ขอเพียงสักคน ที่มีรักแท้

    ไม่มีใครไหนเลย .... ที่รักจริง

    10/26/2007

    รักแท้นั้นหายาก แต่คนรักที่ซื่อสัตย์...หายากกว่า




    ตลอดหลายปีที่เกิดมาลืมตาแล้วมีพ่อกับแม่เป็นบุพการี
    ใจเห็นว่าพ่อกับแม่มีเรื่องระหองระแหงกันอยู่บ้าง
    มันคงเป็นเรื่องปกติของสามีภรรยาหรือคู่รักทั่วไป
    ที่อาจจะทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่เนืองๆ
    เคืองกัน โกรธกัน ไม่เข้าใจกันอยู่เป็นนิจ

    แต่ไม่เลยสักครั้งที่ใจจะเห็นว่า
    แม่หรือพ่อจะหนีห่างกัน
    และทะเลาะกันได้เกินสองวันเลยสักหน
    พอทะเลาะกันบ่อยเข้า
    พวกเราในฐานะลูกๆ ก็ยุยงให้เลิกกัน
    เพราะรู้ว่าในที่สุดทั้งคู่ก็จะกลับมาคืนดีกัน
    นั่นเป็นเพราะเรารู้อยู่เสมอว่า
    ทั้งคู่รักกันมากแค่ไหน
    ไม่มีใครรักแม่เท่าพ่อ
    และไม่มีใครรักพ่อเท่าแม่...ใจคิดแบบนั้นเสมอมา

    นอกเหนือจากเรื่องทะเลาะกันเรื่องหยุมหยิม
    เรื่องไม่เป็นเรื่อง บางทีเชียร์พรรคการเมืองฝั่งตรงกันข้ามก็ทะเลาะกันแล้ว
    ใจกลับไม่เคยจะเห็นแม่กับพ่อทะเลาะกันเรื่องกิ๊กสักหน
    เท่าที่เห็นคือแม่กับพ่อไม่เห็นจะนอกใจหรือไม่ซื่อสัตย์ต่อกัน
    ตลอดระยะเวลาของ 30 กว่าปีของการอยู่กินฉันท์สามีภรรยา
    ใจว่าความซื่อสัตย์ของพ่อคงเป็นความภูมิใจของแม่มาตลอด

    หนก่อนเมื่อครั้งกลับบ้านนอก
    เย็นวันหนึ่ง ใจนั่งปรับทุกข์เรื่องความฉาบฉวยของคนหนุ่มสาวสมัยนี้
    มันพ่นพิษทำให้ใจอกหัก นั่งเป็นโสดอยู่บนคานจนถึงวัย 30 ปี

    แม่คุยไปเรื่อยๆ ปลอบใจต่างๆ นานา
    แต่สุดท้ายกลับบอกว่า...แม่อยู่กินกับพ่อมา
    ต่อให้ทะเลาะกัน แต่พ่อไม่เคยนอกใจแม่เลย
    แต่สมัยนี้คงจะหายาก
    อาจจะมี คนที่ดีสำหรับเรา แต่คงไม่ใช่เวลานี้
    ยิ่งสมัยนี้ฉาบฉวย แค่มีหน้าตา มีเงิน มีหน้าที่การงานที่ดี
    ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็ต่างที่จะทิ้งกันไปได้เสียง่ายๆ
    ต่างกับสมัยแม่ เมื่อออกเรือน ต่อให้ยากลำบากแค่ไหน
    ก็ไม่เคยคิดจะทิ้งกันไปสักหน...แม่บอกแบบนั้น

    ใจแอบอิจฉาแม่มาตลอด
    ใจรู้ว่าพ่ออาจจะไม่ใช่คนที่ดีที่สุด พร้อมที่สุด
    พ่ออาจจะไม่ใช่ผู้ชายที่รักแม่มากที่สุด
    เท่าที่เห็น ในสายตาของลูก
    พ่อก็ไม่ใช่ผู้ชายต้นแบบที่เราอยากจะได้มาเป็นคู่เลยสักนิด
    แต่แม่ก็น่าอิจฉาที่สุดที่ได้สิ่งนั้นจากพ่อ...มันคือความซื่อสัตย์
    เมื่อหักลบกลบหนี้กับทุกอย่างในตัวพ่อแล้ว
    เราก็คิดว่าพ่อเป็นผู้ชายที่ดีเอาเสียมากๆ
    และก็อยากจะได้แบบนี้สักคน...
    เพราะถ้าซื่อสัตย์ไม่มีใคร
    เราก็วัดได้ว่าเขาให้เกียรติกับคนรัก
    รักและเคารพต่อการเป็นคู่ และไม่คิดจะลบหลู่เกียรตินั้น

    ใครหลายคนเคยพูดเอาไว้ และกลายเป็นประโยคยอดฮิตในเวลาต่อมา
    คนสองคนได้พบเจอกัน ชอบพอ คบหา และบอกรัก
    ระยะแรกรักเบ่งบานหอมหวล ยั่วยวนใจไม่มีสิ่งใดเทียบได้
    การค้นหาตัวตนของแต่ละฝั่งทำให้รักนั้นน่าพิสมัย
    มีอะไรให้ค้นหามากกว่าตัวเองก่อนหน้านั้น

    แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป
    รักที่ว่า...มันลดถอยลง
    สิ่งที่ยังเหลือไว้คือความเข้าใจ.....
    ไม่รู้สิใจว่า..มันควรจะบวกเอาความซื่อสัตย์เอาไว้ด้วย
    ต่อให้โกหก เรื่องอะไรก็ได้ แต่ไม่ควรจะเป็นเรื่องรัก
    ต้องไม่โกหกจนนำไปสู่การนอกใจ
    เพราะเมื่อนั้น...การอยู่เป็นคู่ก็ดูเหมือนจะไม่สำคัญอีกต่อไป

    ต่อให้ขอโทษ..ขออภัย และขอแก้ตัว
    ต่อให้รับได้ เข้าใจ แก้ไขและคบหากันต่อ
    แต่สุดท้าย...ก็เสียใจไปแล้วอยู่ดี....
    มันไม่มีอะไรจะลบล้างความเสียใจที่ผ่านมา
    ต่อให้ทำดีทีหลังมากแค่ไหน แต่มันก็ไม่เคยหักลบหนี้เก่าให้หายไปได้

    มีคนบอกว่าอย่าให้อภัยเขาเป็นหนที่สอง
    แต่ใจก็เชื่อว่ามีหลายคนยินดีจะให้อภัยกับความผิดพลาดอยู่เสมอ
    เพียงแต่ว่าเขาต้องเป็นคนที่ยอมรับความเจ็บปวดเอาไว้เพียงลำบาก
    รับรู้ เข้าใจ แต่เจ็บปวด... โดยที่อีกคนหนึ่งจะไม่เข้าใจเลยแม้เพียงสักนิด


    บางทีใจก็สงสัย ทำไมเราต้องให้อภัย
    เป็นเพราะรักใช่ไหม ถึงให้อภัยได้
    แล้วหากจะต้องระแวง แล้วเจ็บปวดอยู่แบบนี้
    รักที่ว่ามีให้มากมาย มันจะสำคัญมากกว่าความเจ็บปวดของตัวเองได้เชียวหรือ?

    มันเป็นปัญหาโลกแตก ที่เมื่อโยนให้ใครก็ไม่รู้จะตอบมันยังไง
    นั่นสินะ..จะให้อภัยได้ไหม...
    นั่นสินะ ให้อภัยแล้วจะไม่เจ็บปวดใช่ไหม....

    รักแท้...ในโลกนี้มันช่างหายาก
    แม้แต่ตัวเราเอง บางทีก็อดที่จะบั่นทอนมันเสียเองไม่ได้
    แล้วจะหารักแท้ได้จากใครกัน ....

    เหนือสิ่งอื่นใดก็อย่างที่ว่า
    รักและเข้าใจ...ซื่อสัตย์เข้าไว้ จะทำให้เราอยู่ด้วยกันนานขึ้น
    ต่อให้ห่างหาย ไม่เอาใจกันอย่างเคย เพิกเฉยความรู้สึกกันไปบ้างในบางหน
    แต่คนสองคนจะอยู่ด้วยกันได้ในระยะยาว
    มันก็มักจะมาจากความเข้าใจและความซื่อสัตย์ไม่ใช่หรือ...หรือไม่ใช่??? 

    เหมือนในโฆษณาประกันชีวิตนั่นยังไง
    สุดท้ายแล้วชีวิตนี้เราจะต้องการอะไร
    นอกจากใครสักคนที่เข้าใจและอยู่ข้างเราเสมอ
    เขาคงไมได้เพียงอยากจะบอกว่าแค่คนที่อยู่ด้วยข้างๆ
    แต่การจะอยู่ข้างๆ คนที่เรารักไปได้ตลอดรอดฝั่ง
    ใจก็ว่ามันก็ยังต้องการความซื่อสัตย์เป็นพื้นฐานอยู่ดี
    เพราะต่อให้บอกว่ารักอยู่ทุกวัน แต่กลับไม่ซื่อสัตย์ต่อกันแล้วกัน.... มันสมควรเป็นเช่นนี้หรือ??

    ไม่ใช่เงินตราไม่ใช่หน้าตา ไม่ใช่เพราะนิสัยส่วนตัวที่ทำให้เราต้องเลิกราจากกันไป
    แต่ใจว่า...ความไม่ซื่อสัตย์ มันเป็นบทสรุปของชีวิตคู่ที่ต้องจบลงแทบทุกครั้ง...

    ที่ผ่านมาจะเป็นยังไงก็ช่าง...
    เราแก้ไขอดีตไม่ได้สักอย่าง
    ไม่ว่าเขาหรือเราก็ต่างมีอดีตที่เจ็บปวดกันมาทั้งสิ้น
    แต่ปัจจุบันมันสำคัญยิ่งกว่าสิ่งไหน
    หากทำปัจจุบันให้ขาวสะอาด อดีตในวันอนาคตก็จะไม่มีอะไรให้รื้อฟื้น
    ไม่มีใครเจ็บปวดจากการกระทำในอดีตของใคร
    ไม่มีใครต้องเจ็บช้ำเพราะสิ่งที่ไม่ควรทำของใคร
    รักกัน เข้าใจกัน ซื่อสัตย์ต่อกัน โลกของเราจะน่าอยู่กว่านี้อีกเยอะ จริงๆ นะ.....

    รักแท้นั้นหายาก ....
    แต่ใจว่าหาคนรักที่ซื่อสัตย์น่ะ...ยากกว่าเป็นไหนๆ ...จะหาได้จากที่ไหนกัน??? 
     

    10/25/2007

    หมาชีกอ



    ออกจากบ้านตอนสายของวัน เพื่อแวะไปทำธุระนอกราชการ
    ก่อนนั่งแท็กซี่เข้าออฟฟิศ เพื่อเอาคำบรรยายภาพในบทความไปให้ฝ่ายศิลป์

    ก่อนเข้าออฟฟิศ ก็ยกหูหาพี่ปุ๊กเลขาฯ กองบรรณาธิการ
    ถามหาว่าอยู่ที่ไหน ทานข้าวเที่ยงแล้วหรือยัง
    เพราะยกดูนาฬิกาเวลานั้นก็ปาไปเที่ยงครึ่งเข้าไปแล้ว

    พี่ปุ๊กบอกว่าเธอกำลังนั่งทำสวยอยู่ในใกล้ๆ กับตรอกข้าวสาร
    ใจเดินทะลุซอยข้างออฟฟิศ ไปโผล่ที่ตรอกด้านหลังวัดชนะสงคราม
    อะไรก็เป็นเงินแถวๆ นี้ เพราะมีร้านข้าว เกสต์เฮ้าส์ผุดขึ้นมาเพียบ
    ใจเคยแอบมาเลียบๆ เคียงๆ ถามรองเท้าแตะที่อยากจะได้
    จำได้ว่ามันขายราคาคู่ละ 200 ประตูน้ำขาย 150
    เขาบอกว่าขายราคานี้ อยากได้ 150 ไปซื้อที่ประตูน้ำสิ... เอิ้ก...

    ใจเดินไปหาพี่ปุ๊กที่ร้านเสริมสวย
    จริง ๆ ต้องเรียกว่าซอกเสริมสวยน่าจะถูกกว่า
    ความกว้างของซอกเท่ากับ 4 คนยืนเรียงกัน
    มีกระจกติดผนัง 2 อัน มีเก้าอี้สองตัววางเรียงกัน
    ซอกยาวไปด้านหลัง เสียงไดร์เป่าผมดังหึ่งๆ ได้ยินชัด
    ซอกเล็กๆ แต่ทำให้พี่ปุ๊กเสียค่าไดร์ผมอย่างเดียว 100 บาท แพงเป็นบ้า

    ใจลากพี่ปุ๊กไปกินก๋วยเตี๋ยวเป็ดร้านมีชื่อแถวๆ บางลำพู หลังแกทำสวยเสร็จแล้ว
    ระหว่างทางที่เดินไป พี่ปุ๊กเล่าว่าร้านที่เขานั่งทำสวยตะกี้กำลังจะต้องย้ายออก
    ร้านขายผ้า โดยเฉพาะร้านตัดสูทที่มีลูกจ้างอินเดียยืนเฝ้าอยู่หน้าร้านข้างเคียง
    ก็ต้องย้ายถิ่นฐานของร้านออกไปจากแถบนั้นเช่นกัน

    นั่นเป็นเพราะพอสัญญากำลังจะหมด เจ้าของก็ขึ้นราคาค่าเช่า
    ต่อเดือนสนนราคามากถึงแสนกว่าบาทต่อเดือน
    แถมยังต้องจ่ายล่วงหน้าเป็นมูลค่าหลายล้านบาท
    คนเงินหนาอย่างร้านเลขเจ็ดกับสิบเอ็ดเท่านั้นที่จะเข้ามายึดทำเลได้

    เดินเลยมาตรงหัวโค้งหลังวัดชนะสงคราม
    ปากซอยเป็นธนาคารกรุงศรีอยุธยา
    หน้าธนาคารเป็นถนนเส้นบางลำพู มุ่งสู่ตรอกข้าวสาร
    มีทางคนข้าม..ลายม้าลายอยู่ด้วย ....

    ใจบอกพี่ปุ๊กว่าขอหยุดแวบนึง
    ว่าแล้วก็ยกมือถือขึ้นมา เปิดไปที่โหมดถ่ายภาพ
    ก็เพราะตามันเหลือบไปเห็นหมาข้างถนนแบบไทยแท้ๆ ไม่มีที่ไหนในโลก
    กำลังรอข้ามถนนอยู่....คิดในใจว่า เจอหมาฉลาดเข้าแล้วตู




    ดูดิ หมากรุงเทพฯ ข้ามถนนด้วยทางม้าลาย
    เป็นหมาแถวบ้านเหรอ ข้ามถนนมีหวังโดนชนเปรี้ยงแน่ๆ
    ต้องถ่ายเก็บไว้เป็นหลักฐาน ...

    พี่ปุ๊กยืนรอดูใจถ่ายรูปหมาข้ามถนนกับสาวฝรั่ง
    สักพักเราทั้งคู่ก็เห็นหมามันดมขาฝรั่ง...
    ดมๆ ฟึดๆ แล้วพอรถหยุดให้คนข้าม
    สาวฝรั่งไปโน่นแล้ว...ไอหมาตัวนี้ยังอยู่ที่เดิม
    พี่ปุ๊กพูดขึ้นมาทันที "มันฉลาดที่ไหน มันชีกอ"

    ไอเราก็นึกว่ามันจะข้ามถนน แล้วมันจะไม่โดนชนเพราะมันฉลาดข้ามทางม้าลาย
    ที่ไหนได้ คนเค้าข้ามกันหมดแล้ว มันยังยืนมองฝรั่งสาวข้ามถนนอยู่ฝั่งนี้อยู่เลย


    หมาชีกอ.... หึหึ

     

    ปล. กำลังคิดว่าโซนี่อิริคสันน่าจะมาชวนไปเป็นพรีเซ็นเตอร์
    เพราะว่าหลังๆ นี่เลิกใช้กล้องดิจิตอล แล้วใช้มือถือนี่แหละ ถ่ายรูป มันก็สะดวกดีแฮะ


    10/24/2007

    เขียดกลางสี่แยกอโศก



     

    หลายวันก่อนไปงานแถลงข่าวของฮอนด้า
    ก่อนไปถึงงาน มีเพื่อนสาวโทรมาหา บอกว่าอยากจะไปด้วย
    เธออาสาจะมาแวะรับที่ใต้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอโศก

    ระหว่างยืนรอให้คุณเธอขับแจ๊ซมารับที่ริมฟุตบาท
    สายตาก็เหลือบไปเห็นตัวอะไรสักอย่างกระโดดอยู่ที่พื้น
    ก้มลงมองก็ถึงกับอึ้ง....นี่มันเขียดนี่หว่า...

    มันกำลังกระโดดเข้าไปในพุ่มไม้เล็กๆ หน้าร้านตัดสูท สาหรี่อินเดีย
    มองดูเห็นมันกระโดดหลายที ไม่ถึงพุ่มไม้สักที คงเหนื่อยพิกล
    เลยตัดสินใจยกมือถือมากดถ่ายรูปบันทึกเป็นหลักฐาน

    เจอหน้าพี่เจี๊ยบก็แอบถาม ...รู้ป่าวว่าใจถ่ายอะไรมา...
    พี่เจี๊ยบบอกว่ามันตัวอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้ตัวอะไร
    แต่เข้าใจว่าไอจุดดำ ๆ นั่นแหละคงเป็นตัวที่ใจอยากจะถ่าย...

    ก็จริงของพี่เจี๊ยบ...ใจอยากจะถ่ายไอตัวนั้นแหละ
    นี่ซูมจากมือถือสุดๆ แระ ได้เท่านี้
    จะเข้าไปใกล้ๆ ก็เกรงมันจะกระโดดไกลด้วยอะดรีนาลีนหลั่ง
    เห็นคนมาหา นึกว่าภัยมาเยือน
    ก็เลยยืนอยู่ห่างๆ แล้วทำเนียน ๆ ซูมเข้าไปถ่ายแชะ...
    ได้เขียดมาอย่างที่เห็น...เหอๆ

    เขียดกลางสี่แยกอโศกอ่ะ เจ๋งป่ะล่ะ...

    10/20/2007

    เรื่องของเด็ก



    จริง ๆ แล้ว วันนี้ไม่น่าจะออกจากห้องเสียด้วยซ้ำ
    เพราะต้นฉบับก็ยังไม่ถึงมือบก.สักชิ้น
    แต่สุดท้ายก็อดทน ออกนอกบ้านเพื่อไปร่วมงานแถลงข่าวของฮอนด้า

    เป็นเวลานานเท่าไรแล้ว ที่ไม่เคยได้ไปยืนมองการทำกิจกรรมของเด็กๆ ตัวเล็กๆ
    จำได้ว่าหนล่าสุดก็เมื่อตอนไปยืนเชียร์กีฬาเด็กอนุบาลกับแม่และพ่อที่บ้าน
    วันนั้นกลับมา ทั้งตัวดำ หัวก็เป็นฝุ่น เก็บมานั่งคุยกันได้ตลอดชาติ
    ไม่รู้จะสรรหาคำบรรยายอะไรดี แต่หากใครเคยไปดูเด็กเตะบอลคงนึกภาพออก

    วันนี้เด็กๆ ชั้นป.1-6 เข้าร่วมกิจกรรมของฮอนด้า
    ใครอยากจะสร้างหุ่นยนต์ก็ให้จินตนาการ สร้างหุ่นยนต์อะไรก็ได้
    ไม่ต้องสนใจว่ามันจะใช้งานได้จริงไหม ขอแค่ให้มันเคลื่อนไหวได้ และก็ช่วยโลกได้ก็เพียงพอ

    เด็กตั้ง 3 หมื่นกว่าคนทั่วประเทศ ถูกคัดเลือกจากภาพวาดในจินตนาการ
    ก่อนเปลี่ยนไปเป็นการคัดจากการพรีเซ้นท์ผลงานผ่านวิดิโอในรอบหลัง
    และฮอนด้าก็ให้ทุน 1 พันหลายสิบคนให้ไปทำต้นแบบจำลองภาพหุ่นยนต์ของตัวเอง
    แล้วกลับมาพรีเซ้นท์ที่กรุงเทพกันอีกรอบจำนวน 30 คน
    แบ่งเป็นเด็กระดับที่ 1 คือป.1-3 และระดับ 2 ป.4-6
    คัดเหลือ 6 คนสุดท้าย เอาไปดูงานทัศนศึกษาดูน้าอาซิโม่หุ่นยนต์ต้นแบบของฮอนด้าถึงโตเกียว
    งานนี้ทั้งเที่ยวและได้ความรู้จากฮอนด้าด้วย คุ้มจริงๆ
    แต่กว่าจะผ่านด่านมาได้ เด็กเหล่านี้ก็ต้องมีคู่แข่งกว่า 3 หมื่นคนเลยทีเดียว
    ยิ่งกว่าสอบแข่งเอนทรานซ์เสียอีก..เพราะนี่เอาแค่ 6 คน...

    ต้องยอมรับว่าใจไปสายกว่าเวลาที่กำหนด เพราะเพิ่งจะมารู้ว่า
    เวลาเชิญนักข่าวนั้นคือช่วงบ่าย แต่กิจกรรมนั้นเริ่มมาจากตั้งแต่ 8 โมงเช้า
    ทั้งเด็กและผู้ปกครองเลยอยู่ในห้องที่ TK Park ชั้น 8 ของ central world ยาวนานทั้งวันเลยทีเดียว

    เด็กๆ ทั้งหมดนั่งอยู่แถวที่สองรองจากกรรมการหน้าเวที
    ด้านหลังเห็นผู้ปกครองนั่งเป็นกำลังใจ บ้างก็ถ่ายรูป บ้างก็ถ่ายวิดิโอ
    เด็กๆ บางคนมาพร้อมกับครูที่ปรึกษา 1 คนของตัวเองด้วย

    ใจไปนั่งดูเด็กพรีเซ้นต์ผลงานของตัวเอง โดยมีน้าซุปจากซูเปอร์จิ๋วเป็นคนซักถาม
    นั่งไปขำไป อดทึ่งกับความคิดใสๆ ของเด็กอย่างเสียไม่ได้

    นี่เรายิ่งโต เงื่อนไขในการใช้ชีวิตมันซับซ้อนขนาดนี้เลยเหรอ???
    ใจคิดแบบนั้น เวลาที่ได้ยินเด็กพูด หรือตอบคำถามเด็กๆ ด้วยกันเอง
    ซึ่งจะยกมือในตอนท้ายหลังเพื่อนเล่าว่าหุ่นยนต์ตัวเองทำอะไรได้บ้างเสร็จสิ้น
    เด็กคนหนึ่งยกมือถามเพื่อนร่วมโครงการที่ทำหุ่นยนต์ใบไม้ลอยได้
    คอยเก็บก๊าซที่เป็นพิษอยู่ทั่วโลกว่า

    "ทำไมหุ่นยนต์ใบไม้ถึงลอยได้ด้วย"

    เด็กเจ้าของหุ่นยนต์ใบไม้ตอบกลับในทันที

    "แล้วทำไมหุ่นยนต์ต้องมีขาด้วยล่ะ"

    โอ้..จอร์จ ก็ทำไมหุ่นยนต์ต้องมีขาด้วยละ...มันก็จริงของเด็กเค้าล่ะนะ


    ใจนั่งอยู่ในงานนาน จนถึงวาระสุดท้าย คือการประกาศว่าใครจะได้ไปญี่ปุ่นบ้าง
    วินาทีนี้เด็กๆ หลายคนเริ่มตื่นเต้น เห็นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตามคำแนะนำกันเป็นทิวแถว
    แม้วอย่างใจน้ำตาคลอเบ้า เมื่อพิธีกรประกาศ แล้วเด็กที่ได้รับรางวัลไม่ยอมยิ้ม

    ไม่ใช่อะไรหรอก เด็กเขาตื่นเต้นจนพูดไม่ออก...เหมือนนางงามดีใจจะร้องไห้เวลาได้มงกุฏ
    ใจเริ่มเห็นใจเด็กที่ไม่ได้รางวัล เห็นถึงความผิดหวังเวลาเราอยากได้อะไรแล้วไม่ได้
    คาดหวังอะไรแล้วไม่ได้อย่างที่หวัง มันคงจุกๆ พูดไม่ออก....
    เด็กๆ ก็คงจะคิดแบบเดียวกันกับใจ...แม้ผู้ใหญ่บอกว่าอย่าเสียใจก็ตามที

    แต่เด็กก็ยังคิดได้เร็วกว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆ บางคน
    น้าซุปถามเด็กๆ ว่ามีน้องๆ คนไหนอยากจะอวยพรเพื่อนๆ ที่จะไปญี่ปุ่นกันบ้าง
    เด็กคนหนึ่งบอกว่า "ขอให้ไปเห็นอาซิโม่นะครับ"

    เด็กคนสุดท้ายนี่สิ ที่ทำให้ใจอดคิดไม่ได้ว่า
    หากไม่ได้มางานวันนี้คงไม่ได้เจออะไรดีๆ แบบนี้แน่ๆ

    เด็กนักเรียนตัวเล็ก จากเชียงใหม่ ยืนแล้วหัวยังไม่ถึงเอวของใจด้วยซ้ำ
    พูดเป็นภาษาเหนือตามคำบอกของน้าซุปว่าให้พูดเหนือโลดว่า

    "ขอหื้อสนุกเน้อครับ"

    แปลเป็นภาษาภาคกลางได้ว่า

    "ขอให้เที่ยวให้สนุกนะครับ"

    นี่สิ แพ้แล้วยังมีน้ำใจ ยังอวยพรให้คนอื่นๆอีกต่างหาก

    น้าซุปยังถามต่อว่า

    "อยากจะได้อะไรเป็นของฝากจากญี่ปุ่นไหมครับ"
    "ไม่มีครับ"
    "แล้วหากมีคนซื้อมาฝากจะเอาไหมครับ"
    "เอาครับ"

    ผู้คนทั้งยิ้ม ทั้งปรบมือเสียงดัง
    ก่อนจะมอบรางวัล ถ่ายรูปหมู่แล้วก็กลับบ้านกันซะเย็นย่ำ.....


    ย้อนเวลาไปเป็นเด็กๆ ตัวเล็ก อายุยังน้อยไม่ได้
    แล้วหากจะย้อนให้ความคิดบางอย่างเป็นเด็กๆ บ้าง...มันจะได้ไหมนะ???


    ปล. เราย้อนอดีตอะไรไม่ได้เลย
    แต่เราทำปัจจุบันให้ดีกว่าอดีตได้นี่นา...ใช่ไหม???

    10/18/2007

    ตามหากำลังใจ



    รบกวนเพื่อนม่วยอยู่หลายวัน
    ทั้งการสอบถามราคาตั๋วเครื่องบิน และความปลอดภัย
    ที่จะหาได้จากประเทศเวียดนาม ในยามที่อาจจะต้องเดินทางคนเดียว

    รู้สึกหัวใจห่อเหี่ยวไร้เรี่ยวแรง แรงบันดาลใจหดหายอีกแล้ว
    สิ่งที่ต้องทำ คือการออกเดินทาง...ไปสร้างแรงบันดาลใจอีกตามเคย

    วันนี้ตกลงปลงใจเด็ดขาดว่าจะแบกเป้ไปเวียดนามเพียงลำพังกลางเดือนหน้า

    "ไปเที่ยวคนเดียวมันเปลี่ยนหัวใจนะแก" ไอม่วยบอก

    ชั้นก็ใช่อยากจะเที่ยวคนเดียวหรอกแกเอ้ย บอกตรงๆ
    แต่ว่ามันก็ไม่เห็นจะว่างตรงกับใครสักคน
    และที่สำคัญมองหาคนรอบๆ ตัวแล้ว ก็คิดว่ายังไม่มีใครสนใจจะไปด้วย

    ภายในวันสองวันนี้ใช้เวลานั่งดูเรื่องที่พักและความสะดวกอะไรหลายๆ อย่าง
    ที่สำคัญคือไม่ทำให้งานเสียทุกทาง ค่อยตัดสินใจจริงจังในการจองตั๋ว
    เมื่อจองตั๋วเสร็จสิ้น...อย่างอื่นก็คงจะตามๆ มาเองล่ะมั้ง

    เดินทางเพียงลำพังหนล่าสุดก็คือฮ่องกง....
    หนนั้นยังกำลังใจเต็มกระเป๋า มีเงาเป็นเพื่อน ไม่เหงาสักเท่าไร
    หนนี้...จะได้ไปใช่ไหม..หวังว่าคงจะไม่ผิดพลาดอะไร...หวังว่าจะได้ไป...
    ไปเดินทางหากำลังใจกัน... รู้สึกเหมือนคนอกหักแล้วต้องเดินทางลำพังพิกล...

     

    10/17/2007

    โพลสติแตก อะไรที่คนรักทำแล้วเรารับไม่ได้??


    มีโพลสติแตกแจกเพื่อสอบถามทุกคนใน list
    msn messenger ที่ออนไลน์อยู่ตอน 6 โมงเย็น
    ทุกคนโดนคำถามแปลกๆ ที่ว่า


    การกระทำใดของคนรัก ซึ่งเราจะรับไม่ได้มากที่สุด?

    และต่อไปนี้คือคำตอบของทุกคน....

    Ryoichi says:
    โกหก การโกหกจะเป็นจุดเริ่มของการนำไปสู่อย่างอื่น ถ้าโกหกเพราะหวังดีก็ไม่คิดอะไร
    ถ้าโกหกเพราะกลัวเราไม่สบายใจ ก็พอคุยกันได้
    แต่ถ้าโกหกเพราะไปทำอะไรที่ผิดต่อเราหรือครอบครัวเรา
    นั่นคงคุยกันยาว เหตุผลไม่ดีนี่คุยยาวแน่
     
    คุณหลอกดาว says:
    ใช่แล้ว การโกหก


    It's my life says:
    โกหก

    Nai_tapanee (Policy and planning of Division) says:
    ชอบไม้ป่าเดียวกัน

    Super กาเหรี่ยง  เอ้าถึงเทศกาล Vegetable Season แล้วจ้า ปีนี้จาตะบะแตกหรือป่าวเนี่ย เมื่อเด็กดอยเก็บตัวช่วงกินเจ อิอิ  says:
    นอกใจ แอบมีคนอื่น

    คุณตูน :: กรูเบื่อ says:
    รับไม่ได้ก็ต้องนอกใจ

    Parnna : Heretic Angle says:
    เจ้าชู้ แอบมีกิ๊ก แล้วทิ้งเรา...

    [c=47]CyberDOG[/c] "เสียงหัวใจมันดังบอกฉัน ว่าเธอคือคนนั้นที่เคยตามหา" says:
    นอกใจมั้งครับ มีคนอื่นนั่นแหละ รับไม่ได้ต้องเลิก

    ธee says:
    อื่ม นอกใจสิครับ

    ทาเคชิเป็นพิษ says:
    เพิกเฉยต่อความรู้สึกของเรา

    กระต่ายผู้อับเฉา.. says:
    นอกใจ

    c=50] G u $ t z i L @  м!ss • ¥συ [/c=63] says:
    โกหกแล้วมีความความสัมพันธ์(ลึกซึ้ง)กับคนอื่นแทนเรา

    Hui says:
    ก็บอกเลิกเราโดยเหตุผลไม่เพียงพอ


    Netnapha - says:
    เย็นชา ค่ะ

    ในหลวง : I'm Sang - หัวของผมเอียงซ้าย จะพยายามเอียงขวากลับมามากหน่อยหละ says:
    หน้าอย่างหลังอีกอย่างละมั้งครับ


    เข็ม : รอยยิ้มไม่ต้องลงทุน says:
    ก็ต้องควงกับหญิงอื่น ที่ไม่ใช่เราสิ  ทำแบบนี้มีเรื่องแน่


    ~ฝึกความกล้า  ฆ่าความหลง  ปลงสังขาร~  says:
    เจ้าชู้

    waiting Oct....  says:
    ไม่ทำตามสัญญา โกหก ปิดบัง อีกหลายอย่าง

    ซาร่าไม่เข้าจายย says:
    มีคนอื่นไปพร้อมๆกับที่เขาคบเรา

    what ever wlii be..will be    says:
    โกหก

    สะบันงา says:
    นอกใจ สูบบุหรี่ เล่นไพ่ ...มีคนแถวนี้ให้มา...ขี้ระแวง


    ไม่รู้จะบรรยายอะไรต่อ ไม่ต้องถึงเข้าโปรแกรมคำนวณข้อมูลเชิงสถิติให้วุ่นวาย
    ดูด้วยสายตา ง่ายๆ ก็คงจะรู้กันดีว่า คนส่วนใหญ่ ไม่ปรารนา ไม่หวัง
    และไม่ต้องการให้คนที่เรารักทำอะไร...
     


    ปล. ขอบคุณทุกคนที่ให้ความร่วมมือในการตอบโพล ที่แม้จะสั้นๆ ...
    แต่มันเต็มไปด้วยความหมาย ขออภัยที่ไม่มีตัวเลือก
    เพราะสุดท้าย ทุกคนก็มีคำตอบในใจของตัวเองอยู่ดี
    อย่างน้อยก็คงจะโชคดีกว่าการโดนถามว่า
    ....ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ... ??? อิอิ

    10/14/2007

    ความงามราคาเบา ๆ




    มันชินตาไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
    สำหรับแผงขายชุดชั้นในราคาไม่กี่สิบบาทตามตลาดนัด

    แต่จนถึงตอนนี้ก็กลายเป็นร้านยอดฮิต
    ไม่ว่าจะที่ตลาดนัดกลางแจ้งหรือติดแอร์ ก็มีขายกันไปทั่ว
    และก็สังเกตได้ว่าไม่มีร้านไหน เงียบเหงาจากผู้คนเลยสักนิด
    ไม่เชื่อลองไปเดินดูในตลาดนัดแถวบ้านดูสิ
    เชื่อเหอะ ร้านขายกางเกงในลวดลายสารพัดคงมีสักร้านแหละน่า

    โดยส่วนตัวแล้ว ไม่ค่อยจะได้แวะเข้าไปซื้อสินค้าจากร้านนี้สักเท่าไร
    ไม่ใช่เพราะว่ารังเกียจที่คุณภาพ หรือราคา
    แต่เพราะสายตาประชาชีแปดร้อยล้านคู่ที่ผ่านไปผ่านมา
    ทำให้เลือกได้ไม่สะดวกจิตสะดวกใจมากนัก


                                       ลายเยอะแปลกตา ... เพียบ ...

    แตกต่างจากมุมชุดชั้นในในห้างสรรพสินค้า
    ที่ปลอดจากสายตาคนหมู่มาก แถมยังสามารถลองได้ก่อนอีกด้วย

    แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า หลังๆ หากแอบมองด้วยหางตา
    จะเห็นจะว่า แบบของชุดชั้นในบนแผงตลาดนัด แปลกตากว่าเดิมมาก

    แปลกตาที่ว่าคือ ลวดลายนำสมัย แฟชั่นจ๋าเลยทีเดียว
    ราคาก็ไม่แพง 3 ชิ้นร้อย 4 ชิ้นร้อยก็มีเยอะแยะ
    คนขายก็มีทั้งหญิงและชาย
    หนก่อนไปเดินที่ตลาดนัดย่านลาดพร้าว
    เจอคนขายเป็นหนุ่มหน้าตาดี...งานนี้หากเข้าไปซื้อ คงมีอายกันไปบ้าง 


                                                             อันนี้คงเป็นจีสตริง.... 

    หลายเดือนก่อน เคยเห็นช่างภาพของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง
    แอบเก็บภาพของผู้หญิงมากมายหลายอายุ นักศึกษายันคนทำงาน
    กำลังหน้าดำ เมามันกับการเลือกลายชุดชั้นบนแผงของตลาดนัด

    พี่ท่านบรรยายใต้ภาพจนเห็นภาพว่า....ความงามราคาเบาๆ
    หาซื้อได้ทั่วไป สะดวกทั้งกระเป๋า พอใจในลวดลาย
    ธุรกิจนี้จึงอยู่ได้...ไม่ว่ายุคไหนก็ตาม
    เพราะคนเห็นว่า ของมันงาม แถมยังราคาก็ไม่แพงเสียด้วย

    อ่านแล้วก็ถูกใจ ... เห็นด้วยอย่างยิ่ง
    วันก่อนแอบเข้าไปเดินดูในร้านกับเขาบ้าง
    แบบมันก็แปลกตา ราคาก็ถูกอย่างที่เขาว่าจริงๆ

    เรียกได้ว่า ความงาม ราคาเบาๆ จริงๆ

    หมากินน้ำ




    ไม่สบาย ขี้มูกไหล เจ็บคอ มีไข้นิดๆ
    แต่เพราะอยู่คนเดียว
    พอหิวเลยต้องถ่อสังขารลงจากชั้น 4
    เดินไปหาอะไรกินปากซอย

    ขากลับเจอหมา...กินน้ำ
    อ่างเดิม แต่เป็นหมาอีกตัว

    หนนี้ไม่ใช่แมว...

    เห็นหมาตัวนี้นอนเฝ้าที่หน้าที่พักอยู่เนืองๆ
    เพิ่งจะเคยเห็นมันกินน้ำในอ่างจะจะ
    เลยแวะเอามือถือถ่ายภาพซะก่อน ...

    หมาแมวแถวนี้มันคงชิน กับการโดนถ่ายรูปจริงๆ แฮะ


    10/12/2007

    เรื่องของกาแฟ...แค่ชื่อตูก็งง




     


    ขอสารภาพอย่างหน้าไม่อายว่า ... ไม่เคยรักการดื่มกาแฟ
    ดังนั้นเวลาเข้าร้านกาแฟ นอกจากจะไม่สั่งกาแฟแล้ว
    ยังไม่รู้ว่า เวลาสั่งกาแฟแต่ละชนิด มันต่างกันตรงไหน

    รสชาติ และที่มาเป็นอย่างไร ดังนั้น จึงไม่เคยคิดจะสั่งกาแฟในร้านกาแฟเลย
    ยกเว้นกาแฟเย็นในแบล็คแคนยอน หรือกาแฟเย็นจากร้านอาบังรถเข็นใกล้ๆ บ้าน

    หลังจากเบี้ยวคำเชิญจากทรู คอฟฟี่มาหนหนึ่ง วันนี้เลยเบี้ยวไม่ได้อีก
    ต้องหอบสังขารอาการปวดท้อง ไม่สบาย ไปถึง ม.ศรีปทุม ย่านบางเขน
    เพื่อเข้าร่วมคอร์สฝึกเป็นบาริสต้าหรือพนักงานชงกาแฟกับทรู คอฟฟี่  เป็นเวลาสองสามชั่วโมง

    จริงๆ ไม่ถึงกับลงมืออยู่หน้าเครื่องเป็นบาริสต้าเต็มตัว
    แต่แค่พอจะรู้เรื่องกาแฟขึ้นมาบ้างอีกนิดก็เท่านั้นเอง
    ไม่เป็นใบ้เวลาเข้าไปยืนหน้าเคาน์เตอร์แล้วเผลอสั่งกาแฟแบบผิดๆ เข้า

    เรื่องเมล็ดกาแฟมาจากไหน คั่วด้วยองศาร้อนเท่าไร
    บดอย่างไร ใช้กี่กรัมในการชง แล้วต้องใช้น้ำร้อนที่เท่าไรในการผ่านกาแฟให้ได้รสชาด
    ต้องใช้เวลาเท่าไรให้ได้ความกลมกล่อมพอดี หรือชอตไม่ตาย
    ต้องใช้นมอย่างไหน ฟองทำอย่างไร น้ำเชื่อม ช็อคโกแลตอะไร ไม่อยากเล่าถึง
    เพราะเล่ากันข้ามคืนข้ามวันไม่น่าจะพอ
    เอาแต่สำคัญๆ ที่คิดว่าตัวเองฉลาดขึ้นมาบ้างก็พอ

    สิ่งสำคัญที่ว่าก็คือ... ความแตกต่างของกาแฟเมนูนั่นเอง

    เมนูแรกของทรูคอฟฟี่ คือ Espresso Classic ที่ร้านอื่นคงเรียกว่า Espresso กันธรรมดากระมัง
    ไอนี่มันคือ กาแฟบดผ่านด้วยน้ำร้อนไม่เกิน 100 องศา ไม่ผสมอะไรเลย
    เข้ม ขม ดำปี๋ หรือแก่เข้มคือความหมายจริงๆ ของ Espresso

    ต่อให้เป็นแก้วเล็ก แก้วกลาง แก้วใหญ่ เขาว่าก็ใช้ปริมาณกาแฟและเวลาในการผ่านน้ำร้อนเท่ากัน
    เพียงแต่ว่ากดที่ปุ่มเครื่องส่งแรงดันน้ำร้อนผ่านกาแฟบดว่าต้องการสำหรับขนาดแก้วเท่าไร
    น้ำก็จะถูกส่งผ่านมาที่กาแฟบดแล้วก็ไหลออกมาเป็นกาแฟดำปี๋ในทันที
    เพราะว่าที่แท้จริงแล้ว Espresso นี่มาจากภาษาอิตาลี แปลว่าเร่งด่วน

    เช่น สำหรับแก้วเล็ก แก้วกลาง แก้วใหญ่ มันก็จะไหลออกมาให้พอดีกับจำนวนที่ต้องการ
    โผล่ออกมาเป็นกาแฟเข้มสีดำ ไหลลงแก้วแบบจอกที่เรียกกันตามภาษาคนชงและคอกาแฟว่า "ชอต"

    ดังนั้นบางคนอาจจะสั่งเข้มบ้างไม่เข้มบางตามประสาความชอบ เป็น ชอตเดียว หรือ สองชอต
    single หรือ double นั่นแหละ เขาว่าความไวต่อออกซิเจนของ Esspresso มีสูงมาก
    ดังนั้น จึงเห็นว่าฝรั่งบางคนจะจิบ Espresso ทันทีที่เคาน์เตอร์ เพื่อไม่ให้เสียรสชาด
    กินไม่ดี อาจจะลวกปากได้ ขอบอก.....

    Espresso ที่ดีต้องชงด้วยความร้อนไม่เกิน 100 องศา
    จะให้ดียิ่งขึ้นมันต้องที่ 92-96 องศา และให้น้ำร้อนผ่านกาแฟบดในระยะเวลา 18-23 วินาที
    บางที่ก็ว่า 18 -30 วินาที หากต่ำกว่า 18 วินาที ก็เหมือนกับน้ำมันไหลผ่านกาแฟเร็วไปนั่นแหละ
    น้ำผ่านกาแฟเร็วไป ก็แสดงว่ารสชาดไม่แน่นพอ กาแฟต่อน้ำไม่พอดี มีกาแฟในน้ำร้อนน้อยไปนั่นปะไร

    หากว่าเกิน 30 วินาทีก็จะทำให้ น้ำร้อนผ่านกาแฟบดยาวนานไป แสดงว่ากาแฟจะเข้มไป...นั่นปะไร
    เขาว่า คอกาแฟที่แท้จริง จะแกล้งบาริสต้า... ข้าจะกิน Espresso ชอตที่ 19
    หรือว่าให้น้ำร้อนผ่านกาแฟบดที่เวลา 19 วินาที พอดิบพอดีนั่นเอง... บาริสต้าเก่งๆ คงไม่กลัว หึหึ

    ส่วนใครอยากกินกาแฟหวานหน่อย ใส่นมนิดก็ไปเติมเองที่เคาน์เตอร์
    แต่ Espresso ที่แท้จริง คือ กาแฟขมปี๋ ไม่ใส่อะไรเลยตั้งแต่แรกเริ่ม

    ถัดมาคือ café americano หรืออเมริกาโน ไอนี่แหละแปลก เพิ่งจะมาถึงบางอ้อก็หนนี้
    อเมริกาโน คือ Espresso ผสมน้ำร้อนให้เจือจาง หรือกาแฟดำใส่น้ำร้อนนั่นแหละ
    เช่นเดิมใครอยากใส่น้ำเชื่อมก็ไปเติมที่เคาน์เตอร์ที่เดิม

    แต่คอกาแฟที่แท้จริง ก็จะไม่ใส่น้ำเชื่อมหรือนม
    คอไม่แข็งเท่าไร แต่กินอเมริกาโนนี่แหละ แบบว่ากินกาแฟแต่ไม่เข้มไง

    ดังนั้นหากใครเคยสั่ง Ice Espresso มาก่อนหน้านี้ อนุมานได้ว่า "สั่งผิด"
    เพราะ Espresso มันต้องร้อน หากอยากจะกิน Espresso แบบเย็นต้องสั่งว่า

    "ขอไอซ์อเมริกาโนแก้วนึงค่ะ "
    ก็จะได้ Espresso ใส่น้ำแข็งมาหนึ่งแก้วนั่นเอง โฮะโฮะ
    คิดว่า Espresso เย็นคงไม่มี เพราะคงแท้ก็ต้องร้อนอย่างที่บอกนั่นแหละ หึหึ

    ส่วน Latte หรือลาเต้เนี่ย คือ Espresso 1/3 ส่วน บวกด้วยนมร้อนอีก 2/3 ส่วน
    บาริสต้าจะเทส่วนผสมลงถ้วยพร้อม ๆ กัน หยอดด้วยฟองนมหนาสัก 1 เซ็นติเมตรโปะหน้าทับข้างบน
    ไอนี่แหละเรียกว่าลาเต้ ... เพราะว่าลาเต้เป็นภาษาอิตาลีแปลว่านม
    มันเลยกลายเป็นกาแฟกับนมนั่นเอง เอิ้กเอิ้ก 

    หาก Espresso+ นม และน้ำแข็ง ไอนี่คือ Ice Latte
    อยากกินหวานนิดก็ใส่น้ำเชื่อมเพิ่มเติมเข้าไปไง
    ในร้านกาแฟใหญ่ๆ ไม่ใส่น้ำเชื่อมให้ก่อน ไปเติมเองอยากได้หวานแค่ไหน จัดการเอง

    ยังมีอีก ยังไม่จบ.....

    หากเอา Espresso บวกด้วยนมสดร้อนครึ่งนึง ฟองนมสดอีกครึ่งนึง
    ไอนี่อ่ะ เรียก Cappuchino หรือ คาปูชิโน
    โอว้ ...จอร์จ แม้วก็เพิ่งรู้
    งี้ตูอยากกินกาแฟดำใส่นม และมีฟองด้วย ...แล้วไปใส่น้ำเชื่อมให้มันหวานๆ หน่อย
    ก็ต้องสั่งคาปูชิโนสินะ 555

    ยังมีอีกนะ ยังมีกาแฟที่เรียกว่ามอคค่า หรือ Mocha
    ไอนี่คือ Espresso บวกด้วยโกโก้นั่นเอง
    หากเสิร์ฟร้อนๆ ก็เป็น Mocha หรือ Hot Mocha
    แต่ว่าใส่น้ำแข็ง ก็เป็น Ice Mocha 

    ในร้านทรู คอฟฟี่ยังมีเมนูอย่างอื่นอีก เช่น

    Espresso Macchiato ไอนี่คือ Esspresso มีฟองนมโปะด้านบน
    Esspress Capana คือ Esspresso + วิปครีมโปะด้านบน
    Cafe Mocha นี่คือ Esspresso + ช็อคโกแลต
     
    ในร้านอื่นๆ อาจจะเมนูกาแฟแบบอื่นๆ ด้วยนะเช่น
    latte macchiato อีกมากมายก่ายกอง ไม่นับกับแบบเย็นอื่นๆ อีก
    แค่คิดก็ปวดหัวแระ .. แต่ทั้งหมดก็มีพื้นฐานจาก Espresso ทั้งสิ้น
    ต่างกันก็แค่ตรงส่วนผสมอื่นๆ นี่แหละ
    เช่นอาจจะเจือจางด้วยน้ำร้อน บวกด้วยนมสดร้อน ฟองนมสด
    หรือใส่น้ำแข็ง ผสมโกโก้ ผสมช็อกโกแลตก็ว่ากันไป เอิ้ก...

    โคะ ... แค่ชื่อแม้วก็งงแล้ว ...
    บอกตรงๆ ไปจดมาเนี่ย ก็ไม่รู้ว่ามั่วไปมั่งหรือเปล่านะ 555 มันเยอะเหลือเกิน

    ว่าแล้วก็กินช็อกโกแลตปั่นใส่วิปครีมเหมือนเดิมก็ท่าจะดีเนอะ... หึหึ เอาซะตูงงไปเลย 

     

    ขอบ่น



    วันนี้โชคไม่เข้าข้างสักเท่าไร
    ยกหูหาใคร ก็ไม่ค่อยมีใครอยากจะคุยด้วย
    ไม่ใช่เพื่อน พี่ น้องหรือคนรู้จักหรอก
    แต่เป็นบริษัทที่กำลังอยู่ระหว่างการติดต่อขอคุยด้วย

    ความยากลำบากในชีวิตการทำงานอย่างหนึ่ง
    ที่ใครก็ไม่เคยจะล่วงรู้ นอกจากกลุ่มคนทำงานแบบเรากันเองก็คือ
    การติดต่อขอสัมภาษณ์บริษัทที่สนใจอยากจะเอามาเขียน

    ไม่เพียงแต่ต้องใช้วาทศิลป์ ยกแม่น้ำทั้งร้อยสายหว่านล้อมเพื่อให้เขายอมคุยกับเราแล้ว
    ยังต้องอาศัยลูกตื๊อสุดชีวิต คอยยกหูหา เพื่อที่จะให้เขาให้คำตอบเราว่า...เมื่อไรจะได้คุย...


    หลังๆ นี่ก็ชักท้อเอาเรื่องเหมือนกัน
    มันชักเริ่มตัน และเริ่มรู้สึกว่า ความยากลำบากในการทำแบบนี้มันเพิ่มขึ้นทวีคูณ
    เป็นเพราะอยากจะให้งานออกมาดี จึงพิถีพิถัน หาคนที่ดีเพื่อจะคุยด้วย
    แต่อะไรดีๆ มักจะได้มายากๆ ไม่ง่ายนักสักเท่าไร
    สุดท้าย...ก็เลยมาลงเอยที่ความลำยากที่ว่านี่เอง

    พอโดนวางหูดัง ตุ้บ....กระทันหัน โดยที่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อสักคำ
    ก็เล่นทำให้บางครั้งท้อแท้ไปเลยก็มี บางทีก็พาลอยากจะเลิกทำอาชีพนี้ซะดื้อๆ ....

    พอบางวันมีคนพูดดีด้วย ยอมทุกอย่าง มีอะไรประเคนให้หมด
    ก็ทำให้ไฟลุกโชติช่วง ไม่อยากจะไปทำอะไรนอกจากอาชีพนี้อีกแล้ว

    นี่แค่ช่วงเริ่มแรกนะ ยังทำเอาท้อ ทั้ง ๆ ที่ก็ทำงานแบบนี้มาตั้งหลายปี
    คิดถึงช่วงของการทำงานดิ...คิดถึงตอนที่ไปคุย ไปพบเจอ
    แล้วไม่เป็นอย่างที่คิดเสมอไป...คิดถึงวิธีการที่ใช้จัดการกับปัญหาที่เจอ

    เหอเหอ แค่คิดก็หนาวแล้ว....
    เฮ้อ....ชีวิตแม้ว.... เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้จริงๆ เลยแฮะ

    ก็รู้ว่าบ่นไปก็ยังเหมือนเดิม แต่ขอให้ได้บ่นก็พอใจแระ แหะแหะ

    10/10/2007

    ตลาดคลองสวน

     market


        market7   
        
         หลายปีก่อนใจเคยไปตลาดคลองสวน 100 ปี ที่ฉะเชิงเทรา เพราะเห็นจากรายการทีวีมีดาราพาไปเที่ยว ก็เลยคิดอยากจะไปกับเขาบ้าง

    ทุกวันนี้ภาพของตลาดที่นี่ทุกภาพใจยังเก็บเอาไว้เป็นอย่างดี นั่นเป็นเพราะเมื่อไรที่เปิดขึ้นมาดูก็อดรู้สึกกับทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นเสียไม่ได้

    ว่ากันว่าตลาดแห่งนี้
    เป็นตลาดบกแบบโบราณแถมเก่าแก่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่  5 รูปลักษณ์ของตลาดไม้เก่าแก่ ตั้งอยู่สองฟากของฝั่งคลองประเวศบุรีรมย์  ความเก่าแก่ที่กลายเป็นความคลาสสิกได้กลายเป็นเหตุดึงดูดสายตาให้คนนอกถิ่นเข้าไปเยี่ยมเยือนมากขึ้นๆ และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนบอกปากกันปากต่อปากกันมาเรื่อยๆ

     
      market5   

    สถาปัตยกรรมเรือนไม้แถวยาวกว่าครึ่งกิโลเมตรของตลาด  เขาว่าเป็นการสร้างแบบห้องแถวของจีน ทุกวันนี้ยังคงสภาพเช่นเคยที่เป็นมา แม้จะมีการปรับปรุงรูปแบบบางส่วนไปบ้าง มีความทันสมัย แสงไฟจากไฟนีออนส่องแสงในยามค่ำมืดแทนตะเกียง แต่เราก็ยังเห็นภาพของตลาดแห่งนี้ได้ว่า...ที่ผ่านมาก่อนหน้านับร้อยปีที่แล้ว เคยเป็นอย่างไร จากเรือนแถวเหล่านั้น

    market2

    ในวันที่ไป ใจเห็นคนขายของสดไปยันของแห้ง มีร้านทอง ร้านขายขนม ขายรองเท้า แทรกอยู่ในส่วนต่างๆ ของห้องแถว มีร้านกาแฟชื่อดัง ที่ตากล้องคนไหนๆ ไปก็แวะไปถ่ายภาพคุณตาที่ชงกาแฟเจ้าของร้านอายุคราวปู่ ภาพคนแก่ชงกาแฟเลยคลาสติกเต็มห้องตั้งกระทู้เกี่ยวกับภาพในหลายๆ เว็บไซต์

    market8

    มีอะไรอีกตั้งมากมายในตลาดแห่งนี้ นอกเหนือจาก
    ที่ได้พูดถึง แต่ทุกสิ่งล้วนสะท้อนความเป็นจริงของคนที่ใช้ชีวิตในห้องแถวนี้ ไม่ว่าจะบ้านหลังที่สืบทอดต่อๆ กันมาจากบรรบุรุษหรือผู้มาใหม่

    market3

     

    market9
    market6

    เดินทางไปที่ตลาดแห่งนี้ เพื่อเก็บเกี่ยวบรรยากาศความทรงจำในตลาดเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ไม่ยาก ขับรถจากถนนเส้น บางนา – ตราด ถึงหลักกิโลเมตรที่ 27 เลี้ยวเข้าถนนรัตนโกสินทร์ 200 ปี ตรงไปถึงถนนอ่อนนุช – เทพราช แล้วเลี้ยวขวาตรงไปถึงหลักกิโลเมตรที่ 40 แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ตลาดคลองสวน 100 ปี

    market4

                       -------------

    10/8/2007

    Dr.No เก๋าจริง มิสเตอร์บอนด์ ....





    และแล้ววันนี้...โอกาสดีก็มาเยือน
    star movies ใจดีแท้ เอา Dr.No มาฉาย
     
    Dr.No เป็นตอนแรกของ พยัคฆ์ร้าย 007
    แสดงนำโดย  Sean Connery 
    เจมส์ บอนด์คนแรก  ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี  1962 หรือ 2505
    ใจยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำ ...

    นั่งดูไปก็ทึ่งไป กับความเก่าของหนัง
    เก่าทั้งในแง่ของภาพ การแต่งกาย ทรงผม
    ไปจนถึงแนวคิดของหนังเข้าขั้นคลาสนิกเลยทีเดียว

    จำได้ว่าหลายวันก่อนก็ดู James Bond 007 ไปเรื่องหนึ่ง
    ตอนนั้นเอ็มหัวหน้าของบอนด์ ก็ยังเป็นผู้ชายอยู่แฮะ
    วันนี้ตอนแรกก็ยิ่งไม่ต้องสงสัยเลย เอ็มยังเป็นผู้ชายอยู่
    แต่รุ่นหลังๆ เข้าโรงหลายปีมานี้เรามักจะชินตากับเอ็มที่เป็นผู้หญิงหัวขาวเสียแล้ว
    ไม่รู้ว่า ไปทันเปลี่ยนกันตอนไหน ยังดูไม่ครบ ดูไม่ถึงเหมือนกัน
    อยากให้แฟนพันธุ์แท้มาช่วยตอบให้จริงๆ เลยให้ตายสิ

    เมื่อวันก่อนเห็นบอนด์ตบผู้หญิงแบบเอาจริงเอาจังมาก
    เพื่อเค้นเอาความลับออกมา ....
    วันนี้เห็นบอนด์ หนุ่มกระล่อนเปลี่ยนคู่นอนทั้งสิ้น 3 คน
    โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่เป็นฝ่ายเดียวกันกับคนร้าย

    มีอยู่ตอนหนึ่งของ Dr.No บอนด์ต้องไปจาไมก้า
    เพื่อสืบหาสายลับอังกฤษที่อยู่ดีๆ ก็หายตัวไป
    ขาดการติดต่อไปเฉยๆ ถึงสองคน
    พอไปถึงบอนด์ก็ไปพักในโรงแรม
    ก่อนออกจาห้องในโรงแรม เพื่อป้องกันและตรวจสอบว่า
    ใครจะเข้ามาค้นข้าวของในห้องพักตัวเองหรือไม่ บอนด์ก็เลยใช้ภูมิปัญญาง่ายๆ....

    เริ่มจากกระเป๋าในเอกสารทรงสี่เหลี่ยมกว้างไม่กี่นิ้ว แบบที่นักธุรกิจหิ้วกัน
    บอนด์เอาแป้งโรย...แล้วเป่าทิ้ง ... เพื่อจะกลับมาดูว่าใครมาหมุนตัวเลขล็อค
    ก็จะเห็นลายมือบนผงแป้งที่เกาะรอบๆ ตัวเลขรหัสหมุนล็อคนั่นเอง

    เสร็จแล้ว บอนด์ก็เดินเลยมาที่ตู้เสื้อผ้า
    นั่งคุกเข่าข้างเดียว ดึงเส้นผมของตัวเองมาหนึ่งเส้น
    เอานิ้วแตะน้ำลาย ลูบที่ปลายของเส้นผมสองข้าง
    พาดเส้นผมลงบนบานพับประตูเสื้อผ้าสองฝั่งซ้ายขวา
    เอานิ้วลูบให้น้ำตายที่แปะลงไปบนเส้นผมติดกับบานพับประตู
    ดูดิ๊...คิดได้ยังไง... กะว่าใครมาเปิดดูก็รู้ เพราะเส้นผมตูหายไป

    อ้อ .. หากใครยังไม่เคยเห็นบอนด์ร้องเพลง
    มีตอนหนึ่งบอนด์ร้องเพลงโต้ตอบสาวน้อยที่เจอบนชายหาดด้วยท่อนหนึ่ง...หึหึ

    เก๋าจริง มิสเตอร์บอนด์ ....


    ปล. กระเป๋าเอกสารหนังสีดำ มีที่หมุนรหัสปลดล็อคของเจมส์ บอนด์นี่...
    เป็นที่มาของกระเป๋าที่เค้าเรียกว่า กระเป๋าเจมส์ บอนด์ใช่ไหม?



    10/7/2007

    before and after

     

    ยอมรับว่าคิดอยู่นาน กว่าจะตัดสินใจจะเขียน blog เรื่องนี้
    ไม่ใช่เพราะเขียนไม่ออก แต่กลับเป็นเพราะว่า...
    นั่งมองรูปแล้วอดสูหัวอกหัวใจตัวเองไม่ได้ 555

    หัวข้อ blog วันนี้คือ before and after
    อยู่ดีๆ ว่างงาน ก็เปิดดูภาพเก่าๆ สมัยเด็กๆ
    เสร็จแล้วก็คิดอุตริ ว่าอยากจะเอามาเปรียบเทียบกันดู

    ภาพก่อนสมัยวัยเยาว์และภาพหลังจากโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
    เชื่อเหอะ หากใครได้เห็นก็ต้องคิดอยู่ในใจแน่ๆ ว่า
    ใจไปทำศัลยกรรมพลาสติกมา
    หึหึ ... แต่ไม่อยากจะบอกว่าไม่ได้ทำอะไรกับหน้าตาตัวเองเลย
    นอกเสียจาก น้ำหนักลดลงไปเกือบสิบกิโล
    น้ำหนักพิกัดสุดท้ายก่อนเข้าปีหนึ่งคือ 51 กิโลกรัม
    พี่สาวคนกลางถึงกับออกปากเรียกว่า "ยัยอึ่งอ่าง" 

    ตอนม.ปลายก็ไม่เคยต่ำกว่า 48 เลย
    เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่เคยชั่งน้ำหนัก
    เพื่อควบคุมน้ำหนักของเองอย่างเป็นเรื่องเป็นราวสักที
    ชีวิตตอนนั้นอยู่กับกิน นอน และทำอะไรก็ไม่รู้

    โตขึ้นน้ำหนักลด โดยที่ไม่ได้ตั้งใจลดมันลดเอง
    อาจจะเพราะตะลอนไปโน่นมานี่ และเงื่อนไขในการกินเยอะขึ้น
    เปลี่ยนรูปแบบของเสื้อผ้าไปตามวัยและตามสมัย
    ทรงผมก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากมาย มันก็เป็นไปตามวัฎจักร
    สุดท้ายก็เป็นอย่างที่เห็น ..

    ดูรูปแล้วก็จะไม่บอกด้วยว่าอันไหนคือตัวเองในวัยเด็ก
    อยากให้เห็นแล้วเดาเอาเอง ... ว่าคนไหน ??
    ดูภาพเก่าเสร็จแล้วก็ให้เปรียบเทียบกับภาพปัจจุบันที่เอามาแปะไว้ด้วย

    มิน่าชโรถึงได้บอกก่อนหน้านี้ว่า "หล่อนหน้าตาบ้านนอกมาสมัยก่อน"
    พอเข้ามาอยู่กรุงเทพฯก็มีหน้าตาเหมือนคนกรุงเทพฯ ไปเสียแล้ว

    ฮ่วย .... ไม่รู้ว่าผ่านวันนั้นมาได้ยังไงเนอะ
    แต่มันก็ผ่านมาแล้ว อะเมซซิ่งไหมละ เอิ้ก เอิ้ก


     

    แมวกินน้ำ




    ลงไปซื้อสไปร์ทใส่น้ำแข็ง
    ขากลับจ้ะเอ๋กับเจ้าของหมาตัวที่หายไปเมื่อวันก่อน
    เขาทักทายด้วยการยิ้ม
    พร้อมกับบอกว่ากำลังจะเอาหมาไปอาบน้ำที่ร้านรับอาบน้ำและตัดแต่งขนหมา
    ใจเลยถือโอกาสถามว่าหมานั่นมันพันธุ์อะไร สงสัยมาหลายวันแระ
    สรุปได้ความมาว่าเป็นหมาพันธุ์ "ปักกิ่ง"

    เดินเลยมาอีกนิด จ้ะเอ๋กับแมว..ตัวหนึ่ง
    กำลังก้มหน้าก้มตากินน้ำในอ่างอย่างเต็มที่
    เคยสงสัยมานานแล้วว่า
    แมวกับหมาหางนกยูงคงเป็นมิตรกันมาแต่ชาติไหน
    หรือไม่ ปลาหางนกยูงก็คงไม่อร่อย รสชาติไม่ดี
    เวลาเห็นแมวหรือหมากินน้ำในอ่างที่เลี้ยงปลาหางนกยูง
    ก็คงกินแต่น้ำ ไม่กินปลาหางนกยูงเข้าไปแน่ๆ

    เจ้าตัวนี้มีท้องนิดๆ
    คิดว่าไม่ใช่ลงพุง แต่คงเป็นแม่แมวท้องอ่อน
    ใจใช้มือถือถ่ายรูปตั้งหลายรูป
    มันคงเคยชินกับการโดนแอบถ่าย
    เงยหน้าขึ้นมามองกล้อง แล้วก็ก้มลงไปกินน้ำเหมือนเดิม
    ใจเดินจากมา หันหลังไปดู มันก็ยังก้มกินน้ำไม่เลิก
    ท่าทางคงกระหายสุดๆ หึหึ

    10/6/2007

    ไม่เซียน



    ก่อนเที่ยงเมื่อวาน เดินลงไปร้านขายของชำข้างๆ ตึก
    เพื่อมองหาน้ำส้มมาดูดให้ชื่นใจ กระหายสุดๆ น้ำเปล่าเอาไม่อยู่

    ขากลับดูดน้ำส้มหมดจากถุงพลาสติกก็โยนทิ้งถังขยะข้างๆ ที่พัก
    เดินลิ้นห้อยมาถึงชั้น  4 มีแขกมาต้อนรับถึงบันได...เป็นสัตว์โลก 4 ขา ตากลม ขนฟู
    มันเงยหน้าดูแขกผู้มาเยือน แล้วก็ส่ายหาง ยังกับเคยรู้จักกันมาก่อน

    จะว่ารู้จักกันก็ไม่ใช่ เพราะไม่เคยทำความรู้จักอย่างเป็นทางการกันเสียที
    แต่เคยเห็นหมาตัวนี้อยู่ใกล้ๆ กับห้องของตัวเอง 2-3 หนเห็นจะได้

    แม้อพาร์ทเม้นท์ทั่วไปจะห้ามคนรักหมา รักแมว เลี้ยงแมวเลี้ยงหมาในห้องก็ตามที
    แต่ใจก็เห็นว่ามีคนแอบเลี้ยงแทบทุกที่ที่เคยพักอยู่
    และส่วนใหญ่หมาพวกนี้ก็จะมีนิสัยไม่ชอบเห่า มันจะไม่เห่าทำเสียงดัง
    ให้คนข้างห้องได้ยินเสียงว่ามีมันอยู่ หรือว่าอึหน้าห้อง...เพราะเจ้าของจะเก็บเสียเรียบ
    ก็ดีนะแบบนี้... ยินดีให้เลี้ยง หากเสียงไม่ดังและไม่ทำอึเรี่ยราดทางเดิน

    กลับมาที่เจ้าตัวนี้อีกที...หนก่อนเจอมันมันก็วิ่งตาม ส่ายหางตลอดเวลา
    หนนี้เจอหน้ากันมันก็ทำแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่เคยแอบเอามือลูบหัวมันหนเดียว
    มันวิ่งจะเข้าห้องด้วย โชคดีเจ้าของมันวิ่งตามมาทัน แล้วบอกว่าอย่าไปนะลูก
    ไปงั้นมันคงเข้ามาในห้อง วิ่งเล่นเป็นที่เรียบร้อย

    ใจปิดประตูไปแล้วไม่ถึง 5 นาที มีเรียกเคาะประตูดังปัง ปัง ปัง
    ส่องตาแมว เห็นว่าเจ้าของหมาที่ห้องฝั่งตรงกันข้าม เลยเปิดถามว่ามีอะไร
    เขาถามหาได้เจ้าตัวนั้น...มันหายไป....

    ผู้หญิงอีกคนที่เป็นรูมเมท อนุมานว่าเป็นแม่ของเจ้าตัวนั้น
    อยู่ในสภาพของผ้าเช็ดตัว ร้องวี๊ดๆๆ เหมือนจะร้องไห้ เพราะหมาหาย
    ซวยทั้งผู้หญิงอีกคน และใจ วิ่งตามหา ใจบอกว่ามันอาจจะลงไปข้างล่าง
    เขาก็เถียงว่ามันไม่เคยลงไปสักหน แต่ซวยกว่าที่มันไม่ร้องสักแอะ
    ต่อให้เรียกชื่อมันก็ไม่เห่า เลยไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงส่วนไหน

    ใจวิ่งลงมาถึงชั้นสอง อีกคนขึ้นอยู่ชั้นล่าง
    สักพักผู้หญิงอีกคนเรียกบอกว่าเจอแล้ว อยู่ชั้น 5
    มันไม่ลง แต่มันขึ้นแทน...แม้วจิงๆ....
    แถมยังทำตากลม ส่ายหาง ไม่สำนึกผิดด้วย
    ทั้งสองคนขอบคุณในความเป็นพลเมืองดีของใจ ที่ช่วยหาหมาให้ แม้จะไม่เจอ
    ใจกำลังจะปิดประตูห้อง ได้ยินเสียงตามคล้อยหลังมาว่า
    "หนหน้าแกไม่ได้ออกไปวิ่งเล่นนานๆ แน่"

    ซวยแล้วแก ไม่หัดระวัง ซวยเลย หนหน้าได้วิ่งไม่กี่อึดใจแน่ๆ หึหึ
    คิดจะแวบ ก็ให้มีฝีมือหน่อย ไม่เซียนเล้ยยยยยย
    เอ๊ะนี่พูดถึงเรื่องหมาใช่มั้ย???

     

    ปล. คิดถึงมันนี่และพริกไทยจังเลย ..ล่าสุดพ่อบอกว่ามันติดพี่สาวคนโต
    นอนด้วยกันทุกคืน แม่น่ะเหรอมันไม่สนแระ เลิกง้อแม่หันไปนอนกอดพี่สาวแทน

    10/4/2007

    30 แล้ว





    พักหลังมานี้ เวลาไปทำงาน
    คู่สนทนามักสอบถามถึงเรื่องอายุมากขึ้น
    จนเก็บเอามาคิด ช่วงนี้ทำไมใครๆ ก็ถามถึงเรื่องอายุของเรามากขึ้นเป็นพิเศษกันนะ 

    ต่อให้ใครหลายคนบอกว่า "อายุ" เป็นสิ่งที่ไม่ควรถามคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก
    แต่สุดท้ายก็มักลงเอยเลยด้วยการกล่าวคำขอโทษก่อน
    แล้วถามต่อถึงจำนวนตัวเลขอายุกันทุกครั้งไป
    ใจเองก็เช่นกัน ก็มักจะถามเขาทุกครั้ง ... ก็มันเป็นงาน

    จำได้ว่าปีที่แล้ว เวลามีใครถามใจว่าอายุเท่าไร ก็มักจะตอบว่า "29" ปีเองค่ะ
    แต่ว่าปีนี้ตอบไม่ได้แล้วว่า "29" เพราะมันจะเป็นปีที่ 30 ของชีวิต
    จะเสียใจก็ไม่ได้ ก็มีอายุยาวนานมาถึง 30 ก็ควรจะดีใจ ใช่ไหมละ
    แต่ที่รู้สึกมากกว่าก็เห็นจะเป็นอาการตื่นเต้นกับเลข 3
    เป็นการมีเลข 3 แปะหน้าตัวเลขอายุเป็นหนแรกของชีวิต
    ตอน 20 ยังไม่เท่านี้เลย พอ 30 ปุ๊บก็ตื่นเต้นปั๊บ ไม่รู้ทำไม

    วันก่อนโทรฯ ไปหาแม่ แม่ถามกลับมาว่า "ใครเนี่ย ทำไมเสียงแก่จัง??"
    ก็เพราะมันแก่ลงแล้ว ปีนี้ก็ 30 เข้าไปแล้ว
    หน้าไม่อ่อน เสียงไม่เด็กเหมือนแต่ก่อนแล้วล่ะแม่

    จริงๆ อยากจะขอบคุณใครหลายคน ...
    พูดแล้วเหมือนน้ำเน่า เคยคิดเอาไว้ในใจว่าหากแต่งงานก็จะบอกว่า
    "ขอบคุณที่มางานของเราค่ะ เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา
    หากว่าไม่มีคุณ พวกเราก็คงไม่มีวันนี้... "
    แต่เชื่อสิ มันก็เป็นแบบนี้จริง ๆนี่นา
    วันเกิดก็เหมือนกัน เพราะต่อให้ตัวเราเกิดมาจากฝีมือของพ่อ
    และแรงเบ่งของแม่ ที่อุ้มท้องเกือบเท่าช้างนานถึง 11 เดือน
    (ใจพิเศษกว่าใคร อยู่ในท้องแม่ 11 เดือนแถมยังคลอดด้วยมือหมอตำแยอีกต่างหาก)

    แต่สุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างก็มีผลกับการใช้ชีวิตของเราแทบทั้งสิ้น
    พี่ น้อง เพื่อนฝูง ญาติ เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่คนขับแท็กซี่
    วันนี้มีได้ก็ไม่ใช่เพราะตัวเราเองเพียงลำพัง
    แต่มันยังเกิดขึ้นได้ก็เพราะใครอีกหลายคนเลยทีเดียว

    สำหรับพ่อแม่ และพี่สาว เก็บเอาไว้เดี๋ยวไปบอกด้วยปากเปล่า
    เพราะต่อให้บอกในนี้ ก็ไม่มีใครได้อ่านอยู่ดี
    เทคโนโลยีไม่เข้าถึงที่นั่น มันมีความต่างของเทคโนโลยีให้เห็นกันอยู่

    แต่สำหรับคนอื่นๆ แล้ว.....ปีที่ผ่านมา เคยทำอะไรให้ใครต้องเจ็บช้ำน้ำใจ
    ใจขออโหสิกรรมเอาไว้ ให้อภัยกับใจ ที่ไม่เคยได้ล่วงรู้ถึงความเจ็บช้ำในจิตใจนั้น ๆ
    ขอโทษทุกความรู้สึก ขออย่าได้ผูกใจเจ็บกับสิ่งนั้น ใจจะไม่ทำอีกหากไม่ดี
    ขอบคุณทุกความช่วยเหลือของใครอีกหลายคน ขอบคุณทุกกำลังใจไม่ว่าจากใครก็ตาม
    หวังว่ามันจะส่งผลให้คุณได้เป็นผู้รับกลับคืนบ้าง

    ขอบคุณใครบางคนที่อยู่เคียงข้างใจเสมอมา...
    และใจก็รู้ว่าไม่ว่าจะนานเท่าไร คุณก็จะอยู่เคียงข้างใจเหมือนที่ผ่านมา....ขอบคุณค่ะ

    ที่สำคัญสุด...ก็ต้องขอบคุณตัวเองด้วยนะใจ
    วันนี้วันแรกของปีที่ 30 แล้วนะ กว่าจะถึงวันนี้ก็ต้องพบเจออะไรมามากมาย
    หากอะไรที่ไม่ดีก็ let it be แล้วปรับปรุง .. รู้ไหม
    แต่อะไรที่ดีแล้ว ก็ทำต่อไป ความดีเท่านั้นที่จะชนะความชั่วร้าย
    ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ให้มีวันที่จะกลับมาบอกตัวเองอีกครั้งว่า ... ปีนี้ใจ 31 แล้วนะ
    เจอกันปีหน้านะ.....

    10/3/2007

    เหนื่อยแม้ว



    หลังจากวันนี้ตื่นนอนมาเวลา 8 นาฬิกา ....
    ก็ใช้เวลานอนต่ออีกไปจนถึง 10 นาฬิกาครึ่ง

    นี่ก็เพิ่งตื่นมาได้ครึ่งชั่วโมง
    บอกตรงๆ ว่าเหนื่อยมาก
    นานๆ จะเหนื่อยแบบรู้สึกว่าสลบเหมือดแบบนี้เสียที
    อาจจะเพราะภารกิจของเมื่อวานนี้
    เลยต้องทำให้ใจไม่เหลือเรี่ยวแรงไว้ทำอะไรเลย
    นอกเสียจากนั่งอยู่หน้าคอมฯ และออกแรงนิ้วพิมพ์ตัวอักษรเพียงเท่านั้น


    เมื่อวานนี้ตื่นตั้งแต่ไก่โห่ เพื่อไปดูโรงงานผลิตเซรามิกที่ใหญ่เป็นอันดับของสองประเทศถึงสระบุรี
    โรงงานกว้างมาก เดินตั้งแต่บ่ายโมงจนถึงบ่ายสามโมงกว่า ๆ

    นี่เป็นหนแรกที่ได้รู้ว่า กว่าจะมาเป็นจาน เป็นชาม และแก้วเซรามิกให้ใช้นั่นมีที่มาอย่างไร
    ตั้งแต่หาดินขาวมาจากไหน เอามาผสมกับดินจากแหล่งไหนบ้าง
    ดินบางอย่างต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ กว่าจะใช้งานได้
    บดด้วยหินก้อนเล็กๆ แต่ต้องสั่งเข้าจากฝรั่งเศส....
    เสร็จแล้วก็เอาไปผสมเข้ากับน้ำ กลายเป็นน้ำดิน รีดออกมาเป็นแผ่นเหมือนแป้งเค้กก้อนใหญ่ๆ
    ที่ปรับให้ความชื้นเป็นไปในลักษณะที่ต้องการ

    ส่งผ่านเข้าเครื่องรีดทำเป็นก้อนกลมๆ แท่งยาวๆ เหมือนไส้กรอก ขนาดเท่าคนกอดเหมือนหมือนข้าง
    หรือก้อนเล็กกว่านั้นแล้วแต่การใช้งาน

    ดินจะถูกส่งเข้าเครื่องหยอดลงบล็อค มีเครื่องกด ทำให้ออกมาเป็นรูปร่างที่ต้องการ
    หรือหล่อน้ำดินเข้าบล็อคจ้างด้านใน แล้วเททิ้ง ตั้งทิ้งไว้ กลายเป็นการหล่อเซรามิกจากด้านใน
    กรรมวิธีในการทำนี่แค่เล็ก ๆน้อยๆ ไม่ได้บอกถึงขั้นตอนกว่าจะได้บล็อค ได้แบบมาอีกนะ

    ได้รูปร่างจาน ชามที่ต้องการ ผึ่งให้แห้งอีก 6 ชม.
    ก่อนส่งเข้ากระเช้าลอยฟ้า ยกเข้าเตาอบขนาดความร้อนต่างกันแต่สูงถึง 1300 องศา
    แล้วก็นำออกมาเคลือบสีขาว แล้วเข้าเตาอบอีกหนให้สีแห้ง
    ก่อนมาตกแต่งลวดลายด้วยแผ่นลอกลาย แล้วเข้าเตาอบอีกหน....

    หรือหากเป็นการเพ้นท์ด้วยมือ เหมือนเครื่องลายคราม หากอบเสร็จก็ส่งไปเพ้นท์ด้วยมือ
    แล้วก็ส่งมาอบอีกหน...

    หรือการเพ้นท์ก่อนการเคลือบ ก็เพ้นท์ก่อน แล้วเคลือบ แล้วอบ...โอว้...ยุ่งยากทีเดียว
    อะเมซซิ่งจริงๆ เลย จอร์จ... ราคาที่เห็นนั่นอ่ะ หยาดเหงื่อและแรงงานของแท้เลย

    เสร็จจากโรงงาน ก็นั่งรถตู้กลับมานั่งรอทำงานต่อในช่วงเย็นที่สวนจตุจักร
    นัดแหล่งข่าวเอาไว้ที่จุดเริ่มต้นของสวนสาธารณะจตุจักร ไม่ใช่ที่ขายของนะ
    เขาบอกว่าจะไปรวมตัวกันที่จุดเริ่มต้น หรือจุด 0 กิโลเมตร
    ขอโทษ.... กว่าจะเดินหาจุดเริ่มต้นได้ เล่นเอาเหนื่อย คาดว่าคงเดินไปสัก 2 กิโลเมตรได้
    ทำงานต่อจนถึงทุ่มครึ่ง ขากลับมืดตึ๊ดตื๋อ เดินกลับมาที่รถไฟฟ้าใต้ดิน
    อีกเป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตรเห็นจะได้
    รวมแล้วเมื่อวานอาจจะเดินไปเป็นระยะทาง 3 กิโลเมตร ไม่รวมกับภาคบ่าย

    ลงใต้ดินได้ก็นิ่ง ...นิ่งมาก...ขยับตัวไม่ได้ รู้สึกเหนื่อย
    แวะทานข้าวเย็นตอนสองทุ่มครึ่งที่แบล็คแคนยอน จัสโก้รัชดา
    ก่อนซื้อข้าวของติดมือมาด้วยนิดหน่อย แล้วก็นั่งแท็กซี่เข้าที่พัก
    อาบน้ำ แปรงฟัน ไม่ทำอะไรอีกแล้ว แม้วก็คลานขึ้นเตียง สลบเหมือด...จนถึงเช้า...
    พระเจ้าจอร์จ ไม่อยากนึกถึงนัดหนหน้า ... สลบเป็นหมาเจอแดดแรงอีกแน่เลยเรา

    อยากได้กระทิงแดงจัง...ขอสักขวด เผื่อจะดีขึ้น