Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    1/27/2008

    ซินจ่าว 6 ... ถึงซาปากันซะที



     

    รถแล่นผ่านหมู่บ้านที่มองแบบผ่านๆ นึกว่าอยู่แถวเชียงรายบ้านใจ
    บ้านทรงชั้นเดียว มีประตู มีผู้คน และหมาระหว่างทาง ทำให้อดนึกถึงแถวบ้านไม่ได้

    อดนึกถึงเสียไม่ได้ กับพ่อกับแม่ และพี่สาวทุกๆ คน
    นึกถึงหมาหลังอานที่ชื่อ "พริกไทย" เอาแต่หวงกระสอบยัดปุยนุ่นที่นอนของมัน
    นึกถึงหมามันนี่ หมาพันธุ์ปั๊ก ที่กลับบ้านทีไรก็นอนไม่หลับ เพราะมันกวน



    แต่หลังจากนั้นไม่กี่นาที รถก็เริ่มเร่งเครื่องจนเหม็นควันยิ่งขึ้น ทางยิ่งลาดชัดเข้าไปทุกที
    ในเวลาเดียวกันถนนก็เข้าทางโค้งกันตลอดเวลา ไม่เพียงแต่ชันแต่มันยังโค้งด้วย

    ผ่านมาได้ครึ่งชั่วโมงแล้ว เริ่มเห็นว่ารถตู้อยู่ห่างจากจุดเริ่มต้นมากเพียงใด
    มองผ่านกระจกใสของรถบานใหญ่ เห็นว่าพระอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นหมอกหนามาอวดโฉม
    ทะเลหมอกกับพระอาทิตย์สีแดงเหมือนไข่เค็ม รอบๆ เป็นภูเขาสูง ...สวยเป็นบ้า..

    เริ่มเห็นความหวังแล้วล่ะว่า ซาปาคงจะสวยเหมือนพระอาทิตย์เช้านี้นี่แหละ
    คุ้มเหนื่อยที่ต้องนอนรถไฟมานานเกือบครึ่งวัน และเห็นฝรั่งมันแก้ผ้านอนด้วย



    รถวิ่งมาถึงซาปาแล้ว ที่รู้ว่าถึงซาปา ก็เพราะสังเกตจากสถานที่รอบข้างถนน
    ช่างมันแตกต่างกับหมู่บ้านที่ผ่านมาอย่างชัดเจน
    ดูเป็นเมืองในหุบเขาที่เจริญกว่าเมืองอื่นๆ ที่ผ่านมาก่อนหน้าเป็นไหนๆ

    รถวิ่งผ่านจุดศูนย์กลางของเมืองซาปาแล้วขึ้นเนินเขาผ่านเมืองมาไม่กี่ร้อยเมตร
    ตรงจุดศูนย์กลางที่ทั้งอ่านหนังสือและอ่านในเว็บไซต์พบว่ามีตลาด มีผู้คนเยอะแยะ
    มีโบสถ์เก่าสวยงาม และมีลานกว้างๆ เป็นดาวหลายแฉกเห็นได้จากไกล ๆ
    รถมาจอดนิ่งตรงหน้าโรงแรมที่ดูเหมือนจะมีจำนวนชั้นมากกว่าใครเขาแล้วในระแวกนี้



    เราได้รับการเช็คชื่อ และรับคูปองทานอาหารเช้าทุกมื้อระหว่างการพักที่นี่
    อันนี้เป็นข้อสัญญาที่คุณต้องบอกเอาไว้ชัดเจนตั้งแต่ซื้อทัวร์
    ต้องรวมค่าตั๋วไปกลับ ย้ำ...ไปและกลับ... ที่พักหนึ่งคืน ทัวร์สองวัน และอาหารทุกมื้อ 



    พนักงานโรงแรมบอกว่าให้ฝากของไว้ก่อนตรงนี้ แล้วชี้ไปที่ของกองอยู่ข้างเคาน์เตอร์
    แล้วชี้มือลง บอกว่าให้ลงไปทานอาหารเช้า ล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำด้านหลังของห้องอาหาร
    หลังจากนั้นให้มาเจอกันที่หน้าโรงแรม 9 โมงจะมีไกด์มารับเพื่อพาไปเดิน trekking ในวันแรก

    นี่คือความชาญฉลาดของโรงแรมแถว ๆ นี้
    เมื่อแขกมาถึงโรงแรมในช่วงเช้า แขกอีกกลุ่มหนึ่งยังไม่ออกจากห้อง หลายคนคงกำลังง่วนอยู่กับอาหารเช้า
    เราต้องไปเข้าห้องน้ำสำรอง ห้องพักที่ควรจะได้เห็น ก็ยังไม่เห็นจนกว่าคนอีกกลุ่มหนึ่งจะออกไปก่อนเที่ยง

    เพราะคนกลุ่มนั้นจะมีกำหนดไปเดิน trekking เหมือนกัน แต่คนละเส้นทางกับเรา
    เขาจะต้องฝากของไว้ที่หน้าเคาน์เตอร์เช่นกันและไปเดินเขา
    เพื่อให้ตรงกับช่วงเวลาที่เราเดินเขาแล้วกลับเข้ามาเช็คอินในช่วงบ่าย ....
    วนกันไปวนมา บริหารจัดการห้องแบบไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้เลยจากแขกที่มาถึง
    เพราะมันทะลึ่งตรงตัวไปเสียหมด



    หลังจากที่ซกมก ไม่ได้อาบน้ำมาตั้งแต่เมื่อวาน เพราะมันต้องรีบมาที่สถานีรถไฟ
    เช้านี้ใจเลยต้องล้างเนื้อล้างตัวที่ห้องน้ำติด ๆ กับห้องอาหารของโรงแรม
    แม้จะลำบากไปสักนิด แต่นี่แหละรสชาติชีวิตของการเดินทาง
    นับว่าเป็นคำปลอบใจที่ดี ... ดูซกมกลำบากดี ไม่เป็นไร ทนได้



    ออกจากห้องน้ำมา ใจเพิ่งสังเกตเห็นว่าไอกระจกหน้าห้องน้ำนั่น..แม้มันจะขุ่นๆ
    แต่ก็เห็นท่าทางของคนข้างใน...แม้จะลางๆ แต่ก็เห็น...ฟะ เราทำอะไรตะกี้เห็นหม้ดดดดดด

    ใจยืนสูดอาหารแถว ๆนั้นสักพัก ก่อนรอไปหม่ำข้าวเช้าในห้องอาหาร
    ยืนคุยกับฝรั่งหลายคน ถามไถ่ถึงความเป็นไป ทำไมมาเที่ยวที่นี่
    และส่วนใหญ่ก็มักจะตอบว่า มันสวยดี บางคนมาทุกปี บางคนเพิ่งมา และก็มักจะมาช่วงวันหยุดยาว



    ซึ่งบ้านเราไม่มี แม้จะเป็นประเทศที่มีวันหยุดมากมาย
    แต่เราก็สะสมรวมเอาไว้หยุดแบบว่า 20 หรือ 25 วันติดๆ กันไม่ได้
    หยุดแบบนั้น เขาเรียกว่าหยุดยาว...หัวหน้าบอกให้ลาออกไปเลยเสียดีกว่า

    ใจได้ยินเสียงคนไทยแว่วมาไกลๆ
    เห็นแล้วใจชื้น หลังจากไม่เจอคนไทยมาหลายวัน
    วันนี้ได้ยินเสียงคนไทยพูด เริ่มรู้สึกสดชื่นขึ้นมาหน่อย

    อย่างน้อยคนไทยก็มาที่นี่ .... อย่างน้อยเราก็ไม่เดียวดายที่นี่

     

    ซินจ่าว 5 ... มุ่งหน้าไปซาปา



     

    หลังจากลงจากรถตู้ พี่เจี๊ยบ ท่านเพิ่งจะนึกได้ว่า ขาตั้งกล้องราคาเป็นหมื่นของแกนั้นมันยังนอนนิ่งอยู่บนเรือ

    แกเคยทิ้งขากล้องแบบนี้ไว้ที่สโมสรกองทัพเรือมาหนึ่งหน แต่หนนั้นโชคไม่ดี มันหาย...
    หนนี้ดันทิ้งไว้บนเรืออีกแล้ว เป็นเพราะไม่ได้หยิบมันออกมาใช้งานเลยเราเลยลืมมันไปเสียสิ้น

    พี่เจี๊ยบวิ่งไปตามหาเรือ ใจบอกไกด์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
    ไกด์วิ่งตามไป และหายกันไปทั้งคู่หลายสิบนาที กลับมาอีกที ได้ยินเรื่องราวว่า
    เรือออกไปแล้ว และเขาต้องหันหัวเรือกลับมาอีกทีเพื่อเอาขาตั้งกล้องมาคืน...โชคดีไป

    เมื่อเรื่องราวเกี่ยวกับขาตั้งกล้องจบไป ทุกคนก็เดินตามไกด์ออกมาจากท่าเรือมายังที่จอดรถตู้
    ใจ พี่เจี๊ยบ ป้าฝรั่งเศสและสาวมาเลย์นั่งเบียดกันอยู่เบาะท้ายสุดของรถตู้คันยักษ์
    ด้านหน้าเป็นคนจีนกลุ่มหนึ่งและหนุ่มญี่ปุ่นหน้าตาดี นั่งเบียดกันอยู่

    คนจีนพยายามชวนคนญี่ปุ่นพูด แต่พูดกันเป็นภาษาอังกฤษ T.T
    พยายามจะนั่งฟัง ใจความตอนหนึ่งทำให้ทุกคนในรถหูผึ่ง
    หนุ่มญี่ปุ่น นักเดินทางในวันหยุดยาวของเขาเพียงลำพัง หาที่พักในเวียดนามได้ดว้ยราคาเพียงคืนละ 3 ดอลลาร์เท่านั้น
    มันเป็นห้องพักคู่ ใช้ห้องน้ำรวมอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของที่พักของฮานอย
    จริงๆ แล้วฮานอยมีที่พักแบบนี้ค่อนข้างมาก ดังนั้นหากไม่ลำบากจนเกินไป
    หากใครอยากจะประหยัดเรื่องค่าที่พัก การไปกันหลายๆ คน เลือกพักแบบนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
    เคยได้ยินว่ามีห้องรวม 4 คน หรือมากกว่านั้น ใช้ห้องน้ำรวมด้วยเช่นกันด้วย ราคาก็ถูกกันเมื่อคิดต่อหัว

    ใจเพิ่งจะสังเกตว่าที่ฮานอยนั้นเขาคิดค่าที่พักในราคาต่อห้อง
    นอนกันในจำนวนที่ระบุเอาไว้ มากกว่าการคิดต่อหัวเหมือนกับประเทศอื่นๆ หรือในโรงแรมชื่อดังอื่นๆ
    คิดว่าเหมือนบ้านเรานิดๆ คิดแล้วประหยัดดี อย่างสิงคโปร์มักคิดต่อหัว นอนสองคนก็คิดเพิ่มไปเลย...ต่อหัวนั่นแหละ

    รถตู้แล่นมาด้วยความยากลำบาก ถนนจากเมืองฮาลองมาฮานอย แทบจะเป็นทางสองเลนส์ทั้งหมด
    รถวิ่งสวนกันดว้ยความเร็วสูง นั่งดู นั่งลุ้นเวลาแซงกันเป็นระยะ บางทีก็ช่วยเบรคแทน เหอๆ
    ใครไม่เคยไปเวียดนามไปสักหน กรุณาทำใจ ที่นี่เขาจะกดแตรใส่กัน และเปิดไฟสูงต่ำสลับกันไล่คันหน้าอย่างเป็นปกติ
    ตอนแรกใจก็นึกว่าเขาเตือนกันว่า หลบไปหน่อย ฉันจะไป ฉันขับเร็วเหมือนบ้านเรา... แบบว่าทำสองสามครั้งพอ
    แต่ที่ไหนได้ เขาทำติดๆ กันนานหลายนาที สลับกันไปอย่างนั้น หากเป็นบ้านเรา เขาเรียกว่า "กวนทีน" หรือไม่ก็ด่ากัน

    แต่ที่นี่ไม่เพียงแต่ทำติดกันหลายนาที แต่ยังทำทุกๆ ครั้งที่รถคันหน้าไม่หลบออกทางขวามือ (ที่นี่พวงมาลัยอยู่ทางซ้าย)
    คันข้างหน้าบางคันหนักข้อกว่า เปิดไฟตรงค้างไว้เลย เป็นทำนองว่าฉันไม่หลบ ใครจะทำไม แต่นานกว่าพี่ไทยเยอะ
    ดังนั้นไม่เพียงแต่เปิดไฟบอก ยังต้องเพิ่มความดังของแตรไล่ด้วย... ใจนั่งดูเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นหลายชั่วโมง
    แต่ก็ไม่ยักเห็นคนขับรถจอดรถแล้วออกมาต่อยหรือมายิงกันเหมือนกับบ้านเรา
    คิดว่าคงเป็นวัฒนธรรมบนท้องถนนของเวียดนาม พี่ไทยเราเห็นแล้วก็ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ


    รถแล่นฝ่าความมืดนานติดกัน 3 ชั่วโมงก็มาถึงฮานอย หลังจากไล่ส่งคนที่พักไกลจากจุดกลางเมืองสุด
    ใจกับพี่เจี๊ยบของแวะลงกลางทางก่อนถึงโรงแรม เพราะยกนาฬิกาดูแล้วยังคิดว่ามีเวลาทานมื้อค่ำก่อนกลับไปโรงแรม
    เพราะนัดรถตู้มารับไปขึ้นรถไฟเอาไว้ตอนสองทุ่มครึ่ง เวลานั้นก็เพิ่งจะทุ่มครึ่งเองนี่นา

    มื้อนี้ก็ยังต้องกินเฝอเหมือนเคย เพียงแต่ว่าเป็นเฝอใส่หมู หนก่อนกินเฝอใส่หน่อไม้ และไก่
    สรุปว่ามาฮานอยต้องกินเฝอกันแทบทุกมื้อ เพียงแต่ว่าจะเป็นเฝอใส่อะไรก็เท่านั้นเอง

    กินเฝอเสร็จก็เรียกซิโคล่จากแถวๆ นั้นมาส่งที่หน้าโรงแรม
    รถยังไม่ทันจะจอดดี พนักงานโรงแรมก็ทำหน้าบึ้งใส่ ตะโกนโหวกเหวงเป็นภาษาเวียดนามใส่
    ตอนหลังหล่อนตั้งสติได้ก็พูดเป็นภาษาอังกฤษได้ใจความว่า ไปไหนมา คุณนัดรถไว้ทุ่มครึ่งนะ
    รถไฟออกตอนสองทุ่ม 15 ....... โอ้ จอร์จ แค่นั้นแหล ะพวกเราก็ตาเหลือก
    โวยกลับ ก็ก่อนออกเมื่อเช้าพนักงานชายคนหนึ่งบอกเราว่า มาให้ทันสองทุ่มครึ่งนะรถไฟออกสามทุ่ม
    ไม่มีเวลาจะเถียงอะไรกันต่อ เพราะว่าดูนาฬิกาแล้วคิดว่า หากไปตอนนี้ยังโชคดีขึ้นรถไฟทันไม่เสียเงินฟรี

    พนักงานยกของของโรงแรมคนหนึ่ง ใจดี ให้เราอัด 3 มอเตอร์ไซด์ฝ่ารถราอันบ้าคลั่งมายังสถานีรถไฟ
    ตั้งแต่หนแรกใจไม่เคยคิดจะนั่งรถมอเตอร์ไซด์ในฮานอยเลยให้ตายเหอะ
    แค่ข้ามถนนก็เสียวไส้ เอาชีวิตไม่รอดแล้ว ยิ่งเมื่อเย็นวานก่อนเห็นรถมอเตอร์ไซด์ชนก้นรถนิดหน่อย
    แต่พี่เวียดเล่นขับแห่กันไปมุงยิ่งกว่าเจอระเบิด ทำให้ไม่กล้าไม่คิดเลยว่า
    หากเราโดนมุงบ้าง คงหายใจไม่ออกตายมากกว่ามีแผลที่หัว เหอๆ

    แต่ทำยังไงได้ เมื่อเวลาจวนเจียนแบบนี้ มอเตอร์ไซด์นี่แหละเร็วสุดแล้ว

    พนักงานของโรงแรมขับลัดเลาะเป็นเวลากว่า 10 นาทีก็โผล่ที่สถานีรถไฟ
    เขาฝากรถไว้ที่ฝากรถ แล้วก็ช่วยหิ้วกระเป๋าให้ใจ ส่วนหนึ่งของกระเป๋าใจฝากไว้ที่โรงแรมโดยไม่เสียเงิน
    และจะกลับมาเอาในตอนขากลับจากซาปา เราสามารถทำแบบนี้ได้กับทุกโรงแรมหากจำเป็นต้องไปต่างเมือง

    เหลือเวลาอีกห้านาที ผู้คนเบียดเสียดกันเข้าไปต่อแถวเพื่อจะเข้าไปที่ชานชาลาจอดรถไฟ
    พนักงานของโรงแรมตรงรี่ไปที่พนักงานบริษัททัวร์ที่ใจจองทัวร์เอาไว้
    เอายื่นใบจองสีขาวให้กับพนักงานหญิง ก่อนเธอจะเช็ครายชื่อและทำการยื่นตั๋วรถไฟอย่างดีให้เราสองใบ
    และเปิดทางให้เราเดินเข้าไปด้านในของชานชาลา เรารีบตรงดิ่งไปที่ตู้รถไฟหมายเลขที่ระบุไว้
    เมื่อถึงหมายเลขของตู้ที่ต้องการ ก็มองหาเลขห้องที่ต้องการอีกรอบ

    พนักงานของโรงแรมที่ตามยกของมาส่งเจอเลขห้องก่อน เขาให้เราเข้าไปในห้องและยื่นกระเป๋าให้
    เราขอบคุณพร้อมกับยื่นเงินดองให้สองหมื่นเป็นการตอบแทนน้ำใจที่ดียิ่งของเขา
    ก่อนจะร่ำลาด้วยการจับมือ และเขาก็จากไป ปล่อยให้เราเผชิญชะตากรรมต่อ

    เป็นอันว่าคืนนี้เราไม่เสียเงิน และไม่ตกรถไฟ ผิดแผนไปบ้างแต่ถือว่าโชคช่วยเอาไว้หลายครั้ง

    และตอนี้เราก็มานั่งอยู่ในเตียงนอนชั้นล่าง ปล่อยให้ชั้นเป็นที่วางของไปก่อนพลางๆ เพื่อเป็นการพักเหนื่อย


    ในห้องพักแบบ 4 คน มีเตียงสองชั้นให้บริการสองเตียง รวมเป็น 4 ที่นอน เป็นห้องที่เขาเรียกกันว่า Soft Sleeper
    เคยมีคนเตือนว่า หากจะจองตั๋วรถไฟไปซาปา หรือไปที่ไหนก็ตาม หากไม่ระบุว่าเป็น Soft Sleeper
    คุณก็อาจจะพลาดเสียเงินเท่ากัน แต่ได้ห้องแบบนอนกัน 6 คนก็เป็นได้ ดังนั้นตอนจองทัวร์ก็ให้คุยกันให้ชัดเจน

    เรามีเพื่อนร่วมห้องเป็นหนุ่มจากเยอรมนีหน้าใสสองคน ซึ่งจับจองเตียงของตนในฝั่งซ้ายมือเอาไว้ก่อนแล้ว
    เราเลยไม่มีทางเลือกต้องเลือกฝั่งขวาดว้ยความจำเป็น แต่ก็ไม่เสียหายอะไร นอนได้เหมือนกัน

    รถแล่นออกจากฮานอยออกไปเรื่อยๆ นับจากนี้อีก 8.30 ชั่วโมง กว่าจะถึงที่สถานีรถไฟลาวก่าย
    เพื่อต่อรถบัสไปที่ซาปาอีกชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงจุดหมายปลายทางการเดินทางในครั้งนี้กันแล้ว

    เรานั่งคุยกับหนุ่มเยอรมันกันอยู่สักพัก ทั้งสองออกเดินทางในวันหยุดยาวประจำปี 25 วัน
    และใช้เวลาที่เขาบอกว่า "หยุดนิดเดียว" ไปกับเวียดนามเหนือ ใต้และลาว เพียงสองประเทศ
    ก่อนแยกย้ายกันสลบไสลไปกับราตรีกาลของการเดินทางกันยาวนานในค่ำคืนนี้

    ใจมาตื่นได้สติอีกที ก็เพราะมีเสียงโหวกเหวกและเสียงเคาะห้องพัก
    หลังจากทำตาให้เคยชินกับความมืดของห้องได้แล้ว ก็ผงกหัวมามองหน้าต่าง
    แสงไฟจากด้านนอกพอแลให้เห็นความเป็นไปภายในห้องได้บ้าง

    ใจเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าไอหนุ่มเยอรมันทั้งสองกำลังยกกางเกงเข้ามาใส่
    ด้วยความตกใจ ใจรีบผลุบเข้าไปในผ้าห่มในทันที...ในใจก็คิดว่า
    "ไอบ้า แกต้องแก้ผ้านอนแน่นอน"
    จากการวิเคราะห์ในภายหลังก็พอจะรู้ว่า ฝรั่งบางคนเขาก็ชอบแก้ผ้านอนกลางคืนกัน มันสบายดีว่างั้น...

    กว่าจะออกจากผ้าห่มได้ ก็รอตั้งหลายนาที ลุกจากเตียงได้ก็เปิดประตูดูความวุ่นวายข้างนอก
    นี่เรามาถึงสถานีรถไฟในจังหวัดลาวก่ายกันแล้ว ต้องรีบออกจากห้อง ออกไปที่จุดนัดหมายกันแล้ว
    พนักงานโรงแรมบอกว่า หากออกจากรถไฟแล้วให้เดินมามองหาป้ายจากโรงแรมที่เราจะต้องพัก
    มันเป็นหนึ่งในสัญญาของแพ็กเก็จทัวร์มูลค่าสองพันกว่าบาทนี้ว่าเราจะได้พักที่ไหน ต้องจำเอาไว้ให้แม่น

    เราเดินฝ่าผู้คนมากมาย สังเกตว่าชาวต่างชาติมากมายละลานตาเต็มไปหมด
    ว่ากันว่าที่ซาปาแห่งนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวยุโรป
    ดังนั้นจึงไม่แปลกที่กว่าเราจะฝ่าด่านกรุ๊ปทัวร์หลายสิบคนที่ยืนอยู่นั่นได้ ...ก็เล่นอาเหนื่อยไปเลยทีเดียว

    ใจเห็นป้ายโรงแรมแล้ว พนักงานที่ถือป้ายชี้ให้ไปขึ้นรถบัสคันย่อม เพื่อนั่งรอคนอื่น ๆ ร่วมทริปเดียวกัน
    อากาศในเช้านี้หนาวไม่น้อย หมอกลงจัดเสียจนมองเห็นระยะ 200 เมตรลางๆ 

    อีกตั้งหนึ่งชั่วโมงจะถึงซาปา... เมืองแห่งนาขั้นบันได .....

     

    ซินจ่าว 4 ... ไปเที่ยวฮาลองเบย์





    วิ่งขึ้นมานั่งในรถตู้ โชคดีที่มีคนนั่งจับจองเก้าอี้ก่อนเราเพียงไม่กี่คน มีฝรั่งสาวสามคน ญี่ปุ่นชายหนึ่ง
    และป้าแก่ชาวฝรั่งเศสหนึ่ง เก้าอี้เหลืออีกสัก 6 ที่ได้ ส่วนไกด์นั่งขนาบสาวฝรั่งหนึ่งในนั้น กับคนขับรถ...

    กำหนดการณ์ของการทัวร์แบบเช้าไปเย็นกลับ ก็คือ รถตู้จะวิ่งไปรับทุกคนที่ซื้อทัวร์ถึงที่พัก
    แล้วก็มุ่งหน้าไปสู่ฮาลองเบย์ ลงเรือ กินข้าว เข้าถ้ำ แล้วก็นั่งรถกลับมาถึงฮานอยในช่วงค่ำๆ

    หลายคนเคยแนะนำว่า หากไปกันหลายคนหรือไปกันเป็นคู่ จะไปขึ้นรถตู้ก่อนถึงบริษัททัวร์
    เพราะจะได้ไม่ต้องแยกที่นั่ง ในกรณีที่มีรถวนไปรับคนอื่นๆ ในกรุ๊ปทัวร์ก่อนเรา
    แต่ครั้นจะให้ทำแบบนั้น ใจก็มานั่งคิดว่า มันลำบากจนเกินไป ต้องตื่นตีอะไรเพื่อมุ่งหน้าไปขึ้นรถตู้...

    นั่งรถตู้มาได้สักพัก เรามานั่งรอคนร่วมกรุ๊ปอีกนาน...อนุมานได้ว่าเพิ่งจะตื่น
    วันนั้นกว่ารถจะรับคนได้ครบล้อก็หมุนตั้ง 9 โมงเช้า

    พอคนครบ ไกด์หนุ่มชาวเวียดนามหน้าตาพอรับได้ ก็หันมาพูดต้อนรับคนร่วมทัวร์ทุกคน
    บอกกำหนดการณ์ว่าจะทำอะไรในวันนี้บ้าง และก็บอกว่า เดี๋ยวเราจะนั่งไปกันนานถึง 3 ชม.
    ดังนั้นขอให้ทุกคนหลับตาพักผ่อนได้ แต่สักพักเราจะแวะที่ขายของ เข้าห้องน้ำก่อน 15 นาที
    ถึงที่หมายที่จะต้องแวะ ก็จะบอกให้ทุกคนตื่นเอง....




    เขาว่ากันว่ามันเป็นธรรมเนียมสำหรับการซื้อทัวร์ไปฮาลองเบย์
    ที่ทุกคนจะต้องทุกพามาแวะในที่ที่ซื้อของฝากแห่งนี้ก่อน...
    มองคร่าวๆ ที่ที่ตรงนี้อยู่ในซอยเข้ามานิดหน่อย เหมือนโกดังเก่า เปลี่ยนสภาพเป็นที่ขายของฝีมือชาวเวียดนาม
    เดินดูราคาของ ไม่อยากแม้แต่จะแตะต้อง มีห้องน้ำแยกชายหญิงให้เข้า
    ฝรั่งและคนไทย ลงจากรถได้ ไม่เข้าห้องน้ำก็มายืนออกันอยู่หน้าโกดังที่ว่า รอเวลาให้รถหมุนไปที่ฮาลองเบย์กันอีกเป็นชั่วโมง
    ตอนแรกคิดจะก้าวเท้าออกไปหาผลไม้กินข้างนอก ซึ่งเห็นว่ามีวางขายอยู่
    สายตาก็พลันเห็นข้อความภาษาอังกฤษ ที่แปลแล้วได้ความหมายว่า
    "หากก้าวเท้าออกไปจากสถานที่แห่งนี้แล้ว เราไม่รับผิดชอบในความปลอดภัยของคุณ"
    ดูดิ๊...แล้วใครมันจะกล้าออกไปอีก อยากเห็นหน้านัก 555

    ทัวร์ฮาลองเบย์ก็คงเหมือนๆ กับที่ใครเขาเล่าเอาไว้ในหลาย ๆ หน
    ไปถึงเขาก็บอกให้รอก่อน คนมันเยอะ จำเพื่อนร่วมกรุ๊ปไว้ให้ดี
    คนร่วมกรุ๊ปบางทีไปถึงก็ถูกแยกออกไปให้ขึ้นเรืออีกลำ เพราะเขาซื้อแพ็กเก็จแบบนอนค้างคืนบนเรือ
    กี่วันก็ว่ากันไป ดังนั้นอย่าอุตริไปเดินตามเขา เราต้องรอตรงไหนก็ฟังไกด์ให้รู้เรื่อง

    การไปเที่ยวต่างประเทศโดยไม่ได้ซื้อทัวร์ ไปเอง กลับเอง เลือกเที่ยวเอง
    สิ่งจำเป็นคือต้องฟังภาษาอังกฤษให้ได้ และสื่อสารให้เป็น..ไม่เก่ง แต่ให้เอาตัวรอดก็ยังดี
    ดังนั้นหากใครบอกว่าไปแบบไม่รู้เรื่องภาษาอังกฤษเลย ก็อาจจะได้ แต่คงไม่สะดวกเท่าที่ควร

    พวกเราที่ซื้อทัวร์แบบไปเช้าเย็นกลับ ยืนรออยู่สักพัก
    ไกด์บอกว่าไปซื้อตั๋วลงเรือให้ เมื่อเขากลับมาก็พาเราทุกคนลงเรือ

    สภาพการจอดเรือที่นี่คือซ้อนกันไปซ้อนกันมา มีเรือหลายร้อยลำจอดออกันอยู่ที่ท่าเรืออ่าวฮาลอง
    การที่จะไปถึงเรือของเราได้...ทุกคนก็ต้องปีน เราลงเรือลำแรกสุด ปีนขอบเรือ เพื่อลงไปยังเรืออีกลำที่จอดติดกัน
    เดินผ่านไปด้านหลัง ปีนขึ้นด้านหลังเพื่อไปเรือด้านหลังสุด ซึ่งคือเรือของเรา

    ทุกคนสามารถจับจองที่นั่งได้ตามใจชอบ
    ใครอยากจะนั่งสองคนก็ได้ แต่ต้องทำใจว่า ในตอนพักเที่ยงจะกินข้าว
    ไกด์จะบอกว่าให้มานั่งรวมกลุ่มกันให้ได้ 5-6 คน เพราะจะได้เสิร์ฟอาหารพร้อมกันเป็นชุดๆ

    เรือแล่นออกจากฝั่งแล้ว ลมหนาวพัดมากระทบตัว พอให้เย็นจับขั้วหัวใจ
    ฮาลองเบย์ หนึ่งในอ่าวตังเกี๋ย เป็นสีเขียว แบบที่ใครเขาเรียกว่าเขียวมรกต ดูแล้วสดชื่นสายตาดีแท้

    น้ำทะเลสีเขียวสุดลูกหูลูกตา เหมือนมีตะปูตอกอยู่กลางแผ่นน้ำนั้นเป็นพักๆ
    จริงๆ แล้วเป็นเหมือนกับภูเขา พื้นดินที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ ประมาณเขาตะปูที่พังงาบ้านเรา
    เขาเรียกตะปูเหล่านี้ว่าเป็นเกาะ จำไม่ได้ว่าไกด์บอกว่าที่นี่มีเกาะทั้งหมดเท่าไร แต่เกินหลักหมื่น...

    ไกด์คนเดิมกับที่พาเรามาแนะนำตัวอีกหน เพราะสมาชิกหน้าใหม่หลายคนมาจากรถคันอื่นๆ
    หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เรากินลมชมวิว จนกว่าจะถึงเวลาทานอาหารกลางวัน



    ดูเหมือนจะวนเวียนแบบนี้ทุกลำเรือที่ซื้อแพ็กเก็จมาล่องที่อ่าวฮาลอง
    เมื่อแล่นมาสักพัก เรือจะเทียบท่าติดกับแพเลี้ยงปลาของชาวประมงที่ฮั้วกันไว้ตั้งแต่แรก
    เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวลงไปเลือกปลา ปลาหมึก กุ้ง กั้ง หอย และอาหารทะเลอื่นๆ แบบสดๆ
    และสั่งให้เขาทำอาหารให้เรา โดยคิดค่าบริการตามจริง
    เพิ่มเติมจากชุดอาหารที่เขาจัดสำรับเอาไว้ให้อยู่แล้วในแพ็กเก็จ

    ใจลงไปดู เพิ่งจะเห็นปลาหมึกมันว่ายน้ำเป็นๆ ก็หนนี้ ตื่นเต้นดี
    มีหมาน้อยเวียดนามนอนอยู่บนเรือด้วย แต่ตัวนี้สั่งทำกับข้าวไม่ได้ ..ยังโตไม่เต็มที่

    อาหารมื้อกลางวันในแพ็กเก็จวันนี้ประกอบไปด้วย ไข่เจียวม้วน หรือเอาไข่ไปเจียว ม้วนแล้วหั่น
    ผัดผักกาดกวางตุ้งไม่ใส่เนื้อสัตว์ประเภทใดเลย ปอเปี๊ยะใส้ผักและวุ้นเส้น
    และอะไรอีกสักอย่างสองอย่างนี่แหละ จำไม่ได้ค่อยจะได้
    จำได้แต่ว่ามันจืดมากเสียจนต้องคิดขอบคุณน้ำพริกนรกที่พกติดตัวไปด้วย 1 กระปุก 

    สาวมาเลย์ และป้าฝรั่งเศสที่เดินทางท่องเที่ยวเพียงลำพัง เห็นเราควักกระปุกน้ำพริกออกมาถึงกับอึ้ง
    ถามว่า เผ็ดไหม เราบอกว่าไม่เผ็ด เชื้อเชิญให้เขาลอง แต่เห็นทำหน้าไม่พิสมัย
    มื้อนั้นเราเลยได้กินน้ำพริกของเราได้อย่างเต็มที่ โฮะโฮะ ไม่แบ่งใคร

    เมื่อจอดแวะทานอาหารเสร็จแล้ว เรือก็แล่นออกไปอีกเรื่อยๆ จนไปถึงจุดที่จะถ่ายลูกเรือลองเรืออีกลำ
    เพื่อแล่นเข้าไปชมความงามภายในถ้ำลอดที่อยู่ใกล้ๆ กัน
    เพียงแต่มีเงื่อนไขว่า คนที่จะไปต้องเสียค่าบริการเพิ่มอีกคนละ 2 ดอลลาร์
    ใจขอบาย เพราะอารมณ์ลอดถ้ำตอนนั้นไม่มีเอาเสียเลย นั่งมองน้ำทะเลเขียวๆ ก็เพียงพอแระ

    เรารอทีมที่เขาไปลอดถ้ำกลับมาสักพัก เรือก็ถึงเวลาหันหัวเรือกลับ
    ตอนแรกนึกว่าจะสิ้นสุดการเดินเรือเพียงแค่นี้ แต่หาใช่ไม่
    เรือแล่นมาแวะจอดที่ถ้ำหินงอกหินย้อยที่อยู่ไม่ไกลนัก

    ทุกคนต้องลงจากเรือ เดินบันไดขึ้นเขาเข้าไปในถ้ำ
    บันไดหินอย่างดี ถ้ำก็สะอาด ทำให้นึกถึงถ้ำในเมืองไทย
    ทำไมไม่ทำให้มันดีแบบนี้มั่งนะ ดูสิอากาศเย็นๆ แบบนี้มาเดินลอดถ้ำ โรแมนติกจะตาย

    ออกจากถ้ำ เรือก็ถึงเวลากลับมาจอดที่ท่าเรือจริง ๆ
    สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือ การนั่งรถกลับ .... อีก 3 ชั่วโมง
    ใกล้มืดแล้ว ใจนั่งลุ้นว่าจะไปถึงฮานอยทัน 2 ทุ่มไหมนะ
    เพราะ 4 ทุ่มคืนนี้มีนัดขึ้นรถไฟตู้นอนเพื่อไปต่อที่เมืองซาปา เมืองทางเหนือของเวียดนาม
    เรื่องหลังจากนี้ เอาไว้มาต่อที่ตอน 5 ละกันนะ ตื่นเต้นทีเดียว ... เหอเหอ ...

    ตอน 5 นี่แหละ เป็นจุดพลิกผันของเรื่อง
    ทำให้ใจต้องมองภาพของการเดินทางในเวียดนามเปลี่ยนไปนิดหน่อย
    โดยเฉพาะข้อตกลงเรื่องเวลา หากไม่สื่อสารให้ดี อาจจะพลาดทริปไปที่อื่น ๆ ก็เป็นได้

    ซินจ่าว 3 ... วันนี้ที่ฮานอย




     

    ตอนแรกกะว่าจะเล่าเรื่องไปเดินในเมืองฮานอยเสียก่อน
    แต่มานั่งคิดนอนคิดอีกที เพื่อเป็นการถนอนนิ้วและเรื่องราวเอาไว้ให้ยาวนาน
    การเขียนเรื่องบรรยากาศภายในเมืองเอาไว้รวมอยู่ในเดียวกันในตอนถัดๆ ไปก็ท่าจะดี

    ขอข้ามช็อตของการเดินเที่ยวในฮานอยในเย็นวันแรกของการเยือนฮานอยไปก่อน
    เอาเป็นว่าตัดตอนมาถึงเช้าวันที่จะไปฮาลองเบย์ก่อนเลยละกัน



    เช้าวันแรกของการนอนค้างที่ฮานอย หลังจากตื่นนอนตั้งแต่ไก่โห่
    แบบที่เขาเรียกรูปแบบสูตรการใช้เวลาอย่างคุ้มค่าว่า "6 7 8"
    หลายๆ คนเลือกใช้คำแบบนี้เพราะว่ามันกินใจความเอาไว้เรียบร้อยไม่ต้องอธิบายเยิ่นเย้อ
    ตื่น 6 โมง กินข้าว 7 โมง และ 8 โมงล้อหมุนจากที่พักมุ่งหน้าสู่ฮาลองเบย์

    แต่เป็นเพราะเมื่อคืนนอนดึกเอาการ แบบว่าตื่นเต้นไปกับบ้านเมืองที่ไม่เคยมา
    ทั้ง ๆที่ออกไปเดินรอบเมือง หาข้าวกินและเดินหาซื้อของที่ต้องการไปหลายชั่วโมง
    เมื่อกลับมาที่ห้องถึงตอน 4 ทุ่ม ก็ยังนั่งคิดและพิจารณาว่าควรจะออกไปเดินอีกรอบ
    กลายเป็นว่า...ต้องออกนอกห้องไปเดินถึงสองรอบ 555 ท่าจะบ้า
     จากสูตร "6 7 8" เลยกลายเป็น "6.5 7.5 8.5" ไปในท้ายที่สุด 



    เมื่อตื่นนอน และอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้ว ก็รี่ลงมาที่ชั้นล่างของโรงแรม
    ภาพที่เห็นคือพนักงานชายหลายคนยังไม่ตื่น นอนเหยียดยาวอยู่บนโต๊ะชุดอาหาร
    ที่เราคิดว่า น่าจะเป็นโต๊ะอาหารสำหรับทานข้าวเช้าในมื้อนี้
    เราไม่เห็นแขกของโรงแรมหลายอื่นๆ มาตั้งแต่เมื่อวาน
    พาลให้นึกว่า...เหมือนกับมาพักกันที่นี่ห้องเดียว ห้องอื่นไม่มีคนสักคน

    นั่งมองภาพของพนักงานชายนอนเหยียดยาวกันสักพัก
    เมื่อวานเย็นน้องพนักงานใส่แว่นตาหน้าใสที่รับเช็คอินบอกเราว่าเราทานอาหารเช้า
    ได้ตั้งแต่เวลา 7.00 น. เป็นต้นไป และหมดเร็วไวภายในชั่วโมงครึ่งเท่านั้น
    พนักงานชายคนหนึ่งผงกหัวขึ้นมามอง หลังจากปล่อยให้เรามองเขานอนเหยียวยาวบนเก้าอี้นั่งกินข้าวนั่นอยู่พักหนึ่ง
    เราเลยบอกว่าเราอยากกินข้าวเช้า เขาเลยเชื้อเชิญให้ไปนั่งที่โต๊ะ พร้อมกับเปิดไฟ และเอาเมนูอาหารมาให้ดูว่าจะเลือกอะไร


    เราสามารถเลือกอาหารหลักได้หนึ่งอย่าง เครื่องดื่มหนึ่งอย่าง เมนูระบุแบบนั้น
    เมนูหลักมีไข่ดาวกับขนมปังปิ้ง ไข่เจียวกับขนมปังปิ้ง ขนมปังพร้อมแยม และเฝอหมู เฝอไก่ เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
    เครื่องดื่มมีน้ำส้มคั้น มีนมสด ชาพร้อมนม ชาร้อนเฉยๆ ไม่เอานม และกาแฟ

    ก่อนที่จะบอกพนักงาน ใจได้ลองชะโงกหน้าไปมองฝั่งตรงกันข้าม
    พร้อมกับพบว่ามีผู้คนนั่งกินเฝอกันอยู่อีกฝั่งดูน่ากิน

    เลยคิดว่าหากสั่งเฝอพนักงานอาจจะข้ามฝั่งไปซื้อเฝอจากร้านที่ว่ามาให้ทานสบายใจ
    แต่ที่ไหนได้คิดผิดมหันต์ พอสั่งเฝอท่านก็บอกว่า เฝอไม่มี...แม้แต่เฝอไก่และเฝอหมู
    เมนูที่เหลือไม่มีอะไร พอจะสั่งไข่ดาวกับขนมปังเขา ขอแยมเพิ่มเขาก็บอกว่าไม่มีแยมให้....
    อยากกินแยมก็ต้องสั่งขนมปังกับแยม ... แม้วจริงๆ



    นั่งรอสักพัก ก็เห็นขนมปังปิ้งที่แข็งขนาดโยนให้ปลาในบ่อก็คงจะไม่กินเป็นแน่
    สุดท้ายเลยแก้หิวด้วยการกินกล้วยฟรีที่วางอยู่ในถาดข้างๆ ไปพลางๆ
    ก่อนตัดสินใจเดินออกจากโรงแรมปล่อยทิ้งให้อาหารเต็มจานประจานคนเก็บว่ามันไม่อร่อยแบบเต็มๆ
    เดินมุ่งหน้าไปร้านเฝอที่อยู่ตรงกันข้าม สั่งเฝอมานั่งทานได้ไม่ถึงสิบคำ
    ปรากฎว่าไกด์พร้อมพนักงานโรงแรมก็ออกมาตามให้ขึ้นรถตู้ ที่มีผู้โดยสารจากโรงแรมอื่นนั่งอยู่กันแล้ว 4 ราย
    ได้แต่มองเฝออย่างเสียดาย ทิ้งเอาไว้ข้างหลังแล้วไปนั่งรถตู้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
    ตอนแรกกะจะนั่งกินให้หมดก่อน แต่เกรงใจ... มันดูเป็นคนไทยไร้มารยาทคนเกินไป



    รอบนี้จ่ายค่าเฝอไป 70 บาทแต่กินจริง ๆแต่ 10 บาทเห็นจะได้ เสียดายไม่หายเลย...โฮะโฮะ



    1/25/2008

    อ่านหนังสือพิมพ์



     

    ขาขึ้นเครื่องบินวันก่อน สลบเหมือด
    หลับตั้งแต่รอคิวเครื่องบินจะขึ้นไปบนฟ้า
    มาสะดุ้งอีกทีตอนเครื่องบินเทคออฟ
    นึกว่าเครื่องกำลังเอาล้อแตะพื้น เวลาร่อนลงจอด
    อารมณ์สะดุ้ง ตกใจ และง่วง
    เลยหันมาถามคนข้างๆ ว่า ถึงแล้วเหรอ?

    เขาทำหน้างงๆ แล้วบอกว่าเครื่องเพิ่งจะออก เหอะเหอะ

    จำได้ว่าเหมือนกับตอนเรียนมหาวิทยาลัย
    มีหนหนึ่งกลับมาจากเลิกเรียนช่วงบ่าย
    ทุกคนก็พร้อมใจกันนอนตั้งแต่บ่ายยันตกเย็นทั้งชัดนักศึกษาแบบนั้น

    นอนกันเสียยาวหลายชั่วโมง
    จนฟ้ากำลังเป็นสีผีตากผ้าอ้อมเลย ทะลึ่งสะดุ้งตื่น
    พอเห็นฟ้า ดูนาฬิกา ใจก็ตกใจเพราะคิดว่าเป็นหกโมงเช้า
    ตารีตาเหลือเรียกเพื่อนทุกคนในห้องให้ตื่น
    "เอ้ยย หกโมงเช้าแล้วแก ไปอาบน้ำ มีสอบนะวันนี้"

    เพื่อนตื่นหมดตาเหลือกทุกคน เพราะไม่คิดจะนอนยาวกันขนาดนี้
    เพื่อนดูนาฬิกา แล้วมองฟ้า แล้วมันก็หันมาบอกว่า

    "ไอเผือกบ้า มันหกโมงเย็นเฟ้ยยยยยย"

    55555 อารมณ์นั้นเลย

     

    กลับมาที่เครื่องบินกันต่อ
    พอใจตื่นแล้วก็อ่านหนังสือพิมพ์ต่อ เพราะนอนไม่หลับแล้วล่ะหนนี้
    มองไปรอบๆ ใครๆ เขาก็อ่านหนังสือหรืออ่านหนังสือพิมพ์กันทั้งนั้น
    มันเป็นกิจกรรมยอดฮิตติดอันดับมากที่สุดที่คนใช้ทำบนเครื่องบิน
    นอกเหนือจากกิน นอน เข้าห้องน้ำ และนั่งเมาท์กับคนข้างๆ

    ขากลับก็เลยแอบเก็บภาพคนเขาอ่านหนังสือพิมพ์กัน
    คนข้างๆ ทุกคนที่นังติดกับใจ 3 คนรวดก็อ่าน
    ต่างชาติที่นั่งเยื้องไปนิดก็อ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ
    คนข้างหน้าอ่านกินนรี แมกกาซีนของการบินไทย

    ข้างหลังก็อ่าน ข้างหน้าใจกำลังเล่นเกมใน Bangkok Post
    พวกเติมคำลงในช่องว่าง ...

    ถัดๆ ไปไม่อ่าน .. เพราะใจสังเกตเห็นว่าลุงเขาใส่แว่นดำตลอด
    คิดว่าเขาตาไม่ค่อยดี หรืออาจจะตาบอดก็คงจะเป็นได้
    เพราะใจแอบมองลอดแว่นทางด้านหลังของลุง เห็นว่ามันไม่เหมือนกับพวกเรา

    พนักงานต้อนรับดีเด่นที่เขาดีเด่นระดับชาติ...ที่เขาบอกว่ามีอะไรให้เรียก "คุณคะ"
    เธออาจจะไม่สังเกตว่าลุงเขาใส่แว่นดำตลอดเวลาแม้จะนั่งบนเครื่องบิน

    ครั้งหนึ่งหล่อนถามทุกคนว่า "จะรับชาร้อนไหมคะ cofee or tea?"
    มาถึงตรงลุงคนที่ว่า ซึ่งตาบอด
    พอลุงบอกว่ารับ พร้อมกับใช้มือข้างนึงยกแก้วพลาสติกสีขาวเล็ก ๆขึ้นมา
    ลุงถือแก้วค้างไว้แบบนั้น
    เธอก็พูดเสียงดังที่ต่างจากปกติก่อนหน้านี้อีกนิด


    "วางลงบนถาดเลยค่ะ"

     

    ใจเห็นว่าลุงวางแก้วลงบนถาดได้ไม่ตรงนัก
    พนักงานต้อนรับดีเด่น...รอบสอง
    มองด้วยสายตาเคืองนิดๆ
    แล้วก็ใช้กาใส่ชาร้อนๆ ที่ถือด้วยมือขวา
    ดันถ้วยให้มาอยู่ในร่องของถาด
    แล้วเถชา และบอกให้ลุงหยิบด้วยตนเอง

    พนักงานดีเด่นแต๊ๆ...แหม้กลิ่นน้ำยังคลุ้งขนาดต้องเอาปิดจมูกเลยล่ะ

    ว่าจะไม่บ่นแล้วนะ อดไม่ได้
    อ้ะ...ว่าแต่พนักงานดีเด่นคนนี้ ย้ำ คนนี้..เขาจะอ่านหนังสือพิมพ์เวลาที่อยู่บนเครื่องรึเปล่านะ???


     

    กลิ่นของผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม

     

    เหนื่อยมาหลายวันติดกัน
    เช้านี้โงหัวแทบไม่ขึ้นจากหมอน
    อยากจะนอนต่อเพราะรู้สึกเหมือนจะเพลียๆ นอนไม่พอมาหลายวัน
    แต่เสียงดังของคนงานพม่าที่กำลังก่อสร้างตึกข้างๆ
    ก็สร้างความรำคาญหูได้มากมายเสียจนไม่คิดว่าจะนอนต่อได้ลงอีก

    ตะลอนออกงานหลายวันติดกันแล้ว
    เท่าที่จำ 3 วันล่าสุดได้ก็คือ
    วันนึงไปศรีนครินทร์ อีกวันไปหลังสวน เย็นของวันที่ไปหลังสวนก็บินไปอุดรฯ
    กินข้าวที่อุดร นั่งรถไปนอนขอนแก่น เช้านั่งรถไปมหาสารคาม
    เย็นกลับมากินข้าวที่ขอนแก่นและนั่งเครื่องกลับ ... ชีวิตคือการเดินทาง...

    แต่การเดินทางที่ติดๆ กันมันทำให้ไม่สบาย
    ตอนนี้ตัวร้อนๆ น้ำมูกทำท่าจะไหล แต่มันยังกั๊กๆ เอาไว้ สงวนท่าที...
    จมูกตัน ๆ ลมจะออกต้องตีกลับคืนเข้าไปข้างใน ลมเข้าก็ถูกบัง ลำบากพิกล
    ตาปูดยิ่งกว่าหมีแพนด้า พอ ๆ กับตานกกระจอกเทศเวลาเพ่งมองคนข้างๆ รั้ว
    แต่เลี่ยงไม่ได้ วันนี้ต้องเดินทางไปออฟฟิสอยู่ดี เหอะเหอะ

    จริง ๆ แล้ว ใจกำลังคิดว่ากำลังสงสัยว่าตัวเองไม่สบายเพราะว่าเหนื่อยจากการเดินทางจริง ๆ หรือเปล่า
    หรือเป็นเพราะว่าได้รับกลิ่นอันไม่พึงประสงค์เป็นระยะเวลาหลายชั่วโมงติดๆ กัน

    เรื่องมันก็คือว่า.... ขณะที่นั่งรถบัสสองชั้นเพื่อเดินทางระหว่างอุดร ขอนแก่นและมหาสารคามนั้นเอง
    ใจได้กลิ่นเหมือนกลิ่นที่เราได้จากรองเท้าเน่า
    แบบว่ากลิ่นของเท้าหรือรองเท้าเหม็นอับ...ใครเคยได้กลิ่นคงคิดออก
    มันโชยมาตามลม เตะเข้ากลางจมูกอย่างจัง ขยับตัวก็ได้กลิ่น ขยับไปชิดมันก็ยิ่งหนักหน่วง

    ตอนแรก ใจเสีย self อย่างแรง นึกว่ารองเท้าของเราเสียอีกที่ทำพิษพ่นกลิ่นเน่าได้ขนาดนี้
    นี่เรามีกลิ่นเท้าไปตั้งแต่เมื่อไรฟะเนี่ย ดูดิ๊รองเท้าคู่นี้ซื้อมาจากร้านนำเข้าจากญี่ปุ่น
    เขาบอกว่ามันเป็นรูช่วยระบายอากาศ ราคาก็แพงโขอยู่นะ
    ไม่น่าจะสร้างกลิ่นอัปลักษณ์ได้ซะขนาดนี้

    ใจยกรองเท้าขึ้นมาสูดลมเอากลิ่นเข้าปอด
    จนพี่นักข่าวที่นั่งอยู่ถัดไป ร้องจ๊ากกก ไอใจทำอะไร
    ใจหันไปมอง ยิ้ม มันอาย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มันจำเป็นต้องดมเพื่อทดสอบกลิ่น
    เลยได้แต่ตอบไปว่าทดสอบกลิ่นแก้เก้อไป
    นึกในใจว่าจะมีกลิ่นเสียอีก ไม่เห็นจะมีเลย กลิ่นนิ่งๆ
    ตัดสินใจทดลองดมเบาะของรถบัสมันสีแดงๆ ไกด์บอกว่ารถยังใหม่
    ตอนแรกสันนิษฐานในใจว่าคนก่อนหน้าน่าจะนอนน้ำลายไหล กลิ่นมันเลยได้สุดๆ อย่างนี้
    แต่ผิดคาด กลิ่นของเบาะมันก็คือกลิ่นฝุ่นธรรมดานี่แหละ
    แล้วมันมาจากไหนฟะ.....

    ให้ใจเดาก็คือคงจะเป็นกลิ่นรองเท้าของใครสักคนข้างหลัง
    เพราะกลิ่นมันจะแรงทุกครั้งที่เอาจมูกลอดเข้าไปดมใกล้ๆ กับเบาะของเขา
    แต่เราก็เป็นคนไทยมารยาทดี หากไม่ใช่คนใกล้ชิดสนิทสนม เรื่องกลิ่นรองเท้าเราก็มักจะไม่อยากจะบอกเขา
    ได้แต่อดทน อดทน อดทน และก็อดทน....
    ยกเว้นว่าเป็นไอไฝเพื่อนซี้ มันจะถูกเพื่อนทุกคนชี้ให้ไปล้างเท้าก่อนเดี๋ยวนี้

    แถมชีวิตนี้ยังเศร้าไม่จบ เพราะ เวลาเราเดินทางไปที่ไหน
    เมื่อต้องใช้รถคันเดิมเป็นเวลาหลายวัน
    เราก็มักจะจองที่ๆ เดิมกันทุกครั้ง
    ยิ่งคนเต็มเราก็ยิ่งจะย้ายไปนั่งตรงไหนไม่ได้เลย

    สุดท้ายเลยลงเอยเป็นการเวียนหัวทั้งวัน มึนๆ เพราะกลิ่นจากรองเท้าผู้ไม่ประสงค์จะออกนามรายนี้
    แล้วนี่ก็ไม่รู้ว่าไม่สบายเพราะเหนื่อยหรือว่าเหม็นกลิ่นรองเท้าของใครกันแน่


    ชีวิตคือการเดินทาง แต่จะเดินทางทุกครั้ง ช่วยดมกลิ่นรองเท้าของตัวเองสักหน่อยจะได้มั้ย???

     

    1/22/2008

    แม้วสับสน

     

    หลายวันมานี้รู้สึกหมดแรงอย่างหนัก
    สองอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำตัวเป็นคนขยันจัด ออกงานแทบทุกวัน
    บ้างก็ออกไปไกล บ้างก็ใกล้แล้วแต่งาน

    พอพ้นช่วงออกงาน
    ก็ถึงช่วงปั่นต้นฉบับพอดิบพอดี
    ตีหนึ่งตีสองง่วงก็ยังนอนไม่ได้
    พอจะนอนทะลึ่งเลยเวลานอน
    เลยกลายเป็นว่า...หน้าตาเหมือนหมีแพนด้าเอามากๆ

    ดึกๆ เวลานอนไม่หลับ กิจกรรมที่ทำเวลาอยู่คนเดียว
    มันค่อยๆ หมดกระบุงในถังความคิด
    เรียกว่าหมดมุขแล้วล่ะ ไม่ว่าจะดูละครก็แล้ว
    ดูข่าวเช้าวันใหม่ก็แล้ว ฟังเพลงก็แล้ว
    พักหลังเลยไปนั่งแอบดูว่าใครเป็นใครใน hi5

    เพื่อนบางคนเรียกมันว่า "ฮิห้า" 
    ใจทดลองเข้าไปใช้บริการมันมาสักเดือนนึงเห็นจะได้

    จริง ๆ เคยสมัครทิ้งเอาไว้นานมาก เป็นปีๆ ก่อนหน้านี้
    แต่ก็ไม่เคยคิดจะเข้าไปนั่งดูหรือจ้องมันอย่างเป็นทางการสักครั้ง
    จนกระทั่งเพื่อนคนนึงมาทักว่า...ส่งคำขอมาหาในนานมากแล้ว
    ไม่เห็นจะรับสักที..อยากได้เพื่อนเยอะๆ...

    ก่อนหน้าเคยค้นพบว่า ไอฮิห้านี่แหละตัวดี
    ต้องยอมรับความคิดของคนต้นโผ
    เอาไปเอามายิ่งกว่าเว็บไซต์แชร์ลูกโซ่

    หากสมัครแล้วรับ add คำเชิญของใคร
    ทุกคนก็จะมาอยู่รวมกันในหน้าเพื่อนฝูง
    คลิกดูก็รู้กันหมดว่าใครเป็นเพื่อนใคร ใครเป็นแฟนใคร
    แฟนใครเป็นกิ๊กใคร เพื่อนเราแอบเป็นกิ๊กกะแฟนไหม
    แฟนเราแอบไปมีใครคนอื่นรึเปล่า
    เพื่อนเราไปแอบมีกิ๊กกะใครไม่บอกแฟนตัวเอง
    โอ๊ะๆ แฟนเก่าเราทะลึ่งเป็นแฟนกับกิ๊กกับคนที่เคยแนะนำกับเราว่าเป็นเพื่อนรึป่าว
    เอานี้มีเพื่อนบอกมาหลายคนแล้ว ฟังแล้วแม้วเจ็บใจแทน ฮิ้วววววว

    เวลาจะทำอะไรในฮิห้าทีก็มีการอัพเดตบอกคนอื่นหมด ทุกคนที่เป็นเพื่อนของเรา
    เพื่อนของเพื่อนเรา เพื่อนของกิ๊กเรา กิ๊กของเพื่อนเรา เอาหมด มันบอกหมด...

    บอกว่าฉันใส่รูปใหม่ ฉันใส่ข้อความอะไรก็ไม่รู้เข้าไปตะกี้
    บอกว่า มีเพื่อนคนนี้ add คนนี้เข้ามาใหม่

    แทนที่ใจจะคลิกดูฮิห้าของเพื่อนคนเดียว
    กลายเป็นว่าต้องคลิกไปดูฮิห้าของเพื่อนของเพื่อน ของน้องของเพื่อน
    เพื่อนของน้องเพื่อน เอาเข้าไป...อีรุงตุงนัง โรมรันพันตู เอิ้กกกก

    จากตีหนึ่งกลายเป็นตีสองโดยฉับพลัน
    กิจกรรมกลางคืนของคนนอนไม่หลับ เพิ่มมาอีกอย่างหนึ่ง
    เพราะพิษอยากรู้อยากเห็นพุ่งเข้ากระแสเลือด และสูบฉีดมันขึ้นสมอง

    เขาว่ามนุษย์โลกเรานี่พิลึก
    เรื่องของตัวเองไม่เท่าไร แต่เล่าเรื่องของคนอื่นให้ฟังเมื่อไร หูจะผึ่งในบัดดล
    แต่ก็นั่นแหละ ไปนั่งดู นั่งเล่นๆ ก็เท่านั้น
    ไม่คิดจะเอาจริงเอาจังอะไรกับมันหรอก
    เพราะหลังๆ ชักวุ่นวาย ใครเป็นใครไม่รู้มาอยู่ที่หน้าเพื่อน
    เหมือนใจจะมีเพื่อนเพิ่ม .... แต่ก็ได้แค่ชื่อกับ email account มาเป็นเพื่อน
    เพื่อนกินข้าวดูหนัง ฟังเพลง และก็ช่วยเหลือพึ่งพาก็เห็นมีเท่าเดิม

    มันดูพิลึกไหม? ที่เรามีเพื่อน แต่เพื่อนของเพื่อนเราอีกทีมาเห็นว่าเพื่อนของเราเป็นใคร
    มันแปลกไหม? ที่เรามีน้องสาว แต่เพื่อนของเพื่อนของน้องสาวมา add เราเป็นเพื่อน
    มันแปลกไหมละ ที่มารู้ว่าเพื่อนของเพื่อนเรา จริงๆ เป็นเพื่อนของเราสมัยเรียนมัธยม
    มันแปลกไหมละ ที่ต้องมาถามกันว่า คุณเป็นใครเป็นเพื่อนหรือคนรู้จักใครใน hi5 ของเขา

    ช่วงก่อนหน้าก็ว่า multiply ทำงงแล้วนะ
    ตอนนี้ hi5 ทำงงเป็นสองเท่า
    แหม้...โลกไซเบอร์ช่างสับสน..คนอย่างแม้วไม่ค่อยจะเข้าใจ

    อย่าถามว่า multiply คืออะไร วันนี้งงมาพอแล้ว.... แม้วสับสน

    test

     
    1/17/2008

    เคยเจอแบบนี้บ้างไหม??



    ใจหอบข้าวของออกจากห้องสี่เหลี่ยม
    มุ่งหน้ามาที่ starbucks สาขาใต้ห้างโซโก้ ชิดลม
    เพราะว่าคนงานพม่าทำเสียงดังจากการก่อสร้างตึกข้างๆ
    ทำอะไรไม่ได้ ก็คนเขากำลังจะก่อสร้าง
    จะให้ทำเงียบเชียบเหมือนวัดวันที่ไม่มีเสียงพระสวดก็เห็นจะไม่ได้
    สิ่งที่ใจต้องทำคือ ทำใจ แล้วก็ลี้ภัยมาทำงานนอกสถานที่

    จริงๆ ควรจะนั่ง starbucks สาขาใกล้บ้าน
    อย่างเช่นดิเอสพละนาด หรือว่า โรบินสันรัชดา
    แต่เป็นเพราะว่าอยากแอบใช้ wi fi ฟรีของ McDonald's ที่โซโก้
    การนั่งใน starbucks สาขาที่ว่าซึ่งอยู่ติดๆ กัน เลยเป็นตัวเลือกที่ดีเสมอมา

    วันนี้ถึงกำหนดที่จะต้องงานให้กับบก.แล้ว
    แต่แม้วอย่างใจยังไม่ได้ส่งบทความที่จำเป็นจะต้องส่งเลย..ให้ตายสิ...

    แบกเป้ใส่โน้ตบุ๊กขึ้นหลังเข้ารถใต้ดิน โผล่ที่สุขุมวิท
    ออกจากดินขึ้นฟ้ามาที่ BTS แลกเงินหยอดตู้เอาบัตร
    เสียบบัตรเข้าที่หนีบขา...จริง ๆมันเป็นทางผ่านแต่มือใหม่โปรดระวัง
    เดินเข้าไม่ทันมันจะหนีบขาเอา...มันเลยเป็นเครื่องหนีบขาอัตโนมัติ
    บอกตรงๆ ใจไม่เคยเห็นประเทศไหนเขาใช้กันเลย ไอที่หนีบ ๆ เนี่ย
    ไปมาหลายประเทศ ทดลองเข้าใต้ดินมาหลายหน เพิ่งเจอที่ไทยนี่แหละ
    หรือว่าจริง ๆแล้วเขาก็ใช้กันที่อื่นๆ แต่ใจทะลึ่งไม่เคยเจอเอง

    ผ่านที่หนีบขามาแล้ว ก็ขึ้นมาชั้นบน ยืนรอรถ...
    เข้ามาข้างใน ช่วงเวลาบ่ายๆ ของวันแบบนี้
    ที่นั่งว่าง แล้วได้นั่งถือว่าทำบุญชาติก่อนเอาไว้เยอะ
    แต่วันนี้ใจคิดว่าคงทำบุญมาน้อย เลยต้องยืนเกาะเสาตรงกลางโบกี้ตามระเบียบคนตัวเตี้ย

    ที่ตั้งหัวเรื่องว่า "เคยเจอแบบนี้บ้างไหม"
    ใจกำลังจะเข้าเรื่องตอนนี้แหละ...

    ใจมักเจอเรื่องหนึ่งในรถใต้ดินอยู่เสมอ เพราะใจตัวเตี้ย
    เมื่อไม่มีที่นั่งว่างๆ บางทีก็ไม่อยากโหนที่จับ เพราะว่าแขนจะตึงๆ
    เลยอยากจะเกาะเสามากกว่าโหน มันดูปลอดภัยกว่า

    แต่ก็มักจะเจอคนแบบนี้เสมอ...แบบที่เราจับอยู่ เธอ เจ้าหล่อนหรือเขาที่ไม่หล่อเหลา
    เดินมาจากไหนก็ไม่รู้ อาจจะสถานีถัดจากที่ตูขึ้น
    จู่ๆ ก็เดินมาจับที่โหนข้างหน้าเรา หันหลังแล้วพิงเสาที่เราจับซะยังงั้น
    บางทีเขาก็ไม่สนใจ ทำไม่สนใจ ใจก็ไม่เคยจะเข้าใจในหัวอกหัวใจของเขา
    เขาพิงหลังลงเสา ทับมือเราซะยังงั้น
    โดยไม่สนใจว่า ฉันก็กลัวเชื้อโรคจากหลังเธอนะ
    หรือฉันเกาะอยู่นะ มาพิงทำแม้ว...

    โดยมาก จะสังเกตได้ว่า กิริยาแบบนี้จะเป็นกับทั้งคนเดินทางเดี่ยว เดินทางคู่หรือหมู่คณะ
    แต่แบบหลังจะกร่างมากกว่าปกติ เหมือนกับม็อบ เขาว่าไม่มีพวกคนเหล่านั้นจะไม่กล้า
    จะหงิมๆ การแสดงออกที่ก้าวร้าวจะมากขึ้นหากมีพวก เขาว่าแบบนั้น...

    ใจไม่ค่อยชอบ หนหนึ่งของการโดยสาร
    ใจอดรนทนไม่ไหว เลยสะกิดหลังเธอคนหนึ่ง
    แล้วบอกว่า "ขอโทษนะคะ ขอเอามือออกจากเสาได้ไหมคะ"
    เธอหน้าแดง ใจไม่ได้บอกตรงๆ แต่คนมีสำนึกคงจะเข้าใจอะไรได้ง่ายๆ
    บางทีใจดึงมือออกปกติ เขาก็จะเข้าใจและยอมไม่พิงต่อจากนั้น
    แต่คนที่ไม่รู้สึกถึงการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ต่อให้ดึงออกแรง ๆ ก็คงจะพิงมันต่อไป

    ดูดิ๊ มัวแต่โดนทับมือ เลยขึ้นรถไฟเลยไปสถานีหนึ่งจนได้
    จะลงชิดลม ทะลึ่งเลยไปสยาม
    ต้องย้อนกลับสถานีก่อนหน้า เสียเวลาจริง ๆ เอิ้กๆ

    อยากให้คนใช้รถใต้ดินเลิกพิงเสากรณีคนเต็มคันรถ
    หากอยากพิงให้ซื้อเสาส่วนตัวไปพิงเองในรถ ..อันนี้ไม่มีใครบ่น ...ชัวร์....ตามสบายเลยทีนี้ 555

     

    ปล. คนพิงเสาทับมือ ทำให้อึดอัดพอๆ กับคนมาทีหลัง
    แต่เดินไปข้างหน้าเราอีก 20 เมตร แล้วกวักแท็กซี่ตัดหน้าเลย ขอบอก

     

    เหตุเกิดที่บางพลี...



     

    เมื่อวานไปไกลถึงบางพลี...เพื่อดูโรงงานถ้วยกระดาษที่ใหญ่ที่สุดของไทย
    ถ้วยกระดาษ..แบบไหนเหรอ แบบที่ใส่น้ำโค้ก เป๊บซี่
    ใส่กาแฟ ใส่ไอศครีม ใส่น้ำหวาน ใส่ข้าวโพดคั่ว และอีกสารพัดจะใส่นั่นแหละ
    ที่นี่เขาผลิตกันวันละ 1 ล้านถ้วย 1 ปีหยุดงานกันแค่ 13 วัน นั่งคูณตัวเลขกันเข้าไป

    สงสารคนอยู่แถวๆ บางพลีจริงๆ  ถนนหลักกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง
    ไม่รู้ว่าจะใช้เวลากี่ปีถึงจะเสร็จสักที พี่เจี๊ยบเล่าว่าถนนพระรามสองใช้เวลาเป็นสิบๆ  ปีกว่าจะสร้างเสร็จ
    ถามคนทำงานที่บริษัทถ้วยกระดาษเขาบอกว่า หัวแดงมาทำงานกันทุกวัน ไม่รู้เมื่อไรจะเสร็จกันซะที
    ชาวบ้านเขาลุ้นกันเต็มที่...อยากให้หัวไม่แดงข้ามปี แม้จะไม่ทำสีผมกันก็ตาม

    เคยดูสารคดีต่างประเทศเขาว่าประเทศจีนสร้างถนนยาวหลายสิบกิโลเมตร โดยใช้เวลาไม่กี่วัน
    ทั้งเงินหนา คนงานก็เร่งงานเต็มที่เพื่อให้เส้นทางเปิดใช้
    และที่สำคัญข้าราชการคนไหนคอรัปชั่น โทษประหารสถานเดียว...หึหึ

    กลับมาที่บางพลีกันอีกหน...โทษประหารที่จีนปล่อยเขาไป บ้านเราคงไม่มี แบบจีนเขา...

    ที่บางพลี รถจะเด้งๆ ตลอดทาง บางทีก็เจอก้อนหินเหมือนหล่นมาจากไหล่เขาอยู่กลางถนนก้อนเบ้อเร่อ
    รถบางคนก็เล่นวิบาก ไต่จากทางเบี่ยงไปขึ้นทางคู่ขนานติดกัน ซึ่งต่างระดับกันเกือบครึ่งเอวของใจ
    ฝุ่นคลุ้งทั่วอาณาบริเวณ รถก็เหยียบเบรก เหยียบเบรก สลับกันไปตลอดระยะทางหลายกิโลเมตร

    แผนที่เจ้ากรรมที่เรา print มาจากเว็บไซต์ก็ทำเอาปวดหัว
    แผนที่เก่า เขาไม่ยอมเปลี่ยนตึกรามบ้านช่องตามยุคสมัย ทำให้เราทั้งหมดหลงทางกันอยู่นานร่วมชั่วโมง
    ใจยกหูหาเอมที่ขับฟีโน่จากมหาชัยไปถึงบางพลีว่าอยู่ที่ไหนแล้ว
    เอมบอกว่า

    "น้ำค้างเราอยากได้ MTX มากเลย"

    ฟังเสียงเอมไม่ค่อยชัด วางสายก็เอามานั่งคิด MTX MTX
    ตอนแรกนึกว่าเอมพูดผิด อยากได้ GPS เพราะหลงทาง อยากได้ GPS มาพิกัดตำแหน่ง
    มานั่งคิดอีกที MTX นี่หว่า มอเตอร์ไซด์วิบาก สงสัยเอามาแทนฟีโน่
    เพราะเจอทางทรหดแบบนี้เข้านั่นเอง ...ทำเอาขำตั้งนานกว่าจะตั้งสติได้

    เมื่อวานก่อนจะถ่ายภาพผู้บริหารลงหนังสือ
    ใจก็เป็นนางแบบให้ช่างภาพของเราเสียก่อน

    กลับมาดูอีกที หน้าตาใจเมื่อวานเหมือนหมีแพนด้าเพิ่งจะตื่นนอนเอามากๆ
    ไม่บอกไม่ถูกนึกว่า import มาจากประเทศจีนโดยตรง

     

    ดูรูปที่สอง...ตูถือถังป๊อบคอร์นแบบกระดาษที่เขาผลิตแล้วส่งออกไปดูไบ จีนและออสเตรเลีย
    คว่ำถังอีกต่างหาก ... ไม่มีบอกกันมั่งเลยเลย..นางแบบไม่สวยล่ะสิ
    จะถืออะไร ทำท่าแบบไหน มันก็ไม่มีใครใยดี...ฮิ้ววววววววววววว

    อย่าให้ตูเกิดมาสวยนะเฟ้ยยยย ....ถ่ายรูปทีจะทำปากยู่ยี่ให้ดู

     

    1/11/2008

    โมเดลมอเตอร์ไซด์ญี่ปุ่นรุ่นเก๋า



     

    ชอบโมเดลรุ่นนี้แฮะ....เท่ห์ดี

     


    เอาโชว์ไว้ที่หน้ากระจก

     


    ดูไฮโซเอามากๆ ...โฮะโฮะ ชอบๆ


    1/10/2008

    พูห์ในกล่อง..ของขวัญวันเด็ก



     

    ตั้งหน้าตั้งตาไปเต้นท์ขายของเล่นวันเด็กที่หน้าโรบินสัน รัชดาภิเษกมา
    หลังจากวันก่อนแวะไปซื้อคอเลคชั่นรถมอเตอร์ไซด์รุ่นเก่าของญี่ปุ่น
    แต่คนพนักงานขายเป็นคนดีมาก..บอกว่าเดี๋ยวจะลดราคารับวันเด็กวันที่ 9 นี้ครับ
    ดังนั้นอย่าเพิ่งซื้อดีกว่าครับ รอซื้อราคาลดดีกว่า...

    รอมาสองวันให้ถึงฤดูกาลขายของเล่นวันเด็ก เมื่อวานเลยหาโอกาสไปซื้อเสียก่อน
    เพราะคิดว่าหากไปวันหลังๆ ของอาจจะหมดไปเสียได้

    นอกจากคอเลคชั่นรถเก่าที่ตั้งใจจะไปซื้อแล้ว ใจยังซื้อพูห์ตัวจิ๋วมาอีก 2 ตัว
    มันเป็นหมีพูห์ตัวเล็กในกล่องหลายเหลี่ยม ..นับเหลี่ยมไม่ไหว




    แกะออกมา จะเจอถุงพลาสติกเล็กๆ ใส่ชิ้นส่วนประกอบ
    แกะห่อพลาสติก เอาชิ้นส่วนมานั่งประกอบ




    ก็จะกลายเป็นพูห์แบบต่างๆ





    จริง ๆอยากจะได้ครบทั้ง 8 แบบ
    แม้จะขายกล่องละ 79 บาท แต่ 8 แบบ ก็เกิดอาการงกเสียดายเงินซะยังงั้น

    สังเกตได้ว่ามันเป็นเต้นท์ขายของเล่น
    แต่เห็นเด็กแค่สองสามคนเองล่ะมั้ง
    ที่เหลือเป็นผู้ใหญ่ทั้งนั้น ที่มาเลือกของเล่นที่ตัวเองชอบ
    โดยเฉพาะคนข้างข้างนี่...เห็นเดินวนหลายรอบ เหอๆ

    อนุมานได้ว่า คงเหมือนใจ ตอนเด็ก ๆ ไม่มีโอกาสได้เล่น เพราะไม่มีเงินจะซื้อ
    พอโตเป็นผู้ใหญ่ หนใดได้เห็นของเล่นลดราคาก็ทนไม่ไหว
    รี่เข้าไปคุ้ยเอากลับมาบ้านทุกทีแหละ....

    1/9/2008

    3 สิ่งที่อยากจะทำ

     

     

    ระหว่างที่นั่งมองคนเขาวิ่งรอบสนามวนไปวนมาที่สนามกีฬากองทัพบกเมื่อเย็นวาน
    อยู่ดีๆ เมศร์รุ่นน้องนักข่าวจากกรุงเทพธุรกิจยิงคำถามระหว่างพักหอบจากการซ้อมวิ่งว่า

    "พี่ใจผมถามพี่หน่อยดิ 3 อย่างที่พี่อยากจะทำในปีนี้ หรือ 3 สิ่งที่ปีที่แล้วไม่ได้ทำ แต่จะลงมือทำในปีนี้คืออะไร?"

    ใจได้ยินก็ถึงกับอึ้งไปพักหนึ่ง มันเป็นคำถามง่ายๆ เคยได้ยินบ่อยๆ
    แต่พอโดนถามเข้ากับตัวเองก็ไม่รู้จะตอบยังไงดี อะไรที่อยากจะทำน่ะเหรอ
    เหมือนจะมีสิ่งที่อยากจะทำมากมาย แต่ก็ตอบไม่ได้ว่า 3 อย่างแรกที่อยากจะทำจริงๆ มันอะไรกัน

    มันรักพี่เสียดายน้องยังไงพิกล อยากจะบอกว่าอยากไปแคชเมียร์
    แต่ยังไม่มีเงินเป็นถุงเป็นถังสำหรับการเดินทางไกลเร็วๆ นี้
    ยกเว้น...ขาดแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จนต้องออกเดินทางอีกหน

    อยากจะบอกว่า อยากแต่งงาน มันเป็นสิ่งที่ไม่ได้ทำในปีที่ผ่านมา และหลายปีที่ผ่านมา..
    ทดลองบอกเมศร์ไปเหมือนกัน แต่สุดท้าย วงก็แตก

    ใจเลยเก็บเอามาคิดเป็นการบ้าน ว่า  3 อย่างที่อยากจะทำ คืออะไร...

    เมื่อคืนนอนคิดได้ข้อหนึ่ง...
    อยากเดินทางไปที่ไหนสักที่ เดินทางไกลให้อิ่มปอด
    แต่ยังไม่รู้หรอกว่าเป็นที่ไหน แล้วแต่สถานการณ์ทางการเงินและสถานการณ์ทางจิตใจ
    คงไม่ใช่เร็วๆ นี้ คงเป็นเวลาที่เหมาะสม ปลอดงาน ปลอดความวุ่นวายทางหัวใจ

    ส่วนข้ออื่นๆ ไม่รู้แระว่าอยากจะทำอะไรอีก
    เอาไว้ไปนอนคิดคืนต่อๆ ไป คงคิดออกสักวัน
    แต่คงไม่นอนยาวจนมานึกได้อีกทีก็หมดไปอีกปีแล้วหรอกน่า
    และก็คงไม่บ้าบอกว่าอยากจะแต่งงาน เพราะยังหาเจ้าบ่าวไม่เจอเลย ...เฟ้ยยยยย....

     

    1/8/2008

    ต้นไม้...เรื่องระดับชาติของครอบครัว




     

    ปีใหม่ที่ผ่านมา มีหลายๆ บริษัท
    ขนของขวัญปีใหม่มาสวัสดี ทักทาย กองบก.
    ของชิ้นไหน กี่ชิ้น กี่ชิ้น ก็ไม่เตะตาพวกเราเท่ากับ...
    ตะกร้าใส่ต้นไม้ต้นเล็กใบนั้น...

    เจ้าของยังไม่ทันได้ออกจากออฟฟิศ
    พวกเราก็แย่งชิงต้นไม้กันเป็นการใหญ่
    ตุ้มทำหน้าที่แงะกระถางสีขาวติดตราเจ้าของออกมาจนมือเละเต็มไปด้วยดิน
    แล้วทุกคนก็มานั่งแบ่งกันว่าใครจะเอาต้นไหน

    ใจได้ต้นไม้มาสองต้น เป็นต้นที่เขาไม่เลือกกันแล้ว...
    แต่เมื่อได้มันมา ก็กลายเป็นว่า
    เอามันมานั่งมอง นั่งจ้อง
    แล้วทุกคนก็พนันกันว่า ใครจะทำมันอยู่รอดได้นานที่สุด...

    ต้นไม้พวกนี้มันมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน
    ดูจากลักษณะบอบบ้าง อ้อนแอ้นของมันแล้ว..
    ยิ่งเมื่ออยู่ในกระถางไม่มีรูที่ก้นอย่างที่เขาให้มา
    ก็ยิ่งจะช่วยให้มันไปเร็วยิ่งกว่าที่คิดเสียอีก

    อาจจะเป็นเพราะว่าช่วงนี้บ้าเห่อปลูกต้นไม้มาก
    และก็ไม่อยากให้มันตายไปต่อหน้าต่อตา
    เรื่องปลูกต้นไม้เป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติของครอบครัวใจ

    ตอนเด็กๆ แม่บอกว่าใจเป็นคนเดียวในบ้าน
    ที่ปลูกต้นไม้แล้วไม่ตาย มือใจเย็น
    ใจไม่เข้าใจคำว่ามือเย็น
    จนกระทั่งโตมา...ทีนี้เลยปลูกมันใหญ่เลยต้นไม้นี่

    หนก่อนกลับบ้าน ...ต้นไม้ที่ขนกลับจากกรุงเทพฯ เมื่อครั้งก่อน
    มันเริ่มโตคับที่คับกระถางเดิมของมัน...
    รากของมันชอนไชพันแน่นกระถาง ใบเริ่มเหลืองนิดๆ
    ใจชักเสียดาย กลัวมันจะตายคากระถางไปเสียก่อน

    ไม่เพียงแต่ว่ามันแพง เพราะใจซื้อมันตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
    ก็ยังสนนราคากระถางละ 350 บาทเลยทีเดียว
    คนขายบอกว่าเป็นว่านมีดอกด้วย
    ใจเลี้ยงตั้งนาน เห็นดอกหนเดียวตอนซื้อมา
    มาเห็นอีกหลายหนก็ตอนที่ขนให้มันไปอยู่ที่บ้านนอกนั่นแหละ

    ตอนนี้มันมีอายุแบบที่เรียกได้ว่า เริ่มแก่แล้ว...
    มันเป็นขวัญใจของพ่อกับแม่ เป็นต้นไม้ประจำบ้าน
    ที่เชิดหน้าชูตาครอบครัวได้เวลาใครมาถึงเรือนชาน

    เมื่อมันโตเต็มวัย ก็เลยต้องหาบ้านที่ใหญ่กว่าเดิมให้มัน
    ขอบอกว่า กระถางไซต์ใหญ่สุดของร้านขายต้นไม้แถวบ้านก็ยังใส่มันไม่ได้
    สุดท้ายเลยลงเอยด้วยการให้พ่อ ไปหาซื้อโอ่งมังกรมาใส่...



    แถวๆ บ้านมีคนขายโอ่งมังกรเก่าให้เรา
    เขาบอกว่าเขาทำมันร้าว วางไว้ข้างบ้าน
    เราอยากได้โอ่งร้าว เพราะคิดไม่ออกจะเจาะก้นโอ่งมังกรยังไงดี
    ความต้องการของเขาและของเรามันตรงกัน...

    พ่อขนโอ่งมังกรมาตั้งตรงหน้าบ้าน
    พ่อขุดดินตรงทางเดินใกล้ ๆ บ้านให้ ใจกับแม่ช่วยกันขน
    ขนกันอยู่นาน กว่าจะได้ดินครึ่งโอ่งมังกร
    ใส่ดินเข้าไปแล้ว เราก็ใช้แรงมหาศาลในการดึงต้นว่านออกจากกระถางเดิม
    ยังงี้แหละ คนเรามันเคยๆ อยู่ที่เดิมจะให้เปลี่ยนก็ยากเย็น
    เอาต้นไม้ใส่เข้าไปได้ แต่ทะลึ่งรากยักษ์เลยขอบปากโอ่ง
    ลำบากใจต้องโกยดินออกอีก...แล้วถึงเอาต้นไม้ใส่เข้าไปใหม่
    กว่าจะได้โอ่งมังกรใส่ต้นว่านก็มีทั้งหมา แมว และพี่สาวมารุมล้อมกันเต็ม

    เมื่อเอาน้ำมารดให้มันชุ่มฉ่ำ
    ปากก็พูดพราง..เจ้าของมันไปไหนแล้วนะ ...เจ้าของมันไปไหนแล้วนะ...
    ไม่มีใครพูดอะไร... แม่ไม่ได้คำตอบ
    ส่วนใจก็หาคำตอบให้คำถามของแม่ไม่ได้
    เจ้าของมันไม่ใส่ใจแล้ว ทิ้งมันไปตั้งสองปี

    ต้นไม้ได้น้ำแล้ว...ใจก็หันหลังกลับเข้าบ้านล้างมือที่เปื้อนดิน
    ปล่อยให้พ่อกับแม่ พี่สาว หมา แมว นั่งมองต้นไม้ในกระถางใบใหญ่เท่าโอ่งต่อไป....

    กลับมาที่ต้นไม้ต้นเล็กในกระถางของขวัญปีใหม่
    ใจเอามันกลับมาที่ห้องได้สามวัน
    ถึงจะตัดสินใจเปลี่ยนมันลงกระถางใบใหม่ที่ไปสอยมาใบละ 60 บาท
    เขาว่า made in vietnam อีกอัน made in china
    ใจซื้อมาจากร้านขายของทุกอย่าง 60 บ้านแบรนด์ญี่ปุ่น 



    ใจหาอะไรปิดรูก้นกระถางให้น้ำออกแต่ดินไม่ไหลตาม
    เอาดินใส่ครึ่งค่อนกระถาง ยกต้นไม้ใส่ เอาดินปะหน้าให้เต็มขอบอีกนิด
    กดดินให้แน่นสักหน่อย แล้วค่อยรดน้ำตามพอชุ่ม
    แค่นี้ เจ้าต้นไม้สองต้นที่แย่งกับชาวบ้านเขามา...
    ก็มีชีวิตอยู่รอดได้จนถึงทุกวันนี้..

    เราอาจจะรักษาชีวิตของต้นไม้ไว้ได้
    เอาไว้ดูต่างหน้าว่า...
    กว่าจะได้มันมา เราได้ใช้เวลากับมันได้มากมายแค่ไหน
    เราใส่ใจมันอย่างไร และทำไมเราถึงอยากให้มันได้อยู่กับเรา
    กลางวันมันให้ออกซิเจน
    กลางคืนมันอาจจะทำพิษภัยดันทะลึ่งปล่อยก๊าซที่ทำให้หายใจไม่ออก
    ถึงมันจะให้โทษครึ่งวันเท่ากับให้ผลดี แต่มองมันเมื่อไรก็ชื่นใจ
    อย่าถามเลยเจ้าของมันไปไหน
    ตอนนี้ใจเป็นเจ้าของที่ใส่ใจและไม่ทิ้งมันก็พอแล้วล่ะ....เนอะ...