หลังจากลงจากรถตู้ พี่เจี๊ยบ ท่านเพิ่งจะนึกได้ว่า ขาตั้งกล้องราคาเป็นหมื่นของแกนั้นมันยังนอนนิ่งอยู่บนเรือ
แกเคยทิ้งขากล้องแบบนี้ไว้ที่สโมสรกองทัพเรือมาหนึ่งหน แต่หนนั้นโชคไม่ดี มันหาย...
หนนี้ดันทิ้งไว้บนเรืออีกแล้ว เป็นเพราะไม่ได้หยิบมันออกมาใช้งานเลยเราเลยลืมมันไปเสียสิ้น
พี่เจี๊ยบวิ่งไปตามหาเรือ ใจบอกไกด์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ไกด์วิ่งตามไป และหายกันไปทั้งคู่หลายสิบนาที กลับมาอีกที ได้ยินเรื่องราวว่า
เรือออกไปแล้ว และเขาต้องหันหัวเรือกลับมาอีกทีเพื่อเอาขาตั้งกล้องมาคืน...โชคดีไป
เมื่อเรื่องราวเกี่ยวกับขาตั้งกล้องจบไป ทุกคนก็เดินตามไกด์ออกมาจากท่าเรือมายังที่จอดรถตู้
ใจ พี่เจี๊ยบ ป้าฝรั่งเศสและสาวมาเลย์นั่งเบียดกันอยู่เบาะท้ายสุดของรถตู้คันยักษ์
ด้านหน้าเป็นคนจีนกลุ่มหนึ่งและหนุ่มญี่ปุ่นหน้าตาดี นั่งเบียดกันอยู่
คนจีนพยายามชวนคนญี่ปุ่นพูด แต่พูดกันเป็นภาษาอังกฤษ T.T
พยายามจะนั่งฟัง ใจความตอนหนึ่งทำให้ทุกคนในรถหูผึ่ง
หนุ่มญี่ปุ่น นักเดินทางในวันหยุดยาวของเขาเพียงลำพัง หาที่พักในเวียดนามได้ดว้ยราคาเพียงคืนละ 3 ดอลลาร์เท่านั้น
มันเป็นห้องพักคู่ ใช้ห้องน้ำรวมอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของที่พักของฮานอย
จริงๆ แล้วฮานอยมีที่พักแบบนี้ค่อนข้างมาก ดังนั้นหากไม่ลำบากจนเกินไป
หากใครอยากจะประหยัดเรื่องค่าที่พัก การไปกันหลายๆ คน เลือกพักแบบนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
เคยได้ยินว่ามีห้องรวม 4 คน หรือมากกว่านั้น ใช้ห้องน้ำรวมด้วยเช่นกันด้วย ราคาก็ถูกกันเมื่อคิดต่อหัว
ใจเพิ่งจะสังเกตว่าที่ฮานอยนั้นเขาคิดค่าที่พักในราคาต่อห้อง
นอนกันในจำนวนที่ระบุเอาไว้ มากกว่าการคิดต่อหัวเหมือนกับประเทศอื่นๆ หรือในโรงแรมชื่อดังอื่นๆ
คิดว่าเหมือนบ้านเรานิดๆ คิดแล้วประหยัดดี อย่างสิงคโปร์มักคิดต่อหัว นอนสองคนก็คิดเพิ่มไปเลย...ต่อหัวนั่นแหละ
รถตู้แล่นมาด้วยความยากลำบาก ถนนจากเมืองฮาลองมาฮานอย แทบจะเป็นทางสองเลนส์ทั้งหมด
รถวิ่งสวนกันดว้ยความเร็วสูง นั่งดู นั่งลุ้นเวลาแซงกันเป็นระยะ บางทีก็ช่วยเบรคแทน เหอๆ
ใครไม่เคยไปเวียดนามไปสักหน กรุณาทำใจ ที่นี่เขาจะกดแตรใส่กัน และเปิดไฟสูงต่ำสลับกันไล่คันหน้าอย่างเป็นปกติ
ตอนแรกใจก็นึกว่าเขาเตือนกันว่า หลบไปหน่อย ฉันจะไป ฉันขับเร็วเหมือนบ้านเรา... แบบว่าทำสองสามครั้งพอ
แต่ที่ไหนได้ เขาทำติดๆ กันนานหลายนาที สลับกันไปอย่างนั้น หากเป็นบ้านเรา เขาเรียกว่า "กวนทีน" หรือไม่ก็ด่ากัน
แต่ที่นี่ไม่เพียงแต่ทำติดกันหลายนาที แต่ยังทำทุกๆ ครั้งที่รถคันหน้าไม่หลบออกทางขวามือ (ที่นี่พวงมาลัยอยู่ทางซ้าย)
คันข้างหน้าบางคันหนักข้อกว่า เปิดไฟตรงค้างไว้เลย เป็นทำนองว่าฉันไม่หลบ ใครจะทำไม แต่นานกว่าพี่ไทยเยอะ
ดังนั้นไม่เพียงแต่เปิดไฟบอก ยังต้องเพิ่มความดังของแตรไล่ด้วย... ใจนั่งดูเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นหลายชั่วโมง
แต่ก็ไม่ยักเห็นคนขับรถจอดรถแล้วออกมาต่อยหรือมายิงกันเหมือนกับบ้านเรา
คิดว่าคงเป็นวัฒนธรรมบนท้องถนนของเวียดนาม พี่ไทยเราเห็นแล้วก็ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ
รถแล่นฝ่าความมืดนานติดกัน 3 ชั่วโมงก็มาถึงฮานอย หลังจากไล่ส่งคนที่พักไกลจากจุดกลางเมืองสุด
ใจกับพี่เจี๊ยบของแวะลงกลางทางก่อนถึงโรงแรม เพราะยกนาฬิกาดูแล้วยังคิดว่ามีเวลาทานมื้อค่ำก่อนกลับไปโรงแรม
เพราะนัดรถตู้มารับไปขึ้นรถไฟเอาไว้ตอนสองทุ่มครึ่ง เวลานั้นก็เพิ่งจะทุ่มครึ่งเองนี่นา
มื้อนี้ก็ยังต้องกินเฝอเหมือนเคย เพียงแต่ว่าเป็นเฝอใส่หมู หนก่อนกินเฝอใส่หน่อไม้ และไก่
สรุปว่ามาฮานอยต้องกินเฝอกันแทบทุกมื้อ เพียงแต่ว่าจะเป็นเฝอใส่อะไรก็เท่านั้นเอง
กินเฝอเสร็จก็เรียกซิโคล่จากแถวๆ นั้นมาส่งที่หน้าโรงแรม
รถยังไม่ทันจะจอดดี พนักงานโรงแรมก็ทำหน้าบึ้งใส่ ตะโกนโหวกเหวงเป็นภาษาเวียดนามใส่
ตอนหลังหล่อนตั้งสติได้ก็พูดเป็นภาษาอังกฤษได้ใจความว่า ไปไหนมา คุณนัดรถไว้ทุ่มครึ่งนะ
รถไฟออกตอนสองทุ่ม 15 ....... โอ้ จอร์จ แค่นั้นแหล ะพวกเราก็ตาเหลือก
โวยกลับ ก็ก่อนออกเมื่อเช้าพนักงานชายคนหนึ่งบอกเราว่า มาให้ทันสองทุ่มครึ่งนะรถไฟออกสามทุ่ม
ไม่มีเวลาจะเถียงอะไรกันต่อ เพราะว่าดูนาฬิกาแล้วคิดว่า หากไปตอนนี้ยังโชคดีขึ้นรถไฟทันไม่เสียเงินฟรี
พนักงานยกของของโรงแรมคนหนึ่ง ใจดี ให้เราอัด 3 มอเตอร์ไซด์ฝ่ารถราอันบ้าคลั่งมายังสถานีรถไฟ
ตั้งแต่หนแรกใจไม่เคยคิดจะนั่งรถมอเตอร์ไซด์ในฮานอยเลยให้ตายเหอะ
แค่ข้ามถนนก็เสียวไส้ เอาชีวิตไม่รอดแล้ว ยิ่งเมื่อเย็นวานก่อนเห็นรถมอเตอร์ไซด์ชนก้นรถนิดหน่อย
แต่พี่เวียดเล่นขับแห่กันไปมุงยิ่งกว่าเจอระเบิด ทำให้ไม่กล้าไม่คิดเลยว่า
หากเราโดนมุงบ้าง คงหายใจไม่ออกตายมากกว่ามีแผลที่หัว เหอๆ
แต่ทำยังไงได้ เมื่อเวลาจวนเจียนแบบนี้ มอเตอร์ไซด์นี่แหละเร็วสุดแล้ว
พนักงานของโรงแรมขับลัดเลาะเป็นเวลากว่า 10 นาทีก็โผล่ที่สถานีรถไฟ
เขาฝากรถไว้ที่ฝากรถ แล้วก็ช่วยหิ้วกระเป๋าให้ใจ ส่วนหนึ่งของกระเป๋าใจฝากไว้ที่โรงแรมโดยไม่เสียเงิน
และจะกลับมาเอาในตอนขากลับจากซาปา เราสามารถทำแบบนี้ได้กับทุกโรงแรมหากจำเป็นต้องไปต่างเมือง
เหลือเวลาอีกห้านาที ผู้คนเบียดเสียดกันเข้าไปต่อแถวเพื่อจะเข้าไปที่ชานชาลาจอดรถไฟ
พนักงานของโรงแรมตรงรี่ไปที่พนักงานบริษัททัวร์ที่ใจจองทัวร์เอาไว้
เอายื่นใบจองสีขาวให้กับพนักงานหญิง ก่อนเธอจะเช็ครายชื่อและทำการยื่นตั๋วรถไฟอย่างดีให้เราสองใบ
และเปิดทางให้เราเดินเข้าไปด้านในของชานชาลา เรารีบตรงดิ่งไปที่ตู้รถไฟหมายเลขที่ระบุไว้
เมื่อถึงหมายเลขของตู้ที่ต้องการ ก็มองหาเลขห้องที่ต้องการอีกรอบ
พนักงานของโรงแรมที่ตามยกของมาส่งเจอเลขห้องก่อน เขาให้เราเข้าไปในห้องและยื่นกระเป๋าให้
เราขอบคุณพร้อมกับยื่นเงินดองให้สองหมื่นเป็นการตอบแทนน้ำใจที่ดียิ่งของเขา
ก่อนจะร่ำลาด้วยการจับมือ และเขาก็จากไป ปล่อยให้เราเผชิญชะตากรรมต่อ
เป็นอันว่าคืนนี้เราไม่เสียเงิน และไม่ตกรถไฟ ผิดแผนไปบ้างแต่ถือว่าโชคช่วยเอาไว้หลายครั้ง
และตอนี้เราก็มานั่งอยู่ในเตียงนอนชั้นล่าง ปล่อยให้ชั้นเป็นที่วางของไปก่อนพลางๆ เพื่อเป็นการพักเหนื่อย
ในห้องพักแบบ 4 คน มีเตียงสองชั้นให้บริการสองเตียง รวมเป็น 4 ที่นอน เป็นห้องที่เขาเรียกกันว่า Soft Sleeper
เคยมีคนเตือนว่า หากจะจองตั๋วรถไฟไปซาปา หรือไปที่ไหนก็ตาม หากไม่ระบุว่าเป็น Soft Sleeper
คุณก็อาจจะพลาดเสียเงินเท่ากัน แต่ได้ห้องแบบนอนกัน 6 คนก็เป็นได้ ดังนั้นตอนจองทัวร์ก็ให้คุยกันให้ชัดเจน
เรามีเพื่อนร่วมห้องเป็นหนุ่มจากเยอรมนีหน้าใสสองคน ซึ่งจับจองเตียงของตนในฝั่งซ้ายมือเอาไว้ก่อนแล้ว
เราเลยไม่มีทางเลือกต้องเลือกฝั่งขวาดว้ยความจำเป็น แต่ก็ไม่เสียหายอะไร นอนได้เหมือนกัน
รถแล่นออกจากฮานอยออกไปเรื่อยๆ นับจากนี้อีก 8.30 ชั่วโมง กว่าจะถึงที่สถานีรถไฟลาวก่าย
เพื่อต่อรถบัสไปที่ซาปาอีกชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงจุดหมายปลายทางการเดินทางในครั้งนี้กันแล้ว
เรานั่งคุยกับหนุ่มเยอรมันกันอยู่สักพัก ทั้งสองออกเดินทางในวันหยุดยาวประจำปี 25 วัน
และใช้เวลาที่เขาบอกว่า "หยุดนิดเดียว" ไปกับเวียดนามเหนือ ใต้และลาว เพียงสองประเทศ
ก่อนแยกย้ายกันสลบไสลไปกับราตรีกาลของการเดินทางกันยาวนานในค่ำคืนนี้
ใจมาตื่นได้สติอีกที ก็เพราะมีเสียงโหวกเหวกและเสียงเคาะห้องพัก
หลังจากทำตาให้เคยชินกับความมืดของห้องได้แล้ว ก็ผงกหัวมามองหน้าต่าง
แสงไฟจากด้านนอกพอแลให้เห็นความเป็นไปภายในห้องได้บ้าง
ใจเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าไอหนุ่มเยอรมันทั้งสองกำลังยกกางเกงเข้ามาใส่
ด้วยความตกใจ ใจรีบผลุบเข้าไปในผ้าห่มในทันที...ในใจก็คิดว่า
"ไอบ้า แกต้องแก้ผ้านอนแน่นอน"
จากการวิเคราะห์ในภายหลังก็พอจะรู้ว่า ฝรั่งบางคนเขาก็ชอบแก้ผ้านอนกลางคืนกัน มันสบายดีว่างั้น...
กว่าจะออกจากผ้าห่มได้ ก็รอตั้งหลายนาที ลุกจากเตียงได้ก็เปิดประตูดูความวุ่นวายข้างนอก
นี่เรามาถึงสถานีรถไฟในจังหวัดลาวก่ายกันแล้ว ต้องรีบออกจากห้อง ออกไปที่จุดนัดหมายกันแล้ว
พนักงานโรงแรมบอกว่า หากออกจากรถไฟแล้วให้เดินมามองหาป้ายจากโรงแรมที่เราจะต้องพัก
มันเป็นหนึ่งในสัญญาของแพ็กเก็จทัวร์มูลค่าสองพันกว่าบาทนี้ว่าเราจะได้พักที่ไหน ต้องจำเอาไว้ให้แม่น
เราเดินฝ่าผู้คนมากมาย สังเกตว่าชาวต่างชาติมากมายละลานตาเต็มไปหมด
ว่ากันว่าที่ซาปาแห่งนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวยุโรป
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่กว่าเราจะฝ่าด่านกรุ๊ปทัวร์หลายสิบคนที่ยืนอยู่นั่นได้ ...ก็เล่นอาเหนื่อยไปเลยทีเดียว
ใจเห็นป้ายโรงแรมแล้ว พนักงานที่ถือป้ายชี้ให้ไปขึ้นรถบัสคันย่อม เพื่อนั่งรอคนอื่น ๆ ร่วมทริปเดียวกัน
อากาศในเช้านี้หนาวไม่น้อย หมอกลงจัดเสียจนมองเห็นระยะ 200 เมตรลางๆ
อีกตั้งหนึ่งชั่วโมงจะถึงซาปา... เมืองแห่งนาขั้นบันได .....