Namkhang's profileที่ว่างของใจ PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    1/31/2007

    คิดถึงเซเว่นหน้าปากซอย

    เพิ่งจะรู้สึกถึง impact ของเซเว่นหน้าปากซอยก็หนนี้
    มันเคยตั้งอยู่ตรงนั้น...ไฟมันก็ค่อยส่องสว่างให้ทางแก่ซอยอยู่เสมอ
    24 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์ 365 วันต่อปีเคยมีเลข 7-11 สว่างอยู่ตลอด
    แต่พอวันหนึ่ง...มันหายไป...ชีวิตก็รู้สึกถึงสิ่งที่ขาดหายไปอย่างหนึ่งจนปฏิเสธไม่ได้

    เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ระหว่างการเดินออกไปหน้าปากซอย
    ใจพบว่าเซเว่นที่อยู่หัวมุมกำลังถูกคนงานชายหน้าตาดูเหี้ยมนิดๆ รุมทึ้งรื้อข้างของในนั้นกันอยู่อีรุงตุงนัง
    เสียงดังของรถหกล้อที่จอดรออยู่หน้าร้าน และเสียงถอนตะปู ทุบไม้ดังก้องไปทั่วอาณาบริเวณ
    คนงานหลายสิบคนคอยขนท่อนไม่และชั้นวางของสีขาวเก่าๆ สีมอๆ ออกจากร้านขึ้นสู่ตัวรถ

    หลังจากนั้นอีกหลายวัน สถานที่ตั้งของเซเว่นก็รกร้างไปด้วยของบนชั้น แสงสว่าง
    ยังคงเหลือแต่ภาพของพนักงานชายคนเดิมๆ เหล่านั้นคอยรื้อ สร้าง ปรับปรุงเซเว่นที่นี่ให้ดูใหม่ขึ้น

    จนกระทั่งเมื่อคืนนี้...แสงไฟนีออนสีขาวที่ส่องสะท้อนเลข 7-11 สีเขียวแดงก็กลับมาอีกหน
    ใจตื่นเต้นพิกล รู้สึกว่า...กำลังจะได้เจอใครบางคนที่ไม่ได้เจอกันเสียนานเร็ว ๆนี้
    คิดถึงมากมาย แต่ว่าไม่เคยได้มีโอกาสจะพบหน้าเพราะมันถึงเวลาจำเป็น
    ตอนมันอยู่ ก็รู้สึกว่ายังไงมันก็ยังอยู่กลายเป็นเรื่องธรรมดา
    แต่มันหายหน้า ก็เลยรู้สึกว่า เซเว่นมันมีคุณค่าในตัวของมันอยู่ไม่น้อย
    เหมือนกันแหละเนอะ...เรามักใช้เปรียบเทียบกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวได้เสมอ
    ไอตอนที่มันอยู่ ก็ดูไม่เห็นค่าของมัน พอมันหายจิ...แหม้ ร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญเลยทีเดียว
    .........เซเว่นก็เหมือนกัน...หน้าปากซอยมันเลยโล่งๆ พิกล .....

    อะมิโนสีเหลืองเย็นๆ กำลังจะกลับมาแล้ว....เยลลี่รสลิ้นจี่กำลังจะมาอยู่ในมือเร็วๆ นี้
    เสียงพนักงานที่คอยถามซาลาเปา ขนมจีบที่บอกผ่านๆ และเราไม่เคยจะตอบรับคำเชื้อเชิญนั้นสักหน
    กำลังจะกลับมาวนเวียนให้ได้ยินกันอีกหน...คนคุ้นเคยที่หายไปกำลังจะกลับมาอีกครั้ง
    คิดถึงจัง...เซเว่นจ๋า........ กลับมาเจอกันเร็ว ๆ นะ ต่อไปนี้จะเห็นความดีของเธอนะจ้ะ อย่าไปไหนอีกละ


    ไอไฝมีรัก....โอว้ จอห์น

    เมื่อวานม่วยบอกให้แวะไปอ่าน blog ของคลำไฝเพื่อนซี้
    แต่เป็นเพราะว่ามีธุระปะปังและยังมึนๆ กับการปั่นงานหนักๆ อยู่
    เลยมิได้สนใจ และมีโอกาสแวะไปอ่าน...จนกระทั่งเช้านี้....
    หลังจากเมื่อคืนนอนอุตลุด ชนิดที่เสียงโทรศัพท์ดังอยู่ข้าง ๆ หูก็ยังไม่ตื่น
    เมื่อตื่นขึ้นมาก็มานั่งหน้าคอมฯ และทำตามสัญญากับม่วย
    อ่านจบเพิ่งมาถึงบางอ้อ...ว่าทำไมม่วยถึงได้เชื้อเชิญแกมบอกเป็นนัยๆว่า
    "แกต้องไปอ่านนะ ชั้นว่าดีอ่ะ" อะไรประมาณนั้น

    เนื้อหาที่ไอไฝเขียนถึง...เป็นเรื่องความรักของมัน
    ไม่ใช่สิ...เรื่องที่เล่าเป็นส่วนหนึ่งของ tag เรื่องที่สามที่มันพยายามแบบมาราธอนมากๆ
    คบกับมันก็ตั้งนาน ก็เพิ่งจะรู้ว่ามันก็มีมุมแบบนี้กับคนอื่นบ้างเหมือนกันแฮะ
    หากจะถามความรู้สึกว่าใจรู้สึกยังไงว่าเพื่อนคนนี้กำลังใจความรัก
    ก็อยากจะบอกว่าคงเท่าๆ กับว่ายูเนสโก้ประกาศเขตอุทยานหรือสถานที่แห่งไหน
    เป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ แปด อันดับเก้าของโลกล่ะมั้ง

    ไฝในสายตาเพื่อนๆ มันก็ทำแต่เรื่องเพี้ยนๆ แทบทั้งนั้น
    ชีวิตมันก็แสนจะอิสระ วัน ๆเห็นมันบอกแต่ว่า "งานยุ่ง"
    หรือไม่ก็ไปเตะบอล เล่นเกม หรือไม่ก็หาอะไรกิน
    เรื่องที่บอกว่ามันกำลังหลงรักสาว หรือกำลังอินเลิฟนี่เป็นหนแรก
    ในรอบสิบกว่าปีที่รู้จักมันมา.....
    การหมั้นหมายระหว่างม่วย อุ้ม ใจและมัน ที่เคยบอกไว้ว่า
    หากจนถึง 40 ยังไม่มีใครมันจะมาขอได้เป็นอันเลิกล้มก็หนนี้
    ไฝเอ้ยยย ความรักทำให้แกตาบอดจริง ๆ ด้วยอ่ะ
    ลืมเรื่องที่หมั้นหมายกันไว้ซะงั้น 55555

    เรื่องที่ไฝมันเล่ายังไม่จบเสียทีเดียว
    ตั้งแต่เริ่มต้นแรกของมันที่เล่าเสียยาวเฟ้ยยย
    tag อะไรฟะยาวซะยิ่งกว่าหางว่าวที่แข่งกันตอนหน้าร้อนเสียอีก
    มันเล่นยกเอาใจ ไอโจ้และไอตี๋มาเป็นกรณีศึกษาเรื่องความรัก
    อาจจะเพราะเราสามคนใกล้ตัวมันที่สุดและเห็นว่าน่าจะหยิบยกมาเล่าได้ล่ะมั้ง
    นี่แหละ...คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ไอม่วยแนะนำให้ไปอ่าน blog ชิ้นนี้ของมันให้ได้

    ไอไฝบอกว่าเพื่อนโจ้ที่มันซี้เอาแต่หลงรักผู้หญิงคนหนึ่งตอนมหาลัย
    โจ้มันใช้เวลาหลงรักยาวนาน..ข้ามวันข้ามปี ถึง 4 ปีเต็มๆ
    โดยที่ผู้หญิงไม่เคยได้เหลียวแล ไม่สิ..เหลียวแหละแต่ไม่แลเลยแม้แต่น้อย
    ส่วนไอตี๋ นี่ก็แห้วตลอดกาล หากว่ามันปลูกไร่แห้วได้ มันคงรวยร่ำกว่าใครในปัฐพีเป็นแน่
    แม้จะผ่านมาจนถึงเกือบ 30 ปีแล้ว ไอตี๋ก็ยังไม่เลิกแห้วเลยแฮะ
    ส่วนใจ ไอไฝมันเขียนถึงว่า....ไอเผือกอ่ะโดนแฟนบอกเลิก...
    แล้วกลับมาขอคืนดีด้วย หากนับนิ้วแล้วมากกว่าหนึ่งนิ้ว....

    ไอไฝเฟ้ยยย ชั้นอยากจะบอกแกว่า นิ้วที่แกบอกว่ามากกว่าหนึ่งนิ้วนั่นอ่ะ
    มันก็แค่หนึ่งนิ้วเท่านั้นเองฟ่ะ เพราะตั้งแต่นั้นชั้นก็ตัดนิ้วทิ้งไปหมดเลย 5555

    เอาน่าาา ยังมีเรื่องอีกหลายเรื่องที่แกไม่รู้แต่ไอม่วยมันรู้  และคนบางคนรู้
    บางทีนิ้วที่ว่าของแก...มันอาจจะน้อยกว่าที่แกรู้
    และบางทีชั้นก็อาจจะกำลังตกอยู่ในสภาพแบบเดียวกันกับแกอยู่ก็ได้นะ....
    แต่ว่าของชั้นเนี่ย ไม่ถึงกับต้องทำให้คนอึ้งเหมือนเจอของเก่าแก่มีค่าอย่างแกหรอกฟ่ะ 5555
    ขอแสดงความยินดีที่แกมีรักเสียที...แกจะยินดีกับชั้นบ้างก็ไม่ว่านะ

     

    เย็นสู้สู้

    ปั่นงานค่อนข้างหนัก จนทำเอาช่วงบ่ายๆ จนถึงเกือบค่ำเหมือนจะเป็นลม
    หน้ามืด วิงเวียน เบลอเบลอ ทำอะไรก็เหมือนกับละเมออยู่ยังไงยังงั้น
    แม้จะหาอะไรเข้าท้อง...แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก

    จนกระทั่งหลังจากที่เอา hard disk box ไปเคลม
    และเอา O2 mini แวะไปซ่อมลำโพงที่ฟอร์จูนรัชดาฯ 
    ได้กินช็อกโกแลตปั่นใส่วิปครีมหนึ่งแก้วจากร้านทรูคอฟฟี่
    เลยรู้สึกว่าดีขึ้นทันตาเห็น...สงสัยจะเป็นอาการขาดน้ำตาลอย่างรุนแรงแฮะเรา
    พอน้ำหวานเข้าตัวก็กระชุ่มกระชวยขึ้นมาในทันทีซะยังงั้น

    พูดถึงเรื่องน้ำตาล...ช่วงนี้เห็นใครบางคนตั้งชื่อเอ็มว่า "เย็นสู้สู้"
    เลยแอบแซวไปว่ามีใครหาว่าเป็นตู้เย็นเหรอ
    คำตอบที่ได้เล่นทำเอาตาเกือบสว่าง...ย้ำ...เกือบสว่าง (สุดท้ายก็ยังง่วงอยู่)
    เค้าบอกว่า ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากจะให้กำลังใจตัวเอง
    เห็นโฆษณาฮอลล์บอกว่า "เย็นแล้วจะสู้"
    ก็เลยจะเอาอย่างโฆษณานั้นบ้าง ด้วยการตั้งชื่อว่า เย็นสู้สู้
    ประมาณว่าให้กำลังใจตัวเองด้วยไปในตัว
    แค่อมฮอลล์ก็สู้แล้ว...ว่างั้น...

    หลายคนมีปัญหาเรื่องงานประจำ...เท่าที่สังเกตในช่วงนี้
    พอมันเป็นช่วงต้นปี เลยพาลทำให้รู้สึกไม่ดีกันเป็นทิวแถว
    โบนัสก็น้อย แถมมาเจออะไรที่ไม่ดีทำให้รู้สึกว่าจะทนอยู่ที่นี่ไปทำไม...
    ใจเองก็มีปัญหาไม่น้อยกับการทำงาน
    อะไรหลาย ๆ อย่างทำให้รู้สึกว่าเหนื่อยกับการทำงานเหมือนกัน
    แต่ก็พยายามให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอ
    ดังนั้นข้ามคืน เรื่องงานหนักหรือไม่สบายใจก็ค่อยๆ หายไปทีละนิดๆ

    หากใครท้อแท้เรื่องงานช่วงนี้ ใจก็อยากจะให้อดทน
    หมายถึงว่าหากรักในที่ที่อยู่ตรงนั้นก็ขอให้รอคอย
    อีกไม่นานนักมันก็จะผ่านไปด้วยดี
    ไม่มีอะไรอยู่อย่างดีและยั่งยืนยาวนานเท่ากับความดี
    ขอเพียงให้ตั้งใจทำความดีเข้าไว้...ต่อให้เจออะไรที่ไม่ดี
    แม้จะหมดกำลังใจไปบ้าง...แต่ก็ขอให้พยายามดึงมันกลับมา
    ความโศกเศร้าเสียใจและรู้สึกไม่ดีไม่ใช่สิ่งถาวร
    เมื่อถึงเวลามันก็กลับบ้านเก่าของมัน...แน่นอน.....

    ปล.หากขาดกำลังใจมาแบ่งเอาแถวนี้ไปใช้บ้างก็ได้นะ ใจยินดี

     

    1/30/2007

    แถลงการณ์...

     

    เมื่อคืนนี้รุ่นพี่คนหนึ่งทักว่า...
    "แกอ่ะมีอะไรอะไรก็เอามา post ลงใน blog มันไม่ดี"

    นี่ไม่ใช่หนแรกหรอกมั้งที่ได้รับการบอกกล่าวเช่นนี้
    แต่จนแล้วจนรอดใจเองก็ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านเท่ากับครั้งนี้เลย
    แม้ตอนนี้เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย
    จากการที่เอาเรื่องส่วนตัวบางอย่างมา post ลงใน blog
    จนมานั่งคิดว่า ถ้าไม่ post ต่อไปจะเป็นยังไง
    เอามันออกไปดีไหม มาเปลี่ยนเป็นเขียนเรื่องหมา แมว
    ดินฟ้า อากาศ นินทาคนอื่น หรือด่าชาวบ้านก็ท่าจะดี
    เมื่อคิดได้เช่นนี้ ใจก็มาพบสัจจธรรมอย่างลึกซึ้ง
    ใจจะมานั่งอึดอัดอยู่ทำไม ก็ในเมื่อใจไม่ได้เขียนเรื่องที่มันคอขาดบาดตาย
    เรื่องยืมเงินชาวบ้าน หรือกำลังไม่พอใจใครอยู่นี่หว่า ....

    จำได้ว่า ก่อนที่จะมาเลือกใช้ space เป็นพื้นที่ในเขียนเรื่องราว
    ใจเองก็เลือกที่จะใช้ทั้งหน้าเว็บไซต์ของตัวเอง ของคนอื่น
    เป็นที่ระบายอารมณ์มาก็นานหลายปี...ตั้งแต่ 5-6 ปีที่แล้วแล้วมั้งเนอะ
    ก่อนขยับมาฮิต blogger.com กะเขาบ้าง
    แต่มันช่างลำบากกับชีวิตเสียนี่กระไร กว่าจะเรียนรู hello
    ซอฟต์แวร์ upload รูป ก็เล่นเอาท้องผูกไปเสียหลายวัน
    กว่าจะสามารถเขียนข้อความและมีรูปเก๋ๆ ไปแปะในนั้น
    ก็ทำเอานอนไม่หลับอยู่หลายคืน

    ผ่านช่วงของการทรมานของการเล่น blogger ก็ค้นพบว่า....
    ที่หน้า msn messenger มันก็มี space ให้เล่น
    ทั้งการเขียนข้อความในเว็บไซต์และ blogger จึงถูกยุติลงอย่างสิ้นเชิง
    นับตั้งแต่นั้น....nujai.spaces.msn.com ก็เกิดขึ้น
    ก่อนได้รับอัพเกรดมาเป็น nujai.spaces.lives.com เมื่อไม่นานมานี้

    จุดเริ่มต้นของ space ไม่มีอะไรมาก
    นอกจากอยากจะเอาไว้เขียนในสิ่งที่อยากจะเขียน
    มันมีพื้นที่ให้ มี tool ให้ แล้วทำไมจะไม่ใช่
    ก็เป็นคนชอบเขียน ในเมื่อเขามีพื้นที่ให้เขียน แล้วทำไมต้องอยู่เฉยๆ
    ก็เป็นคนชอบเล่า เป็นคนไม่เก็บ แล้วทำไมจะต้องเก็บกด
    เมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ใจก็เขียนมันลงใน blog ทั้งหมดนี่แหละ

    เพื่อนๆ ใน list จะอ่าน ใจก็ไม่แคร์
    ใจค้นพบว่า ใจก็แค่อยากจะเขียน
    แรกเริ่มไม่ได้ต้องการฉุดเรทติ้งให้สูง เพราะหากเป็นเช่นนั้น
    spaces ไม่น่าจะเป็นทางออก การมี domain name เป็นของตนเอง
    และเช่า host ขาย add เป็นเรื่องเป็นราวน่าจะเวิร์กกว่า
    ใจไม่ได้หวังจะให้มีคนมา comment มากนัก
    ไม่ ment ก็ไม่ว่า ก็แค่เขียนเรื่องราวของตัวเองไป

    ใจก็แค่อยากจะเขียน อยากจะให้มันเป็นที่ระบายความรู้สึก
    ไม่ได้นึกอยากจะให้มันโด่งดังหรือให้ใครคอยจับผิด
    เขียนให้มาอ่านแล้วเก็บเอามาเป็นอาวุธในการทำลายใจ
    หรือใช้มันเป็นแหล่งในการศึกษาตัวตนก่อนใช้มันไปทางที่ไม่ดีสักอย่าง
    บางคนอาจจะกำลังเก็บข้อมูล มันทำอะไรบ้าง คิดยังไง
    ก่อนใช้มันนี่แหละ .....ปั่นทำลาย......

    ช่างมันเหอะใจเชื่อว่า....privacy จะบังเกิด ก็ต่อเมื่อใจรู้สึกว่า...
    มันได้ทำร้ายชีวิตของใจจริงๆ นั่นแหละมั้ง
    ส่วนตอนนี้ blog แห่งนี้มันก็ยังดำเนินต่อไป
    ก็ยังเป็นพื้นที่ออนไลน์ที่ใจใช้ในการเขียนในสิ่งที่อยากจะเขียนต่อไป
    ตราบที่ blog แห่งนี้ไม่ได้เป็นภัยต่อสังคม
    ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน หรือไปเสียดแทงหัวใจใครเข้า
    ก็โปรดได้เข้าใจ....มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตใจ....
    ไม่ได้หวังจะให้มันเป็นที่ที่คุณจะเข้ามาอ่าน
    แล้วก็ใช้มันทำลายใจ....แต่อย่างใด

    มีดีก็แค่จริงใจ เรื่องที่เขียนไปก็ไม่เคยจะโกหกพกลม
    มันเป็นทางออกอย่างหนึ่งของใจ...ที่ไม่ได้เขียนแบบนี้ที่ไหน
    มันเป็นที่ว่างของใจ...ที่ใครมาแย่งไม่ได้ นอกจากไมโครซอฟท์
    แค่มันไม่เบียดเบียนใคร ใจก็เชื่อว่ามันจะอยู่กับใจไปอีกนาน.....

    1/28/2007

    ขนลุก

    ถ้าเป็นเพื่อนฝูงกัน...
    มันก็คงทักใจอย่างไม่เกรงใจว่า
    "แกหายหัวไปที่ไหนมาฟะ"
    แต่หากเป็นคนที่รู้จักมักจี่

    และก็ยังเจรจาพาทีแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกันบ้าง
    ก็คงต้องออกปากถามอย่างมารยาทงามว่า
    "หายไปไหนมาจ้ะ ไม่ค่อยได้เจอกันเลย"
    หลายวันมานี้...รู้สึกชีวิตมีปัญหา
    เวลา 24 ชั่วโมงไม่เคยจะพอสักเท่าไร
    กลับจากกัมพูชามา..ก็ยังไม่ได้พักเต็มๆ สักหนเลยแฮะ
    นี่ก็เพิ่งจะหย่อนก้นลงหน้าคอมฯ แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาปั่นงานต่อไป

    แต่ก็อดไม่ได้สักที ที่จะแวะเวียนมาดู blog ของตัวเอง
    รู้สึกโรคจิตเล็กๆ แม้จะไม่ได้เขียนอะไร
    แต่บางทีได้นั่งเปิดดูมันไปพลางๆ อ่าน blog เก่าๆ ดูบ้าง
    ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาไม่ได้น้อย....

    มีเรื่องยาวๆ อยากจะเขียนถึง อย่างเช่นการไปเที่ยวที่กัมพูชา
    แต่ว่า...เรื่องมันยาวมาก
    จนมานั่งคิดว่า...น่าจะใช้เวลาว่างๆ จริง ๆ
    มาเขียนเรื่องยาวๆ ที่ว่า
    ทีหลัง ...จะดีกว่า
    ส่วนวันนี้...ก็เอาแค่เบาะๆ เฉพาะเรื่องเบาๆ สองสามวันนี้ก็พอเนอะ

    เสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมาไปร่วมงานชมรมนักข่าวฯ ที่พัทยา
    กลางคืนของวันเสาร์...ก่อนเข้านอน
    ระหว่างที่เพื่อนนักข่าวร่วมห้องกำลังอาบน้ำ...
    พี่อีกคนซึ่งอยู่ห้องติดกันในบ้านหลังน้อยก็มานั่งแจมดูทีวีด้วยกัน
    เพราะอากาศมันหนาว ใจเลยลุกไปปิดแอร์ก่อนชั่วคราว
    กะว่า หากว่าเริ่มหายใจไม่ออกจะลุกไปเปิดแอร์ใหม่

    ผ่านไปสักพัก เพื่อนสาวก็ออกมาจากห้องน้ำ
    ใจเลยเดินไปจะเปิดแอร์...แต่...ทว่า...มันดันเปิดเองเสียแล้ว
    เพื่อนสาวบอกว่าเธอยังไม่ได้แตะต้องแอร์เลยสักหน..
    คนทั้งสาม พี่ เพื่อน และใจหันมามองหน้ากัน...
    รู้สึกว่าบรรยากาศมาคุมาคุเริ่มมาเยือน.ขนเริ่มลุก
    แต่ก็ไม่มีใครกล้าจะพูดอะไรต่อ เพราะต่างคนก็ต่างรู้
    หากตูพูดออกไป ไม่ได้นอนดีแน่คืนนี้....

    สรุปคือ ใจก็ไม่กล้าเข้าห้องนอนคนเดียว
    ยอมปวดคอด้วยการพิงขอบเก้าอี้ในห้องนั่งเล่นหลับไปพักใหญ่
    นั่งคอยให้ทั้งคู่ดูทีวีกันเสียก่อน แล้วค่อยไปนอน
    ดีกว่าเข้าไปนอนกลัวจนตัวเย็น ...เหมือนโดนผีหลอก
    (แต่ตอนหลังก็ไม่ไหว...หนีเข้าไปซุกอยู่ใต้ผ้าห่มก่อนคนอื่นซะงั้น)

    พูดถึงเรื่องนี้...ไม่เชื่อก็ไม่อยากจะหลบหลู่สักเท่าไร
    แม้จะเรียนวิทยาศาสตร์มาจนเข้าไส้ เข้าพุงมาก็ตาม
    แต่ว่า...เหตุการณ์ตอนปีสามขณะที่ไปรับจ๊อบให้กับเอไอเอส
    ก็ได้เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของคนไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้...
    ไปอย่างสิ้นเชิง....

    คืนหนึ่งหลังจากเลิกงานจ๊อบ
    ระหว่างทางจากศูนย์ประชุมสิริกิติ์มาที่อโศก
    รถเมล์สาย ปอ. 22 แออัดไปด้วยนักศึกษาที่มารับจ๊อบเดียวกัน
    ก็ทำเอาทุกคนแทบน้ำตาเล็ด

    บนถนนเส้นรัชดาฯ ระหว่างสระน้ำ...ของศูนย์ประชุมฯ และแยกอโศก
    อยู่ดีๆ รถก็เหมือนชนกับอะไรเข้าดัง ตุ้บบบบบบ!!!!
    แล้วก็มีเสียงคนร้อง "โอ้ยยยยยยยยยยยยยยย"
    ทุกคนเงียบ...คนขับเหยียบเบรกและก็หยุดรถกลางถนน
    เขาลงมาก้มดูใต้รถ และก็เดินไปถามมอเตอร์ไซด์รับจ้างแถวนั้น
    ว่าเห็นใครโดนชนหรือไม่...
    ได้ข่าวว่าเค้าตอบว่าไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้น

    พนักงานขับรถเมล์ขึ้นมาแล้วถามทุกคนว่า
    "อย่ามาล้อผมเล่นนะใครร้องตะกี้บอกมา"
    ทุกคนก็ต่างบอกว่าไม่ได้ร้องเลย
    เสียงเหมือนมาจากข้างล่างมากกว่าด้วยซ้ำ

    พนักงาน....เงียบไปสักพัก...แล้วก็อ้าปากตะโกนว่า
    อย่ามาล้อเล่นกันดีกว่าน่า รถคันนี้เพิ่งชนคนตายมา
    เขาเพิ่งไปเอาออกมาจากอู่และมาขับเนี่ยยยย
    โอว้...พระเจ้าจอห์น...แล้วใครจะไม่ขนลุกล่ะท่าน

    ใจยกมือไหว้พระสามจบ..และขอลงตรงสี่แยกไฟแดงอโศกอย่างเร็ว
    คืนนั้นทั้งคืน นอนไม่หลับ เพราะเอาแต่นึกเรื่องที่ผ่านมา
    จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ลืมเลยให้ตายเหอะ...
    เหอะเหอะ นั่งอยู่คนเดียวในห้องชักกลัวแล้วฟุ้ยยย ....
    ขนลุกด้วย..ลงไปข้างล่างดีกว่า...
    1/23/2007

    ซุ่ม....


    กลับมาถึงห้องพักอย่างปลอดภัย
    เครื่องบินไม่ตกระหว่างทางกัมพูชาและไทย
    และไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างการกลับจากสนามบินมายังห้อง
    แต่....เท้าก้าวแรกในห้องน้ำ...กลับทำให้ชีวิตไม่ปลอดภัยมาซะยังงั้น

    เท้าแรกที่เหยียบลงพื้นห้องน้ำ เพราะต้องการจะล้างเท้า
    ทำเอาตัวใจวูบลงไปกับตัวห้องน้ำ
    นอนเหยียดลำตัวตามขวาง
    มีมือสองข้างเท้ากับพื้นห้องน้ำเอาไว้

    ใจลื่นล้มในห้องน้ำ...คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อตะกี้
    โชคดี ...ไม่สิ...สติยังดีที่พยายามไม่เอาหัวฟาดกับพื้นหรือขอบห้องน้ำ
    แม้จะเจ็บมือทั้งสองข้างจนเหมือนมันซ้นเล็กเล็ก
    กางเกงยีนส์ตัวใหม่หัวเข่าถลอกไปซะยังงั้น และก็ทำเอาด้านในช้ำขึ้นมาทันที
    นี่ก็นั่งทายาหม่องกันเอาไว้..กะว่าคืนนี้คงรู้สึกปวดเป็นแน่

    จำได้ว่าในชีวิตนี้ล้มในห้องน้ำไม่กี่ครั้ง
    สองครั้งที่จำได้ถือว่าหนักที่สุด....
    ครั้งแรกคือเมื่อตอนม.ปลาย ไปทำอะไรสักอย่างที่บ้านน้าของน้อย
    ตอนที่น้อยกับน้องๆ กับเพื่อนๆ (หรือเปล่า? จำไม่ค่อยจะได้) กำลังนั่งอยู่ชั้นล่าง
    ใจก็เข้าห้องน้ำชั้นสองของตัวบ้าน
    สักพักใจเองไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
    มารู้สึกตัวอีกที...ตัวเองก็ไปนั่งกองอยู่กับพื้นห้องน้ำ
    ในหูเหมือนกับก่อนหน้านี้มีเสียงดังมากเข้ามากระทบโสตประสาท
    ขณะที่หัวก็เจ็บระบมพิกล....
    นั่นอ่ะ...มานั่งคิดดูอีกที ..พบว่าตัวเองล้มหัวฟาดชักโครก
    และวันนี้...หนักที่สุดแล้วแหละในชีวิตนี้อ่ะ....เจ็บไม่หาย...
    เฮ้ออออ ซุ่มดีแท้....แผลที่นิ้วชี้ จากสาเหตุบ๊องๆ
    แผลนี่อ่ะก็โดนฝาปิดเปิดขวดโลชั่นที่พกติดตัวหนีบมือเอา
    ยังไม่หายดีเลย... แผลช้ำก็ดันมาเกิดอีกแระ....เอิ้กกกก
    1/20/2007

    ขี้เกียจตัวเป็นขน

     

    พักนี้ขนชักยาวขึ้นยาวขึ้น
    เข้าทำนองขนยาวเพราะขี้เกียจ
    อารมณ์ตะเลิดเปิดเปิง
    ไม่เป็นอันทำงาน
    มัวแต่ไปทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้
    จนป่านนี้...งานที่ควรจะทำก็ยังมุดอยู่ในรูอยู่เลยแฮะ

    อารมณ์ไม่อยากทำงาน
    แปลเป็นภาษาชาวบ้านได้ง่ายๆ ว่า...ขี้เกียจ...
    ยิ่งมีมากขึ้นมันก็จะสมสมพอกพูน
    กลายเป็น "ขี้เกียจพอกหางหมู"
    ใช้มีดแคะหางหมูที่พอกๆ นั้นดู
    จะมีคำว่าขี้เกียจหล่นกระจายเต็มพื้น
    จนเก็บใส่กระบุงแทบไม่ทัน

    แม้จะระลึก หรือรู้ตัวอยู่เสมอว่าขี้เกียจ
    แต่หลายครั้ง เรามักจะโยนบาปไปให้กับกิจกรรมอย่างอื่น
    เช่น...หากพี่สาวแวะมาหา
    ก็จะบอกว่า เพราะต้องอยู่กับพี่นี่แหละ
    หากน้องสาวนัดเอาไว้ ...ก็จะบอกว่าเพราะมันนี่แหละ
    หากว่าเพื่อนมันมีปัญหาแล้วโทรฯมาช่วยให้แก้ปัญหา
    มันก็จะเหยื่อที่จะใช้ตอบว่า..เพราะมันนี่แหละ...
    แหะแหะ....ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นคนขี้เกียจแท้ๆ ...
    แค่จะให้ตัวเองเป็นแพะยังขี้เกียจเลย...ดูจิ...เง้อออ

    เก็บเล็กผสมน้อย..แล้วค่อยมาเล่า

    เมื่อวานนี้ระหว่างที่เดินผ่านรปภ. หน้าออฟฟิศ
    คุณพี่รปภ. ที่วันก่อนทักใจว่า  "เปลี่ยนลุ๊คเหรอครับ?"
    วันนี้ท่านทักอีกหน..."ว่าไปว่ามาผมว่าทรงผมเหมือนมาริลีน มอนโรนะครับ"
    เลยได้แต่ยิ้มตอบกลับไป ...เพราะไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี

    +++++++++++++++++++++++++++

    ไปนั่งกินส้มตำกับพี่ปุ๊กและพี่นุช
    เลขากองฯ กะพี่ฝ่ายศิลป์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
    วันนี้ถึงคิวที่ใจจะเลี้ยงพี่พี่เค้า
    สั่งส้มตำรสชาดของใครของมัน
    มีลาบปลาดุก ต้มแซ่บหมู และซุปหน่อไม้
    ระหว่างที่กำลังนั่งทานด้วยความเอร็ดอร่อย
    มีผู้ชายคนหนึ่งดูท่าทางเบลอๆ
    หากให้เดาก็คงไม่ค่อยจะสมประกอบ
    แกเดินมาข้างๆ พวกเรา แล้วก็โพร่งออกมาว่า...
    "ทานจุอย่างนี้ สามีไม่ว่าเอาแย่หรือครับ"
    พูดจบแกก็เดินจากไป ปล่อยให้พวกเรานั่งอ้าปากค้าง
    ไม่ทันได้แก้ตัว ไม่ทันได้โต้ตอบ
    แถมยังหันมายิ้มเยาะสะใจโก๋อีกตะหาก หึหึ

    +++++++++++++++++++++++++++

    บก.ถามว่า "น้ำค้างตัดผมประชดใคร"
    ไม่รู้จะตอบว่ายังไงเหมือนกัน
    นั่งนิ่งสักพักเลยตัดสินใจตอบไปว่า
    "ตัดผมประชดแม่ค่ะ"
    บก.ทำหน้าเหรอหราเหมือนจะเชื่อ
    เลยต้องรีบแก้ข่าวก่อนแกจะเข้าใจผิด
    "แค่ไม่มีอะไรจะเสียค่ะพี่"

    +++++++++++++++++++++++++++


    เพิ่งยัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเสร็จตะกี้
    พรุ่งนี้ต้องเดินทางไปเสียมเรียบหนที่สอง
    เห็นกำหนดการณ์...มันก็ไปที่ที่เคยไปนั่นแหละ
    แม้จะไม่อยากไป..แต่ก็จำเป็นต้องไป
    ไอม่วยบอกว่า...ไม่เป็นไรหรอกน่า
    ถึงแกจะเคยไปมาแล้ว
    แต่ก็ถือว่าแกไปถ่ายรูปกับผมทรงใหม่แกละกัน
    ....ซะงั้น.....นะไอม่วย

    +++++++++++++++++++++++++++

    เมื่อวันก่อนระหว่างที่เข้าแถวซื้ออาหารอยู่
    ในใจก็ผุดคิดถึงอารมณ์ต่อคิวกินน้ำไอโอดีนขึ้นมากระทันหัน
    ก่อนหน้านั้นหลายวัน เคยเสวนากับเพื่อนคนหนึ่งว่า
    "เคยกินน้ำไอโอดีนไหม?"
    เพื่อนทำหน้าสงสัย ออกอาการงง ก๊งก๊ง นิดนิด
    อาจจะเป็นเพราะเธอคนนี้เป็นเด็กในเมือง
    เรื่องบ้านนอกๆ เนี่ยคงไม่ค่อยสันทัดนัก
    เรื่องของเรื่องก็คือว่า....
    สมัยเด็กๆ เนื่องจากโรงเรียนยังไม่พัฒนานัก
    เด็กๆ ในสังกัดทุกคนจำเป็นต้องได้รับการบำรุง
    และป้องกันไม่ให้เป็นโรคคอพอก
    เพราะนอกจากอาหารทะเลจะไปไม่ถึง ถึงแม้ถึงก็ราคาแพงแล้ว
    เกลือแกงในสมัยก่อนก็ไม่ได้มีไอโอดีนเป็นพื้นฐานยังกะทุกวันนี้
    กลางวันหลังกินข้าวจากโครงการอาหารกลางวัน
    เด็กนักเรียนทั้งหลายต้องมายืนต่อแถว
    เปิดก๊อกน้ำจากถังน้ำอะลูมิเนียม หัวก๊อกสีฟ้า
    ปล่อยให้น้ำที่ผสมหยดไอโอดีนเทลงแก้ว
    ซดเข้าคอ...ทุกวัน...ทุกวัน....จนวันนี้ใจก็ไม่เป็นคอพอกอย่างที่เห็น

    NANA




    ก่อนกลับบ้านหนที่แล้ว
    เป็นเพราะว่ากลัวเหงาเป็นอย่างมาก
    เพราะว่ากำหนดเวลายาวนานถึง 9 วันเต็ม
    พอคิดได้เช่นนั้น...ใจก็เลยเดินเข้าร้านซีดี
    หาซื้อหนังติดไม้ติดมือไปนั่งดูที่บ้าน
     

    ค่ำคืนหนึ่งของวันหนาว
    ใจหยิบ NANA ซีดีของแท้แต่ราคาแค่ 49 บาท
    ..ออกมาจากกระเป๋า
    กดปุ่มข้างโน้ตบุ๊กตัวใหม่ แล้วใส่แผ่นซีดีลงในช่อง

    แม้ว่าจะอ่านการ์ตูนเล่มนี้มานานหลายปี
    และแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะมีฉายไปแล้วเมื่อปีก่อน
    เพื่อนๆ หลายคนก็ดูกันหมดแล้ว
    แต่ใจก็เพิ่งจะมีโอกาสได้ดูกับเขาก็หนนี้แหละ



    หนังสือการ์ตูนกินใจอยู่เป็นทุนเดิม
    คนดูเลยอาจจะตั้งความหวังเอาไว้ไม่น้อย
    นั่งดูพลางคอยจับผิด..ว่ามันติดอันดับกินใจเหมือนการ์ตูนหรือไม่..
    ไม่รู้สิ...ใจดูจบ..ใจก็พบว่าตาบวมเพราะน้ำตาไหล
    ซาบซึ้งใจ...ไม่แพ้การ์ตูนการ์ตูนญี่ปุ่นที่อ่านแล้วหมึกติดมือเลยทีเดียว

    NANA เป็นเรื่องของเด็กสาวสองคน
    ที่บังเอิญมาพบกันในวันหนึ่งที่หิมะหล่นลงมาจากฟ้า

    ความบังเอิญแค่พบกัน...มันธรรมดาไป...
    แต่ในเรื่องนี้คนเขียนกำหนดให้...เธอมีชื่อ NANA เหมือนกัน

    แต่ก็นั่นแหละ...ชีวิตในละครก็ใช่จะดูเกินจริงเสมอไปที่ไหน
    สุดท้ายแค่ชื่อเหมือนกันก็ไม่บังคับให้คนเราต้องเหมือนกันไปเสียหมด
    NANA คนแรกห้าวเสียนี่กระไร เธอเกิดมาเพื่อเป็นสาวร็อคของแท้
    ขณะที่ NANA คนหลัง...ทั้งน่ารัก ง้องแง้งและอ่อนหวาน

    ความบังเอิญไม่สิ้นสุด....เพราะสุดท้าย...
    คนเขียนก็กำหนดให้ฟ้าเล่นตลกให้คนทั้งคู่มาพบกันด้วยความบังเอิญ
    ในห้องชั้น 7 มองเห็นแม่น้ำด้านหลัง...อีกครั้ง
    และนั่นเป็นที่มาของเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นอีกมากมายหลายอย่าง...

    ใจจริงอยากจะเล่าให้จบ...
    แต่ก็เคยบอกเอาไว้ตลอดว่า...แม้จะเล่าได้ดีแค่ไหน
    แต่เนื้อหามันก็คงไม่กินใจเท่ากับไปดูหรืออ่านการ์ตูนเองอ่ะนะ
    เก่าแค่ไหน...เราก็หามาดูได้
    หลายเล่มแค่ไหน...เราก็หามาอ่านได้
    แวะไปหาสักแผ่น สักเล่มอ่านดูสิ..
    แล้วจะรู้ว่าจริงๆ แล้วหนังญี่ปุ่นก็ไม่ได้งงเสมอไปอ่ะเนอะ...เอิ้กกก

    1/14/2007

    ไม่ว่างหรอกแต่อยากวาด ...




    ไม่ว่างหรอก...งานก็เยอะแหละ
    แต่ว่ายังไม่มีอารมณ์จะปั่นงาน
    งุงิ งุงิ อู้งานไปเรื่อยเปื่อย
    สุดท้ายมาลงเอยที่นั่งวาดการ์ตูนเล่นซะงั้น
    วาดได้แค่ไม่กี่ตัวหรอก....
    ส่วนใหญ่ฝึกฝีมือเอาไว้หลอกเด็กตัวเล็กๆ เท่านั้นแหละ แหะแหะ

    1/13/2007

    เทคนิคพิเศษ

     
    วันก่อนนั่งรถคนแก่...แหะแหะ...
    เพิ่งจะมีท่านพี่คนนี้นี่แหละที่สังเกตท่าทางของใจ
    ที่มักจะใช้กระเป๋าวางไว้ที่ตัก และเอามาปิดตัวไว้เวลานั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถ
    ไม่ใช่อะไรหรอก ...ก็แบบว่า เวลานั่งพุงมันออกอ่ะ
    แล้วจะนั่งให้เงาของพุงมันยื่นๆ ออกมายังงั้นก็อายเหมือนกันแฮะ

    ใจเลยคิดค้นเทคนิคเฉพาะตัว...ขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้
    มีใจนั่งที่ไหน มีกระเป๋าปิดพุงที่นั่น
    คนมีพุงเป็นเรื่องยากทำใจลำบาก
    ยกเว้นท่านที่มีพุงจนเคยชิน
    แบบที่ว่าอ้วนไปแล้ว ไม่สนใจเรื่องพุงแล้วอ่ะ

    แต่สำหรับมือใหม่หัดอ้วน เริ่มลงพุง
    ก็มักจะเริ่มยุ่งกับการคิดค้นหาวิธีการที่จะปิดบังความชั่วร้ายอันนั้นเอาไว้
    .....อย่างเช่นใจเป็นต้น.....เอิ้กกกก
    เวลาเดิน กระเป๋าสะพายด้านข้างสีแดงของใจก็จะเป็นอาวุธชิ้นดี
    มักจะหนีบมันมาปิดพุงเอาไว้เวลากินอิ่มๆ
    เดินนิ่มๆ มีกระเป๋าปิดเอาไว้มิดชิด แค่นี้ก็อุ่นใจ....

    ไอโอ๋....

    วันนี้ร่างกายเพลียๆ ตาเบลอๆ รู้สึกเหมือนกับไม่ได้นอนมาถึงสองปีซ้อน
    เป็นผลพวงที่เห็นได้ชัดที่สุดจากการไปนั่งเลี้ยงฉลองรับปริญญาของโอ๋พี่ชายของเอ๋
    บวกกับการไปเป็นช่างภาพจำเป็นให้กับงานดังกล่าวในช่วงบ่ายของเมื่อวานด้วย

    แดดมันร้อน พอๆ กับคนเยอะ เลยทำให้เหนื่อยมากกว่าปกติ
    พอเลิกงานก็ตะลอนไปตลาดที่คลองสี่เพื่อซื้ออาหารทะเล และกับแกล้ม
    ก่อนมุ่งหน้าไปยังบ้านน้าที่ย่านมีนบุรี...ปิดเวทีเลี้ยงอีกทีก็เที่ยงคืน
    กลับจากมีนบุรีมาที่รัชดาก็ตีหนึ่งพอดิบพอดี....

    โอ๋เป็นลูกพี่ลูกน้องที่อายุดันเท่ากัน
    เด็กๆ เราสนิทกันมาก ถึงขนาดเล่นขายของ และนอนเรียงกันเป็นตั๊บ
    โอ๋ แอ๊ด โชติ และใจ ผู้ชายสาม ผู้หญิงหนึ่ง เป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่ซี้ปึ้กในวัยเด็ก
    เรื่องที่จำไม่เคยลืมระหว่างเราสามคน ก็คือ....
    คืนหนึ่งบนชั้นสองของบ้านโอ๋และเอ๋หลังจากที่ย่าเสียไปไม่นาน
    ใจซึ่งนอนริมสุดของที่นอน ถัดไปเป็นโอ๋ แอ๊ดและโชติดันปวดฉี่ขึ้นมา
    โอ๋บอกใจว่า จะไปส่งที่ห้องน้ำ
    แต่ด้วยความที่กลัวผีของย่า ใจเลยบอกโอ๋ "ทนได้"
    หลังจากนั้นพวกเราก็สลบไสลยันเช้า
    ตื่นมาอีกทีก็อีตอนที่รู้สึกว่า เปียกๆ พิกล....
    สรุปคือ....ใจดันฉี่รดที่นอนที่แม่ของเอ๋เพิ่งจะซื้อมาใหม่
    ฉี่ที่เป็นน้ำดันทำสีของที่นอนใหม่ตก....
    ทั้งใจ โอ๋ ที่นอนถัดไปเลยตัวออกจะแดงเพราะที่นอนนั่นไปโดยปริยาย...
    พูดถึงเรื่องนี้ทีไร ไอโอ๋มันก็ด่าใจทุกที.....5555

    จนถึงตอนนี้โอ๋มันก็ยังไม่เลิกด่าใจ
    เมื่อวานถ่ายรูปให้มัน บอกให้แอ๊ค บอกให้ยิ้มมันก็บ่น
    บอกว่าหันมาหน่อย เด๋วกดให้เยอะๆ ทางนี้มันก็ด่า....
    ไม่เห็นว่ามันต้องใช้แรงงานในการเรียนนานถึง 10 ปีกว่าจะจบปริญญาตรีนะ
    ใจก็อยากจะด่าบัณฑิตกลับคืนบ้างเหมือนกันอ่ะ 555
    แต่เพื่อเพื่อนแล้วล่ะก็ เมื่อวานเลยยอมให้มันด่าทอเสียเต็มๆ หนึ่งวัน
    เพราะกว่ามันจะจบก็ปาไปอายุจะ 30 แล้ว แถมทำคนอื่นลุ้นกันจนเหงื่อตกเลยทีเดียว เง้อออ

    อ้อ ...ยังไม่หมดแฮะ ...มีเรื่องขโมยมะม่วงน้าต๊อบด้วย
    น้าต๊อบเป็นน้าสะใภ้ญาติฝั่งพ่อที่มีบ้านอยู่ข้างๆ โอ๋กะเอ๋
    (มีสมัยประถมและมัธยมต้นใจไปเติบโตที่บ้านโอ๋กะเอ๋ เพราะว่าบ้านอยู่ไกล
    ครอบครัวนี้เลยมีน้ำใจรับเลี้ยงและดูแลให้ใจได้เรียนหนังสือในเมืองอ่ะ)
    วันหนึ่ง พวกเราเกิดคึกอยากกินมะม่วงเปรี้ยวกับน้ำปลาหวาน
    แต่เพราะว่าบ้านเรามะม่วงมันยังไม่มีให้กิน
    เลยคิดจะไปปีนขโมยมะม่วงบ้าน้าต๊อบ
    ไอโอ๋มันอาสาจะปีน พวกใจที่เหลือรออยู่ข้างล่าง
    ตอนที่กำลังเชียร์ให้มันปีนขึ้นต้นมะม่วงอยู่นั้น...มันก็ดันพลาด
    ไอโอ๋ตกต้นมะม่วง...ใส่ต้นมะกรูด....สุดท้ายมันเลยเป็นแผลหนามปักเต็มตัวมันเลย 555

    ของขวัญทำมือ


    หลายวันก่อนเห็นไอม่วยซื้อกระดาษห่อของขวัญสีม่วงมันแวบ ติดมือกลับมาที่ห้องด้วย
    ไม่ได้เอะใจว่ากระดาษม้วนนั้นมันจะใช้ทำอะไร..จนกระทั่งตกดึกม่วยก็เอาออกมา
    ใช้ไม้บรรทัดวัดขนาด หากรรไกรมาตัดเป็นชิ้นๆ ....สรุปคือ...ม่วยกำลังจะพับนก

    แม้มันจะออกปาก ออกตัวว่าไม่ใช่เพราะใกล้ถึงวันวาเลนไทน์ในเดือนหน้าก็เหอะ
    แต่มันก็ดันมาพอดีพอเหมาะกับช่วงเวลาวันแห่งความรักที่ว่าเสียนี่กระไร
    ใจถามม่วยว่าทำไมไม่พับอย่างอื่นที่นอกจากนก
    โดยเฉพาะพับดาวเพื่อให้พี่โรงงานหม้อน้ำรถยนต์
    คำตอบที่ได้ ซาบซึ้งใจยิ่งนัก..ชั้นพับให้เค้าแล้วดาวอ่ะ....555 ไม่น่าถามเล้ยยยย

    เช้าวันนี้ม่วยบอกว่า พับนกได้แล้ว 100 ตัว ตอนที่นั่งรถไปทำงานพับได้ 9 ตัวเห็นว่ายังงั้น
    อาการพับนกฟีเวอร์ของม่วยทำให้ต่อมอดีตของใจผุดแวบขึ้นมาในทันใด
    ใจบอกม่วยว่า เมื่อก่อนเคยพับนกไซต์เล็กแทบไม่ถึงหนึ่งเซ็นติเมตรให้กับเบียร์ด้วย
    ตอนนั้นพับด้วยกระดาษล็อตเตอรี่...พับไซต์เล็กจนแทบจะใช้อุปกรณ์ในการคลี่กระดาษเข้าช่วย
    บ้านใจเป็นร้านก๋วยเตี๋ยว ทุกวันแม่จะมีบริการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐให้คนมานั่งที่ร้านด้วย
    ช่วงวันหวยออก หลายคนก็ควักล็อตเตอรี่มาตรวจที่หน้าสองของหนังสือพิมพ์
    เมื่อไม่ถูกรางวัล กระดาษลายที่มีตัวเลขเรียงกันตรงด้านบนของหัวกระดาษนั้นก็ไม่มีค่าอีกต่อไป
    นานวันเข้า ใจเลยขอให้แม่เก็บสะสม...
    มากขึ้น มากขึ้น จนกลายเป็นกระดาษพับนกของใจไปในที่สุด
    ขวดโหลแก้วใส่น้ำตาลขนาดเล็ก ใส่นกที่ใจพับเอาไว้ได้นับพันตัว ผูกโบว์ลายสก็อต
    มอบให้เป็นของขวัญกับเบียร์เพื่อนของม่วย....นั่นเป็นการพับนกครั้งสุดท้ายของใจแล้ว

    พอพูดถึงเรื่องนี้ ก็อดถึงนึกคำพูดของไอทีดิจิมอนไมได้
    วันก่อนมันแวบมาบอกว่าจะหาอะไรเป็นของขวัญให้ไอเอ๋ที่จะไปจีนเร็วๆ นี้ดี
    ใจตอบมันได้ไม่ดีนัก พอๆ กับที่มันตัดสินใจที่จะลงมือทำของขวัญชิ้นนั้นด้วยมือของมันเอง
    แม้จะใช้เวลานาน ก็เห็นบอกว่าจะพยายาม .....พยายามเข้าน้องเอ้ยยย.....

    พักหลังมานี้ เวลาจะให้ของขวัญใคร น้อยครั้งที่คิดจะลงมือทำด้วยตัวเอง
    อยากให้อะไรใครก็เดินเข้าห้าง เข้าร้าน
    และให้พนักงานห่อกล่องของขวัญแทบจะเสียทุกครั้ง
    พอนึกถึงอดีต และเห็นตัวอย่างจากม่วยและที เลยทำให้กลับมานั่งคิดดีดีอีกหน
    ก็ค้นพบว่า ของขวัญมันจะมีค่ายิ่งขึ้น หากคนรับได้รับรู้ว่า
    กว่าจะได้มันมา...เราได้พยายามขนาดไหน...
    และของขวัญในกล่องนั้น มันมาจากน้ำแรงของเราที่นั่งเมื่อย
    นั่งหลังแข็งใช้เวลากับมันค่อนข้างมาก
    มันไม่ได้เป็นบทสรุปตายตัวหรอก เพราะบางหนบางคนอาจจะชอบใจของที่เราให้
    แต่เราใช้เงินแลกมา หรือซื้อมาจากห้างหรือร้านแบบที่ใจว่าก็เป็นได้
    แต่ก็นั่นแหละ สำหรับบางคน อาจจะรู้สึกตรงกับที่ใจบ่น
    คือหากว่าของขวัญที่ได้รับจากใครบางคน
    มาจากการประดิษฐ์หรือผลิตเองก็จะรู้สึกดีกว่าไม่น้อย.....

    พอคิดได้ยังงั้น ใจเลยตัดสินใจหยิบไดอารี่สีแดงที่ได้มาใหม่..และตั้งใจจะเก็บเข้ากรุ
    ใจเอามันมานั่งเปิดดู..ลงมือเขียน ลงมือแปะของสำคัญบางอย่างลงไปในหน้าไดอารี่
    แม้จะเพิ่งมาคิดได้ หรือ ติดของบางอย่างลงไป แบบย้อนวันกลับหลังก็ตาม
    แต่ใจกำลังรู้สึกดีกับการทำอะไรแบบนี้อยู่มากมาก...
    ตั้งแต่เดือนที่ผ่านมา และนับจากนี้ ....
    ไดอารี่เล่มนี้จะอยู่กับใจไปจนครบหนึ่งปี...ใจจะเขียนมันทุกวัน
    ใจจะแปะของสำคัญที่ได้รับมาลงไปในนั้นเท่าที่จะทำได้
    จะบันทึกข้อความและสิ่งที่ประทับใจลงไปในแต่ละหน้า แต่ละวัน....
    อีกหนึ่งปีนับจากวันนี้...ไดอารี่เล่มนี้...จะกลายเป็นของขวัญชิ้นสำคัญ
    วันหนึ่ง....มันจะไปอยู่กับใคร...หรือยังอยู่กับตัวใจเอง....ก็ต้องคอยดูต่อไป
    แต่แอบคิดลึกๆ ไว้ในใจ....
    คนได้คงยิ้มกับทุกเรื่องราวที่ได้อ่านในกระดาษทุกหน้า.... (^o^)

    1/12/2007

    การเดินทางสิ้นสุดเมื่อคนรักได้เจอกัน

    เพิ่งมีโอกาสได้เจอรุ่นน้องในวงการเดียวกันที่ไม่ได้เจอกันนาน
    ชนิดที่เรียกว่า "ข้ามปี" ก็น่าจะไม่ผิดนัก
    ด้วยความที่เป็นคนขี้อ้อน และหน้าตาสะสวย
    ทำให้ใจจดจำ "ยุ้ย" ได้อย่างไม่อย่างเย็นสักเท่าไร
    ยิ่งบวกกับการเดินทางไปสิงคโปร์ด้วยกันในทริปทริปหนึ่งเมื่อปีกลายทำ
    ให้ยิ่งจดจำยุ้ยได้แม่นขึ้นไปอีกเป็นทวีคูณ
    วันพุธที่ผ่านมายุ้ยเดินเข้ามาเขย่าแขนแล้วเรียกว่า "พี่น้ำหรือเปล่า?"
    ...นั่นคือสรรพนามที่ยุ้ยใช้เรียกใจเสมอมา
    เมื่อทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบก็เพิ่งจะได้ทราบข่าวว่า
    ยุ้ยกำลังอยู่ในช่วงของการตัดสินใจกลับบ้านที่ต่างจังหวัด

    แม้หนึ่งเดือนที่ผ่านมายุ้ยเพิ่งจะย้ายมาทำงานกับบริษัทในเครือเดียวกันกับบริษัทของใจ
    และดูท่าจะอนาคตสดใสไม่น้อย
    แต่ยุ้ยก็เอาแต่ตัดพ้อว่า...แม่ขอให้กลับบ้าน...
    และยุ้ยก็อยู่ในระหว่างชั่งใจ...เชื่อว่าอาจจะต้องเปลี่ยนตัวเองไปทำอะไรที่บ้านแทน
    ยุ้ยเพิ่งจะอกหักจากคนรัก...ที่คบหาดูใจกันนานโข
    จนเกือบเข้าพิธีหมั้นหมายกันเร็วๆ นี้ แต่สุดท้ายผู้ชายก็เปลี่ยนไป
    ด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบ ยุ้ยเองก็เหมือนจะไม่บอก
    ถึงบอกก็ยังคลุมเครือ ทำเอาใจงงเล็กน้อย แต่บทสรุปก็คือ
    ยุ้ยก็รักเขาเช่นเดิม แต่เขาไม่เหมือนคนเดิมอย่างที่ผ่านมา
    และยุ้ยก็ต้องเป็นฝ่ายถูกบังคับให้จากมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    น้องสาวคนนี้ดูผอมผิดตาไปจากเดิมมาก เธอบอกด้วยคำง่ายๆ
    ที่ใจฟังแล้วก็เข้าใจดี...กินไม่ได้ นอนไม่หลับ...คือคำอธิบาย

    ยุ้ยเล่าเรื่องจบ เธอก็ออกจะงงทำไมรุ่นพี่คนนี้ถึงเอาแต่ยิ้มให้เธอ
    และไม่พูดหรือแสดงคำอุทานตกใจกับความเศร้าโศกนั้น
    ใจบอกยุ้ยแต่เพียงว่า..พี่เข้าใจยุ้ยดี แล้วทุกอย่างมันจะผ่านไป
    แม้ตอนนี้จะเจ็บปวดแทบจะทนไม่ไหว แต่อยากให้ยุ้ยจำไว้
    และแล้วมันก็จะผ่านไป เหมือนกับก่อนหน้านี้ที่ยุ้ยใช้ชีวิตมาได้ตั้งหลายปี
    โดยที่ไม่เคยมีเขามาก่อน.....
    เป็นเพราะใจเองเคยผ่านภาวะของการอกหักแบบเดียวกันกับยุ้ย
    จึงเข้าใจว่าเธอกำลังทุกข์กับอาการโดนหักอกนี้มากน้อยแค่ไหน
    และเป็นเพราะว่าแม้จะเจ็บปวดจนเรียกว่าแทบจะตาย
    แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นจะตายสักทีจากการเจ็บปวดที่ว่านั้น
    ใจบอกให้ยุ้ยเข้มแข็ง ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการทำใจ
    และเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ที่สำคัญต้องไม่สูญเสียสิ่งสำคัญไปเพื่อคนๆ เดียว
    ใจขอให้ยุ้ยทบทวนการกลับบ้านไปหาพ่อแม่
    เพราะเป็นการหนีแทนที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาที่พบ
    ให้เธออยู่กับเพื่อนมากขึ้น กลับบ้านบ่อยขึ้น
    แต่ไม่ต้องถึงกับต้องหอบผ้าหอบผ่อนกลับไปโดยไร้ซึ่งอนาคตและสิ่งที่อยากจะทำ
    ใจแนะให้เธอลงมือทำอะไรที่ยังไม่ได้ทำมาก่อน
    และพักผ่อน ทานอาหารให้ครบถ้วนจะได้อ้วนขึ้น และที่สำคัญทำตัวให้สวยขึ้น
    มันเป็นเช่นนั้นเสมอ เมื่อเราเข็มแข็งเงาของเขาจะวิ่งตามเรา
    แต่เมื่อวันใดที่เราอ่อนแอ เงาที่ว่านั้นจะคอยทำร้ายเราเสียยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกนี้
    ดูเหมือนตอนนี้ใจทำได้เพียงยกตัวอย่างของตัวเองว่า...
    ผ่านมาได้ และยิ้มได้อย่างไรในวันนี้...พอที่จะให้ยุ้ยได้นำเอาไปเปรียบเทียบ
    ที่เหลือก็อยู่ที่เธอเองว่าจะเลือกทำตัวยังไงต่อไป....
    ยุ้ยก็คงจะยังเจ็บปวดอยู่อีกสักพัก...ข้อความนับพันจะไม่มีประโยชน์หากเธอเลือกจะเจ็บปวด
    ใจได้แต่หวังว่าวันหนึ่งเธอก็จะคิดได้ และพบใครสักคนหนึ่ง
    ที่ยึดถือว่าซื่อสัตย์เอาไว้ในหัวใจเท่าๆ กับคำว่ารักเท่าที่จะรักได้ให้กับเธอ

    หนังเรื่อง The Holiday ที่กำลังจะออกจากโรงภายในไม่กี่วัน
    นี้เข้ากับเรื่องอกหักรักคุดของยุ้ยได้ไม่น้อยเลยแฮะ
    หัวใจสำคัญของหนังเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่พระเอกดัง
    นางเอกดัง หล่อ หรือสวย หรือภาพมันสวยชวนให้โรแมนติกพิกลหรอก
    แต่เหนือสิ่งอื่นใด หนังเรื่องใหม่กำลังพยายามจะสื่อสารให้คนดูในโรงหนังมืดๆ ทั้งหมดให้รับรู้ว่า
    เมื่อต้องอกหัก สักพักเราจะเข้มแข็ง เมื่อคิดได้เราจะสบายใจ
    และเราจะเจอใครคนใหม่ที่เรารักได้อีกครั้งในวันหนึ่ง

    Iris หนึ่งในสองของนางเอกของหนังเรื่องนี้ที่แสดงโดย kate
    นางเอกจากชู้รักเรือล่มอย่างไททานิกยกตัวอย่างคำพูดของเชคสเปียร์ส
    ที่สุดแสนจะกินใจอย่างคำว่า  "การเดินทางจะสิ้นสุดลงเมื่อคนรักเจอกัน"
    (แม้จะตามด้วยคำว่า "ความรักทำให้คนตาบอด" ก็ตามเหอะ)
    หลายคนต้องเดินทางต้องเจออุปสรรคมากมาย
    และค้นหาใครสักคนที่จะเป็นผู้อันที่รัก และเมื่อได้พบการเดินทางยาวนานก็จะจบลง
    นางเอกทั้งสองในหนังเรื่องนี้อกหัก คนหนึ่งแอบกิ๊กผู้ชายที่เขาไม่รักเลยถึงสามปี
    ขณะที่อีกคนดันไปรู้เข้าว่าแฟนที่อยู่กินกัน
    ดันไปมีอะไรกุ๊กกิ๊งซัมติงรองกับรีเซฟชั่นของบริษัทเขาเอง
    ทั้งคู่เลยเกิดไอเดียพิลึกพิลั่นแลกเปลี่ยนบ้านกันผ่านทางอินเตอร์เน็ต
    เพื่อหวังผลจะเปลี่ยนบรรยากาศในชีวิต พักผ่อน และทดลองทำใจกับสิ่งที่ต้องพบทั้งหมด
    คนหนึ่งอยู่อเมริกาก็บินมาอยู่บ้านของอีกคนที่อังกฤษ
    ขณะที่อีกคนอยู่อังกฤษก็บินสลับบ้านมาที่อเมริกา...ว่ายังงั้น...

    สถานที่ใหม่ ชีวิตใหม่ทำให้หญิงสาวทั้งคู่ได้เจอผู้ชาย
    ที่ในเวลาต่อมาก็กลายเป็นพระเอกม้าขาวมาช่วยดามหัวใจ
    แต่ก็ใช่ว่าจะง่ายนัก ผู้ชายคนหนึ่งก็มีคนรักอยู่แล้ว
    แต่ก็แห้วเพราะผู้หญิงไม่ได้รักเขาเพราะที่จิตใจ
    ขณะที่พระเอกอีกคนมาพร้อมแพ็กเก็จเรือพ่วง
    ซื้อหนึ่งได้ถึงสาม ติดสอยห้อยตามด้วยลูกสาวอีกสองในฐานะพ่อหม้าย
    แต่การเดินทางที่ยาวนาน สิ้นสุดเมื่อถึงจุดที่ว่า...
    ทำใจได้...และพบใครใหม่ในช่วงเวลาที่พอเหมาะพอเจาะ.....
    สุดท้ายที่ว่าอกหักก็กลายเป็นแค่อดีตที่ไม่มีใครจะลืม...
    แต่วันหนึ่งมันก็จางหายจนแทบจะจำไม่ได้....
    และพื้นที่ของหัวใจและหัวสมองทั้งหมดก็จะถูกจับจองอีกครั้งด้วยรักครั้งใหม่
    ...ใจเองก็เชื่อแบบนั้น....

     

    1/10/2007

    พื้นที่สมองถูกแทนที่ด้วยอะไร?


    ใจกำลังเป็นโรคปั่นงานไม่ออกอีกแล้ว
    งานเต็มมือ แต่ปั่นไม่ออกสักตัว
    ทำตัวเป็นคนลอยไปลอยมาหลายวันแล้วแฮะ
    แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นกับงานของตัวเองยังไงดี
    รู้สึกเหมือนกับว่า...พื้นที่สมองกำลังถูกแทนที่ด้วยอะไรสักอย่าง
    หัวสมองกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่สักอย่าง
    โดยที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่กันแน่....
    แต่เท่าที่รู้คือ...มันไม่โล่งอย่างที่ควรจะเป็น
    เลยคิดว่า...พรุ่งนี้ คงจะต้องไปออกกำลังกายให้เหงื่อมันออกเสียบ้าง
    เข้าโรงหนัง และก็ฟังเพลงมากๆ เข้าไว้ ก็ท่าจะดีแฮะ
    หวังว่าจะใช้เวลาไม่นานในการบิวท์ให้สมองกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม
    เพราะไม่อยากให้ไฟลนก้นจนเกินไปอ่ะ
    เฮ่อ เพราะนอกจากจะเหนื่อยมากมายแล้ว
    งานที่ได้ก็ไม่อยากจะอ่านมันอีกหนเลยให้ตายเหอะ....
    1/8/2007

    ช้างหนีบเพราะไก่ร้อง



       เพิ่งดูเรื่องเล่าเช้านี้ ช่วงเล่าข่าวทั่วไป
        ก่อนเอกราชจะมาเล่าเรื่องหงส์ปีกหักจากอาเซนอล (อิอิ)
        ข่าวปิดท้ายเป็นเรื่องใหญ่...ใหญ่....เรื่องช้าง....ช้างหนีบคน....
        กุ๊ก กฤติกาบอกว่า .....
        มีคนใจบุญช่วยคนเอาช้างมาเร่ขายอาหารกลางกรุงอย่างที่เคยเห็นกัน
        ชายใจบุญอุ้มหลานให้อาหารช้างอยู่ดีดี ก็เกิดไอเดียบรรเจิด
        ขอจ่ายเพิ่มเป็น 59 บาท จากเดิม 20 บาท (ใช่ป้ะ ค่าอาหารช้างเนี่ย)
        แกบอกขอเอาหลานลอดท้องช้าง กะว่าจะสะเดาะเคราะห์
        ลอดรอบแรกผ่านไป ไม่มีอะไรในก่อไผ่ ช้างไม่สนใจอะไร 
        ปล่อยให้คนลอดท้องกว้างๆ
        รอบที่สองชักแปลกไป....อยู่ดีๆ ช้างก็เอาขาหน้าขาหลังงดเข้าหนีบคนลอด
        โชคดีหลานหนึ่งขวบถูกส่งให้คนแถวนั้นอุ้มไว้ 
        คุณผู้ชายเสียสละโดนหนีบคนเดียวจนซี่โครงหักไปสองซี่
        หลังจากช้างถึงยอมปล่อย ให้ผู้ชายคนนั้นไปรอดที่โรงพยาบาล
       
    ตำรวจสืบสวนพบว่า....ช้างอ่ะตกใจไก่.. งงป้ะ
    ไม่ใช่อะไรหรอก แถวบ้านคนซื้ออาหารเนี่ยเลี้ยงไก่
    ไก่มันเห็นช้างว่าตัวใหญ่ เลยร้องเสียงดังกระโต๊กกระต๊าก
    เพราะไก่ร้อง ช้างก็ตกใจ เลยหนีบคนลอดเอาซะยังงั้น
    พระเจ้าจอห์นจริงๆ...ตัวก็ออกเบ้อเร่อ ดั้นนน มาตกใจเสียงไก่
    ไม่รู้จะบอกยังไง....เรื่องนี้ควรจะสอนให้รู้ว่า
    อย่าช่วยซื้ออาหารช้างที่เร่ร่อนตามเมืองใช่ไหม?
    ใครๆ เขาก็ออกประกาศว่า แม้เราจะเห็นใจ
    แต่บางทีเราก็ไม่รู้ตัวว่าเรากำลังทำร้ายใครบางคนอยู่ด้วย
    เช่นกัน...ระวังหากจะซื้อเพราะจนใจด้วยความสงสารจับใจ
    ให้เก็บไก่เอาไว้ในที่มิดชิดด้วย....
    เพราะไก่อาจจะก่อเรื่องเหมือนข่าวที่ว่านั่นแหละเนอะ เหอะเหอะ

    1/7/2007

    ใจไปมาแล้ว...พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง


     











    แม้จะขับรถผ่าน หรือนั่งรถผ่านพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทยมานานหลายปี แต่ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่จะมีโอกาสแวบเข้าข้างทางเพื่อไป เยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวเลยสักหน ทำให้จนถึงหลายวันก่อนหน้านี้ ใจก็ไม่สามารถตอบคนอื่นๆ ที่ถามว่า "เคยไปพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาหรือยัง?" ได้อย่างเต็มปากเต็มคำมากนัก

    จนกระทั่ง....ตอนนี้....ใจสามารถยิ้มและตอบได้อย่างภูมิใจได้แล้วว่า "ใจไปมาแล้ว.....พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งเนี่ย" เพราะได้ฤกษ์งามยามดี หาที่เที่ยวไม่ได้ เลยไปลงเอยที่ตรงนี้แหละ....แหะแหะ ไอเอ๋มันบอกว่า เจ้ไปมาสุดโลก แต่เพิ่งจะเคยไปพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งเนี่ยนะ...ก็ทำไมอ่ะ คนมันไม่เคยไปอ่ะ คงพอๆ กับคนจีนไม่เคยเห็นหมีแพนด้า หรือว่าคนเชียงใหม่ไม่ได้ไปงานพืชสวนโลกนั่นแหละน่าาาา

    ลงจากสะพานพระราม 8 ตรงดิ่งไปทางนครปฐม เลยทางแยกเข้าวัดไร่ขิงหรือทางแยกไปโรงเรียนนายร้อยสามพรานไปอีกพักใหญ่ๆ หรือ บริเวณ กม. 31 ถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า – นครชัยศรี) จะเจอป้ายบอกทางด้านขวามือตัวไม่ใหญ่ชี้บอกทางว่า "พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย" คนขับต้องเตรียมชิดขวาเพื่อรอกลับรถไปอีกฝั่งหนึ่งนั้นเอาไว้

    เรียบซ้ายมือหลังจากกลับรถแล้วไม่นานนัก ก็จะเจอทางเข้า เลี้ยวเข้าไปจอดได้เลย ที่ทางของลานจอดรถอยู่ด้านหน้ากว้างขวางพอสมควร .....



    จอดรถเสร็จแล้ว เดินไปด้านหน้าของตัวตึกเก่าๆ มองไม่ถนัดตาหรือว่ามองผ่านๆ อาจจะนึกว่าเป็นอาคารเรียนตั้งตระหง่านเอาไว้....ที่นี่เป็นที่ขายตั๋วเข้าชมหุ่นขี้ผึ้งที่ว่า...สนนราคาผู้ใหญ่คนไทยราคา 50 บาท เด็ก 10 บาท นักเรียนในเครื่องแบบ 20 บาท และชาวต่างชาติเสียแพงกว่าที่ 200 บาทต่อคน

    ยื่นบัตรให้กับพนักงานที่ยืนรอด้านหน้าอาคาร ก็เริ่มเดินดูหุ่นขี้ผึ้งกันได้เลย....เส้นทางบังคับให้อยู่ชั้นหนึ่งก่อน วนออกมาที่เดิมและขึ้นไปชั้นสอง วนรอบๆ และก็ลงมาชั้นหนึ่ง...ถือเป็นการสิ้นสุดการทัวร์ตึกหุ่นขี้ผึ้งทั้งหมด

    ด้านในมีอะไรบ้าง??? เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจของคนที่ไม่เคยไปพิพิธภัณฑ์แห่งนี้สักหนในทันที ....ห้องแรกเป็นห้องรับ แขก ...ขอเรียกยังงั้นได้ม้ะ ก็เหมือนมีพนักงานนั่งเฝ้าด้านหน้า คอยจดบันทึกรายชื่อคนเข้ามาเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์ยังไงยังงั้น



       มีคนบอกว่า....หุ่นขี้ผึ้งมักทำให้ขนลุก เห็นแล้วต้องนึกย้อนไปถึงละครดังช่องเจ็ด (รึป่าว?) เรื่องแค้นฝังหุ่น....(รึป่าว...อีกที??) แล้วอดกลัวไมได้ คล้าย ๆ กับว่าหุ่นที่เห็นเป็นสิ่งมีชีวิต กลางวันทำงานทำหน้าที่ของตนเองไป แต่กลางคืนเลิกทำหน้าที่ยืนยิ่ง กลายเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้นมาซะยังงั้น....พูดแล้วชวนขนหัวลุกเนอะ

    แต่หุ่นขี้ผึ้งก็ยังเป็นเพียงหุ่นขี้ผึ้งอยู่ดี ต่อให้ปั้นให้เหมือนจริงสักแค่ไหน....เขาเหล่านั้นก็ยังยืนนิ่งหรือนั่งนิ่งตามอิริยาบทที่คนปั้นได้ออกแบบเอาไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม .... อาจจะมีเพิ่มเติมที่ บทบาทของหุ่นขี้ผึ้ง พึงขลังหรือสร้างความรู้สึกสมจริงได้ดีกว่ารูปภาพ และเป็นที่น่าชื่นชมหรือเคารพตามบทบาทที่แท้ในชีวิตจริงของเจ้าของหุ่นปั้นนั้นๆ นั่นเอง....


    ที่พูดเช่นนี้ ไม่ใช่กระไรเลย เพียงแต่จะทำให้ใครหลายคนรู้สึกอินไปกับใจด้วย...เพราะห้องแรกที่จัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งยังไม่ได้บิวท์อารมณ์อินไปกับหุ่นปั้นเหมือนจริงให้กับคนชมสักเท่าไรนัก....แต่ห้องที่สองนี่สิ....ยิ่งทวีความรุนแรงในห้วงแห่งอารมณ์ของการเข้าชมหุ่นปั้นด้วยวัสดุขี้ผึ้งให้เพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว



    ห้องที่สองของพิพิธภัณฑ์เป็นห้องที่เขาจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งอริยสงฆ์ มีรูปปั้นขี้ผึ้งของสงฆ์ที่ชื่อดังของไทยหลายรูปด้วยกัน ทั้ง หลวงปู่ชา สุภัทโภ วัดหนองป่าพง จ. อุบลราชธานี และหลวงปู่อีกหลายรูปด้วยกัน.....

    แสงไฟสีเหลืองอ่อนๆ ที่ส่องลอดออกมาจากดวงไฟกลมเล็ก ส่องเข้าตรงกลางของรูปปั้นช่างเหมือนกับตั้งใจให้ตัดกับความมืดรอบด้านของห้องจัดแสดง ยิ่งบวกกับความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่อาคารแห่งนี้ปรับให้พอเหมาะกับการรักษาสภาพของหุ่นปั้นด้วยขี้ผึ้ง ทำให้เวลานี้คนเข้าเยี่ยมหลายคนถึงกับต้องยืนนิ่งเงียบเฝ้าดูหุ่นปั่นที่อยู่ตรงหน้า

    มันช่างเหมาะเจาะกันยิ่งนัก...ทั้งแสงไฟ รูปปั้น และความเย็น...คงเหลือแต่กลิ่นล่ะมั้ง ... หากจุดธูปให้เข้ากับบรรยากาศ ใจว่าใจจะรู้สึกเย็นยะเยือกไปยิ่งกว่านี้อีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียวแหละ แหะแหะ....

    พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ยังจัดแสดงหุ่นปั้นอีกหลายแบบเอาไว้ด้านในตัวอาคาร ทั้ง ชุดบูรพมหากษัตริย์ไทย หุ่นปั้นครูเพลงที่สำคัญหลายท่าน คนดัง ๆ ระดับโลก อาทิ นายกรัฐมนตรีเชอร์ชิลของอังกฤษ ,มหาตมคานธี แห่งอินเดีย และประธานาธิบดีลินคอร์น แห่งสหรัฐอเมริกา มุมจัดแสดงการละเล่นแบบไทยๆ ตัวแสดงในเรื่อง พระอภัยมณี และปิดท้ายด้วยห้องจัดแสดงเกี่ยวกับการเลิกทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 ขณะที่แต่ละห้องมักขั้นด้วยหุ่นปั้นที่กำลังอยู่ในอิริยาบทสารพัดแบบ ทั้งเล่นหมากรุก
    นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ นั่งอ่านหนังสือ หรือแม้แต่นั่งหลับอ้าปาก.....




    ยังไม่จบเท่านั้นสิ.....ที่หน้าทางออก....มีหุ่นปั้นสามตัวนั่งอยู่บนเก้าอี้...ทีแรกก็นึกว่ามีแม่ ย่า และหลานนั่งอยู่ที่นั่น หันไปดูดีๆ ....นี่มันหุ่นขี้ผึ้งนี่หว่า ปั้นได้เหมือนอะไรเช่นนนี้.... ผมเป็นผม ตาเป็นตา มือเป็นมือ ริ้วรอยบนใบหน้ายังไม่เว้น....ใครไม่เคยเห็น ไม่เคยได้รู้ว่าหุ่นปั้นด้วยขี้ผึ้งเป็นอย่างไร แวะไปดูสักทีสิ ขับรถไปไม่ไกล เสียค่าเข้าก็ไม่เท่าไรนี่เนอะ ....ใจอ่ะ ไปมาแล้วนะ.... พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทยเนี่ย .... (^0^)

     

    ปล. ข้อมูลสังเขปเก็บเอามาฝาก

    • พิพิธภัณฑ์ฯ เปิดบริการทุกวันไม่เว้นวันหยุด (จันทร์-ศุกร์ เปิดตั้งแต่เวลา 09.00-17.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดเวลา 08.30-18.00 น.)
    • อัตราค่าเข้าชม คนไทย 50 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างประเทศ 200 บาท

    1/6/2007

    ถังขยะ

     

    วันนี้จำเป็นต้องใช้รถไฟฟ้าใต้ดินในการเดินทาง
    ก่อนเข้าสถานี ใจก็อยากจะเป็นพลเมืองดีของสังคม
    อยากจะเอาแก้วน้ำลอดช่องที่ถืออยู่
    ลงรูถังขยะเสียก่อนตามคำขอร้องของพนักงาน
    .....อย่างที่เคยได้ยินมาก่อนหน้านี้

    แต่วันนี้....ไม่มีเหมือนวันนั้น.....
    ถังขยะไม่ได้หายเกลี้ยงไปเฉพาะที่อนุสาวรีย์ฯ
    แต่ที่หน้าสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินก็หายไปด้วย

    ใจยืนละล้าละลังอยู่สักพัก....
    ในเมื่อไม่มีถังขยะจะให้ทิ้งขยะ
    ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไป
    ไอครั้นจะไม่ทิ้งขยะแล้วเข้าสถานีไป
    ก็คงทำให้พื้นแถวๆ นั้นเลอะเทอะได้
    จะเสียสละไม่เอาขยะทิ้ง และไม่เข้าสถานีก็ดูจะเป็นเด็กดีเกินไป

    สุดท้ายพนักงานที่ยืนอยู่ด้านหน้า
    เห็นท่าไม่ดีของแม้วใจ เลยตัดสินใจเดินเข้ามาหา
    เอาแก้วน้ำวางไว้ข้างๆ ตรงนั้นก็ได้ครับ
    เดี๋ยวจะให้แม่บ้านหรือพนักงานทำความสะอาดมาจัดการ
    เหมือนเทพบุตรผุดมาช่วยนางฟ้า
    ใจเลยมีโอกาสได้เข้าสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินกับเขาเสียที

    ถังขยะหาย...เป็นเรื่องที่ช่วยให้ใครหลายคนอุ่นใจ
    ว่าไม่มีอะไรให้ซุกซ่อนสร้างความกังวลใจแต่อย่างใด
    แต่ในเวลาเดียวกัน เราเองก็ต้องยอมรับเงื่อนไข
    ว่าบางครั้งต้องยอมถือถุงขยะกลับมาถึงบ้าน หรือชานเรือน
    เพราะมันไม่มีที่จะให้ทิ้งขยะเหมือนก่อนหน้านี้

    ยังไม่จบเรื่องถังขยะ...
    เพราะหากว่าเราเจอถังขยะ ไม่ได้ดีใจว่าจะได้ทิ้งขยะ
    กลับรู้สึกเหมือนที่ต้องกลัวทางสามแพร่งหรือที่ที่เคยมีคนเจอผี
    ต้องรีบเดินหนี กลัวถังขยะซะยังงั้น
    สรุปสุดท้าย...ใจเลือกที่จะเดินหนีถังขยะ
    มากกว่าเดินเข้าหาถังขยะเพื่อเอาขยะไปทิ้งอ่ะ....555


    1/5/2007

    สวัสดีปีใหม่ค่ะ

     

    นั่งมอง blog มาหลายวันแล้ว ....
    กำลังคิดว่าอยากจะเขียนเรื่องอะไรสักอย่าง
    แต่จนแล้วจนรอดก็ได้แค่น่งมอง...มอง มอง และก็มอง
    อารมณ์ขยันอัพ blog เริ่มหดหาย กลายเป็นอารมณ์ขยันขี้เกียจตั้งแต่ต้นปี
    อาจจะเป็นเพราะข่าวคราวไม่ค่อยจะดีที่เกิดขึ้นก่อนเวลาส่งท้ายปีไม่กี่นาทีนั่นกระมัง

    ใจเพิ่งถามเฮียตุ้ย ที่รู้จักกันมาจนเกือบจะครบสิบปีเร็วๆ นี้ว่า
    เฮียเค้ามีอะไรดีๆ เกิดขึ้นในชีวิตมั่งหรือเปล่าในปีใหม่ที่ผ่านมา
    แกถามกลับมาว่า "อะไรดีดี" ที่ว่าของแกมันคืออะไร?
    ใจก็เลยโยนกลับไปว่า "อะไรดีดี" ที่ว่านิยามของแต่ละคนไม่เหมือนกันนี่นา
    แกก็เลยเหลืออดได้แต่ตอบกลับมาว่า...ไม่รู้ว่ะ ชั้นแค่ตั้งเข็มไมล์ใหม่ให้กับตัวเอง
    แล้วก็ตั้งใจจะทำในสิ่งที่อยากจะทำเท่านั้นเอง
     
    มันก็จริงของแกแหละ เมื่อวานไอน้องอ้วนเพิ่งถามใจว่าพี่ใจว่าปีใหม่ที่ผ่านมาดีไหม
    ยังไม่ทันตอบ มันก็บอกว่าไม่เอาคำตอบแระ มันจะไปบ่นในที่ว่างว่างของมันแทนดีกว่า
    จริงจริงใจก็อยากจะตอบนะ...ปีใหม่ที่ผ่านมา มันดีก็ตรงที่ใจได้กลับบ้านยาวมากๆ
    หากนับจากวันเริ่มต้นจนถึงวันกลับก็ปาเข้าไปถึง 9 วันเต็ม ยังกะปิดเทอมยังไงยังงั้น
     
    ดีที่ตรงที่วันที่ 31 ก่อนเข้าวันที่ 1 ของปีใหม่ ใจไม่ได้อยู่คนเดียว
    ดีตรงที่วันนั้นเป็นวันที่ตกเครื่องจากเชียงรายมากรุงเทพฯ และทำให้พลาดการไป
    เคาท์ดาวน์ที่หน้าเซ็นทรัลเวิร์ล....และเปลี่ยนไปเคาท์ดาวน์กะพี่สาวและพี่เขยแทน
     
    ดีตรงที่ปีนี้ ได้รับข้อความแฮปปี้ปีใหม่เยอะมาก เกือบสามสิบคนได้
    แต่ทั้งหมดนั้นมีเพียงสองสามคนที่ใจรู้ว่าเป็นใคร....
    อันเนื่องมาจากว่าโอทูของใจเดี้ยง ต้องเปลี่ยนซิมการ์ดมาใส่มือถือเครื่องใหม่
    และเบอร์ก็ไม่มีในซิมการ์ดนั้น....เลยเอาแต่นั่งมองข้อความซ้ำๆ จากเบอร์ใหม่ๆ
    โดยที่ไม่รู้ว่าเขาที่ส่งข้อความมาหา...คือใครกันแน่

    ไม่รู้สิ....บอกไม่ได้ว่ามันดีตรงไหนอีก
    จนถึงตอนนี้ใจเองยังไม่รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างปีเก่ากับปีใหม่มากนัก
    วันไหนก็คงจะเหมือนกัน ....เก่าใหม่ ก็แค่วันที่และพ.ศ.
    ตื่นขึ้นมาวันที่ 1 มกราคม 2550 ....ก็ยังเป็นใจคนเดิมอ่ะ
    ใจก็ยังเป็นของใจแบบนี้อยู่อย่างเคย....ยังทำงาน ยังมีพ่อกับแม่ พี่สาว และเพื่อนๆ อยู่ข้างๆ
     
    หากจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงต้อนรับปีใหม่
    ก็คงเป็นเพราะใจตัดสินใจจะให้มันเปลี่ยนแปลงไม่ใช่โชคชะตาแต่อย่างใด
    ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่....ในกรุงเทพในปีที่ 11
    ที่อาจจะต้องกลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้ง หลังจากไอม่วยตัดสินใจจะกลับไปอยู่กับมาม๊าที่บ้าน
     
    เรื่องการงาน...ที่ใจกำลังใช้ความพยายามในการมองหาช่องทาง...คุยกับบก.
    ขอให้มันผ่านไปด้วยดี ขอให้เขาให้โอกาส...และหากใจได้มา
    ก็เชื่อว่าทุกคนจะได้อ่านข้อความใน blog จากใจ
    ที่อัพผ่านเน็ตในประเทศไหนสักแห่งหนึ่งของโลกนี้...หนึ่งปีเต็ม
    แต่หากว่าไม่ผ่าน...ไม่มีโอกาสนั้น...ทุกคนก็ยังได้อ่าน blog ของใจจากที่นี่..ประเทศไทย...เช่นเดิม
     
    หรือไม่ก็เรื่องความรัก...ที่ปีที่ผ่านมามันน้ำเน่าหนัก เข้าขั้นแสนแสบเรียกพี่ได้สบายๆ
    ใจว่าปีนี้มันคงจะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นบ้างล่ะน่า...หลังจากผ่านเรื่องร้ายๆ มาตั้งนาน
    จนถึงเดือนหน้านี้...ใจก็จะเป็นโสดครบ 1 สมัยแล้วล่ะ
    และยังไม่รู้ว่าจะประคองตัวเองให้เป็นโสดแบบนี้ไปได้อีกนานสักเท่าไรแฮะ
    แต่หากยังเลือกได้อยู่...ใจก็ยังจะอยากเป็นแบบนี้ไปอีกสักครู่...
    แต่จะสักครู่นานเท่าไร....ก็ดูๆ กันไปเนอะ

    ขออภัยที่ใจทำ contact หายเกลี้ยง ทำให้ไม่สามารถส่งข้อความหรือยกหูไปหาใครได้
    ใจขอถือโอกาสใช้พื้นที่ว่างๆ ในหน้านี้ส่งความสุขผ่านตัวหนังสือไปให้ทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านค่ะ
    หวังว่าทุกคนจะร่ำรวยทั้ง...ความสุข เงินตรา หน้าที่การงาน และสุขภาพ รวมถึงความรัก...
     
    ใจยกให้ทุกข้อความในหน้า blog ของใจที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้...เป็นของขวัญปีใหม่ให้ทุกคนค่ะ
    หวังว่าทุกตัวอักษรที่จะเกิดขึ้นจะเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความสุขให้กับคนที่ได้อ่านบ้าง
    ไม่มีสิ่งของส่งไปถึงหน้าบ้าน ไม่มีการ์ดใส่ข้อความหวานๆ ฝากไปให้
    แต่ใจมีความจริงใจใส่เข้าไปในตัวอักษรของใจค่ะ...สวัสดีปีใหม่...ในวันที่ 5 มกราคม ค่ะ....

    1/3/2007

    สารพัดจะชีพจรลงเท้า ...



    ตั้งแต่ช่วงก่อนปีใหม่ ยันทะลุถึงปีใหม่
    ใจชีพจรลงเท้าชนิดที่แบบว่า....ขาแทบขวิด
    เอาแต่เดินทางไปโน่นไปนี่ หาที่เที่ยวได้ตลอดเวลา
    ตั้งแต่อยุธยา เขาดิน ไปถึงที่บ้านเกิดที่เชียงราย
    โดยเฉพาะที่เชียงรายเนี่ย ยังกะปิดเทอมแฮะ
    หนีไปตั้งแต่วันที่ 25 ธันวา กลับมาอีกทีวันที่ 2 มกราของอีกปี
    รวมแล้วก็เกือบ 10 วันเข้าไปละ
    ใจไปตั้งแต่แม่สาย เชียงแสน ไปดูทุ่งทานตะวัน ไปนั่งเคาท์ดาวน์ในผับ
    ไปวัดร่องขุ่น และอะไรอีกก็ไม่รู้เยอะแยะไปหมด 
    มีเรื่องเล่าระหว่างทางมากมาย แต่วันนี้ใจเหนื่อยแฮะ
    รู้สึกตัวร้อน เหมือนจะเป็นไข้ เด๋วแปะรูปไว้ก่อน สักพักแวบมาอัพใหม่....