1/31/2007
เพิ่งจะรู้สึกถึง impact ของเซเว่นหน้าปากซอยก็หนนี้
มันเคยตั้งอยู่ตรงนั้น...ไฟมันก็ค่อยส่องสว่างให้ทางแก่ซอยอยู่เสมอ
24 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์ 365 วันต่อปีเคยมีเลข 7-11 สว่างอยู่ตลอด
แต่พอวันหนึ่ง...มันหายไป...ชีวิตก็รู้สึกถึงสิ่งที่ขาดหายไปอย่างหนึ่งจนปฏิเสธไม่ได้
เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ระหว่างการเดินออกไปหน้าปากซอย
ใจพบว่าเซเว่นที่อยู่หัวมุมกำลังถูกคนงานชายหน้าตาดูเหี้ยมนิดๆ รุมทึ้งรื้อข้างของในนั้นกันอยู่อีรุงตุงนัง
เสียงดังของรถหกล้อที่จอดรออยู่หน้าร้าน และเสียงถอนตะปู ทุบไม้ดังก้องไปทั่วอาณาบริเวณ
คนงานหลายสิบคนคอยขนท่อนไม่และชั้นวางของสีขาวเก่าๆ สีมอๆ ออกจากร้านขึ้นสู่ตัวรถ
หลังจากนั้นอีกหลายวัน สถานที่ตั้งของเซเว่นก็รกร้างไปด้วยของบนชั้น แสงสว่าง
ยังคงเหลือแต่ภาพของพนักงานชายคนเดิมๆ เหล่านั้นคอยรื้อ สร้าง ปรับปรุงเซเว่นที่นี่ให้ดูใหม่ขึ้น
จนกระทั่งเมื่อคืนนี้...แสงไฟนีออนสีขาวที่ส่องสะท้อนเลข 7-11 สีเขียวแดงก็กลับมาอีกหน
ใจตื่นเต้นพิกล รู้สึกว่า...กำลังจะได้เจอใครบางคนที่ไม่ได้เจอกันเสียนานเร็ว ๆนี้
คิดถึงมากมาย แต่ว่าไม่เคยได้มีโอกาสจะพบหน้าเพราะมันถึงเวลาจำเป็น
ตอนมันอยู่ ก็รู้สึกว่ายังไงมันก็ยังอยู่กลายเป็นเรื่องธรรมดา
แต่มันหายหน้า ก็เลยรู้สึกว่า เซเว่นมันมีคุณค่าในตัวของมันอยู่ไม่น้อย
เหมือนกันแหละเนอะ...เรามักใช้เปรียบเทียบกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวได้เสมอ
ไอตอนที่มันอยู่ ก็ดูไม่เห็นค่าของมัน พอมันหายจิ...แหม้ ร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญเลยทีเดียว
.........เซเว่นก็เหมือนกัน...หน้าปากซอยมันเลยโล่งๆ พิกล .....
อะมิโนสีเหลืองเย็นๆ กำลังจะกลับมาแล้ว....เยลลี่รสลิ้นจี่กำลังจะมาอยู่ในมือเร็วๆ นี้
เสียงพนักงานที่คอยถามซาลาเปา ขนมจีบที่บอกผ่านๆ และเราไม่เคยจะตอบรับคำเชื้อเชิญนั้นสักหน
กำลังจะกลับมาวนเวียนให้ได้ยินกันอีกหน...คนคุ้นเคยที่หายไปกำลังจะกลับมาอีกครั้ง
คิดถึงจัง...เซเว่นจ๋า........ กลับมาเจอกันเร็ว ๆ นะ ต่อไปนี้จะเห็นความดีของเธอนะจ้ะ อย่าไปไหนอีกละ
1/14/2007


ไม่ว่างหรอก...งานก็เยอะแหละ
แต่ว่ายังไม่มีอารมณ์จะปั่นงาน
งุงิ งุงิ อู้งานไปเรื่อยเปื่อย
สุดท้ายมาลงเอยที่นั่งวาดการ์ตูนเล่นซะงั้น
วาดได้แค่ไม่กี่ตัวหรอก....
ส่วนใหญ่ฝึกฝีมือเอาไว้หลอกเด็กตัวเล็กๆ เท่านั้นแหละ แหะแหะ
1/7/2007
แม้จะขับรถผ่าน หรือนั่งรถผ่านพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทยมานานหลายปี แต่ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่จะมีโอกาสแวบเข้าข้างทางเพื่อไป เยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวเลยสักหน ทำให้จนถึงหลายวันก่อนหน้านี้ ใจก็ไม่สามารถตอบคนอื่นๆ ที่ถามว่า "เคยไปพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาหรือยัง?" ได้อย่างเต็มปากเต็มคำมากนัก
จนกระทั่ง....ตอนนี้....ใจสามารถยิ้มและตอบได้อย่างภูมิใจได้แล้วว่า "ใจไปมาแล้ว.....พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งเนี่ย" เพราะได้ฤกษ์งามยามดี หาที่เที่ยวไม่ได้ เลยไปลงเอยที่ตรงนี้แหละ....แหะแหะ ไอเอ๋มันบอกว่า เจ้ไปมาสุดโลก แต่เพิ่งจะเคยไปพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งเนี่ยนะ...ก็ทำไมอ่ะ คนมันไม่เคยไปอ่ะ คงพอๆ กับคนจีนไม่เคยเห็นหมีแพนด้า หรือว่าคนเชียงใหม่ไม่ได้ไปงานพืชสวนโลกนั่นแหละน่าาาา
ลงจากสะพานพระราม 8 ตรงดิ่งไปทางนครปฐม เลยทางแยกเข้าวัดไร่ขิงหรือทางแยกไปโรงเรียนนายร้อยสามพรานไปอีกพักใหญ่ๆ หรือ บริเวณ กม. 31 ถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า – นครชัยศรี) จะเจอป้ายบอกทางด้านขวามือตัวไม่ใหญ่ชี้บอกทางว่า "พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย" คนขับต้องเตรียมชิดขวาเพื่อรอกลับรถไปอีกฝั่งหนึ่งนั้นเอาไว้
เรียบซ้ายมือหลังจากกลับรถแล้วไม่นานนัก ก็จะเจอทางเข้า เลี้ยวเข้าไปจอดได้เลย ที่ทางของลานจอดรถอยู่ด้านหน้ากว้างขวางพอสมควร .....
จอดรถเสร็จแล้ว เดินไปด้านหน้าของตัวตึกเก่าๆ มองไม่ถนัดตาหรือว่ามองผ่านๆ อาจจะนึกว่าเป็นอาคารเรียนตั้งตระหง่านเอาไว้....ที่นี่เป็นที่ขายตั๋วเข้าชมหุ่นขี้ผึ้งที่ว่า...สนนราคาผู้ใหญ่คนไทยราคา 50 บาท เด็ก 10 บาท นักเรียนในเครื่องแบบ 20 บาท และชาวต่างชาติเสียแพงกว่าที่ 200 บาทต่อคน
ยื่นบัตรให้กับพนักงานที่ยืนรอด้านหน้าอาคาร ก็เริ่มเดินดูหุ่นขี้ผึ้งกันได้เลย....เส้นทางบังคับให้อยู่ชั้นหนึ่งก่อน วนออกมาที่เดิมและขึ้นไปชั้นสอง วนรอบๆ และก็ลงมาชั้นหนึ่ง...ถือเป็นการสิ้นสุดการทัวร์ตึกหุ่นขี้ผึ้งทั้งหมด
ด้านในมีอะไรบ้าง??? เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจของคนที่ไม่เคยไปพิพิธภัณฑ์แห่งนี้สักหนในทันที ....ห้องแรกเป็นห้องรับ แขก ...ขอเรียกยังงั้นได้ม้ะ ก็เหมือนมีพนักงานนั่งเฝ้าด้านหน้า คอยจดบันทึกรายชื่อคนเข้ามาเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์ยังไงยังงั้น
มีคนบอกว่า....หุ่นขี้ผึ้งมักทำให้ขนลุก เห็นแล้วต้องนึกย้อนไปถึงละครดังช่องเจ็ด (รึป่าว?) เรื่องแค้นฝังหุ่น....(รึป่าว...อีกที??) แล้วอดกลัวไมได้ คล้าย ๆ กับว่าหุ่นที่เห็นเป็นสิ่งมีชีวิต กลางวันทำงานทำหน้าที่ของตนเองไป แต่กลางคืนเลิกทำหน้าที่ยืนยิ่ง กลายเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้นมาซะยังงั้น....พูดแล้วชวนขนหัวลุกเนอะ
แต่หุ่นขี้ผึ้งก็ยังเป็นเพียงหุ่นขี้ผึ้งอยู่ดี ต่อให้ปั้นให้เหมือนจริงสักแค่ไหน....เขาเหล่านั้นก็ยังยืนนิ่งหรือนั่งนิ่งตามอิริยาบทที่คนปั้นได้ออกแบบเอาไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม .... อาจจะมีเพิ่มเติมที่ บทบาทของหุ่นขี้ผึ้ง พึงขลังหรือสร้างความรู้สึกสมจริงได้ดีกว่ารูปภาพ และเป็นที่น่าชื่นชมหรือเคารพตามบทบาทที่แท้ในชีวิตจริงของเจ้าของหุ่นปั้นนั้นๆ นั่นเอง....
ที่พูดเช่นนี้ ไม่ใช่กระไรเลย เพียงแต่จะทำให้ใครหลายคนรู้สึกอินไปกับใจด้วย...เพราะห้องแรกที่จัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งยังไม่ได้บิวท์อารมณ์อินไปกับหุ่นปั้นเหมือนจริงให้กับคนชมสักเท่าไรนัก....แต่ห้องที่สองนี่สิ....ยิ่งทวีความรุนแรงในห้วงแห่งอารมณ์ของการเข้าชมหุ่นปั้นด้วยวัสดุขี้ผึ้งให้เพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว
ห้องที่สองของพิพิธภัณฑ์เป็นห้องที่เขาจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งอริยสงฆ์ มีรูปปั้นขี้ผึ้งของสงฆ์ที่ชื่อดังของไทยหลายรูปด้วยกัน ทั้ง หลวงปู่ชา สุภัทโภ วัดหนองป่าพง จ. อุบลราชธานี และหลวงปู่อีกหลายรูปด้วยกัน.....
แสงไฟสีเหลืองอ่อนๆ ที่ส่องลอดออกมาจากดวงไฟกลมเล็ก ส่องเข้าตรงกลางของรูปปั้นช่างเหมือนกับตั้งใจให้ตัดกับความมืดรอบด้านของห้องจัดแสดง ยิ่งบวกกับความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่อาคารแห่งนี้ปรับให้พอเหมาะกับการรักษาสภาพของหุ่นปั้นด้วยขี้ผึ้ง ทำให้เวลานี้คนเข้าเยี่ยมหลายคนถึงกับต้องยืนนิ่งเงียบเฝ้าดูหุ่นปั่นที่อยู่ตรงหน้า
มันช่างเหมาะเจาะกันยิ่งนัก...ทั้งแสงไฟ รูปปั้น และความเย็น...คงเหลือแต่กลิ่นล่ะมั้ง ... หากจุดธูปให้เข้ากับบรรยากาศ ใจว่าใจจะรู้สึกเย็นยะเยือกไปยิ่งกว่านี้อีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียวแหละ แหะแหะ....
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ยังจัดแสดงหุ่นปั้นอีกหลายแบบเอาไว้ด้านในตัวอาคาร ทั้ง ชุดบูรพมหากษัตริย์ไทย หุ่นปั้นครูเพลงที่สำคัญหลายท่าน คนดัง ๆ ระดับโลก อาทิ นายกรัฐมนตรีเชอร์ชิลของอังกฤษ ,มหาตมคานธี แห่งอินเดีย และประธานาธิบดีลินคอร์น แห่งสหรัฐอเมริกา มุมจัดแสดงการละเล่นแบบไทยๆ ตัวแสดงในเรื่อง พระอภัยมณี และปิดท้ายด้วยห้องจัดแสดงเกี่ยวกับการเลิกทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 ขณะที่แต่ละห้องมักขั้นด้วยหุ่นปั้นที่กำลังอยู่ในอิริยาบทสารพัดแบบ ทั้งเล่นหมากรุก
นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ นั่งอ่านหนังสือ หรือแม้แต่นั่งหลับอ้าปาก.....
ยังไม่จบเท่านั้นสิ.....ที่หน้าทางออก....มีหุ่นปั้นสามตัวนั่งอยู่บนเก้าอี้...ทีแรกก็นึกว่ามีแม่ ย่า และหลานนั่งอยู่ที่นั่น หันไปดูดีๆ ....นี่มันหุ่นขี้ผึ้งนี่หว่า ปั้นได้เหมือนอะไรเช่นนนี้.... ผมเป็นผม ตาเป็นตา มือเป็นมือ ริ้วรอยบนใบหน้ายังไม่เว้น....ใครไม่เคยเห็น ไม่เคยได้รู้ว่าหุ่นปั้นด้วยขี้ผึ้งเป็นอย่างไร แวะไปดูสักทีสิ ขับรถไปไม่ไกล เสียค่าเข้าก็ไม่เท่าไรนี่เนอะ ....ใจอ่ะ ไปมาแล้วนะ.... พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทยเนี่ย .... (^0^)
ปล. ข้อมูลสังเขปเก็บเอามาฝาก
- พิพิธภัณฑ์ฯ เปิดบริการทุกวันไม่เว้นวันหยุด (จันทร์-ศุกร์ เปิดตั้งแต่เวลา 09.00-17.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดเวลา 08.30-18.00 น.)
- อัตราค่าเข้าชม คนไทย 50 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างประเทศ 200 บาท