More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  ที่ว่างของใจ PhotosProfileFriendsMore Tools Explore the Spaces community
ยินดีต้อนรับค่ะ
  • 6/10/2008 6:54 PM
    วันนี้มีอะไรดี ๆ ให้อ่านเยอะเลยนะค่ะ รูปที่ไปโรงแรม ก็สวยมากค่ะ มุมกล้องก็สวยมาก น้องใจน่ารักมากสมกับเป็นสาวยุคนี้เลยนะเนี่ย อิอิ
  • 6/8/2008 7:19 AM
    โรงแรม Alila สวยมากเลยค๊า น่าไปๆ จริงค่ะ...
  • 6/3/2008 2:52 PM
    พอดีไป hi5 มา เลยแวะมาบ้านนี้มั้ง 
    แล้วจะเข้ามาอ่านอีกครับปม
  • 6/1/2008 12:54 AM
    แจ้งให้แซ่บว่า
     
    สเปซของท่าน ฮะฮั้นมาอ่านทุกวัน : P
     
    ขอบคุณที่มีอะไรให้อ่านนะค้า
    ขอบคุณมากมาย~~~
  • 5/25/2008 4:50 PM
    มาเยี่ยมในวันหยุด..ก่อนไปเวียดนาม พี่ก็ย่องมาดู ว่าใจไปที่ไหนมาบ้าง..ที่ดานังก็มีสิ่งน่าสนใจเยอะ ทัวร์พาไปช้อปมากไป..ทำให้ดูอะไรไม่จุใจ แบบนี้ต้องจัดโปรแกรมเองดีกว่า และไปกับกรุ๊ปประเภทเดียวกัน ไม่ต้องเน้นช้อป 555 ดีนะว่ามีหนังสือเกี่ยวกับเวียดนามไปด้วยเลยสนุกค่ะ..ถ้าใจไปดานังพี่จะรออ่านนะจ๊ะ..  
More...
7/2/2008

จากบ้านถึงสนามบิน




IMG_9115 
แหะแหะ แอบมาใช้ปลั๊กของสนามบิน.....
มีเพลงฟังแล้ว และก็มีมือถือต่อ GPRS ใช้เน็ตได้ด้วย



ตอนที่พิมพ์ข้อความ space อยู่นี้
ใจนั่งอยู่ในร้าน cafe DoiTung สนามบินเชียงราย

หลังจากที่นั่งหลังขดหลังแข็งอยู่บนรถเมล์หวานเย็น
ซึ่งวิ่งผ่านหน้าบ้าน รับใจมายังตัวเมืองเชียงรายโดยใช้เวลาร่วมสองชั่วโมง

ก่อนถึงท่าบขส. ไม่นานนัก
พนักงานขับรถของ Avis ก็ยกหูมาหา
"คุณน้ำค้าง" มาถึงหรือยังครับ ผมใส่เสื้อสีแดงรออยู่แล้วครับ

เป็นเพราะว่าใจไม่ได้ให้พ่อกับแม่มาส่งที่สนามบินในเช้าที่ใจต้องกลับกรุงเทพฯ
ใจเลยต้องอาศัยการเดินทางที่ยุ่งยากซับซ้อนและใช้เวลามากกว่าที่ควรจะเป็น
ต้องนั่งรถเมล์เข้าตัวเมืองแล้วมานั่งรถเข้าไปสนามบินอีกต่อ
ทั้งหมดนี่ไม่ใช่อะไรเลย...นั่นเป็นเพราะ
หนล่าสุดให้มารับขากลับมาจากกรุงเทพฯ
ยังเข็ดค่าน้ำมันรถไม่หาย ค่าน้ำมันไปกลับหมดไป 700 บาท
จอร์จ...อย่าเลยแม่ หนูนั่งรถเมล์มาเอง
แล้วให้ Avis มารับเข้าสนามบินยังใช้เงินไม่ถึง 700 บาท
แถมยังเหลือเงินซื้อของฝากคนที่กรุงเทพฯ ได้ด้วย
ว่าแล้วผีแห่งความงกก็เข้าสิงในบัดดล
แม้คนที่บ้านอยากจะมาส่ง
แต่ใจก็ตั้งใจแน่วแน่แล้วว่า
"มาเองก็ได้"

รถเมล์สีแดง แล่นผ่านถนนขรุขระที่ใช้งานมานานหลายปี
ได้ข่าวว่าถนนเส้นนี้จะยังไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้ไม่มีหลุมไปอีกนาน
เคยได้ยินชาวบ้านบ่นๆ กันว่า
รัฐบาลคงยังไม่สนใจถนนเส้นนี้หรอก
จนกว่าจะแก้ปัญหาของตัวเองได้....เอิ้กๆ

ใจเคยใช้ถนนเส้นนี้ตลอดตั้งแต่เด็ก
ทั้งนั่งรถเมล์มาในเมืองติดสอยห้อยตามแม่มาทำธุระ
หรือแม้กระทั่งนั่งเทียวไปเทียวมาระหว่างโรงเรียนประจำจังหวัดกับบ้านของตัวเอง
สมัยม.ปลายใจนั่งรถเมล์ฟรี ทั้งๆ ที่คนอื่นจ่าย 30 บ.
จากอ.เมืองมายังอำเภอของใจ นั่นเพราะพ่อเป็นหัวคะแนนให้กับสจ.
ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าของบริษัทเดินรถในเชียงรายด้วย
แต่ตอนนี้ใจต้องควักเงินจ่ายค่ารถ 65 บ.
ทั้งๆ ที่เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาราคายังอยู่ที่ 53 บ.
เดาได้ไม่ยากเย็นอะไร สงสัยน้ำมันแพง เลยขึ้นราคากันทุกอย่าง

ย้อนกลับมาที่ถนนเส้นเดิมที่ว่า
จนถึงวันนี้มันก็ยังทำหน้าที่ของมัน
แม้จะเป็นหลุมเป็นบ่อ พอทำให้รถและคนนั่งสะดุ้งกันเป็นครั้งคราว
ใจเห็นพี่คนขับรถ ซึ่งก็มักจะเป็นเจ้าของรถ
และพนักงานเก็บค่าโดยสาร ซึ่งก็มักจะเป็นภรรยาของคนขับรถและเจ้าของรถ
อดทนต่อไปไม่ไหว ตัดสินใจปิดเสียงเพลงจากเครื่องเล่นซีดีที่อยู่เหนือศรีษะของที่นั่งคนขับ
เพราะเมื่อรถลงหลุมที เสียงเพลงก็ขาดหาย และกลับมาอีกครั้งเมื่อทางเรียบ
เห็นแล้วอดสงสารทั้งคนขับ คนฟัง และพาลนึกไปถึงโฆษณาเครื่องเล่นซีดีที่เล่นได้แม้เครื่องกระตุก
ใจเคยเห็นตอนหลังเจ้าของสินค้าหัวใส
ทำฐานที่ตั้งหมุนๆ สั่นๆ กระตุกๆ แล้วเอาเครื่องเล่นซีดีที่ว่าตั้งบนฐานนั่นอีกที...แหม้ เข้าใจคิดเสียจริง

เมื่อเช้าก่อนออกจากบ้านมา แม่ปลุกใจตั้งแต่ตีห้า
บอกว่า อยากให้นั่งรถเมล์เที่ยว 6 โมง
มาถึงเร็วดีกว่ามาถึงช้าแล้วพลาดเครื่องเหมือนอย่างที่ผ่านมา
เพราะใจถือว่าเป็นแชมป์ตกเครื่องบินประจำบ้านไปเสียแล้ว
สุดท้ายใจก็เลยต้องมาถึงสนามบินก่อนเวลาตั้ง 2 ชั่วโมงครึ่ง

ระหว่างนั่งรถเมล์ ใจเลยหลับเป็นตาย
แต่ยังพอรู้ว่ารถขับช้าและแวะตลอดทาง
แวะรับคนมาทำธุระในเมือง
หรือแม้แต่ตัวอำเภอที่รถวิ่งผ่าน
นี่คือสาเหตุที่แม่บอกไม่ได้ว่ารถเมล์จะถึงกี่โมงกันแน่ แม้เวลาเฉลี่ยจะอยู่ที่สองชั่วโมงก็ตามที
แต่ยิ่งจอดบ่อย จอดนาน เวลาก็เพิ่มขึ้นในทันที

ใจหลับหัวฟัดหัวเหวี่ยง แม้จะมีป้าคนหนึ่งมานั่งข้างๆ ด้วย
แต่เพราะเอาหูฟังของโทรศัพท์ใส่หูทั้งสองข้างกลบเสียงทุกอย่างรอบข้างเอาไว้
ก็เลยหลับไปแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวและตั้งใจจะไม่สนใจอะไร..มันง่วง
หลับถึงขนาดที่ว่า รู้สึกตัวอีกที ก็ร้อนหน้าด้านซ้ายไปเสียหมด
แดดส่องมาโดนหน้า คงดำไปข้างเดียวล่ะคราวนี้....

(ขอแอบคั่นด้วยการบ่นหน่อยเถอะ
เป็นเพราะ ใจลืมพกสายชาร์ต iPod กลับมาบ้านด้วย
ซวยต้องนั่งดึงเพลงใส่โทรศัพท์มือถือ แล้วก็เปิดเสียงเพลงจากมือถือฟังแทน iPod
มันช่างปวดใจจอร์จจริงๆ เสียงเบสตุ๊บๆ...เฮ้อออ)

พอลงรถเมล์หวานเย็นคันนั้น
ใจก็ยกหูหาพนักงานของ Avis ที่มารับใจเข้าสนามบิน
"พี่อยู่ไหนคะ หนูมาถึงแล้ว"
"ผมใส่เสื้อแดงครับอยู่หน้าโทรศัพท์"

บอกตรงๆ ว่า ใจรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังนัดบอดพบหนุ่มที่ไม่เคยพบหน้า
ความรู้สึกเป็นแบบนั้น แต่ความเป็นจริงก็แค่นัดเจอพนักงานของบริษัทเช่ารถเท่านั้นเอง...เง้ออ
ว่าแล้วก็อยากจะนัดพบหนุ่มที่ไม่เคยพบหน้าบ้างแล้วสิ
อารมณ์ประมาณนี้ ดูตื่นเต้นพิกล...แต่คิดไปคิดมา ชักชอบกล คนสมัยนี้ไว้ใจไม่ได้ ไม่เอาดีกว่า

พนักงาน Avis ขับรถพาใจมาถึงสนามบินโดยใช้เวลาเพียง 10 นาที
หลังเอากระเป๋าตรวจสแกนเข้าสนามบินเสร็จสิ้น
ใจก็ตรงดิ่งเข้าห้องน้ำ
และแวะมาที่ร้านกาแฟดอยตุง ถามหาอุ้มเพื่อนร่วมก๊วนสมัยมหาวิทยาลัย
ซึ่งหลังจากที่หลังขดหลังแข็งเป็นพนักงานอยู่ในสตาร์บัคส์อยู่นานนม
ปัจจุบันอุ้มเป็นผู้จัดการดูและสาขาของกาแฟดอยตุงภาคเหนือทั้งหมด
รวมถึงสนามบินเชียงรายด้วย
ใจแวะมาหาอุ้มที่นี่ประจำ แต่ก้ไม่เคยได้เจอ อุ้มมักจะไปเชียงใหม่เสมอ
และจะมักเจอเธอที่กรุงเทพฯ ทุกครั้ง ครั้งนี้ก็เหมือนจะเป็นแบบนั้น
ใจเลยตัดสินใจนั่งกินช็อกโกแลตร้อน และรอเวลาเคาน์เตอร์เช็คอินเปิดให้บริการแทน

พักหายเหนื่อยได้ไม่นาน ก็ยกหูไปหาแม่ บอกว่ามาถึงที่สนามบินแล้ว
แม่บอกว่า "ดีแล้วมาถึงก็ดีแล้ว"
พอบอกแม่ว่าง่วงมาก อยากจะหาที่นั่งแล้วหลับสักหน่อย
แม่ก็ตอบกลับมาว่า "ระวังนอนหลับแล้วเขามาเอาของไปหมดนะ"
ฟะ ทำยังกับใจเป็นเด็กป. 2 ใจบอกแม่แบบนั้น
แต่แม่ก็ยังไม่เลิกเตือนอยู่ดี

ว่าแล้วก็อดนึกถึงแหล่งข่าวที่ไปสัมภาษณ์เมื่อเดือนก่อนไม่ได้
เธอเกิดที่บอร์เนียว และมาเรียนที่สิงคโปร์ ก่อนต่อป.ตรีที่อเมริกา
นั่นเป็นสาเหตุที่เธอบอกว่าไม่ค่อยอยากกลับบ้าน
จะกลับทีต้องบินไปลงที่อินโดนีเซีย แล้วต่อเครื่องไปที่เกาะบอร์เนียวอีก
หลังๆ เลยเล่นกันแบบว่า นัดเจอพ่อแม่ที่ประเทศอื่นแทน
หาเรื่องเที่ยว แทนที่จะเดินทางกลับบ้าน ซึ่งใช้เวลามากกว่าเสียอีก

เง้อ... เหนื่อยจอร์จ...

7/1/2008

ห่านพบประชาชน



4 

ใจไปบ้านป้าข้างๆ มา
ป้ากับลุงที่พี่สาวทั้งสองคนสนิทมากกว่าใจ
ใจเองไม่ค่อยคุ้นเคยกับเขาเท่าไร
แต่พอพี่สาวบอกว่าจะไปเอาหน่อไม้มาแกง
ใจเลยตุเลงติดสอยห้อยตามไปด้วย
แต่ป้ากับลุงไม่อยู่
ใจเลยอดกินหน่อไม้หวานฟรีอีกแล้ววันนี้

2 


ไม่ได้หน่อไม้ แต่ใจได้เจอห่านสีขาวแทน
เห็นยืนร้องต้อนรับแขกที่มาเยือนดังลั่น
เลยยกกล้องมาถ่ายซะเลย
สวยดี ใจชอบ มันเป็นสีขาวนี่แหละ
หากขนกลับมากรุงเทพฯ
เป็นของสะสมได้
จะเอามาด้วย สวยดี...ชอบ


5 
1


อ้ะ แถมรูปหน่อไม้อีกอัน

6
สวยเหมือนกัน อยากกิน...แต่อด

6/30/2008

ตำมะม่วง (วัด)


 

2 1 
3 4
5  8
 

เมื่อวาน แม่ทำยำมะม่วงให้กิน
จริงๆ แถวบ้านเรียกว่าตำมะม่วง
แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เป็นผลผลิตสุดท้าย
ออกมาในแนวของการยำมะม่วงเสียมากกว่า

แม่เอามะม่วงมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ
ดับเปรี้ยวด้วยการเอามาคลุกกับเกลือ
แล้วคั้นเอาน้ำออก
นี่คือวิธีการทำให้มะม่วงเปรี้ยวน้อยลง

หลังจากนั้นก็เอาเครื่องปรุง
ที่มีทั้งพริกแห้งย่างไฟ
ขิง เกลือ กระปิ กระเทียม และปลาแห้งย่างไฟ
ทุกอย่างตำจนละเอียด
มาคลุกรวมกันกับมะม่วง
ใส่หัวหอมซอยลงไปคลุกแล้วขยำด้วยมือ
ใส่น้ำตาลลงไปเล็กน้อย อันเป็นเสร็จสิ้น
การทำยำมะม่วงในหนนี้
เราเอามานั่งกินกับผักลวก ทั้งชะอม และผักอีกหลายอย่าง

จริงๆ ไม่ได้อยากจะเล่าเรื่องของยำมะม่วงที่หรอก
แต่อยากจะเล่าถึงที่มาของยำมะม่วงมากกว่า

เรื่องมีอยู่ว่า วันที่ใจเดินทางกลับมาถึงบ้านในค่ำวันแรก
พี่สาวกับใจเดินออกจากบ้านตอนหนึ่งทุ่ม
เดินดุ่มๆ ไปท่ามกลางแสงสลัวที่ลอดออกมาจากบ้านหลายหลังในซอย
โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ตลาดนัดตรงลานกว้าง ตรงศูนย์อุตสาหกรรมหมู่บ้าน
เมื่อเดินซื้อของที่อยากได้
เราก็ตรงดิ่งกลับบ้าน
ระหว่างนั้น พี่สาวก็เอ่ยปากบอกใจว่า
"พรุ่งนี้ตำมะม่วงกินเนอะ"

และต่อไปนี้คือบทสนทนาต่อจากนั้นของเราสองคน
"พ่อไปเอามะม่วงมาใส่ตู้เย็นไว้แล้ว"
"ซื้อมาเหรอ"
"ไม่มีขายแล้วมะม่วงตอนนี้ มันหมดไปแล้ว ไม่ใช่ฤดูของมัน"
"เหรอ แล้วไปเอาไหนมา"
"วัด"
"วัดเนี่ยนะ.....??? ไปเอามาได้ยังไง??"
"ก็มันมีมะม่วงค้างต้นในวัด พ่อเลยไปขอซื้อมาจากหลวงพี่
แต่เห็นพ่อบอกว่าหลวงพี่ไม่คิดเงิน"
"แล้วทำไมที่วัดยังมีมะม่วงอยู่ล่ะ"
"มะม่วงค้างต้นละมั้ง อีกอย่างพระก็คงขึ้นต้นมะม่วงไม่ได้"
"ใจว่าสงสัยกลัวมดแดงจะเข้าไปในจีวร...."

พี่สาวหันมามองหน้าแล้วก็ขำ
ใจก็ขำ หลังจากนั้นเราก็เข้าใจซึ่งกันและกันว่า
ไม่ควรจะพูดอะไรต่ออีกแล้ว
ได้ของของวัดมากินฟรี ยังรินินทาพระอีก 555555

เมื่อวานใจเลยได้กินตำมะม่วง (วัด) สมใจอยาก ....


ไม่มีไฮโซแถวนี้หรอก ไม่มีภาพพจน์ด้วย จริงใจ และเปิดเผย 5555555

เรื่องของมันนี่และทำไมผู้หญิงชอบคนเลว?




2

เมื่อวานเย็น
พี่สาวคนโตถามใจว่า

"ตอนมันนี่มันเล็กๆ ใจได้เลี้ยงมันไหม"

ใจหันกลับไปหาพี่สาว แล้วก็ตอบกลับไปว่า
"ไม่ได้เลี้ยงอะไรเลย แต่เคยเจอมันตั้งแต่ตัวเล็กๆ หนนึง อยู่กับมันทั้งวัน
ที่เหลือก็นั่นแหละ นานๆ กลับมาเจอมันที"

ใจรู้ว่าทำไมพี่สาวถึงได้ถามใจเช่นนั้น
หมาพันธุ์หน้าหัก จมูกแฟบ หางม้วน ตัวล่ำอย่างหมาพันธุ์ปั๊ก
ซึ่งพี่สาวคนกลางเอามาฝากที่บ้านเลี้ยงนานร่วมสองปี
กำลังแสดงท่าทีที่เกิดข้อกังขาทุกครั้งที่ใจกลับบ้าน
และการแสดงออกของมันนี่ที่มีต่อใจ
ทำให้ทุกคนหาคำตอบไม่ได้ว่า "ทำไม?"

ทำไมมันนี่ถึงตามติดใจ คนที่นานๆ จะเจอหน้ามัน
คนที่ไม่เคยให้อาหารมันสักครั้ง ไม่ได้มีหน้าที่อาบน้ำให้มัน
ไม่เคยได้ใช้ชีวิตร่วมกันไม่เคยเป็นห่วงเป็นใยมัน
นานๆ คิดถึงที ก็ถามหามันทีกับแม่และพี่สาว
แต่มันคงไม่เข้าใจหรอกว่าเราถามหามัน

แต่ทุกครั้งที่ใจกลับบ้าน มันนี่จะไม่เคยละสายตาไปจากใจเลย
มันจะตามใจไปทุกฝีก้าว ไม่ว่าจะกินข้าวก็จะเดินตาม
นั่งรอหน้าห้องน้ำทุกครั้งที่ใจอาบน้ำ หรือแม้แต่จำธุระหนักและเบา
เดินตามรอบบ้านหากใจไปเดินถ่ายรูปต้นไม้
มาขอนอนด้วย และจะไม่ยอมนอนเลย หากใจยังไม่นอน
หากใจนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ มันนี่ก็จะนอนหมอบอยู่ข้างๆ ตรงเท้าใจเสมอ
วันนี้ทั้งวัน มันนี่ยังไม่ยอมทานอะไร ยกเว้นนมครึ่งกล่องที่ใจเทใส่จานให้
ประมาณว่า เอาแต่ตามใจจนไม่ยอมไปทานข้าว หรือแม้แต่ดื่มน้ำ

นี่คือสิ่งที่หลายคนในบ้านสงสัยว่าทำไมถึงได้เป็นขนาดนี้
และทุกครั้งที่ใจจะกลับกรุงเทพฯ มันนี่จะน้ำตาคลอ
เศร้าไปเกือบวัน จนกว่าจะเข้าใจและทำใจได้ว่า ใจจะไม่กลับมาอีกแล้ว...

เราไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าทำไม
ใจเคยแอบเล่นมุขกับแม่ว่า อาจจะเพราะใจสวย มันนี่เลยเป็นได้ขนาดนี้ 555
แต่ทุกคนหลงความเห็นว่า มันอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้น....

บอกตรงๆ ว่าการกระทำของมันนี่
ทำให้ใจมองเห็นสัจธรรมอะไรบางอย่างที่เจ็บปวดพอสมควร

เคยอ่านเรื่องราวจาก forward mail ที่ส่งต่อๆ กันมา
เรื่องราวของความรักที่เริ่มต้นคำถามที่ว่า

"ทำไมผู้หญิงถึงชอบผู้ชายเลวมากกว่าผู้ชายดีๆ"

สงสัยล่ะสิว่ามันเกี่ยวกับเรื่องของมันนี่ยังไง

งั้นลองลำดับความสำคัญของเรื่อง forward mail ที่ว่ากันก่อน
เนื้อหาในนั้นมีใจความ ทำการเปรียบเทียบ
สาเหตุที่ผู้หญิงมักจะชอบผู้ชายเข้าขั้นนิสัยไม่ดี หรือที่เรียกกันง่ายๆ ภาษาชาวบ้านว่า "เลว"
มากกว่าชอบผู้ชายเรียบร้อย นิสัยดี ไม่หวือหวา
กับหนังสือสองประเภท

หนังสือประเภทแรกคือหนังสือสารานุกรม
เต็มไปด้วยสาระ เนื้อหาความรู้ เมื่อหยิบครั้งใดก็เต็มไปด้วยข้อมูล
และช่วยเหลือให้เจ้าของได้ประโยชน์จากมันทุกครั้ง
แต่ตัวหนังสือที่เบียดเสียดแน่นจนตาลายนั้น ทำให้คนอ่านง่วง และน่าเบื่อ
หนังสือประเภทนี้เราจะหยิบก็ต่อเมื่อจำเป็น
เราวางมันทิ้งไว้บนชั้น แต่เมื่อต้องการมันเมื่อไร ถึงจะเดินไปหยิบมันมา
หนังสือแบบนี้เอง ก็เหมือนกับผู้ชายดีๆ สักคนหนึ่ง
ไม่หวือหวา ไม่วูบวาบ จริงใจ และอยู่ข้างเราเสมอ

หนังสืออีกหนึ่งเล่มบนชั้น เป็นหนังสือประเภทออกแบบปกสีสันเตะตา
เห็นเมื่อไรก็อยากหยิบมาอ่านอยู่เรื่อย พลิกๆ ดูรูป ไม่มีเนื้อหาอะไรมากมาย
ไม่ลายตา อ่านง่าย แต่ว่าไม่มีสาระ และไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการหยิบหนังสือเล่มนั้นเลย
หลายครั้งเรามักหยิบหนังสือเล่มนี้มา ก็เพราะเบื่อหนังสือเล่มแรก
หนังสือเล่มนี้ก็เหมือนกับผู้ชายเลวๆ คนหนึ่ง
วูบวาบ หวือหวา น่าไขว่คว้า แต่ไร้สาระเต็มที่ ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเราได้เลยสักครั้ง

นี่ล่ะเหตุผลว่า ทำไมผู้หญิงถึงชอบหนังสือเล่มหลัง มากกว่าเล่มแรก
และก็มักเจ็บปวดกับการหยิบหนังสือผิดอยู่เสมอ....
กว่าจะรู้ตัว หนังสือเล่มแรกก็ไม่ค่อยจะเหลือให้หยิบสักเท่าไร

มาถึงเรื่องของมันนี่บ้าง

ใจว่าใจไม่ได้เป็นคนที่อยู่ข้างมันนี่เสมอ
แต่เพราะใจหวือหวา  นานๆ มาที ไม่ชินหน้าชินตามันสักเท่าไร
หรือเพราะสาว สวยกว่าคนที่บ้านก็ไม่รู้ 5555 (อันนี้เข้าข้างตัวเอง)

ไม่เหมือนกับคนที่บ้านที่ให้นม ให้ข้าว และเป็นห่วงเป็นใยมัน
แต่มันกลับไม่ใส่ใจ และทิ้งเขาไว้ข้างหลัง มาตามใจเสียแจ
จนพี่สาวกับแม่แอบค้อนไปหลายหน
มันเป็นแบบนี้...

ไม่ต้องถึงกับว่าใจเป็นเหมือนหนังสือเลวหรอก
แต่อยู่ๆ ดีก็เห็นว่ามันเข้าทำนองนั้น
เข้าทำนองที่ว่า อะไรที่อยู่ข้างๆ ให้ประโยชน์กับเรา
เรามักจะไม่เห็นคุณค่า และมองว่ามันเป็นของตาย
ปล่อยให้เจ็บปวดกับการกระทำอะไรหลายๆ ของเรา
เรามักจะให้เขามาทีหลัง และให้ความสำคัญกับเขาน้อยกว่าของบางอย่าง
จนกว่าจะเข้าใจ บางครั้งก็ต้องทำเอาทั้งเขาและเสียใจไปบ้างก็มี

แต่จนแล้วจนรอด...ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และมันนี่
ก็ไม่เคยเข้าใจในสิ่งที่ใจกำลังบอก
เพราะก็เห็นอยู่ว่าหลายคนก็ยังเลือกที่จะหยิบหนังสือเล่มหลัง
หวือหวา วูบวาบ มากกว่าหนังสือสารานุกรมอยู่ดี.....
ทั้งๆ ที่รู้ว่าจะเจ็บปวด และทำให้คนอื่นๆ เจ็บปวดได้มากแค่ไหน....

คิดเอง ช้ำเอง....แง้ว....
ไม่รู้เอามาเกี่ยวกันได้ยังไง....

ว่าแล้วใจก็เห็นว่ามันนี่วิ่งไปดูพ่อที่ขับรถมาจอดหน้าบ้าน
เปิดประตูรั้วเข้ามาในบ้านในช่วงกลางวันแบบนี้
และมันก็วิ่งกลับมานอนข้างๆ เท้าใจเหมือนเดิม....


6/29/2008

ภาพเก่าๆ



 
6

วันนี้ใจตื่นแต่เช้า
ไม่ใช่เพราะว่าอยากจะอินกับบรรยากาศของที่บ้าน
แต่เป็นเพราะว่ามันนอนแทบจะไม่ได้ทั้งคืน
ทั้งๆ ที่ฝนตก อากาศเย็นควรจะได้นอนตื่นสาย
แต่เป็นเพราะเจ้ามันนี่ หมาปั๊ก ทะลึ่งมานอนด้วยข้างๆ ทั้งคืน
มันไม่ยอมไปนอนกับใครในบ้านสักคน
หวังแต่จะนอนกับคนแปลกหน้า นานๆ กลับบ้านหนอย่างใจ

ทุกวันนี้มันนี่น้ำหนักตัวเกือบถึงสิบกิโลกรัม
คิดดูแล้วกันว่าเวลามันนอนทับ หรือว่าเอาหัวหนุนแขนจะหนักแค่ไหน
หมาพันธุ์นี้ไม่เพียงแต่ตัวหนัก แต่ยังนอนกรน...ดังลั่นไปทั่ว
สุดท้ายใจเลยไม่ได้นอนเพราะมันแย่งที่นอนและก็ทำเสียงดังตลอดทั้งคืน

เอ๋แวะมาหาที่บ้านมือเปล่า
ขากลับได้เสื้อผ้าในตู้ของพวกเราใส่กระสอบติดมือกลับไปด้วย
พอเอ๋กลับบ้านเพราะติดสอนพิเศษภาษาจีนให้กับเด็กๆ
ใจก็ลุกมาทานข้าวเช้าโดยที่ยังไม่ได้แปรงฟันเสียด้วยซ้ำ
มันดีก็ตรงนี้ ตรงที่เวลากลับบ้านมีคนเอาใจและดูแลเราตลอด
บางทีก็รู้สึกสบายไป... แต่ว่าคิดไปอีกที นานๆ สบายดีก็ดีเหมือนกันฟะ 555

ตกบ่ายใจมานั่งรื้อตู้ดูภาพเก่าๆ ในอัลบั้ม
ที่บ้านมีอัลบั้มรูปเยอะมากๆ
เยอะจนใช้เวลาเป็นชั่วโมงก็ยังเปิดดูรูปไม่หมด
อิทธิพลจากการเป็นคนชอบถ่ายรูปจากพ่อและแม่
ส่งต่อมายังใจได้ไม่มีขาดหายไปเลยสักนิด
ในบรรดาภาพทั้งหมด ใจพบภาพเก่าๆ ของพ่อและแม่สมัยยังสาวรวมอยู่ในนั้นด้วย

ตอนที่พลิกดูภาพเก่าๆ ในอัลบั้ม
มีแม่นั่งถักตุ๊กตาไหมพรมอยู่ข้างๆ ด้วย
ใจเห็นภาพตัวเองตอนประถม
ตอนมัธยมที่อ้วนยังกับอึ่งอ่าง จำได้ว่าน้ำหนักตอนนั้นมากถึง 50 กิโลกรัม
ใจเห็นรูปตัวเองกับผู้ชายที่มาแอบชอบนานถึง 4 ปีเต็ม
เห็นอัลบั้มรวมภาพกับแฟนเก่า แม้ก็บไว้อย่างดี...ไม่มีหายสักใบ เง้ออออ
อัลบั้มวันรับปริญญา
และอัลบั้มของพี่สาว ของแม่ ของพ่ออีกหลายอัลบั้ม 

ใจหยิบภาพสองใบขึ้นมา..มันเป็นภาพของพ่อที่อยู่ในความทรงของลูกสาวทั้งหมดเสมอ
วันก่อนใจเพิ่งคุยกันเรื่องภาพใบนี้กับพี่สาวคนกลาง
พูดถึงภาพของพ่อวัยหนุ่มที่ไปทำเป็นภาพซ้อนสีขาวดำมันแปลกตาดี

1

ไม่รู้นึกเอะใจอย่างไร
ใจพลิกดูด้านหลังของภาพทั้งสองใบ
และก็พบข้อความที่เขียนด้วยลายมือของพ่อด้วยใจความที่ใกล้เคียงกันว่า

"ผมขอมอบภาพใบนี้ให้แด่คุณจิ๋น เพื่อกันลืม เพราะอยู่ห่างกัน รอผมก่อนนะครับคุณ
จากสงวน
..ภาพนี้เป็นภาพของผมทั้งสองภาพเลย เป็นไงฮะ หน้าแปลกไหมครับ"

2

ภาพที่ว่าเป็นภาพที่พ่อมีสองคนใบภาพใบเดียวกัน
อนุมานว่าสมัยนั้นคงมีการทำภาพซ้อนได้แล้ว

อีกภาพมีข้อความด้านหลังว่า

"ผมขอมอบภาพใบนี้ให้แก่คุณสุจินไว้ดูเล่นเมื่อยามคิดถึง เพราะอยู่ห่างกัน
จากสงวน วันที่ 7 มค. 2512 ถ่ายที่อำเภอเชียงดาว จ.เชียงใหม่"

ใจร้องเสียงหลง รีบเรียกพี่สาวคนโตมาดูข้อความที่ว่า
หันไปมองหน้าแม่พร้อมกับพูดว่า

"มีแบบนี้ด้วยเหรอแม่"
แม่ตอบกลับมาพร้อมกับหัวเราะปนเขินๆว่า
"พ่อเขาฝากลุงผู้ชายที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันกับแม่มาให้สมัยไปเรียนขับรถที่เชียงใหม่"
ใจจำได้ว่าลุงคนนั้นอยู่บ้านตรงกันข้ามกับใจเมื่อครั้งยังอยู่หมู่บ้านเก่า

นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นข้อความนี้
ทั้งๆ ที่ภาพใบนี้มีให้เห็นมาตั้งแต่ใจเกิด
แถมภาพยังถ่ายก่อนใจเกิดตั้ง 8 ปี
นี่คือความสุขอย่างหนึ่งที่จะเจอได้บ้าน
การค้นภาพเก่าๆ มานั่งเปิดดู
คือสิ่งที่หนึ่งที่ใจทำทุกครั้งที่ได้กลับบ้าน
และแทบทุกครั้งจะเจออะไรแปลกๆ อยู่ในนั้นเสมอ

ใจดึงภาพออกมา แล้วบอกกับแม่ว่าจะเอาไปขยายแล้วใส่กรอบให้
เป็นที่ระลึกที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นความรักที่เกิดขึ้นของแม่ทั้งพ่อ
ใจดึงภาพอีกหลายใบกะว่าจะเอาติดมือกลับไปกรุงเทพฯ ด้วย

ก่อนเก็บอัลบั้มเข้าตู้
ใจถามหาใบเกรดเฉลี่ยตั้งแต่ประถมว่าแม่เก็บไว้ไหม
แม่บอกว่าแม่เคยเก็บไว้แต่ยังหาที่เก็บไม่ได้ว่าอยู่ตรงไหนของบ้าน
แต่ใบเกร